กษิต ภิรมย์ แสดงความกังวลต่อการรวมศูนย์อำนาจและการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ พร้อมเรียกร้องให้กระจายอำนาจ ลดบทบาทการควบคุมของรัฐ และส่งเสริมบทบาทประชาชนและสื่ออย่างแท้จริง รวมทั้งท้วงติงการใช้งบประชาสัมพันธ์และสปอนเซอร์ชิปที่ขาดจริยธรรม เสนอให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมจากภาคเอกชน พร้อมเน้นย้ำการปกป้องศีลธรรม สกัดกั้นโฆษณาหลอกลวง รักษาความมั่นคงของชาติ และขอความร่วมมือต่างประเทศในการควบคุมเนื้อหาที่บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ โดยคัดค้านการลิดรอนเสรีภาพในนามการปฏิรูปที่อาจนำไปสู่เผด็จการ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ก็ขอกล่าวว่าเห็นด้วยกับทั้งท่านนิกรแล้วก็ท่านคำนูณสิ่งที่พูดมาประเด็นหลัก ๆ ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ผมก็ชื่นชมยินดีมากที่ได้มีส่วนรับฟังแล้วก็ร่วมอภิปรายในเรื่อง เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล เรื่องที่เกี่ยวกับความผาสุกทางด้านกายภาพของประชาชน พลเมืองในอนาคตว่าจะดีขึ้นเป็นลำดับเพราะจะมีการบริการถึงบ้านเรือน แต่พอมาตกบ่าย อันนี้ผมเริ่มที่จะป่วยทางจิตแล้วครับ เมื่อได้มาอ่านเอกสารแล้วก็ได้รับฟังคำชี้แจงของ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ในเอกสารอันนี้ที่ผมจดประเด็นว่าผมจะอภิปรายอย่างไรนั้น ผมเขียนคำภาษาอังกฤษเอาไว้ ๑ คำคือคำว่าฟรีดอม (Freedom) สิทธิเสรีภาพแล้วก็ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกครับ เพราะว่าการที่เรามานั่งอยู่ในคณะสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคมศกก่อนนั้น ความมุ่งมั่นตั้งใจเท่าที่สติปัญญาแล้วก็ องค์ความรู้และประสบการณ์จะมีของผมก็คือว่าจะเข้ามาร่วมทำงานอย่างเต็มที่ในเรื่องของ การที่จะปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความเป็นสากลของสิทธิเสรีภาพสังคมประชาธิปไตย แล้วก็ การปฏิรูปตามความหมายของผมคือการกระจายอำนาจเพิ่มพลังให้กับประชาชน ให้กับ ผู้ประกอบการ ให้กับภาคประชาสังคม ให้กับองค์กรอิสระเป็นสำคัญ แต่ว่า ๑๒ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานคงจะเห็นว่าผมค่อนข้างจะได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าเราไม่ได้ขยายหรือว่า ส่งอำนาจไปให้ประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น โดยตลอดมามักจะมีการเพิ่มอำนาจ ให้กับแวดวงราชการคือส่วนกลาง ตั้งคณะกรรมการ ตั้งองค์กรนี้ แก้ไข พ.ร.บ. เพิ่มโน่นเพิ่มนี่ ยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ ทั้งหมดนี้ไปกระจุกตัวอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อยู่ที่ภาครัฐ ภาครัฐบาล แล้วก็ระบบราชการ ผมไม่อยากจะพูดว่ามันมีความเป็นฟาสซีสต์ (Fasces) มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับน่ากลัวครับ แล้วก็มาวันนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพ คุณคำนูณได้พูดชัดว่ามันจะเป็นรัฐแห่งการควบคุมคอนโทรลสเตต (Control State) น่ากลัวครับ แล้วผมรับไม่ได้แล้วก็ยอมไม่ได้เพราะมานี่เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทยให้มี ความเป็นเสรีและให้มีความเป็นสากลแล้วก็ดีขึ้น แล้วอำนาจต้องกระจายครับ ไม่อย่างนั้น ก็ต้องต่อสู้กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้สภาวะพิเศษอำนาจของรัฐบาลมหาศาล แต่ว่าได้ใช้ กลไกของแม่น้ำ ๕ สายในการที่จะกระจุกตัวของอำนาจ มันเป็นการไปสร้างปัญหาให้กับ อนาคตให้กับลูกหลานเรา อันนี้ต้องระมัดระวังครับ อย่าทำบาปทำกรรมต่อประเทศแล้วก็ ต่อลูกหลานของตนเองโดยการกระจุกตัวของอำนาจหรือมีความเป็นเผด็จการแฝงอยู่ในทุก ๆ เรื่องของ ๑๑ คณะกรรมาธิการ อันนี้ไม่ได้ครับ ไม่มีภาระหน้าที่ ไม่มีความจำเป็น แล้วผมคิดว่า มันเป็นบาปเป็นกรรมต่อสังคม อยากจะขอให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด แล้วผมก็เห็นด้วย กับคุณคำนูณว่างานนี้มันต้องเป็นของสภาอาชีพทางด้านสื่อ เขามีความล้มเหลวอ่อนแอ มันก็เหมือน สังคมประชาธิปไตยของเรามันก็ ๘๔ ปี มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ว่าเป้าหมาย ของเราก็ยังแน่ชัดว่าเรายังเพียรพยายามที่จะให้มีระบอบประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยต่อไป จะมาอ้างว่าล้มเหลวโดยภาคเอกชนสื่อเขาดูแลตนเองกันไม่ได้ แล้วก็มาเพิ่มอำนาจให้ที่รัฐ จะไปผ่านคณะกรรมการดิจิทัล คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือจะไปที่ กสทช. แล้วก็อ้าง ความมั่นคง อ้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ว่าที่แฝงอยู่คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและ การมีส่วนร่วม แล้วก็การเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ภาษาอังกฤษใช้คำว่าเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ผมต้องการให้มีเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ให้กับประชาชน ไม่ใช่มีการเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ให้กับภาคเอกชนครับ แล้วผมก็ยังมี ความเชื่อมั่นว่า เพื่อน ๆ สื่อของผมทั้งหมดเลยทุกคนมีขีดความสามารถในการที่จะปกครองแล้วก็ดูแลตนเอง ประเด็นปัญหาที่ผมเห็นอยู่และผมได้เคยพูดในที่ประชุมนี้มันไม่ได้อยู่ที่นักหนังสือพิมพ์ เด็กผู้สื่อข่าวที่วิ่งไปวิ่งมานอกในรัฐสภา ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือว่าที่หน่วยราชการต่าง ๆ ปัญหามันมักจะอยู่ที่เจ้าของ บริษัทเจ้าของที่ทำธุรกิจครับ แล้วก็มีหลาย ๆ เจ้าของสื่อต่าง ๆ เล่นการเมืองครับ ถือหาง แล้วก็เป็นมือปืนรับจ้าง ซึ่งเมื่อวานนี้เราพูดกันในเรื่อง งบประชาสัมพันธ์ของภาครัฐใช่ ไม่ใช่ครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูก บิดเบือนให้ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะปกปิดความล้มเหลวของการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยการโฆษณา ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เราจะต้องไปขจัด ประเด็นปัญหามันก็อยู่ที่เจ้าของ ตรงนี้และเราก็ยังไม่ได้เคยมีพูด ผมก็ได้เสนอตอนที่ได้พูดกันเรื่องสื่อว่าต้องไปดูเสียก่อน ผมก็ได้พูดเป็นตัวอย่างว่าถ้าเผื่อมันเป็นไฟแนนเชียลไทม์ (Financial Time) หรืออินเตอร์เนชันนัล เฮรอลด์ ทริบูน (International Herald Tribune) หรือจะเป็นดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) เขาอาจจะไปทางปีกเสรีนิยม ถ้าไปเป็นฟอกซ์นิวส์ (Fox News) มันก็ขวาจัดของอเมริกานะครับ และมันก็มีเอกสารอื่น ๆ เท่านั้น แต่ว่าเจ้าของเขาผู้ประกอบการของเขา เจ้าของกิจการหรือว่า เอดิเตอร์ (Editor) บรรณาธิการเขาได้ประกาศกับสาธารณชนของภายในประเทศ และของโลกเขาแน่ชัดว่าจุดยืนทางการเมืองของเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร ของเรามันมีการยืน ทางการเมืองที่แฝงเราก็ต้องบอกกับผู้ประกอบการว่าคุณอยู่ในสังคมประชาธิปไตย และที่นี่ เป็นราชอาณาจักร และประเทศไทยแบ่งแยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดยืนของผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการทุกคนมันต้องทัดเทียมกันนะครับ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอื่น ส่วนจะซ้ายไปมาก ขวาไปมาก กลางบ้าง อันนั้นไม่ได้มีประเด็นปัญหาให้ประกาศมาเสียก่อน แต่มาเป็นเครื่องมือกลไก ไม่ได้อันนี้ต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐ โดยเฉพาะ กสทช. ที่จะต้องสอดส่องมาก็ไม่สามารถ ที่จะกระทำได้ก็ต้องปรับปรุงในส่วนนั้นด้วย แต่กลับมาที่สภาวิชาชีพสื่อ ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้เขาเป็นสำคัญมันต้องกระจายอำนาจจากส่วนกลางลงไปจากหน่วยงานลงไปให้กับผู้ประกอบการ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมเห็นด้วยกับคุณคำนูณ คุณนิกร เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนอันที่ ๒ ที่เราจะต้องปกป้องมันคืออะไร จะเป็นโดยสภาวิชาชีพหรือจะเป็น หน่วยงานของรัฐหรือว่าร่วมกัน ผมว่ามันมีแค่ ๓ ประเด็นเท่านั้นเอง คือเรื่องศีลธรรม ผมได้เคยพูด ในที่ประชุมนี้ว่าที่เมืองนอกที่เขาปกป้องมากคืออย่าได้ไปบ่อนทำลายความนึกคิดของ เยาวชน เด็กที่ยังไร้เดียงสา ปกป้องเด็กเป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เรื่องศีลธรรมเป็นหน้าที่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการหลอกลวง โฆษณายาเสริมกำลัง ยาอาหารเสริม สิ่งเสริมสวยทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโกหกพกลม เปิดไปทุกช่อง ธรรมดาหรือจะเป็น ดิจิทัล (Digital) หรือจะเป็นอนาล็อก (Analog) อะไรต่าง ๆ และ กสทช. ณ วันนี้ไปทำอะไร กรมประชาสัมพันธ์ไปทำอะไร สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำอะไร อันนี้เราต้องเอา ของจริงมาพูดกันนะครับ และเราก็อะลุ่มอล่วยเพราะว่าอย่างไร เพราะว่าเจ้าของกิจการที่ทำ โฆษณาเหล่านั้นมีอิทธิพลหรือเปล่า แล้วเราก็ปล่อยให้การทำลายศีลธรรม การหลอกลวง เพื่อในเชิงพาณิชย์เพียงเพื่อมาหากำไรนั้นเป็นไปได้นะครับ อันนี้ก็ต้องทำเสียวันนี้สามารถ ที่จะอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ต่อองค์กร หน่วยงาน พระราชบัญญัติที่มีอยู่นะครับ ศีลธรรม การหลอกลวง
ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องความมั่นคง ใครเป็นผู้ตัดสินใจ มันก็มีสภาความมั่นคง แห่งชาติก็ดูไปสิครับ ก็มีสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติว่าอันไหนที่มันบ่อนทำลายความเป็น ราชอาณาจักร สถาบันสำคัญ ๆ ของประเทศชาติก็สอดส่องดูแลไป แล้วทำไมมันถึงยังมี เว็บไซต์ (Web Site) สีแดงอยู่ตลอดเวลาก็ไม่สามารถที่จะเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไม ไม่ปราบปรามกันให้เด็ดขาด เราสามารถที่จะได้รับความร่วมมือจากสื่อข้ามชาติในเรื่องของ การที่จะไม่ให้มีการเขียนบทความหรือข้อความหรืออะไรที่เข้ามายุ่งกับสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง ของเรา เราก็สามารถที่จะขอความร่วมมือกับเขาได้ครับพูดกันดี ๆ ได้ จะเป็นกับแอปเปิล (Apple) กับกูเกิล (Google) กับ (Yahoo) ยาฮู อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยเหตุด้วยผลก็สามารถที่กระทำได้ และอันนี้มันเป็นระยะเวลาสำคัญ ที่มันสามารถที่จะขอความร่วมมือกับต่างประเทศได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำกันต่อไป
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งมันก็เป็นประเด็นสุดท้าย อันนี้ก็ต้องย้ำอยู่แล้วเพราะเมื่อวาน เราได้พูดกันเรื่องงบประชาสัมพันธ์ เรื่องสปอนเซอร์ชิป (Sponsorship) และตอนนี้มันก็ นอกเหนือจากรัฐวิสาหกิจที่จะต้องติวเข้มโดยรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ร่วมมือกับทางภาคเอกชน อย่างใกล้ชิดในโครงการประชารัฐ ก็บอกกับนายห้างทั้งหลายเจ้าของกิจการที่ใกล้ชิดกับ แวดวงทางการเมือง ณ วันนี้ว่าการโฆษณาของบริษัทหรือเครือข่ายของพวกคุณให้มันอยู่ใน ศีลธรรมไม่หลอกลวงแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้หรือไม่ ไม่ใช่จะทำธุรกิจหากินกัน อย่างเดียว แต่เขามีบทบาทรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็ท่านเหล่านี้ก็อยู่ในวงในทั้งนั้นก็ออกมา ช่วยกันสิครับ ว่าท่านก็ไม่ไปลงโฆษณาในบางสื่อที่ขาดซึ่งจริยธรรมแล้วก็ศีลธรรม ท่านก็สามารถ ที่จะให้ความร่วมมือได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากที่ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปที่กรรมาธิการว่าเอามาทบทวนทั้งหมด แต่การที่จะมาแก้ไขอะไรเพื่อจะลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ เสริมสร้างแล้วก็ปูทางสังคมไทยให้มีความเป็นเผด็จการ อันนี้ไม่เล่นด้วย และไม่ควร จะเกิดขึ้นในสภานี้ที่เรียกว่าสภาแห่งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ที่จะบอกว่าอันนี้ จะปฏิรูปไปสู่การกระจุกตัวหรือการเป็นเผด็จการ ผมคิดว่าผมก็ต้องขอลาออกว่าผมไม่มีที่ยืน ที่นี่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ