เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูประบบควบคุมคนเข้าเมือง โดยเสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มกลาง ยกเลิกการกรอกบัตรเข้าเมืองและบัตร ตม.6 เพื่อเพิ่มความทันสมัยและความปลอดภัย พร้อมเน้นความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในที่พักและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายแบบไทม์แชร์หรือให้เช่าคอนโดมิเนียมโดยไม่จดทะเบียน เพื่อป้องกันภัยคุกคามและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้มีแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าสู่ระบบกฎหมายได้โดยไม่เกิดความเสียหาย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้อภิปรายในเรื่อง การปฏิรูป ระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจนำเสนอ กระผมก็คงมีความเห็นสอดคล้องกับทั้ง ๔ ท่านที่ได้อภิปรายมาแล้วว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นปัญหาที่มีอยู่ในระบบที่พักแรม ระบบข้อมูล ของคนเข้าเมืองประเทศของเรา อีกทั้งในหลายระบบนั้นหรือแม้แต่ตัวกฎหมาย ก็ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ซึ่งก็เป็นลักษณะของบ้านเรา ระบบราชการ การปรับเปลี่ยนอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าต้องมีการลงทุนด้วยเงิน ด้วยงบประมาณแล้ว ยิ่งยากในการที่จะดำเนินการ ฉะนั้นการนำเสนอในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะว่าบ้านเมืองเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย ๓๐-๔๐ ล้านคนต่อปี แต่ที่สำคัญคือ ภัยของการก่ออาชญากรรม ภัยของการก่อการร้ายในปัจจุบันนี้ได้เพิ่มสูงมากขึ้น เราจะเห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ในโลกได้ให้ความสำคัญในเรื่องการคัดกรองคนที่เข้าประเทศ เรื่องของการ จัดระบบนักท่องเที่ยว ระบบที่พัก ระบบการเข้าเมืองต่าง ๆ อย่างเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น ผมเอง ก็ได้มีประสบการณ์ในการเดินทางต่างประเทศค่อนข้างมาก ปีหนึ่งหลายครั้ง ก็จึงได้เห็น ระบบต่าง ๆ ของประเทศต่าง ๆ ที่มีทั้งรัดกุม มีทั้งอาจจะหย่อนยานบ้าง ข้อเสนอของ กรรมาธิการใน ๔ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองที่เสนอไว้ ๔ ประเด็น คือ การจัดทำแพลตฟอร์ม (Platform) ซึ่งอันนี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก แล้วก็ใช้ เอฟฟอร์ต (Effort) ค่อนข้างสูง เพื่อจัดเก็บข้อมูลการลงทะเบียนที่พักต่าง ๆ ประเด็นที่ ๒ คือการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งทะเบียนการเข้าพักของชาวต่างชาติ ประเด็นที่ ๓ ให้ลงทะเบียนเข้าพักสำหรับชาวต่างชาติด้วยพาสปอร์ต (Passport) และประเด็นที่ ๔ คือยกเลิกการใช้บัตร ตม. ๖ ในการผ่านเข้าออกประเทศทั้งคนไทยและคนต่างชาติ
การกรอกบัตรเพื่อเข้าเมืองตอนนี้เริ่มมีประเทศที่เลิกใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีใช้อยู่ในบางประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้บางท่านก็ได้อภิปรายแล้วถึงข้อดี ข้อเสีย ซึ่งผม ก็คิดว่าเมื่อไม่ใช้ก็ต้องมีระบบทดแทนที่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลต่าง ๆ ในอีพาสปอร์ต (e-Passport) ก็ค่อนข้างจะมีหมด ที่พักของคน ๆ นั้นในประเทศของตนเองต่าง ๆ กรณี พาสปอร์ต (Passport) ปลอมก็ยังมีใช้อยู่ในโลกนี้ ประเทศไทยก็เป็นแหล่งของการผลิต พาสปอร์ต (Passport) ปลอมค่อนข้างมากอยู่ประเทศหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่งคือในเรื่องของการให้ไปลงทะเบียนหรือว่าให้โรงแรม ที่พักต่าง ๆ ต้องลงทะเบียนผู้เข้าพักทุกคน อันนี้ก็เป็นมาตรการที่ดี ซึ่งเราไปในประเทศไหน ในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็จะต้องบังคับให้เราลงทะเบียนทุกคนที่เข้าพักในห้องพักนั้น ที่ผมอยากจะ กราบเรียนตรงนี้คือว่าข้อเสนอเหล่านี้ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ คนเข้าเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ การที่จะคัดกรองคนเข้าประเทศ เพื่อการที่จะป้องกันเหตุร้ายมันมีมากกว่าข้อเสนอนี้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ท่านเสนอ หรือไม่ แต่มันเกี่ยวข้องกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ความฉับไวในการที่เราเรียกว่า ดำเนินการต่อเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเทกแอ็กชัน (Take action) ยกตัวอย่างกรณีสังหารญาติ ผู้นำเกาหลีเหนือที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเช้าทางการมาเลเซียเพิ่งแถลงว่า ผู้ต้องสงสัย ๔ คนชาวเกาหลีเหนือได้เดินทางออกจากประเทศไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้บิน จากกัวลาลัมเปอร์ไปเกาหลีเหนือ เขาบินไปใกล้ ๆ ไปจาการ์ตาก่อน แล้วก็ไปดูไบ แล้วก็ต่อ ไปลงที่รัสเซีย แล้วก็บินเข้าประเทศ ประโยชน์ที่ได้ก็คือรู้ว่าอาชญากรหรือผู้ต้องสงสัย ได้หนีออกจากประเทศไปอย่างไร ๆ แต่มันไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการที่จะดำเนินการต่อคน เหล่านั้น ถ้าเผื่อระบบหรือว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความฉับไวในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่มีการให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะให้เจ้าหน้าที่ ตม. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับความมั่งคงทางด้านชายแดนต่าง ๆ สามารถที่จะ ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปปฏิบัติ นำไปเทกแอ็กชัน (Take action) ก่อนที่คนร้าย หรือคนที่ไม่หวังดีจะเข้ามาในประเทศ มีบางกรณีสมัยผมรับราชการ ระดับหัวหน้า ของอัลกออิดะฮ์ที่เข้ามาในประเทศ มาทางชายแดนใต้ เผอิญเจ้าหน้าที่เก่งมาก สามารถ ที่จะดูใบหน้าบนพาสปอร์ต (Passport) แล้วก็ต้องสงสัย ก็รายงานมาที่ส่วนกลางจึงรู้ว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ถึงแม้จะเป็นพาสปอร์ต (Passport) ปลอม เป็นชื่อปลอม ก็สะกดรอย จนสามารถจับกุมได้ นั่นก็เป็นขีดความสามารถของคนในการทำงาน ในการที่จะดูลักษณะ ที่เขาควรจะสังเกต เพราะฉะนั้นระบบเหล่านี้ทุกอย่างก็ยังต้องอาศัยคน อาศัยประสิทธิภาพ ในการทำงาน เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ไปลงทะเบียนต่าง ๆ หลาย ๆ คนเข้าพักในโรงแรม แจ้งว่าพัก ๒ คน พอกลับมาตอนเย็นก็เอาเพื่อนมานอนอีก ๒-๓ คนโดยไม่ได้ลงทะเบียน ก็ทำได้ หรือไม่ผู้ก่อการร้ายที่เขาจะเข้ามาทำอะไรในประเทศหนึ่งประเทศใดนั้นเขาก็จะมี เครือข่ายที่คอยสนับสนุนเขาที่จะนำเข้าพักในที่ที่เขาไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ใช่หมายความว่า เมื่อระบบเหล่านี้อิมพลีเมนต์ (Implement) แล้วทุกอย่างประเทศไทยจะปลอดภัย ก็ต้อง ให้ความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อเสนอ เป็นข้อห่วงใยและเป็น ข้อคิดเห็น คือการปฏิรูปในเรื่องของระบบที่พักแรม ซึ่งได้มีการเสนอให้มีการเพิ่มโทษ ในการบังคับใช้กฎหมาย เช่นจากปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไปปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาทอะไรต่าง ๆ กรณีที่กระทำผิดแล้วก็มีโทษจำคุกด้วย สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือในหน้า ๑๑ ย่อหน้าสุดท้าย ท่านพูดถึงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย กรณีนำคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ (Apartment) มาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยมิได้มีการจดทะเบียนหรือเป็นโรงแรมไม่ถูกต้อง ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย แต่ต้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจาก เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมจึงต้องรักษาสิทธิของปัจเจกบุคคล รวมไปถึงคอนโดมิเนียมที่มีการทำ ไทม์แชริง (Time sharing) ด้วย อันนี้ละครับเรื่องใหญ่เลย เรื่องใหญ่มาก แล้วจะกระทบ ต่อธุรกิจเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ตอนนี้คนไทยนิยมมีบ้านที่ ๒ มีรีสอร์ต (Resort) ตามชายทะเล หรือที่เป็นภูเขาอากาศเย็น ๆ เช่น เขาใหญ่ เพชรบุรี แก่งกระจาน ของท่านประธานเอง หรือลงไปจนถึงชะอำ หัวหิน เป็นบ้านของเศรษฐีที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ยอมจ่ายค่าซื้อเต็มที่ ก็บอกโอเค (Okay) ซื้อ แต่ฉันจะไปอยู่แค่เดือนละ ๕ วัน ที่เหลือ ๒๕ วัน ให้เจ้าของพรอเพอร์ตี (Property) เจ้าของรีสอร์ต (Resort) สามารถที่จะนำไป ให้ผู้อื่นเช่าได้ นี่คือเงื่อนไขในการขาย จึงทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถไปสร้างรีสอร์ต (Resort) สร้างคอนโดมิเนียม สร้างอพาร์ตเมนต์ (Apartment) ในที่พักตากอากาศเป็นบ้านที่ ๒ ของคนที่มีสตางค์เพื่อซื้อ แต่ไม่ได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองตลอดระยะเวลา เปิดช่อง ให้ผู้ดำเนินธุรกิจสามารถที่จะไปให้ผู้อื่นเช่าได้ และการเช่าเหล่านั้นไม่ใช่เป็นการเช่าแบบโรงแรม ไม่เข้าข่ายของการกระทำธุรกิจตาม พ.ร.บ. โรงแรม ปี ๒๕๔๗ นี่คือปัญหา ถ้าเอนฟอร์ซ (Enforce) ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายตรงนี้อย่างเข้มงวดจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงเลย ท่านไปดูได้เลยครับ ธุรกิจเหล่านั้นทั้งหลายที่โฆษณาในการขายนี่ ผู้ซื้อซื้อบนเงื่อนไขที่ผมพูด เกือบทั้งสิ้น ไม่มีใครยอมจ่ายสตางค์ไปซื้อคอนโดมิเนียมที่ภูเก็ต หรือไปซื้ออพาร์ตเมนต์ (Apartment) ที่ภูเก็ต แล้วก็ยังต้องจ่าย ๒๐-๓๐ ล้านบาท แล้วยังจ่ายค่าส่วนกลาง ประจำเดือนอีกเป็นหมื่นบาท เขาก็จะยอมปล่อยที่พักของเขา กรรมสิทธิ์ของเขาให้ทาง เจ้าของพรอเพอร์ตี (Property) นำไปให้คนอื่นเช่า เพราะฉะนั้นผมจึงฝากข้อห่วงใยตรงนี้ ไว้ว่าเราจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ทำอย่างไรให้ทั้งผู้ที่ซื้อแล้วก็ผู้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เข้าสู่กฎหมายอย่างถูกต้องบนเงื่อนไขที่ว่านั้น เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วก็อย่างที่ เขาดำเนินธุรกิจอยู่ ไม่มีใครหรอกครับจะยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนั้น แล้วบางคนไปอยู่แค่ ปีละ ๒ ครั้งเอง ๓ ครั้งเอง เพราะฉะนั้นเราจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แต่ถ้าท่านบังคับใช้ กฎหมายนี้อย่างเข้มงวดท่านจับได้เยอะเลย ท่านสามารถปิดกิจการได้เต็มเลย แล้วต้อง มีการคืนเงินดาวน์ มีการล้มดิว (Due) ล้มสัญญากันเต็มไปหมดเลย เป็นหมื่น ๆ ราย เป็นหลาย ๆ ร้อยพรอเพอร์ตี (Property) เลย จึงเรียนให้ทราบว่าอันนี้จะเป็นปัญหา ที่ใหญ่มากถ้ามีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับการทำอะไร ที่ให้ถูกกฎหมาย ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ว่าต้องช่วยกันหาทางออก ตรงนี้เพื่อจะแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย ก็ขอสนับสนุน ข้อเสนอต่าง ๆ พร้อมกับฝากข้อห่วงใยไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน