เฉลิมชัย เสนอปรับกฎหมายกระจายเสียง เน้นโปร่งใส-ป้องกันการแทรกแซง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๖ · ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม หารือการปรับปรุงร่างกฎหมายกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ให้ทันสมัยและครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ พร้อมเสนอให้จัดทำกฎหมายใหม่ทั้งฉบับเพื่อความรอบคอบและสอดคล้องกับยุคสมัย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดกรอบกติกาที่ชัดเจนสำหรับการอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐทำโฆษณาได้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง รวมทั้งเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมและกฎเกณฑ์สำหรับผู้ประกาศและผู้ดำเนินรายการ โดยให้สภาวิชาชีพมีบทบาทในการกำกับดูแล และเรียกร้องให้ผู้อำนวยการสถานีรับผิดชอบต่อเนื้อหาเพื่อป้องกันการยั่วยุหรือสร้างความขัดแย้งในสังคม พร้อมแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายที่อาจกระทบสิทธิเสรีภาพ และเสนอให้ทบทวนมาตราต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนดำเนินการต่อ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นผมขอให้สัญญากับท่านประธานกรรมาธิการว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ จะพยายามถนอมแล้วก็รักษาน้ำใจที่มีต่อท่านให้ได้มากที่สุด เพราะได้ฟังว่าท่านก็โดนมา พอสมควรในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานกรรมาธิการได้รับโจทย์เมื่อครั้งที่ เข้าพบท่านประธาน สปท. โจทย์ของท่านประธาน สปท. ที่มอบให้ต่อท่านประธาน กรรมาธิการนั้น บอกว่ายกตัวอย่างมา ๔ ข้อ อุปกรณ์วิทยุที่ติดตั้งในรถแท็กซี่และสถานีฐาน สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ที่แพร่ภาพ บริษัทห้างหุ้นส่วนที่ให้บริการเคเบิลทีวี (Cable TV) ช่องรายการทีวี (TV) ที่รับจากจานดาวเทียม ท่านประธานกรรมาธิการได้รับ โจทย์เช่นนี้มา ท่านก็คงมาคิด คงมาปรึกษากับทีมงานของท่านในกรรมาธิการ จึงเป็นที่มาว่า อย่ากระนั้นเลยมาแก้กฎหมายฉบับนี้ดีกว่า คือกฎหมายที่มีชื่อว่าพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พูดง่าย ๆ ว่า พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์นี่ครับ ท่านรับโจทย์มา ๔-๕ ข้อนี้ โดยประเด็นสำคัญความหมายที่มาที่ไปนั้นท่านได้เกริ่นไว้ ตอนเริ่มต้นว่า เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นมีมากเหลือเกิน จนกระทั่งกฎหมาย ตามไม่ทันเริ่มล้าสมัยแล้ว ประการถัดมาคือบ้านเมืองที่ผ่านมามีความยุ่งเหยิงวุ่นวายมากมาย มีความขัดแย้ง มีเรื่องของกีฬาสี มีความเห็นต่างทางการเมือง ต่างคนต่างก็มีป้อมค่ายของ ตัวเอง ต่างคนต่างก็มีวิทยุโทรทัศน์ของตัวเองก็ออกกระจายเสียงแพร่ภาพ ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ก็ต้องบอกว่าอัดกันไปอัดกันมา ผมเป็นชาวบ้านอยู่ตรงกลาง ผมก็ดูทั้ง ๒ ช่องนั่นแหละครับ มีกี่ช่องผมก็ดูหมดก็ดูเขาอัดกัน คือดูกีฬาสี เพราะฉะนั้นที่มาที่ไปในการแก้กฎหมายฉบับนี้ มันเหมาะสมด้วยกาลเทศะ เหมาะสมด้วยเหตุด้วยผลที่มาที่ไปทุกประการ ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้าท่านมาพบผม ขออภัยนะครับไม่อาจจะลำเลิกขนาดนั้น เอาว่าถ้าได้มีการปรึกษาหารือกันผมบอกท่านแก้ไม่พอนะครับท่านต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งหมดเลย คือ พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แก้ให้มีความรอบคอบ มีความรัดกุม ขยายประเด็นเพิ่มเติมไปเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการที่เราจะปฏิรูปกิจการวิทยุและโทรทัศน์ของประเทศไทยในยุค ปฏิรูปนี้ เพราะสิ่งที่ท่านได้เสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มา ๑๐ กว่ามาตรานั้นเกือบทุกมาตรา มีความจำเป็น มีความสำคัญ ผมเห็นด้วยเพียงแต่ความเห็นต่างในรายละเอียดนั้นก็อาจจะมี ซึ่งผมก็มีอยู่ขออนุญาตที่จะเสริมเติมแต่งในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ ร่างมานานแล้ว เมื่อครั้งที่ร่างนั้นผมได้ศึกษาติดตามมาโดยตลอดและมองเห็นว่าบางมาตรา ร่างไว้ค่อนข้างจะรอบคอบ รัดกุม แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาบอกว่าไม่พอแล้วแค่นั้นเทคโนโลยี มันมากขึ้นเหลือเกิน มีทั้งที่มีคลื่นแล้วก็ที่ไม่มีคลื่น ใครจะนึกบ้างว่าช่วงสมัยนี้เวลานี้เราจะ สามารถดูโทรทัศน์ ดูการถ่ายทอดสด ถ่ายทอดสดฟุตบอล ถ่ายทอดสดอะไรก็แล้วแต่ดูเขา หาเสียงกันที่อเมริกาเราสามารถดูได้จากโทรศัพท์มือถือนะครับ ดูได้จากไอแพด (iPad) หรือจากซัมซุงก็แล้วแต่เรียลไทม์ (Real Time) สามารถรู้เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองของโลกได้ ทุกวินาทีติดตามได้ตลอดเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์จริง เพราะฉะนั้นเท่าที่ท่านร่างมา ท่านแก้ไขมาผมว่าก็ยังไม่ก้าวถึงเทคโนโลยีที่ผมกล่าวมีกูเกิลเพลย์ (Google Play) มีอะไรต่าง ๆ ที่เราสามารถดูหนัง หนังที่คนไทยไม่มีโอกาสจะได้ดู หนังที่คนในต่างประเทศบ้านอื่นเมืองอื่น เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้ดู เรียกดูได้จากโทรศัพท์มือถือแล้วในเวลานี้ เพราะฉะนั้นกฎหมาย ที่ท่านแก้มามีคลื่นและไม่มีคลื่นมันก็ยังไม่ครอบคลุม เมื่อลงถึงกฎหมายผมมีประเด็น ที่ขออนุญาตที่จะใช้เวลาท่านประธานที่จะเสริมเติมเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าท่านจะ ตั้งหลักว่าเอาอย่างนั้นไปร่างใหม่ดีกว่าก็คงจะได้นำเสนอต่อไป ผมคิดว่าอย่างนี้ครับเวลา ที่เหลืออีก ๓-๔ เดือนเป็นงานไฮไลต์ (Highlight) ของกรรมาธิการจะเกิดคุณูปการใหญ่หลวง ต่อประเทศชาติท่านรับร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่เลย แก้ ๑๐ กว่ามาตรานั้นไม่พอ มีอีกบางหมวด รื้อใหม่ก็ไม่พอต้องไปร่างใหม่เลย หมวด ๓ การส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพและ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แค่หมวดนี้ หมวดเดียวเขียนใหม่ได้อีกเป็นสิบ ๆ มาตรา ในหมวดนี้ของกฎหมายเก่า กฎหมายเดิม เขาเอาเรื่องการส่งเสริมและการควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพมารวมไว้ในหมวดเดียวกัน กับการคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มันควร จะต้องแยกออกจากกัน แค่ลำพังฟังท่านคำนูณอภิปรายผมเห็นด้วยกับท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ผมจะพูดคล้าย ๆ กับที่ท่านพูดเลยแต่ว่าท่านพูดได้ดีกว่าผมและท่านได้นำหน้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมคงจะไม่ซ้ำแนวทางนั้น เพียงแต่จะบอกว่าในหมวด ๓ นี่มันมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ มีอยู่แค่ ๒-๓ มาตราแค่นั้นเอง ท่านไปร่างใหม่ได้อีกขยายได้อีกเป็นสิบมาตราแยกออกจากกันเลย ที่สำคัญก็คืออะไรครับให้มีสภาวิชาชีพใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ได้เลยนะครับ ถ้าท่านอึดอัดใจ ในการที่เราจะต้องรอกฎหมายสภาวิชาชีพที่ท่านคำนูณได้อภิปราย ขออภัยที่เอ่ยนามนั้น ถ้าหากว่าจะต้องไปร่างกฎหมายฉบับนั้นรอขั้นตอนต่าง ๆ อีกมากมาย ท่านไปแก้กฎหมายฉบับนี้ ในหมวดนี้ใส่เรื่องของสภาวิชาชีพไว้ได้เลย เพราะว่าในมาตรา ๓๙ เขาบอกเพียงแค่ว่า ให้คณะกรรมการคือ กสทช. ดำเนินการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ แต่ทำไมครับ เขาบอกให้องค์กรนี้ให้ทำหน้าที่ในการจัดทำ มาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ และควบคุมการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม ของเดิมมันก็เปิดทางเอาไว้นิด ๆ แล้ว แต่ยังไม่เห็นแสงสว่าง ไปทำให้มีสภาวิชาชีพในกฎหมายฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้ไม่ยาก ง่ายกว่าที่จะต้องไปทำกฎหมายอีกฉบับหนึ่งแยกออกไป ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันคือเรื่องเดียวกัน แล้วข้อสำคัญคืออะไรครับ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ มันควรจะแยกออกไปอีกหมวดหนึ่ง คนที่ได้รับความเสียหายไม่ใช่เฉพาะคน อย่างเดียว ไม่ใช่เฉพาะองค์กร ไม่ใช่เฉพาะนิติบุคคล บางครั้งความเสียหายมันเกิดขึ้นกับ ประเทศไทยทั้งประเทศ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราคงไม่ต้องไปเท้าความให้รายละเอียดมากนัก เห็นด้วยว่าความขัดแย้งอะไรต่าง ๆ นั้นมันก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นมาตรการ ต่าง ๆ ที่ท่านแก้ไขท่านเพียงแก้ไปเติมมาตรา ๔๐ ท่านให้มีมาตรา ๔๐/๑ เข้ามาแค่นั้นเอง ซึ่งไม่พอ ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ในมาตรา ๔๐ กฎหมายเดิมเขาบอกว่าผู้ที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ท่านได้เพิ่ม เป็นมาตรา ๔๐/๑ ท่านได้ตัดข้อความคำว่าในมาตรา ๔๐/๑ ท่านบอกว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เสียหาย แต่ท่านได้เติมข้อความคำว่า เนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อาจร้องเรียนต่อ คณะกรรมการ ถ้าไม่เติมขยายความไปให้ชัดเจนว่าคำว่า เดือดร้อน เสียหาย นั้นนะมันมี คำจำกัดความของมันอยู่พอสมควร มีกรอบของมัน ถ้าบอกแค่ว่าเดือดร้อน เสียหาย ใคร ๆ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ อยู่ดี ๆ อารมณ์หนึ่งก็เกิดความเดือดร้อน ความเสียหาย ขึ้นมาได้ มันจะเกิด การร้องเรียนไปไม่มีที่สิ้นสุด การร้องเรียนนำไปสู่การฟ้องร้องอะไรได้อีกมากมาย ผมจึงขอเรียนว่า ท่านไปแก้ไขเสีย

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้กล่าวนำไว้แล้วเรื่องการเปิดช่องให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ให้สามารถทำโฆษณาได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เท้าความไป หลักการนี้เกิดขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหาย เป็นหลักการที่บอกว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีการแพร่ภาพรายการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ขอเวลาเพิ่มครับท่านประธาน ให้ดำเนินรายการได้โดยไม่มีโฆษณา สิ่งนั้น หลักการนั้นดำเนินต่อมา เข้าใจว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนไป การพัฒนากิจการ วิทยุโทรทัศน์ต้องมี จะพัฒนาได้ต้องมีทรัพยากรที่สำคัญก็คือเงิน แต่เงินที่กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับนั้นน้อยนิดไม่พอที่จะพัฒนา เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาหลักการนั้นมีอยู่ แต่ถ้าท่านฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ท่านจะเห็นว่าเขามีโฆษณาตลอด ผมเคยเห็นโฆษณาสินค้า โฆษณาน้ำอัดลม โฆษณาทีวีไดเร็กต์ โฆษณาอะไรอยู่ในช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ครับ ผมเคยมีส่วนในการดูแล อย่าเรียกว่าดูแลเลยประสานงานในสมัยเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วที่ กรมประชาสัมพันธ์ที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้โฆษณาได้ เขาบอกว่า เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโฆษณา ทางสายกลางอยู่ตรงไหนครับ ทางสายกลางอยู่คล้าย ๆ กับที่ท่าน ขอแก้มาในกฎหมายฉบับนี้ท่านบอกว่ากิจการวิทยุโทรทัศน์บริการสาธารณะประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๓ ไม่มีโฆษณา ประเภทที่ ๒ ของเดิมให้มีโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการ ดำเนินกิจการ ท่านไปแก้ให้ ๑ และ ๓ สามารถทำประชาสัมพันธ์โฆษณาได้ ก็คือมีรายได้เข้ามาได้ แต่ท่านไปเปิดช่องเอาไว้เพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในกฎหมายฉบับใหม่ของท่าน ขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการบริการสาธารณะให้ ท่านใช้คำว่า ให้ หารายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่ เพียงพอต่อการประกอบกิจการโดยไม่เน้นการแสวงหากำไร ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ขอเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าท่านเขียนไว้เพียงแค่คำว่า ให้ ภาษากฎหมายนี้เขางงนะครับ คำว่า ให้ หมายความว่าคือให้ทำเลย ไม่มีประเภทว่าไม่ให้ หรือเปล่า แต่ถ้าท่านใช้คำว่า อาจ หมายความว่ามีโฆษณาก็ได้ ไม่มีโฆษณาก็ได้ ยิ่งถ้าเติม คำว่า อาจพิจารณาให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ยิ่งชัดเลยว่าให้ใช้ดุลยพินิจพิจารณา การพิจารณานั้นขออนุญาตเรียนเสนอครับว่าที่ผ่านมาผมทราบมาโดยตลอดเป็นการใช้ดุลยพินิจ ของผู้ใหญ่ในกรมประชาสัมพันธ์ไม่กี่ท่าน ๑ ท่านหรือไม่เกิน ๒ ท่าน ให้ดุลยพินิจได้เลยว่า รายการนี้โฆษณาประเภทนี้ต้องมีสปอนเซอร์ (Sponsor) เสียเงิน จ่ายเงิน รับเงิน รายการนี้ ฟรี สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคืออะไรครับ การเมือง การเมืองจะเข้ามาล้วงลูก ที่ผ่านมาระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาผมได้ยินมาเต็ม ๒ หู เดี๋ยวก็มีผู้ใหญ่สั่งมาว่ารายการนี้ขอฟรี รายการ แข่งวัวขอฟรียังมีเลยครับ รายการชนวัว ชนไก่ ขอฟรียังมีเลยครับในอดีต ๑๐ กว่าปีที่แล้ว รายการบางประเภทดูแล้วไม่น่าจะออกอากาศช่อง ๑๑ ได้นะก็ออกอากาศได้ เพราะเป็นการใช้ ดุลยพินิจของคนเพียง ๑ หรือ ๒ คน เอาว่าเป็นอย่างนี้แล้วกัน อธิบดีเลยครับ คำสั่งตรงมาที่ อธิบดี เพราะฉะนั้นท่านต้องไปเขียนกรอบตรงนี้ให้ชัดเจนว่าระเบียบกติกาในการให้ ออกอากาศรายการทำโฆษณาให้โฆษณานั้นเป็นอย่างไร ประเภทไหนฟรี ประเภทไหน ต้องเสียเงิน เสียสตางค์ ต้องมีสปอนเซอร์ (Sponsor) เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ดุลยพินิจเพื่อไม่ให้ การเมืองเข้ามาล้วงลูกได้ ขออนุญาตเรียนเสนอ

ประเด็นถัดมาประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก ๆ ต้องขอเรียนว่าเกือบจะมากที่สุดก็ว่าได้ท่านคำนูณได้อภิปรายไปแล้ว คงจะพูดซ้ำกันบ้าง เล็กน้อย คือประเด็นของมาตรการในการกำหนดให้มีกติกากฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยหรือเกี่ยวข้อง กับผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการอันนี้สำคัญ ผมไม่อยากจะให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่กระสุนตกมันจะไม่ใช่กระสุนตกมันจะกลายเป็นระเบิดตก เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนที่อยู่ใน แวดวงของสื่อมวลชนนั้นต้องขอเรียนว่าเขาแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าสิทธิเสรีภาพมากเหลือเกิน ทางสายกลางนั้นมี คือสภาวิชาชีพที่จะมาตรวจสอบกำกับดูแลสิ่งที่เราเป็นห่วงกันว่าที่ผ่านมานั้น ต้องบอกเลยว่ากีฬาสีส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากผู้ประกาศรายการ ผู้ดำเนินรายการชัด อันนี้ใช่ เพราะฉะนั้นการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาว่าด้วยผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการไม่ใช่เพียงแค่ ไปประกาศไปสอบใบอนุญาตว่าเขาอ่าน ร หรือ ล ได้ชัดเจนหรือไม่ อ่านคำควบกล้ำได้ เพียงพอได้ดีชัดเจนหรือไม่ อักขระภาษาไทยอ่านชัดเจนหรือไม่ ไม่ใช่แค่นั้นไม่พอที่จะได้รับ ใบอนุญาต สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรม จิตใต้สำนึกในการเป็น ผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศรายการว่าจิตใต้สำนึกของเขาคือมีสิ่งที่เรียกว่า ๑. สิทธิเสรีภาพ ๒. คือจริยธรรม ๓. คือความรักษาความสงบเรียบร้อยความมั่นคงของประเทศอยู่ภายใต้ จิตสำนึกในการดำเนินการของเขาหรือไม่ ถ้าท่านดูรายการวิทยุ โทรทัศน์ ท่านจะเห็นเลย ผมขออนุญาตใช้คำว่าเสี้ยม ไม่หยาบครับคำนี้ในพจนานุกรมก็มี เชิญคนมาออกรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์จะ ๑ คนหรือ ๒ คนก็แล้วแต่พูดพาดพิงแล้วพาดพิงอีก ตำหนิแล้วตำหนิอีก กล่าวว่าแล้วก็กล่าวว่าอีก แล้วก็เสี้ยม เสี้ยมให้ ๒ คนนี้ทะเลาะกัน เสี้ยมให้คนที่มาออก รายการด้วยทะเลาะกับอีกคนหนึ่งที่อยู่ที่บ้าน คนที่อยู่ที่บ้านโทรศัพท์โฟนอิน (Phone-in) เข้ามาคุยกับคนนี้ พิธีกรถามให้ ๒ คนนี้ทะเลาะกันออกอากาศสด ๆ ให้คนไทยทั้งประเทศดู เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นจริยธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข ไม่ฉะนั้นประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นในวังวนของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ทางสามแพร่งที่เราจะเจอคือ ทางสามแพร่งว่าเราเดินไปข้างหน้า ซ้ายคือสิทธิเสรีภาพแบบเต็มสตรีม (Stream) ขวาคือ มีกรอบ มีกฎเกณฑ์ มีกติกา เราจะทำ ๒ ทางนี้ให้ประสานเชื่อมกันแล้วเดินได้อย่างบ้านเมือง มีความสงบเรียบร้อยได้อย่างไร ก็คือหมวด ๓ ที่ผมได้กล่าวแล้วว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม ไม่ใช่เชิญเขามาอบรมจริยธรรมอย่างเดียว รับรู้รับทราบแล้วก็ผ่านไป ผมเชื่อว่ามันต้องมีการ ฟีดแบ็ก (Feedback) มันต้องมีการตรวจสอบ ข้อสำคัญที่สุดผมฝากไว้ครับว่าผู้ได้รับ ใบอนุญาตเขาไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาสุ่มเสี่ยงกับผู้ดำเนินรายการหรือผู้ประกาศรายการ แต่คนที่จะต้องรับผิดชอบผู้ดำเนินรายการ หรือผู้ประกาศรายการนั้นคือผู้อำนวยการสถานีครับ เขาเป็นคนเลือก เป็นคนจ่ายค่าจ้าง เป็นคนทำสัญญาจ้างให้บุคคลคนนี้มาเป็นผู้ดำเนินรายการ เป็นผู้ประกาศ สถานีที่ได้รับ ใบอนุญาตไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย เปรียบเหมือนโรงพยาบาล บริษัท ก เปิดกิจการ โรงพยาบาล ข บริษัท ค เป็นผู้ได้รับผิดชอบขอใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ให้ นาย ง มาเป็นนายแพทย์ผู้อำนวยการ นายแพทย์ ง ไปจ้างนายแพทย์ จ มาเป็นแพทย์ ทำไม บริษัทนี้จะต้องมารับผิดชอบกับการรักษาของนายแพทย์ คนที่รับผิดชอบคือผู้อำนวยการ โรงพยาบาล กรณีนี้ก็เช่นเดียวกันผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือผู้อำนวยการสถานี ในกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้เขียนบทลงโทษผู้อำนวยการสถานีเอาไว้ให้ชัดเจน พูดเพียงว่าผู้รับอนุญาต ให้รับผิดชอบถ้าผู้อำนวยการทำเสียหาย ผู้ดำเนินรายการทำเสียหาย ที่ท่านขอแก้ไขครับ ท่านไปเขียนใหม่เพิ่มเติมว่า ให้ผู้อำนวยการสถานีต้องรับผิดชอบในกรณีใดบ้าง สถานการณ์ ความขัดแย้ง สถานการณ์อะไรต่าง ๆ มันจะมากขึ้น การโฆษณาบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น อยู่ในสื่อออนไลน์ (Online) หรือว่าในเคเบิลทีวี (Cable TV) ในวิทยุ โทรทัศน์ก็จะดีขึ้น ผมฝากเอาไว้มีเวลาน้อย มีประเด็นกฎหมายอีกมากมาย

ท้ายที่สุดผมฝากว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการขอแก้ไขมานั้นมีความเหมาะสม แต่ว่าด้วยถ้อยคำและด้วยหลักคิดอะไรบางอย่างที่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีความสุ่มเสี่ยง ถ้าเราจะประเคนใส่พานกฎหมายที่เปิดทางให้เกิด การลิดรอนสิทธิเสรีภาพไปสู่รัฐบาลไหนก็ไม่ทราบในอนาคต ถ้าเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ผมเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ โฆษณาตัวเอง สร้างความขัดแย้ง ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง และเราประเคนสิ่งที่เรียกว่ากำจัดสิทธิเสรีภาพให้เขา มันจะเป็น อันตรายต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นด้วยวิธีคิดแบบนี้มีมาหลายมาตราที่กฎหมายที่ท่านขอแก้มา ๑๐ กว่ามาตรานั้นยังไม่ครอบคลุมชัดเจน บางหมวดต้องลิสต์ (List) ร่างใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลา ท่านประธานกรรมาธิการครับกรุณา ผมว่าช่วยรับข้อเสนอเอาไว้ ท่านไปร่างผมว่า ใช้เวลาไม่นาน ขอบพระคุณมากครับ