สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๖ · ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๓ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

ตามที่สำนักพระราชวังได้ส่งหมายกำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดเวรผลัดเข้าถวาย สักการะพระบรมศพตามบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศชุดละ ๕ ท่าน โดยเรียงลำดับอักษรที่ขึ้นบัญชีไว้จากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๒๐๐ ท่านนั้น ในการนี้ผมใคร่ขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกว่ากรุณาไม่นำคู่สมรส ผู้ติดตามหรือบุคคลอื่น เข้าร่วมพระราชพิธีเนื่องจากมีที่นั่งจำกัด ทั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ นะครับ ขณะเดียวกันก็อยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกว่านับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เวรวันละ ๕ ท่านนั้น ก็จะเพิ่มอีก ๒ ช่วงด้วยกันคือช่วงเช้ากับช่วงกลางวันก็จะทำให้คิวคนหลัง ๆ ที่จะได้ไปร่วม พระราชพิธีนั้นเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นช่วงเช้ารถจะออกจากสภาตีห้า ช่วงเพลรถจะออกสภาเก้าโมงเช้า ช่วงเย็นก็จะออกจากสภาห้าโมงเย็นตามเดิม สำหรับการจัดคิวนั้นก็น่าจะใช้หลักการที่ว่าคิวที่จะไป รอบวันถัดไปก็จะเข้ามาอยู่ช่วงเช้า แล้ววันถัดไปอีกทีหนึ่งก็จะมาอยู่ช่วงกลางวัน ส่วนช่วงเย็น ก็ถือเป็นหลักก็ตามลำดับนี้เป็นต้นไปซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีหนังสือ แจ้งรายละเอียดให้ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณ

เรื่องที่ ๒ เรื่องหารือของสมาชิกบางท่านเมื่อวานนี้ เรื่องของการถ่ายทอดการประชุมนั้น อันนั้นก็อยู่ในความคิดของผมตลอดมา ซึ่งมันก็อยู่ที่ความเหมาะสม ไม่เหมาะสม ความควร ไม่ควร ซึ่งอยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกของสังคมเป็นที่ตั้ง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งผมก็จะหารือ ที่ประชุมวิป (Whip) ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ว่าเราจะสมควรถ่ายทอดการประชุมเมื่อไร ซึ่งถ้าทำได้เร็วก็จะประเสริฐมากแต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความเหมาะสม ความสมควรเท่านั้น ก็กราบเรียนเพื่อทราบนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ และข้อมูลด้านสุขภาพของในระดับประเทศเอาไว้ที่ศูนย์กลางเพื่อใช้ในการบริหาร จัดการและวางนโยบายต่อไปนะครับ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙ เช่นเดียวกันนะครับ

ในเรื่องที่ ๓ ที่คณะอนุกรรมาธิการได้นำเสนอไปแล้วก็คือการแก้ไขปรับปรุง ประมวลกฎหมายสรรพสามิตในประเด็นที่ว่าด้วยการขยายเพดานพิกัดการเก็บภาษีน้ำตาล ในเครื่องดื่มนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหาร และโภชนาการที่จะเป็นผลหรือเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพของประชาชนไทยนะครับ ได้นำเสนอ ไปเมื่อวันอังคารที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานะครับ

ในเรื่องที่ ๔ ก็คือระบบการแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรแห่งชาติ ได้นำเสนอไป เมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ มีวัตถุประสงค์เพื่อการปฏิรูปการแพทย์แผนไทย แล้วก็ระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมกันนี้ได้แนบร่างพระราชบัญญัติไปด้วยทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ทั้งยาสมุนไพรแล้วก็การคุ้มครองส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยนะครับ

เรื่องที่ ๕ คือเรื่องระบบการแพทย์ฉุกเฉินในช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล เป็นการ นำเสนอเพื่อขอให้มีหมายเลขแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวนะครับ ได้นำเสนอไป เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ ในโอกาสนี้ขอนำเรียนว่ามีอีก ๓ เรื่องที่อยู่ในการพิจารณา ของคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุข

เรื่องแรกก็คือประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศเกี่ยวกับระบบการบริการ รักษาพยาบาลและการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งเราจะนำทั้ง ๒ หัวข้อนี้มารวมกัน กำหนดออกมาที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือการปฏิรูประบบการแพทย์ปฐมภูมิซึ่งจะนำเสนอ ต่อไปนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งจะเน้น ในเรื่องการจัดให้มีชุดสิทธิประโยชน์และหลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นการปฏิรูปในระบบ การเงินการคลังสุขภาพต่อไปนะครับ

และเรื่องสุดท้ายที่อยู่ในลำดับถัดไปก็คือว่าการปฏิรูประบบความรอบรู้และ สื่อสารด้านสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอในระยะเวลาเร็ว ๆ นี้นะครับ ในโอกาสนี้ผมขอให้ ท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ได้กรุณานำเสนอรายงานเรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิครับ ขออนุญาตเรียนเชิญครับ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพท่านสมาชิก สปท. ครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ หมายเลข ๐๔๘ ในฐานะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนะครับ ในวันนี้คงจะนำเสนอรายงานเรื่อง การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ เรื่องนี้คงศึกษาสืบเนื่องมาจากการทำงานของ สปช. โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการ อาจารย์พรพันธุ์ก็เป็นทั้งประธานกรรมาธิการ สาธารณสุขใน สปช. แล้วก็ต่อเนื่องมาถึงชุด สปท. เรา ดังนั้นการศึกษาในเรื่องนี้ก็จะเป็น การนำรายงานของ สปช. โดยเฉพาะในวาระปฏิรูป ๒ เรื่องมารวบเป็นเรื่องเดียวกัน วาระปฏิรูปนั้น ก็คือการปฏิรูประบบบริการปกติแล้วก็การปฏิรูประบบส่งเสริมสุขภาพ ในกรรมาธิการ ของเราก็มีความเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้เมื่อศึกษาในรายละเอียดแล้วก็สามารถที่จะดำเนินการ เป็นเรื่องเดียวกันก็คือให้ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะได้ พูดถึงระบบบริการปฐมภูมิที่ควรจะเป็น แล้วก็สิ่งที่กำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นในอนาคต ประเด็นของสุขภาพแล้วก็ระบบบริการผมคิดว่า ณ ขณะนี้คงตรงกันว่าไม่ใช่เฉพาะมิติ ด้านการรักษาพยาบาลอย่างเดียว มีมิติอื่น ๆ หลายอย่างมาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติ ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ เรื่องของสิ่งแวดล้อม ด้านประชากร แล้วก็โดยเฉพาะเรื่องของ ปัจจัยการตลาดอีกหลาย ๆ เรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ผมคิดว่าภาวะคุกคามไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โรคต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้าประชาชนไทยโดยเฉพาะเรื่องของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เรื่องความดัน เบาหวาน ซึ่งตรงนี้จะมีปัจจัยที่มาประกอบมากมายที่เรียกว่าเป็นปัจจัยกำหนดทางด้านสังคม อื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของบุหรี่ เหล้า ดังนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากปัจจัย ต่าง ๆ นั้นคงดำเนินการโดยระบบบริการหรือโดยเฉพาะด้านรักษาพยาบาลอย่างเดียวไม่พอ คงจะต้องมองมิติอื่นร่วมไปด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายสาธารณะ หรือว่าเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเช่นการตลาดในเรื่องของการโฆษณาเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ก็จะอยู่ในการที่จะต้องบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นระบบบริการปฐมภูมิคงไม่ใช่หมายถึงเรื่องการรักษาพยาบาล เบื้องต้นอย่างเดียว คงให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค แล้วก็มอง ไปถึงเรื่องของมิติต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นในมุมของกรรมาธิการเราก็มองว่าระบบบริการปฐมภูมิ น่าจะเป็นจุดคานงัดสำคัญที่จะทำให้สุขภาพของประชาชนไทยดีขึ้น ระบบบริการของ ประเทศเราถ้าเชื่อมโยงกันก็จะมีตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิแล้วก็ตติยภูมิ ตติยภูมิคงจะเป็นระบบ บริการที่มีความเป็นเลิศเน้นเฉพาะเรื่องรักษาพยาบาล ทุติยภูมิก็จะอยู่ตรงกลาง ดังนั้นปฐมภูมิ จะเป็นหน่วยระบบบริการที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชนมากที่สุด ซึ่งก็จะมองไปในมิติ ของส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู คุ้มครองผู้บริโภคไปด้วย แล้วก็เชื่อมโยงไปกับมิติต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนนะครับ ดังนั้นถ้าสามารถที่จะปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิได้ก็จะทำให้สุขภาพ ของประชาชนน่าจะไปสู่ในสิ่งที่ดีขึ้นนะครับ ในการศึกษาของ สปช. ก็วางเอาไว้เรื่องนี้เป็น ประเด็น มีเรื่องกลไกแล้วก็มีเรื่องของระบบบริการ ผมคงจะขออนุญาตที่จะนำเสนอ ณ สถานการณ์ปัจจุบันนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในบางประเด็น ปัจจุบันสถานการณ์ของระบบบริการปฐมภูมิเป็นอย่างไร ต้องเรียนว่าเรามีสถานบริการปฐมภูมิ ที่ถือว่าเป็นบริการด่านหน้าประมาณหมื่นกว่าแห่ง ในจำนวนหมื่นกว่าแห่งก็จะมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น กทม. หรือว่าในเขตเทศบาลบางเทศบาลที่จัดบริการ เรื่องนี้ขึ้น กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสถานบริการอยู่ในการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าแห่ง ดังนั้นภาพรวมส่วนใหญ่จะอยู่ในการดูแลของกระทรวง สาธารณสุขนะครับ กทม. ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นเฉพาะของมัน มีประชากรเกือบ ๑ ใน ๖ ของประเทศ ระบบบริการปฐมภูมิของ กทม. ก็จะถูก ทางกรรมาธิการเรามองว่าเราน่าจะได้คุยกันอีกครั้งหนึ่งสำหรับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะเนื่องจาก มีความเฉพาะของความเป็นเขตเมือง การที่จะประยุกต์การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิในเขต ชนบทกับเขตเมืองนั้นคงมีบางประเด็นที่อาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นภาพส่วนใหญ่ ในวันนี้คงจะนำเสนอว่าภาพของในภูมิภาคเราจะปฏิรูปตรงนี้อย่างไร ประเด็นก็คือหน่วยบริการ ทั้งหมดนี่เกือบทั้งหมดอยู่ในการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข หน่วยบริการเหล่านี้จะได้รับ งบประมาณจากหลายส่วนทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเอง ในรูปของงบประมาณ ผ่านกลไกของกรมต่าง ๆ ได้รับงบประมาณผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้ที่เรียกว่างบส่งเสริมป้องกันที่เรียกว่าถ้าเรียกตัวย่อก็คืองบพีพี (PP) ก็จะมีเรื่องงบของ ท้องถิ่นที่มาสนับสนุนรวมทั้งมีกองทุนต่าง ๆ นะครับ จะเห็นว่าที่มาของงบประมาณในเรื่องนี้ ในการที่จะทำงานในเรื่องของส่งเสริมสุขภาพมีอยู่หลากหลาย หน่วยบริการเองอย่างที่ ผมเรียนนะครับก็จะมีภาคเอกชนที่มาขึ้นทะเบียนจะเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในรูปของ คลินิก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเน้นไปในเรื่องของการรักษาพยาบาล สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบบริการ ปฐมภูมินั้นขณะนี้เนื่องจากงบประมาณมาจากหลายแหล่งและแต่ละแหล่งก็จะมีวิธีคิด มีวิธีมอง เรื่องนี้ที่แตกต่างกันไปก็เลยจะทำให้การทำงานที่ระดับปลายสุดโดยเฉพาะถ้าผมไปโฟกัส (Focus) ที่สถานีอนามัยหรือว่าที่ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็น รพ.สต. ก็จะเห็นว่าอันนี้ก็จะเป็น ตัวอย่างหนึ่งที่จะสอดคล้องกับเมื่อวานนี้ที่มีการพูดกันเรื่องของแอเรียเบสแอปโพรช (Area-based Approach) ก็คือแต่ละงบประมาณก็จะมีทิศทางในรูปของโปรเจกต์เบส (Project based) ดังนั้นจะมีส่วนที่ลงไปเป็นแท่ง ๆ จนไปถึงสถานีอนามัย ดังนั้นการที่ระบบ บริการปฐมภูมิหรือสถานีอนามัยจะทำงานเพื่อสอดคล้องกับปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ความเป็นไปได้ก็จะน้อยลงเนื่องจากว่าระบบงบประมาณถูกกำหนดว่าให้ทำตามแผนงาน โครงการต่าง ๆ อันนี้ก็คงเป็นสภาพปัญหาจำลองมาจากเป็นเฉพาะระบบบริการปฐมภูมิ ซึ่งคงมีที่มาคล้าย ๆ กับที่เมื่อวานนี้เราได้อภิปรายกันไปนะครับ อันนี้เป็นจำนวน รพ.สต. และขนาดจะเห็นว่าทั้งหมด ๙,๐๐๐ กว่าแห่ง ส่วนใหญ่จะเป็นสถานีอนามัยขนาดเล็กเป็น รพ.สต. ขนาดเล็กกับขนาดกลาง บางที่ดูแลประชากร ๔๐๐-๕๐๐ คน จนกระทั่งใหญ่ที่สุด ตัวอย่างเช่นที่สำโรงเหนือมีประชากรเกือบ ๓๐,๐๐๐ คน มากกว่าอำเภอเล็ก ๆ บางอำเภอ อันนี้คือการกระจายแล้วก็ขนาดของสถานบริการปฐมภูมิที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผมได้เรียนท่านสมาชิกว่ากว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นข้อมูลอาจจะหนัก ไปทางนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการบริหารการเงินการคลัง ผมได้นำเรียนไปแล้วว่า เนื่องจากงบประมาณมาจากส่วนราชการ มาจากกองทุนต่าง ๆ ดังนั้นการที่จะใช้งบประมาณ ก็จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เจ้าของงบประมาณกำหนดไม่ว่าจะเป็นงบประมาณหรือแม้กระทั่ง กองทุนส่งเสริมป้องกัน จึงทำให้การจัดบริการให้สอดคล้องกับปัญหาประชาชนเป็นไปได้ยาก และที่สำคัญคือภายใต้การจัดการแบบนี้ที่เราเรียกว่าเป็นไอเทมไมซ์บัดเจต (Itemized Budget) ก็จะทำให้การรายงานภาระงานต่าง ๆ คงจะต้องตอบสนองต่อเจ้าของเงินหรือว่า เจ้าของกองทุนก็เป็นภาระในการทำงาน จนกระทั่งมีคำพูดที่เรียกว่าเอาข้อมูลมาแลกเงิน ก็ทำให้ภาระงานตรงนี้หมดไปกับการจัดทำ รายงานข้อมูลกันค่อนข้างเป็นปัญหาอยู่พอสมควรนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ตรงนี้ อาจจะเป็นรายละเอียดผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นเงินค่าหัวประชากร ในการส่งเสริมป้องกัน สุดท้ายพอไปถึงในหน่วยปฏิบัติจริง ๆ จะถูกแบ่งย่อยจนเป็นรายละเอียด และแต่ละเรื่องก็จะมีเป้าหมาย มีการรายงานจนทำให้งบประมาณตรงนี้ค่อนข้างที่จะ กลายเป็นเบี้ยหัวแตก ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องกำลังคน กำลังคนของระดับบริการปฐมภูมิก็คงแตกต่าง แล้วก็หลากหลาย ตั้งแต่อยู่กัน ๒ คนจนกระทั่งอาจจะ ๒๐ คน ตรงนี้ก็ทำให้เกิดภาพโดยรวม เนื่องจากการกระจายของตัวสถานบริการค่อนข้างมาก ก็ทำให้มีภาพของการขาดแคลน กำลังคนเรื่องนี้อยู่รวมทั้งเรื่องขวัญและกำลังใจอื่น ๆ นะครับ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อเสนอของกรรมาธิการชุดของกรรมาธิการสาธารณสุขจึงมีข้อเสนอที่จะปฏิรูปอยู่ ๔ เรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องของปฏิรูปตัวระบบบริการเอง เรื่องที่ ๒ ก็คือการบริหารการเงินการคลัง เรื่องที่ ๓ คือกำลังคน และสุดท้ายเป็นเรื่องของการติดตามและประเมินผลนะครับ

ประเด็นแรกเรื่องของการปฏิรูปตัวระบบบริการเอง อย่างที่ผมได้เรียนนะครับ ว่าด้วยการที่กระจัดกระจายแล้วก็มีความหลากหลายมาก ทำให้แต่ละพื้นที่อาจจะมีบุคลากร ที่ลงไปดูแลได้ไม่เท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่นบุคลากรในเรื่องของทันต ทันตาภิบาล คงไม่สามารถมีในสถานบริการปฐมภูมิทุกแห่งได้ ก็จะไปวางเอาไว้ในบางแห่ง ดังนั้นถ้ายังให้ บริการเป็นแยกส่วนอยู่ ก็จะทำให้บริการที่เกิดกับประชาชนไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นข้อเสนอ ในเรื่องนี้สิ่งที่เราทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขคือเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เราน่าจะต้อง ปฏิรูปในเชิงระบบบริการก็คือการจัดบริการเป็นรูปเครือข่ายที่เรียกว่าเป็นไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) มีประชากรประมาณ ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ได้มีการศึกษาว่า ตรงนี้จะเป็นขนาดที่พอเหมาะที่จะบริหารจัดการทั้งเรื่องของกำลังคนและเรื่องของการเงินการคลัง ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่เราจะพูดต่อไป ด้วยจำนวนประชากรประมาณ ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ก็จะสามารถทำให้กลุ่มหรือว่าเครือข่ายของหน่วยบริการเหล่านี้สามารถที่จะบริหารจัดการทรัพยากร ได้ด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการจัดบริการในรูปเครือข่ายจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อันหนึ่ง โดยการจัดบริการเครือข่ายนี้จะรวมเอาในส่วนของภาคเอกชนอื่น ๆ ชมรม แทนที่ จะมองเฉพาะสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียวไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) หรือเครือข่ายบริการอันนี้จะนำเอาภาคบริการอื่น ๆ หรือการรวมตัว ของประชาชน การรวมตัวของประชาสังคมเข้ามาอยู่ในการจัดบริการร่วมกันไปด้วย ตัวอย่างเช่น ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมผู้ออกกำลังกาย หรือว่าภาคอื่น ๆ ที่จัดบริการภายในพื้นที่ ก็จะบริหารจัดการในรูปของไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) หรือเป็น เครือข่ายสถานบริการ อันนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญอันหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๒ คงเป็นเรื่องของการเงินการคลัง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็น จุดสำคัญอันหนึ่ง จากการที่ผมได้นำเรียนสภาพปัญหาว่างบประมาณที่ลงมาเป็นรูปของ ไอเทม (Item) ต่าง ๆ ที่แยกย่อย เรามีความเห็นกันว่าตรงนี้น่าจะต้องบูรณาการงบประมาณ ทั้งหมดแล้วก็ไม่จัดแยกย่อย ทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเอง ทั้งในส่วนของกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่าง ๆ น่าจะลงไปที่ตัวเครือข่ายหน่วยบริการเลย ตรงนี้จะเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อที่จะให้อำนาจกับทางเครือข่ายบริการในการที่จะวางแผนการใช้ งบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา โดยที่จะมีกลไกที่จะอภิบาลระบบ ตรงนี้ก็คือ ดิสทริกต์ เฮลท์ บอร์ด (District Health Board) -------------------------------------------------- หรือเรียกว่ากรรมการสุขภาพระดับอำเภอ ซึ่งในองค์ประกอบของกรรมการสุขภาพระดับ อำเภอ จากการศึกษาของ สปช. ก็คือการที่จะมีส่วนร่วมของประชาชน การที่มีส่วนร่วมของ ท้องถิ่น แล้วก็ข้าราชการ โดยเฉพาะภูมิภาคมาดูแลการใช้งบประมาณของเครือข่ายบริการ ที่อยู่ภายในอำเภอนั้น ๆ ๒ ประเด็น ๒ ประการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการจัดการ ก็คือ

๑. งบประมาณแทนที่จะแยกย่อยก็จะรวมเป็นก้อนนะครับ จัดตรงไปตาม หัวประชากรให้กับหน่วยบริการในรูปเครือข่ายภายใต้การกำกับดูแลของกรรมการสุขภาพ ระดับอำเภอที่มีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น ตรงนี้จะเป็นจุดที่เราจะปฏิรูประบบ การเงินการคลังสำหรับบริการปฐมภูมิ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องกำลังคน ในรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่าจะพูดกันเรื่อง ของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งต้องเรียนว่าจริง ๆ ขณะนี้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวยังมี น้อยมากแล้วก็เป็นสาขาที่ไม่เป็นที่นิยมนะครับ ดังนั้นในมุมของกรรมาธิการเรามองว่าแทนที่ จะให้ความสำคัญเบื้องต้นกับแพทย์ จำนวนแพทย์ เราน่าจะให้ความสำคัญกับบุคลากรอื่น ๆ มีการพัฒนายกศักยภาพอย่างที่ผมนำเรียนว่าในเชิงแนวคิดหลักการ มันไม่ใช่เรื่องของ การรักษาพยาบาลอย่างเดียวมันมีมุมมองของมิติสังคม มิติทางสังคมจิตวิทยาต่าง ๆ ดังนั้นศักยภาพของบุคลากรจะต้องถูกยกขึ้นมาเพื่อให้สามารถมองสุขภาพเชื่อมโยงกับ เรื่องอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นคงให้ความสำคัญกับสหวิชาชีพแล้วก็คงวางเป็นแผนกำลังคน ในอนาคตต่อไป แทนที่จะตั้งต้นด้วยการที่จะต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวก่อนนะครับ ฉะนั้นกำลังคนอันนี้ก็จะต้องมีการวางแผนให้เป็นระบบนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คือระบบติดตามประเมินผล เนื่องจากเราเชื่อว่าถ้าเรา กระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรไปให้กับไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) หรือว่าเครือข่ายหน่วยบริการและกำกับโดยกรรมการสุขภาพอำเภอที่มี นายอำเภอกับการมีส่วนร่วมแล้ว สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก็คือการติดตาม กำกับ ประเมินผล หน่วยงานเจ้าของงบประมาณคงต้องวางแผน คงต้องกำหนดเรื่องของเป้าหมายที่ชัดเจนว่า อยากเห็นเป้าหมายอะไร อย่างไร แล้วก็จะต้องพัฒนาระบบติดตาม ประเมินผลให้ชัดเจน มากขึ้นนะครับ ทั้งหมดคงเป็น ๔ ประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้เสนอสำหรับการที่จะปฏิรูป ระบบบริการปฐมภูมิ ก็คือปฏิรูประบบบริการ ปฏิรูปการเงินการคลัง ปฏิรูปกำลังคนแล้วก็ ปฏิรูประบบติดตาม กำกับ ประเมินผลนะครับ กลไกที่จะสามารถดำเนินการนะครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นหลักตรงนี้ก็คือกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ ซึ่งจะเป็นการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการที่จะดูแล ในการที่จะบริหารจัดการทั้งระบบบริการและทรัพยากร ตรงนี้คงจะเป็นประเด็นสำคัญ ส่วนเครือข่ายของหน่วยบริการที่จะต้องกว้างขวางมากมากกว่า การที่จะดูแลด้านการรักษาพยาบาลอย่างเดียวจะเป็นการรวมเอาบริการจากองค์กรอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยที่ระดับเครือข่ายนะครับ เพราะฉะนั้นความสำคัญคงอยู่ที่ดิสทริกต์ เฮลท์ บอร์ด (District Health Board) ซึ่งก็จะเป็นการใช้นโยบายของรัฐบาลก็คือเรื่องของประชารัฐ เข้ามาในการบริหารจัดการตรงนี้นะครับ

สุดท้ายคือเรื่องของการที่จะดำเนินการที่จะปฏิรูปต่อหลังจากที่ถ้าทางสภา เห็นด้วยในระยะที่ ๑ คงจะได้พูดคุยกับทางกระทรวงสาธารณสุขต่อนะครับ คงมีประเด็น ที่จะต้องยกร่าง ไม่ว่าจะเป็นระเบียบหรืออาจจะเป็นกฎหมายสำหรับการกำหนดอำนาจของ กรรมการสุขภาพระดับอำเภอ กำหนดเครือข่าย ขอบเขตของเครือข่ายบริการนะครับ แล้วก็ เตรียมการสำหรับการบริหารจัดการเครือข่าย ซึ่งอันนี้คงจะเป็นเรื่องของการจัดการในเชิง การบริหารจัดการของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักนะครับ ในระยะที่ ๒ คงจะสามารถ ดำเนินการได้ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ จะเห็นว่าตรงนี้ไม่ได้มีการใช้งบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากว่าจะเป็นการบริหารจัดการภายในนะครับ และเป็นการวางกรอบมาตรฐาน วางระเบียบสำหรับที่จะยกให้มีกลไกอำเภอเกิดขึ้นที่เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงกับกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทางสภานี้ได้เห็นชอบและขณะนี้อยู่ใน ระหว่างการยกร่างกฎหมายที่จะมีกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติระดับเขตและเชื่อมโยง มายังจังหวัด อำเภอ ทั้งหมดคงเป็นสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้ศึกษาจาก สปช. ได้ประสานงาน กับกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ผู้ปฏิบัติงานในหน้างาน เป็นข้อเสนออยู่ ๔ เรื่อง ก็คงนำเรียน สภานี้เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็ขอบคุณที่กรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงรายงาน ต่อไปก็เป็นเรื่องของการอภิปรายขอความเห็น และข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิก สำหรับท่านแรกก็คือ ท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเรียนเชิญท่านนิกรครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สปท. ลำดับที่ ๗๙ ก็เรียนท่านประธานนิดหนึ่งเช้า ๆ ว่า ผมยังมาลงชื่อเป็นคนแรกนะครับ แต่อยากจะอภิปรายเป็นคนที่ ๒ ที่ ๓ เพราะว่าเป็นคนแรกอยู่บ่อย ๆ แล้วเบื่อตัวเอง ที่จริง ก็เตรียมมาเพราะเห็นเป็นเรื่องสำคัญ ต่อความเห็นเรื่องนี้ผมเห็นแย้งในเรื่องหลักการ ก็เลยขออนุญาตอภิปรายเป็นท่านแรกก็แล้วกัน สมาชิกท่านอื่นจะได้ช่วยกันอภิปราย

เกี่ยวกับเรื่องนี้การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมินี่นะครับ โดยภาพรวมผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง คือเห็นด้วยมาก ๆ กับการเสนอการปฏิรูปตรงนี้ เนื่องจากว่าการบริการ ทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ระบบนี้เป็นความสำคัญมากเหลือเกิน มากกว่าทุก ๆ เรื่อง ผมไปตรวจสอบข้อมูลดูว่าขนาดอเมริกาเองมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงมาก แต่ปฐมภูมิแย่มากคือถ้าเฉลี่ยแล้ว แสดงว่าการพัฒนาตรงนี้ไม่ได้บอกว่าประเทศคุณรวย หรือจน แต่อยู่ที่การเกลี่ย การเฉลี่ยมากกว่า เพราะฉะนั้นเราวัดกันตรงนี้ว่าเป็นอย่างไร ของเราอยู่ในสภาพที่ก็ค่อนข้างดีอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่พอ และผมยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิ ของประชาชนที่รับการบริการนั้น ๆ คือเป็นสิทธิของประชาชนที่รับการบริการ ไม่ใช่เป็นการบริการ เป็นสิทธิของเขาโดยตรง ดังนั้นการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่น ถ้าเรามองไปให้ดีประเทศของเราเอง ค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้เรามีรักษาฟรี เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็หลบไม่พ้นกับค่าใช้จ่าย มันก็เหมือนกับว่า ยกตัวอย่างว่าเรามามองว่าการจราจรในกรุงเทพฯ มีการปล่อยสารพิษ แล้วเหมือนกับปล่อยไปแล้วก็แล้วไปไม่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าพอคนเป็นโรคทางเดินหายใจ ก็ต้องไปหาหมอ พอไปหาหมอแล้วค่าใช้จ่ายตรงนี้ถามว่าใครจ่าย ก็รัฐเป็นคนจ่าย ก็คือ จากภาษีอากรนั่นเอง เพราะฉะนั้นการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการป้องกันโรค คือถ้าไม่เป็นโรคตั้งแต่ต้น คือค่าใช้จ่ายในการป้องกันอย่างไรก็ถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล คือทุติยภูมิ หรือสูงขึ้นไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นการจ่ายตรงนี้เป็นการจ่ายเพื่อไม่จ่าย เป็นรายจ่ายที่ในการดำเนินการจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากและเป็นเรื่องที่ดีมาก ทั้งต่อประชาชนเองและต่อรัฐก็สมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุน แต่ที่ผมเรียนเมื่อกี้ว่าในเรื่อง หลักการผมอาจจะเห็นแย้งอยู่บ้าง ผมอาจจะเป็นนักการเมือง เป็นนักกฎหมาย คือผมเชื่อถือ ในอำนาจของกฎหมายด้วย คือผมจะมองเห็นมุมนี้เป็นหลัก เพราะว่าผมก็เคยโดนแขวน ก็เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญนี่แหละ แล้วก็ศึกษาเรื่องนี้มาตลอด ตอนนี้เราก็กำลังอยู่ในช่วงนี้ พอมองตรงนี้แล้วผมมองว่าหลักการที่ควรจะพิจารณามากเรื่องนี้ ผมเห็นว่าควรจะยกเอา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นหลักการสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการ เพราะว่าที่ท่าน ดำเนินการนำเสนอขึ้นมาเริ่มมาตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี สำหรับผมยังไม่มี คือเป็นเรื่อง ที่ยังไม่มี เพราะว่ายังไม่ได้สรุป ยังเขียนไม่เสร็จ ยังเป็นเรื่องที่ผมยังไม่นับตอนนี้ แม้ว่าโดยความรู้สึก ของเราจะเป็นเรื่องที่ดีแต่เป็นเรื่องที่ยังไม่เอกซ์ซิสต์ (Exist)

อันที่ ๒ เรื่องแรกที่ท่านยกคือนโยบายรัฐบาล นโยบายรัฐบาลนี้เป็นสิ่งที่กำลังไป สุดท้ายการเลือกตั้งก็กำลังจะมา สุดท้ายรัฐธรรมนูญจะมีการประกาศใช้ ดังนั้นนโยบาย ที่ประกาศไปของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีแต่เป็นเรื่องที่กำลังจะผ่านไปจะกลายเป็นอดีตแล้ว ส่วนในเรื่องของยุทธศาสตร์นี้ยังเป็นเรื่องที่เราคิดกันอยู่ ไม่รู้ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีที่เขาทำกัน ในขณะนี้ทาง ครม. ที่เขายกร่างขึ้นมาแล้วจะวางไปอย่างไร ไม่รู้กฎหมายจะเป็นอย่างไร ๒๐ ปีที่เราคิดกันที่ผ่านสภานี้ไปยังไม่ใช่เรื่องจริง นโยบายที่เสนออีกอันหนึ่งก็คือนโยบาย ๔.๐ เป็นเรื่องใหม่มากยังเป็นเรื่องที่เราปรับกัน อย่างน้อยเราเอาความเข้าใจของประชาชนว่า ๔.๐ คืออะไรก็ต้องใช้เวลากันเยอะมากว่าคืออะไร นี่เป็นเรื่องไกลเกินไป อีกเรื่องหนึ่งเป็นอดีต อีกเรื่องยังไม่เป็นตัวตนที่แท้จริง เรื่องที่จริง ๆ มาก ๆ ก็คือว่าที่ผ่านการพิจารณาของ ประชาชนไปมีฐานที่แข็งแรงก็คือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ถ้าเรามาพิจารณาดูในมาตราสำคัญ ผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราควรจะยึดเป็นหลัก มาตรา ๕๕ ที่ท่านได้มีการอ้างในนี้ แต่ว่าอ้างไปอยู่ข้อหลัง ที่ผมกำลังจะยกคือว่าอยากให้ท่านยกเอารัฐธรรมนูญที่เป็นร่างไว้ เป็นข้อแรกเพราะนี่คือทางไป นี่คือเพชรที่ยังไม่เจียระไน มีความแข็งแกร่งและไม่มีใคร ทำลายมันได้ เพราะว่าสิ่งตรงนี้เองประชาชนเองมีการลงมติเห็นชอบมาจำนวนขนาดนั้น เหลือแต่ว่าเราจะเจียระไนอย่างไร รับประกันในเรื่องความแข็ง รับประกันในเรื่อง ความสวยงาม และรับประกันในเรื่องสิ่งที่จะยั่งยืนที่สุดมากกว่า ๔.๐ มากกว่านโยบายรัฐบาล ทุกรัฐบาลไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เพราะนี่คือกฎหมายแม่ เราจะไปออกนโยบาย ขัดกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร

ในมาตรา ๕๕ เขียนไว้ชัดเจนเรื่องนี้เป็นหลักการ แล้วก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ อยู่หมวด ๕ ไม่ใช่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเสียด้วยซ้ำเป็นหน้าที่ของรัฐ ถ้าเราจำได้ว่า ท่านประธานมีชัยได้พูดว่ามี ๒ อย่างที่สำคัญ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญ มากกว่าไม่ทำไม่ได้คือหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลือกกระทำ ตรงนี้ เป็นเรื่องที่บอกแล้วว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่อจากนี้ต้องทำตามมาตรา ๕๕ ไม่อย่างนั้นคุณมีปัญหาแน่ เขียนนโยบายรัฐบาลมาทุกชุดต่อจากนี้จนกว่าจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งแก้ยากมาก รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริม สุขภาพและการป้องกันโรค อันนี้ชัดเป็นเรื่องพื้นฐานก็อยู่ตรงปฐมภูมิก็อยู่ตรงนี้อยู่แล้วนะครับ แล้วก็การส่งเสริมการสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แล้วก็ย่อหน้าต่อมา วรรคต่อมาก็คือบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและฟื้นฟู สุขภาพด้วย วรรคต่อไปรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรากำลังจะประกาศใช้ต่อจากนี้ ตรงนี้ที่ผมบอกว่าเป็นเพชรที่ยังไม่เจียระไน แต่ว่าชัดเจนอยู่แล้วมีความใสชัด มีแข็งแกร่งชัด นี่คือหลักการที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

ทีนี้เรามาดูในหมวดต่อไปท่านก็ได้กล่าวไว้ในข้อเสนอเหมือนกันว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าเราสังเกตว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นลักษณะที่เราบอกกันว่าปราบโกง ไม่ปราบโกง ผมไม่ทราบ แต่ที่ผมยอมรับอย่างหนึ่งเป็นฉบับปฏิรูป ในมาตรา ๒๕๘ เขียนชัดเจนว่าในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศนี้ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๕๘ มาตรา ๒๕๙ ถ้าไม่มีความจำเป็นมาก ๆ ถ้าไม่มีปัญหามาก ๆ เขาไม่ยกหมวดนี้ขึ้นมาหรอก นี่เป็นฉบับที่ไม่เหมือนใคร การยกตรงนี้มา แสดงว่าเรามีปัญหามาก เราจำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนเฉียบขาดนะครับ แล้วก็เฉียบพลัน เพราะไม่อย่างนั้นก็ไปอยู่ในหมวดอย่างมาตรา ๕๕ เมื่อกี้ก็พอแล้ว แต่ทำไมยกตรงนี้มาอีก ในนี้จะมีเรื่องอะไร มีเรื่องการเมืองซึ่งเป็นปัญหามากที่สุดแล้วในประเทศนี้ เป็นเรื่อง การศึกษา เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย เป็นเรื่องกฎหมาย ด้านการศึกษานะครับ เศรษฐกิจด้วย กระบวนการยุติธรรม นี่เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปใน ปี ๒๕๕๘ ถือว่ามีความจำเป็น เร่งด่วนมากในการปฏิรูป ของท่านมีอยู่ในด้านอื่น ๆ คือดูเหมือนกับว่าจะเป็นด้านเล็ก ๆ แต่ว่าจริง ๆ แล้วคำว่าการแพทย์ปฐมภูมิ คำว่าปฐมภูมิ คำแรกที่มีที่ในข้อเสนอนี้ มีในรัฐธรรมนูญก็ข้อนี้เอง เป็นข้อเดียวที่มี ทั้ง ๆ ที่คลุมมาโดยมาตรา ๕๕ ชัดมาก่อนแล้ว ข้อนี้บอกว่า ใน (๕) ด้านอื่น ๆ ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม หมายความว่าเรื่องนี้ต่อจากนี้ไปอยู่ในกลไกการปฏิรูป หมายความว่าผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีความเห็นตรงกันหมดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้อง ดำเนินการอย่างเร่งด่วน หมายความว่าต่อจากนี้ถ้าตามมาตรา ๒๕๙ ที่เรานำเสนอกันในสภานี้ แล้วจะมีการยกร่างขึ้นมา เรื่องนี้จะเป็นข้อหนึ่งที่จะต้องไปบรรจุในกฎหมายว่าด้วยเรื่อง การปฏิรูปที่กำลังจะออก แล้วก็เรื่องนี้ต้องทำให้เสร็จหลังรัฐธรรมนูญประกาศ ๑๒๐ วัน แล้วก็เรื่องนี้จะต้องมีการดำเนินการปฏิรูป คือยกกฎหมายให้เสร็จ แล้วก็ดำเนินการ ๑ ปี แล้วก็ใน ๕ ปีต้องทำให้สำเร็จ แสดงว่าตอนนี้เรื่องของท่านเข้าสู่แทร็ก (Track) เข้าสู่ฟาสต์เลน (Fast lane) แล้ว เข้าสู่ทางด่วนแล้วในการพัฒนาประเทศในเรื่องการปฏิรูป ดังนั้นผมเห็นมุมนี้ ผมก็เลยเห็นว่าหลักการอยากจะให้พิงอยู่ตรงนี้ ในความเห็นผมนะครับ เพราะว่ามันกำลัง มีช่องไป มันกำลังมีมุมที่จะไป แล้วมันมีน้ำหนักมากในเชิงบริหาร ก็อยากจะให้เน้นตรงนี้นะครับ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ยกขึ้นมาไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วย เห็นด้วย แต่ผมมองว่าตรงนี้เป็นความเชื่อส่วนตัว ของผมว่ามีอำนาจที่สุดในมือท่านแล้ว ถ้าท่านไม่ใช้ทางนี้เป็นทางไปที่เหลือเป็นประเด็นรองหมด นโยบายรัฐบาลนี้เป็นรอง ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีเป็นรอง ๔.๐ เป็นรอง เรื่องนี้คือของจริง อันนั้น เป็นพลอยเม็ดใหญ่แต่เป็นพลอย อันนี้เม็ดไม่ใหญ่แต่เป็นเพชร เจียระไนให้ดีแล้วมันจะกรีดกระจก มันจะตัดอะไรก็ได้เพราะมันคมมากในส่วนนี้

ประเด็นต่อไปในรายละเอียด ขออนุญาตท่านประธานอีกเล็กน้อยนะครับ ที่ได้เสนอขึ้นมา เรื่องประเด็นปฏิรูป ประเด็นปฏิรูปที่มีการเสนอผมมีความเห็นอยากจะ สอบถามด้วย แล้วก็เป็นแค่ข้อสังเกตนะครับว่าที่มีการรวมกลุ่มขึ้นมาท่านมีอยู่ ๔ เรื่อง ลงใน รายละเอียดแล้ว เมื่อกี้หลักการนะครับ การปฏิรูปปฐมภูมิที่มีการเสนอ คือมีการรวม ประชากรเข้ามา ๑-๓๐,๐๐๐ คน มารวมกันเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ในการดูแล ประเด็นปัญหา ก็คือว่าจริง ๆ แล้วเป็นประเด็นที่จะมีการดำเนินการ ก็คือเป็นการแลกแพทย์กัน หมายถึงว่า บุคลากรมีการแชร์ (Share) กันในตรงนี้ ซึ่งก็ดูเหมือนจะดี แต่คำถามก็คือว่าผมก็ไม่ใช่ เป็นแพทย์ แต่ว่าผมเพียงแต่คิด ๆ ไป คิด ๆ มาว่าในกรณีที่มีปัญหาเรื่องโรคที่เกิดขึ้น ในบริเวณนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาเป็นโรคระบาดสมมุติไป ทีนี้มันก็เลยกลายเป็นต้องการ แพทย์แบบเดียวกัน แล้วจะขาดไหมถ้าเป็นแบบนั้น ก็วันนี้ท่านเป็นแพทย์แค่ผมสงสัยว่า พอเรารวมเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เวลาขาดมันขาด สมมุติว่าถ้าขาดมุมเดียวกัน เป็นโรคระบาด หรือโรคที่เหมือน ๆ กัน จะขาดแคลนไหม อย่างไร ปกติจัดแบบนี้ส่งกำลังบำรุง ไปจากส่วนกลางได้ในการดูแลนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เรื่องการเงินการคลัง เห็นด้วยมากว่าเป็นการพูล (Pool) กัน คือเอาเงินมากองรวมมาเทใส่รวมกันหมด แต่ประเด็นปัญหาเรื่องระบบราชการไทย เป็นปัญหามากก็คือว่าจะผิดหลักการใช้เงินไหม ทางฝ่ายคลังเขาจะเห็นด้วยไหม ฝ่าย สตง. เขาจะเห็นว่าอย่างไร ทางฝ่ายกรมบัญชีกลางจะเห็นว่าอย่างไรในการพูล (Pool) เงินมา รวมกันตรงนี้ เพราะมันเป็นการจ่ายที่มันไม่เป็นไปตามระบบเดิม เพราะของเราฟอร์มัลลิซึม (Formalism) อยู่แล้ว ไม่ทำตามนี้ผิด แม้ว่าเป้าหมายจะถูกก็ตาม เรื่องนี้ก็นำเรียนว่าเป็นแค่ ความเป็นห่วงว่าระบบการเงินมารวมกันเราต้องเปลี่ยนระบบการใช้จ่ายเงินที่จะต้องสัมพันธ์ กับเรื่องกรมบัญชีกลางหรืออะไรไหม อย่างไร นี่เป็นคำถามนะครับ

เรื่องกำลังคน กำลังคนผมพูดไปแล้วเมื่อกี้ว่าในการหมุนเวียนทุกสาขาในกลุ่ม การพัฒนาบุคลากรตรงนี้ ในการวางแผน ข้อเสนอก็คือปัญหาที่จะมีอุปสรรคที่ได้พูดแล้ว การหมุนเวียนในกรณีที่เกิดพร้อมกันแล้วเต็มมือขึ้นมาจะทำอย่างไร

ข้อสุดท้ายระบบการติดตาม ประเมินผล เรื่องนี้พอมีการติดตาม ประเมินผล กันขึ้นมา คนที่ประเมินผลก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทีนี้บุคคลทางบุคลากรทางการแพทย์ มีความขาดแคลน คือวัน เวลาของเขามีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะการดูแลตรงนี้ การที่เอาเขามา ประเมินผลไม่รู้จะมีหน่วยอื่นมาช่วยประเมินผลจะดีกว่าไหม มีระบบอื่นมาช่วย จะได้ใช้กำลังตรงนี้ เพราะเขาเป็นแพทย์ มีหน้าที่รักษาไม่ใช่มีหน้าที่ประเมินผล ตรงนี้ถ้าหากว่ามีหน่วยอื่นเข้ามาช่วยผมมองว่ากำลังคนจะได้ใช้ไปในตรงนี้จะดีมาก ในความเห็นคือได้ใช้เต็มที่ถ้ามีหน่วยอื่นมาซ้อน คล้าย ๆ ว่าใช้คนให้ถูกกับงาน คือใช้แพทย์ ประเมินผลอยู่มันจะกลายเป็นเสียจังหวะเสียเวลาหรือเปล่า เสียบุคลากรหรือไม่ อย่างไรนะครับ

สุดท้ายนำเรียนท่านประธานว่าบทสรุปผมจะสรุปว่าผมเห็นด้วยมาก แต่อยากให้ท่านยืนอยู่บนหลักของรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะประกาศใช้ ผมเชื่อว่าจะทำให้ ท่านไปได้ไกลมากเพราะอย่างที่เรียนแล้วมีกำลังมีพลังสูงมาก อย่าไปพิงตรงอื่นเลย เพราะตรงนั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ประเด็นต่อมาก็คือในรายละเอียดและสุดท้ายเหมือนเดิมท่านประธานครับ อยากจะให้กำลังใจท่าน ก็เลยอยากจะขออัญเชิญเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่างานที่ท่านทำอยู่ผมให้ กำลังใจเต็มที่ อยากจะขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชที่ให้ไว้ในโอกาสพิธีพระราชทานรางวัลมหิดล ประจำปี ๒๕๓๙ ณ พระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ มีความดังนี้ครับ “การแพทย์และการสาธารณสุข เป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ไม่มีประเทศใดในโลกจะเจริญก้าวหน้า ได้อย่างสมบูรณ์แบบหากประชากรในประเทศนั้น ๆ ยังมีสุขภาพพลานามัยไม่ดีพอ” ผมเห็นว่า เรื่องนี้จะเป็นแรงส่ง อยากให้กำลังใจท่านด้วยกระแสพระราชดำรัสนี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและอดีตประธาน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอเชิญครับ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการว่าเรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลย เป็นเบื้องต้นของการที่เราจะให้บริการกับประชาชนอย่างที่ ท่านนิกรว่าตามรัฐธรรมนูญ เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สิ่งที่ผมคิดว่านอกจากเห็นด้วย กับเรื่องข้อเสนอของท่านในเรื่องที่ว่าจะต้องให้เกี่ยวกับระบบการบริการเรื่องการเงิน เรื่องกำลังคน และการติดตาม ประเมินผล เห็นด้วยหมดครับ แต่สิ่งที่สำคัญเบื้องต้นก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าการให้ความรู้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ประชาชนเขารู้ว่า ในตัวของเขา เขาควรจะมีสุขภาพดีโดยมีตัววัดอย่างไร ตรงนี้ผมว่าสำคัญ ในทางการแพทย์ เขาเรียกว่าบอดี้ แมส อินเดกซ์ (Body Mass Index) บีเอ็มไอ (BMI) เรื่องนี้ประชาชนควรจะ รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าการที่เขาจะมีสุขภาพดีง่าย ๆ เขาควรจะมีตัวเลขบ่งบอกอะไร ผมคิดว่า ตรงนี้ประชาชนทั่วไปน่าจะได้รับทราบความรู้ อย่างเช่นเขาควรจะมีน้ำหนักเท่าไร อะไรพวกนี้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญให้ประชาชนรู้จะได้ป้องกันไว้ก่อน รักษาสุขภาพตัวเอง

อีกเรื่องหนึ่งนอกจากนั้นแล้ว ให้ประชาชนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไรเกี่ยวกับ เรื่องสุขภาพของเขา โดยการให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกาย เรื่องการรับประทานอาหาร พวกนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนมีสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะได้ เป็นการป้องกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญก็คือเรื่องของกำลังคน เรื่องกำลังคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ผมคิดว่าในต่างประเทศเขาให้ ความสำคัญมากเรื่องแพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวจะต้องมีประจำบ้านเลย แต่ของเรา อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น อย่างที่ท่านกรรมาธิการว่าแพทย์ทางด้านนี้เรายังมีน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นเราก็ทดแทนโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแพทย์ ผมเห็นด้วยอาจจะมีการเทรน (Train) บุคลากรต่าง ๆ ให้ทำหน้าที่ตรงนี้สอดคล้องไปด้วยจะได้ช่วยกันต่าง ๆ เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้วผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเสาเข็มอันหนึ่งที่จะช่วยพยุงสุขภาพ ของประชาชนให้ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือว่าให้ประชาชนมีความรู้ในตัวเองว่าเขาควรจะมีข้อมูล สุขภาพอย่างไร แล้วก็มีวิธีการป้องกันอย่างไร แล้วก็เสริมสร้างด้วยกำลังคนเพื่อที่จะสามารถ จะช่วยให้มีสุขภาพลามัยที่ดีขึ้นนะครับ ก็ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่นำเสนอรายงาน เรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิเพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อประชาชนและ ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตัวชี้วัดความเจริญของประเทศในทุกประเทศในโลกนี้ก็คือ วัดจากคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนก็คือปัจจัย ทางด้านสุขภาพถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนด้อยโอกาส ในสังคมเพราะคนที่มีโอกาสหรือว่าคนที่มีศักยภาพทางการเงินสูงแล้วนั้นมักจะไม่ค่อย มีปัญหาเพราะว่าเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกทั้งโรงพยาบาลของรัฐและ โรงพยาบาลของเอกชน แต่ที่มีปัญหามากแล้วก็เป็นกลุ่มคนจำนวนมากของประเทศนั้น คือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่อยู่ในชนบท ผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ประกอบกับเรื่องการเข้าถึง การบริการทางสุขภาพถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนในประเทศไทยทุกคนจะต้องได้รับ อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และประหยัด สภาพปัญหาในอดีตนั้นเป็นอย่างไรครับ ก็คือประชาชนในชนบทไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก และประหยัด เพราะ ๑. อยู่ห่างไกลโรงพยาบาล ๒. ไม่มีค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง ๓. ไม่มีเงินไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีราคาแพง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพง ๔. ไม่มีเงินที่จะไปซื้อยาจากร้านขายยาในตลาด ในชุมชน ๕. ร้านขายยามีแต่ลูกจ้าง ทำหน้าที่ขายยาไม่มีเภสัชกร จึงทำให้จ่ายยาผิดหรือขายยาผิด ๆ รักษาอาการแบบผิด ๆ ให้กับประชาชน แทนที่จะเป็นน้อยกลับเป็นหนัก แทนที่จะไม่เสียชีวิตกลับเสียชีวิตก็มีจำนวนมาก แล้วท้ายที่สุดผู้ที่ไปซื้อยามารับประทานเองแล้วรักษาผิด ๆ ก็เป็นภาระของโรงพยาบาล ที่จะต้องมาแก้ไขในภายหลัง อันนั้นเป็นปัญหาครับ สิ่งที่ท่านกำลังจะทำแล้วท่านเสนอมานี้ แหละครับจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผมกล่าวแล้วข้างต้นเพราะท่านไปปฏิรูปในระบบ การให้บริการสาธารณสุขในระดับปฐมภูมินะครับ ผมอยากจะขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า สิ่งที่ท่านนำเสนอมาผมเห็นด้วยทุกประการเลยนะครับ แต่ในรายละเอียดบางอย่างนั้น ผมอ่านแล้วอาจจะไม่เข้าใจหรือไม่ชัด ผมจึงขอนำเสนอในสิ่งต่าง ๆ ที่จะเพิ่มเติมดังนี้นะครับ ท่านอาจจะมีอยู่แล้วแต่ผมขอเน้นดังนี้ เพราะว่าผมอยู่ในชนบทก็คลุกคลีกับในชนบทมาก จึงอยากจะนำเสนอแนะดังนี้นะครับ

๑. การปฏิรูประบบปฐมภูมิของท่านที่เขียนไว้นี้ใน (๒) ของท่านบอกว่าให้มี การจัดเรื่องของบุคลากร ปฏิรูประบบบุคลากร ผมขอฝากว่าอยากให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หมุนเวียนไปตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าอนามัยนั่นแหละครับ สถานีอนามัย ถ้ามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหมุนเวียนไป กำหนดล่วงหน้าเลยครับว่าทุกวันจันทร์ หรือทุกวันศุกร์หมุนเวียนไปเป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ ๑ วัน ประชาชนในพื้นที่ก็จะรู้ว่า ถ้ามีอาการเจ็บป่วยก็จะได้มารักษาได้ในวันไหน แล้วแพทย์เหล่านี้ก็จะหมุนเวียนไปทุกสถานี ทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอนั้น ในตำบลนั้น หรือในจังหวัดนั้น ก็จะทำให้ ประชาชนนั้นเข้าถึงแพทย์แล้วได้รับการรักษาที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้นครับ

ประการที่ ๒ ขอให้มีการจัดเครื่องมือทางการแพทย์แบบเคลื่อนที่ได้ในส่วนที่ สามารถจัดแบบเคลื่อนที่ได้ไปให้บริการโดยนัดกันล่วงหน้า ซึ่งทุกวันนี้ผมเห็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ออกพบปะประชาชนก็มีแพทย์ไปอยู่ด้วยแล้วนะครับ แทนที่จะไปตามท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ไปแต่ละแห่ง ก็จัดเครื่องมือเหล่านี้ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลด้วยก็จะเป็นการดี ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ อุปกรณ์เกี่ยวกับวัดสายตาหรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการผ่าตัดเลนส์ (Lens) ตาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ก็มีการเคลื่อนที่แล้วก็ทำอยู่หลายแห่ง ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะทำให้ประชาชนในชนบทนั้นเข้าถึงทางด้านสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นนะครับ ไม่ต้องเดินทางไป ในเมืองไกล ๆ และไม่ต้องไปรอคิว ไม่ต้องไปแออัดยัดเยียดกันในโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอครับ

ใน (๓) ที่ท่านกำหนดไว้ก็เน้นการส่งเสริมและการป้องกันโรค ถูกต้องเลยครับ ทุกวันนี้การส่งเสริมการป้องกันถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและการให้ความรู้ถึงในระดับครัวเรือน ในเรื่องของการดูแลสุขภาพของตัวเอง ในเรื่องการป้องกันโรคของตัวเองก็จะเป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วก็ขอเรียนนะครับว่าที่จริงแล้วในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยบางทีในชนบทผมมั่นใจนะครับ ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชนขณะนี้มีผู้ที่สูงอายุไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ต้องนอนอยู่บ้าน ตลอดเวลา กรณีนี้ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิของท่านสามารถช่วยได้ก็คือว่าเป็นการดูแล ผู้ป่วยเชิงรุกคือเข้าไปดูแลถึงบ้านของผู้ป่วยเลย ก็จะเป็นการประหยัดค่าเดินทางของ ผู้ป่วยแล้วก็ใช้คนในชุมชนนั้นช่วยดูแลกันเองนะครับ อาจจะแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ

ระดับแรกก็คือว่าคนในครอบครัวดูแลกันเอง เช่น การเปลี่ยนแพมเพิส (Pampers) การดูแลรักษาเบื้องต้นประจำวันนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือ อสม. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านก็สามารถ เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงคนในครอบครัว ให้คำแนะนำคนในครอบครัวได้ หรืออาสาสมัครหมู่บ้าน ก็ไปช่วยเหลือได้ อันนี้ก็ถือว่าทำให้ใกล้ชิดแล้วก็สะดวกขึ้น

และประการที่ ๓ ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนั่นแหละครับ ก็สามารถเป็นผู้ที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนในตำบลนั้นได้ อันนี้เป็นการให้บริการเชิงรุกแล้วก็ บริการกันเองในชุมชนนะครับ

ส่วนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ผมอยากให้มีบริการแบบนี้ ในทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็คือ

๑. มีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) สำหรับบริการคนไข้หรือ ผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและเป็นเคส (Case) หรือเป็น กรณีที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนก็สามารถให้แพทย์ประจำอำเภอหรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ สามารถตรวจรักษาทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ก็จะเป็นการช่วยเหลือคนไข้ได้ ตอนนี้อาจจะมีบางแห่งทำแล้วแต่ถ้ามีกระจายทั่วทั้งประเทศก็จะดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ห่างไกลความเจริญครับ

ประการที่ ๒ มีแพทย์โรงพยาบาลประจำอำเภอมารักษาที่ รพ.สต. นี้นะครับ เป็นประจำ ที่ผมกล่าวเมื่อตอนต้น

ประการที่ ๓ ยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลประจำอำเภอนี้ผมถือว่าเป็นยาที่มี คุณภาพแล้วก็มีประสิทธิภาพและที่สำคัญคือประหยัดครับ เพราะว่าประชาชนมารับยาจาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายครับ ตรงนี้ก็จะแก้ไขปัญหาที่ผมกล่าว เมื่อตอนต้นว่าชาวบ้านที่จน ๆ อยู่ในชนบทนี้ไม่มีเงินไปซื้อ แม้กระทั่งซื้อยารับประทาน ในร้านขายยาก็สามารถมาใช้บริการตรงนี้ได้ และบริการตรงนี้ก็เป็นการบริการรักษาแบบ ถูกโรคถูกยาด้วย มันก็จะเป็นการที่ไม่ซ้ำเติมประชาชน แล้วก็เป็นการประหยัดในการเดินทาง ของประชาชน บางทีนี้ประชาชนเป็นแค่โรคเบาหวาน เป็นแค่โรคความดันก็แค่ไปตรวจน้ำตาล แล้วก็รับยานี้ไปรับประทานต่อเนื่องก็ไม่ต้องเดินทางไปไกล อาจจะนัดแพทย์ไว้ ๓ เดือน ไปโรงพยาบาลประจำอำเภอครั้งหนึ่ง แต่ในช่วง ๓ เดือนก็อยู่ที่อนามัยได้หรือโรงพยาบาล ประจำตำบลได้ อันนี้ก็จะเป็นการประหยัดทั้งในเรื่องของการเดินทาง ประหยัดเวลา แล้วก็ทำ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายถ้าบอกว่าต้องไปที่โรงพยาบาลประจำอำเภอนี้เข้าถึงยากเขาก็ไม่อยากไป ไม่อยากไปเขาก็ไม่ได้รับการรักษาโรค ท้ายสุดเขาก็ชีวิตสั้น ถ้าเป็นตรงนี้นะครับ ช่วยชีวิตประชาชน ช่วยทั้งแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วยจะได้ไม่หนาแน่นนะครับ นั่นก็คือ เป็นสิ่งที่อยากจะนำเสนอ

แล้วก็เท่าที่ทราบนะครับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีเจ้าหน้าที่ ประมาณ ๓ คนที่จบจากพยาบาลหรือสาธารณสุข ผมเด็ก ๆ นี่เรียนเลยนะครับว่าผมพึ่ง โรงพยาบาล ผมเรียกอนามัยแล้วกันนะครับ ง่าย ๆ อนามัยประจำตำบลมากที่สุดเลย เป็นแผลผ่าตัดเล็กน้อยหรืออุบัติเหตุนี่ โรงพยาบาลประจำตำบลเย็บให้เรียบร้อยเลยแล้วก็ดีด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่ให้บริการประชาชนทางด้านสุขภาพดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำโรงพยาบาลประจำตำบลนี่รู้จักชาวบ้าน หมดเลยครับ ทุกหลังคาเรือนเลย พอคนนี้มาปุ๊บนี่รู้เลยว่าที่บ้านคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เป็นโรคอะไรมาก่อน เพราะฉะนั้นคนนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคตามกรรมพันธุ์หรือไม่ เขาจะรู้ชัด แล้วเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลประจำตำบลจะรู้ก่อน แล้วก็จะสามารถป้องกันและระงับได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นผมถือว่าจุดนี้เป็นจุดที่เขาเรียกว่าเป็น จุดแตกหักในการให้บริการสุขภาพของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ แล้วก็การที่ท่านมีบูรณาการทางเรื่องงบประมาณสำคัญมากเลยครับ งบประมาณ การปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณส่วนราชการต่างส่วนต่างไปทำในอดีตนั้นไม่ได้รวมกัน บูรณาการกันทำให้กระจาย แล้วก็ทำงานซ้ำซ้อน ถ้ารวมมาเป็นหนึ่งเดียวนี้จะลดการซ้ำซ้อน แล้วก็จะสามารถทำได้ตรงจุดตรงเป้ามากยิ่งขึ้น และบางครั้งต้องมีการระดมทรัพยากร ก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใหญ่ได้อย่างทันท่วงทีครับ ผมจึงขอสนับสนุนข้อเสนอของท่าน ทุกประการ แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ต้องขอบคุณเลยนะครับว่าข้อเสนอของ ท่านนั้นไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรเพิ่มเติมเลย แล้วก็ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นข้อเสนอ ที่ผ่านสภาแห่งนี้มาคือข้อเสนอของท่านนั้นปฏิบัติได้ทันทีตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไปครับ ผมขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปนะครับ แล้วก็เป็นท่านสุดท้ายตามรายชื่อที่ได้แจ้งความจำนงนะครับ ขอเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ก็ต้องขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อปวงชนชาวไทยนะครับ เรื่องสุขภาพ แล้วก็การที่จะดูแลเขาเบื้องต้น ปฐมพยาบาล ผมก็อยากจะมีข้อเสนอเพิ่มเติมบางประการนะครับ

อันแรกก็ในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อคนจะได้ไม่ป่วย ประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือการบริโภคของคนไทยในยุคของบริโภคนิยม แล้วก็การดำรงชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอยู่ในตัวเมืองมากยิ่งขึ้น การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย ก็เป็นประเด็นปัญหาอยู่ คราวนี้จะทำอย่างไรนะครับ คงเป็นหน้าที่หลัก ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เป็นสำคัญที่จะต้องร่วมกันในการที่จะส่งเสริม ให้ประชาชนดูแลตนเองไม่เจ็บป่วย ในขณะเดียวกันมันก็มีกองทุนส่งเสริมสุขภาพอยู่ ก็น่าจะ มีการจัดลำดับความสำคัญแล้วก็จัดสัดส่วนให้แน่นอนว่าเงินหลวง เงินกองทุนอันนี้เงินอยู่ที่ กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงมหาดไทย ส่วนหนึ่งจะนำไปซึ่งในการที่จะส่งเสริมองค์ความรู้ ให้กับประชาชนในการที่จะรักษาสุขภาพตนเองได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนอันที่ ๒ ก็คือภาครัฐมีสถานีวิทยุโทรทัศน์มากมาย โดยเฉพาะสถานีวิทยุ ก็ ๓๐๐-๔๐๐ สถานีด้วยกัน น่าจะมีการจัดเวลาเป็นการเฉพาะเพื่อการนี้ แล้วก็หาบุคลากร ที่จะมาขีดเขียนบทความให้มีผู้ประกาศ ผู้อ่าน ในการจะรณรงค์ในการที่จะรักษาสุขภาพ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ น่าจะเป็นวาระอันสำคัญของการดูแลสุขภาพของคนไทย โดยการใช้สื่อ ส่วนจะใช้สื่อสมัยใหม่พวกดิจิทัล (Digital) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะ ดำเนินการได้ และผมก็แน่ใจว่ากองทุน กสทช. ก็ดี กรมประชาสัมพันธ์ก็ดี น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะให้ความร่วมมือ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นแล้วในช่วงพักร้อนจะเป็นไปได้ไหมที่จะให้นิสิต นักศึกษาแล้วก็ นางพยาบาลจากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพยาบาลออกต่างจังหวัดเข้าไปในชุมชน ทั่วประเทศเพื่อช่วยดูแลสุขภาพ แล้วก็ช่วยส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์นอกห้องเรียนแล้วก็ได้บริการ ประชาชนด้วย ก็อาจจะเป็นจุดหนึ่งในการที่จะดึงให้นักเรียนแพทย์มาเรียนทางสาขาเวชศาสตร์ เพราะไม่ได้เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ผู้ชำนาญการ รายได้มันจะไม่ได้เป็นล้านล้านบาท จะทำอย่างไรให้เขามีจิตต่อสังคม และในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรเพื่อจะประกันว่าเมื่อเขา ออกไปทำงานในต่างจังหวัดอยู่ในถิ่นทุรกันดารอยู่ชายขอบต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเขาเป็น หมอทั่วไปรักษาได้ทุกโรคนั้นแล้วเขาต้องไปอยู่ ๒-๓ ปี เงินเดือนก็แค่นี้ งานก็ ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่าเพื่อน ๆ ที่เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) เฉพาะทางก็มั่งมีศรีสุขมีเพิ่มด้วยความมั่งคั่ง แล้วก็ความสะดวกสบาย มันก็ไม่ค่อยจะยุติธรรม ผมก็คิดว่าระบบนี้ต้องมาทบทวนเพื่อให้ การดูแลประชาชนขั้นปฐมพยาบาลสามารถที่จะอำนวยการได้อย่างทั่วถึง นั่นเป็นประเด็นแรก

อันที่ ๒ ก็คือว่าเรามีฐานสำคัญ ๆ อยู่แล้ว เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้คือ อสม. ค่าตอบแทนเข้าใจว่าตอนนี้ประมาณสัก ๖๐๐ บาทต่อคน แล้วเขาก็เป็นกลไกเครื่องมือ ที่สำคัญที่สุดที่จะเชื่อมนโยบายของรัฐบาลไปสู่การดูแลประชาชน ณ ที่บ้านเลย จะทำ อย่างไรให้บรรดา อสม. ผมเข้าใจว่าตัวเลขถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน จะทำให้ เขามีทักษะมีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นแล้วก็มีค่าตอบแทนถึงแม้ว่าเป็นเรื่องของจิตอาสาก็จริง เพียงพอที่เขาสามารถที่จะซื้ออาหารกลางวันได้หรือว่าค่ารถเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเป็นหัวใจ เป็นกลไกสำเร็จต้องให้ความสำคัญกับเขาสูงสุดครับ เพื่อเขาจะได้เป็นทั้งผู้ช่วยป้องกันแล้วก็ ผู้ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วก็โดยเฉพาะกับกลุ่มชนที่ช่วยตนเองไม่ได้ คือ เด็กเล็ก เด็กกำพร้า ผู้พิการ คนชราที่อยู่ตามหมู่บ้านหรือว่าอยู่ในชุมชนแออัดทั้งหลาย แม้กระทั่ง ในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นเรื่อง อสม. น่าจะให้ความสำคัญสูงสุดว่าจะทำอย่างไร ที่จะดูแลเขา สนับสนุนเขา เพื่อให้เขาทำงานได้เต็มที่ ๘๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศน่าจะ เพียงพอ ถ้าเผื่อเขาทำงานได้อย่างเข้มแข็ง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งมันหายไปจากเอกสารนี้ก็คือความคงอยู่ของบรรดา คลินิกเอกชนของคุณหมอ เขาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของการปฐมพยาบาลด้วย ให้เขาเข้ามาอยู่ในระบบ เราก็มีเงินอยู่ มีกองทุนอยู่ก็สามารถที่จะสนับสนุนเขาได้และเขาจะ เป็นเครือข่ายอันสำคัญเพราะเขาอยู่ในพื้นที่ อาจจะอยู่ในตัวเมืองมากกว่าก็จริงแต่คงไม่ไกล จากหมู่บ้านหนึ่งใดที่เขาสามารถที่จะช่วยได้แล้วมันก็เป็นการทำงานคู่ขนานกับโรงพยาบาล ในระดับตำบล

คราวนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในเอกสารใช้คำว่าคลัสเตอร์ (Cluster) ผมก็ไม่ค่อยจะ ชอบคำนี้เท่าไร ทั้งในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจหรือว่าจะการพัฒนาการรักษาพยาบาล คือผมอยากจะกลับไปที่พื้นฐานดีกว่าว่าเรามีตำบลแล้วเราก็มีอำเภอ ต้องถามว่าในระดับตำบล การปฐมพยาบาล ๗,๐๐๐ ตำบลนั้นเราจะทำให้มันครบไหมครับ แล้วก็ในระดับอำเภอ ประมาณ ๗๐๐ อำเภอใช่ไหมทั่วประเทศโดยเฉลี่ย เราจะให้มีโรงพยาบาลระดับสูงที่อำเภอ ได้ครบไหม แล้วก็ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งในระดับจังหวัด เราจะมีโรงพยาบาลเฉพาะทางได้ไหม คงไม่ต้องครบทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัด แต่ว่าตามกลุ่มจังหวัดน่าจะมีโรคที่มันเรื้อรังจะเป็น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง แล้วก็โรคอื่น ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นศูนย์เฉพาะทาง สมมุติว่ามันมี โรคเรื้อรัง ๕ อย่าง ก็ให้มันมีทั่วประเทศสักอย่างละ ๕ ได้ไหม กระจายไปทั่วแล้วก็วางบุคลากร เรื่องทุนการศึกษา ส่งเสริมนิสิต นักศึกษา ทางด้านการแพทย์ ทางพยาบาลให้ไปในทิศทางนี้ คู่ขนานกันไปก็คือ การประสานงานกับทางโรงเรียนอาชีวศึกษา เพราะต่อไปนี้เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ มันจะเป็นระบบดิจิทัล (Digital) ไปทั้งหมด แล้วก็ทักษะทางการรู้ภาษาอังกฤษก็สำคัญ มันต้องมีการประสานงานกันอย่างใหญ่หลวงกับทางฝ่ายโรงเรียนอาชีวศึกษาเพื่อผลิต บุคลากรเพื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีความทันสมัยแล้วก็ต้องใช้ องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีของบุคลากรเป็นอย่างมากอันนี้ก็ฝากไว้ เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากจะให้เห็นเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ แล้วมันก็ต้องไปขีดวง คลัสเตอร์ (Cluster) กันใหม่ ก็มีตำบล มีอำเภอ มีจังหวัดอยู่แล้วมันก็ว่ากันไปตามนี้ แล้วก็ ถ้าเผื่อเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) แล้วก็สำนักงานสาธารณสุขว่าอย่างไร มันก็ยุ่ง มันก็ สลับซับซ้อนกันไปอีก ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเรามีมูลนิธิของภาคประชาชนมากมาย แล้วเราก็มี สภากาชาดจะกระชับความร่วมมือกันได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการจัดส่งคณะแพทย์ พยาบาลเวียนออกไปทั่วประเทศ ผมขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษคำว่าโมบายยูนิต (Mobile Unit) อันนี้ทำได้อยู่ตลอดเวลา เสาร์ อาทิตย์ ก็ออกไปเอาแพทย์ออกไปแล้วก็จัดคิวออกไป ๗๖ จังหวัด มันก็ทำได้ ๗๖ จังหวัดทุกเสาร์ อาทิตย์ ๗๖ ชุด เขาก็เวียนกันออกไปนะครับ แล้วก็อันนี้น่าจะเชิญชวนโรงพยาบาลเอกชนซึ่งทำมาค้าขายกันอยู่ในตลาดหุ้นร่ำรวย มากมาย แล้วก็ใช้บุคลากรของไทย หลวงเป็นคนผลิตแพทย์และพยาบาล เขาเป็นผู้ได้รับ ประโยชน์ปลายทาง เขาจะกลับมาให้อะไรกับสังคมบ้าง แทบจะไม่ได้ยินเลยว่าบรรดา โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอยู่ในทั้งโลกได้ทำอะไรต่อการพัฒนาการสาธารณสุขนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่มันเกี่ยวข้องกันก็คือผมก็ยังขัดใจ หงุดหงิดใจว่าทำไมถึงจะเปิด มหาวิทยาลัยแพทย์ โรงเรียนแพทย์โดยเอกชนไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญก็ในเมื่อเราจะเป็น เมดิคัลเซ็นเตอร์ (Medical Center) เมดิคัลฮับ (Medical Hub) เป็นศูนย์กลางของโลก แล้วเราก็อยู่ในปีกของเสรีนิยมทำไมถึงจะให้เอกชนเปิดโรงเรียนการแพทย์จะเป็นทั่วไป หรือเฉพาะทางไม่ได้ ให้มันมีความเป็นเสรี กระทรวงสาธารณสุขกับรัฐบาลก็เป็นผู้ควบคุม กำกับคุณภาพ การคัดเลือกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะได้ผลิตบุคลากรให้มันเพียงพอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีแพทย์กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็จะมีแพทย์ชั้น ๑ หรือพยาบาลชั้น ๑ กระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน แล้วโรงพยาบาลของหลวงก็ต้องทำมา เป็นเหมือนกับกึ่งหนึ่งก็ครึ่งหนึ่งก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้มันมีการแข่งขันกัน แต่มันจะ รองรับแค่ระดับสูงของประชากรทั้งไทยและเทศที่มีเงินทองมากมาย แต่ผมเป็นห่วงอีก ๖๒ ล้านคนครับ ผมไม่ค่อยคำนึงถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ก็ขอเสนอข้อสังเกตมานี้เพื่อจะได้เพิ่มเติมให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วเรื่องนี้สำคัญนะครับ ผมก็ขอเรียนท่านประธานด้วย ทางกรรมาธิการก็บอกว่ามีเวลา ๗ วันที่จะประมวล แล้วก็ แก้ไขแล้วก็จะส่งไปให้รัฐบาล ผมเองนั่งอยู่ที่นี่อยากจะขอกลับมาดูอีกครั้งนะครับ ไม่ใช่เพื่อจะ มาให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่เพื่อจะขอรับทราบว่าที่เราได้เพียรพยายาม ๔-๕ คนกันมานี่ พยายามที่จะให้ข้อคิดเห็นนั้นได้ถูกบรรจุอย่างครบถ้วน แล้วอะไรที่ถูกตัดออกด้วยเหตุผล อันใด อันนี้เราจะได้มาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถที่จะ ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ภายใต้ในกรอบของ สปท. ก็ขอแสดงความชื่นชมมาอีกทีครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่มีสมาชิกได้แสดงความจำนงในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ก็ขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้เกียรติอภิปรายแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น เพิ่มเติมซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งครับ แล้วก็ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่กรุณารับฟัง ในวันนี้นะครับ ผมขออนุญาตตอบในหลักการบางประการแล้วก็ยืนยันว่าจะนำไปแก้ไข ในการแก้ไขรายงานฉบับจริงนะครับ แล้วก็เดี๋ยวสักครู่ท่านณรงค์แล้วก็ท่านกิตติที่อยู่ ณ ที่นี้ จะตอบข้อซักถามเพิ่มเติมครับ

ในกรณีของท่านนิกรนะครับเราได้เขียนไว้ครับในเรื่องของที่จะยกรัฐธรรมนูญ เป็นแม่บท แต่บังเอิญเราอยู่ในข้อ ๔ ครับ เราก็จะแก้ไขด้วยการนำมาไว้ในข้อ ๑ ซึ่งให้ ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา ทั้งมาตรา ๔๗ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๒๕๘ ตามที่ท่านได้ยกมาจริงครับแล้วก็เราได้เขียนไว้ในหน้า ๓ ของรายงาน การศึกษาครั้งนี้นะครับ เรายกมาตรา ๕๕ และมาตรา ๒๕๘ มาครับซึ่งจะนำมาแก้ไขให้กลับ เป็นข้อ ๑ นะครับ

อีกประการหนึ่งผมขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องระบบการแพทย์ปฐมภูมิ ให้กับท่านสมาชิกได้เข้าใจอีกนิดหนึ่งนะครับ คือว่าการแพทย์เราแบ่งอย่างที่ท่านณรงค์ ได้อธิบายไปว่าแบ่งเป็นปฐมภูมิแล้วก็เป็นทุติยภูมิและตติยภูมิ เป็น ๓ ระดับด้วยกันนะครับ นั่นคือว่าในอุดมคติแล้วเราอยากจะให้ประชาชนเข้ารับการรักษาตามลำดับครับ คือเจ็บป่วย เล็กน้อยหรือว่าแค่ติดตามการรักษาก็ไปที่ปฐมภูมิก่อนแล้วปฐมภูมิจะมีหน้าที่ในการให้การ รักษาทั้ง ๓ อย่างนะครับ คือไม่ใช่การรักษาตรงกลางอย่างเดียว ให้การส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรค ให้การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพด้วยนะครับ แต่ขณะนี้ระบบสุขภาพของบ้านเรา มันบิดเบี้ยวไปนะครับ ประชาชนก็ไปแออัดอยู่ที่ระดับ ๒ และระดับ ๓ หมด ถ้ามีศักยภาพมาก อย่างที่ท่านบางท่านผู้อภิปรายได้ยกมาคือจะไปหาระดับ ๓ เลย พอมีศักยภาพก็ไปที่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลระดับจังหวัดเลย จะก้าวข้าม ระดับแรกไป ทำให้โรงพยาบาลระดับใหญ่แออัดแล้วเตียงเท่าไรก็ไม่พอครับ ถ้าอย่างนี้ อยู่เตียงเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นเราจะกลับไปสู่อุดมคติคือให้มีการแพทย์ปฐมภูมินะครับ ระบบการแพทย์ปฐมภูมิไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีแพทย์ครอบครัวประจำนะครับ เพราะว่าการแพทย์ปฐมภูมิที่ระดับแรกระดับไพรมารี (Primary) เราจะต้องให้การบริการ ทั้งการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ให้การดูแลเรื่องส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนะครับ ออกไปเยี่ยมบ้านด้วยนะครับแล้วก็ถ้าเกิดหมู่บ้านไหนมีเรื่องยุง มีเรื่องไข้เลือดออกก็ต้องไป ให้การดูแลเรื่องยุงลายเป็นต้นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นระบบพวกนี้เราจะต้องพยายามสร้าง ให้เป็นไปตามระดับชั้น แล้วก็ถ้าหากคนไข้แทนที่จะไปแออัดจะต้องเสียค่ารักษาเหมือนอย่างที่ ท่านสุวิระพูดแทนที่จะต้องเสียค่ารถ ค่าเรือไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลจังหวัด ก็ไปหาแพทย์ ที่โรงพยาบาลปฐมภูมิได้นะครับ แล้วก็เมื่อเห็นว่าเกินขีดความสามารถแล้วแพทย์ ที่โรงพยาบาลปฐมภูมิจะส่งจะมีใบส่งตัวว่าไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลจังหวัดนะ หรือโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ถ้าเน็ตเวิร์ก (Network) นี้เป็นไปตามที่ เราวางไว้ก็จะทำให้ระบบลื่นไหล ได้มีการส่งต่อได้อย่างมีคุณภาพนะครับ

คำว่าคลัสเตอร์ (Cluster) ในความหมายนี้หมายความว่าเดิมทีขณะนี้เรามี ตำบลประมาณ ๗,๐๐๐ ตำบล แต่ว่ามีโรงพยาบาล รพ.สต. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล ก็คือสถานีอนามัยเดิมมีประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าแห่ง นั่นคือ ๑ ตำบล บางตำบล มีมากกว่า ๒ แห่งหรือ ๓ แห่งขึ้นไป เราก็จะรวมพวกนี้นะครับที่ดูแลประชากรให้มารวมเป็น กลุ่มกันเฉย ๆ เป็นกลุ่ม เป็นลักษณะการมารวมกันทางข้างนะครับไม่ใช่รวมเป็นอันเดียวกันเลย รวมการทำงานกันที่จะดูแลประชากร ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน เพื่อจะรวมประชากร เช่นที่ท่านณรงค์อธิบายเมื่อกี้ว่ามีทันตานามัยคือดูแลสุขภาพปากประชาชน ใน ๓-๔ แห่ง มีคนเดียว เพราะฉะนั้นแทนที่เขาจะดูศูนย์เดียวเขาก็จะดูทั้ง ๔ ศูนย์เลยนะครับ และแพทย์จากโรงพยาบาลอำเภอหรือที่เราเรียกว่าชุมชนก็จะหมุนเวียนมาอยู่นะครับ อาจจะมาที่ศูนย์นี้วันจันทร์ ศูนย์โน้นวันอังคาร ศูนย์โน้นวันพุธ สรุปแล้วก็จะมีแพทย์ หมุนเวียนมาครบทุกแห่ง ถ้ามีการรวมกันในลักษณะของคลัสเตอร์ (Cluster) นะครับ หรือจะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ยืนยันตามที่ท่านปานเทพได้เสนอครับว่าแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ขณะนี้ยังมีไม่พอครับ เท่าที่ทราบยอดขณะนี้ทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ ๓๐๐ คนนะครับ หากผิดพลาดต้องขออภัยด้วย แล้วก็จะมีแนวนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่จะเพิ่ม แพทย์เหล่านี้ให้ครบ ลองคิดดูสิครับถ้ามีให้ครบทุกที่ต้องมีไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ คนนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ในแต่ละที่เรามีพยาบาลที่เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติ แล้วก็สามารถ หมุนเวียนแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหรือเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ก็แล้วแต่จากโรงพยาบาลอำเภอคือที่เราเรียกโรงพยาบาลชุมชนครับหมุนเวียนไปแต่ละที่ได้ ถ้าเราเซตอัป (Setup) ระบบคลัสเตอร์ (Cluster) นี้ขึ้นมาได้ แล้วก็ต้องทำให้แพทย์เหล่านี้ สามารถอยู่ในระบบได้นะครับ เนื่องจากเขาจะรู้สึกว่าเขาจะต่ำต้อยกว่าแพทย์ประเภทอื่น ที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะครับ ถ้าเขาไม่พอใจในงานนั้น แต่ทำอย่างไรจะให้เขาอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการหรือเรื่องค่าตอบแทนก็แล้วแต่นะครับ ส่วนเรื่องอื่นผมขออนุญาต ให้ท่านณรงค์กรุณาเพิ่มเติมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ต่อไปขอเชิญท่านปลัดณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ครับ ตอบข้อชี้แจง

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ณรงค์ ขออนุญาตได้ตอบคำถามบางประเด็นนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการที่เราอยากจะ ปฏิรูประบบการเงินการคลังแล้วส่งเงินลงไปไว้ที่เครือข่ายบริการภายใต้การกำกับดูแลของ กรรมการสุขภาพระดับอำเภอ ประเด็นคงอย่างนี้ครับ ผมคิดว่างบประมาณหลักจริง ๆ ที่จะลงไป ในการที่จะทำงานเรื่องส่งเสริมป้องกันจะอยู่ที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประมาณการแล้วจะมีงบในด้านส่งเสริม ป้องกัน ต่อประชากรหัวหนึ่งประมาณ ๓๐๐ บาท เพราะฉะนั้นจะเป็นวงเงินตรงนี้ประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะลงไปสำหรับ การทำงานส่งเสริม ป้องกัน สิ่งที่เราเสนอในการปฏิรูปคือแทนที่กองทุนหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติอันนี้จะแบ่งเงินก้อนนี้ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ที่เรียกว่าเป็นไอเทมไมซ์ (Itemized) เช่น ถ้าทำงานเรื่องฟันได้เท่าไร ทำงานเรื่องคนพิการได้เท่าไร แล้วแต่ละเรื่อง ๆ ที่แบ่งเป็น ห้องเล็ก ๆ ก็ตามมาด้วยรายงานเรื่องอะไรต่าง ๆ เราอยากเห็นทั้งหมดส่งลงไปเป็นก้อน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการยังเหมือนเดิมไม่ได้มีการรวมเงินทุก ๆ ก้อนไว้ในที่เดียวกัน เพียงแต่ว่าแทนที่จะส่งลงไปเป็นช่องเล็ก ๆ ก็ส่งลงไปเป็นลัมป์ซัม (Lump sum) ในเงินก้อนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้จะไม่ได้ทำให้ระเบียบการเบิกจ่ายอะไรแตกต่างกันไปนะครับ คงนำเรียน เรื่องงบประมาณ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของหน่วยประเมินเห็นด้วยครับ และเราคิดว่าอันนี้ก็คือ การที่จะต้องปรับบทบาทของกรม กอง โดยเฉพาะกรมวิชาการในการที่จะเป็นผู้ประเมิน แทนที่จะเป็นผู้ที่จะทำแผนงานโครงการเอง เพราะฉะนั้นหน่วยงานประเมินต้องเป็น หน่วยงานนอกนะครับ ก็คงเห็นตรงกันนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าที่อาจจะเป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจก็คือ ที่กลไกอำเภอตามพื้นที่การปกครองเป็นอำเภอจะเป็นหัวใจ โดยเฉพาะกรรมการสุขภาพ ระดับอำเภอที่จะมองภาพทั้งอำเภอแล้วก็มีส่วนร่วมของทั้งท้องถิ่นแล้วก็องค์กรภาคเอกชน รวมทั้งข้าราชการในหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาค ท้องถิ่นหรือว่าภาคประชาสังคม จะรวมกันเพื่อที่จะบริหารจัดการงบประมาณก้อนนี้ในรูปของกรรมการสุขภาพระดับอำเภอนะครับ ก็คงเป็นทั้งหมดที่ผมขออนุญาตนำเรียนแล้วก็ประเด็นที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้พูดไว้ คงจะรับข้อสังเกตแล้วก็ไปปรับรายงานครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ที่ปรึกษาด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงข้อสังเกตของสมาชิกที่เกี่ยวข้อง กับยาและเภสัชกรครับ

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คงขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยในประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นนะครับ

ประเด็นหนึ่งของท่านนิกรที่เกรงว่าถ้าหมุนเวียนกำลังคน ถ้าเกิดปัญหา เฉพาะและระบาดเหมือนกันในพื้นที่มันจะเกิดปัญหาอะไร คือจริง ๆ การจัดหมุนเวียน กำลังคนเพื่อเราจะจัดบริการให้ครอบคลุมประชาชนพอ ๆ กัน โดยบุคลากรที่เท่าเทียมกัน จะได้มีประสิทธิภาพ แต่กรณีที่ถ้าเกิดปัญหาเฉพาะ เช่นโรคระบาดที่เกิดในพื้นที่ในอำเภอ เดียวกัน อันนั้นจะมีกลไกจังหวัดของเขตเข้ามาช่วย คงจะทำให้สบายใจมากขึ้นนะครับ

ประเด็นของท่านปานเทพที่เสนอว่าสิ่งที่น่าจะดำเนินการก่อนหน้านี้ คือเรื่อง ให้ความรู้ จริง ๆ คณะกรรมาธิการทางด้านสาธารณสุขก็กำลังทำรายงานเรื่องการสื่อสาร ด้านสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งจะมีการเสนอรายงาน คงจะภายใน อาทิตย์หน้าและอาทิตย์ต่อไป ก็คงจะตอบคำถามเรื่องของท่านปานเทพได้นะครับว่าเราเห็น ความสำคัญของการที่ประชาชนต้องมีความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้องในการเข้ารับบริการและ การดูแลตัวเองนะครับ

ของท่านสุวิระที่กรุณาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการจัดบริการน่าจะเป็นเชิงรุก เข้าถึงบ้าน แล้วก็ให้มีแพทย์หมุนเวียนมาช่วยรักษา อันนี้ในระบบที่เรากำลังจัดบริการคือ ไพรมารีแคร์ (Primary Care) ก็คงจะเน้นในเรื่องเชิงรุกอันนี้เป็นหลักอยู่แล้ว แต่ในระบบ ปัจจุบันบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่อยู่ในระดับ รพ.สต. หรือว่าโรงพยาบาลชุมชนก็พยายามเน้นในบทบาทเชิงรุกที่จะไปดูผู้ป่วยที่บ้านอยู่แล้ว ในระบบที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยที่บ้านปัจจุบันก็จะมีพยาบาล มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงบุคลากรด้านอื่นทั้งเภสัชที่จะไปดูผู้ป่วยที่บ้านว่ามีปัญหาพื้นฐานอะไรบ้าง โดยเฉพาะ ถ้าเมื่อไรมีการส่งต่อผู้ป่วยที่อาจจะมีความยุ่งยากขึ้นจากจังหวัดที่ใช้ยาอะไรที่ยุ่งยากขึ้น ก็จะมีส่งต่อผู้ป่วยไปที่ รพ.สต. หรือที่โรงพยาบาลชุมชน แล้วก็ส่งต่อยาไปให้ด้วย แล้วก็จะมี เจ้าหน้าที่ที่จะไปดูแลติดตามนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ในเรื่องเชิงรุกนี่ปัจจุบันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่บุคลากรทางการสาธารณสุขของเราตระหนักตรงนี้อยู่นะครับ

ในเรื่องระบบที่ท่านกรุณาอ้างอิงเรื่องร้านยาอะไรต่าง ๆ ที่ให้บริการไม่ดี ก็ต้องยอมรับว่าร้านยามันก็เป็นส่วนหนึ่ง จริง ๆ เจตนาคือต้องการให้ประชาชนเข้าถึงยา แต่เรื่องยามันเหมือนกับเป็นเรื่องธุรกิจด้วยมันก็เลยกลายเป็นเหมือนเป็นเรื่องค้าขายไปด้วย แต่ปัจจุบันถ้าไปบริการร้านยาก็อยากจะให้ดูว่ามีเภสัชกรอยู่หรือไม่นะครับ ก็คงสังเกตได้ง่าย แต่จริง ๆ ปัจจุบันในระบบให้บริการสาธารณสุขในระดับตำบลหรืออำเภอปัจจุบันนี้ในเกือบ ทุกอำเภอโรงพยาบาลชุมชนจะเป็นคนจัดหายาแล้วก็ให้ทางโรงพยาบาล รพ.สต. มาเบิกไปใช้กับ ผู้ป่วยได้ทั้งหมด ฉะนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องมาตรฐานเรื่องยาหรือการขาดแคลนยา โดยเฉพาะถ้าเป็นยาที่ รพ.สต. ไม่มีทางจังหวัดอะไรก็จะส่งยาลงไปด้วย แล้วก็มีเภสัชตามไป ดูที่บ้านด้วยที่เราเรียกเภสัชครอบครัวที่จะไปดูปัญหาการใช้ยาด้วย อันนี้ก็คิดว่าระบบ ในอนาคตถ้าเราสร้างจุดไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) ที่เข้มแข็งขึ้น ก็จะมีบุคลากรไปช่วยดูแลถึงที่บ้านได้มากขึ้นนะครับ

อีกท่านหนึ่งของท่านกษิตที่เสนอในลักษณะที่อยากกระจายแพทย์อะไรต่าง ๆ ที่ให้อยู่ในแต่ละระดับมากขึ้น คือในส่วนของกระทรวงตอนนี้เราก็มีการทำเรื่องเซอร์วิสแพลน (Service Plan) คือแผนพัฒนาบริการที่ให้เป็นเลิศ มีเรื่องมะเร็ง หัวใจ เด็ก ฉุกเฉินอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็กระจายทุกเขตอยู่ที่จะให้ทุกเขตมีศักยภาพเท่าเทียมกัน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะสาขา เรื่องโรคเรื้อรัง ๕ โรค ทุกจังหวัดก็จะเป็นศูนย์เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็จะมีแพทย์ คอยดูแลพื้นที่ในจังหวัด ฉะนั้นในอนาคตถ้าเราสามารถพัฒนาระบบเซอร์วิสแพลน (Service Plan) ที่ชัดเจนได้คิดว่าในอีกไม่นานในพื้นที่ประเทศไทยในแต่ละเขตในแต่ละจังหวัดน่าจะ มีการบริการที่เท่าเทียมกันนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านนิกร ท่านกษิตนะครับ เอาเฉพาะที่กรรมาธิการยังไม่ได้ชี้แจงประเด็นที่ท่านตั้งข้อสังเกต

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นเรื่องที่ได้ อภิปรายแล้วที่ยังไม่ได้ตอบที่จริงแล้วก็เป็นการรอสมาชิกด้วยเมื่อกี้ตอนอภิปรายมีประเด็น ค้างแล้วท่านประธานกดสีแดงผมก็กลัวก็เลยหยุดเสียนะครับ ยังไม่ได้ตอบก็คือตามที่ท่าน ตอบแล้วว่าจะเน้นเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก็กราบขอบพระคุณและคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก แต่มาตรา ๒๕๙ ท่านไม่ได้ตอบนะครับ มาตรา ๒๕๘ ก็คือเป็นแผนที่มี ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า มาตรา ๒๕๙ จริง ๆ แล้วขณะที่เขากำลังยกร่างอยู่ขณะนี้ยกร่างเป็นแผนภายใต้เวลา ๑๒๐ วัน แล้วก็ทำให้ได้ภายใน ๑ ปี แล้วคาดว่าจะมีผลภายใน ๕ ปี ตรงนี้เป็นประเด็นหลักที่สำคัญ ที่ผมห่วงมากก็คือว่าในเรื่องการปฏิรูป หมวดปฏิรูปทุกข้อมีหน่วยดูแลหมด ยกเว้นหน่วยสำคัญมาก ที่เกี่ยวกับเรื่องของพวกผมคือการเมืองไม่มีหน่วยดูแล เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่มี เรื่องอื่นก็มี ประกอบด้วยด้านการศึกษามี ยุติธรรมมี ตำรวจมี แต่ด้านอื่น ๆ ก็คือว่าเรื่องน้ำไม่มี เป็นด้านอื่น ๆ เรื่องการกระจายการถือครองที่ดินไม่มี เรื่องขยะมูลฝอยก็ไม่มี แต่ว่าเรื่องทั้ง ๓ เรื่องที่กล่าวแล้วตัวมันเองเป็นตัวรุกเอง เรื่องน้ำไม่มีการขาดแคลนน้ำ มันจะรุกกดดัน จนกระทั่งมี หรือการขาดแคลนการถือครองที่ดินประชาชนที่ไม่มีที่ดินก็จะรุกเอง เรื่องขยะ ความเสียหายของขยะตัวเขาเองจะรุกเอง ที่ผมห่วงก็คือของท่านนี่แหละเรื่องหลักประกัน สุขภาพซึ่งมีเขียนไว้ชัดเจนเรื่องปฐมภูมิอยู่แล้วก็อยากจะให้ท่านประสานตรงนี้กับแผนที่ว่า เพราะผมมองว่ามันเป็นช่องโหว่อยู่นิดหน่อยถ้าเติมได้เต็มแล้วก็อยากจะฝากนิดหนึ่งว่า ตามมาตรา ๒๕๙ นี่นะครับ เขียนไว้ซึ่งจะสอดคล้องกับที่ท่านเสนอก็คือท่านเสนอเดือนตุลาคม ใช่ไหมครับ ก็คือว่าอยู่ในระหว่างที่ถ้าสมมุติยังไม่เสร็จเขาบอกไว้วรรคสุดท้ายว่าในระหว่างที่ กฎหมายตามวรรคหนึ่งก็คือการปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ ให้หน่วยงานภาครัฐ ดำเนินปฏิรูปไปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน ก็หมายความว่าแผน ที่ท่านจะกำหนดสามารถเดินได้เลย แล้วก็พอไประยะตอนนั้นก็ค่อยพลิกกลับมาเป็นแผน ไปอ้างถึงมาตรา ๔๗ กับมาตรา ๕๕ ผมว่าความเห็นจะไปได้สวยทีเดียวนะครับ ก็กราบเรียน เป็นคำถามด้วยว่า คือถ้าไม่ทำเดี๋ยวท่านประธานจะว่า ผมก็เลยถามแต่ไม่ต้องการคำตอบก็ได้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน มีประเด็นเดียวเรื่องอยากจะ ขอให้ทางกรรมาธิการช่วยขยายความว่าจะพัฒนาบุคลากรอย่างไรทุกระดับ ผมขอความเห็น เบื้องต้นเสียก่อนระดับช่าง พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลอะไรไปจนถึงคุณหมออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าปัญหาคือมันถูกดึงกันไประหว่างโรงพยาบาลของหลวงกับเอกชน ดังที่ทราบกันดีอยู่ แล้วก็การเข้ามามีส่วนร่วมของทางภาคเอกชนในเรื่องของการที่จะสร้างบุคลากร

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งผมขอแถม ขออนุญาตนะครับ คือผมเพิ่งไปไต้หวันมา เมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็ได้คุยกับทางข้าราชการของสถานทูตซึ่งเรียกว่าสำนักงานการค้า ที่ไทเปกับนิสิต นักศึกษาของไทยกับคนไต้หวันโดยทั่ว ๆ ไป เขามีความชื่นชมต่อระบบ การบริการทางด้านสาธารณสุขของไต้หวันเป็นอย่างยิ่งแล้วก็สนนราคาถูกย่อมเยาแล้วก็หาหมอ หาแพทย์ได้ทันทีทันควัน ผมอยากจะขอเสนอต่อท่านประธานผ่านไปถึงกรรมาธิการว่าน่าจะ มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศให้มีคำสั่งไปที่สำนักงานที่ไทเปให้ช่วยทำรายงาน ขึ้นมาว่าระบบการรักษาพยาบาลของไต้หวันเขาเป็นอย่างไร ผมก็ไปมาหลายสิบประเทศ ผมคิดว่าระบบของเขาถือว่า ณ วันนี้น่าจะดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ เพราะว่าเป็น ๑ ใน ๔ ของข้อเสนอปฏิรูป

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นของท่านนิกรที่เมื่อกี้เสนอเรื่องร่างกฎหมายขับเคลื่อนขั้นตอน การปฏิรูปนะครับ มาตรา ๒๕๘ มาตรา ๒๕๙ ที่ดำเนินการที่ท่านยงยุทธเป็นประธานนะครับ ได้มีการกำหนดสาระเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไว้อยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญและเพิ่มเติมที่สำคัญนะครับ อันนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ก็กำหนดระยะเวลาการขับเคลื่อนอะไรก็ภายใน ๑ ปีหรือ ๕ ปีต้องเห็นผล อะไรจะเขียนตัวชี้วัดไว้หมด ในส่วนที่ท่านกษิตได้กรุณาถามเพิ่มเติมนะครับเรื่องแผนกำลังคน คือกระทรวงสาธารณสุขได้มีการวางแผนอย่างที่เมื่อกี้เรียนให้ทราบ จะมีแผนพัฒนาระบบบริการ ตอนนี้มีทั้งหมด ๑๕ แผน ตั้งแต่เรื่องกำลังคนในเรื่องเกี่ยวกับเอกซ์เซลเลนต์เซ็นเตอร์ (Excellent Center) เรื่องมะเร็ง เรื่องอะไรต่าง ๆ ครอบคลุมในบริการเกือบทุกประเภท ซึ่งในส่วนนี้ทางกระทรวงได้ให้ทุกเขตได้วิเคราะห์ส่วนขาดว่าแต่ละเขตขาดแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร หรืออะไร ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละแผนเท่าไร ต้องการกำลังคนเท่าไร และจัดขึ้นมา ทำแผนแล้วก็วางว่าในแต่ละช่วงเวลาในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละเขตจะส่งหรือว่าให้มี การศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นไหนบ้าง อันนี้จัดมาเป็นแผน ซึ่งแผนนี้ก็เข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุข กำลังจะนำแผนกำลังคนทั้งหมดที่วางความต้องการของบุคลากรทุกประเภทที่จะไปหารือกับ ทาง ก.พ. ต่อไปนะครับว่าจะวางแผนต่อไปได้อย่างไร แต่ในรายละเอียดมีการวิเคราะห์ ส่วนขาดของทั้งหมดไว้แล้วนะครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ ครับ

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตเรียนตอบ ท่านกษิตเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะครับ กรณีเรื่องแผนบุคลากร เนื่องจากว่ากระทรวงสาธารณสุข อินโวลว์ (Involve) ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ เป็นผู้ใช้นะครับ แต่ว่าการผลิตอยู่ในภาคของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก เพราะฉะนั้น การประสานงานบางครั้งก็ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แต่ส่วนใหญ่ก็ราบรื่นนะครับ แต่ว่ามันยัง ไม่สอดคล้องกันแล้วก็ยังเกี่ยวข้องกับ ก.พ. ที่จะพิจารณาอัตราบรรจุให้ด้วย ก็เลยคิดว่าเป็น แผนปฏิรูปอันหนึ่งของคณะกรรมาธิการเรานี่ครับที่ขอตั้ง คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา เพื่อจะรวบรวมพวกนี้ เพื่อให้เกิดเป็นเอกภาพ ในเรื่องของนโยบายในการที่จะนอกจากงานบริการแล้วก็คือเรื่องของคนจะได้ไปในทิศทาง เดียวกัน ทั้งการผลิต ทั้งการใช้งาน แล้วก็อัตรากำลัง แล้วก็การตอบแทนเขาให้เขาอยู่ในระบบได้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วกระทรวงศึกษาธิการผลิตมานะครับ พอบรรจุ ๒ ปีก็โดนภาคเอกชน ดึงตัวออกไป ไปเป็นหมอเสริมสวย รักษาสิว รายได้จะดีกว่าเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นต้นนะครับ แล้วทำอย่างไรจะให้เขาอยู่ ผลิตแล้วให้เขาอยู่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ขออนุญาตตอบท่าน ส่วนประเด็นที่ท่านถามค้างไว้อีกอันหนึ่งคือเรื่องของโรงเรียนแพทย์ ทำไมไม่ให้โรงเรียนแพทย์ภาคเอกชนเปิด อันนี้ขออนุญาตตอบแทนแพทยสภานะครับ เพราะว่าบทบาทนี้เป็นบทบาทของแพทยสภาที่จะกำหนดมาตรฐานเท่านั้นเอง ไม่ได้ห้ามครับ ไม่ได้ห้ามภาคเอกชนในการผลิตครับ เพียงแต่ถ้าผ่านมาตรฐานก็อนุมัติและมาตรฐานนี้ จะกำหนดทั้งเรื่องของวิชาการ เรื่องของบุคลากร หมายถึงอาจารย์แล้วก็สถานที่ว่า ถ้ามีปริมาณตามนี้แล้วผลิตแพทย์ได้กี่คน ถ้าจะขยายอะไรนี่จะขยายได้เท่าไรเป็นเรื่องของ แพทยสภาครับ แล้วก็ไม่ได้ห้ามครับ ไม่ได้ห้าม ขออนุญาตตอบแทนครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูประบบ บริการปฐมภูมิแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขอเวลาสักครู่ให้สมาชิกได้เดินทางเข้ามาในห้องประชุมนะครับ เพราะว่าประชุมกรรมาธิการ กันหลายคณะมากวันนี้ ระหว่างนี้อยากจะให้กำลังใจกรรมาธิการสาธารณสุขแล้วก็สมาชิกนะครับ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในเรื่องของดัชนีสุขภาพสูงที่สุดเป็นอันดับ ๔ ของโลก ที่เรียกว่าเฮลท์ แคร์ อินเดกซ์ (Health Care Index) แล้วก็เป็นอันดับ ๒ ของโลก ในความสามารถที่แก้ปัญหาการติดต่อแพร่เชื้อซิฟิลิสและโรคเอดส์จากมารดาสู่เด็กนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ๒ ปีของการปฏิรูปประเทศของเรานะครับ ก็อัปเกรด (Upgrade) ระบบสุขภาพของเรามา ดังนั้นเรื่องของข้อเสนอแผนปฏิรูปต่าง ๆ ของกรรมาธิการ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็ได้จัดทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์มาหลายแผนเกือบจะ ครบถ้วนหมดแล้ว อันนี้ก็เป็นแผนหนึ่งนะครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนหมดแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป ระบบบริการปฐมภูมิหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียงลงคะแนน ถ้าใช้สิทธิ ครบถ้วนแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนน ผลของการลงคะแนน เป็นดังนี้นะครับ จากจำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่องการปฏิรูประบบบริการ ปฐมภูมิแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่าน

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ และร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือขออนุญาต ให้อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และ ด้านโทรคมนาคมเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๑๑ ท่าน คือ คือ ๑. พลอากาศเอก ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ๒. พลเรือเอก อภิชัย อมาตยกุล ๓. นายจำลอง อนันตสุข ๔. ร้อยโท เจษฎา ศิวรักษ์ ๕. นายสาโรช บุญแสง ๖. นาวาตรี ธงชัย คอนทองคำ ๗. นายเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ ๘. นายเฉลิมชัย ก๊กเกียรติกุล ๙. นายสมบัติ ลีลาพตะ ๑๐. นายมณฑล เจียมเจริญ ๑๑. นางพรรณประภา อินทรวิทยนันท์ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ เมื่อท่านประธาน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร พร้อมแล้วก็ขอเชิญรายงานต่อที่ประชุมครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านรองประธาน ท่านสมาชิก สปท. ที่รักและเคารพทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ขออนุญาตนำเสนองานชิ้นที่ ๖ ของคณะกรรมาธิการ ก็คือ การขอแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ได้ใช้งานมา ๘-๙ ปีแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สปช. ไม่ได้ศึกษามาก่อน ในอดีต ท่านประธานที่เคารพครับ สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่านในห้องนี้มาทำงานเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ ท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ท่านได้สั่งการ ให้หน้าห้องของท่านติดต่อกระผมให้ไปพบ กระผมได้ขออนุญาตเข้าพบท่านประธาน ที่ห้องทำงานของท่านที่ชั้น ๓ ของอาคาร ๑ แห่งนี้ และท่านก็ได้เล่าเรื่องต่าง ๆ ของประชาชน ของสื่อมวลชน แล้วท่านก็ให้โจทย์มา ๔ ข้อ ซึ่งโจทย์ทั้ง ๔ ข้อนั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวเนื่องกัน

โจทย์ข้อแรก ก็คือการใช้อุปกรณ์วิทยุที่ติดตั้งในรถแท็กซี่ รวมถึงสถานีฐาน เบสสเตชัน (Base Station) ด้วย

โจทย์ข้อที่ ๒ คือสถานีวิทยุกระจายเสียงทั้งประเภทสาธารณะและชุมชน และธุรกิจที่บรอดคาสต์ (Broadcast) ให้ประชาชนได้ฟังทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด

โจทย์ข้อที่ ๓ คือการประกอบการของโทรทัศน์ดาวเทียม

โจทย์ข้อที่ ๔ คือการประกอบการของเคเบิลทีวี (Cable TV) แบบบอกรับสมาชิก

จากการไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก็จะสอดคล้องกับที่ท่านประธาน ให้โจทย์มา ๔ ข้อนะครับ ก็คือเราพบว่าผู้ประกอบการ ผู้รับใบอนุญาต ผู้ดำเนินรายการ จำนวนมากครับ ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่จะมีบางส่วน บางกลุ่ม บางสถานี ที่พิธีกรใช้คำล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น นี่ครับ เป็นโจทย์ที่ผมจะว่ายาวเลยที่ท่านประธานทินพันธุ์ท่านได้ให้โจทย์มานะครับ การใช้คำพูด ที่เกิดการเข้าใจผิด เกิดการแตกแยก การพูดจาส่อเสียด ดูหมิ่น เหยียดหยาม การโฆษณา สรรพคุณของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกระทะ เครื่องออกกำลังกาย ยา ปุ๋ย โฆษณาเกินเลยความจริง การใช้คำพูดหลอกลวงผู้ฟัง ผู้ชม ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ การก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เชื่อในเรื่องของโชคลาง ต่าง ๆ เกิดความไม่เป็นธรรม เกิดการแบ่งกลุ่ม แบ่งฝ่าย เลือกสี เลือกข้าง ขัดขวางการทำงาน ของข้าราชการและรัฐบาล กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัว สถาบันโรงเรียนและสถาบันศาสนา และอันสุดท้าย ที่ผมจะกราบเรียนก็คือพาดพิงและล้มล้างสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของประชาชนชาวไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกสะสมมานาน แล้วก็ได้รับการแก้ปัญหาโดยท่านผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี ๒๕๕๗ และต่อมาท่านก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่เราเรียกกันว่านายกลุงตู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องจำเป็น เรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า คณะกรรมาธิการเราศึกษาดูแล้วแล้วก็เสนอว่าสามารถ แก้ไขปัญหาได้เป็น ๒ ระยะ ในระยะสั้น หรือระยะแรกเร่งด่วนที่ควรกระทำก็คือที่ผมจะ กราบเรียนต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการท่านสมาชิกในวันนี้คือการขอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี ๒๕๕๑ ในประเด็นเร่งด่วนจาก เอกสารที่กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ท่านดูในเอกสารหน้า ๑๑ ข้อ ๓.๑ จะมีเป็น ๙ ประเด็นด้วยกันครับ คือเรื่องของใบอนุญาตประกอบกิจการ เรื่องอายุของ ใบอนุญาต เรื่องการป้องกันและการนำเสนอเนื้อหารายการที่ไม่เหมาะสม เรื่องของการหา รายได้จากการโฆษณา เรื่องการกำกับดูแล เราจะเพิ่มการกำกับดูแลขึ้นไปอีก ๒ ระดับ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนในลำดับต่อไป เรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของโครงข่าย ๑. โครงข่าย ๒. เครื่องส่ง ๓. อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนะครับ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องมาตรการกำกับดูแล และเรื่องสุดท้ายซึ่งจะเพิ่มเข้าไปคือเรื่องของการกำกับดูแล ผู้ประกอบการเดิมที่เป็นส่วนงานของราชการและรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมด ๙ หัวข้อ คือการขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี ๒๕๕๑ ในพระราชบัญญัติเดิม ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ ผมนำเสนอในวิป (Whip) ไม่ได้มอบ ไม่ได้แจกตัวฉบับเดิมซึ่งมีทั้งหมด ๘๐ มาตรา ๓๑ หน้า ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ในวันนี้ผมจะกราบเรียนท่านทั้งหมด ๘๐ มาตรา แต่จะไป อย่างเร็ว ๆ เพราะว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวเนื่องโยงยึดกันอยู่แล้วก็พอไปถึงมาตราใดที่จะแก้ ผมจะลงลึกในตรงนั้นนานหน่อย ทั้งหมด ๘๐ มาตรา กรรมาธิการของผมเสนอแก้ ๑๗ มาตรา ในหัวข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวนอกเหนือจากแก้ พ.ร.บ. ในข้อแรกก็คือ ทุนมนุษย์นั้นสำคัญยิ่งกว่ากฎกติกา เราจะต้องพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ถ้าท่านดูในเอกสารที่แจกท่านดูหน้า ๒๒ ผมกำลังพูดถึง ข้อ ๓.๒ คือการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบกิจการ ผู้รับใบอนุญาตและผู้ประกอบวิชาชีพ และวิทยุโทรทัศน์ ที่เราต้องพัฒนาทุนมนุษย์ก็เพราะว่าปัญหาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือรายการทางวิทยุและโทรทัศน์ รวมไปถึงเคเบิลทีวี (Cable TV) และแซทเทลไลต์ทีวี (Satellite TV) จากจานดาวเทียม ก็คือมีเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายใช้เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยก การโฆษณาอาหารและยาเกินจริง และหลอกลวง การรบกวนวิทยุสื่อสารการบินนานาชาติ คือบริษัทวิทยุการบินและนักบิน ของสายการบินทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นโลคัล (Local) ในประเทศไทย และเป็นอินเทอร์เนชันนัล (International) ที่บินมาจากต่างประเทศทั่วโลก เวลาเขาบินเข้ามานี้เขารายงานครับว่า มีเสียงรบกวนจากวิทยุภาคพื้น วิทยุภาคพื้นทั้งสาธารณะ ทั้งชุมชนและทั้งธุรกิจ ซึ่งพอไป รบกวนเสร็จก็จะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างนักบินกับหอบังคับการบินทำไม่ได้หรือฟัง ไม่รู้เรื่องก็จะเกิดอันตรายนะครับ จากการศึกษาก็พบว่ามี ๓ ปัจจัยหลักที่เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้

ข้อ ๑ ก็คือขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบ เนื้อหารายการที่ออกอากาศ เราจึงต้องสร้างกลไกนะครับ

ข้อ ๒ สื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์อยู่ในโครงสร้างการดำเนินงานภายใต้การควบคุม ของรัฐเป็นเวลานานทำให้เนื้อหาและรูปแบบรายการขาดความหลากหลาย หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าของสื่อถือรูปแบบเดิม ๆ หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะตามมา

และอันสุดท้ายขาดเอกภาพทางอุดมการณ์วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ทำให้การกำกับดูแลกันเองของสื่อซึ่งเขาก็รับปากว่าจะกำกับดูแลกันเองแต่ก็ทำไม่ได้

ดังนั้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ กรรมาธิการก็เสนอแนะว่า

ข้อ ๑ สมควรที่จะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการส่งเสริม หรือพัฒนาศักยภาพของสื่อมวลชนเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรม จรรยาบรรณของสื่อให้ได้รับ ความเข้าใจก่อนเข้าสู่วิชาชีพนี้ หรืออาจจะขอเงินจากกองทุน กทปส. ในการสนับสนุน การเตรียมการในเรื่องนี้

ข้อ ๒ กสทช. ควรทำแผนพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ให้เข้าใจในเรื่องของกฎหมาย หลักเกณฑ์ การผลิตรายการที่ดีและมีคุณภาพ

ข้อ ๓ การส่งเสริมการรวมกลุ่มซึ่งก็เป็นหัวข้อหลัก เป็นหัวข้อหนึ่งใน พ.ร.บ. องค์กร กสทช. ๒๕๕๓ และใน พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ นี้นะครับ คือการส่งเสริมการรวมกลุ่มพัฒนาเรื่องของจริยธรรม

ข้อ ๔ ส่งเสริม สนับสนุนการปฏิบัติการที่มีคุณภาพ ซึ่งในเรื่องนี้กองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อาคารไอทาวเวอร์ก็ได้จัดสรรทุนให้กับผู้มาขอรับทุนปีละเป็นร้อย ๆ ล้านบาท จัดมาแล้ว หลายปี มีผู้ผลิตคอนเทนต์ (Content) ไปขอรับทุนจากที่นั่นนะครับ ซึ่งในปี ๒๕๕๙ นี้ ได้วางแผนจะสนับสนุนทุนให้กับผู้มาขอถึง ๙๐๐ ล้านบาทครับ

อันสุดท้ายหน่วยงานการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ควรที่จะมีหลักสูตร อบรมบทบาทหน้าที่และการรู้เท่าทันสื่อนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์มีชัยที่ผ่าน การทำประชามติไปเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมเรียบร้อยแล้ว ในมาตรา ๗๗ หน้า ๒๓ ได้สรุป สาระสำคัญก็คือก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับรัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน คณะอนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการ ของกระผมก็ได้ทำแบบสอบถามนะครับ เราได้ทำแบบสอบถามเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มวิทยุกลุ่มหนึ่ง กลุ่มโทรทัศน์อีกกลุ่มหนึ่ง และกระผมและคณะก็ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นที่เชียงใหม่ ที่ขอนแก่น ที่สุราษฎร์ธานี ที่ชลบุรี และครั้งสุดท้ายนักวิชาการใน กทม. ทั้งหมดจัดที่ กสทช. อีก ๑ วันนะครับ โดยได้เดินไปวันพฤหัสบดีบ่ายหลังจากประชุม วิป (Whip) แล้ว แล้วก็อยู่ค้างคืน แล้วก็วันศุกร์สรุปนะครับ มีที่เชียงใหม่ที่เราต่อวันเสาร์นะครับ เพราะว่าผู้ประกอบการ ผู้รับใบอนุญาตที่เชียงใหม่มากันเยอะ มาจากรอบ ๆ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปผมขออนุญาตนำเสนอการขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ ทั้งหมด ๑๗ มาตรา โดยกระผมจะขออนุญาตไปควบคู่กับ พ.ร.บ. เดิมนะครับ พ.ร.บ. เดิมที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ มีทั้งหมด ๘๐ มาตรา ผมจะไปอย่างเร็ว ๆ แล้วไปถึงมาตราใด ที่จะแก้ผมจะหยุดตรงนั้นแล้วก็ลงลึกนะครับ ในเอกสารที่กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ท่านดูในแผ่นขวางได้เลยครับ แผ่นขวางคือผนวก ข ผมจะเริ่มจากตัว พ.ร.บ. เดิมนะครับ พ.ร.บ. เดิมมาตรา ๑ มาตรา ๒ ผ่านไปเลยนะครับ

มาตรา ๓ จะไปกล่าวถึงการยกเลิก พ.ร.บ. เดิม ๆ

มาตรา ๔ เป็นคำจำกัดความว่ากิจการกระจายเสียงคืออะไร โทรทัศน์คืออะไร โครงข่ายคืออะไร อันนี้ไม่แตะไม่แก้นะครับ

มาตรา ๕ เรื่องของคณะกรรมการ พอมาหมวดในหน้า ๖๔ หมวด ๑ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

มาตรา ๗ เราขอแก้ครับ คือแต่เดิมเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของวิทยุและ โทรทัศน์ในอดีตนั้นเป็นแบบอนาล็อก (Analog) พอในปี ๒๕๕๕ มีการประมูลดิจิทัลทีวี (Digital TV) คลื่นอนาล็อก (Analog) ๑ คลื่นเราสามารถมาทำดิจิทัล (Digital) ได้ถึง ๖ ช่อง ท่านประธานและท่านสมาชิกจะเห็นว่าในอดีตเรามีทีวี (TV) ดูอยู่ไม่กี่ช่องเพราะเป็นระบบ อนาล็อก (Analog) พอเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ปุ๊บช่องมันเยอะเลย จึงมีการประมูลทีวีดิจิทัล (TV Digital) ๒๔ ช่อง ดังนั้นกฎหมายที่ออกในปี ๒๕๕๑ มันจึงไม่สอดคล้อง เราจึงเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ก็จึงเพิ่มคำว่าลักษณะและประเภทเข้าไปในมาตรา ๗ ต่อไปใน พ.ร.บ. ฉบับแม่

มาตรา ๘ มาตรา ๙ ไม่ได้แก้นะครับ

มาแก้มาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ ผมเล่าของเดิมก่อนนะครับ ในมาตรา ๑๐ นี้ ได้กำหนดไว้ว่าใบอนุญาตในการประกอบกิจการที่ใช้คลื่น คือใบอนุญาตในการประกอบ กิจการมี ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ใช้คลื่นในการออกอากาศกับกลุ่มที่ไม่ใช้คลื่น กลุ่มที่ไม่ใช้คลื่น คือเคเบิลทีวี (Cable TV) มันไม่ใช้คลื่นเพราะสัญญาณเราไปทางสายมันจึงไม่ได้ใช้คลื่น ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้กราบเรียนต่อไป ในกลุ่มของการใช้คลื่นนั้นได้แบ่งใบอนุญาตออกเป็น ๓ ประเภทครับ คือ ๑. สาธารณะ ๒. ชุมชน ๓. ธุรกิจ เราแยกเป็น ๓ ประเภท และในประเภทที่ ๑ สาธารณะนั้นก็ยังมีประเภท ๑ ๒ ๓ ส่วนของชุมชนมีอันเดียว ไม่แยก และในประเภทธุรกิจนั้นแบ่งออกเป็น ๓ คือ ๑. ระดับชาติ ๒. ระดับจังหวัด ๓. ระดับท้องถิ่น อันนี้เป็นกฎหมายเดิมที่เขาเขียนไว้ ทีนี้ประเด็นที่กรรมาธิการของผมและคณะได้ขอแก้ก็คือ ขอเพิ่มในข้อ ๔ เป็นการให้บริการแบบประยุกต์หรือสื่อประสม ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมันไปด้วยเราสามารถดูการบรอดคาสต์ทีวี (Broadcast TV) ๒๔ ช่องทางมือถือได้ จึงเป็นที่มาของการเพิ่มในข้อ ๔ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๐ นั้นก็เพิ่มข้อ ๔ เข้าไป คือการให้บริการ แบบประยุกต์

ต่อไปมาตรา ๑๑ ไม่ได้แก้ครับ

มาตรา ๑๒ อันนี้ขอแก้ครับ แก้อย่างไร คือแต่เดิมอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า การให้บริการมี ๓ ประเภท คือ ๑. สาธารณะ ๒. ชุมชน และ ๓. ธุรกิจ ในประเภทที่ ๒ ชุมชน เราเพิ่มคำจำกัดความหรืออยากให้ชัดเจนว่าชุมชนที่ว่านี้คือการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในชนบทหรือชุมชนในเมือง คือการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน ในการกำกับในอดีตที่ผ่านมามันมีปัญหาในเรื่องของชุมชน เชิงประเด็นครับ เขาชอบประเด็นเดียวกันแต่อยู่คนละจังหวัด แล้วเขาก็เลยมาขอ ในใบอนุญาตที่กำกับนั้นเราอยากที่จะให้ชุมชนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้จะเป็นเพศหญิง เพศชาย จะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ แต่อยู่ชุมชนตรงนี้ ตำแหน่งนี้ จังหวัดนี้จึงเพิ่มคำว่าชุมชนเชิงกลุ่ม ไม่ใช่ชุมชน เชิงประเด็นนะครับ อันนั้นคือมาตรา ๑๒

ต่อไปมาตรา ๑๓ ถึง ๑๖ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๑๓ คือผู้ขอรับใบอนุญาต ทางธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลจะต้องมีการถือหุ้นเท่านั้นเท่านี้อะไรอย่างนี้

มาตรา ๑๔ ไม่ได้แก้ครับ คุณสมบัติผู้ที่จะมาขอรับใบอนุญาต

มาตรา ๑๕ ก็เรื่องของคุณสมบัติ ต้องมีสัญชาติไทย ต้องมีหุ้น ๓ ใน ๔ อะไรอย่างนี้นะครับ

มาตรา ๑๖ ก็ไม่ได้แก้ อันนี้แค่เป็นการยื่นคำขอรับอนุญาต

ทีนี้มาดูมาตรา ๑๗ เราขอแก้ครับ เราขอแก้โดยเพิ่มคำว่า ในการจัดสรร แต่เดิมเขียนไว้ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ในที่นี้เราจะเขียนเพิ่ม ให้ชัดเลยนะว่า ทั้งนี้จะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจในการประกอบกิจการบริการชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ของใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เราใส่ให้ชัดไปเลยเพราะต้องการให้การจัดสรรคลื่นความถี่นี้ กระจายไปถึงการบริการชุมชน และในนี้เขียนไว้ด้วยเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร

ต่อไปเป็นมาตรา ๑๘ เรื่องอายุของใบอนุญาตอันนี้เราขอแก้ครับ เรื่องอายุของ ใบอนุญาตเดิมกำหนดไว้ว่า อายุของใบอนุญาตวิทยุนี้ประกอบการมีอายุ ๗ ปี ๗ ปีขอครั้งหนึ่ง ๗ ปีหมดอายุแล้วก็มาขอใหม่ ของโทรทัศน์ก็ ๑๕ ปี อันนี้ พ.ร.บ. เดิมเขียนไว้ อันใหม่เราขอแก้ ขอแก้วิทยุเหมือนเดิม ๗ ปีไม่แก้ ส่วนโทรทัศน์ขอแก้จาก ๑๕ ปี เป็น ๒๐ ปี ทั้งนี้เหตุผลก็คือว่า ในการประกอบธุรกิจโทรทัศน์มันต้องลงทุนสูงครับ ถ้าหากว่าอายุของใบอนุญาตสั้นก็จะ ไม่เป็นสิ่งดึงดูดใจผู้ประกอบการให้มาลงทุน ไม่เกิดการแข่งขัน ช่องจะน้อยไม่ใช่ผลดีครับ ดังนั้นเราจึงเพิ่มอายุใบอนุญาตจาก ๑๕ ปีเป็น ๒๐ ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีโอกาส อย่างดิจิทัลทีวี (Digital TV) ที่ท่านประธานและท่านสมาชิกได้เห็นเขาก็มาประมูลกันลงทุนเยอะ ไปกู้เงินธนาคารมาแล้วก็ลงทุน ในปีแรก ๆ เขาต้องไปจ้างนักจัดรายการไปหาซื้อคอนเทนต์ (Content) ทั้งไทยและต่างประเทศมาลงแล้วก็ผลิตรายการ มีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรต่ออะไรพวกนี้อีก ในปีแรก ๆ เขาก็คงจะยังไม่ค่อยมีกำไร ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ก็คงจะดียิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นอายุ ของใบอนุญาตถ้าเผื่อว่ามันยาวพอก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ธุรกิจนี้เกิดความหลากหลายแล้วก็เติบโต ส่วนใบอนุญาตของเคเบิลทีวี (Cable TV) เดิมไม่ได้กำหนดไว้ให้ใน พ.ร.บ. เดิม ในนี้เราใส่ไว้ด้วย ก็เป็น ๑๕ ปี มาตรา ๑๘ ครับ

ต่อไปมาตรา ๑๙ เป็นเรื่องของค่าธรรมเนียมครับ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อันนี้เราไม่ได้ไปแตะนะครับ

มาตรา ๒๐ เราแก้ครับ ผมกราบเรียนมาตรา ๒๐ เดิมก่อนนะครับ เขียนไว้ว่า ในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์อันนี้จากการรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะนะครับ กรมประชาสัมพันธ์อยู่ในการประกอบการประเภทที่ ๑ และที่ ๓ ของสาธารณะ ซึ่งในนี้เขาเขียนไว้ชัดเลยครับ เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วประกาศเมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ว่าท่านโฆษณาไม่ได้ และกรมประชาสัมพันธ์ก็เกิดปัญหาเพราะว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล ก็มีจำนวนจำกัด เพราะฉะนั้นเขาก็อยากโฆษณาครับ แต่ในประเภทที่ ๒ ของ พ.ร.บ. เดิม ไปเขียนไว้ในเรื่องของความมั่นคงแล้วก็บรรเทาสาธารณภัย ใครที่มาทำด้านนี้ให้โฆษณาได้ เท่าที่จำเป็นในการประกอบกิจการนะครับ ผมนำเสนอในวิป (Whip) กรรมการในวิป (Whip) ก็ถามผมว่าโฆษณาหารายได้เท่าที่จำเป็นในการประกอบกิจการนี้เป็นอย่างไร คืออย่างนี้ครับ ซึ่งเดี๋ยวนายสมบัติก็จะตอบขยายความให้ด้วยนะครับ คือในการประกอบธุรกิจท่านมี ค่าอาคารสถานที่ ท่านมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเครื่องปรับอากาศ ท่านมีเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ยามไปจนถึงผู้ดำเนินรายการนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้มันคือค่าใช้จ่ายมันเป็นคณิตศาสตร์ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน และในกฎหมายมาตรา ๒๔ เขาบอกไว้ว่าผู้ประกอบการจะต้อง เสนอบัญชีรายรับรายจ่ายให้ กสทช. ตรวจ นี่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าอนุญาตให้ท่าน โฆษณาได้เท่าที่จะประกอบกิจการอยู่ได้โดยไม่แสวงหาผลกำไร ก็นี่ครับเวลาในการโฆษณา ในนี้จะเขียนไว้ว่าท่านโฆษณาได้ชั่วโมงละ ๑๒ นาทีครึ่ง เฉลี่ยรวมแล้วไม่เกินชั่วโมงละ ๑๐ นาทีตลอดทั้งวัน และค่าโฆษณาท่านได้มาเท่าไรผู้ที่ให้ค่าโฆษณาท่านมันชัด ให้มาเท่าไร บริษัทไหนให้มากี่บาท ให้มากี่ชั่วโมง มันรวมได้ครับเป็นวันเป็นเดือน ก็มาเทียบกับค่าใช้จ่าย ที่ท่านจะต้องจ่ายในแต่ละวัน ค่าโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ยาม เจ้าหน้าที่ พนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ นี่แหละครับ เพราะฉะนั้นนี่คือมันจะมีรายรับและรายจ่ายแล้วก็มาดูว่าเพียงพอต่อ การประกอบกิจการโดยไม่แสวงหาผลกำไรครับ จากประเด็นในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการของผม ก็เลยเสนอว่าแทนที่จะโฆษณาได้เฉพาะประเภท ๒ ประเภท ๑ กับประเภท ๓ ห้าม เพราะฉะนั้นก็ให้โฆษณาได้เท่าที่จำเป็นเหมือนกันทั้ง ๓ ประเภทนะครับ เป็นข้อเสนอครับ นั่นคือการขอแก้ในมาตรา ๒๐

ต่อไปมาตรา ๒๑ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๒๑ เขียนไว้ว่าในการประกอบ กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ชัดแล้วครับ นี่คือเป็นที่มาที่เวลาคณะของผมไปรับฟัง ความคิดเห็น โดนถามมากเลยคือมาตรา ๒๑ นี้เอง เพราะในนี้เขาเขียนไว้ชัดว่าผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการบริการชุมชนจะหารายได้จากโฆษณาไม่ได้ วิทยุชุมชนนี้โฆษณาไม่ได้ครับ แต่ผู้ประกอบการที่มีอยู่เดิมถึง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศทุกภาคนี้เขาอยากโฆษณา คณะของผมก็ตอบถ้าอยากโฆษณาท่านก็มาประกอบการในธุรกิจสิครับ ธุรกิจท่านโฆษณาได้ ไม่เอา ผมอยากอยู่ชุมชนแต่อยากโฆษณา นี่ครับก็เป็นประเด็น เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๑ มันเขียนไว้อย่างนี้ครับมันเขียนไว้และประกาศตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่ข้อนี้ผมก็ไม่ได้แก้

มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ ไม่ได้แก้ครับ มาตรา ๒๒ คือส่งเงินรายปี เข้ากองทุน กทปส.

มาตรา ๒๓ พูดถึงการโฆษณา ๑๒ นาทีครึ่งต่อชั่วโมง ๑๐ นาที

มาตรา ๒๔ คือผู้รับใบอนุญาตจะต้องจัดทำรายงานสถานะทางการเงิน แสดงรายรับรายจ่ายที่ถูกต้องและเป็นจริงเสนอต่อคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเรื่องรายรับรายจ่าย จะต้องแสดงบัญชี ซึ่งในตอนท้าย ๆ มันจะมีครับว่าถ้าผู้ประกอบการใดปฏิบัติผิดตาม ข้อ ๒๔ มันมีโทษครับ โทษทางปกครองคือปรับ และโทษทางอาญา มันมีโทษทางอาญาด้วย

มาตรา ๒๕ ก็ไม่ได้แก้ครับ ก็คือเรื่องลักษณะต้องห้าม มาตรา ๘ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕

มาตรา ๒๖ อันนี้ขอแก้ครับ มาตรา ๒๖ ของเดิมเขียนไว้ว่าให้นำความ ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๘ คืออายุใบอนุญาตครับ มาตรา ๑๙ คือ ค่าธรรมเนียม มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงตามมาตรา ๒๕ คือแต่เดิมนี่ครับ ของเคเบิลทีวี (Cable TV) และแซทเทลไลต์ทีวี (Satellite TV) เราไม่ได้ เขียนเอาไว้ ดังนั้นอันนี้คือเพิ่มมาตรา ๑๐ เข้าไปในข้อนี้เท่านั้นเอง ก็คือแบ่งประเภท แบ่งประเภทเป็นสาธารณะ ชุมชน และธุรกิจ พอแบ่งประเภทเสร็จปุ๊บก็จะต้องมีการทำ สัดส่วนรายการ จะต้องแจ้งเรื่องผังรายการนะครับ เราก็จะไปตรวจดูตรงนั้นครับ ซึ่งผังรายการนั้นในทางปฏิบัติเมื่อผู้ประกอบการเสนอผังรายการแล้วอยากจะปรับเปลี่ยน ผังรายการทำได้ก็แจ้งไป ทาง กสทช. ก็ให้เปลี่ยนตามนั้น ก็ขอให้ส่งผังรายการแล้วกันนะครับ มาตรา ๒๖ แก้ผ่านไปแล้วนะครับ

มาตรา ๒๗ เป็นเรื่องการกำหนดเรื่องสัดส่วนรายการ ผังรายการ การหารายได้ และการบันทึกเทป (Tape) การบันทึกเทป (Tape) ในทางปฏิบัติก็คืออยากให้บันทึกเทป (Tape) เอาไว้สัก ๓๐ วัน ผู้ประกอบการที่จากการไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะนี่นะครับ ท่านก็ต่อรองนะครับท่านบอกว่าบันทึกไว้ตั้งเยอะ แล้วก็ไม่ได้มาขอดู เขาต้องเตรียมเครื่อง ที่จะบันทึกเทป (Tape) ไปเก็บได้ถึง ๑ เดือน เขาบอกเก็บไว้วันเดียวได้ไหมนะครับ คือในกรณีที่ทางคณะกรรมการต้องการดูรายการย้อนหลังเพื่อจะไปตรวจสอบดูที่มีคน ร้องเรียนมา การออกอากาศไม่เหมาะสมอย่างนั้นอย่างนี้เราจะไปขอดูเทป (Tape) ไปขอฟัง เสียงครับ

แต่มาตรา ๒๘ เราไม่ได้แก้นะครับ

มาตรา ๒๙ นี่ขอแก้นะครับ คือมาตรา ๒๙ อยู่ในส่วนที่ ๓ เรื่องการบริหารสถานี ของเดิมเขียนไว้ว่าในการประกอบกิจการให้ผู้รับใบอนุญาตแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย เป็นผู้อำนวยการสถานี เขาเขียนไว้แค่นี้ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพอเกิดข้อร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ทางคณะกรรมการก็ไปที่ผู้รับใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตก็บอกว่า เป็นเรื่องของผู้อำนวยการสถานี พอไปถามผู้อำนวยการสถานีท่านก็ส่งต่อไปครับบอกว่า เป็นเรื่องของผู้ดำเนินรายการหรือผู้จัดรายการซึ่งรับช่วงไป ดังนั้นจากปัญหาตรงนี้เราก็เลย เขียนใส่ไว้ให้มันชัดไปเลยนะครับ เพื่อให้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมของผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการก็จะต้องได้รับบัตรผู้ประกาศครับ บัตรผู้ประกาศได้มีการจัดอบรมโดย กสทช. และมีหน่วยงานที่ทำเอ็มโอยู (MOU) กับ กสทช. ไว้อีก ๑๖ หน่วยงาน เป็นการอบรม ในระดับชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ปัจจุบันนี้มีการทำเอ็มโอยู (MOU) ให้กับ ๑๖ หน่วยงานนี่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ที่ท่านไปจัดอบรมแทนได้เลย ๑. คือกรมประชาสัมพันธ์ ๒. กองทั พบก ๓. กองทั พเรือ ๔. อสมท. ๕. มหาวิทยาลั ยสุ โขทั ยธรรมาธิราช ๖. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๗. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ๘. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ๙. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๑๐. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ๑๑. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ๑๒. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ๑๓. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ๑๔. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี ๑๕. สมาคมวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ภาคประชาชน และสุดท้าย ๑๖. คือสมาคมสื่อมวลชนภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย ทั้ง ๑๖ หน่วยงานนี้ได้ทำเอ็มโอยู (MOU) กับสำนักงาน กสทช. แล้วก็นำเอกสารหลักสูตรไป แล้วท่านก็ไปจัดอบรม ใบผู้ประกาศได้เลยนะครับ ในอดีตงานในเรื่องนี้นี่อยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ หลังจากที่มี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี พ.ร.บ. องค์กร ๒๕๕๓ ของ กสทช. งานนี้ได้ถูกโอนไปให้ กสทช. เป็นผู้กำกับ ขณะนี้เรื่องใบผู้ประกาศไม่ได้บังคับ มีการอบรมแต่ไม่ได้บังคับ เพราะฉะนั้นผู้ประกาศท่านไป ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ณ ขณะนี้นะครับ แต่ขณะนี้กรรมาธิการของผมเสนอ ขอแก้ให้ผู้ประกอบการต้องมีใบผู้ประกาศครับ คือขอแก้กลับมาเป็นเหมือนสมัยที่ กรมประชาสัมพันธ์กำกับดูแลครับ

มาตรา ๓๐ ขอแก้ก็คือเพิ่มเติมคำว่าผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศเข้าไป จากเดิมที่มีแค่ผู้อำนวยการสถานีเพื่อให้มีการกำกับกันไปตามลำดับชั้น

มาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๔๐ ไม่ได้แก้นะครับ

มาตรา ๓๑ คือการป้องกันการผูกขาดอยู่ในส่วนที่ ๔ เรื่องของการป้องกัน การผูกขาด มาตรา ๓๑ เรื่องของการครองสิทธิข้ามสื่อ

มาตรา ๓๒ ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อป้องกันการผูกขาด

มาตรา ๓๓ เป็นผังรายการและสัดส่วนรายการว่าผังรายการของท่านจะต้อง มีประโยชน์สาธารณะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อะไรต่ออะไรอย่างนี้ จะไปกำกับไว้ในการประกอบ กิจการสาธารณะ ชุมชน และธุรกิจ

มาตรา ๓๔ เรื่องผังรายการ

มาตรา ๓๕ คือในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือมีเหตุฉุกเฉินคณะกรรมการก็จะขอให้ ผู้ประกอบการทั้งวิทยุและโทรทัศน์ได้ช่วยกระจายข่าวซึ่งเป็นภัยพิบัติของจังหวัดของชาติ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องให้การสนับสนุน

มาตรา ๓๖ เรื่องสิทธิของคนพิการเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิ ของคนพิการและคนด้อยโอกาสในนี้จะเขียนไว้

มาตรา ๓๗ เป็นมาตราที่หนักผมเลยขออนุญาตอ่านยาวเลยนะครับ ความจริง มาตรา ๓๗ เป็นยาแรงตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ เขียนไว้ว่าห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มี เนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรม อันดีของประเทศ หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการ ให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ของเดิมเขียนไว้ ตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเราก็ไม่ได้แตะนะครับ

มาตรา ๓๘ การบันทึกรายการที่ออกอากาศไปแล้ว

มาตรา ๓๙ อยู่ในหมวด ๓ การส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ คงเดิมนะครับ

มาตรา ๔๐ เขียนไว้ว่า ผู้ใดได้รับความเสียหายเนื่องจากการออกอากาศ ที่เป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวและความเป็นอยู่ ส่วนตัวของบุคคลอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ซึ่งก็คงอยู่หมดเป็นแต่เพียงเราขอเพิ่มใน มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง เพิ่มเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ถ้าในแผ่นขวางท่านดูในหน้า ๑๓ เพิ่มข้อความเข้าไปเดิมมีแค่มาตรา ๔๐ ธรรมดา ไปเป็น มาตรา ๔๐/๑ ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนอื่น ๆ ก็ร้องเรียนได้แล้วระบุให้ชัดเจน แล้วก็กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจในการไกล่เกลี่ยเหตุผลและความจำเป็นในช่อง ๓ ของแผ่นขวางนะครับ

ต่อไปมาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๔๙ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๔๑ ก็คือเรื่อง โครงข่ายนะครับ อยู่หมวด ๔ เรื่องการสร้างโครงข่ายพื้นฐาน การใช้ การเชื่อมต่อนะครับ

มาตรา ๔๔ จะเห็นได้ว่าในการดำเนินการนี่นะครับ ผู้รับใบอนุญาตก็จะต้อง ปักหรือตั้งเสาหรือเดินสายวางท่อหรืออุปกรณ์

แล้วก็มาตรา ๔๒ คือที่มี พ.ร.บ. อันนี้เพราะว่าเราจะได้ใช้โครงข่ายร่วมกัน อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นใครที่ทุนเยอะแล้วก็ปักเสา พาดสาย เดินโครงข่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มาตรา ๔๒ จะต้องยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตอื่นขอใช้ด้วยเพราะมันใช้ด้วยกันได้แล้วก็คิดค่า เช่า มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๓ เจ้าของโครงข่ายเดิมจะปฏิเสธคนอื่นที่จะมาขอใช้โครงข่ายร่วม ไม่ได้ต้องให้เขาใช้ครับ

มาตรา ๔๔ ข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโครงข่าย

มาตรา ๔๕ เจ้าของโครงข่ายต้องเปิดเผยข้อตกลงว่ามีคนมาเช่าอย่างไร คิดราคา เขาอย่างไร ต้องเปิดเผยนะครับ

มาตรา ๔๖ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทน

มาตรา ๔๗ เป็นเรื่องโครงข่ายทั้งหมด

มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ นะครับ

มาถึงมาตรา ๕๐ ครับ มาตรา ๕๐ คงเดิมไว้หมดแต่เพิ่มครับ เพิ่มมาตรา ๕๐/๑ มาตรา ๕๐/๒ มาตรา ๕๐/๓ มาตรา ๕๐/๑ ก็คือคณะกรรมการจะออกประกาศมาตรา ๕๐/๒ ก็คือจะมีการตรวจโครงข่ายเครื่องส่งออกอากาศแล้วก็อุปกรณ์ต่าง ๆ แล้ว มาตรา ๕๐/๓ ก็เปิดกว้างครับ เปิดกว้างเอาไว้เหมือนกับการอบรมบัตรผู้ประกาศชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ที่ กสทช. ทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับ ๑๖ สถาบัน ให้กับสถาบันอื่น ๆ ไปทำการตรวจสอบ อันนี้ก็เหมือนกันครับ หน่วยใด สถาบันเทคนิคใดในต่างจังหวัดที่มีความรู้ มีเจ้าหน้าที่ มีขีดความสามารถในการตรวจสอบอุปกรณ์และโครงข่ายก็มาทำเอ็มโอยู (MOU) แล้วก็ไป ตรวจสอบและรับรองคุณภาพของโครงข่ายเหมือนกับการตรวจสภาพรถยนต์อย่างนี้ครับ ท่านก็ไม่ต้องมาตรวจที่กรมการขนส่งทางบกตลอด ท่านก็ไปตรวจที่โน่นก็ได้ที่นี่ก็ได้ที่ใกล้ ๆ อันนี้คือมาตรา ๕๐/๑ มาตรา ๕๐/๒ มาตรา ๕๐/๓ ที่เพิ่มเข้าไป

ต่อไปเป็นมาตรา ๕๑ อยู่ในหมวด ๕ แล้วนะครับ การส่งเสริมและการพัฒนา กิจการกระจายเสียง มาตรา ๕๑ ก็คือต้องมีการประเมินประสิทธิภาพ อันนี้ไม่ได้แก้นะครับ

มาตรา ๕๒ การส่งเสริมการผลิตรายการ

หมวด ๖ มาตรา ๕๓ หากมีเหตุอันสงสัยอันควรว่ามีการฝ่าฝืน ไม่ได้แก้นะครับ

มาตรา ๕๔ ในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้องแสดงบัตรประจำตัวแก่ ผู้เกี่ยวข้อง ก็เหมือนบัตรแสดงตนเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นตัวจริงมาจากหน่วยงานที่มีอำนาจ

มาตรา ๕๕ ไม่ได้แก้นะครับ แต่เขียนไว้ว่า การรบกวนต่อการรับส่งและ แพร่สัญญาณเสียงก็คือสถานีวิทยุภาคพื้นทั้งสาธารณะ ชุมชนและธุรกิจที่มันแพร่คลื่น ไปกวนวิทยุการบินจะต้องแก้ไขตามมาตรา ๕๕ เขียนเอาไว้นะครับ

มาตรา ๕๖ เขียนไว้ว่ากรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. อันนี้เป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญานะครับ

มาหมวด ๗ ครับ สุดท้ายแล้วนะครับ หมวด ๗ ก็คือบทกำหนดโทษ มีทั้งส่วนที่ ๑ โทษทางปกครอง มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ นะครับ

อันนี้ที่ขอแก้คือมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ ครับ กล่าวโดยสรุปก็คือ ใน พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ มีคณะกรรมการในรูปบอร์ด (Board) ๑๑ คน ทำงานตั้งแต่ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ มาถึงปัจจุบันบอร์ด (Board) เหลือ ๙ คนแล้วครับ เพราะ ๑. ลาออก ๒. เกษียณนะครับ บอร์ด (Board) ทั้ง ๙ คนนี้ก็ยังทำงานอยู่จะครบเทอม ๖ ปีในเดือน ตุลาคม ๒๕๖๐ ครับ มีหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้ ก็ใช้มติบอร์ด (Board) ทีนี้ในบางครั้งมันมีเหตุการณ์เร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขทันทีหรืออาจจะ มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงเสนอขอปรับปรุง กฎหมายให้เลขาธิการ เลขาธิการ กสทช. ก็เหมือนกับปลัดกระทรวงครับ ท่านเป็นหัวหน้า สำนักงาน ให้เป็นผู้มีอำนาจใช้มาตรการทางปกครองแทนบอร์ด (Board) ได้ ในกรณีที่จำเป็น เร่งด่วนและจะกระทบประโยชน์สาธารณะอย่างกว้างขวางนะครับ หลังจากใช้อำนาจทาง ปกครองแล้วก็รายงานให้บอร์ด (Board) ทราบ ดังนั้นในการแก้ลำดับที่ ๑๔ ก็คือขอแก้ ขอยกเลิกมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ แล้วใช้ข้อความแทนตามแผ่นขวางนะครับ อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการถ่วงดุลนะครับการที่เพิ่มอำนาจให้กับเลขาธิการ กสทช. ในการ ดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองแทนบอร์ด (Board) นั้นเพื่อเป็นการถ่วงดุล จึงได้ กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการได้ โดยทำหนังสือแจ้งไปยัง บอร์ด (Board) ๙ คน ภายใน ๑๕ วันหลังจากที่เลขาธิการ กสทช. ออกคำสั่งทางปกครองแล้วนะครับ แล้วก็บอร์ด (Board) ทั้ง ๙ คนก็จะพิจารณาคำอุทธรณ์ การพิจารณาคำอุทธรณ์นั้น ก็สามารถที่จะไปยกเลิกคำสั่งทางปกครองของเลขาธิการได้หรือยืนตามที่เลขาธิการออก คำสั่งทางปกครองไปแล้วนะครับ จึงเพิ่มในมาตรา ๖๓/๑ มาตรา ๖๓/๒ นะครับ

มาตรา ๑๖ อีกมาตราเดียวจบแล้วครับ มาตรา ๑๖ นี้ขอแก้มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ ครับ มาตรา ๖๑ ในตัวแม่นะครับเป็นความผิดทางปกครองที่ปรับ ข้อ ๑ วันละ ๕,๐๐๐ บาทนะครับ ข้อ ๒ วันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๓ วันละ ๕๐,๐๐๐ บาท มาตรา ๖๒ เป็นการประกอบมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๓ อันนี้ผ่านไปแล้วนะครับ

มาดูในส่วนที่ ๒ ครับ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ส่วนที่ ๑ คือโทษทางปกครอง โทษทางปกครองก็คือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการนะครับ แจ้งเตือนเสร็จ ยังไม่อะไรต่ออะไรเสร็จปุ๊บก็จะปรับครับ ๑. แจ้งเตือน ๒. ปรับ ปรับแล้วก็ยังกระทำอยู่ ก็เป็นอันดับ ๓ คือพักใช้ พักใช้ใบอนุญาต ๗ วัน เดือนหนึ่งอะไรเรียกพักใช้ ยังทำอยู่อีกก็เป็น เพิกถอนใบอนุญาตครับมี ๔ ขั้นตอน โทษทางปกครองนะครับ

ทีนี้มาดูโทษอาญาครับ โทษอาญาที่เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ มาตรา ๖๖ ไม่ได้แก้นะครับ เขียนว่าผู้ใดใช้คลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อันนี้วันละ ๕๐,๐๐๐ บาทเลยนะครับ ทั้งจำทั้งปรับ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ผู้ใดได้รับคลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับซึ่งก็ไม่ควรอยู่แล้วนะครับ

มาตรา ๖๗ ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา ๙ มาตรา ๙ คือการโอนสิทธินะครับ คือใบอนุญาตท่านต้องไปทำเอง ท่านจะโอนให้คนอื่นไม่ได้ มาตรา ๙ จะเขียนบ่งไว้

มาตรา ๓๑ คือการผูกขาด มาตรา ๓๒ คือแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม คือ มาตรา ๖๗ เขียนรีเฟอร์ (Refer) ถึงผมเลยมากราบเรียนนิดหนึ่ง

มาตรา ๖๘ อันนี้ก็สำคัญ ผู้รับใบอนุญาตใดกระทำเพื่อให้เกิดการรบกวนต่อ การแพร่ รับ ส่ง หรือแพร่สัญญาณภาพไปยังผู้ให้ใบอนุญาตอื่นมีโทษจำคุก ๓ ปี ปรับไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ข้อนี้ก็คือเมื่อกีฬาสีจะเห็นว่าอันนี้ถูกกวนถูกอะไร ผิดตามนี้ คือก็ใช้ เครื่องส่งที่มีสัญญาณแรงกว่าในความถี่นั้นไปไว้ใกล้ ๆ แล้วท่านก็ส่งสัญญาณมันก็กวน อันนี้ผิดกฎหมายเลยนะครับ

มาตรา ๖๕ ผู้ใดกระทำการให้เกิดการรบกวน

มาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ คือการนำเข้าแล้วก็ขัดขวางการดำเนินการ ที่ขอ แก้ไขมาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ ก็คือโดยที่ความผิดที่มีโทษทางอาญาใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๑ ที่ผมได้กราบเรียน บางประการไม่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความเหมาะสมกับสภาพ ของการกระทำ จึงสมควรกำหนดให้เปรียบเทียบปรับแทนได้ โดยบอร์ด (Board) ๙ คน อาจตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาในเรื่องนี้ และเมื่อผู้กระทำผิดได้เสียค่าเปรียบเทียบปรับ แล้วก็ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และจึงเพิ่มข้อความ ในมาตรา ๗๒/๑ ความผิดในมาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ คืออะไร ถึงว่าเปรียบเทียบปรับได้ ก็คือผู้ใดผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายเครื่องรับเครื่องส่ง พวกนี้แทนที่จะต้องไปติดคุก ก็เปรียบเทียบปรับได้

มาตรา ๗๑ คือผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ ของกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องของเปรียบเทียบปรับได้แทนที่จะเป็นโทษทางอาญา

สุดท้ายลำดับที่ ๑๗ ที่ขอแก้ เราไปขอแก้คือใน พ.ร.บ. การประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผมได้นำเรียนทั้ง ๘๐ มาตรา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้มี พ.ร.บ. องค์กร กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วก็เริ่มทำงานตั้งแต่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เห็นไหมครับ มันจะมีแกป (Gap) มันจะมีช่องว่าง ระหว่างที่ พ.ร.บ. ฉบับวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศและมีผลใช้บังคับ เมื่อ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ กสทช. เข้ามาทำหน้าที่ และในมาตรา ๒๗ อำนาจหน้าที่ของ กสทช. นั้น ข้อหนึ่งเขียนไว้ว่า จะต้องจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ก็ทำออกแล้วประกาศเมื่อปี ๒๕๕๕ เป็นช่วง ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๕๙ แผนแม่บท ๕ ปี ดังนั้น ในช่วงที่อยู่ระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบกิจการบังคับใช้คือ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ประกาศในแผนแม่บทยังไม่ได้มีอะไรเป็นฐานกฎหมายให้ กสทช. ต้องปฏิบัติเราถึงจะใส่ เข้าไปในนี้เลย ก็คือเพิ่มเข้าไปในมาตรา ๗๔ ให้คณะกรรมการออกใบอนุญาตตาม พระราชบัญญัตินี้ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ประกอบการอยู่ ณ วันที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศบังคับใช้ โดยใบอนุญาตดังกล่าวให้มีอายุถึงวันที่กำหนดไว้ ในแผนแม่บทคลื่นความถี่

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอจบการนำเสนอการแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวน ๑๗ มาตรา แล้วข้อเสนอแนะในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของผู้รับอนุญาต และผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุ และโทรทัศน์นะครับ กระผมและคณะอนุกรรมาธิการยินดีที่จะรับคำถาม ตอบข้อซักถาม รับข้อคิดเห็นและรับข้อสังเกตของท่านประธานและท่านสมาชิก กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ มีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนอีก ๒ ท่าน ที่มาเพิ่มเติมอยู่ในรายชื่อของผู้นำเสนอและชี้แจงได้แก่ พลเรือเอก ยุทธนา เกิดด้วยบุญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ และท่านอภิชาต จงสกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูป กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้นำเสนอในเช้าวันนี้นะครับ ผมก็เห็นด้วยกับทาง กรรมาธิการว่าร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับปี ๒๕๕๑ ได้ใช้มาเป็นเวลา ๘ ปีเศษแล้ว แล้วก็เป็นฉบับแรกที่มีเรื่องใหม่ ๆ มีนวัตกรรมต่าง ๆ อยู่พอสมควร แต่ในเรื่องของการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์นั้น ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างจะรวดเร็วแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ที่ก้าวกระโดด อย่างเช่นจากทีวีอนาล็อก (TV Analog) เป็นทีวีดิจิทัล (TV Digital) เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาแล้วก็เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมคิดว่าเป็นการดำเนินการ ที่เหมาะสมกับกรอบเวลาเพื่อให้มีความทันสมัย ผมก็จะขอเรียนให้ข้อสังเกต ๓-๔ ประเด็น จากที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวสรุปการแก้ไขซึ่งมีอยู่ทั้งหมดในร่าง พ.ร.บ. ที่ขอแก้ไขนั้น ๑๗ มาตรา ก็คงจะขออนุญาตเรียนจากประสบการณ์ที่ได้เคยเกี่ยวข้อง ในการทำงานด้านโทรทัศน์ ผมเคยเป็นเลขานุการของคณะกรรมการบริหารกิจการโทรทัศน์ ของ ททบ. ๕ และ ททบ. ๗ อยู่ถึง ๕ ปีครึ่ง แล้วก็เป็นบอร์ด (Board) ของทั้ง ๒ สถานี อยู่ทั้งหมดรวมกันประมาณสัก ๑๓-๑๔ ปี ประเด็นแรกผมจะดูที่ร่าง พ.ร.บ. เลยนะครับ จะไม่ดูที่ไปที่มาที่ท่านประธานท่านบอกท่านไปได้แนวคิดการขอแก้ไขมาจากใคร อย่างไร ก็ว่าของท่านไปนะครับ ในมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. เดิม อันนี้เราพูดถึง พ.ร.บ. ๒ ฉบับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๑ กับร่าง พ.ร.บ. ที่ขอแก้ไข ในมาตรา ๔ ร่าง พ.ร.บ. เดิมมีคำจำกัดความ ในข้อ ๔ ในย่อหน้าที่ ๔ ที่เขียนว่ากิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ หมายความว่ากิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ซึ่งไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ ตามกฎหมายว่าด้วยองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ตรงนี้เป็นคำจำกัดความเดิมในวันที่เรายังไม่เข้าไป เกี่ยวข้องกับเคเบิลทีวี (Cable TV) ตอนนี้ท่านประธานท่านบอกแล้วว่าท่านจะกำกับเคเบิลทีวี (Cable TV) ด้วย ถ้าผมเข้าใจผิดนะครับไม่ได้มองตรงนี้ว่าต้องตัดคำว่า ไม่ ออกนะครับ มันต้องขอรับการจัดสรรด้วย เพราะมันอยู่ภายใต้การกำกับแล้ว นั่นก็เป็นเรื่องรายละเอียด แต่ว่ามีนัยที่สำคัญเพราะเรากำลังจะเข้าไปกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทั้งที่ใช้คลื่นความถี่และไม่ใช้คลื่นความถี่ ผมขอไปดูในเรื่องของมาตราต่าง ๆ ที่กรรมาธิการ แก้ไขนะครับ ในกระดาษด้านขวางหน้า ๗ นะครับท่านประธาน ท่านได้เพิ่มว่าให้จัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะและ ไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจในการประกอบกิจการบริการชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของ ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ท่านประธานได้เรียนมาแล้วว่าเรามีอยู่ ๓ รูปแบบ รูปแบบ บริการชุมชนก็คือแบบที่ทำเป็นโลโก้ (Logo) เดิมไม่ได้กำหนดไว้ก็มีผู้มาขอใช้เป็นสถานีวิทยุกัน เยอะแยะไปหมดบริการชุมชน ถึงจะโฆษณาไม่ได้แต่ผู้ที่ได้รับสัมปทานไปเรื่อย ๆ ขออนุญาตไปนั้นก็ไม่ได้ให้ภาคประชาชนเข้ามาใช้เท่าที่ควร ตรงนี้จะเป็นการเพิ่มว่าคุณต้องให้ ภาคประชาชน ผมอยากให้เขียนว่าให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม เติมคำว่า และภาคประชาสังคม เข้าไปด้วยก็จะชัดเจนขึ้น เพราะประชาชนทั่วไปก็ไม่ค่อยเคลื่อนไหว อะไรหรอกครับ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นอะไร แต่ถ้าภาคประชาสังคมมันจะรวมถึงเอ็นจีโอ (NGOS) หรืออะไรต่าง ๆ นานา ตรงนี้ก็เห็นด้วยที่จะเพิ่ม

ถัดไปก็อยากจะเรียนในหน้า ๙ เราพูดถึงการให้ใบอนุญาต คือเป็นมาตรา ๑๘ เดิม ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่นะครับ ในกรณีที่ใบอนุญาตตามวรรคสองสิ้นอายุ ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบอนุญาตใหม่อย่างน้อยเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีก่อนวันที่ ใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุ แต่ในกรณีที่ใบอนุญาตตามวรรคสามสิ้นอายุ ให้ผู้รับใบอนุญาต ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใหม่อย่างน้อยเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีก่อนวันที่ใบอนุญาตเดิม สิ้นอายุ ของเดิมเขาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ มีทั้งไม่ก่อนและไม่หลัง ทำไมเขาถึงมีเหตุผล อย่างนั้น ผู้ที่มีสัมปทานสมมุติสัมปทาน ๑๕ ปี ๒๐ ปี พออีก ๒ ปีจะหมดก็เริ่มกระบวนการ ในการขออนุญาตได้กับคณะกรรมการที่มีอำนาจในวันนั้น แต่พอท่านมาขอแก้ไขในช่อง ๒ ในมาตรา ๗ ของท่าน ท่านแก้ไขมาตรา ๑๘ ของร่างเดิม ท่านตัดประเด็นนี้ออกไปเลย ท่านไม่เขียนเลย การไม่เขียนมีข้อเสียอย่างไรท่านทราบไหมครับ ผมมีประสบการณ์มากับ เรื่องนี้ กรรมการไม่ว่าจะเป็นกรรมการอะไรก็แล้วแต่มีอายุของเขาอยู่ รัฐมนตรีก็มีอายุของท่านอยู่ เราจะเห็นว่ารัฐมนตรีบางท่านไปต่ออายุสัญญาที่ดินต่าง ๆ ล่วงหน้า สมมุติสัญญา ๓๐ ปี อีก ๑๐ ปีหมดอายุต่ออายุไปอีก ๓๐ ปีแล้วครับ เพราะถ้าไม่เขียนล็อกเอาไว้ผู้ที่มีอำนาจ ในการอนุมัติในวันนั้นก็อยากจะเป็นผู้อนุมัติเอง นี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่เขียนไว้เราให้ ใบอนุญาตไป ๑๕ ปีเพิ่งหมดไป ๑๐ ปีเหลืออีก ๕ ปีแต่กรรมการชุดนั้นวันนั้นจะหมดอายุอยู่แล้ว ก็เลยเรียกมาต่ออายุให้เลยไปอีก ๑๕ ปี เห็นไหมครับว่าเจตนารมณ์ทำไมเขาถึงต้องเขียนว่า ไม่ขอต่อใบอนุญาตเร็วกว่า เพื่อมิให้เกิดการลักลั่นในการดำเนินการและกรรมการ ก็ชอบเหลือเกินที่จะไปต่อใบอนุญาตก่อนที่ตัวเองจะหมดอายุไป เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันมีเหตุและผล เพราะฉะนั้นถ้าท่านตัดออกไปก็จะเกิดปัญหาอย่างที่ผมว่า ในมาตรา ๒๐ ของเดิม เขาได้ กำหนดไว้ซึ่งท่านประธานก็ได้ชี้แจงแล้วว่าการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ บริการสาธารณะ ผมเน้นขีดเส้นใต้ ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๓ จะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหารายได้โดยการโฆษณาหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงานหรือกิจการของ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ คือเน้นในเรื่องของให้โฆษณาในแง่ของ อิมเมจแอดเวอร์ไทส์เมนต์ (Image Advertisement) ได้ คือโฆษณาภาพลักษณ์อย่างที่เรา เห็นในช่อง ๑๑ หรือเอ็นบีที (NBT) ในวันนี้ แต่ก็มียกเว้นครับ เวลาถ่ายทอดกีฬากับทีวีพูล (TV Pool) ต่าง ๆ เขาก็มีโฆษณาเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถรองรับกับค่าใช้จ่ายได้ ประเด็นตรงนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญมากเลย ผมอยากจะเน้นกับท่านกรรมาธิการให้ท่านคิดอีกครั้งหนึ่ง หรือคิดอีกสัก ๒ ครั้งก็ได้ว่าถ้าท่านจะแก้อย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้น วันนี้ทีวีดิจิทัล (TV Digital) ที่ กสทช. ให้สัมปทานไป ๒๐ กว่าช่องกำลังจะเป็นจะตายแล้วครับ ไม่มีเงินจ่ายค่าสัมปทาน ไม่มีเงินจ่ายก็คือไม่มีเงินเข้ามา ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะไปจ่ายค่าสัมปทาน รายได้มาจากไหน มาจากค่าโฆษณา ค่าโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์มันเป็นเงิน ๑ ก้อน อาจจะมี ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ยิ่งในวันนี้มีสื่อออนไลน์ (Online) ที่คนไปโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ (Online) เยอะ ทั้งสถานีโทรทัศน์ที่ใช้ออกในรูปแบบของสื่อออนไลน์ (Online) ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) นับวันสื่อออนไลน์ (Online) ก็จะได้โฆษณาไปมาก แม้แต่ไลน์ (Line) ที่เราใช้กันอยู่ อย่างคร่ำเคร่งทั้งวี่ทั้งวันเขาก็ได้จากการโฆษณา จากการทำสติ๊กเกอร์ (Sticker) พอท่านจะ เพิ่มช่องที่รับการโฆษณาได้ก็จะไปกระเทือนกับดิจิทัลทีวี (Digital TV) ของท่านใหญ่เลย สมัยก่อนเขาอยู่กันสบาย ๆ ๓ ๕ ๗ ๙ ไอทีวี นั่นโฆษณาไม่ได้ วันนี้เรามีอีก ๒๐ กว่าช่อง ดิจิทัล (Digital) แล้วท่านก็จะเพิ่มให้กรมประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐที่ทำประเภท ๑ กับประเภท ๓ โดยท่านอ้างว่าประเภท ๒ คือเพื่อความมั่นคงนั้นโฆษณาได้ ผมอยู่ใน อนุกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้ วันที่ทำกฎหมายฉบับนี้เมื่อปี ๒๕๕๐ แล้วมาประกาศใช้ ปี ๒๕๕๑ เหตุผลที่เขาไม่ให้มีโฆษณาก็เพื่อจะแยกให้ชัดเจนว่าคุณเป็นฝ่ายเพื่อสาธารณะนะ คุณไม่ใช่เป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบธุรกิจยิ่งวันนี้จ่ายค่าสัมปทานมากมายมหาศาล แล้วคุณก็ยังจะไปเปิดช่องให้สถานีของวัดทำมาหากินได้ด้วย ก็ทำไมไทยพีบีเอส (Thai PBS) เขาไม่ต้องมาโฆษณาล่ะครับ รัฐก็ให้เงินไป ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท จากเงินภาษีบาป จากกฎหมายที่ออกเป็นพิเศษ ช่อง ๑๑ เองเดี๋ยวนี้เขามีช่องเอ็นบีที (NBT) มีสถานีโทรทัศน์ อีกเป็นร้อยสถานี แล้วก็ยังให้เช่าดำเนินการด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาเปิดทาง ให้สถานีของรัฐหาโฆษณาเพิ่มเติมโดยอ้างว่าสถานีโทรทัศน์ที่ทำงานด้านสื่อสารด้านความมั่นคงนั้น ก็โฆษณาได้ ผมคิดว่าเป็นการที่จะทำให้ทั้งระบบล้มละลายไปด้วยกัน วันนี้ยังฟ้องศาลปกครอง อยู่ ๑๐ กว่าสถานี ยังไม่ยอมจ่ายค่าเช่าเลยท่านก็รู้อยู่ แล้วท่านก็นั่งอยู่แถว ๆ นั้น แล้วท่าน ยังจะมาเปิดช่องให้สถานีของรัฐได้โฆษณาเพิ่มขึ้นอีก ไปหยิบเงินก้อนเดียวกันแหละ มันไม่มีใครเพิ่มขึ้นหรอกครับแล้วเงินก้อนนี้นับวันจะหายไปเรื่อยๆ แล้วอย่าลืมนะครับ ไม่ใช่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่อย่างที่ท่านพูด สิ่งที่แพงที่สุดของสถานีโทรทัศน์ไม่ใช่ค่าเช่า ที่ดิน ไม่ใช่ค่าเช่าตึก มันคือค่าผลิตรายการ เราพูดถึงเงินเป็นพัน ๆ ล้านบาท ไปดูช่อง ๓ ๕ ๗ สิครับ ช่อง ๓ ค่าผลิตรายการคิดเป็นเงินตั้งหลายพันล้านบาทเลย แล้วท่านหาโฆษณาให้เขา เมื่อตัวเลขเหล่านั้นได้ผมคิดว่าเป็นการเปิดช่องที่จะทำให้ธุรกิจมันรวนเรนะครับ ก็ฝากเป็น ข้อสังเกตว่าไม่ใช่ว่าเปิดไปช่องหนึ่งแล้วจะเปิดอีก ๒ ช่อง ควรจะปิดทั้ง ๓ ช่องอย่างนี้ เขาอาจจะเห็นด้วยนะครับ ก็ในเมื่อรัฐจะทำก็หาเงินมาทำ ท่านประธานมองหน้าผมแล้วว่า ใช้เวลาเกิน ผมก็ขอให้คิดเห็นสัก ๓-๔ ประเด็นดังกล่าวครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเลิศรัตน์ ความจริงเป็นประเด็นที่สำคัญมากนะครับ แล้วก็มีการพูดกัน พอสมควรในวิป (Whip) ของเรา ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง ครับ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผมเองรู้สึกมีปัญหามากกับเรื่องนี้ เพราะว่าผมคงจะไม่บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในตอนต้น เพราะเกรงใจเนื่องจากว่ามีความเกรงใจเป็นอย่างมากในเชิงบุคคล เพราะว่าท่าน เป็นผู้ที่ผมเคารพ และสนิทสนม แต่ในหลักการเหมือนจะมีปัญหาในความเห็นของผม ผมจะ อธิบายก่อนนะครับ เพราะว่ามีเหตุผลพอที่ผมตัดสินใจเช่นนั้นไหม อย่างไร เราทวนกันดูว่า เรื่องเกี่ยวกับคลื่นความถี่ จริง ๆ แล้วถ้าเราจำได้ ท่านประธานก็คงจำได้ว่าเราเริ่มมีการคิด เรื่องนี้กันอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เป็นฉบับประชาชน เราเรียงกัน เอามาดูกันหมด ฉบับนั้นเป็นฉบับประชาธิปไตยค่อนข้างมากประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็ชี้กันชัด ๆ ว่าคลื่นความถี่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ เหมือนกัน เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ชัดเจนแบบนี้เลยมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราก็ยืน แบบนี้มาตลอด เริ่มมีการออกกฎหมายและเริ่มมีการเปลี่ยนแนวคิดไป จากเดิมเราต้องเข้าใจว่า จะอยู่แต่กับกองทัพเป็นหลัก แล้วก็ค่อย ๆ แตกออกไปช่อง ๗ ช่อง ๕ ช่อง ๙ และตอนหลัง เราก็ดึงมาว่าไม่ใช่แล้ว คลื่นความถี่เป็นของสาธารณะ รัฐธรรมนูญปัจจุบันฉบับที่กำลังจะ ออกในมาตรา ๖๐ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เขียนไว้ ชัดเจนอย่างนี้ หลักตรงนี้เองที่เราต้องมีการพิจารณาให้ชัดเจนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะมี การจัดการกันอย่างไรในฐานะที่เป็นสาธารณะ ผมยืนยันว่าคลื่นความถี่ไม่ใช่เป็นของรัฐเลย ไม่ใช่ เป็นของสาธารณะ ฉะนั้นเราจะยกเอาชัด ๆ เลยว่าความเป็นสาธารณะคือเป็นลักษณะเหมือนเช่นใด ผมเรียนท่านประธานว่าโดยหลักอย่างเช่นว่าอำนาจ เราพูดถึงเราอยู่ในระบบประชาธิปไตย บุคคลที่ได้ชี้ให้เราเห็นตรงนี้เป็นอย่างมากก็คือ ผมอยากจะอัญเชิญพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าด้วยเรื่องอำนาจ สื่อก็คืออำนาจ สื่อเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่เป็นของใคร ท่านได้บันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของ ข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร” ประเด็นนี้ก็เหมือนกัน ความชัดเจนในความเป็นสื่อ เป็นของสาธารณะ ไม่ใช่เป็นของรัฐ ผมยืนยัน เป็นของทุกคน พอเป็นของทุกคนเราก็มาดูว่าในการจัดการตรงนี้ มันต้องมีการจัดการ กสทช. ที่เราตั้งขึ้นมาในวันนั้นมาทำอะไร ไม่ใช่มาดำเนินการ ให้ช่วย มาดูแลสิ่งที่เป็นของสาธารณะ ไม่ใช่มาเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ใช่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เองที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมากต่อหลักการของเรื่องนี้ หัวใจเรื่องนี้ หรือวิญญาณเรื่องนี้อยู่ที่นี่ ดังนั้นผมมาดูเรื่องการปฏิรูปที่เราเสนอขึ้นมาว่าเป้าหมายเป็นไปตามนั้น หรือไม่ อย่างไร ในการปฏิรูปเรื่องแรกนะครับ เรานับกันเป็นข้อ ๆ ก็ได้เพื่อจะชั่งน้ำหนัก การดำเนินการ ในประเด็นปฏิรูปเริ่มตั้งแต่ ๒.๑ เรื่องใบอนุญาต ใบอนุญาตคือตัวประกอบการ ท่านสมาชิก ก็ได้พูดไปแล้ว ใบอนุญาตเองที่เราขายกัน ที่เราหารายได้เข้ามา เพราะเราเป็นเจ้าของ หรืออย่างไร หรือว่าเรามาช่วยดู เราเป็นผู้จัดการกิจการนี้ เจ้าของโอนเนอร์ (Owner) จริง ๆ ก็คือพับบลิก (Public) คือสาธารณะ เราเป็นแค่ผู้จัดการหรือเราเป็นเจ้าของที่เราจะมาคิดว่า นี่คือการต้องทำกำไรเข้ามาหรืออย่างไร ๑. คือเรื่องการจัดการกับใบประกอบอนุญาต ข้อ ๒.๑.๑ เขียนแบบนี้มีปัญหาจริง ๆ เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการกำหนด เริ่มข้อ ๑ แล้วก็ ๑.๑ ก็คือเพิ่มอำนาจในการกำหนด และข้อต่อจากนั้นก็คือกิจการกระจายเสียงที่ไม่ใช่ คลื่นความถี่ รวบต่อไปยังกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ด้วย คลื่นถี่แล้วขยับต่อไปอีกทุกอย่างที่ งอกเงยไปจากตรงนี้ที่เราสามารถจะใช้อำนาจควบคุมเอาได้นะครับ

ประเด็นต่อมา ข้อ ๓ การหารายได้จากการโฆษณานี่คือประเด็นในการที่เรา เห็นว่าเราจะปฏิรูป จากการโฆษณาผู้ประกอบการในการบริการสาธารณะ พูดถึงรายได้ ในการประกอบการ ผมย้ำของผู้ประกอบกิจการสาธารณะ ข้อต่อมากำกับดูแลการดำเนิน รายการผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เราใช้อำนาจครอบ ๑. ใบอนุญาต การดำเนินการรายได้ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานโครงข่ายกระจายเสียงเครื่องกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ คลุมในเรื่องอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือด้วย ๒.๕ ที่ว่ามีอยู่นิดหนึ่งคุ้มครอง ผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์นี่ ๑ ข้อ ด้านนี้ด้านประชาชนที่เป็นเจ้าของ ด้านสาธารณะเป็นเจ้าของมี ๑ ข้อ เมื่อกี้มา ๔ แล้ว อีกด้านว่าด้วยเรื่องการกำกับควบคุม ๒.๖ การกำกับดูแลประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือการลงไปกำกับดูแลการประกอบการของบริษัท ข้อต่อมาก็คือว่า ๒.๗ เรามี ๗ ข้อ ในส่วนนี้นี่คือเป้าหมาย ประกอบกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐอื่น เดินต่อไปยังสิ่งที่รัฐจัดการเรื่องกิจการนี้ด้วยเมื่อกี้เอกชนไล่มาตลอดนะครับ ตอนนี้ข้อสุดท้ายก็คือคืบไปยังรัฐครบทุกมิติ ทีนี้เรามาดูว่าวิธีการในการดำเนินการจะมาถึง แผนการปฏิรูปในนี้จะมี ๙ ข้อ มีประเด็นอยู่ทั้งหมดถ้าผมนับได้เรามาชั่งกันดูว่ามา เวต (Weight) กัน เมื่อกี้ ๗ ข้อได้มาข้อเดียว ข้อเดียวที่เป็นฝ่ายของเจ้าของสื่อก็คือพับบลิก (Public) หรือสาธารณะ หรือประชาชน อีก ๖ ข้ออยู่อีกด้านหนึ่งหมด เรากำลังจะใช้ตาชั่งชั่งกัน ประเด็นต่อมาก็คือว่าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ๓.๑ การแก้ไขปัญหาก็คือว่า การแก้ไขใบอนุญาตที่เรียนแล้วเมื่อกี้ ในนี้จะมีรายละเอียดเพราะว่าด้วยเรื่องการแก้ไข เราไม่ต้องไปดูรายละเอียดเราวัดเป็นหน้า ๆ ก็ได้นะครับ รายละเอียดเต็มไปหมด ๓ หน้า พอข้อ ๒ เรื่องใบอนุญาตอีก ๓.๑.๒ ใบอนุญาตอีก ข้อ ๓.๑.๓ ข้อนี้มาใส่น้ำหนักไว้ทางตาชั่ง ด้านนี้ก็คือการป้องกันและการนำเสนอรายการที่ไม่เหมาะสม ๑ ข้อ ในพาร์ต ๒ (Part 2) พาร์ต ๑ (Part 1) เมื่อกี้ ๖ : ๑ เป็น ๗ ตอนนี้ได้มา ๑ แล้ว การหารายได้ข้อต่อไป ข้อ ๔ จากการโฆษณาของผู้ประกอบการกิจการสาธารณะอยู่ด้านนี้ กำกับดูแลผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศในกิจการสาธารณะอยู่ด้านนี้ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานโครงข่ายเครื่องกระจาย เสียงอยู่ด้านนี้ คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง คุ้มครองผู้บริโภคอยู่ด้านนี้ ได้มา ๒ จาก ๙ ข้อ ข้อต่อมา ๓.๑.๘ นี้คือวิธีการในการแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ใช้มาตรการกำกับดูแล ประกอบการกิจการกระจายเสียงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการกำกับในการดำเนินการ อยู่ด้านนี้อาจจะอยู่กลางก็ได้แต่เอนมาทางด้านนี้ก็คือมีอำนาจในการกำกับดูแล และต่อจากนั้นข้อสุดท้ายก็คือกำกับดูแลการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ของส่วนราชการและหน่วยงานอื่นที่รัฐมีอยู่เดิม หมายความว่าเราย้อนลึกเข้าไปถึงสิ่งที่มีอยู่เดิม ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ๙ ข้อท่านประธานทั้งหมดได้ ๒ ชุดแรกได้ ๑ เป็นฟากที่ว่าเราใช้ อำนาจในการดูแลตรงนี้เสีย ๖ พอตรงนี้ ๙ มีอยู่ ๒ ๒ : ๗ เวต (Weight) กันไว้ ต่อจากนั้น การพัฒนาศักยภาพก็จะมีรายละเอียดเรื่องการพัฒนาศักยภาพ การส่งเสริม การส่งเสริม เมื่อกี้ผมเรียนท่านประธานว่าเรามี ๒ หน้าครึ่งว่าด้วยเรื่องใบอนุญาต ๓ หน้า ถ้านับอีกด้านหนึ่งด้วย เราชั่งกันง่าย ๆ แบบนี้ แต่พอข้อที่เราส่งเสริมประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อซึ่งเป็นปัญหามาก ข้อนี้มันอยู่ในพาร์ต (Part) ในการดูแลเป้าหมายของเจ้าของคลื่นความถี่ ก็คือประชาชน หรือพับบลิก (Public) หรือสาธารณะ แค่นี้ท่านประธานมีรายละเอียดอยู่แค่นี้เอง ผมนับก็ได้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ บรรทัด ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยในการดูแลตรงนี้ เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดซึ่งลึกลงไปมาก ๆ ถ้าจะลงรายละเอียดก็ได้ว่า อย่างเช่นปัญหาที่มันมีอยู่ ขณะนี้ เรื่องเรตติง (Rating) ยกตัวอย่าง เรตติง (Rating) ที่เรามีอยู่ ที่เราดูแลอยู่ขณะนี้ มีหลายเรตติง (Rating) มีลำดับอยู่ว่า บ ๓+ด ๖+ท ทุกวัยอะไร ยกตัวอย่างรายละเอียดเล็ก ๆ แค่นี้ ประเด็นปัญหาที่จะเป็นปัญหาอยู่มากขณะนี้ เช่นในการควบคุมเรื่องว่าอนุญาตว่าการใช้ ความรุนแรงต่อผู้อื่นในเรต (Rate) น ๑๓+ หรือ ๑๘+ นี่คือรายละเอียด ผมยกตัวอย่างว่า หน้าอกผู้หญิง ท่านประธาน ของเราเราจะเน้นว่าถ้าจับผิด แต่ถ้าตัดไม่ผิด คล้าย ๆ อย่างนี้ มันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เช่น ในละครโทรทัศน์ที่มีอยู่ขณะนี้ ในช่วงเวลาตรงนี้ การจะไปข่มขืน ผู้หญิงเราเสนอภาพในการชกท้องเพื่อให้ล้มลงไปเพื่อให้หมดแรง เรามานำเสนอได้หมด สิ่งเหล่านี้มันนำไปสู่อาชญากรรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราได้มีโอกาสไหมในการกำกับดูแล เรื่องที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้าของสื่อ เจ้าของคลื่น หรือเจ้าของแอสเซต (Asset) ตัวนี้ เราไม่ได้ดูแล ผมยกตัวอย่างเล็ก ๆ รายละเอียดอื่น ๆ เช่นเงินที่เราได้ขณะนี้ ที่เราจะ ย้อนกลับไป เพราะว่าเราเป็นแค่ผู้จัดการ เราไม่ใช่เจ้าของ รัฐไม่ใช่เจ้าของ เงินที่เราได้มา ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการประมูลคลื่นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ วิธีการ ในการกลับเอาไปใช้มันไปเป็นงบประมาณไม่ได้ท่านประธานก็รู้ มันดูเหมือนจะได้แต่จริง ๆ มันต้องกลับไปแล้วต้องเหลือก่อน แต่ขณะนี้เราเอาไปให้ความรู้อะไรประชาชน มีไทยพีบีเอส (Thai PBS) อันเดียว อย่างช่องอื่น ๆ ในเรื่องการให้การศึกษา เรื่องวัฒนธรรม เรื่องเอามา ช่วยเหลือประเทศเราล้าหลังอยู่ขณะนี้แล้ว เราได้เอาเงินส่วนนั้นไปใช้บ้างหรือไม่เพียงไร เพื่อตอบกลับไปยังเจ้าของ ก็คือพับบลิก (Public) คือสาธารณะที่เป็นเจ้าของสื่อตัวจริง แล้วคิดเหมือนเราเป็นรัฐ เงินนี้เอามาแล้วเราไปใช้ตามวิธีการของเรา ลืมเจ้าของเดิมที่ให้เรา มาดูแลเรื่องนี้ กสทช. มีหน้าที่แค่นี้เอง หรือท่านประธานที่เคารพครับเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว อัลวิน ทอฟฟเลอร์ ที่เป็นคนพูดถึงเรื่องเทิร์ดเวฟ (Third Wave) ที่เป็นคนพูดถึงเวฟ (Wave) ที่เปลี่ยนโลก เขาพูดไว้ชัดเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๓๘ ปีแล้ว ในเทิร์ดเวฟ (Third Wave) เมื่อปี ๑๙๘๐ ว่าต่อจากนี้การสื่อสารจะสำคัญมาก โลกจะเล็กลง แล้วมันจะสร้างปัญหา ขึ้นมาว่าคนจะสนใจ โลกจะเล็กลง เรื่องที่เกิดตรงนี้จะปรากฏตรงนี้ แล้วคนจะเริ่มสนใจ เรื่องของตัวเองมากขึ้นแล้วการทำงานจะไปอยู่ในกระท่อม เขาเรียกอิเล็กทรอนิกส์ฮับ (Electronics Hub) ก็คือว่าไม่จำเป็นต้องไปทำงานแล้ว โลกจะเปลี่ยนรุนแรงมาก สิ่งที่เป็น กูเกิล (Google) ก็ดี เป็นเรื่องของเฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นเรื่องอะไร มันคือการเปลี่ยน นี่คือวิวัฒนาการ สิ่งที่เราคิดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีรายละเอียดอะไรหรือไม่ อย่างไร ในการจะพัฒนาที่มันหมุนเร็ว แล้วเราไม่ได้อยู่ต้นน้ำด้วย สิ่งเหล่านี้เองไม่มี การดูแล สาธารณะไม่มี การจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนกลับไม่มี สิ่งที่เราสนใจคือ ผลประโยชน์จากการนี้เท่านั้น การพัฒนา ไม่อย่างนั้นเราจะหมุนตามโลกไม่ทัน สุดท้าย ผมอยากจะยกสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำด้วย อยากจะฝาก ผมไม่ทราบว่าจะฝากใครไปว่าขออัญเชิญ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ให้ไว้ในโอกาส ตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกครบ ๖๐ ปี ของกรมการทหารสื่อสารกองทัพบก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๗ ความว่า “งานสื่อสารที่พึงประสงค์นั้นจะต้องมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม รวดเร็ว ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องพยายามศึกษา ค้นคว้าวิทยาการและ เทคโนโลยีอันก้าวหน้าให้ลึกซึ้งและกว้างขวาง และรู้จักพิจารณานำส่วนที่ดีมีประโยชน์แท้ มาใช้ด้วยความริเริ่มและความเฉลียวฉลาด เพื่อให้งานที่ทำพัฒนาอย่างเต็มที่ และอำนวย ประโยชน์ สร้างเสริมประสิทธิภาพของบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แท้จริง” ผมเพียงแต่หวังว่าการดำเนินการเรื่องการปฏิรูปนี้หามุมให้ชัดว่าเป้าหมายอยู่ที่ใคร เราเอง กสทช. เป็นอะไร มีหน้าที่อะไร รัฐเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้จัดการสิ่งที่เป็นเจ้าของเดิมก็คือ สาธารณะแล้วก็คงจะต้องรีบพัฒนาเป็นอย่างมากเพราะว่าโลกหมุนเร็วเหลือเกิน ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะช้ากว่าเขา เรามาสนใจเรื่องที่มันเป็นผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการประมูลคลื่น ขายคลื่นอยู่ ไม่ได้ หรือแม้แต่การที่เราจะมาแยกว่าสื่อสาธารณะ สาธารณะหนึ่งเป็นความมั่นคง สาธารณะหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณะแท้จริงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ การแบ่งยิ่งละเอียดมาก ยิ่งมีปัญหามาก ที่จริงแล้วธุรกิจไปทางหนึ่ง สาธารณะไม่ใช่ธุรกิจไปทางหนึ่งแล้วก็ภาค ที่มีปัญหารุนแรงมากมาตลอดก็คืออย่างช่อง ๙ หรือว่าช่อง ๑๑ ขณะนี้ ตรงนี้เป็นคล้าย ๆ เหมือนกับไม่รู้จะเป็นอะไรทำธุรกิจก็ไม่ใช่ ไม่ทำธุรกิจก็ไม่ใช่ ตรงนี้ต่างหากที่ต้องมาแยกและ มีการจัดการตรงนี้ไม่ให้ไปทับกับภาคธุรกิจเขา ในขณะเดียวกันไม่ละวางจากหน้าที่ที่ต้อง ดูแลประเทศในฐานะที่ตัวเองเป็นสื่อสาธารณะของรัฐในการดูแล แต่ช่อง ๑๑ ทำหน้าที่ เหมือนช่องอื่น ๆ ไม่ได้ อาจจะต้องมาดูแล อาจจะมีการพรอพาแกนดา (Propaganda) บ้างอะไรบ้างก็ว่ากันไป สิ่งตรงนี้ต่างหากที่ต้องมาเขียนกันให้ชัดเพราะว่าตรงนี้ความเหลื่อม ความคาบเกี่ยวระหว่าง ๒ ด้านระหว่างธุรกิจกับรัฐกับสาธารณะตรงนี้เป็นปัญหามากแล้วก็ ไปทำให้กระทบกระเทือนไปหมดแล้วก็มีปัญหาในมุมใด ตรงนี้ผมมองว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องแก้ ปัญหาเรื่องการพัฒนาไปข้างหน้าและปัญหาการตอบกลับไปยังเจ้าของสื่อตัวจริง ก็คือสาธารณะนี่เป็นประเด็นทั้งหลายที่ผมเห็นว่าทั้งเป้าหมายและวิธีการยังมีปัญหา ผมก็ตั้งใจว่า จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีผู้ขออภิปรายอีก ๔ ท่าน คือ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านกษิต ภิรมย์ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม และ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ นะคะ ต่อไปเชิญ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เชิญค่ะ

นายคำนูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่กระผม ก็เคยอภิปรายเมื่อครั้งกรรมาธิการชุดนี้ด้วยความเคารพนำร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ฉบับใหม่ เข้ามาขอความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระผมเห็นว่าเราจำเป็นจะต้องพูดถึงพื้นฐานสักเล็กน้อยนะครับว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบ ๒๐ ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บัญญัติมาตรา ๔๐ ออกมาแล้วก็สืบเนื่องมายังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติมาตรา ๔๗ ออกมา ก็คือให้ คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะและที่สำคัญที่สุดก็คือให้กำเนิด กสทช. ในลักษณะที่เป็น “องค์กรอิสระ” แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในขณะนี้ซึ่งจะถือเป็นการปฏิรูป หรือไม่ประการใดแต่เราก็ต้องยอมรับกันก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้ ในมาตรา ๖๐ นั้น ได้เปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปแล้ว ก็คือจากนี้ไป กสทช. จะไม่ใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเน้นย้ำว่า จากนี้ไป กสทช. ไม่ใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ใช่ครับ มีคำว่าอิสระอยู่ แต่ลดระดับลงไปเป็นเพียงว่าองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธาน ที่เคารพ ถ้าจะเข้าใจปัญหานี้ได้ดีเราก็ต้องย้อนไปพูดถึงร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ฉบับใหม่ ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติสักเล็กน้อยซึ่งกระผมในครั้งนั้นใช้สิทธิงดออกเสียงนะครับ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งจำนวนของคณะกรรมการ ที่มาของคณะกรรมการ แล้วก็ ที่สำคัญก็คืออำนาจหน้าที่ที่ลดความเป็นอิสระลงไป กล่าวคือคณะกรรมการ กสทช. ตามกฎหมายใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นภาคราชการและภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลด ภาคประชาสังคมลงไป อาจจะไม่มากแต่ก็ถือว่าเป็นการลดระดับลงไป และที่สำคัญก็คือ ความไม่เป็นอิสระในเรื่องนโยบาย เพราะว่านโยบายแห่งชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดสรร คลื่นความถี่หรือแผนต่าง ๆ นั้นจากเดิมที่เป็นอิสระของ กสทช. ก็ต้องไปขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะอยู่ในร่างพระราชบัญญัติพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชื่อทำนองนี้นะครับ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นชุดกฎหมายพวงใหญ่ที่เผยแพร่ออกมาจากรัฐบาล ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๗ แล้วก็เริ่มสู่สาธารณะจริง ๆ ในต้นปี ๒๕๕๘ นะครับ ทีแรกก็มี ร่างกฎหมาย ๑๐ ฉบับ ต่อมาก็ลดลงมาเหลือ ๗ ฉบับ โดยนัยสำคัญที่กระผมรวบรัดตัดความ ที่จะชี้ให้เห็นก็คือว่า กสทช. นับจากนี้ไปตามที่มีกฎหมายใหม่กำลังจะออกมา แล้วก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ นั้นก็ต้องยอมรับความจริงครับจะไม่ใช่เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ เหมือน กสช. เดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เป็นองค์กร ของรัฐประเภทที่ขึ้นตรงกับนโยบายของรัฐบาลผ่านคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องเท้าความมาตามสมควรก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าอย่างที่ ท่านสมาชิกท่านที่แล้วได้อภิปรายไปก็คือสารัตถะสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เป็นการขยายอำนาจแล้วก็เพิ่มอำนาจให้กับ กสทช. ในทุกมิติ ทั้งมิติเรื่องใบอนุญาต เรื่องเทคนิค ซึ่งกระผมจะไม่พูดในที่นี้ แต่ที่จะขออนุญาตพูดก็คือมิติในการควบคุมและกำกับผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนสาขาวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งกระผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตไว้และบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมยอมรับครับว่าวิชาชีพ สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และสื่อมวลชนก็เป็นต้นเหตุหนึ่งของ วิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการนะครับ การปฏิรูปสื่อมวลชนจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตนั้นสื่อมวลชนได้ต่อสู้เพื่อให้หลุดจากการควบคุมของ อำนาจรัฐ ต่อสู้จนมีการยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๔๒ ต่อสู้จน มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ สื่อมวลชนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น อ้างว่าต้องการที่จะกำกับควบคุมกันเอง แน่นอนครับกระผมยอมรับว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ การกำกับควบคุมกันเองของสื่อมวลชนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาก็เปรียบเสมือนเสือกระดาษ พอจะลงโทษใครเขาลาออกจากองค์กรก็ทำ อะไรเขาไม่ได้ แต่การปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นก็ไม่ควรที่จะมีลักษณะกึ่งย้อนยุคไปให้รัฐเข้ามา กำกับควบคุมทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่พูดกันมาโดยตลอดก็คือว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วสมควรแล้ว ที่จะต้องมีการกำกับควบคุมสื่อมวลชนโดยสภาวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมาย เฉกเช่นเดียวกับสภาทนายความ แพทยสภา หรือสภาวิชาชีพอย่างอื่น ซึ่งสภาวิชาชีพ เหล่านั้นเขาจะเป็นผู้คัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพสื่อมวลชน กำกับด้านจริยธรรม ตัดสินด้านจริยธรรม รวมทั้งการออกใบอนุญาตให้กับองค์กรและหรืออาจจะรวมไปถึง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน สิ่งที่กระผมอยากเห็นก็คือภาพรวมจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า ในการปฏิรูปสื่อมวลชนโดยรวมนั้น แทนที่เราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นฉบับ ๆ แยกเป็นส่วน ๆ ไปนี้นะครับกระผมอยากเห็นภาพรวม สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นเขาได้มีร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญฉบับหนึ่ง ที่เสนอไว้ก็คือร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แม้ว่ากระผมเองอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระทั้งหมด แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นที่ สปช. ทำนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจที่คณะกรรมาธิการชุดนี้และ สปท. ควรจะต้องนำมาสืบสานภารกิจต่อตามหน้าที่ กระผมขออนุญาตต่อเวลานะครับท่านประธาน เพราะว่านั่นจะเป็นการปฏิรูปสื่อมวลชน โดยให้สื่อมวลชนควบคุมกันเองแต่ยกระดับเป็นการควบคุม ตามกฎหมาย แล้วก็เพิ่มเติมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถกเถียงกันได้นะครับว่าจะเป็นอย่างไร ให้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าใบรับรองสมาชิก เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน เราจะมีสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน เราจะมีคณะกรรมการ จริยธรรมสื่อมวลชน คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ และเราจะมีคณะกรรมการวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยอย่างไรแล้วจำเป็นจะต้องมี บทลงโทษประการใดนั้นก็สามารถที่จะส่งต่อไปให้ กสทช. ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ทางปกครองหรือการลงโทษอย่างอื่นต่อไปได้ กระผมเห็นว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนหรือการกำกับ ควบคุมสื่อมวลชนอย่างอารยะนั้นควรจะอยู่ในขั้นตอนของสภาวิชาชีพที่มีการจัดตั้ง ตามกฎหมาย แต่ว่าสิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นำเสนอเข้ามา แม้ว่าจะเป็นเพียงวิชาชีพ วิทยุและโทรทัศน์ ประเด็นที่กระผมขออนุญาตมีข้อสังเกตที่อาจจะเห็นต่างก็คือท่านเขียนไว้ ในรายงานหน้า ๑๗ ว่าสมควรมีการกำกับดูแลผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศในกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้มีมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งจะต้องผ่าน การอบรมและได้รับบัตรผู้ประกาศจาก กสทช. ก่อน โดยการเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้ นั่นหมายความว่าอะไรครับก็คือหมายความว่าต่อไปนี้ใครจะเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ โทรทัศน์ ใครจะเป็นผู้ประกาศวิทยุโทรทัศน์ คนที่จะออกใบอนุญาต คนที่จะกำกับดูแลนั้น คือ กสทช. และจำเป็นจะต้องพูดว่าเป็น กสทช. ยุคใหม่ที่มิใช่องค์กรอิสระ แต่เป็นองค์กรที่โดยนโยบายแล้ว ขึ้นต่อรัฐ ชอต (Shot) ที่ ๑ ชอต (Shot) ต่อไปในหน้าเดียวกันครับ หน้า ๑๗ นะครับ เมื่อกำหนดให้ผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้มี มาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งจะต้องผ่านการอบรมและได้รับผู้ประกาศจาก กสทช. แล้ว ในกรณีที่ผู้ดำเนินรายการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด จะต้องกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตรับผิดในการกระทำดังกล่าวด้วย คือแต่เดิมนี่ต้อง รับผิดในการกระทำของผู้อำนวยการสถานี แต่อันใหม่นี่นะครับ ให้ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิด ในการดำเนินการของผู้ประกาศด้วย เพราะฉะนั้น ๒ ชั้นมันเป็นการกำกับควบคุมโดยรัฐ ที่จะทำให้ ก็อาจจะบอกได้ว่าทำให้สื่อมวลชนมีจริยธรรมดีขึ้น มีมาตรฐานทางจริยธรรมดีขึ้น ไม่สร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมือง แต่ก็ต้องวงเล็บไว้ด้วยนะครับว่า (ในมาตรฐานของรัฐ ผ่าน กสทช. ที่มิใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป) ถามว่า ทำไมเราไม่ให้เรื่องมาตรฐานและจริยธรรม ของวิชาชีพนี้เป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติล่ะครับ ทำไมเราควรจะได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติหรือจะชื่ออะไรก็ตามแต่ พร้อม ๆ กันไปด้วยครับ เพราะถ้าเราพิจารณาและเราก็ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เท่ากับว่าเราให้ อำนาจแก่ กสทช. ในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแขนงสำคัญที่สุดของประเทศ ก็คือวิทยุและโทรทัศน์ไปแล้ว คือควบคุมทั้งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ เป็นผู้ออก ใบอนุญาต และเป็นผู้ตัดสินด้วยครับ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา หรือคณะกรรมการเห็นเองนั้น กสทช. จะเป็นผู้ตัดสิน หลักการของกฎหมายมหาชนยุคใหม่นะครับ การกำหนดมาตรฐาน ทางวิชาชีพก็ดีกับการตัดสินนั้นก็ควรจะอยู่ในมือของคนละองค์กร แต่อันนี้เรามาอยู่ในมือ ขององค์กรเดียว และเป็นองค์กรที่เมื่อย้อนไปดูแล้วกำลังจะไม่ใช่องค์กรอิสระครับ ผมไม่ได้ มองเห็นว่า กสทช. ที่เป็นองค์กรอิสระอยู่เดิมนั้นมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การ ทำให้ กสทช. ไม่เป็นอิสระกลับเข้ามาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเช่นรัฐบาลชุดนี้ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรหรอกครับ แต่ถ้าเราได้ รัฐบาลที่ขาดธรรมาภิบาล เราได้รัฐบาลที่เราต้องมองไประยะยาวไกลอีก ๑๐ ปี อีก ๒๐ ปี เข้ามานี่นะครับ มันก็เท่ากับว่าเราประเคนอำนาจในการกำกับควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์ให้กับ รัฐบาลนั้นไป ถามว่ามันคุ้มกันหรือไม่ กระผมเห็นว่าไม่คุ้มครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นประเด็น สำคัญที่กระผมไม่กล้าพูดหรอกครับว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะว่ากระผมเห็นว่าไม่ขัดก็สามารถกระทำได้นะครับ แต่ว่ามันล่อแหลมและมันสุ่มเสี่ยงกับการถูกคัดค้านและจะเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม ทำไมเรา ไม่ทำเป็นขั้นตอนล่ะครับ ๒๐ ปีที่ผ่านมาสื่อขอควบคุมกันเอง โดยองค์กรวิชาชีพที่ไม่มี สภาพบังคับทางกฎหมาย พิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ ทำไมเราไม่ยกระดับให้เป็นสภาวิชาชีพ ตามกฎหมายเฉกเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น ๆ ก่อนล่ะครับ ทำไมเราเอามือของรัฐเร่งด่วน ที่จะไปกำกับไปควบคุม ในประเด็นนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่เห็นด้วย ท่านประธานท่านมีความสุขุมรอบคอบและกระผมเคารพเป็นส่วนตัวครับ ท่านบอกว่าการทำ ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ คือรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้องในมาตรา ๗๗ วรรคสอง แต่กระผมขออนุญาตให้ความเห็นว่าการรับฟังความเห็น ของผู้เกี่ยวข้องถ้าเราให้เขารับทราบข้อมูลเป็นส่วน ๆ มันก็จะได้ความเห็นออกมาอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราให้ข้อมูลภาพรวมทั้งหมดให้เขาเห็นป่าทั้งป่าความเห็นอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง คงจะไม่มีเวลายกตัวอย่างนะครับ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อท่านอิงมาตรา ๗๗ แล้ว กระผมขออิง มาตรา ๗๗ ขอโดยสารท่านด้วยในวรรคสาม รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการ ในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ในกรณีนี้เรากำลังจะมีร่างพระราชบัญญัติการประกอบการ วิทยุโทรทัศน์ฉบับใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙ วรรคสอง ออกมาในการสร้างระบบ อนุญาตขึ้นมาคือใครไม่มีใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วเป็นผู้ประกาศข่าวไม่ได้ เป็นผู้ดำเนิน รายการโทรทัศน์ไม่ได้ และผู้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องรับผิดชอบในการกระทำของผู้ประกาศ และผู้ดำเนินรายการ และที่สำคัญก็คือผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนั้นไม่ใช่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนแต่เป็น กสทช. ที่มิใช่องค์กรอิสระ แล้ว กสทช. นั้นก็จะทำหน้าที่ตัดสินเอง กระผมไม่จำเป็นต้องอ้างมาตราแต่ขออนุญาตอภิปรายเฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียวว่า เป็นเรื่องล่อแหลมครับ บรรยากาศในขณะนี้กระผมเห็นว่าแน่นอนสื่อมวลชนปากเสียงคงจะ น้อยลง กระผมเองเคยประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแต่กราบเรียนท่านประธานเป็นครั้งสุดท้ายว่า จริงอยู่ครับสื่อมวลชนบางส่วนหรือในบางสถานการณ์อาจจะมีส่วนทำให้วิกฤติของบ้านเมือง เพิ่มเติมขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งครับท่านประธานสื่อมวลชนที่กล้าหาญ สื่อมวลชนที่เสียสละ สื่อมวลชนที่ประกอบวิชาชีพในลักษณะที่เปิดโปงข้อเท็จจริงของการทุจริตคอร์รัปชัน ต่าง ๆ นานา ก็ใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นทำให้บ้านเมืองเราขจัดคนโกงหรือเอาคนโกงเข้าเป็นคดี หลายต่อหลายคดี กระผมไม่จำเป็นจะต้องยกตัวอย่าง แต่การเข้ามากำกับ ควบคุม วางมาตรฐานทางจริยธรรมและตัดสินมาตรฐานทางจริยธรรมนั้นโดยองค์กรของรัฐ กระผม ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่าเราควรจะต้องพิจารณาและกระผมไม่อาจที่จะตัดสิน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตราบที่ยังไม่เห็นว่าคณะกรรมาธิการนั้นมีแนวความคิดอย่างไร เกี่ยวกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ หรือร่างพระราชบัญญัติที่ทาง สปช. ทำไว้ และกระผมเห็นว่านั้นน่าจะเป็นทางออกอันดับต้นที่ดีกว่าเราจะมาแยกผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนสาขาวิทยุโทรทัศน์ให้เข้ามาอยู่ในกำกับขององค์กรที่ถูกแปรสภาพไปขึ้น ต่อนโยบายของรัฐ และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเช่นรัฐบาลนี้ ตลอดไป ถ้าเรามองไปในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าเราจำเป็นที่จะต้องคิดให้ยาวไกล ออกไปด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ก็ขอกล่าวว่าเห็นด้วยกับทั้งท่านนิกรแล้วก็ท่านคำนูณสิ่งที่พูดมาประเด็นหลัก ๆ ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ผมก็ชื่นชมยินดีมากที่ได้มีส่วนรับฟังแล้วก็ร่วมอภิปรายในเรื่อง เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล เรื่องที่เกี่ยวกับความผาสุกทางด้านกายภาพของประชาชน พลเมืองในอนาคตว่าจะดีขึ้นเป็นลำดับเพราะจะมีการบริการถึงบ้านเรือน แต่พอมาตกบ่าย อันนี้ผมเริ่มที่จะป่วยทางจิตแล้วครับ เมื่อได้มาอ่านเอกสารแล้วก็ได้รับฟังคำชี้แจงของ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ในเอกสารอันนี้ที่ผมจดประเด็นว่าผมจะอภิปรายอย่างไรนั้น ผมเขียนคำภาษาอังกฤษเอาไว้ ๑ คำคือคำว่าฟรีดอม (Freedom) สิทธิเสรีภาพแล้วก็ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกครับ เพราะว่าการที่เรามานั่งอยู่ในคณะสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคมศกก่อนนั้น ความมุ่งมั่นตั้งใจเท่าที่สติปัญญาแล้วก็ องค์ความรู้และประสบการณ์จะมีของผมก็คือว่าจะเข้ามาร่วมทำงานอย่างเต็มที่ในเรื่องของ การที่จะปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความเป็นสากลของสิทธิเสรีภาพสังคมประชาธิปไตย แล้วก็ การปฏิรูปตามความหมายของผมคือการกระจายอำนาจเพิ่มพลังให้กับประชาชน ให้กับ ผู้ประกอบการ ให้กับภาคประชาสังคม ให้กับองค์กรอิสระเป็นสำคัญ แต่ว่า ๑๒ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานคงจะเห็นว่าผมค่อนข้างจะได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าเราไม่ได้ขยายหรือว่า ส่งอำนาจไปให้ประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น โดยตลอดมามักจะมีการเพิ่มอำนาจ ให้กับแวดวงราชการคือส่วนกลาง ตั้งคณะกรรมการ ตั้งองค์กรนี้ แก้ไข พ.ร.บ. เพิ่มโน่นเพิ่มนี่ ยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ ทั้งหมดนี้ไปกระจุกตัวอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อยู่ที่ภาครัฐ ภาครัฐบาล แล้วก็ระบบราชการ ผมไม่อยากจะพูดว่ามันมีความเป็นฟาสซีสต์ (Fasces) มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับน่ากลัวครับ แล้วก็มาวันนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพ คุณคำนูณได้พูดชัดว่ามันจะเป็นรัฐแห่งการควบคุมคอนโทรลสเตต (Control State) น่ากลัวครับ แล้วผมรับไม่ได้แล้วก็ยอมไม่ได้เพราะมานี่เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทยให้มี ความเป็นเสรีและให้มีความเป็นสากลแล้วก็ดีขึ้น แล้วอำนาจต้องกระจายครับ ไม่อย่างนั้น ก็ต้องต่อสู้กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้สภาวะพิเศษอำนาจของรัฐบาลมหาศาล แต่ว่าได้ใช้ กลไกของแม่น้ำ ๕ สายในการที่จะกระจุกตัวของอำนาจ มันเป็นการไปสร้างปัญหาให้กับ อนาคตให้กับลูกหลานเรา อันนี้ต้องระมัดระวังครับ อย่าทำบาปทำกรรมต่อประเทศแล้วก็ ต่อลูกหลานของตนเองโดยการกระจุกตัวของอำนาจหรือมีความเป็นเผด็จการแฝงอยู่ในทุก ๆ เรื่องของ ๑๑ คณะกรรมาธิการ อันนี้ไม่ได้ครับ ไม่มีภาระหน้าที่ ไม่มีความจำเป็น แล้วผมคิดว่า มันเป็นบาปเป็นกรรมต่อสังคม อยากจะขอให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด แล้วผมก็เห็นด้วย กับคุณคำนูณว่างานนี้มันต้องเป็นของสภาอาชีพทางด้านสื่อ เขามีความล้มเหลวอ่อนแอ มันก็เหมือน สังคมประชาธิปไตยของเรามันก็ ๘๔ ปี มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ว่าเป้าหมาย ของเราก็ยังแน่ชัดว่าเรายังเพียรพยายามที่จะให้มีระบอบประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยต่อไป จะมาอ้างว่าล้มเหลวโดยภาคเอกชนสื่อเขาดูแลตนเองกันไม่ได้ แล้วก็มาเพิ่มอำนาจให้ที่รัฐ จะไปผ่านคณะกรรมการดิจิทัล คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือจะไปที่ กสทช. แล้วก็อ้าง ความมั่นคง อ้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ว่าที่แฝงอยู่คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและ การมีส่วนร่วม แล้วก็การเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ภาษาอังกฤษใช้คำว่าเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ผมต้องการให้มีเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ให้กับประชาชน ไม่ใช่มีการเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ให้กับภาคเอกชนครับ แล้วผมก็ยังมี ความเชื่อมั่นว่า เพื่อน ๆ สื่อของผมทั้งหมดเลยทุกคนมีขีดความสามารถในการที่จะปกครองแล้วก็ดูแลตนเอง ประเด็นปัญหาที่ผมเห็นอยู่และผมได้เคยพูดในที่ประชุมนี้มันไม่ได้อยู่ที่นักหนังสือพิมพ์ เด็กผู้สื่อข่าวที่วิ่งไปวิ่งมานอกในรัฐสภา ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือว่าที่หน่วยราชการต่าง ๆ ปัญหามันมักจะอยู่ที่เจ้าของ บริษัทเจ้าของที่ทำธุรกิจครับ แล้วก็มีหลาย ๆ เจ้าของสื่อต่าง ๆ เล่นการเมืองครับ ถือหาง แล้วก็เป็นมือปืนรับจ้าง ซึ่งเมื่อวานนี้เราพูดกันในเรื่อง งบประชาสัมพันธ์ของภาครัฐใช่ ไม่ใช่ครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูก บิดเบือนให้ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะปกปิดความล้มเหลวของการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยการโฆษณา ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เราจะต้องไปขจัด ประเด็นปัญหามันก็อยู่ที่เจ้าของ ตรงนี้และเราก็ยังไม่ได้เคยมีพูด ผมก็ได้เสนอตอนที่ได้พูดกันเรื่องสื่อว่าต้องไปดูเสียก่อน ผมก็ได้พูดเป็นตัวอย่างว่าถ้าเผื่อมันเป็นไฟแนนเชียลไทม์ (Financial Time) หรืออินเตอร์เนชันนัล เฮรอลด์ ทริบูน (International Herald Tribune) หรือจะเป็นดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) เขาอาจจะไปทางปีกเสรีนิยม ถ้าไปเป็นฟอกซ์นิวส์ (Fox News) มันก็ขวาจัดของอเมริกานะครับ และมันก็มีเอกสารอื่น ๆ เท่านั้น แต่ว่าเจ้าของเขาผู้ประกอบการของเขา เจ้าของกิจการหรือว่า เอดิเตอร์ (Editor) บรรณาธิการเขาได้ประกาศกับสาธารณชนของภายในประเทศ และของโลกเขาแน่ชัดว่าจุดยืนทางการเมืองของเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร ของเรามันมีการยืน ทางการเมืองที่แฝงเราก็ต้องบอกกับผู้ประกอบการว่าคุณอยู่ในสังคมประชาธิปไตย และที่นี่ เป็นราชอาณาจักร และประเทศไทยแบ่งแยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดยืนของผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการทุกคนมันต้องทัดเทียมกันนะครับ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอื่น ส่วนจะซ้ายไปมาก ขวาไปมาก กลางบ้าง อันนั้นไม่ได้มีประเด็นปัญหาให้ประกาศมาเสียก่อน แต่มาเป็นเครื่องมือกลไก ไม่ได้อันนี้ต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐ โดยเฉพาะ กสทช. ที่จะต้องสอดส่องมาก็ไม่สามารถ ที่จะกระทำได้ก็ต้องปรับปรุงในส่วนนั้นด้วย แต่กลับมาที่สภาวิชาชีพสื่อ ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้เขาเป็นสำคัญมันต้องกระจายอำนาจจากส่วนกลางลงไปจากหน่วยงานลงไปให้กับผู้ประกอบการ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมเห็นด้วยกับคุณคำนูณ คุณนิกร เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนอันที่ ๒ ที่เราจะต้องปกป้องมันคืออะไร จะเป็นโดยสภาวิชาชีพหรือจะเป็น หน่วยงานของรัฐหรือว่าร่วมกัน ผมว่ามันมีแค่ ๓ ประเด็นเท่านั้นเอง คือเรื่องศีลธรรม ผมได้เคยพูด ในที่ประชุมนี้ว่าที่เมืองนอกที่เขาปกป้องมากคืออย่าได้ไปบ่อนทำลายความนึกคิดของ เยาวชน เด็กที่ยังไร้เดียงสา ปกป้องเด็กเป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เรื่องศีลธรรมเป็นหน้าที่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการหลอกลวง โฆษณายาเสริมกำลัง ยาอาหารเสริม สิ่งเสริมสวยทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโกหกพกลม เปิดไปทุกช่อง ธรรมดาหรือจะเป็น ดิจิทัล (Digital) หรือจะเป็นอนาล็อก (Analog) อะไรต่าง ๆ และ กสทช. ณ วันนี้ไปทำอะไร กรมประชาสัมพันธ์ไปทำอะไร สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำอะไร อันนี้เราต้องเอา ของจริงมาพูดกันนะครับ และเราก็อะลุ่มอล่วยเพราะว่าอย่างไร เพราะว่าเจ้าของกิจการที่ทำ โฆษณาเหล่านั้นมีอิทธิพลหรือเปล่า แล้วเราก็ปล่อยให้การทำลายศีลธรรม การหลอกลวง เพื่อในเชิงพาณิชย์เพียงเพื่อมาหากำไรนั้นเป็นไปได้นะครับ อันนี้ก็ต้องทำเสียวันนี้สามารถ ที่จะอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ต่อองค์กร หน่วยงาน พระราชบัญญัติที่มีอยู่นะครับ ศีลธรรม การหลอกลวง

ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องความมั่นคง ใครเป็นผู้ตัดสินใจ มันก็มีสภาความมั่นคง แห่งชาติก็ดูไปสิครับ ก็มีสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติว่าอันไหนที่มันบ่อนทำลายความเป็น ราชอาณาจักร สถาบันสำคัญ ๆ ของประเทศชาติก็สอดส่องดูแลไป แล้วทำไมมันถึงยังมี เว็บไซต์ (Web Site) สีแดงอยู่ตลอดเวลาก็ไม่สามารถที่จะเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไม ไม่ปราบปรามกันให้เด็ดขาด เราสามารถที่จะได้รับความร่วมมือจากสื่อข้ามชาติในเรื่องของ การที่จะไม่ให้มีการเขียนบทความหรือข้อความหรืออะไรที่เข้ามายุ่งกับสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง ของเรา เราก็สามารถที่จะขอความร่วมมือกับเขาได้ครับพูดกันดี ๆ ได้ จะเป็นกับแอปเปิล (Apple) กับกูเกิล (Google) กับ (Yahoo) ยาฮู อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยเหตุด้วยผลก็สามารถที่กระทำได้ และอันนี้มันเป็นระยะเวลาสำคัญ ที่มันสามารถที่จะขอความร่วมมือกับต่างประเทศได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำกันต่อไป

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งมันก็เป็นประเด็นสุดท้าย อันนี้ก็ต้องย้ำอยู่แล้วเพราะเมื่อวาน เราได้พูดกันเรื่องงบประชาสัมพันธ์ เรื่องสปอนเซอร์ชิป (Sponsorship) และตอนนี้มันก็ นอกเหนือจากรัฐวิสาหกิจที่จะต้องติวเข้มโดยรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ร่วมมือกับทางภาคเอกชน อย่างใกล้ชิดในโครงการประชารัฐ ก็บอกกับนายห้างทั้งหลายเจ้าของกิจการที่ใกล้ชิดกับ แวดวงทางการเมือง ณ วันนี้ว่าการโฆษณาของบริษัทหรือเครือข่ายของพวกคุณให้มันอยู่ใน ศีลธรรมไม่หลอกลวงแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้หรือไม่ ไม่ใช่จะทำธุรกิจหากินกัน อย่างเดียว แต่เขามีบทบาทรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็ท่านเหล่านี้ก็อยู่ในวงในทั้งนั้นก็ออกมา ช่วยกันสิครับ ว่าท่านก็ไม่ไปลงโฆษณาในบางสื่อที่ขาดซึ่งจริยธรรมแล้วก็ศีลธรรม ท่านก็สามารถ ที่จะให้ความร่วมมือได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากที่ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปที่กรรมาธิการว่าเอามาทบทวนทั้งหมด แต่การที่จะมาแก้ไขอะไรเพื่อจะลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ เสริมสร้างแล้วก็ปูทางสังคมไทยให้มีความเป็นเผด็จการ อันนี้ไม่เล่นด้วย และไม่ควร จะเกิดขึ้นในสภานี้ที่เรียกว่าสภาแห่งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ที่จะบอกว่าอันนี้ จะปฏิรูปไปสู่การกระจุกตัวหรือการเป็นเผด็จการ ผมคิดว่าผมก็ต้องขอลาออกว่าผมไม่มีที่ยืน ที่นี่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะท่านกษิตคะ ต่อไปเรียนเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นผมขอให้สัญญากับท่านประธานกรรมาธิการว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ จะพยายามถนอมแล้วก็รักษาน้ำใจที่มีต่อท่านให้ได้มากที่สุด เพราะได้ฟังว่าท่านก็โดนมา พอสมควรในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานกรรมาธิการได้รับโจทย์เมื่อครั้งที่ เข้าพบท่านประธาน สปท. โจทย์ของท่านประธาน สปท. ที่มอบให้ต่อท่านประธาน กรรมาธิการนั้น บอกว่ายกตัวอย่างมา ๔ ข้อ อุปกรณ์วิทยุที่ติดตั้งในรถแท็กซี่และสถานีฐาน สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ที่แพร่ภาพ บริษัทห้างหุ้นส่วนที่ให้บริการเคเบิลทีวี (Cable TV) ช่องรายการทีวี (TV) ที่รับจากจานดาวเทียม ท่านประธานกรรมาธิการได้รับ โจทย์เช่นนี้มา ท่านก็คงมาคิด คงมาปรึกษากับทีมงานของท่านในกรรมาธิการ จึงเป็นที่มาว่า อย่ากระนั้นเลยมาแก้กฎหมายฉบับนี้ดีกว่า คือกฎหมายที่มีชื่อว่าพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พูดง่าย ๆ ว่า พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์นี่ครับ ท่านรับโจทย์มา ๔-๕ ข้อนี้ โดยประเด็นสำคัญความหมายที่มาที่ไปนั้นท่านได้เกริ่นไว้ ตอนเริ่มต้นว่า เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นมีมากเหลือเกิน จนกระทั่งกฎหมาย ตามไม่ทันเริ่มล้าสมัยแล้ว ประการถัดมาคือบ้านเมืองที่ผ่านมามีความยุ่งเหยิงวุ่นวายมากมาย มีความขัดแย้ง มีเรื่องของกีฬาสี มีความเห็นต่างทางการเมือง ต่างคนต่างก็มีป้อมค่ายของ ตัวเอง ต่างคนต่างก็มีวิทยุโทรทัศน์ของตัวเองก็ออกกระจายเสียงแพร่ภาพ ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ก็ต้องบอกว่าอัดกันไปอัดกันมา ผมเป็นชาวบ้านอยู่ตรงกลาง ผมก็ดูทั้ง ๒ ช่องนั่นแหละครับ มีกี่ช่องผมก็ดูหมดก็ดูเขาอัดกัน คือดูกีฬาสี เพราะฉะนั้นที่มาที่ไปในการแก้กฎหมายฉบับนี้ มันเหมาะสมด้วยกาลเทศะ เหมาะสมด้วยเหตุด้วยผลที่มาที่ไปทุกประการ ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้าท่านมาพบผม ขออภัยนะครับไม่อาจจะลำเลิกขนาดนั้น เอาว่าถ้าได้มีการปรึกษาหารือกันผมบอกท่านแก้ไม่พอนะครับท่านต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งหมดเลย คือ พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แก้ให้มีความรอบคอบ มีความรัดกุม ขยายประเด็นเพิ่มเติมไปเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการที่เราจะปฏิรูปกิจการวิทยุและโทรทัศน์ของประเทศไทยในยุค ปฏิรูปนี้ เพราะสิ่งที่ท่านได้เสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มา ๑๐ กว่ามาตรานั้นเกือบทุกมาตรา มีความจำเป็น มีความสำคัญ ผมเห็นด้วยเพียงแต่ความเห็นต่างในรายละเอียดนั้นก็อาจจะมี ซึ่งผมก็มีอยู่ขออนุญาตที่จะเสริมเติมแต่งในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ ร่างมานานแล้ว เมื่อครั้งที่ร่างนั้นผมได้ศึกษาติดตามมาโดยตลอดและมองเห็นว่าบางมาตรา ร่างไว้ค่อนข้างจะรอบคอบ รัดกุม แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาบอกว่าไม่พอแล้วแค่นั้นเทคโนโลยี มันมากขึ้นเหลือเกิน มีทั้งที่มีคลื่นแล้วก็ที่ไม่มีคลื่น ใครจะนึกบ้างว่าช่วงสมัยนี้เวลานี้เราจะ สามารถดูโทรทัศน์ ดูการถ่ายทอดสด ถ่ายทอดสดฟุตบอล ถ่ายทอดสดอะไรก็แล้วแต่ดูเขา หาเสียงกันที่อเมริกาเราสามารถดูได้จากโทรศัพท์มือถือนะครับ ดูได้จากไอแพด (iPad) หรือจากซัมซุงก็แล้วแต่เรียลไทม์ (Real Time) สามารถรู้เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองของโลกได้ ทุกวินาทีติดตามได้ตลอดเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์จริง เพราะฉะนั้นเท่าที่ท่านร่างมา ท่านแก้ไขมาผมว่าก็ยังไม่ก้าวถึงเทคโนโลยีที่ผมกล่าวมีกูเกิลเพลย์ (Google Play) มีอะไรต่าง ๆ ที่เราสามารถดูหนัง หนังที่คนไทยไม่มีโอกาสจะได้ดู หนังที่คนในต่างประเทศบ้านอื่นเมืองอื่น เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้ดู เรียกดูได้จากโทรศัพท์มือถือแล้วในเวลานี้ เพราะฉะนั้นกฎหมาย ที่ท่านแก้มามีคลื่นและไม่มีคลื่นมันก็ยังไม่ครอบคลุม เมื่อลงถึงกฎหมายผมมีประเด็น ที่ขออนุญาตที่จะใช้เวลาท่านประธานที่จะเสริมเติมเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าท่านจะ ตั้งหลักว่าเอาอย่างนั้นไปร่างใหม่ดีกว่าก็คงจะได้นำเสนอต่อไป ผมคิดว่าอย่างนี้ครับเวลา ที่เหลืออีก ๓-๔ เดือนเป็นงานไฮไลต์ (Highlight) ของกรรมาธิการจะเกิดคุณูปการใหญ่หลวง ต่อประเทศชาติท่านรับร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่เลย แก้ ๑๐ กว่ามาตรานั้นไม่พอ มีอีกบางหมวด รื้อใหม่ก็ไม่พอต้องไปร่างใหม่เลย หมวด ๓ การส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพและ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แค่หมวดนี้ หมวดเดียวเขียนใหม่ได้อีกเป็นสิบ ๆ มาตรา ในหมวดนี้ของกฎหมายเก่า กฎหมายเดิม เขาเอาเรื่องการส่งเสริมและการควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพมารวมไว้ในหมวดเดียวกัน กับการคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มันควร จะต้องแยกออกจากกัน แค่ลำพังฟังท่านคำนูณอภิปรายผมเห็นด้วยกับท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ผมจะพูดคล้าย ๆ กับที่ท่านพูดเลยแต่ว่าท่านพูดได้ดีกว่าผมและท่านได้นำหน้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมคงจะไม่ซ้ำแนวทางนั้น เพียงแต่จะบอกว่าในหมวด ๓ นี่มันมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ มีอยู่แค่ ๒-๓ มาตราแค่นั้นเอง ท่านไปร่างใหม่ได้อีกขยายได้อีกเป็นสิบมาตราแยกออกจากกันเลย ที่สำคัญก็คืออะไรครับให้มีสภาวิชาชีพใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ได้เลยนะครับ ถ้าท่านอึดอัดใจ ในการที่เราจะต้องรอกฎหมายสภาวิชาชีพที่ท่านคำนูณได้อภิปราย ขออภัยที่เอ่ยนามนั้น ถ้าหากว่าจะต้องไปร่างกฎหมายฉบับนั้นรอขั้นตอนต่าง ๆ อีกมากมาย ท่านไปแก้กฎหมายฉบับนี้ ในหมวดนี้ใส่เรื่องของสภาวิชาชีพไว้ได้เลย เพราะว่าในมาตรา ๓๙ เขาบอกเพียงแค่ว่า ให้คณะกรรมการคือ กสทช. ดำเนินการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ แต่ทำไมครับ เขาบอกให้องค์กรนี้ให้ทำหน้าที่ในการจัดทำ มาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ และควบคุมการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม ของเดิมมันก็เปิดทางเอาไว้นิด ๆ แล้ว แต่ยังไม่เห็นแสงสว่าง ไปทำให้มีสภาวิชาชีพในกฎหมายฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้ไม่ยาก ง่ายกว่าที่จะต้องไปทำกฎหมายอีกฉบับหนึ่งแยกออกไป ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันคือเรื่องเดียวกัน แล้วข้อสำคัญคืออะไรครับ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ มันควรจะแยกออกไปอีกหมวดหนึ่ง คนที่ได้รับความเสียหายไม่ใช่เฉพาะคน อย่างเดียว ไม่ใช่เฉพาะองค์กร ไม่ใช่เฉพาะนิติบุคคล บางครั้งความเสียหายมันเกิดขึ้นกับ ประเทศไทยทั้งประเทศ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราคงไม่ต้องไปเท้าความให้รายละเอียดมากนัก เห็นด้วยว่าความขัดแย้งอะไรต่าง ๆ นั้นมันก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นมาตรการ ต่าง ๆ ที่ท่านแก้ไขท่านเพียงแก้ไปเติมมาตรา ๔๐ ท่านให้มีมาตรา ๔๐/๑ เข้ามาแค่นั้นเอง ซึ่งไม่พอ ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ในมาตรา ๔๐ กฎหมายเดิมเขาบอกว่าผู้ที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ท่านได้เพิ่ม เป็นมาตรา ๔๐/๑ ท่านได้ตัดข้อความคำว่าในมาตรา ๔๐/๑ ท่านบอกว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เสียหาย แต่ท่านได้เติมข้อความคำว่า เนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อาจร้องเรียนต่อ คณะกรรมการ ถ้าไม่เติมขยายความไปให้ชัดเจนว่าคำว่า เดือดร้อน เสียหาย นั้นนะมันมี คำจำกัดความของมันอยู่พอสมควร มีกรอบของมัน ถ้าบอกแค่ว่าเดือดร้อน เสียหาย ใคร ๆ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ อยู่ดี ๆ อารมณ์หนึ่งก็เกิดความเดือดร้อน ความเสียหาย ขึ้นมาได้ มันจะเกิด การร้องเรียนไปไม่มีที่สิ้นสุด การร้องเรียนนำไปสู่การฟ้องร้องอะไรได้อีกมากมาย ผมจึงขอเรียนว่า ท่านไปแก้ไขเสีย

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้กล่าวนำไว้แล้วเรื่องการเปิดช่องให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ให้สามารถทำโฆษณาได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เท้าความไป หลักการนี้เกิดขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหาย เป็นหลักการที่บอกว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีการแพร่ภาพรายการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ขอเวลาเพิ่มครับท่านประธาน ให้ดำเนินรายการได้โดยไม่มีโฆษณา สิ่งนั้น หลักการนั้นดำเนินต่อมา เข้าใจว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนไป การพัฒนากิจการ วิทยุโทรทัศน์ต้องมี จะพัฒนาได้ต้องมีทรัพยากรที่สำคัญก็คือเงิน แต่เงินที่กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับนั้นน้อยนิดไม่พอที่จะพัฒนา เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาหลักการนั้นมีอยู่ แต่ถ้าท่านฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ท่านจะเห็นว่าเขามีโฆษณาตลอด ผมเคยเห็นโฆษณาสินค้า โฆษณาน้ำอัดลม โฆษณาทีวีไดเร็กต์ โฆษณาอะไรอยู่ในช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ครับ ผมเคยมีส่วนในการดูแล อย่าเรียกว่าดูแลเลยประสานงานในสมัยเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วที่ กรมประชาสัมพันธ์ที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้โฆษณาได้ เขาบอกว่า เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโฆษณา ทางสายกลางอยู่ตรงไหนครับ ทางสายกลางอยู่คล้าย ๆ กับที่ท่าน ขอแก้มาในกฎหมายฉบับนี้ท่านบอกว่ากิจการวิทยุโทรทัศน์บริการสาธารณะประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๓ ไม่มีโฆษณา ประเภทที่ ๒ ของเดิมให้มีโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการ ดำเนินกิจการ ท่านไปแก้ให้ ๑ และ ๓ สามารถทำประชาสัมพันธ์โฆษณาได้ ก็คือมีรายได้เข้ามาได้ แต่ท่านไปเปิดช่องเอาไว้เพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในกฎหมายฉบับใหม่ของท่าน ขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการบริการสาธารณะให้ ท่านใช้คำว่า ให้ หารายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่ เพียงพอต่อการประกอบกิจการโดยไม่เน้นการแสวงหากำไร ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ขอเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าท่านเขียนไว้เพียงแค่คำว่า ให้ ภาษากฎหมายนี้เขางงนะครับ คำว่า ให้ หมายความว่าคือให้ทำเลย ไม่มีประเภทว่าไม่ให้ หรือเปล่า แต่ถ้าท่านใช้คำว่า อาจ หมายความว่ามีโฆษณาก็ได้ ไม่มีโฆษณาก็ได้ ยิ่งถ้าเติม คำว่า อาจพิจารณาให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ยิ่งชัดเลยว่าให้ใช้ดุลยพินิจพิจารณา การพิจารณานั้นขออนุญาตเรียนเสนอครับว่าที่ผ่านมาผมทราบมาโดยตลอดเป็นการใช้ดุลยพินิจ ของผู้ใหญ่ในกรมประชาสัมพันธ์ไม่กี่ท่าน ๑ ท่านหรือไม่เกิน ๒ ท่าน ให้ดุลยพินิจได้เลยว่า รายการนี้โฆษณาประเภทนี้ต้องมีสปอนเซอร์ (Sponsor) เสียเงิน จ่ายเงิน รับเงิน รายการนี้ ฟรี สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคืออะไรครับ การเมือง การเมืองจะเข้ามาล้วงลูก ที่ผ่านมาระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาผมได้ยินมาเต็ม ๒ หู เดี๋ยวก็มีผู้ใหญ่สั่งมาว่ารายการนี้ขอฟรี รายการ แข่งวัวขอฟรียังมีเลยครับ รายการชนวัว ชนไก่ ขอฟรียังมีเลยครับในอดีต ๑๐ กว่าปีที่แล้ว รายการบางประเภทดูแล้วไม่น่าจะออกอากาศช่อง ๑๑ ได้นะก็ออกอากาศได้ เพราะเป็นการใช้ ดุลยพินิจของคนเพียง ๑ หรือ ๒ คน เอาว่าเป็นอย่างนี้แล้วกัน อธิบดีเลยครับ คำสั่งตรงมาที่ อธิบดี เพราะฉะนั้นท่านต้องไปเขียนกรอบตรงนี้ให้ชัดเจนว่าระเบียบกติกาในการให้ ออกอากาศรายการทำโฆษณาให้โฆษณานั้นเป็นอย่างไร ประเภทไหนฟรี ประเภทไหน ต้องเสียเงิน เสียสตางค์ ต้องมีสปอนเซอร์ (Sponsor) เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ดุลยพินิจเพื่อไม่ให้ การเมืองเข้ามาล้วงลูกได้ ขออนุญาตเรียนเสนอ

ประเด็นถัดมาประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก ๆ ต้องขอเรียนว่าเกือบจะมากที่สุดก็ว่าได้ท่านคำนูณได้อภิปรายไปแล้ว คงจะพูดซ้ำกันบ้าง เล็กน้อย คือประเด็นของมาตรการในการกำหนดให้มีกติกากฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยหรือเกี่ยวข้อง กับผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการอันนี้สำคัญ ผมไม่อยากจะให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่กระสุนตกมันจะไม่ใช่กระสุนตกมันจะกลายเป็นระเบิดตก เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนที่อยู่ใน แวดวงของสื่อมวลชนนั้นต้องขอเรียนว่าเขาแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าสิทธิเสรีภาพมากเหลือเกิน ทางสายกลางนั้นมี คือสภาวิชาชีพที่จะมาตรวจสอบกำกับดูแลสิ่งที่เราเป็นห่วงกันว่าที่ผ่านมานั้น ต้องบอกเลยว่ากีฬาสีส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากผู้ประกาศรายการ ผู้ดำเนินรายการชัด อันนี้ใช่ เพราะฉะนั้นการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาว่าด้วยผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการไม่ใช่เพียงแค่ ไปประกาศไปสอบใบอนุญาตว่าเขาอ่าน ร หรือ ล ได้ชัดเจนหรือไม่ อ่านคำควบกล้ำได้ เพียงพอได้ดีชัดเจนหรือไม่ อักขระภาษาไทยอ่านชัดเจนหรือไม่ ไม่ใช่แค่นั้นไม่พอที่จะได้รับ ใบอนุญาต สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรม จิตใต้สำนึกในการเป็น ผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศรายการว่าจิตใต้สำนึกของเขาคือมีสิ่งที่เรียกว่า ๑. สิทธิเสรีภาพ ๒. คือจริยธรรม ๓. คือความรักษาความสงบเรียบร้อยความมั่นคงของประเทศอยู่ภายใต้ จิตสำนึกในการดำเนินการของเขาหรือไม่ ถ้าท่านดูรายการวิทยุ โทรทัศน์ ท่านจะเห็นเลย ผมขออนุญาตใช้คำว่าเสี้ยม ไม่หยาบครับคำนี้ในพจนานุกรมก็มี เชิญคนมาออกรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์จะ ๑ คนหรือ ๒ คนก็แล้วแต่พูดพาดพิงแล้วพาดพิงอีก ตำหนิแล้วตำหนิอีก กล่าวว่าแล้วก็กล่าวว่าอีก แล้วก็เสี้ยม เสี้ยมให้ ๒ คนนี้ทะเลาะกัน เสี้ยมให้คนที่มาออก รายการด้วยทะเลาะกับอีกคนหนึ่งที่อยู่ที่บ้าน คนที่อยู่ที่บ้านโทรศัพท์โฟนอิน (Phone-in) เข้ามาคุยกับคนนี้ พิธีกรถามให้ ๒ คนนี้ทะเลาะกันออกอากาศสด ๆ ให้คนไทยทั้งประเทศดู เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นจริยธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข ไม่ฉะนั้นประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นในวังวนของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ทางสามแพร่งที่เราจะเจอคือ ทางสามแพร่งว่าเราเดินไปข้างหน้า ซ้ายคือสิทธิเสรีภาพแบบเต็มสตรีม (Stream) ขวาคือ มีกรอบ มีกฎเกณฑ์ มีกติกา เราจะทำ ๒ ทางนี้ให้ประสานเชื่อมกันแล้วเดินได้อย่างบ้านเมือง มีความสงบเรียบร้อยได้อย่างไร ก็คือหมวด ๓ ที่ผมได้กล่าวแล้วว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม ไม่ใช่เชิญเขามาอบรมจริยธรรมอย่างเดียว รับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป ผมเชื่อว่ามันต้องมีการ ฟีดแบ็ก (Feedback) มันต้องมีการตรวจสอบ ข้อสำคัญที่สุดผมฝากไว้ครับว่าผู้ได้รับ ใบอนุญาตเขาไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาสุ่มเสี่ยงกับผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศรายการ แต่คนที่จะต้องรับผิดชอบผู้ดำเนินรายการ หรือผู้ประกาศรายการนั้นคือผู้อำนวยการสถานีครับ เขาเป็นคนเลือก เป็นคนจ่ายค่าจ้าง เป็นคนทำสัญญาจ้างให้บุคคลคนนี้มาเป็นผู้ดำเนินรายการ เป็นผู้ประกาศ สถานีที่ได้รับ ใบอนุญาตไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย เปรียบเหมือนโรงพยาบาล บริษัท ก เปิดกิจการ โรงพยาบาล ข บริษัท ค เป็นผู้ได้รับผิดชอบขอใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ให้ นาย ง มาเป็นนายแพทย์ผู้อำนวยการ นายแพทย์ ง ไปจ้างนายแพทย์ จ มาเป็นแพทย์ ทำไม บริษัทนี้จะต้องมารับผิดชอบกับการรักษาของนายแพทย์ คนที่รับผิดชอบคือผู้อำนวยการ โรงพยาบาล กรณีนี้ก็เช่นเดียวกันผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือผู้อำนวยการสถานี ในกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้เขียนบทลงโทษผู้อำนวยการสถานีเอาไว้ให้ชัดเจน พูดเพียงว่าผู้รับอนุญาต ให้รับผิดชอบถ้าผู้อำนวยการทำเสียหาย ผู้ดำเนินรายการทำเสียหาย ที่ท่านขอแก้ไขครับ ท่านไปเขียนใหม่เพิ่มเติมว่า ให้ผู้อำนวยการสถานีต้องรับผิดชอบในกรณีใดบ้าง สถานการณ์ ความขัดแย้ง สถานการณ์อะไรต่าง ๆ มันจะมากขึ้น การโฆษณาบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อยู่ในสื่อออนไลน์ (Online) หรือว่าในเคเบิลทีวี (Cable TV) ในวิทยุ โทรทัศน์ก็จะดีขึ้น ผมฝากเอาไว้มีเวลาน้อย มีประเด็นกฎหมายอีกมากมาย

ท้ายที่สุดผมฝากว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการขอแก้ไขมานั้นมีความเหมาะสม แต่ว่าด้วยถ้อยคำและด้วยหลักคิดอะไรบางอย่างที่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีความสุ่มเสี่ยง ถ้าเราจะประเคนใส่พานกฎหมายที่เปิดทางให้เกิด การลิดรอนสิทธิเสรีภาพไปสู่รัฐบาลไหนก็ไม่ทราบในอนาคต ถ้าเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ผมเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ โฆษณาตัวเอง สร้างความขัดแย้ง ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง และเราประเคนสิ่งที่เรียกว่ากำจัดสิทธิเสรีภาพให้เขา มันจะเป็น อันตรายต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นด้วยวิธีคิดแบบนี้มีมาหลายมาตราที่กฎหมายที่ท่านขอแก้มา ๑๐ กว่ามาตรานั้นยังไม่ครอบคลุมชัดเจน บางหมวดต้องลิสต์ (List) ร่างใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลา ท่านประธานกรรมาธิการครับกรุณา ผมว่าช่วยรับข้อเสนอเอาไว้ ท่านไปร่างผมว่า ใช้เวลาไม่นาน ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เจ้ากรมการพลังงานทหาร รองผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหารค่ะ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนที่ได้มี แนวคิดที่จะปฏิรูปเรื่องของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยเท่าที่ฟังตั้งแต่เที่ยงวันนี้ หลักการของท่านก็คือจะแก้ไขในตัวของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นหลัก และท่านก็อธิบายว่ามาตรานี้แก้ไขอย่างไร ได้ให้เหตุผล อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณ และท่านก็ได้ชี้แจงว่ามาตราใดแก้ไขและไม่ได้แก้ไข สำหรับผมจะกล่าว ในประเด็นของที่ท่านไม่ได้แก้ไข โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการป้องกันการผูกขาด พระราชบัญญัติตัวนี้มันจะไปเกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย สื่อทางวิทยุ สื่อทางโทรทัศน์ มันจะ เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ในประเด็นดังกล่าว อย่างเช่นในมาตรา ๑๔ ท่านกล่าวว่าท่านไม่ได้ แก้ไขอะไรนี่นะครับ ผมขออนุญาตอ่านว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ตามพระราชบัญญัติเดิมต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะที่ต้องห้ามดังต่อไปนี้นะครับ คือ

(๑) บุคคลมีอำนาจกระทำการผูกพันและผู้ขอใบอนุญาตต้องเป็นสัญชาติไทย อันนี้ก็ปกติทั่วไป

(๒) ไม่มีกรรมการหรือบุคคลท่านใดที่มีอำนาจกระทำการผูกขาดเป็นผู้รับ ใบอนุญาตเกี่ยวข้องกับที่ผมได้กล่าวไปแล้วทั้งเรื่องของสิ่งพิมพ์ เรื่องของวิทยุ เรื่องของ โทรทัศน์นี่นะครับ

แล้วก็ส่วนที่ ๔ เรื่องของการป้องกันการผูกขาด ในมาตรา ๓๓ ท่านก็บอก ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้พูดถึง คือการป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงำกิจการในลักษณะ ที่เป็นการจำกัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย หรือกระทำอันเป็นการผูกขาด การประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกัน หรือครอบครองสิทธิข้ามสื่อ สำหรับทั้ง ๒ มาตรานี้ผมก็ขออนุญาตเรียนถามกรรมาธิการ ว่าปัจจุบันนี้มีสื่อที่ดำเนินการทั้งในรูปของสื่อมวลชน ของสิ่งพิมพ์ ของวิทยุ ของโทรทัศน์ โดยใช้ชื่อเหมือนกันบ้าง แต่ขออนุญาตยกตัวอย่างบางสื่อที่เกี่ยวข้องบางอันชื่อเหมือนกัน บางอันชื่อไม่เหมือนกัน ดังนั้นผมขอเรียนถามท่านว่าท่านมีแนวคิดในการปรับปรุงเรื่องนี้ อย่างไรบ้าง หรือจะอนุญาตให้ดำเนินการเลยเพื่อประชาชนรับทราบสื่อข้อมูลหลากหลาย สื่อในเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับคือสรุปว่าจะปรับปรุงในมาตราที่ผมพูดถึงนี้นะครับ คือมาตรา ๓๑ และมาตรา ๑๔ ให้มีความรัดกุมหรือจะอนุญาตให้ดำเนินการได้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางวลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมคะ เชิญท่านประธานกรรมาธิการ ตอบชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกค่ะ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ในโอกาสแรกผมต้องขอกราบขอบพระคุณทั้ง ๖ ท่านนะครับที่ได้กรุณา ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและท่านที่ ๗ คือท่านสมเดช นิลพันธุ์ ท่านก็พิมพ์เป็นเอกสาร เสนอข้อคิดเห็นในมาตรา ๘ และท่านก็มายื่นให้ผมข้างหลังเพราะท่านติดประชุมที่อื่น ผมก็จะขออนุญาตนำอันนี้แนบเข้าไปในเอกสารที่จะสรุปนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ตอบในประเด็นแล้วก็ตอบในภาพกว้างในบางประเด็นของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เรื่องเทคโนโลยี อนาล็อก (Technology Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) และท่านก็ห่วงในเรื่องของการไปตัด ในวรรคสอง กราบเรียนท่านเลิศรัตน์ครับเราขอแก้เฉพาะปีครับ วรรคหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนวรรคสองยังคงอยู่หมดครับเราขอแก้เฉพาะ ๗ ปีกับ ๑๕ ปี เป็น ๗ ปีกับ ๒๐ ปี แล้วก็ ๑๕ ปีคือวิทยุ ๗ ปีเท่ากัน ส่วนโทรทัศน์จาก ๑๕ ปีเพิ่มเป็น ๒๐ ปี เคเบิลทีวี (Cable TV) ไม่เคยกำหนดก็เพิ่มเป็น ๑๕ ปี ส่วนอายุของใบอนุญาตพอใกล้จะหมดปุ๊บแล้วก็จะมาขอ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๙๐ วันไม่เกิน ๒ ปีอะไรต่ออะไรยังคงอยู่หมดครับไม่ได้ตัดออก ท่านครับ ที่ท่านเห็นต่างในเรื่องของการที่จะให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ประเภทสาธารณะคือประเภท ๑ กับประเภท ๓ ตามที่กรรมาธิการเสนอให้โฆษณาได้เท่าที่จะเป็นเหมือนประเภท ๒ นั้น ท่านเห็นต่างว่าทุกวันนี้ดิจิทัล (Digital) ๒๔ ช่องเขาก็ประกอบการขาดทุนมาขอเจรจาต่อรอง ขอเลื่อนเวลาการชำระค่าใบอนุญาตประกอบการปีที่ ๒ ปีที่ ๓ อะไรต่ออะไรเพราะว่าธุรกิจ เขาจะแย่ การปล่อยให้ประเภท ๑ หรือประเภท ๓ ของกรมประชาสัมพันธ์มาโฆษณานั้น จะเป็นการเบียดกับเค้กก้อนเดิม ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่นี่อีกมุมมองคือกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน พี่อูครับ คือพอส่วนราชการได้รับงบประมาณจำกัด ก็จึงขาดความหลากหลาย ขาดน้ำใหม่ ขาดคอนเทนต์ (Content) ดี ๆ ขาดพิธีกรดี ๆ นะครับ ที่จะเข้ามา แล้วก็จะทำให้ช่องคนอยากเปิดไปดู จากปัจจุบันคนก็ไม่ค่อยอยากเปิดไปดู เพราะพิธีกรก็ระดับหนึ่ง คอนเทนต์ (Content) เนื้อหาอะไรอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เปิดโอกาสให้กรมประชาสัมพันธ์ได้มีโอกาสโฆษณาได้เท่าที่จำเป็น แต่เขาได้มีโอกาส ได้พัฒนา ได้มีการหาคอนเทนต์ (Content) ดี ๆ น่าสนใจมาใส่ในผังรายการของเขา ก็น่าจะ เป็นการพัฒนาสถานีของทางราชการ ประเด็นตรงนี้ที่เป็นเสียงเรียกร้อง ร้องขอมาจาก ประเภท ๑ และ ๓ ที่อยากโฆษณานะครับ

สำหรับของท่านนิกร จำนง และท่านคำนูณ สิทธิสมาน กราบเรียนครับ ร่างพระราชบัญญัติสิทธิเสรีภาพที่ท่านอยากได้ใกล้เสร็จแล้วครับ ไม่ได้หายไปไหนครับ ใกล้เสร็จแล้ว เนื่องจากว่ามันมีองค์ประกอบ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน การส่งเสริมจริยธรรม การคุ้มครองและมีมาตรฐานอะไรนี่นะครับ จะมาพร้อมกับ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งใช้มาแล้ว ๙ ปี แล้วขอแก้มันจะมาด้วยกัน วันนี้ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คือเรื่องของวิทยุและโทรทัศน์ วันนี้เราพูดกันถึงเรื่องของวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มันมีธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในมือถือ แล้วก็รวมถึงวิทยุที่ติดในรถแท็กซี่ และเบสสเตชัน (Base Station) กรรมาธิการของกระผม ก็ยังไม่ได้แก้ เพราะมันอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เรายังไม่ได้แก้ เพราะเวลาไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นวันนี้กราบเรียนท่านประธานและ ท่านสมาชิกครับ เรากำลังพูดกันถึงเรื่องของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ที่มีปัญหา ที่ท่านผู้มีเกียรติหลายท่าน บางท่านก็เสนอว่าโอ้แก้น้อยไป กระมัง รื้อเสียทั้งฉบับเลย ขยายความอะไรต่ออะไร กระผมเห็นด้วยครับ ท่านคำนูณครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปการ สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของ สปท. กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศและสื่อสารมวลชนของ สนช. นะครับ ได้มีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง แล้วก็เห็นด้วยว่าที่จะสังคายนา ปรับปรุงพวกนี้เสียทั้งหมดเลย แต่กราบเรียนครับไม่ใช่เรื่องง่าย มันคงต้องมีบทเฉพาะกาลอะไรต่ออะไรเยอะเลย เพราะว่ามันมีผลบังคับใช้ในแต่ละเซกเตอร์ (Sector) กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่แนวคิดที่จะควบรวมทั้งหมดนี้มีนะครับ เพราะฉะนั้นที่ร่าง พ.ร.บ. สภาวิชาชีพที่ท่านคำนูณ กำลังจะมาในเร็ว ๆ นี้ครับ กำลังจะมาครับ

สำหรับท่านกษิต ภิรมย์ ผมก็ต้องขอกราบขอบพระคุณนะครับ นี่แหละครับ ที่ท่านห่วงเรื่องการโฆษณาอาหารและยา แล้วก็ว่าผู้กำกับทำอะไรกันอยู่ นี่แหละครับเราจึง จะขอแก้ เราก็จะลงไปดูครับ

ของท่านเฉลิมชัย เครืองาม ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ในข้อเสนอของ ท่านทั้งหมดผมจดเอาไว้ครับ เรื่องจิตสำนึก เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องอะไรต่ออะไรนะครับ แล้วก็เห็นด้วยครับ ในรัฐบาลปัจจุบันนี้คือผมเห็นด้วยว่าในรัฐบาลปัจจุบันการควบคุมไม่มีปัญหา แต่ในอนาคตเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วจะอะไรต่ออะไรก็คงต้องปรับไปตาม สถานะและภาวการณ์นะครับ

ส่วนของท่านสุดท้าย ท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อ ตรงนี้ผมไม่ลึกซึ้ง ผมขออนุญาตทำเป็นการบ้าน แต่ปกติมันมีกติกาอยู่แล้วว่าการจะข้ามกันได้ ขนาดไหน แต่นักธุรกิจเองก็ฉลาด ก็ใช้มาในชื่อใหม่ จดทะเบียนทำหนังสือบริคณห์สนธิใหม่ แล้วท่านก็มา แล้วผู้ที่มีรายชื่อในหนังสือบริคณห์สนธินั้นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง มี ๗ คนอย่างนี้ มี ๑ อยู่ แล้วก็เป็นข้อกฎหมายที่นั่นอยู่ แต่มันมีจำนวนเปอร์เซ็นต์อยู่นะครับว่าการครองสิทธิข้ามสื่อมันได้เท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการตรวจอยู่ และถ้าไปพบก็จะเตือนเขาก็จะไปปรับลดตรงโน้นตรงนี้ให้การครองสิทธิ ข้ามสื่อมันเป็นไปตามกฎกติกาแล้วก็ไม่เกิดการครอบงำครับ ผมเลยขออนุญาตตอบ ข้อซักถามและยินดีที่จะรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศขอทำความเข้าใจกับท่านประธานกรรมาธิการผ่านท่านประธานสภาอีกนิดหนึ่ง อยากให้ท่านไปดูในมาตรา ๗ ของร่างที่ท่านเสนอแก้ไข ดูตัวร่าง ดูตัวตรงเลย ไม่ต้องดู ตัวขวางเลยนะครับ ท่านเขียนว่าให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๑๑ และใช้ความต่อไปนี้แทน ท่านเขียน อย่างนี้แปลว่าท่านยกเลิกทุกวรรค ๖ ๗ ๘ วรรคนั้น และท่านก็เขียนในมาตรา ๑๘ ที่ท่านใช้ ข้อความนี้แทนเพียงแค่ ๓ วรรค ๓ วรรคก็คือวรรคหนึ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดใบอนุญาต วรรคสองใบประกอบกิจการกระจายเสียง ๗ ปีไม่เกิน และวรรคสามท่านก็แก้เป็น ๒ กลุ่ม ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์และมีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี เว้นแต่กิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้ คลื่นวิทยุความถี่มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ผมอ่านนี่อ่านอย่างไรท่านก็ตัดทิ้งหมดที่ผมพยายาม อภิปรายว่ามันเป็นการตัดทิ้งในสิ่งซึ่งไม่สมควรจะตัด ทีนี้ท่านมาแก้ตัวว่าท่านไม่ได้ตัด แต่ผม อ่านอีกทีก็ยังอ่านว่าตัดก็ขอให้ท่านชี้แจงเพิ่มเติมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ผมคิดว่า เรายังมีช่องว่างของความเข้าอกเข้าใจ ผมว่าหัวใจของเรื่องที่พวกเราหลายคนได้พูดจาก ข้างล่างนี้ก็คือเรื่องสิทธิเสรีภาพที่จะถูกลิดรอนด้วยการแก้ไข พ.ร.บ. บทบาท อำนาจหน้าที่ ของ กสทช. แล้วก็การควบคุมโดยภาครัฐ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามโอนอำนาจความรับผิดชอบไปที่ สภาวิชาชีพ เราต้องมีความเชื่อมั่นในผู้สื่อข่าวตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีไปจนถึง ๖๐-๗๐ ปีว่าเขาจะมี ความสามารถในการที่จะปกครองแล้วก็ดูแลตนเอง รัฐเป็นแค่ผู้กำกับ มีประเด็นปัญหาเสนอ ต่อศาลได้ว่าพวกนั้นเขาได้ละเมิดศีลธรรม ความมั่นคง หรือว่าหลอกลวงประชาชน อันนี้ เป็นสิ่งที่จะกระทำได้ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง

ส่วนอันที่ ๒ ผมปล่อยอนาคตลูกหลานของผมไว้การที่จะมีนักการเมืองหรือ มีรัฐบาลที่จะมีธรรมาภิบาลหรือภาษาอังกฤษใช้คำว่าเบเนโวเลนต์กัฟเวิร์นเมนต์ (Benevolent Government) แบบที่คณะรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ กำลังหรือเพียรพยายาม ที่จะทำอยู่ ผมไปรอในอนาคตแห่งความแน่นอนไม่ได้ ผมไม่ต้องการเห็นสิทธิเสรีภาพของผม ลอยเป็นแบบผักตบชวาไปเรื่อย ๆ แล้วก็ดูสิว่าจะได้น้ำดีเพื่อจะออกดอกออกผลหรือว่าจะได้ น้ำเลว อันนี้ไม่ได้ครับ มันต้องตัดสินใจกันแต่ที่นี่ในสภานี้หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ว่าเราต้องมีระบบต่างหากที่จะต้องดี และระบบนั้นมันจะต้องฝากไว้ที่ทางผู้ประกอบการและ ประชาชนเป็นสำคัญ จะไปฝากไว้ พลเอก ประยุทธ์ หรือจะ พลเอกโน่นหรือจะนายนี่ ในอนาคตไม่ได้ครับ อันนั้นไม่ใช่วิธีการทำงานและไม่ใช่เป็นการปฏิรูปประเทศครับ มันไป เพิ่มความไม่แน่นอนดังกล่าวที่ผมได้พูดไว้แล้ว และจะไปเพิ่มความขัดแย้งในอนาคต เพราะอำนาจมันไปกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง มันไม่ได้กระจายอำนาจ แล้วเหมือนกับว่าเรามี ความรู้สึกว่าเราไม่มีความเชื่อมั่น นักเรียนที่จบจากนิเทศศาสตร์มาเป็นผู้สื่อข่าวเป็นหมื่นคนเป็นแสนคนที่ทำงานสื่ออยู่ แล้วเรา ก็ไม่มีความเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรม แล้วก็พลังอำนาจของประชาชน จะสามารถกำกับผู้ประกอบการเจ้าของกิจการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เราต้องมีความเชื่อมั่น ผมไม่ฝากผีฝากไข้ไว้กับระบบราชการ แล้วก็ความไม่แน่นอนในอนาคต เพราะว่าผมไม่เชื่อว่า เราจะมี พลเอก ประยุทธ์เกิดขึ้นมาอีกในสังคมไทย เราเคยมีพันท้ายนรสิงห์คนเดียวครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานกรรมาธิการคะ เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ผมผิดครับ ในแผ่นนอนเป็นไปตามนั้น แต่ในแผ่นตั้งข้างหน้า ๆ พิมพ์ผิดครับ ผมต้องกราบขออภัยครับ สุดท้ายคือในการแก้แก้เอา ตามแผ่นนอนตารางขวาง ก็คือปรับแก้เฉพาะจำนวนปีของใบอนุญาตเท่านั้นเอง ส่วนลีดไทม์ (Lead Time) ในการไปขออะไรต่ออะไรยังคงอยู่เหมือนเดิมครับ กราบขอบพระคุณครับ ส่วนของท่านกษิตทางกระผมจะรับไว้และจะถอดเทป (Tape) แล้วก็แนบไปในเอกสาร ทั้งหมดเลย ต้องขอกราบพระคุณทุก ๆ ท่านครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ที่ผมได้ฝากท่านประธานกรรมาธิการเอาไว้ ถ้าท่านจะกรุณาไปแก้ไข ในหมวด ๓ หมวดด้วยเรื่องการส่งเสริมและการควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ คือถ้าจะไป ฝากผีฝากไข้ว่าจะรอ พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่ง ผมว่ามันไม่รู้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่ตอนนี้มันมี อยู่แล้วถ้าท่านจะเพิ่มเติม ผมว่าไม่ได้เสียหาย ผมพยายามดูหลาย ๆ รอบเลยว่าท่านเพิ่มอีก วรรคเดียวเท่านั้นเองเรื่องสภาวิชาชีพ ท่านจะกรุณา ถ้าท่านไม่รับเอาไว้ผมขอตั้งไว้ เป็นข้อสังเกตก็แล้วกันครับ เพราะถ้าผ่านไปใน สนช. สนช. เขาอาจจะแปรญัตติเติมให้ผมก็ ได้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง

ท่านประธานครับ ของผมเองมีรายละเอียดเล็ก ๆ อยู่หลายเรื่อง แต่ว่าก็ไม่เป็นอะไร แต่หลักการใหญ่ท่านก็ยังไม่ได้ตอบเลย ของผมไม่ได้ร้องประเด็นแบบ ท่านคำนูณ ประเด็นของผมก็คือว่าคลื่นเป็นของสาธารณะและที่ผมเรียกร้องก็คือว่า ทำอย่างไรก็ได้ กสทช. อย่าเป็นโอนเนอร์ (Owner) ให้เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) หมายความว่าเป็นผู้จัดการสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของตน ในการยกร่างขึ้นมาแก้ตรงนี้เหมือนกับว่า เป็นของตน มีการแจกจ่ายเรื่องใบอนุญาต มีการเข้าไปควบคุมทุกมิติ เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เอง ที่ผมอยากให้ผ่อนคลายที่ร่างมา คือเดิม กสทช. ที่มาก็เดินผิดมาแล้ว เราก็ยังจะเดินผิดต่อไปอีก ทั้ง ๆ ที่ในรัฐธรรมนูญเองกำหนดไว้ชัดว่าความถี่หรือคลื่นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของ สาธารณะ ไม่ใช่เป็นของรัฐ รัฐมีหน้าที่ช่วยดูแลให้กับประชาชนหรือกับประเทศนี้เท่านั้นเอง ก็ยังไม่ได้ตอบแต่อย่างไร ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไว้จะตั้งคำถามพร้อมกันไปเลยไหมคะ ท่านคำนูณค่ะ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธาน ผม คำนูณ สิทธิสมาน ครับ คงจะไม่มีอะไรเพิ่มเติมเพราะท่านประธานก็ได้กรุณาชี้แจงชัดเจนแล้วครับ แต่สำหรับกระผมนั้น ผมทราบดีครับว่านี่เป็นสถานการณ์พิเศษของบ้านเมืองและสภาแห่งนี้เป็นสภาวิชาการ แต่หลักคิดของกระผมก็คือว่ากระผมจะอนุมัติอะไรไปโดยที่ยังไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด กระผมทำไม่ได้ครับ ท่านบอกว่าหลักการสำคัญที่สุดก็ตรงกันกับผมและผมเชื่อว่าตรงกันกับ สังคมทั้งสังคมคือเขาต้องการเห็นสภาวิชาชีพที่มีอำนาจบังคับตามกฎหมาย ใครจะเป็น กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเถียงกันได้ครับ ร่างเดิมของ สปช. ผมพูดตามตรงก็อาจจะ ถูกมองว่าเอ็นจีโอ (NGOS) มากไป จะเอาภาครัฐเพิ่มเข้ามา ก็ยังอภิปรายกันได้ครับ เพราะฉะนั้นกระผมไม่สามารถที่จะลงมติเห็นชอบด้วยกับแผนนี้ได้ตราบใดที่ยังไม่เห็นข้อเสนอ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ฉบับใหม่ ซึ่งกระผม เห็นว่าการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนั้น ควรจะไปรวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ควรจะแยกผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนสาขาวิทยุโทรทัศน์ เข้ามาอยู่ภายใต้กำกับในองค์กรของรัฐที่ไม่เป็นอิสระครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้บันทึก คำอภิปรายของกระผมไว้ แล้วก็ขออนุญาตงดออกเสียงครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานจะตอบไหมคะ รับข้อบันทึก

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

เข้าใจครับ ของท่านนิกร ของท่านคำนูณ ท่านบันทึกแล้วก็ผมจะแนบไปในเปเปอร์ (Paper) นี้ทั้งหมดเลยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ความเห็นทั้งหลายที่ต่าง ท่านประธานเก็บบันทึกแนบไป

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

ใช่ครับ ใส่ไป ทั้งหมดครับ แนบไปทั้งหมด กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูป กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ พอดีมีสมาชิกเพิ่งเข้ามาใหม่ ๑ ท่าน เรียบร้อยแล้วนะคะท่านที่เข้ามาใหม่ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูปกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ปิดการลงคะแนนนะคะ ขอทราบผลคะแนนค่ะ เป็นอันว่าผลการลงคะแนน คือมีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๐๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๔๙ ท่านนะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ และร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงแล้วก็ทำข้อสังเกตแนบไปกับรายงานนะคะ แล้วก็นำเสนอไปที่ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้ว ขอบคุณท่านประธานและ คณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ

นายมนู เลียวไพโรจน์

ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านมนูค่ะ

นายมนู เลียวไพโรจน์

กระผม มนู เลียวไพโรจน์ หมายเลข ๑๑๕ นะครับ เมื่อสักครู่ผมลืมกดไปครับ ผมเห็นด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านจะออกเสียงเห็นด้วยใช่ไหมคะ

นายมนู เลียวไพโรจน์

เห็นชอบด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ตกลงเป็น ๑๐๓ ท่านนะคะที่เห็นด้วย ขอบพระคุณค่ะ ต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีไหมคะ เชิญท่านอำนวยค่ะ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ขอบพระคุณครับ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สั้น ๆ นิดเดียวครับท่านประธานครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา ก็ได้ทำการศึกษาเข้ามาอภิปรายในสภา ผ่านไปก็เยอะแล้วครับ ที่ผมเป็นกังวลก็คือในเรื่อง ของการนำไปสู่การขับเคลื่อน ผมขออนุญาตที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ขณะนี้ผมได้รับหน้าที่ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พี่ ๆ พูดเมื่อกี้มันอนาคต ผมใคร่จะขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ แผนการปฏิรูปต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับกรุงเทพมหานคร ผมจะนำไปเขียนเป็นนโยบาย และจะไปขับเคลื่อน แล้วจะเชิญ กรรมาธิการไปดื่มกาแฟที่สภากรุงเทพมหานคร และไปช่วยกันขับเคลื่อนครับ ตัวอย่างเช่น การเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัย ด้านการจราจร การศึกษา ผังเมือง แม้กระทั่งรุกขกร รุกขกรรมการตัดต้นไม้เราอภิปรายกันแตกฉานหมดแล้ว แต่เราไม่ได้ขับเคลื่อนเลยครับ เพราะฉะนั้นโอกาสนี้เป็นโอกาสดีครับ ผมขออนุญาตครับ มลภาวะในคูในคลองอะไร ทั้งหลายมันเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคนและคนกรุงเทพฯ ก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ให้เป็น ประโยชน์เกิดมรรคเกิดผล ขออนุญาตครับ และหวังว่าคงจะได้รับการช่วยเหลือจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกครับ ด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ และในนามผู้แทนสมาชิก สปท. ทุกท่านขอแสดงความยินดี กับท่านรองผู้ว่าราชการนะคะ และขอให้ท่านได้เป็นท่านผู้ว่าราชการเร็ว ๆ ด้วยค่ะ เชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกครับ ขอเวลานิดเดียวนะครับ คือด้วยความขอบคุณ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับประเด็นนี้ ผมเองวันก่อน นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็ท่านผู้ว่าราชการหมายถึงปัจจุบันผู้ว่าราชการไม่ใช่อนาคตผู้ว่านะครับ คือท่านอำนวย ท่านอัศวินได้แวะมาหาและท่านก็บอกผมว่ากรรมาธิการเรื่องความปลอดภัย ทางถนนนะครับ แล้วก็เรื่องการจราจรเมืองใหญ่ซึ่งกำลังจะเข้า ๓ ฝ่ายนี่ท่านบอกว่าอาจจะ ต้องปรึกษาหารือและไปช่วยกันบ้างนะครับ และท่านบอกว่าจะมอบหมายให้ท่านอำนวย ช่วยไปประสาน บังเอิญท่านอำนวยนี่นะครับ เป็นรองประธานของกรรมาธิการชุดนั้นอยู่แล้ว ผมเองเมื่อวานนี้ก็มีลงนามในหนังสือนะครับ ยังใช้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการอยู่ เพราะว่า ยังไม่ได้เข้า ๓ ฝ่าย ก็คือยังมีอำนาจหลงเหลืออยู่บ้างนะครับ ก็เลยทำหนังสือไปทั้ง ๒ ฉบับ รายงานทั้ง ๒ ฉบับนี้ผมส่งตรงไป ส่วนที่ไปผ่านรัฐบาลก็ผ่าน แต่ว่าอันนี้ตรงไปยังสมาชิกของเรา ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการอยู่ ๑ ซึ่งเป็นรองผู้ว่าราชการอยู่ ๑ แล้วก็เมื่อวานก็เรียนท่านอำนวยว่า ผมจะส่งหนังสือไปถึงท่านอัศวินนะท่านผู้ว่าราชการว่าเรามีแผนอะไรที่เราผ่านสภานี้นะครับ ท่านอำนวยก็บอกว่าที่ผมไม่ต้องส่งมาหรอกเพราะบนโต๊ะผมก็มีอยู่แล้ว บนโต๊ะที่โน่นนะครับ ก็นำเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เราทำให้เป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติได้จริงหลายเรื่องมาก เพราะว่า เราอยู่ในคือไปจากครอบครัวเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นโอกาสแบบนี้ไม่ใช่จะมีอยู่บ่อย ๆ ก็เห็นว่าจะเป็นประโยชน์มาก กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านอำนวยค่ะ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

พาดพิงครับ เมื่อเอ่ยชื่อผมถือว่าพาดพิงครับ ก็ถือโอกาสนี้ครับ ขออนุญาตแต่งตั้งสมาชิก สปท. เป็นที่ปรึกษา กทม. ทั้งหมดเลยครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิตครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ แล้วก็ขอฝากไปเรื่องหนึ่งนะครับว่าที่ผ่านมา ๓-๔ เดือนนี่ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทางด้านการเมืองเรา มีโครงการร่วมมือกับโรงเรียนใน กทม. ๑๑ โรงเรียนนะครับ ฝึกอบรมครูแล้วก็เด็กนักเรียน อายุ ๑๕ ปี ๑๗ ปี ในเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ ฝากท่านรองคนใหม่แล้วก็ท่านว่าที่ในอนาคตช่วยเป็นหูเป็นตาเพื่อจะได้ร่วมกันขับเคลื่อน เอาสังคมประชาธิปไตยไปสู่เด็กนักเรียนทุกคนในโรงเรียนในอาณัติของ กทม.

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมจะให้แค่ดื่มกาแฟคงไม่พอครับ ต้องมีขนมด้วยครับ

ส่วนอีกประเด็นนะครับอันนี้ซีเรียส (Serious) นิดหนึ่ง ท่านประธาน ผมคิดว่า ในช่วง ๑๒ เดือนนี่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ไปอีกกี่เดือนน่าจะได้มีการทบทวนกันสักนิดหนึ่งว่า เรา สปท. อยู่ตรงไหน แล้วจะต้องทำอะไรร่วมกับแม่น้ำอีก ๔ สาย คราวที่แล้วผมก็ได้ กราบเรียนเรื่องความเป็นไปที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ เพราะได้มีการตั้ง ครม. ส่วนหน้า

อันที่ ๒ เรื่องประเด็นปัญหาของทุกศาสนาโดยองค์รวมที่เป็นพุทธพาณิชย์ และมันก็มีการตีความคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเรื่องต่าง ๆ

และอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมากคือความเหลื่อมล้ำในสังคม ถึงแม้ว่าจะมี ๔.๐ เศรษฐกิจใหม่ มียุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนา ๕ ปี แล้วก็มีโครงการประชารัฐแต่ว่า ยังไม่ได้ยินอย่างเพียงพอว่าแล้วเราจะช่วยครอบครัวเกษตรกร ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนอย่างไร ล่าสุดก็มีว่าจะเข้าไปช่วยเกษตรกร มีการให้กู้เครดิตไปปลูกข้าวหอมมะลิต่าง ๆ หรือว่าจะ ประกันราคาข้าวประมาณ ๙,๐๐๐ บาท และถ้าเผื่อมีโรงฉางก็จะให้เพิ่มอีก ๑,๕๐๐ บาท มันเป็นวิธีการทำงานแบบทีละนิดทีละหน่อยนะครับ แต่ว่ามันไม่ได้เห็นภาพรวมว่ารัฐบาลนี้ จะทำอย่างไรกับภาคเกษตรแล้วก็ในแต่ละพืชหลัก ๆ ทั้งพืชไร่พืชสวนนั้นจะมีการช่วยเหลือ แล้วก็เสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรของเราทุกคนอย่างไร เพราะว่าที่ผ่านมา ในการปฏิรูปของเราส่วนใหญ่มันจะหนักไปในเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคหรือในภาพใหญ่ ๆ แต่ที่มันเป็นประเด็นปัญหาของการขัดแย้งในสังคม การมีลัทธิภูมิภาคนิยมแล้วก็ประชานิยม มันก็สืบเนื่องมาจากความรู้สึกที่ยังถูกต่ำต้อยอยู่ของทางภาคเกษตร แล้วก็ในฤดูเก็บเกี่ยว ผ่านไปแล้ว ก็มาเป็นแรงงานมันก็มีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก หาเช้ากินค่ำกันไป เข้ามาอยู่ใน กทม. ก็ค้าขายอยู่บนท้องถนนก็ต้องฝากท่านรองผู้ว่าราชการว่าอย่าไปไล่เขามากเลยอะไรที่ มันเป็นประเพณีมันทำให้มันสะอาดได้ แต่ถ้าเผื่อไล่เขาไปคนที่หาเช้ากินค่ำก็อยากจะซื้อ อาหารง่าย ๆ ก็ไม่ได้มีทุกคนที่จะต้องเข้าไปอยู่ในห้องแอร์ (Air-condition)

และอีกประเด็นหนึ่งผมก็เป็นห่วงบริษัทใหญ่ยักษ์ตอนนี้เริ่มมาค้าขายแข่งกับ คนยากคนจนอันนี้ก็เป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม แล้วก็การแข่งขันที่ยุติธรรมก็อยากจะ ฝากประเด็นนี้ไว้ด้วย ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านรองผู้ว่ารับฝากไปนะคะ แล้วก็เรื่องที่ท่านกษิตฝาก ดิฉันก็จะนำเรียนในวิป (Whip) ด้วย ขณะนี้เรากำลังทำรายงาน ๖ เดือน ฉบับที่ ๒ อยู่แล้วก็ท่านประธานก็ได้ให้ เตรียมทำรายงาน ๖ เดือน ฉบับที่ ๓ ก็คาดว่าเราจะอยู่เป็นช่วง ๖ เดือน ๓ ช่วง ถึงฉบับที่ ๓ แต่ส่วนที่เราจะมีการทบทวนกันอันนั้นดิฉันเห็นด้วยกับท่านกษิตว่าขณะนี้มีประเด็นที่ ท่านประธานนำมาให้ในวิป (Whip) ว่าท่านรองวิษณุมีอีก ๓๐ เรื่องที่เป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็ ให้คณะกรรมาธิการแต่ละชุดไปเลือกมาว่าจะทำอะไรใน ๓๐ เรื่องนั้น เข้าใจว่า ประธานกรรมาธิการคงจะได้แจ้งท่านทุกท่านแล้ว ถ้ายังไม่ได้แจ้งในวันจันทร์ดิฉันจะนำมา แจกอีกครั้งหนึ่งนะคะ เป็น ๓๐ เรื่องที่ท่านวิษณุเรส (Raise) ขึ้นมาเป็นเรื่องประเด็นย่อย ๆ แล้วท่านประธานก็มอบหมายให้ทุกคณะกรรมาธิการซึ่งกลับเข้ามาอาทิตย์นี้ ก็จะทราบว่า กรรมาธิการชุดใดเลือกที่จะทำเรื่องใดเสริมเข้ามาเติมแต่งเข้ามาอีกในช่วงระยะเวลาที่เรา เหลืออยู่ค่ะ ขอบพระคุณท่านกษิตมากนะคะ ขอบพระคุณมาก ท่านสมาชิกมีประเด็นอะไร จะหารืออีกไหม

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอกราบขอบพระคุณสมาชิก ทุกท่านที่มาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๑๐ นาฬิกา