กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการส่งเสริมสุขภาพและระบบสาธารณสุขอย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขอย่าง อสม. การพัฒนาศูนย์รักษาเฉพาะทาง การผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและการกระจายบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นธรรม เพื่อให้บริการสุขภาพครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกกลุ่มประชากร
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ก็ต้องขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อปวงชนชาวไทยนะครับ เรื่องสุขภาพ แล้วก็การที่จะดูแลเขาเบื้องต้น ปฐมพยาบาล ผมก็อยากจะมีข้อเสนอเพิ่มเติมบางประการนะครับ
อันแรกก็ในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อคนจะได้ไม่ป่วย ประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือการบริโภคของคนไทยในยุคของบริโภคนิยม แล้วก็การดำรงชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอยู่ในตัวเมืองมากยิ่งขึ้น การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย ก็เป็นประเด็นปัญหาอยู่ คราวนี้จะทำอย่างไรนะครับ คงเป็นหน้าที่หลัก ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เป็นสำคัญที่จะต้องร่วมกันในการที่จะส่งเสริม ให้ประชาชนดูแลตนเองไม่เจ็บป่วย ในขณะเดียวกันมันก็มีกองทุนส่งเสริมสุขภาพอยู่ ก็น่าจะ มีการจัดลำดับความสำคัญแล้วก็จัดสัดส่วนให้แน่นอนว่าเงินหลวง เงินกองทุนอันนี้เงินอยู่ที่ กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงมหาดไทย ส่วนหนึ่งจะนำไปซึ่งในการที่จะส่งเสริมองค์ความรู้ ให้กับประชาชนในการที่จะรักษาสุขภาพตนเองได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือภาครัฐมีสถานีวิทยุโทรทัศน์มากมาย โดยเฉพาะสถานีวิทยุ ก็ ๓๐๐-๔๐๐ สถานีด้วยกัน น่าจะมีการจัดเวลาเป็นการเฉพาะเพื่อการนี้ แล้วก็หาบุคลากร ที่จะมาขีดเขียนบทความให้มีผู้ประกาศ ผู้อ่าน ในการจะรณรงค์ในการที่จะรักษาสุขภาพ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ น่าจะเป็นวาระอันสำคัญของการดูแลสุขภาพของคนไทย โดยการใช้สื่อ ส่วนจะใช้สื่อสมัยใหม่พวกดิจิทัล (Digital) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะ ดำเนินการได้ และผมก็แน่ใจว่ากองทุน กสทช. ก็ดี กรมประชาสัมพันธ์ก็ดี น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะให้ความร่วมมือ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นแล้วในช่วงพักร้อนจะเป็นไปได้ไหมที่จะให้นิสิต นักศึกษาแล้วก็ นางพยาบาลจากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพยาบาลออกต่างจังหวัดเข้าไปในชุมชน ทั่วประเทศเพื่อช่วยดูแลสุขภาพ แล้วก็ช่วยส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์นอกห้องเรียนแล้วก็ได้บริการ ประชาชนด้วย ก็อาจจะเป็นจุดหนึ่งในการที่จะดึงให้นักเรียนแพทย์มาเรียนทางสาขาเวชศาสตร์ เพราะไม่ได้เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ผู้ชำนาญการ รายได้มันจะไม่ได้เป็นล้านล้านบาท จะทำอย่างไรให้เขามีจิตต่อสังคม และในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรเพื่อจะประกันว่าเมื่อเขา ออกไปทำงานในต่างจังหวัดอยู่ในถิ่นทุรกันดารอยู่ชายขอบต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเขาเป็น หมอทั่วไปรักษาได้ทุกโรคนั้นแล้วเขาต้องไปอยู่ ๒-๓ ปี เงินเดือนก็แค่นี้ งานก็ ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่าเพื่อน ๆ ที่เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) เฉพาะทางก็มั่งมีศรีสุขมีเพิ่มด้วยความมั่งคั่ง แล้วก็ความสะดวกสบาย มันก็ไม่ค่อยจะยุติธรรม ผมก็คิดว่าระบบนี้ต้องมาทบทวนเพื่อให้ การดูแลประชาชนขั้นปฐมพยาบาลสามารถที่จะอำนวยการได้อย่างทั่วถึง นั่นเป็นประเด็นแรก
อันที่ ๒ ก็คือว่าเรามีฐานสำคัญ ๆ อยู่แล้ว เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้คือ อสม. ค่าตอบแทนเข้าใจว่าตอนนี้ประมาณสัก ๖๐๐ บาทต่อคน แล้วเขาก็เป็นกลไกเครื่องมือ ที่สำคัญที่สุดที่จะเชื่อมนโยบายของรัฐบาลไปสู่การดูแลประชาชน ณ ที่บ้านเลย จะทำ อย่างไรให้บรรดา อสม. ผมเข้าใจว่าตัวเลขถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน จะทำให้ เขามีทักษะมีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นแล้วก็มีค่าตอบแทนถึงแม้ว่าเป็นเรื่องของจิตอาสาก็จริง เพียงพอที่เขาสามารถที่จะซื้ออาหารกลางวันได้หรือว่าค่ารถเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเป็นหัวใจ เป็นกลไกสำเร็จต้องให้ความสำคัญกับเขาสูงสุดครับ เพื่อเขาจะได้เป็นทั้งผู้ช่วยป้องกันแล้วก็ ผู้ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วก็โดยเฉพาะกับกลุ่มชนที่ช่วยตนเองไม่ได้ คือ เด็กเล็ก เด็กกำพร้า ผู้พิการ คนชราที่อยู่ตามหมู่บ้านหรือว่าอยู่ในชุมชนแออัดทั้งหลาย แม้กระทั่ง ในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นเรื่อง อสม. น่าจะให้ความสำคัญสูงสุดว่าจะทำอย่างไร ที่จะดูแลเขา สนับสนุนเขา เพื่อให้เขาทำงานได้เต็มที่ ๘๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศน่าจะ เพียงพอ ถ้าเผื่อเขาทำงานได้อย่างเข้มแข็ง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งมันหายไปจากเอกสารนี้ก็คือความคงอยู่ของบรรดา คลินิกเอกชนของคุณหมอ เขาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของการปฐมพยาบาลด้วย ให้เขาเข้ามาอยู่ในระบบ เราก็มีเงินอยู่ มีกองทุนอยู่ก็สามารถที่จะสนับสนุนเขาได้และเขาจะ เป็นเครือข่ายอันสำคัญเพราะเขาอยู่ในพื้นที่ อาจจะอยู่ในตัวเมืองมากกว่าก็จริงแต่คงไม่ไกล จากหมู่บ้านหนึ่งใดที่เขาสามารถที่จะช่วยได้แล้วมันก็เป็นการทำงานคู่ขนานกับโรงพยาบาล ในระดับตำบล
คราวนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในเอกสารใช้คำว่าคลัสเตอร์ (Cluster) ผมก็ไม่ค่อยจะ ชอบคำนี้เท่าไร ทั้งในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจหรือว่าจะการพัฒนาการรักษาพยาบาล คือผมอยากจะกลับไปที่พื้นฐานดีกว่าว่าเรามีตำบลแล้วเราก็มีอำเภอ ต้องถามว่าในระดับตำบล การปฐมพยาบาล ๗,๐๐๐ ตำบลนั้นเราจะทำให้มันครบไหมครับ แล้วก็ในระดับอำเภอ ประมาณ ๗๐๐ อำเภอใช่ไหมทั่วประเทศโดยเฉลี่ย เราจะให้มีโรงพยาบาลระดับสูงที่อำเภอ ได้ครบไหม แล้วก็ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งในระดับจังหวัด เราจะมีโรงพยาบาลเฉพาะทางได้ไหม คงไม่ต้องครบทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัด แต่ว่าตามกลุ่มจังหวัดน่าจะมีโรคที่มันเรื้อรังจะเป็น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง แล้วก็โรคอื่น ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นศูนย์เฉพาะทาง สมมุติว่ามันมี โรคเรื้อรัง ๕ อย่าง ก็ให้มันมีทั่วประเทศสักอย่างละ ๕ ได้ไหม กระจายไปทั่วแล้วก็วางบุคลากร เรื่องทุนการศึกษา ส่งเสริมนิสิต นักศึกษา ทางด้านการแพทย์ ทางพยาบาลให้ไปในทิศทางนี้ คู่ขนานกันไปก็คือ การประสานงานกับทางโรงเรียนอาชีวศึกษา เพราะต่อไปนี้เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ มันจะเป็นระบบดิจิทัล (Digital) ไปทั้งหมด แล้วก็ทักษะทางการรู้ภาษาอังกฤษก็สำคัญ มันต้องมีการประสานงานกันอย่างใหญ่หลวงกับทางฝ่ายโรงเรียนอาชีวศึกษาเพื่อผลิต บุคลากรเพื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีความทันสมัยแล้วก็ต้องใช้ องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีของบุคลากรเป็นอย่างมากอันนี้ก็ฝากไว้ เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากจะให้เห็นเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ แล้วมันก็ต้องไปขีดวง คลัสเตอร์ (Cluster) กันใหม่ ก็มีตำบล มีอำเภอ มีจังหวัดอยู่แล้วมันก็ว่ากันไปตามนี้ แล้วก็ ถ้าเผื่อเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) แล้วก็สำนักงานสาธารณสุขว่าอย่างไร มันก็ยุ่ง มันก็ สลับซับซ้อนกันไปอีก ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเรามีมูลนิธิของภาคประชาชนมากมาย แล้วเราก็มี สภากาชาดจะกระชับความร่วมมือกันได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการจัดส่งคณะแพทย์ พยาบาลเวียนออกไปทั่วประเทศ ผมขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษคำว่าโมบายยูนิต (Mobile Unit) อันนี้ทำได้อยู่ตลอดเวลา เสาร์ อาทิตย์ ก็ออกไปเอาแพทย์ออกไปแล้วก็จัดคิวออกไป ๗๖ จังหวัด มันก็ทำได้ ๗๖ จังหวัดทุกเสาร์ อาทิตย์ ๗๖ ชุด เขาก็เวียนกันออกไปนะครับ แล้วก็อันนี้น่าจะเชิญชวนโรงพยาบาลเอกชนซึ่งทำมาค้าขายกันอยู่ในตลาดหุ้นร่ำรวย มากมาย แล้วก็ใช้บุคลากรของไทย หลวงเป็นคนผลิตแพทย์และพยาบาล เขาเป็นผู้ได้รับ ประโยชน์ปลายทาง เขาจะกลับมาให้อะไรกับสังคมบ้าง แทบจะไม่ได้ยินเลยว่าบรรดา โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอยู่ในทั้งโลกได้ทำอะไรต่อการพัฒนาการสาธารณสุขนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่มันเกี่ยวข้องกันก็คือผมก็ยังขัดใจ หงุดหงิดใจว่าทำไมถึงจะเปิด มหาวิทยาลัยแพทย์ โรงเรียนแพทย์โดยเอกชนไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญก็ในเมื่อเราจะเป็น เมดิคัลเซ็นเตอร์ (Medical Center) เมดิคัลฮับ (Medical Hub) เป็นศูนย์กลางของโลก แล้วเราก็อยู่ในปีกของเสรีนิยมทำไมถึงจะให้เอกชนเปิดโรงเรียนการแพทย์จะเป็นทั่วไป หรือเฉพาะทางไม่ได้ ให้มันมีความเป็นเสรี กระทรวงสาธารณสุขกับรัฐบาลก็เป็นผู้ควบคุม กำกับคุณภาพ การคัดเลือกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะได้ผลิตบุคลากรให้มันเพียงพอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีแพทย์กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็จะมีแพทย์ชั้น ๑ หรือพยาบาลชั้น ๑ กระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน แล้วโรงพยาบาลของหลวงก็ต้องทำมา เป็นเหมือนกับกึ่งหนึ่งก็ครึ่งหนึ่งก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้มันมีการแข่งขันกัน แต่มันจะ รองรับแค่ระดับสูงของประชากรทั้งไทยและเทศที่มีเงินทองมากมาย แต่ผมเป็นห่วงอีก ๖๒ ล้านคนครับ ผมไม่ค่อยคำนึงถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ก็ขอเสนอข้อสังเกตมานี้เพื่อจะได้เพิ่มเติมให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วเรื่องนี้สำคัญนะครับ ผมก็ขอเรียนท่านประธานด้วย ทางกรรมาธิการก็บอกว่ามีเวลา ๗ วันที่จะประมวล แล้วก็ แก้ไขแล้วก็จะส่งไปให้รัฐบาล ผมเองนั่งอยู่ที่นี่อยากจะขอกลับมาดูอีกครั้งนะครับ ไม่ใช่เพื่อจะ มาให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่เพื่อจะขอรับทราบว่าที่เราได้เพียรพยายาม ๔-๕ คนกันมานี่ พยายามที่จะให้ข้อคิดเห็นนั้นได้ถูกบรรจุอย่างครบถ้วน แล้วอะไรที่ถูกตัดออกด้วยเหตุผล อันใด อันนี้เราจะได้มาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถที่จะ ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ภายใต้ในกรอบของ สปท. ก็ขอแสดงความชื่นชมมาอีกทีครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน