นิกร จำนง หารือเรื่องหลักการคลื่นความถี่ในฐานะทรัพยากรสาธารณะตามรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจของ กสทช. ที่อาจเกินขอบเขต และเสนอแนวทางปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยเน้นการปรับสมดุลอำนาจระหว่างรัฐกับสาธารณะ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผมเองรู้สึกมีปัญหามากกับเรื่องนี้ เพราะว่าผมคงจะไม่บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในตอนต้น เพราะเกรงใจเนื่องจากว่ามีความเกรงใจเป็นอย่างมากในเชิงบุคคล เพราะว่าท่าน เป็นผู้ที่ผมเคารพ และสนิทสนม แต่ในหลักการเหมือนจะมีปัญหาในความเห็นของผม ผมจะ อธิบายก่อนนะครับ เพราะว่ามีเหตุผลพอที่ผมตัดสินใจเช่นนั้นไหม อย่างไร เราทวนกันดูว่า เรื่องเกี่ยวกับคลื่นความถี่ จริง ๆ แล้วถ้าเราจำได้ ท่านประธานก็คงจำได้ว่าเราเริ่มมีการคิด เรื่องนี้กันอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เป็นฉบับประชาชน เราเรียงกัน เอามาดูกันหมด ฉบับนั้นเป็นฉบับประชาธิปไตยค่อนข้างมากประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็ชี้กันชัด ๆ ว่าคลื่นความถี่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ เหมือนกัน เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ชัดเจนแบบนี้เลยมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราก็ยืน แบบนี้มาตลอด เริ่มมีการออกกฎหมายและเริ่มมีการเปลี่ยนแนวคิดไป จากเดิมเราต้องเข้าใจว่า จะอยู่แต่กับกองทัพเป็นหลัก แล้วก็ค่อย ๆ แตกออกไปช่อง ๗ ช่อง ๕ ช่อง ๙ และตอนหลัง เราก็ดึงมาว่าไม่ใช่แล้ว คลื่นความถี่เป็นของสาธารณะ รัฐธรรมนูญปัจจุบันฉบับที่กำลังจะ ออกในมาตรา ๖๐ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เขียนไว้ ชัดเจนอย่างนี้ หลักตรงนี้เองที่เราต้องมีการพิจารณาให้ชัดเจนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะมี การจัดการกันอย่างไรในฐานะที่เป็นสาธารณะ ผมยืนยันว่าคลื่นความถี่ไม่ใช่เป็นของรัฐเลย ไม่ใช่ เป็นของสาธารณะ ฉะนั้นเราจะยกเอาชัด ๆ เลยว่าความเป็นสาธารณะคือเป็นลักษณะเหมือนเช่นใด ผมเรียนท่านประธานว่าโดยหลักอย่างเช่นว่าอำนาจ เราพูดถึงเราอยู่ในระบบประชาธิปไตย บุคคลที่ได้ชี้ให้เราเห็นตรงนี้เป็นอย่างมากก็คือ ผมอยากจะอัญเชิญพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าด้วยเรื่องอำนาจ สื่อก็คืออำนาจ สื่อเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่เป็นของใคร ท่านได้บันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของ ข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร” ประเด็นนี้ก็เหมือนกัน ความชัดเจนในความเป็นสื่อ เป็นของสาธารณะ ไม่ใช่เป็นของรัฐ ผมยืนยัน เป็นของทุกคน พอเป็นของทุกคนเราก็มาดูว่าในการจัดการตรงนี้ มันต้องมีการจัดการ กสทช. ที่เราตั้งขึ้นมาในวันนั้นมาทำอะไร ไม่ใช่มาดำเนินการ ให้ช่วย มาดูแลสิ่งที่เป็นของสาธารณะ ไม่ใช่มาเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ใช่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เองที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมากต่อหลักการของเรื่องนี้ หัวใจเรื่องนี้ หรือวิญญาณเรื่องนี้อยู่ที่นี่ ดังนั้นผมมาดูเรื่องการปฏิรูปที่เราเสนอขึ้นมาว่าเป้าหมายเป็นไปตามนั้น หรือไม่ อย่างไร ในการปฏิรูปเรื่องแรกนะครับ เรานับกันเป็นข้อ ๆ ก็ได้เพื่อจะชั่งน้ำหนัก การดำเนินการ ในประเด็นปฏิรูปเริ่มตั้งแต่ ๒.๑ เรื่องใบอนุญาต ใบอนุญาตคือตัวประกอบการ ท่านสมาชิก ก็ได้พูดไปแล้ว ใบอนุญาตเองที่เราขายกัน ที่เราหารายได้เข้ามา เพราะเราเป็นเจ้าของ หรืออย่างไร หรือว่าเรามาช่วยดู เราเป็นผู้จัดการกิจการนี้ เจ้าของโอนเนอร์ (Owner) จริง ๆ ก็คือพับบลิก (Public) คือสาธารณะ เราเป็นแค่ผู้จัดการหรือเราเป็นเจ้าของที่เราจะมาคิดว่า นี่คือการต้องทำกำไรเข้ามาหรืออย่างไร ๑. คือเรื่องการจัดการกับใบประกอบอนุญาต ข้อ ๒.๑.๑ เขียนแบบนี้มีปัญหาจริง ๆ เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการกำหนด เริ่มข้อ ๑ แล้วก็ ๑.๑ ก็คือเพิ่มอำนาจในการกำหนด และข้อต่อจากนั้นก็คือกิจการกระจายเสียงที่ไม่ใช่ คลื่นความถี่ รวบต่อไปยังกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ด้วย คลื่นถี่แล้วขยับต่อไปอีกทุกอย่างที่ งอกเงยไปจากตรงนี้ที่เราสามารถจะใช้อำนาจควบคุมเอาได้นะครับ
ประเด็นต่อมา ข้อ ๓ การหารายได้จากการโฆษณานี่คือประเด็นในการที่เรา เห็นว่าเราจะปฏิรูป จากการโฆษณาผู้ประกอบการในการบริการสาธารณะ พูดถึงรายได้ ในการประกอบการ ผมย้ำของผู้ประกอบกิจการสาธารณะ ข้อต่อมากำกับดูแลการดำเนิน รายการผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เราใช้อำนาจครอบ ๑. ใบอนุญาต การดำเนินการรายได้ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานโครงข่ายกระจายเสียงเครื่องกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ คลุมในเรื่องอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือด้วย ๒.๕ ที่ว่ามีอยู่นิดหนึ่งคุ้มครอง ผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์นี่ ๑ ข้อ ด้านนี้ด้านประชาชนที่เป็นเจ้าของ ด้านสาธารณะเป็นเจ้าของมี ๑ ข้อ เมื่อกี้มา ๔ แล้ว อีกด้านว่าด้วยเรื่องการกำกับควบคุม ๒.๖ การกำกับดูแลประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือการลงไปกำกับดูแลการประกอบการของบริษัท ข้อต่อมาก็คือว่า ๒.๗ เรามี ๗ ข้อ ในส่วนนี้นี่คือเป้าหมาย ประกอบกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐอื่น เดินต่อไปยังสิ่งที่รัฐจัดการเรื่องกิจการนี้ด้วยเมื่อกี้เอกชนไล่มาตลอดนะครับ ตอนนี้ข้อสุดท้ายก็คือคืบไปยังรัฐครบทุกมิติ ทีนี้เรามาดูว่าวิธีการในการดำเนินการจะมาถึง แผนการปฏิรูปในนี้จะมี ๙ ข้อ มีประเด็นอยู่ทั้งหมดถ้าผมนับได้เรามาชั่งกันดูว่ามา เวต (Weight) กัน เมื่อกี้ ๗ ข้อได้มาข้อเดียว ข้อเดียวที่เป็นฝ่ายของเจ้าของสื่อก็คือพับบลิก (Public) หรือสาธารณะ หรือประชาชน อีก ๖ ข้ออยู่อีกด้านหนึ่งหมด เรากำลังจะใช้ตาชั่งชั่งกัน ประเด็นต่อมาก็คือว่าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ๓.๑ การแก้ไขปัญหาก็คือว่า การแก้ไขใบอนุญาตที่เรียนแล้วเมื่อกี้ ในนี้จะมีรายละเอียดเพราะว่าด้วยเรื่องการแก้ไข เราไม่ต้องไปดูรายละเอียดเราวัดเป็นหน้า ๆ ก็ได้นะครับ รายละเอียดเต็มไปหมด ๓ หน้า พอข้อ ๒ เรื่องใบอนุญาตอีก ๓.๑.๒ ใบอนุญาตอีก ข้อ ๓.๑.๓ ข้อนี้มาใส่น้ำหนักไว้ทางตาชั่ง ด้านนี้ก็คือการป้องกันและการนำเสนอรายการที่ไม่เหมาะสม ๑ ข้อ ในพาร์ต ๒ (Part 2) พาร์ต ๑ (Part 1) เมื่อกี้ ๖ : ๑ เป็น ๗ ตอนนี้ได้มา ๑ แล้ว การหารายได้ข้อต่อไป ข้อ ๔ จากการโฆษณาของผู้ประกอบการกิจการสาธารณะอยู่ด้านนี้ กำกับดูแลผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศในกิจการสาธารณะอยู่ด้านนี้ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานโครงข่ายเครื่องกระจาย เสียงอยู่ด้านนี้ คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง คุ้มครองผู้บริโภคอยู่ด้านนี้ ได้มา ๒ จาก ๙ ข้อ ข้อต่อมา ๓.๑.๘ นี้คือวิธีการในการแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ใช้มาตรการกำกับดูแล ประกอบการกิจการกระจายเสียงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการกำกับในการดำเนินการ อยู่ด้านนี้อาจจะอยู่กลางก็ได้แต่เอนมาทางด้านนี้ก็คือมีอำนาจในการกำกับดูแล และต่อจากนั้นข้อสุดท้ายก็คือกำกับดูแลการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ของส่วนราชการและหน่วยงานอื่นที่รัฐมีอยู่เดิม หมายความว่าเราย้อนลึกเข้าไปถึงสิ่งที่มีอยู่เดิม ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ๙ ข้อท่านประธานทั้งหมดได้ ๒ ชุดแรกได้ ๑ เป็นฟากที่ว่าเราใช้ อำนาจในการดูแลตรงนี้เสีย ๖ พอตรงนี้ ๙ มีอยู่ ๒ ๒ : ๗ เวต (Weight) กันไว้ ต่อจากนั้น การพัฒนาศักยภาพก็จะมีรายละเอียดเรื่องการพัฒนาศักยภาพ การส่งเสริม การส่งเสริม เมื่อกี้ผมเรียนท่านประธานว่าเรามี ๒ หน้าครึ่งว่าด้วยเรื่องใบอนุญาต ๓ หน้า ถ้านับอีกด้านหนึ่งด้วย เราชั่งกันง่าย ๆ แบบนี้ แต่พอข้อที่เราส่งเสริมประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อซึ่งเป็นปัญหามาก ข้อนี้มันอยู่ในพาร์ต (Part) ในการดูแลเป้าหมายของเจ้าของคลื่นความถี่ ก็คือประชาชน หรือพับบลิก (Public) หรือสาธารณะ แค่นี้ท่านประธานมีรายละเอียดอยู่แค่นี้เอง ผมนับก็ได้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ บรรทัด ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยในการดูแลตรงนี้ เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดซึ่งลึกลงไปมาก ๆ ถ้าจะลงรายละเอียดก็ได้ว่า อย่างเช่นปัญหาที่มันมีอยู่ ขณะนี้ เรื่องเรตติง (Rating) ยกตัวอย่าง เรตติง (Rating) ที่เรามีอยู่ ที่เราดูแลอยู่ขณะนี้ มีหลายเรตติง (Rating) มีลำดับอยู่ว่า บ ๓+ด ๖+ท ทุกวัยอะไร ยกตัวอย่างรายละเอียดเล็ก ๆ แค่นี้ ประเด็นปัญหาที่จะเป็นปัญหาอยู่มากขณะนี้ เช่นในการควบคุมเรื่องว่าอนุญาตว่าการใช้ ความรุนแรงต่อผู้อื่นในเรต (Rate) น ๑๓+ หรือ ๑๘+ นี่คือรายละเอียด ผมยกตัวอย่างว่า หน้าอกผู้หญิง ท่านประธาน ของเราเราจะเน้นว่าถ้าจับผิด แต่ถ้าตัดไม่ผิด คล้าย ๆ อย่างนี้ มันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เช่น ในละครโทรทัศน์ที่มีอยู่ขณะนี้ ในช่วงเวลาตรงนี้ การจะไปข่มขืน ผู้หญิงเราเสนอภาพในการชกท้องเพื่อให้ล้มลงไปเพื่อให้หมดแรง เรามานำเสนอได้หมด สิ่งเหล่านี้มันนำไปสู่อาชญากรรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราได้มีโอกาสไหมในการกำกับดูแล เรื่องที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้าของสื่อ เจ้าของคลื่น หรือเจ้าของแอสเซต (Asset) ตัวนี้ เราไม่ได้ดูแล ผมยกตัวอย่างเล็ก ๆ รายละเอียดอื่น ๆ เช่นเงินที่เราได้ขณะนี้ ที่เราจะ ย้อนกลับไป เพราะว่าเราเป็นแค่ผู้จัดการ เราไม่ใช่เจ้าของ รัฐไม่ใช่เจ้าของ เงินที่เราได้มา ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการประมูลคลื่นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ วิธีการ ในการกลับเอาไปใช้มันไปเป็นงบประมาณไม่ได้ท่านประธานก็รู้ มันดูเหมือนจะได้แต่จริง ๆ มันต้องกลับไปแล้วต้องเหลือก่อน แต่ขณะนี้เราเอาไปให้ความรู้อะไรประชาชน มีไทยพีบีเอส (Thai PBS) อันเดียว อย่างช่องอื่น ๆ ในเรื่องการให้การศึกษา เรื่องวัฒนธรรม เรื่องเอามา ช่วยเหลือประเทศเราล้าหลังอยู่ขณะนี้แล้ว เราได้เอาเงินส่วนนั้นไปใช้บ้างหรือไม่เพียงไร เพื่อตอบกลับไปยังเจ้าของ ก็คือพับบลิก (Public) คือสาธารณะที่เป็นเจ้าของสื่อตัวจริง แล้วคิดเหมือนเราเป็นรัฐ เงินนี้เอามาแล้วเราไปใช้ตามวิธีการของเรา ลืมเจ้าของเดิมที่ให้เรา มาดูแลเรื่องนี้ กสทช. มีหน้าที่แค่นี้เอง หรือท่านประธานที่เคารพครับเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว อัลวิน ทอฟฟเลอร์ ที่เป็นคนพูดถึงเรื่องเทิร์ดเวฟ (Third Wave) ที่เป็นคนพูดถึงเวฟ (Wave) ที่เปลี่ยนโลก เขาพูดไว้ชัดเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๓๘ ปีแล้ว ในเทิร์ดเวฟ (Third Wave) เมื่อปี ๑๙๘๐ ว่าต่อจากนี้การสื่อสารจะสำคัญมาก โลกจะเล็กลง แล้วมันจะสร้างปัญหา ขึ้นมาว่าคนจะสนใจ โลกจะเล็กลง เรื่องที่เกิดตรงนี้จะปรากฏตรงนี้ แล้วคนจะเริ่มสนใจ เรื่องของตัวเองมากขึ้นแล้วการทำงานจะไปอยู่ในกระท่อม เขาเรียกอิเล็กทรอนิกส์ฮับ (Electronics Hub) ก็คือว่าไม่จำเป็นต้องไปทำงานแล้ว โลกจะเปลี่ยนรุนแรงมาก สิ่งที่เป็น กูเกิล (Google) ก็ดี เป็นเรื่องของเฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นเรื่องอะไร มันคือการเปลี่ยน นี่คือวิวัฒนาการ สิ่งที่เราคิดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีรายละเอียดอะไรหรือไม่ อย่างไร ในการจะพัฒนาที่มันหมุนเร็ว แล้วเราไม่ได้อยู่ต้นน้ำด้วย สิ่งเหล่านี้เองไม่มี การดูแล สาธารณะไม่มี การจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนกลับไม่มี สิ่งที่เราสนใจคือ ผลประโยชน์จากการนี้เท่านั้น การพัฒนา ไม่อย่างนั้นเราจะหมุนตามโลกไม่ทัน สุดท้าย ผมอยากจะยกสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำด้วย อยากจะฝาก ผมไม่ทราบว่าจะฝากใครไปว่าขออัญเชิญ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ให้ไว้ในโอกาส ตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกครบ ๖๐ ปี ของกรมการทหารสื่อสารกองทัพบก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๗ ความว่า “งานสื่อสารที่พึงประสงค์นั้นจะต้องมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม รวดเร็ว ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องพยายามศึกษา ค้นคว้าวิทยาการและ เทคโนโลยีอันก้าวหน้าให้ลึกซึ้งและกว้างขวาง และรู้จักพิจารณานำส่วนที่ดีมีประโยชน์แท้ มาใช้ด้วยความริเริ่มและความเฉลียวฉลาด เพื่อให้งานที่ทำพัฒนาอย่างเต็มที่ และอำนวย ประโยชน์ สร้างเสริมประสิทธิภาพของบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แท้จริง” ผมเพียงแต่หวังว่าการดำเนินการเรื่องการปฏิรูปนี้หามุมให้ชัดว่าเป้าหมายอยู่ที่ใคร เราเอง กสทช. เป็นอะไร มีหน้าที่อะไร รัฐเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้จัดการสิ่งที่เป็นเจ้าของเดิมก็คือ สาธารณะแล้วก็คงจะต้องรีบพัฒนาเป็นอย่างมากเพราะว่าโลกหมุนเร็วเหลือเกิน ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะช้ากว่าเขา เรามาสนใจเรื่องที่มันเป็นผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการประมูลคลื่น ขายคลื่นอยู่ ไม่ได้ หรือแม้แต่การที่เราจะมาแยกว่าสื่อสาธารณะ สาธารณะหนึ่งเป็นความมั่นคง สาธารณะหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณะแท้จริงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ การแบ่งยิ่งละเอียดมาก ยิ่งมีปัญหามาก ที่จริงแล้วธุรกิจไปทางหนึ่ง สาธารณะไม่ใช่ธุรกิจไปทางหนึ่งแล้วก็ภาค ที่มีปัญหารุนแรงมากมาตลอดก็คืออย่างช่อง ๙ หรือว่าช่อง ๑๑ ขณะนี้ ตรงนี้เป็นคล้าย ๆ เหมือนกับไม่รู้จะเป็นอะไรทำธุรกิจก็ไม่ใช่ ไม่ทำธุรกิจก็ไม่ใช่ ตรงนี้ต่างหากที่ต้องมาแยกและ มีการจัดการตรงนี้ไม่ให้ไปทับกับภาคธุรกิจเขา ในขณะเดียวกันไม่ละวางจากหน้าที่ที่ต้อง ดูแลประเทศในฐานะที่ตัวเองเป็นสื่อสาธารณะของรัฐในการดูแล แต่ช่อง ๑๑ ทำหน้าที่ เหมือนช่องอื่น ๆ ไม่ได้ อาจจะต้องมาดูแล อาจจะมีการพรอพาแกนดา (Propaganda) บ้างอะไรบ้างก็ว่ากันไป สิ่งตรงนี้ต่างหากที่ต้องมาเขียนกันให้ชัดเพราะว่าตรงนี้ความเหลื่อม ความคาบเกี่ยวระหว่าง ๒ ด้านระหว่างธุรกิจกับรัฐกับสาธารณะตรงนี้เป็นปัญหามากแล้วก็ ไปทำให้กระทบกระเทือนไปหมดแล้วก็มีปัญหาในมุมใด ตรงนี้ผมมองว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องแก้ ปัญหาเรื่องการพัฒนาไปข้างหน้าและปัญหาการตอบกลับไปยังเจ้าของสื่อตัวจริง ก็คือสาธารณะนี่เป็นประเด็นทั้งหลายที่ผมเห็นว่าทั้งเป้าหมายและวิธีการยังมีปัญหา ผมก็ตั้งใจว่า จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ