สุวิระ ชูระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดันแพทย์หมุนเวียน-บริการเคลื่อนที่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๖ · ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

สุวิระ ทรงเมตตา หารือการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาสและผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเสนอให้มีการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหมุนเวียนไปประจำสถานีอนามัย จัดรถแพทย์เคลื่อนที่ และพัฒนาศูนย์สุขภาพตำบลให้ใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับแพทย์จากโรงพยาบาลอำเภอ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทางและโรงพยาบาลใหญ่ ขณะเดียวกันสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านผ่านระบบความร่วมมือระหว่างครอบครัว อสม. และหน่วยงานสาธารณสุข พร้อมเน้นความสำคัญของการบูรณาการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และผลักดันมาตรการที่ปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่นำเสนอรายงาน เรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิเพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อประชาชนและ ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตัวชี้วัดความเจริญของประเทศในทุกประเทศในโลกนี้ก็คือ วัดจากคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนก็คือปัจจัย ทางด้านสุขภาพถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนด้อยโอกาส ในสังคมเพราะคนที่มีโอกาสหรือว่าคนที่มีศักยภาพทางการเงินสูงแล้วนั้นมักจะไม่ค่อย มีปัญหาเพราะว่าเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกทั้งโรงพยาบาลของรัฐและ โรงพยาบาลของเอกชน แต่ที่มีปัญหามากแล้วก็เป็นกลุ่มคนจำนวนมากของประเทศนั้น คือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่อยู่ในชนบท ผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ประกอบกับเรื่องการเข้าถึง การบริการทางสุขภาพถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนในประเทศไทยทุกคนจะต้องได้รับ อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และประหยัด สภาพปัญหาในอดีตนั้นเป็นอย่างไรครับ ก็คือประชาชนในชนบทไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก และประหยัด เพราะ ๑. อยู่ห่างไกลโรงพยาบาล ๒. ไม่มีค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง ๓. ไม่มีเงินไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีราคาแพง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพง ๔. ไม่มีเงินที่จะไปซื้อยาจากร้านขายยาในตลาด ในชุมชน ๕. ร้านขายยามีแต่ลูกจ้าง ทำหน้าที่ขายยาไม่มีเภสัชกร จึงทำให้จ่ายยาผิดหรือขายยาผิด ๆ รักษาอาการแบบผิด ๆ ให้กับประชาชน แทนที่จะเป็นน้อยกลับเป็นหนัก แทนที่จะไม่เสียชีวิตกลับเสียชีวิตก็มีจำนวนมาก แล้วท้ายที่สุดผู้ที่ไปซื้อยามารับประทานเองแล้วรักษาผิด ๆ ก็เป็นภาระของโรงพยาบาล ที่จะต้องมาแก้ไขในภายหลัง อันนั้นเป็นปัญหาครับ สิ่งที่ท่านกำลังจะทำแล้วท่านเสนอมานี้ แหละครับจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผมกล่าวแล้วข้างต้นเพราะท่านไปปฏิรูปในระบบ การให้บริการสาธารณสุขในระดับปฐมภูมินะครับ ผมอยากจะขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า สิ่งที่ท่านนำเสนอมาผมเห็นด้วยทุกประการเลยนะครับ แต่ในรายละเอียดบางอย่างนั้น ผมอ่านแล้วอาจจะไม่เข้าใจหรือไม่ชัด ผมจึงขอนำเสนอในสิ่งต่าง ๆ ที่จะเพิ่มเติมดังนี้นะครับ ท่านอาจจะมีอยู่แล้วแต่ผมขอเน้นดังนี้ เพราะว่าผมอยู่ในชนบทก็คลุกคลีกับในชนบทมาก จึงอยากจะนำเสนอแนะดังนี้นะครับ

๑. การปฏิรูประบบปฐมภูมิของท่านที่เขียนไว้นี้ใน (๒) ของท่านบอกว่าให้มี การจัดเรื่องของบุคลากร ปฏิรูประบบบุคลากร ผมขอฝากว่าอยากให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หมุนเวียนไปตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าอนามัยนั่นแหละครับ สถานีอนามัย ถ้ามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหมุนเวียนไป กำหนดล่วงหน้าเลยครับว่าทุกวันจันทร์ หรือทุกวันศุกร์หมุนเวียนไปเป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ ๑ วัน ประชาชนในพื้นที่ก็จะรู้ว่า ถ้ามีอาการเจ็บป่วยก็จะได้มารักษาได้ในวันไหน แล้วแพทย์เหล่านี้ก็จะหมุนเวียนไปทุกสถานี ทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอนั้น ในตำบลนั้น หรือในจังหวัดนั้น ก็จะทำให้ ประชาชนนั้นเข้าถึงแพทย์แล้วได้รับการรักษาที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้นครับ

ประการที่ ๒ ขอให้มีการจัดเครื่องมือทางการแพทย์แบบเคลื่อนที่ได้ในส่วนที่ สามารถจัดแบบเคลื่อนที่ได้ไปให้บริการโดยนัดกันล่วงหน้า ซึ่งทุกวันนี้ผมเห็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ออกพบปะประชาชนก็มีแพทย์ไปอยู่ด้วยแล้วนะครับ แทนที่จะไปตามท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ไปแต่ละแห่ง ก็จัดเครื่องมือเหล่านี้ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลด้วยก็จะเป็นการดี ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ อุปกรณ์เกี่ยวกับวัดสายตาหรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการผ่าตัดเลนส์ (Lens) ตาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ก็มีการเคลื่อนที่แล้วก็ทำอยู่หลายแห่ง ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะทำให้ประชาชนในชนบทนั้นเข้าถึงทางด้านสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นนะครับ ไม่ต้องเดินทางไป ในเมืองไกล ๆ และไม่ต้องไปรอคิว ไม่ต้องไปแออัดยัดเยียดกันในโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอครับ

ใน (๓) ที่ท่านกำหนดไว้ก็เน้นการส่งเสริมและการป้องกันโรค ถูกต้องเลยครับ ทุกวันนี้การส่งเสริมการป้องกันถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและการให้ความรู้ถึงในระดับครัวเรือน ในเรื่องของการดูแลสุขภาพของตัวเอง ในเรื่องการป้องกันโรคของตัวเองก็จะเป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วก็ขอเรียนนะครับว่าที่จริงแล้วในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยบางทีในชนบทผมมั่นใจนะครับ ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชนขณะนี้มีผู้ที่สูงอายุไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ต้องนอนอยู่บ้าน ตลอดเวลา กรณีนี้ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิของท่านสามารถช่วยได้ก็คือว่าเป็นการดูแล ผู้ป่วยเชิงรุกคือเข้าไปดูแลถึงบ้านของผู้ป่วยเลย ก็จะเป็นการประหยัดค่าเดินทางของ ผู้ป่วยแล้วก็ใช้คนในชุมชนนั้นช่วยดูแลกันเองนะครับ อาจจะแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ

ระดับแรกก็คือว่าคนในครอบครัวดูแลกันเอง เช่น การเปลี่ยนแพมเพิส (Pampers) การดูแลรักษาเบื้องต้นประจำวันนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือ อสม. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านก็สามารถ เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงคนในครอบครัว ให้คำแนะนำคนในครอบครัวได้ หรืออาสาสมัครหมู่บ้าน ก็ไปช่วยเหลือได้ อันนี้ก็ถือว่าทำให้ใกล้ชิดแล้วก็สะดวกขึ้น

และประการที่ ๓ ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนั่นแหละครับ ก็สามารถเป็นผู้ที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนในตำบลนั้นได้ อันนี้เป็นการให้บริการเชิงรุกแล้วก็ บริการกันเองในชุมชนนะครับ

ส่วนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ผมอยากให้มีบริการแบบนี้ ในทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็คือ

๑. มีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) สำหรับบริการคนไข้หรือ ผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและเป็นเคส (Case) หรือเป็น กรณีที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนก็สามารถให้แพทย์ประจำอำเภอหรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ สามารถตรวจรักษาทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ก็จะเป็นการช่วยเหลือคนไข้ได้ ตอนนี้อาจจะมีบางแห่งทำแล้วแต่ถ้ามีกระจายทั่วทั้งประเทศก็จะดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ห่างไกลความเจริญครับ

ประการที่ ๒ มีแพทย์โรงพยาบาลประจำอำเภอมารักษาที่ รพ.สต. นี้นะครับ เป็นประจำ ที่ผมกล่าวเมื่อตอนต้น

ประการที่ ๓ ยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลประจำอำเภอนี้ผมถือว่าเป็นยาที่มี คุณภาพแล้วก็มีประสิทธิภาพและที่สำคัญคือประหยัดครับ เพราะว่าประชาชนมารับยาจาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายครับ ตรงนี้ก็จะแก้ไขปัญหาที่ผมกล่าว เมื่อตอนต้นว่าชาวบ้านที่จน ๆ อยู่ในชนบทนี้ไม่มีเงินไปซื้อ แม้กระทั่งซื้อยารับประทาน ในร้านขายยาก็สามารถมาใช้บริการตรงนี้ได้ และบริการตรงนี้ก็เป็นการบริการรักษาแบบ ถูกโรคถูกยาด้วย มันก็จะเป็นการที่ไม่ซ้ำเติมประชาชน แล้วก็เป็นการประหยัดในการเดินทาง ของประชาชน บางทีนี้ประชาชนเป็นแค่โรคเบาหวาน เป็นแค่โรคความดันก็แค่ไปตรวจน้ำตาล แล้วก็รับยานี้ไปรับประทานต่อเนื่องก็ไม่ต้องเดินทางไปไกล อาจจะนัดแพทย์ไว้ ๓ เดือน ไปโรงพยาบาลประจำอำเภอครั้งหนึ่ง แต่ในช่วง ๓ เดือนก็อยู่ที่อนามัยได้หรือโรงพยาบาล ประจำตำบลได้ อันนี้ก็จะเป็นการประหยัดทั้งในเรื่องของการเดินทาง ประหยัดเวลา แล้วก็ทำ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายถ้าบอกว่าต้องไปที่โรงพยาบาลประจำอำเภอนี้เข้าถึงยากเขาก็ไม่อยากไป ไม่อยากไปเขาก็ไม่ได้รับการรักษาโรค ท้ายสุดเขาก็ชีวิตสั้น ถ้าเป็นตรงนี้นะครับ ช่วยชีวิตประชาชน ช่วยทั้งแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วยจะได้ไม่หนาแน่นนะครับ นั่นก็คือ เป็นสิ่งที่อยากจะนำเสนอ

แล้วก็เท่าที่ทราบนะครับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีเจ้าหน้าที่ ประมาณ ๓ คนที่จบจากพยาบาลหรือสาธารณสุข ผมเด็ก ๆ นี่เรียนเลยนะครับว่าผมพึ่ง โรงพยาบาล ผมเรียกอนามัยแล้วกันนะครับ ง่าย ๆ อนามัยประจำตำบลมากที่สุดเลย เป็นแผลผ่าตัดเล็กน้อยหรืออุบัติเหตุนี่ โรงพยาบาลประจำตำบลเย็บให้เรียบร้อยเลยแล้วก็ดีด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่ให้บริการประชาชนทางด้านสุขภาพดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำโรงพยาบาลประจำตำบลนี่รู้จักชาวบ้าน หมดเลยครับ ทุกหลังคาเรือนเลย พอคนนี้มาปุ๊บนี่รู้เลยว่าที่บ้านคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เป็นโรคอะไรมาก่อน เพราะฉะนั้นคนนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคตามกรรมพันธุ์หรือไม่ เขาจะรู้ชัด แล้วเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลประจำตำบลจะรู้ก่อน แล้วก็จะสามารถป้องกันและระงับได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นผมถือว่าจุดนี้เป็นจุดที่เขาเรียกว่าเป็น จุดแตกหักในการให้บริการสุขภาพของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ แล้วก็การที่ท่านมีบูรณาการทางเรื่องงบประมาณสำคัญมากเลยครับ งบประมาณ การปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณส่วนราชการต่างส่วนต่างไปทำในอดีตนั้นไม่ได้รวมกัน บูรณาการกันทำให้กระจาย แล้วก็ทำงานซ้ำซ้อน ถ้ารวมมาเป็นหนึ่งเดียวนี้จะลดการซ้ำซ้อน แล้วก็จะสามารถทำได้ตรงจุดตรงเป้ามากยิ่งขึ้น และบางครั้งต้องมีการระดมทรัพยากร ก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใหญ่ได้อย่างทันท่วงทีครับ ผมจึงขอสนับสนุนข้อเสนอของท่าน ทุกประการ แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ต้องขอบคุณเลยนะครับว่าข้อเสนอของ ท่านนั้นไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรเพิ่มเติมเลย แล้วก็ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นข้อเสนอ ที่ผ่านสภาแห่งนี้มาคือข้อเสนอของท่านนั้นปฏิบัติได้ทันทีตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไปครับ ผมขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ