กษิต ค้านรัฐร่วมทุนเอกชน ชี้ขัดหลักการแข่งเท่าเทียม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ คัดค้านโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบประชารัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ โดยเห็นว่าขัดหลักเศรษฐกิจการค้าเสรีและบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐควรสนับสนุน ไม่ควรถวิการแข่งขันกับประชาชน พร้อมเสนอให้ใช้ออฟเซตโปรแกรมในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐด้วยการกำหนดสัดส่วนการผลิตในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างโปร่งใส เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้คำว่า "ระบบนิเวศ" ทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงความหมายและทิศทางนโยบายให้ชัดเจน รวมถึงเสนอจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และวิพากษ์การโฆษณาส่งเสริมการลงทุนที่ขาดความน่าเชื่อถือจากสภาพการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ก่อนอื่นผมขอแจ้งเป็นทางการ แล้วก็เป็นเรกคอร์ด (Record) เป็นบันทึกไว้ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการใด ๆ ที่รัฐเข้าไปร่วมทุน จะเป็นโครงการในระบอบของ ประชารัฐ หรือโครงการที่จะทำเกษตร หรือว่าพื้นที่เกษตรรายใหญ่ หรือจะอะไรก็ตาม ที่จะเกี่ยวกับเศรษฐกิจสมัยใหม่ทั้ง ๕ ประการ เพราะว่าเราเป็นสังคมที่เป็นการค้าเสรี แล้วก็เอกชนเป็นตัวนำ แล้วในหลาย ๆ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นได้พูดไว้ แน่ชัดว่ารัฐจะต้องไม่ทำการทางธุรกิจแข่งขันกับประชาชน ก็อาจจะมีอยู่บ้าง พวกสาธารณูปโภคที่ไม่มีกำไร น้ำประปา ไฟฟ้า ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่อะไรที่เป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในตลาดหุ้น หรือว่าทำในเชิงธุรกิจ หรือจะมาตั้งบริษัทพีพีพี (PPPs) ใหม่ในกรอบประชารัฐ หรือจะพื้นที่เกษตรอันนี้ ผมคิดว่าขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ แล้วก็ ความเป็นไปของสังคมไทยโดยตลอดมาว่าเอกชนเป็นตัวนำ รัฐมีหน้าที่สนับสนุน แล้วก็ ส่งเสริม แต่ไม่ใช่มาเป็นคู่ค้าเสียเอง มันทำให้มีความรู้สึกว่าเราอยากจะเป็นรัฐบาลที่มี ความเป็นสังคมนิยมมากขึ้นหรือเปล่า อันนี้ต้องระมัดระวังนะครับ ผมขอเตือนสติ ทุก ๆ ท่านด้วย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็ขอแวะเข้าไปในเรื่องออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) สักนิดหนึ่ง ไม่ใช่ของใหม่ครับ ตอนผมเป็นทูตอยู่ที่เยอรมนีเมื่อเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว ก็ได้เจรจากับบริษัท ซีเมนส์ จำกัด เรื่องรถไฟฟ้า แล้วก็ตั้งเป็นเงื่อนไขว่าเราจะต้องมี ออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) คือชิ้นส่วนต่าง ๆ สร้างในประเทศไทย แต่ความ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาก็เลยไปตั้งโรงงานไว้ที่ประเทศจีน ช่วงเป็นรัฐมนตรี ก็ได้เคยเจรจากับรัฐบาลสเปน แล้วก็อีก ๒-๓ ประเทศในยุโรป เรื่องที่จะเช่าซื้อหรือว่า ขอยืมเรือดำน้ำมาเพื่อฝึกอบรมทหารเรือของเรา แล้วถ้าเผื่อในอนาคตเราจะจัดซื้ออะไร ที่เราจะทำได้ใส่ไปในเรือดำน้ำให้เป็นออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ก็พึงจะกระทำ แล้วก็พูดกันมามากตลอดเวลาไม่สำเร็จเสียที ผมก็อยู่ในคณะกรรมการที่เคย ไปเจรจากับต่างประเทศเรื่องการเปิดเส้นทางทางการบินอะไรต่าง ๆ ของการบินไทย ก็ได้มีโอกาสมาตลอดเวลาหลาย ๆ โอกาสว่า เมื่อไปซื้อเครื่องบินที่ไหน อะไรที่จะใส่ไป ในเครื่องบินจากโรงงานของประเทศไทยได้เป็นออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ต้องทำ แล้วผมคิดว่าที่ สปท. ไม่ต้องรอช้าครับ ก็เอาเรื่องของรัฐวิสาหกิจมาเป็นตัวตั้ง แล้วสั่ง ไปได้เลยว่า ต่อไปนี้สั่งซื้ออะไรเข้ามาแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์จะต้องเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย แล้วจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็ใส่ไปในคำสั่งของ คสช. มาตรา ๔๔ จะใส่ไป ในร่างกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง หรือจะเป็นมติ ครม. เดี๋ยวนี้ก็ทำกันเสียเลยไม่ต้องรอช้า ถ้าเผื่อ เราจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ และเมื่อมันพูดกันแน่ชัดแล้ว ผลประโยชน์ขององค์กรเฉพาะหน้า ซื้อใต้โต๊ะ สไตล์ (Style) โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ทั้งหลายมันก็จะไม่เกิดขึ้น อันนี้ ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ มันทำกันได้เลย อันนั้นก็ในส่วนนั้น

กลับมาที่ประเด็นที่ข้อเสนอวันนี้ ผมอ่านครั้งแรกพอใช้คำว่า ระบบนิเวศ ผมก็นึกถึงลำธาร ต้นไม้ ผมก็ขอเรียนถามสักนิดว่าใช้ภาษาอังกฤษอะไรครับ มาจากศัพท์ไหน เพราะว่าโดยทั่ว ๆ ไปเราก็บอกว่าสภาพแวดล้อม บรรยากาศของการทำธุรกิจ แล้วก็ การลงทุนในประเทศไทย ก็เป็นศัพท์แสงที่ใช้กันมา ๒๐-๓๐ ปี ณ วันนี้เราจะบัญญัติศัพท์ใหม่ บอกว่าระบบเศรษฐกิจของเราคือระบบนิเวศ อันนี้ต้องพูดให้แน่ชัด นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ต้องขยายความครับว่า ระบบนิเวศที่เป็นอยู่ ณ วันนี้มันมีประเด็นปัญหาอย่างไร ท่านกรรมาธิการ ท่านปีติพงศ์ เพื่อนผมก็บอกแล้ว มันก็มีปัญหาเรื่องการจัดงบประมาณ เรื่องดาต้า (Data) เรื่องอะไรต่าง ๆ แต่ว่ามันไม่ครบครับ มันเป็นแค่บางประเด็น ผมคิดว่า กรรมาธิการทั้งคณะจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องวาดภาพของระบบนิเวศทางด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนจากต่างประเทศให้มันชัด แล้วให้เป็นเอกสารเรียบเรียงเป็นเรียงความครับ ไม่ใช่เป็นพอยเตอร์ (Pointer) ขึ้นจอกันทีละคำสองคำ ไม่ใช่ ต้องมาถกกันให้แน่ชัดว่า ระบบนิเวศ ณ วันนี้ของการทำธุรกิจของเศรษฐกิจของไทยคืออะไร เพราะหลังจากนั้นแล้ว มันก็มีแต่ภาษาอังกฤษเยอะแยะไปในเอกสาร เริ่มตั้งแต่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็บอกว่ามีเศรษฐกิจสมัยใหม่ ๕ ประเภท ดิจิทัล (Digital) ไบโอ (Bio) ครีเอทิฟคัลเจอรัล (Creative Cultural) โซเชียล (Social) แล้วก็ซิลเวอร์ (Silver) หลังจากนั้นก็บอกว่ามี ๓ กลไก อินโนเวชัน (Innovation) อองเทรเพรอเนอร์ชิป (Entrepreneurship) แล้วก็คอนเนกทิวิตี (Connectivity) แล้วก็อยู่ในบริบทคอนเทกซ์ (Context) ของมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อินอีควอลิตีแทรป (Inequality Trap) แล้วก็อิมบาลานซ์แทรป (Imbalance Trap) เอาทั้งหมดมาใส่บนกระดาษนี้ ผมไม่รู้ว่าแล้วมันโยงกับระบบนิเวศอย่างไร แล้วเราจะ แก้ประเด็นปัญหาเพียงแค่อยากจะให้มีเศรษฐกิจสมัยใหม่เพียง ๕ ประเภท แล้วมันจะไป โยงกับการหลุดพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) แล้วก็ลดอินอีควอลิตี (Inequality) แล้วก็ลดอิมบาลานซ์ (Imbalance) ในเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ภาพมันไม่ชัดครับ แล้วทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แล้วก็เชิญต่างประเทศ มาลงทุน แล้วจะของบของรัฐบาลบวกของเอกชน ของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็รายได้ ของมหาวิทยาลัยที่มีจากการค้าขาย อาคารพาณิชย์ให้เช่าทั้งหมด รวมกันแล้วขอสัก ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ไหมครับ เพื่อจะเอาไปลงในเรื่องของการค้นคว้าและวิจัย เพื่อจะเสริมสร้างความเป็นเลิศในเศรษฐกิจสมัยใหม่ ๕ ด้าน อันนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ มันต้องมีการค้นคว้าวิจัย ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นนักซื้อสิทธิบัตร ซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) แล้วเราก็จะมีสตาร์บัคส์ มีอะไรต่าง ๆ ไปทั่วประเทศไทย แต่อยากจะให้เห็นจิม ทอมป์สัน อยากจะเห็นเอสแอนด์พี อยากจะเห็นการบริหารจัดการของกลุ่มโรงแรมของดุสิตธานีที่เป็น ของไทย ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือว่าผลิตภัณฑ์ของสหพัฒน์ หรือจะเป็นไก่ย่างของซีพีก็เป็นของไทย ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องมาคิดกัน ไม่ใช่ว่าจะมีตั้งกองทุนกันขึ้นมาแล้วเราบอกว่าจะเป็น เศรษฐกิจสมัยใหม่ จะเป็น ๔.๐ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราซื้อเขาเข้ามาทั้งนั้น แล้วมันจะมี ประโยชน์อะไรถ้าเผื่อเราไม่คิดเอง ไม่ค้นคว้า ไม่ประดิษฐ์ แล้วก็ไม่พัฒนา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ท่านก็ได้กล่าวไว้บ้างเรื่องการศึกษา แต่มันเป็นการกล่าว แบบผ่าน ๆ ไปครับ ภาษาฝรั่งเศสอาจจะใช้คำว่า อองปาสซอง (En passant) ไม่ใช่ครับ ถ้าเผื่อจะเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เด็กประถมศึกษาเราจะกล่อมเกลาเขาอย่างไร มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และเราจะเปลี่ยนทัศนคติของคุณครู แล้วก็ผู้บริหารทุกคนที่กระทรวงศึกษาธิการ อย่างไร ไมนด์เซต (Mindset) เพื่อจะให้เสริมสร้างการเรียนการสอนให้มันมีการคิดได้ ไม่ใช่อยู่กันด้วยไม้เรียว แล้วก็จดไป แล้วก็จำไป แล้วก็สอบ ไม่ใช่ มันต้องมีครีเอทิวิตี (Creativity) ในห้องเรียน บรรยากาศในห้องเรียนจะเป็นอย่างไร ทุกระดับ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ผมก็ดูทีวีทุกวัน ตอนนี้ก็ประทับใจครับ การโฆษณาผ่านซีเอ็นเอ็น (CNN) ของประเทศไทย ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานไหนทำ ภาพสวยไปหมดเลยครับ ผมก็ไม่รู้ว่าหมดไปกี่ร้อยล้านบาท แต่ว่าระบบนิเวศของเรา มันไม่ใช่เศรษฐกิจเสรีและการเมืองภาคเสรี ผมว่ามันผิดฝา ผิดหอย เพราะตอนนี้เราเป็น รัฐบาลพิเศษ ชื่อ คสช. เป็นรัฐบาลทหาร ไปโฆษณาอย่างนั้นไม่มีใครเชื่อ แล้วการที่จะ เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางด้านเศรษฐกิจนั้นมันต้องมีระบบนิเวศของเสรีประชาธิปไตย ทางการเมืองด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมา ท่านประธานไปตรวจได้ว่า ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา หรือ ๓ ปีที่ผ่านมา ที่เรียกว่าฟอเรนจ์ ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) นั้นมันเข้ามาน้อยมาก ๆ เขาจะไม่เข้ามา แล้วต่อให้เรามีแผนเศรษฐกิจ สมัยใหม่ มีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) มี ๔.๐ เขาจะไม่มา ตราบใดที่โครงสร้าง ทางการเมืองยังเป็นอย่างนี้ มันต้องมีความแน่ชัดเสียก่อนว่ามุ่งมั่นในการที่จะกลับไปสู่สังคม ประชาธิปไตย ของแบบนี้ผมก็มาพูดตรงไปตรงมา อาจจะทำให้กระเทือนซางไปบ้าง ก็ต้อง กราบขอประทานโทษด้วย แต่ถ้าเผื่อเราจะทำอะไรกันจริง ๆ จัง ๆ มันต้องเอาของจริง มาพูดกัน แล้วก็ทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) หรือให้ฝรั่ง มาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็บอกว่าภาษีไม่ต้องเสีย ๘ ปี แล้วเราก็จ่ายค่าแรง ไม่ใช่ครับ เราต้องเริ่มสร้างคนตั้งแต่วันนี้ ทั้งในระยะยาว ปานกลาง แล้วก็เฉพาะหน้า เด็กนักเรียน อาชีวศึกษาทั้งหลายจะต้องให้รู้เรื่อง ๓-๔ เรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เขาเป็นช่างฝีมือ แล้วเงินเดือน เขาต้องไม่ต่ำต้อยไปกว่าคนที่จบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน