คำนูณ ชี้ร่าง กสทช. ใหม่ลดความเป็นอิสระ หลังรัฐธรรมนูญเปลี่ยนบทบาท

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๖ · ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

คำนูณ สิทธิสมาน หารือร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่และรัฐธรรมนูญมาตรา 60 ที่เปลี่ยนสถานะ กสทช. จากองค์กรอิสระเป็นองค์กรของรัฐที่อยู่ภายใต้นโยบายรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการขยายอำนาจควบคุมสื่อมวลชนโดยรัฐ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่กระผม ก็เคยอภิปรายเมื่อครั้งกรรมาธิการชุดนี้ด้วยความเคารพนำร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ฉบับใหม่ เข้ามาขอความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระผมเห็นว่าเราจำเป็นจะต้องพูดถึงพื้นฐานสักเล็กน้อยนะครับว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบ ๒๐ ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บัญญัติมาตรา ๔๐ ออกมาแล้วก็สืบเนื่องมายังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติมาตรา ๔๗ ออกมา ก็คือให้ คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะและที่สำคัญที่สุดก็คือให้กำเนิด กสทช. ในลักษณะที่เป็น “องค์กรอิสระ” แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในขณะนี้ซึ่งจะถือเป็นการปฏิรูป หรือไม่ประการใดแต่เราก็ต้องยอมรับกันก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้ ในมาตรา ๖๐ นั้น ได้เปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปแล้ว ก็คือจากนี้ไป กสทช. จะไม่ใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเน้นย้ำว่า จากนี้ไป กสทช. ไม่ใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ใช่ครับ มีคำว่าอิสระอยู่ แต่ลดระดับลงไปเป็นเพียงว่าองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธาน ที่เคารพ ถ้าจะเข้าใจปัญหานี้ได้ดีเราก็ต้องย้อนไปพูดถึงร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ฉบับใหม่ ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติสักเล็กน้อยซึ่งกระผมในครั้งนั้นใช้สิทธิงดออกเสียงนะครับ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งจำนวนของคณะกรรมการ ที่มาของคณะกรรมการ แล้วก็ ที่สำคัญก็คืออำนาจหน้าที่ที่ลดความเป็นอิสระลงไป กล่าวคือคณะกรรมการ กสทช. ตามกฎหมายใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นภาคราชการและภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลด ภาคประชาสังคมลงไป อาจจะไม่มากแต่ก็ถือว่าเป็นการลดระดับลงไป และที่สำคัญก็คือ ความไม่เป็นอิสระในเรื่องนโยบาย เพราะว่านโยบายแห่งชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดสรร คลื่นความถี่หรือแผนต่าง ๆ นั้นจากเดิมที่เป็นอิสระของ กสทช. ก็ต้องไปขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะอยู่ในร่างพระราชบัญญัติพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชื่อทำนองนี้นะครับ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นชุดกฎหมายพวงใหญ่ที่เผยแพร่ออกมาจากรัฐบาล ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๗ แล้วก็เริ่มสู่สาธารณะจริง ๆ ในต้นปี ๒๕๕๘ นะครับ ทีแรกก็มี ร่างกฎหมาย ๑๐ ฉบับ ต่อมาก็ลดลงมาเหลือ ๗ ฉบับ โดยนัยสำคัญที่กระผมรวบรัดตัดความ ที่จะชี้ให้เห็นก็คือว่า กสทช. นับจากนี้ไปตามที่มีกฎหมายใหม่กำลังจะออกมา แล้วก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ นั้นก็ต้องยอมรับความจริงครับจะไม่ใช่เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ เหมือน กสช. เดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เป็นองค์กร ของรัฐประเภทที่ขึ้นตรงกับนโยบายของรัฐบาลผ่านคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องเท้าความมาตามสมควรก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าอย่างที่ ท่านสมาชิกท่านที่แล้วได้อภิปรายไปก็คือสารัตถะสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เป็นการขยายอำนาจแล้วก็เพิ่มอำนาจให้กับ กสทช. ในทุกมิติ ทั้งมิติเรื่องใบอนุญาต เรื่องเทคนิค ซึ่งกระผมจะไม่พูดในที่นี้ แต่ที่จะขออนุญาตพูดก็คือมิติในการควบคุมและกำกับผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนสาขาวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งกระผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตไว้และบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมยอมรับครับว่าวิชาชีพ สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และสื่อมวลชนก็เป็นต้นเหตุหนึ่งของ วิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการนะครับ การปฏิรูปสื่อมวลชนจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตนั้นสื่อมวลชนได้ต่อสู้เพื่อให้หลุดจากการควบคุมของ อำนาจรัฐ ต่อสู้จนมีการยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๔๒ ต่อสู้จน มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ สื่อมวลชนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น อ้างว่าต้องการที่จะกำกับควบคุมกันเอง แน่นอนครับกระผมยอมรับว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ การกำกับควบคุมกันเองของสื่อมวลชนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาก็เปรียบเสมือนเสือกระดาษ พอจะลงโทษใครเขาลาออกจากองค์กรก็ทำ อะไรเขาไม่ได้ แต่การปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นก็ไม่ควรที่จะมีลักษณะกึ่งย้อนยุคไปให้รัฐเข้ามา กำกับควบคุมทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่พูดกันมาโดยตลอดก็คือว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วสมควรแล้ว ที่จะต้องมีการกำกับควบคุมสื่อมวลชนโดยสภาวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมาย เฉกเช่นเดียวกับสภาทนายความ แพทยสภา หรือสภาวิชาชีพอย่างอื่น ซึ่งสภาวิชาชีพ เหล่านั้นเขาจะเป็นผู้คัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพสื่อมวลชน กำกับด้านจริยธรรม ตัดสินด้านจริยธรรม รวมทั้งการออกใบอนุญาตให้กับองค์กรและหรืออาจจะรวมไปถึง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน สิ่งที่กระผมอยากเห็นก็คือภาพรวมจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า ในการปฏิรูปสื่อมวลชนโดยรวมนั้น แทนที่เราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นฉบับ ๆ แยกเป็นส่วน ๆ ไปนี้นะครับกระผมอยากเห็นภาพรวม สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นเขาได้มีร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญฉบับหนึ่ง ที่เสนอไว้ก็คือร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แม้ว่ากระผมเองอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระทั้งหมด แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นที่ สปช. ทำนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจที่คณะกรรมาธิการชุดนี้และ สปท. ควรจะต้องนำมาสืบสานภารกิจต่อตามหน้าที่ กระผมขออนุญาตต่อเวลานะครับท่านประธาน เพราะว่านั่นจะเป็นการปฏิรูปสื่อมวลชน โดยให้สื่อมวลชนควบคุมกันเองแต่ยกระดับเป็นการควบคุม ตามกฎหมาย แล้วก็เพิ่มเติมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถกเถียงกันได้นะครับว่าจะเป็นอย่างไร ให้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าใบรับรองสมาชิก เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน เราจะมีสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน เราจะมีคณะกรรมการ จริยธรรมสื่อมวลชน คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ และเราจะมีคณะกรรมการวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยอย่างไรแล้วจำเป็นจะต้องมี บทลงโทษประการใดนั้นก็สามารถที่จะส่งต่อไปให้ กสทช. ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ทางปกครองหรือการลงโทษอย่างอื่นต่อไปได้ กระผมเห็นว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนหรือการกำกับ ควบคุมสื่อมวลชนอย่างอารยะนั้นควรจะอยู่ในขั้นตอนของสภาวิชาชีพที่มีการจัดตั้ง ตามกฎหมาย แต่ว่าสิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นำเสนอเข้ามา แม้ว่าจะเป็นเพียงวิชาชีพ วิทยุและโทรทัศน์ ประเด็นที่กระผมขออนุญาตมีข้อสังเกตที่อาจจะเห็นต่างก็คือท่านเขียนไว้ ในรายงานหน้า ๑๗ ว่าสมควรมีการกำกับดูแลผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศในกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้มีมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งจะต้องผ่าน การอบรมและได้รับบัตรผู้ประกาศจาก กสทช. ก่อน โดยการเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้ นั่นหมายความว่าอะไรครับก็คือหมายความว่าต่อไปนี้ใครจะเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ โทรทัศน์ ใครจะเป็นผู้ประกาศวิทยุโทรทัศน์ คนที่จะออกใบอนุญาต คนที่จะกำกับดูแลนั้น คือ กสทช. และจำเป็นจะต้องพูดว่าเป็น กสทช. ยุคใหม่ที่มิใช่องค์กรอิสระ แต่เป็นองค์กรที่โดยนโยบายแล้ว ขึ้นต่อรัฐ ชอต (Shot) ที่ ๑ ชอต (Shot) ต่อไปในหน้าเดียวกันครับ หน้า ๑๗ นะครับ เมื่อกำหนดให้ผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้มี มาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งจะต้องผ่านการอบรมและได้รับผู้ประกาศจาก กสทช. แล้ว ในกรณีที่ผู้ดำเนินรายการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด จะต้องกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตรับผิดในการกระทำดังกล่าวด้วย คือแต่เดิมนี่ต้อง รับผิดในการกระทำของผู้อำนวยการสถานี แต่อันใหม่นี่นะครับ ให้ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิด ในการดำเนินการของผู้ประกาศด้วย เพราะฉะนั้น ๒ ชั้นมันเป็นการกำกับควบคุมโดยรัฐ ที่จะทำให้ ก็อาจจะบอกได้ว่าทำให้สื่อมวลชนมีจริยธรรมดีขึ้น มีมาตรฐานทางจริยธรรมดีขึ้น ไม่สร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมือง แต่ก็ต้องวงเล็บไว้ด้วยนะครับว่า (ในมาตรฐานของรัฐ ผ่าน กสทช. ที่มิใช่องค์กรอิสระอีกต่อไป) ถามว่า ทำไมเราไม่ให้เรื่องมาตรฐานและจริยธรรม ของวิชาชีพนี้เป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติล่ะครับ ทำไมเราควรจะได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติหรือจะชื่ออะไรก็ตามแต่ พร้อม ๆ กันไปด้วยครับ เพราะถ้าเราพิจารณาและเราก็ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เท่ากับว่าเราให้ อำนาจแก่ กสทช. ในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแขนงสำคัญที่สุดของประเทศ ก็คือวิทยุและโทรทัศน์ไปแล้ว คือควบคุมทั้งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ เป็นผู้ออก ใบอนุญาต และเป็นผู้ตัดสินด้วยครับ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา หรือคณะกรรมการเห็นเองนั้น กสทช. จะเป็นผู้ตัดสิน หลักการของกฎหมายมหาชนยุคใหม่นะครับ การกำหนดมาตรฐาน ทางวิชาชีพก็ดีกับการตัดสินนั้นก็ควรจะอยู่ในมือของคนละองค์กร แต่อันนี้เรามาอยู่ในมือ ขององค์กรเดียว และเป็นองค์กรที่เมื่อย้อนไปดูแล้วกำลังจะไม่ใช่องค์กรอิสระครับ ผมไม่ได้ มองเห็นว่า กสทช. ที่เป็นองค์กรอิสระอยู่เดิมนั้นมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การ ทำให้ กสทช. ไม่เป็นอิสระกลับเข้ามาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเช่นรัฐบาลชุดนี้ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรหรอกครับ แต่ถ้าเราได้ รัฐบาลที่ขาดธรรมาภิบาล เราได้รัฐบาลที่เราต้องมองไประยะยาวไกลอีก ๑๐ ปี อีก ๒๐ ปี เข้ามานี่นะครับ มันก็เท่ากับว่าเราประเคนอำนาจในการกำกับควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์ให้กับ รัฐบาลนั้นไป ถามว่ามันคุ้มกันหรือไม่ กระผมเห็นว่าไม่คุ้มครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นประเด็น สำคัญที่กระผมไม่กล้าพูดหรอกครับว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะว่ากระผมเห็นว่าไม่ขัดก็สามารถกระทำได้นะครับ แต่ว่ามันล่อแหลมและมันสุ่มเสี่ยงกับการถูกคัดค้านและจะเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม ทำไมเรา ไม่ทำเป็นขั้นตอนล่ะครับ ๒๐ ปีที่ผ่านมาสื่อขอควบคุมกันเอง โดยองค์กรวิชาชีพที่ไม่มี สภาพบังคับทางกฎหมาย พิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ ทำไมเราไม่ยกระดับให้เป็นสภาวิชาชีพ ตามกฎหมายเฉกเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น ๆ ก่อนล่ะครับ ทำไมเราเอามือของรัฐเร่งด่วน ที่จะไปกำกับไปควบคุม ในประเด็นนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่เห็นด้วย ท่านประธานท่านมีความสุขุมรอบคอบและกระผมเคารพเป็นส่วนตัวครับ ท่านบอกว่าการทำ ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ คือรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้องในมาตรา ๗๗ วรรคสอง แต่กระผมขออนุญาตให้ความเห็นว่าการรับฟังความเห็น ของผู้เกี่ยวข้องถ้าเราให้เขารับทราบข้อมูลเป็นส่วน ๆ มันก็จะได้ความเห็นออกมาอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราให้ข้อมูลภาพรวมทั้งหมดให้เขาเห็นป่าทั้งป่าความเห็นอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง คงจะไม่มีเวลายกตัวอย่างนะครับ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อท่านอิงมาตรา ๗๗ แล้ว กระผมขออิง มาตรา ๗๗ ขอโดยสารท่านด้วยในวรรคสาม รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการ ในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ในกรณีนี้เรากำลังจะมีร่างพระราชบัญญัติการประกอบการ วิทยุโทรทัศน์ฉบับใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙ วรรคสอง ออกมาในการสร้างระบบ อนุญาตขึ้นมาคือใครไม่มีใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วเป็นผู้ประกาศข่าวไม่ได้ เป็นผู้ดำเนิน รายการโทรทัศน์ไม่ได้ และผู้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องรับผิดชอบในการกระทำของผู้ประกาศ และผู้ดำเนินรายการ และที่สำคัญก็คือผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนั้นไม่ใช่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนแต่เป็น กสทช. ที่มิใช่องค์กรอิสระ แล้ว กสทช. นั้นก็จะทำหน้าที่ตัดสินเอง กระผมไม่จำเป็นต้องอ้างมาตราแต่ขออนุญาตอภิปรายเฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียวว่า เป็นเรื่องล่อแหลมครับ บรรยากาศในขณะนี้กระผมเห็นว่าแน่นอนสื่อมวลชนปากเสียงคงจะ น้อยลง กระผมเองเคยประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแต่กราบเรียนท่านประธานเป็นครั้งสุดท้ายว่า จริงอยู่ครับสื่อมวลชนบางส่วนหรือในบางสถานการณ์อาจจะมีส่วนทำให้วิกฤติของบ้านเมือง เพิ่มเติมขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งครับท่านประธานสื่อมวลชนที่กล้าหาญ สื่อมวลชนที่เสียสละ สื่อมวลชนที่ประกอบวิชาชีพในลักษณะที่เปิดโปงข้อเท็จจริงของการทุจริตคอร์รัปชัน ต่าง ๆ นานา ก็ใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นทำให้บ้านเมืองเราขจัดคนโกงหรือเอาคนโกงเข้าเป็นคดี หลายต่อหลายคดี กระผมไม่จำเป็นจะต้องยกตัวอย่าง แต่การเข้ามากำกับ ควบคุม วางมาตรฐานทางจริยธรรมและตัดสินมาตรฐานทางจริยธรรมนั้นโดยองค์กรของรัฐ กระผม ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่าเราควรจะต้องพิจารณาและกระผมไม่อาจที่จะตัดสิน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตราบที่ยังไม่เห็นว่าคณะกรรมาธิการนั้นมีแนวความคิดอย่างไร เกี่ยวกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ หรือร่างพระราชบัญญัติที่ทาง สปช. ทำไว้ และกระผมเห็นว่านั้นน่าจะเป็นทางออกอันดับต้นที่ดีกว่าเราจะมาแยกผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนสาขาวิทยุโทรทัศน์ให้เข้ามาอยู่ในกำกับขององค์กรที่ถูกแปรสภาพไปขึ้น ต่อนโยบายของรัฐ และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเช่นรัฐบาลนี้ ตลอดไป ถ้าเรามองไปในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าเราจำเป็นที่จะต้องคิดให้ยาวไกล ออกไปด้วย กราบขอบพระคุณครับ