พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจชีวภาพ โดยเสนอจัดตั้งธนาคารชีวภาพอาเซียนเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเน้นย้ำความปลอดภัยของพืชจีเอ็มโดยเรียกร้องให้มีการติดตามผลวิจัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันกฎหมายควบคุมการใช้พันธุ์พืชจีเอ็ม โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมือง และผลักดันนโยบายการเกษตรปลอดสารเคมีทั้งประเทศเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพ ที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการลงทุนบนพื้นฐานของข้อมูลอิงหลักฐาน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในฐานะสมาชิก สปท. ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็ให้ความรู้มาก เพราะว่าดิฉันอยู่ทางด้านสุขภาพ แต่คิดว่าในการปฏิรูปของท่านทางด้านเศรษฐกิจนี้ ก็เชื่อมโยงกันเช่นเดียวกัน แล้วก็เห็นด้วยที่จะต้องมีการปรับปรุงระบบสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพื่อเข้าไปสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ แต่อยากจะเสนอข้อคิดเห็น โดยเฉพาะการพัฒนาในด้านของไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ซึ่งในรายละเอียดก็ปรากฏตามที่ท่านได้แสดงไว้ในรายงาน แต่ว่ามีหัวข้อที่สำคัญ ๆ ในความเห็นของดิฉัน ๒-๓ เรื่องที่อยากจะเรียนให้ทราบไว้เพื่อพิจารณาในการที่จะพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ท่านได้เสนอมา เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการเก็บรักษาทรัพยากร ทางชีวภาพ ซึ่งอันนี้ก็คิดว่าเป็นทรัพยากรทางชีวภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือเป็นสัตว์ ก็เป็นสิ่งที่มีค่า แล้วก็มักจะถูกเคลื่อนย้าย หรืออาจจะเรียกว่าถูกลักพา หรือครอบครองสิทธิ โดยที่ประเทศไทยนั้นก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เรื่อย ๆ อันนี้ก็เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการ ให้เป็นรูปธรรม เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ประโยชน์อันมหาศาลแก่มนุษยชาติ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการทำเป็นยารักษาโรค หรือว่าอาหารอะไรพวกนี้นะคะ เป็นซอร์ซ (Source) ของอาหารที่ดี แต่ในขณะเดียวกันเราคิดมากไปเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยตรง หรือไม่ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันมีความหลากหลาย ยิ่งมีความหลากหลายมากเท่าไร ประโยชน์ของมันก็ยิ่งมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ร่วมมือกันในระหว่างอาเซียน (ASEAN) ทั้งหลาย ซึ่งเป็น ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มีสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศเหมือนกันก็จะยิ่ง มีความหลากหลายในชีวภาพมากขึ้น แล้วประโยชน์ในการที่จะพัฒนาไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจะมีประโยชน์มหาศาลมากยิ่งขึ้น ดิฉันอยากให้ท่าน ลองพิจารณาดูว่าไม่เฉพาะแต่ยังประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่ว่ายังประโยชน์ให้กับมนุษย์ ทั้งโลก หรือว่าเอาใกล้ที่สุดก็คือมนุษย์ในภาคพื้นอาเซียน (ASEAN) เหล่านี้ ซึ่งมีสภาพ ของทางด้านร่างกาย ทางด้านเจเนติก (Genetic) คล้ายคลึงกัน เขาจะได้ประโยชน์สูง จากความร่วมมือ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นเนชันนัล ไบโอ แบงก์ (National Bio Bank) มันจะเป็นอาเซียน ไบโอ แบงก์ (ASEAN Bio Bank) ได้ไหมคะ ถ้าเราขยับขยาย อันนี้คือ ความคิดเห็นนะคะ ประโยชน์มันจะได้สูงกว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะมารวมกัน ไม่เฉพาะแต่นักวิทยาศาสตร์ไทย เราจะมีนักวิทยาศาสตร์ในแถบอาเซียน (ASEAN) ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมกันคิด อันนี้ก็เป็นข้อเสนออันหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องจีเอ็ม (GM) อันนี้ดิฉันคิดว่าอาจจะต้องระวังมากอยู่ ในฐานะแพทย์ เราอยากจะให้ติดตามการศึกษาวิจัย ข้อสำคัญก็คือขณะนี้เรารู้ว่าพืชบางชนิด การพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต้องการพืชพันธุ์ที่แข็งแรง แล้วก็จีเอ็ม (GM) จะช่วยในด้านนี้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือการโมดิไฟ (Modify) ของเจเนติก (Genetic) มันก็เหมือนมิวเทชัน (Mutation) ในลักษณะของการเกิดโรค อันนี้ถ้าเผื่อว่ามีการติดตาม การศึกษาวิจัยต่อเนื่อง ก็คือเมื่อคนได้บริโภคพืชที่ได้ทำจีเอ็ม (GM) เป็นปริมาณต่อเนื่อง อย่างสม่ำเสมออะไรพวกนี้ มีการศึกษาวิจัยไหมที่มันมีการเปลี่ยนแปลงในเจเนติก (Genetic) ของคน ซึ่งอันนี้ถ้าเผื่อมันเปลี่ยนแปลงได้มันก็น่ากลัว แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ส่งผลกระทบ มันก็ไม่เป็นอะไร แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่น่าวิตกอันอื่นก็คือว่ามันจะทำให้พืชพันธุ์แท้ ๆ ของเราได้กลายไปหมดหรือไม่ คิดดูว่าเราอาจจะมีมะม่วงอกร่องที่หวานอร่อย แต่ไม่ช้า ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติของจีเอ็ม (GM) มันอาจจะทำให้เราหามะม่วงอกร่องที่เป็น พันธุ์แท้ที่อร่อยเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว อาจจะไปผสมกับมะม่วงน้ำดอกไม้หรืออะไรก็ไม่ทราบ กลายเป็นพันธุ์ใหม่อะไรขึ้นมา อันนี้ก็เป็นโดยวิถีธรรมชาติซึ่งไม่อาจจะป้องกันได้ ถ้าหากว่า เราพัฒนาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวางออกไป ดิฉันเห็นด้วยที่จะต้องพยายามผลักดัน พ.ร.บ. เกี่ยวกับความปลอดภัยทางด้านนี้ให้ออกมาโดยเร็ว แล้วก็คิดว่าพืชบางชนิด อาจจะต้องถูกจำกัดว่าไม่ให้มีการทำในเรื่องของจีเอ็ม (GM) อันนี้
เรื่องสุดท้ายเป็นทางด้านของการเกษตร ที่ท่านบอกว่าจะสนับสนุนในเชิง เศรษฐกิจให้เป็นการเกษตรขนาดใหญ่ อันนี้ก็แล้วแต่นะคะ แต่ดิฉันคิดว่านโยบาย เป็นสิ่งที่สำคัญในเรื่องของการเกษตร ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายว่า เราจะดำเนินการเกษตรไม่ว่าจะเป็นผืนเล็ก ผืนใหญ่ โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อที่จะเป็น เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ ดิฉันคิดว่าเมื่อไรนโยบายเหล่านี้มันชัดเจน อาหารของเราก็จะเป็น อาหารที่ปลอดจากสารเคมี พืช ผักทั้งหลาย สิ่งแวดล้อมจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีอีกต่อไป แล้วตรงนั้นดิฉันคิดว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ใครจะไม่อยากมาเที่ยวประเทศ ซึ่งอาหารการกินทุกอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักทั้งหลายที่ไม่ต้องวิตกเกี่ยวกับสารเคมีปนเปื้อนอีกต่อไป อันนี้ ถ้าเผื่อคิดในทางเศรษฐศาสตร์ผลตอบแทนทางด้านการท่องเที่ยวจะมากมายมหาศาล แล้วเราก็จะได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเกษตรผืนเล็ก ผืนใหญ่ หรืออะไร ดิฉันเห็นด้วยถ้าหากว่ามันเป็นเกษตรที่ปลอดจากสารเอ็นซี (NC) เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจที่จะพัฒนาก็จะต้องไม่เป็นเศรษฐกิจที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็ น่าจะเน้นในการบริโภคให้ได้ตามหลักสุขภาพที่ดี ไม่เฉพาะแต่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี เช่น อาจจะโปรโมต (Promote) ได้เลยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไม่หวานเกินไป ไม่เค็มเกินไป อะไรทำนองนี้ แล้วก็มีกฎหมายที่สอดคล้องกัน อันนี้ เป็นข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากไว้ด้วย ดิฉันเห็นด้วยกับประเด็นการที่จะ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต ทางเศรษฐกิจควรจะยั่งยืนและมั่นคงโดยไม่ทำร้ายสุขภาพของคน แล้วก็สิ่งแวดล้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัย การติดตามอีวิเดนซ์เบส (Evidence based) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และจำเป็นที่จะต้องทำต่อเนื่องกันไปด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ