กลินท์ เสนอปฏิรูประบบข้อมูล-ที่พักนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

กลินท์ สารสิน รายงานผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองและการท่องเที่ยว โดยเสนอให้รวมข้อมูลจากอีพาสปอร์ตและแบบฟอร์ม ตม.6 เข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลเดียวกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัย ความมั่นคง และประสิทธิภาพในการบริการ พร้อมผลักดันให้ที่พักทุกประเภทเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย มีมาตรฐานและความปลอดภัยตามกฎหมาย โดยปรับปรุงทั้งกฎหมาย ระบบข้อมูล และบทลงโทษ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายกลินท์ สารสิน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ผม กลินท์ สารสิน สปท. ลำดับที่ ๔ วันนี้ก็จะขอเล่าให้ฟังเรื่องการปฏิรูป ระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองของอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ท่านสถิตย์ แล้วก็ท่านมนูได้เกริ่นไปแล้วเบื้องต้น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเราได้แจกไป ๓ ฉบับด้วยกัน เอกสารรายงานฉบับนี้ ๑ ฉบับ เรื่องที่ ๒ คือที่ผมจะเล่าให้ฟัง เป็นตัวสรุป หน้านี้นะครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ พระราชบัญญัติโรงแรม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และกฎกระทรวงควบคุมอาคาร อันนี้จะได้เดินไปด้วยกันได้ รายละเอียดอยู่ในนี้หมด ซึ่งคณะ สปท. เราได้เริ่มตอนนั้น ก็ได้มีการดูความสำคัญ ความเร่งด่วน แล้วก็สัมฤทธิผลของการปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว อันไหนที่เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบเวลาที่เรามีอยู่ สรุปมาแล้วมีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ และบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เราได้ดำเนินการไปแล้ว แล้วก็ได้มีการติดตามผล ก็มีการแก้ไขแล้วบางส่วน ก็เกือบหมดแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง วันนี้ที่ผม จะขอเสนอนะครับ

เรื่องที่ ๓ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวของคนในท้องถิ่น หรือว่าอินคลูซิฟทัวริซึม (Inclusive Tourism)

เรื่องที่ ๔ การบริหารขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของสถานที่ ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการบริหารการจัดเก็บรายได้ การกระจายรายได้ไปในสถานที่ ที่ท่องเที่ยวให้เหมาะสม

เรื่องที่ ๕ เรื่องการรักษามาตรฐานการจัดแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้อยู่ ระดับในสากลหรือเวิลด์คลาส (World Class)

ตอนนี้อยู่เรื่องที่ ๒ นะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ เรื่องที่ ๕ ถ้าเผื่อมีเวลา ก็จะทำต่อไปครับ

ถัดมาก็จะเห็นว่าในแวลูเชน (Value Chain) หรือว่าในระบบการท่องเที่ยว ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก ในแวลูเชน (Value Chain) ทั้งหมด ตามที่พักก็ดี หรือว่า พักอยู่ที่ไหน จะเที่ยวที่ไหน ชอปปิง (Shopping) ที่ไหน กินอาหารที่ไหน จะเที่ยวที่ไหน การขนส่งเดินทางอย่างไร ต่าง ๆ พวกนี้ ในแวลูเชน (Value Chain) นี้ก็มีการเก็บตัวเลข มาในประเทศไทย ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องที่พักอาศัย นักท่องเที่ยวใช้เงินของเขาเยอะในนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราก็เห็นว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่มา แล้วก็เป็นความมั่นคง ของชาติด้วย นักท่องเที่ยวไม่ใช่ดีไปทั้งหมด บางท่านก็แฝงมาในรูปนักท่องเที่ยว อันนี้ก็ต้อง ดูความปลอดภัยของประเทศชาติเราด้วย ก็เล็งเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยเอาการพักแรม ของนักท่องเที่ยวมาเป็นประเด็นที่เราจะมาปฏิรูปกัน เริ่มจากการเดินเข้ามาในประเทศไทยก่อน ด่านทางสนามบิน ตอนนี้ทุกคนก็เข้ามาเทกพาสปอร์ต (Take Passport) พาสปอร์ต (Passport) สมัยใหม่ตอนนี้เป็นอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เป็นอีพาสปอร์ต (e-Passport) เข้ามา ในนั้นเวลากรอกมาจะเห็นแล้วว่าชื่ออะไร เกิดเมื่อไร พักที่ไหน เป็นคนชาวอะไร จะมีรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งในอีพาสปอร์ต (e-Passport) นี้ก็คิดว่าใช้ประมาณสัก ๒-๓ ปีมาแล้ว ก็ได้ประโยชน์ค่อนข้างเยอะ แต่ขณะเดียวกันกฎกติกามารยาทในบ้านเราก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เวลาเข้ามาเราจะดูว่าเข้ามาแล้วเราสามารถพัฒนา จากอีพาสปอร์ต (e-Passport) แล้วเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ไหม การเข้าพักต่าง ๆ มีการเรกคอร์ด (Record) ดูว่าลูกค้าหรือว่านักท่องเที่ยวจะพักที่ไหน อำนวยความสะดวก ให้เขาได้ไหม ความปลอดภัยเขาด้วยหรือเปล่า แล้วก็ผู้ประกอบการได้ความสุขสบายด้วย ได้ความปลอดภัยด้วย ซึ่งตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาไม่เฉพาะต่างชาติ บ้านเราเหมือนกันจะต้องกรอกเรียกว่า ตม. ๖ คือใบขาว ๆ ที่เรากรอกทุกครั้ง ตม. ๖ คือ เอกสารขาว ๆ ที่บอกว่าชื่ออะไร พักที่ไหน ทำงานอะไรในลักษณะพวกนี้ที่พวกเราต้องกรอก ถามว่าคนไทยกรอกเพื่ออะไร ไม่จำเป็น ได้สืบมาแล้วว่าเอาไปใช้ประโยชน์ไหม บอกไม่ใช้ประโยชน์ ถามว่าคนไทยปีหนึ่งเดินทางสักกี่สิบล้านคน ก็หลายสิบล้านคน แต่ต่างชาติเข้ามาก็ถือว่าใช้ประโยชน์ได้บางส่วน ซึ่ง ณ ปัจจุบันถามว่าข้อมูลที่กรอกนั้น ถูกต้องหรือเปล่า ก็ไม่มั่นใจ แล้วก็ถามว่ากรอกไปแล้วเราจะหาข้อมูลนั้นหายากไหม หายากมาก กรอกข้อมูลแล้วสืบหาข้อมูลหายากมาก คือข้อมูลที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร เรื่อง ตม. ๖ นี้ เดี๋ยวเราจะมาดูว่าปรับปรุงอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่พัก ที่พักตอนนี้หลายแห่งก็เข้ามา แล้วก็มีการกรอกเข้าไป ว่าพักที่ไหน ต่าง ๆ พวกนี้ โรงแรมประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ตอนนี้ถูกกฎหมาย ตอนนี้มีโรงแรมจำนวนมากหรือที่พักจำนวนมากยังไม่อยู่ในระบบ เขาอยากอยู่ในระบบ แต่ยังไม่อยู่ในระบบตอนนี้ ทำอย่างไรให้อยู่ในระบบ แล้วเราสามารถ จัดมาตรฐานเขาให้ได้ ในขณะเดียวกันทำอย่างไรเวลาคนมาพัก แล้วโรงแรมที่ไม่อยู่ในระบบ สามารถอยู่ในระบบได้ไหม เขาพักที่ไหน แล้วขณะเดียวกันคนที่ไม่ถูกระบบจริง ๆ เขาไปโฆษณาไปแหกตาลูกค้า ขออภัยนะครับ ลูกค้ามาเสร็จแล้วโรงแรมไม่มีก็มี แล้วบางครั้งก็ต้องมีการลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่มีโรงแรมหรือว่าโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน แต่โฆษณาไปเกินความจริง การปฏิรูปของระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองในครั้งนี้ เรามีแนวคิดการปฏิรูปเป็นการส่งเสริมมากกว่าควบคุม เป้าหมายของการปฏิรูปของเรา คือเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะว่านักท่องเที่ยวทุกคนเวลาเดินทางมา เขาต้องดูความสะดวกและความปลอดภัย ถ้าเผื่อไม่ปลอดภัยเขาไม่กล้ามาแน่นอน เรื่องการ ส่งเสริมผู้ประกอบการการท่องเที่ยวเหมือนกัน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทุกราย ก็อยากจะทำถูกกฎหมาย ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเราจะส่งเสริมให้เขา ได้มีมาตรฐานที่ดี รองรับในการเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา มารยาทในอนาคตของโลก

ต่อมาเรื่องความมั่นคงของประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน ภาครัฐ สามารถติดตามสถานะของนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทย พักที่ไหน อยู่ที่ไหน กี่วันสามารถดูได้

อีกเรื่องหนึ่ง การดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบเพื่อความยั่งยืน อันนี้สำคัญ ผู้ประกอบการโรงแรมทุกคนประกอบการแล้วต้องดูว่าคอนเซิร์น (Concern) เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า คนในชุมชนมีส่วนร่วมหรือไม่ ขณะเดียวกันตอนนี้แนวโน้ม ของโลกก็มีบริบทเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในอนาคตนะครับ

เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองนี้ ก็มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน เมื่อสักครู่ท่านมนูบอกไปแล้วนะครับว่าจะมี ๔ เรื่องที่เราจะปฏิรูป เรื่องแรก คือการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง เรื่องที่ ๒ เรื่องการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักแรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เรื่องที่ ๓ คือใช้มาตรฐาน ของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม ให้เป็นมาตรฐานนะครับ เรื่องที่ ๔ คือเพิ่มบทลงโทษ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย ที่เมื่อสักครู่เล่าให้ฟังนะครับ

เรื่องแรก เรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว ก็จะมีอีพาสปอร์ต (e-Passport) เราก็รู้ว่าเขามาเข้าประเทศไทยแล้ว ตอนนี้ในบ้านเรา มีพระราชบัญญัติ ๒ พระราชบัญญัติด้วยกันที่ต้องแจ้งเกี่ยวกับเรื่องการพักของนักท่องเที่ยว เรื่องแรกคือพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ทางซ้ายมือในจอนะครับ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ เจ้าของพระราชบัญญัตินี้คือสำนักงานตรวจคน เข้าเมือง คือใครเข้ามาก็ตามมาพักที่ไหนก็ตาม เจ้าบ้านหรือเจ้าของ หรือผู้จัดการโรงแรม ต้องแจ้งภายใน ๒๔ ชั่วโมงว่าคนนี้มาพักที่นี่ โรงแรมนี้ ที่พักนี้เฉพาะคนต่างชาติ อันนี้บอกว่า เฉพาะคนต่างชาติ แต่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ อันนี้ขึ้นกับกรมการปกครอง อันนี้ผู้จัดการโรงแรมมีหน้าที่แจ้ง ใครพักที่โรงแรมบ้าง ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ จะเห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน ๒ พระราชบัญญัติ ซึ่งช่องทางการแจ้งของพระราชบัญญัติแรกที่พูดถึง คือพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ นี้ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องแจ้งตาม แบบฟอร์มของ ตม. ที่มีอยู่ ถ้าเผื่อ ตม. ในเขตนั้นไม่มีก็ต้องแจ้งสถานีตำรวจหรือว่าแจ้งทาง เว็บไซต์ (Web site) ก็ได้นะครับ ส่วนทางด้านพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ ของกรมการปกครองนั้น ทางขวามือนะครับ เขามีบอกว่าต้องแจ้งบันทึกบัตรทะเบียน ผู้พักทันที ตามโรงแรมจะมีแบบฟอร์มให้กรอกทันที กรอกผิดกรอกถูกไม่รู้ให้เขากรอกเอง ต่อมาก็บันทึกรวบรวม รวบรวมทุกคนที่เข้าพักโรงแรมนั้นกรอกทันทีภายใน ๒๔ ชั่วโมง หลังจากนั้นแล้วก็รวบรวมทุกวันออกมาใน ๑ อาทิตย์ รวบรวมชื่อทุกคน แล้วส่งให้ทาง เจ้าหน้าที่ทะเบียนที่กรมการปกครอง แล้วเก็บทะเบียนนี้ไว้ ๑ ปีตามกฎหมาย ซึ่งเห็นไหมครับ ทั้ง ๒ พระราชบัญญัติตอนนี้มันก็มีปัญหาพอสมควร ปัญหาแรกคือพระราชบัญญัติ คนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบอกว่า ยากต่อการบังคับใช้ให้ทั่วถึง ซึ่งตอนนี้ ณ ปัจจุบันก็ไม่มีใครกรอก แล้วแจ้งให้สถานีตำรวจหรือว่า ตม. ก็ไม่มี ส่วนใหญ่ตอนนี้คนก็ ไม่ทราบว่าต้องกรอกด้วยตามโรงแรมต่าง ๆ แล้วก็บางทีข้อมูลก็ไม่ตรง บางทีถ้าจะใช้ก็ต้องไปหา ตม. ๖ ว่าตอนนี้คนนี้เข้ามาจริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหน ส่วนทางด้านพระราชบัญญัติโรงแรม ของกรมการปกครอง ทางขวามือ ข้อมูลจะไม่เชื่อมต่อกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วทุกอาทิตย์ต้องมารีคีย์ (Re-key) ใหม่อีกที เสียเวลาด้วยนะครับ เสียแรงงานด้วย คณะเราที่จะเสนอก็คือว่าการปฏิรูประบบข้อมูลของคนเข้าเมือง คือเป็นไปได้ไหม เอาทั้ง ๒ ระบบนี้ พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้เอามาเป็นฉบับเดียวกัน เอามาเป็นใส่ดาต้าเบส (Data based) เดียวกัน เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน ทุกคนต้องแจ้งข้อมูลภายใต้ แพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน จะเป็นเว็บเบส (Web based) ก็ตาม หรือแอปพลิเคชัน (Application) ก็ตาม จะกรอกโดยคอมพิวเตอร์หรือว่ามือถือก็ได้ ลงทะเบียนผู้เข้าพัก ถ้าเป็นต่างชาติก็ใช้พาสปอร์ต (Passport) ถ้าเผื่อคนไทยก็ใช้เป็นบัตรประชาชน บัตรประชาชนก็มีรายละเอียดหมดทุกอย่างในนั้นแล้ว ข้อมูลผู้เข้าพักจะได้รู้ว่าตอนนี้พักที่ไหน ข้อมูลก็มีอยู่แล้ว แล้วก็หน่วยงานของรัฐก็สามารถ เอาไปใช้ได้ง่ายด้วย ดึงไปใช้ได้ง่ายด้วย ณ ปัจจุบันการใช้งานมีน้อยมากและลำบาก ตอนนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่า ต้องการทราบว่าคนที่เข้ามานี่เขามาทำบิซิเนส (Business) หรือว่ามาท่องเที่ยว ก็สามารถไปเพิ่มจุดกดได้ตรงเข้าในประเทศว่า เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ว่าจะเข้ามาทำงานหรือว่าท่องเที่ยวเท่านั้นเอง ก็ง่าย ๆ อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือที่ด่าน ตม. ทุกแห่ง ณ ปัจจุบันหลายแห่งก็มีอยู่แล้ว ใครเข้าประเทศไทยก็มีการสแกนลายนิ้วมืออยู่แล้ว อันนี้สำคัญ ถ้าเผื่อ ๓ อย่างนี้ทำได้แล้ว ก็สามารถยกเลิก ตม. ๖ ได้ คือทำแพลตฟอร์ม (Platform) ให้เรียบร้อย เรื่องกดว่าเขา มาท่องเที่ยวหรือว่ามาทำบิซิเนส (Business) และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ ก็คิดว่าจะเริ่มต้นที่คนไทยก่อน ยกเลิก ตม. ๖ ก็เริ่มที่คนไทยก่อน เรื่องที่ ๒ คือ เริ่มจากด่านที่สนามบินก่อน เพราะมีคนเข้าประเทศไทยจำนวนมาก

ประโยชน์ที่ได้รับจากที่เราปฏิรูปไปแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ความสะดวกสบาย เพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพในการบริการจะเพิ่มมากขึ้น นโยบายบ้านเรา ประเทศไทย บอกจะเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) แล้วถ้ายังทำแบบเดิมก็คงไม่ได้ แล้วการกรอกเอกสาร ตม. ๖ ใช้ข้อมูลเดียวกันจากพาสปอร์ต (Passport) ได้ เพียงข้อมูล ที่พักแรมจะเพิ่มขึ้นเท่านั้นว่ามาพักแรมที่ไหน ก็สามารถส่งไปได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการ ลงทะเบียนโดยใช้พาสปอร์ต (Passport) ไม่ต้องกรอกเอกสารซ้ำไปซ้ำมา ส่วนผู้ให้ที่พัก นักท่องเที่ยวก็จะสะดวก ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะกรอกครั้งเดียว ไม่ต้องแยกทะเบียนต่าง ๆ หลายวันแล้วมาซัมมารี (Summary) เป็น ๑ อาทิตย์อีกทีหนึ่ง ก็น่าจะสะดวกขึ้น ลดต้นทุนด้วย ส่วนที่กรอกเข้าเว็บเบส (Web based) หรือว่าแอปพลิเคชัน (Application) ก็จะง่าย หรือถ่ายรูปของพาสปอร์ต (Passport) ออกมาก็น่าเป็นไปได้ แล้วง่ายด้วย ผู้ให้ที่พักชาวต่างชาติที่ไม่ใช่โรงแรมก็สามารถแจ้งข้อมูลสะดวก ภายใน ๒๔ ชั่วโมงก็สามารถทำได้ เราจะได้รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน เวลาไหน ส่วนหน่วยงานภาครัฐ ก็ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นคง จะรู้ว่าในวันนี้ใครอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะใน ตม. ๖ ถามว่าอยู่โรงแรมอะไร เขาบอกจุด ๆ เดียว แต่นักท่องเที่ยวหลายคน ที่มาอยู่นานก็สามารถย้ายไปหลายจังหวัดได้ การเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ก็สามารถ นำมาวิเคราะห์ได้ หน่วยงานหลายกระทรวงในภาครัฐ ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ตาม กระทรวงมหาดไทยก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ก็ตาม ก็สามารถเอามาวิเคราะห์ได้ว่า นักท่องเที่ยวตอนนี้ทำอะไร ต้องการอะไรในอนาคต

เรื่องถัดมา เรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรม ตอนนี้ที่พักแรมที่สำคัญที่สุด เมื่อสักครู่บอกไปแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของการท่องเที่ยว แล้วตอนนี้ เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในที่พักแรมเป็นเรื่องสำคัญ ควรมีกฎหมายกำกับและดูแล ให้เหมาะสม รูปแบบการท่องเที่ยว ที่พักแรมในตอนนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีตึกเก่า ๆ มาปรับปรุงใหม่ให้ดี เรียกว่าบูทิกโฮเทล (Boutique Hotel) ตอนนี้มีการขายห้อง แต่ขายเป็นเตียง เขาเรียกว่าโฮสเทล (Hostel) ห้องน้ำใช้รวมกัน บางครั้งเรียกว่าเกสต์เฮาส์ (Guesthouse) ก็ยังมี บางครั้งก็บอกว่าเป็นโฮมสเตย์ (Homestay) ตอนนี้ก็ยิ่งกว่านั้น มีแพด้วย แล้วก็มีไทม์แชริง (Time Sharing) พวกนี้เป็นบริบทต่าง ๆ ที่ออกมาใหม่ ซึ่งในกฎหมายเรายังไม่มีครอบคลุม บ้านเรามีแค่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ เท่านั้นเอง ซึ่งไม่ครอบคลุมเมื่อสักครู่ที่ผมบอกไป เพราะฉะนั้นปัญหาที่เราพบคือว่าที่พักแรม ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับจะทำอย่างไรต่อ เราต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริม และควบคุม ต่อมาเรื่องกฎหมายเดิมบอกว่าอาคารต้องปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นอาคาร เป็นโรงแรม เดี๋ยวจะมีการใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่น ที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเป็นประเภท อาคาร ขอให้เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรมในอนาคตต่อไป

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่พักที่ดำเนินการแบบผิดกฎหมาย ที่ยังไม่ถูกต้อง จะเป็นพวกคอนโดมิเนียมที่ปล่อยเช่ารายวันพวกนี้ หรือไทม์แชริง (Time Sharing) ต่าง ๆ พวกนี้ ก็ต้องเพิ่มโทษและบังคับใช้กฎหมายตามผู้กระทำผิด ก็จะขอเล่ารายละเอียด เพิ่มเติมนะครับ เรื่องการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักที่ยังไม่มีกฎหมาย รองรับ ตอนนี้ก็มีที่พักแรมไม่เกิน ๔ ห้อง เข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน แบบนี้เขาเรียกว่าเป็น โรงแรม ขอให้กำหนดที่พักประเภทนี้ แก้ไขกฎกระทรวงขอให้เป็นโรงแรม ยกเว้นโฮมสเตย์ (Homestay) โฮมสเตย์ (Homestay) ซึ่งได้มาตรฐานของกรมการท่องเที่ยว มาตรฐาน ของกรมการท่องเที่ยวบอกว่าห้องพักไม่เกิน ๔ ห้อง คนเข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน เป็นรายได้เสริม ของหมู่บ้านนั้น ของคน ๆ นั้น อยู่หลังคาเดียวกัน อันนี้ก็มีมาตรฐานของเขาแล้วนะครับ ตอนนี้มีหลายคนที่ทำบ้านหลัง ๆ เยอะแยะเลยแล้วบอกเป็นโฮมสเตย์ (Homestay) ก็อยากให้จดทะเบียนเป็นโรงแรม

ถัดมา ที่พักรูปแบบพิเศษต่าง ๆ เช่น แพ บ้านต้นไม้ เรือ เครื่องบินเก่า รถเก่า เต็นท์ แคปซูล ต่าง ๆ พวกนี้ขอให้เพิ่มพระราชบัญญัติที่พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่โรงแรม เพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักประเภทนี้ ซึ่งตอนนี้ไม่มีพระราชบัญญัติควบคุม อันนี้อยู่

ถัดมา เรื่องการใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่น ที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม ซึ่งปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเป็นโรงแรมจะติดขัด ลักษณะอาคารซึ่งเข้าสู่ระบบไม่ได้ เพราะมาตรฐานอาคารตามกฎหมายเดิมสูงเกินไป ไม่สามารถใช้อาคารเล็กเป็นโรงแรมได้ ซึ่งตอนนี้ทางกฎกระทรวงเดิมบอกว่าจะต้อง ดำเนินการแก้ไขอาคารเล็กก่อนกันยายน ๒๕๕๙ ที่ออกเป็นกฎกระทรวงเท่านั้น รวมถึง การกำหนดยื่นแบบภายใน ๒ ปี ปรับปรุงให้เสร็จภายใน ๕ ปี อันนี้กฎกระทรวงออกไปแล้ว แต่เนื่องจากการนำอาคารเดิม อาคารเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พัก แล้วก็สร้างโรงแรมใหม่ ในแบบอาคารเล็ก ๆ แนวโน้มจะมีที่นิยมสูงขึ้น สูงขึ้นมาก ๆ ก็เปิดโอกาสให้นำมาตรฐาน คิดว่ามาตรฐานที่ทางกระทรวงมหาดไทยออกมาควรจะเป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม สำหรับอาคารขนาดเล็กนี้นะครับ มาตรฐานของกระทรวงนี้เป็นการปรับเกณฑ์ ความปลอดภัยให้เหมาะสมกับประเภทอาคาร ไม่ใช่ลดระดับความปลอดภัยนะครับ ยกตัวอย่างบางทีมาตรฐานเดิมบอกว่าตึกใหญ่ บันไดต้องกว้าง ๑.๕ เมตร แต่อาคาร ขนาดเล็กปรับเป็น ๑ เมตร ก็เป็นไปได้นะครับ อันนี้ก็คือปรับเกณฑ์ความปลอดภัย ให้เหมาะสม ที่เสนอคือว่า ควรขยายขอบเขตการใช้มาตรฐานกฎกระทรวงฉบับนี้ออกไป เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม โดยผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ตามมาตรฐานก่อนเปิดดำเนินการทุกครั้ง ส่วนผู้ประกอบการที่ดำเนินการมาก่อน ออกกฎกระทรวงยังคงกำหนดเวลายื่นแบบภายใน ๒ ปีเช่นเดิม อันนี้ที่คณะอนุกรรมาธิการ เสนอนะครับ

เรื่องถัดมา การเพิ่มบทลงโทษและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุม ผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ก็มีผู้ประกอบการหลายรายที่เมื่อสักครู่เล่าให้ฟังแล้ว จริง ๆ แล้วตอนนักท่องเที่ยวมาถึงปั๊บ ที่เขาลงในโฆษณาภาพสวย ๆ ออกมาต่าง ๆ ที่จริงแล้ว ไม่เป็นตามนั้น ก็เลยบอกเขาว่า กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมระบุเลขที่ใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงแรมในใบโฆษณาประชาสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้ประกอบการ ที่ผิดกฎหมายจะโฆษณาผ่านช่องทางใด ๆ ไม่ได้เลย รวมถึงออนไลน์ ทราเวล เอเจนต์ (Online Travel Agent) บนอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ในขณะเดียวกันเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๙ ให้เป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปัจจุบันบอกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ขอปรับเป็น ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละ ของเดิมบอกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อวัน ขอปรับเป็น ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อวันที่ยังฝ่าฝืน ทั้งนี้ทั้งนั้นคิดว่า ถ้าประกาศแล้วก็น่าจะได้ผลด้วย ขณะเดียวกันต้องบังคับใช้กฎหมายให้จริงจัง อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องคอนโดมิเนียม ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมปล่อยเช่ารายวัน ทำให้คนที่ซื้อคอนโดมิเนียม ห้องข้าง ๆ ไม่ได้รับความปลอดภัย คิดว่าเรื่องคอนโดมิเนียมนี้ถ้าจะใช้จริง ๆ ก็จดทะเบียน เป็นโรงแรมไป หรือว่าอพาร์ตเมนต์ (Apartment) ก็ตามขอให้จดทะเบียนเป็นโรงแรม ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ ขณะเดียวกันเรื่องไทม์แชริง (Time Sharing) ก็เหมือนกัน จะทำเป็นธุรกิจโรงแรมก็ขอให้จดทะเบียนเป็นโรงแรมไป ประโยชน์ ที่จะได้ในการปรับปรุงระบบที่พักอาศัย นักท่องเที่ยวจะได้ความปลอดภัยสูงขึ้น โรงแรม จะมีมาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้อง นักท่องเที่ยวมาบ้านเราปีที่แล้ว ๓๒.๖ ล้านคน ก็มาเห็นความปลอดภัย เชื่อใจ ประทับใจ แล้วก็มาเที่ยวอีก มาบ้านเรามีคุณภาพ ด้านท่องเที่ยวและที่พักด้วย และการท่องเที่ยวเป็นอย่างยั่งยืน ถัดมาผู้ให้บริการที่พัก กับนักท่องเที่ยวก็มีมาตรฐานที่ดี เรื่องความปลอดภัย เรื่องความสะอาดและประทับใจ แล้วเราสามารถช่วยปรับปรุงพัฒนายกระดับที่พักแรมให้มีมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น ส่วนหน่วยงาน ภาครัฐก็จะสามารถดูรู้ว่าใครอยู่ที่ไหน ความมั่นคงของประเทศว่าผู้ก่อการร้ายหรือ คนหนีเข้าประเทศจะอยู่ที่ไหน และขณะเดียวกันก็สามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็อยู่ในระบบที่สอดส่องดูความปลอดภัยด้วย ถ้าเผื่อเข้าในระบบแล้วคิดว่า ลดการคอร์รัปชันจะได้ไม่เป็นช่องทางในการรีดไถของเจ้าหน้าที่

ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องแรก เรื่องปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง หน่วยงานที่รับผิดชอบคือทางด้าน ตม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องที่ ๒ คือปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริม และควบคุมที่พักที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ อันนี้คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องที่ ๓ คือใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคาร ประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม อันนี้ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องสุดท้าย การเพิ่มบทลงโทษ และบังคับใช้กฎหมาย เพื่อควบคุมผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย อันนี้เป็นกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานที่คณะอนุกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรม และบริการได้ทำเสนอ ขอบคุณมากครับ