กษิต ภิรมย์ หารือแนวทางการเข้าประเทศและการปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเสนอให้ทบทวนนโยบายวีซ่าด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมจากทุกประเทศเพื่อยกระดับศักดิ์ศรีชาติ ส่งเสริมหลักการตอบแทนกันระหว่างประเทศ และสร้างรายได้เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลที่พักแบบโฮมสเตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับความมั่นคงและศีลธรรมสังคม
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องที่เราจะพิจารณากันมี ๒ ประเด็นคือ ๑. จะเข้าเมือง เข้าประเทศไทยอย่างไร ๒. แล้วเมื่อเข้ามาแล้วควรจะต้องทำอะไรบ้างของแขก จากต่างประเทศ
ในประเด็นแรก ต้องขอทบทวนนะครับ แล้วก็เป็นข้อเสนอด้วยว่า ด่านแรก ของประเทศไทยนั้นไม่ใช่ ตม. ที่สนามบินหรือว่าที่ท่าเรือ หรือว่าตลอดแนวชายแดนของเขต ตม. ศุลกากร ๔๐ กว่าแห่งด้วยกันทั่วประเทศ แต่มันเป็นกระทรวงการต่างประเทศ คือสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก เพราะว่าเราให้นักท่องเที่ยวหลาย ๆ ประเทศ เข้าประเทศไทยโดยที่ไม่ต้องตรวจลงตราหรือไม่ต้องขอวีซ่า (Visa) แต่หลาย ๆ ประเทศเขาก็ ยังต้องขอตรวจลงตราอยู่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ กับอันที่ ๒ ก็คือถ้าเผื่อไม่ใช่นักท่องเที่ยวแล้ว จะเข้ามาติดต่อธุรกิจ จะมาทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติต้องมาขอวีซ่า (Visa) เข้าประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานอยู่ในห้องนี้ คงจะมีความรู้สึกต่ำต้อย แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจ แล้วก็อดสูด้วย บางครั้งคงจะดูทุเรศ ที่พี่น้องชาวไทยต้องตากแดดตากฝน แล้วก็ไปยืนออกันที่สถานกงสุลหรือว่าหน่วยงานกงสุล ของสถานทูตต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่เราปล่อยให้คนของเขา เข้าประเทศไทยโดยที่ไม่ต้องมีการขอวีซ่า (Visa) มันก็เรื่องของศักดิ์ศรีของคนไทย ประเทศไทย แล้วก็หลักปฏิบัติตอบแทน และเรซิโพรซิตี้ (Reciprocity) ที่รัฐที่มีความเป็นอารยธรรม จะต้องพึงกระทำต่อกัน เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ทบทวนอย่างนี้ด้วย ดังที่ผมได้เคยเสนอแล้ว ขอให้เก็บค่าวีซ่า (Visa) จากทุกประเทศ เพราะว่าประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ของเป้าหมายของการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นที่จะต้องมาโฆษณาหรือว่ามาเชิญชวนด้วยการที่ ไม่เก็บค่าวีซ่า (Visa) ถ้าเผื่อไม่ใช่เป็นนักท่องเที่ยวระดับโลก ระดับสากล แล้วไม่มาเมืองไทย เขาก็เชย เขาต้องมาครับ เรามีของดีอยู่ที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นควรจะเก็บ ค่าวีซ่า (Visa) ให้หมดทุกคน จะมีผลประโยชน์ ๒-๓ ประการด้วยกัน คือ ๑. เป็นรายได้ เข้าประเทศ ซึ่งอาจจะไปช่วยในการพัฒนางานของฝ่ายกงสุล ของสันติบาล ของท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แม้กระทั่งงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย แล้วก็ระบบ เชื่อมโยงการขนส่งมวลชนทั้งหลายมันก็จะเป็นประโยชน์ และส่วนหนึ่งก็อาจจะนำไปในการ ที่จะบูรณปฏิสังขรณ์มรดกโลกที่อยู่ที่ประเทศไทย แหล่งธรรมชาติทั้งหลาย แล้วก็รวมทั้ง การเก็บขยะด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการเก็บค่าวีซ่า (Visa) เป็นประโยชน์ และไม่เป็นสิ่งที่จะ ไปลบหรือว่าจะลดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเลย นั่นเป็นด่านที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ถ้าเผื่อมาขอวีซ่า (Visa) ที่สถานทูต สถานกงสุลทั่วโลก เราก็จะ ได้เรกคอร์ด (Record) สถิติไว้ตั้งแต่ต้นว่าเขามาจากที่ไหน ทำอะไร จะไปอยู่ที่ไหนเมื่อเข้ามา ที่ประเทศไทย แล้วก็ทันทีที่ทางฝ่ายกงสุลของสถานทูตได้ข้อมูลอันนี้ ในระบบไอที (IT) ก็ส่งกลับมาที่ประเทศไทย ไปที่อย่างน้อย ๓ หน่วยงานด้วยกัน คืออันที่ ๑ ไปที่ ตม. อันที่ ๒ ไปที่สันติบาล แล้วก็อันที่ ๓ ไปที่กระทรวงมหาดไทย อีกทั้งเราก็อาจจะขอ เพราะในช่วงนี้การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมากมายต้องป้องกันประเทศนะครับ นอกเหนือจากต้องให้ขอวีซ่า (Visa) แล้ว ก็มีการโฟลว์ (Flow) การกระจายของข้อมูลไหลลื่น เราก็ต้องบังคับหรือขอความร่วมมือจากบรรดาสายการบินทุกสายการบินที่เข้าประเทศไทยว่า ต้องส่งรายชื่อของผู้โดยสาร ทันทีที่เขาขึ้นจากลอนดอน เขาก็สามารถที่จะส่งข่าวมาที่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือมาที่กระทรวงคมนาคม หรือมาที่ ตม. หรือทั้ง ๓ แห่งได้ เราก็จะได้รู้ตั้งแต่ต้นเลยว่าจะมีผู้โดยสารกี่คน เป็นใครบ้าง แล้วก็จะไป เทียบกับการไปขอวีซ่า (Visa) ที่สถานกงสุล แล้วก็ของสถานทูตไทยทั่วโลกได้ มองในแง่ของ รายได้ อันที่ ๒ ในแง่ของการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการก่อการร้าย และบรรดาพวกมาเฟีย (Mafia) ทั้งหลายที่มาหมกตัวอยู่ที่บางถนนของกรุงเทพมหานคร ที่พัทยา ที่เกาะสมุย ที่ภูเก็ต ที่หัวหิน แล้วก็ที่เชียงใหม่ ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราต้องพยายามที่จะทำความสะอาดสังคมไทยครับ คราวนี้เมื่อข้อมูลเข้ามาแล้ว ที่กระทรวงมหาดไทย หรือที่ ตม. ก็ต้องมาโยงไปที่ทุกเขตของ กทม. ๕๐ กว่าเขต แล้วก็ ต้องไปที่เทศบาล แล้วก็ต้องไปที่ศาลากลางจังหวัด แล้วก็ต้องไปที่ อบต. ในประเด็นนี้ผม ขอมาโยงกับที่จะยกร่างพระราชบัญญัติที่จะไปควบคุมพวกโฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งหลาย ผมไม่อยากจะให้มีการออกกฎหมายเพื่อจะบังคับแล้วก็ลงโทษประชาชน อย่าเป็นกฎหมาย ที่จะบอกว่าถ้าเผื่อเขาอยากจะเปิดบ้าน ๒ ห้องให้เป็นที่พัก อันนี้เป็นสิ่งที่พึงจะมี แล้วถ้าเผื่อ ยังทำไม่ได้ หรือทำผิดไปไม่ต้องเอาเขาไปปรับแล้วก็เข้าคุก แล้วก็มอบอำนาจของการ ตรวจสอบให้เป็นท้องถิ่น เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสำนักงาน ท่องเที่ยวและการกีฬาอยู่ในต่างจังหวัด ในเมื่อเรามี อบจ. อบต. มีเทศบาลแล้วเขามีหน้าที่ ที่จะต้องดูแลผู้ประกอบการ แล้วอำนาจจากส่วนกลางก็โอนมาที่ท้องถิ่นได้เป็นการเพิ่ม ความรับผิดชอบ เป็นการกระจายอำนาจ แล้วก็ทำให้ผู้ประกอบการได้อยู่กับนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี ก็ว่ากันเองว่าจะต้องทำตัวอย่างไร เพราะว่าเป็นผลประโยชน์ร่วม ของการมีรายได้เข้ามา แล้วก็มีภาษีท้องถิ่นที่มันพึงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ออกมา ก็เพียงจะบ่งบอกทิศทางว่าควรจะจัดบ้านช่องหรืออาคารอย่างไรที่จะเป็นการท่องเที่ยว นอกรูปแบบ คือไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่รีสอร์ต (Resort) แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว เป็นสำคัญ ผมอยากจะให้มองประเด็นนี้ อีกอันหนึ่งคือเราก็พูดกันมากเรื่องระบบไอที (IT) กับอีพาสปอร์ต (e-Passport) ต้องทำลิสต์ (List) มาเสียก่อนครับ ณ วันนี้มีกี่ประเทศ ที่เป็นพาสปอร์ต (Passport) แบบอีพาสปอร์ต (e-Passport) ผมว่าส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูด้วย แล้วประเทศที่เขามาแล้วพาสปอร์ต (Passport) เขาไม่เป็น อีพาสปอร์ต (e-Passport) จะทำอย่างไร อันนี้ก็ต้องอีกระบบ เราก็ต้องมี ๒ ระบบที่ประเทศไทย หรือว่าที่ ตม. นอกจากนั้นแล้ว ณ วันนี้ก็มีเอเปกการ์ด (APEC Card) ให้กับนักธุรกิจ ของประเทศสมาชิกเอเปก (APEC) ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจว่าคงไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง แล้วในอนาคตเราก็คงจะต้องมีอาเซียนการ์ด (ASEAN Card) ของ ๑๐ ประเทศ ๖๐๐ ล้านคน มันก็จะมีเรื่องของการรวมตัวของภูมิภาคต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในการที่จะปรับปรุง การเข้าประเทศของต่างชาติ ผมว่าต้องมองให้มันครบองค์เสียก่อน ไม่ใช่มองแค่บางจุด แล้วก็มาว่ากันอย่างนั้น คงไม่ใช่นะครับ แล้วผมก็อยากจะให้เอาประเด็นเหล่านี้ไปทบทวน แล้วก็เสนอเข้ามาใหม่ ผมไม่ค่อยจะสบายใจเวลาลงคะแนนกันแล้ว แล้วประธานกรรมาธิการ ที่มาเสนอก็บอกว่า จะเอาประเด็นที่เราเสนอเข้าไป แล้วก็รวบรวม แล้วก็ส่งไปที่แม่น้ำ ๓ สาย ๔ สาย หรือไปที่ คสช. ไปที่ ครม. ผมคิดว่ามาทำเอกสารให้มันสมบูรณ์เป็นเรื่องเป็นราว ให้มันครบองค์นะครับ ขอใช้คำภาษาอังกฤษว่าคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) แล้วเรา ก็มาดูกันเสียอีกทีหนึ่ง เพื่อให้เราคงความเป็นเลิศของศูนย์กลางท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เป็นศูนย์กลางของอาชญากรรม ขบวนการมาเฟีย (Mafia) แล้วก็ ไปโยงใยกับนักการเมืองผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น โกงกินบ้านเมืองกัน แล้วที่นี่ก็เป็นศูนย์กลาง ของอาชญากรรมต่าง ๆ ดังที่รู้กันอยู่เป็นวีซ่าฟรี (Visa Free) หรืออะไรทำให้มันง่ายไปแล้ว ไม่เป็นการเพียงพอ เราต้องดูเรื่องความมั่นคงและต้องดูเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ของสังคมไทยด้วย ขอขอบคุณครับท่านประธาน