คณิต สุวรรณเนตร หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตและเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมในสถานีวิทยุและโทรทัศน์ และเสนอแนะการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลสื่อโทรทัศน์และวิทยุ โดยเน้นการสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบ เนื้อหารายการที่ออกอากาศ และการสนับสนุนการปฏิบัติการที่มีคุณภาพ รวมถึงการเร่งพัฒนาศักยภาพของสื่อมวลชนด้วย
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านรองประธาน ท่านสมาชิก สปท. ที่รักและเคารพทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ขออนุญาตนำเสนองานชิ้นที่ ๖ ของคณะกรรมาธิการ ก็คือ การขอแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ได้ใช้งานมา ๘-๙ ปีแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สปช. ไม่ได้ศึกษามาก่อน ในอดีต ท่านประธานที่เคารพครับ สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่านในห้องนี้มาทำงานเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ ท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ท่านได้สั่งการ ให้หน้าห้องของท่านติดต่อกระผมให้ไปพบ กระผมได้ขออนุญาตเข้าพบท่านประธาน ที่ห้องทำงานของท่านที่ชั้น ๓ ของอาคาร ๑ แห่งนี้ และท่านก็ได้เล่าเรื่องต่าง ๆ ของประชาชน ของสื่อมวลชน แล้วท่านก็ให้โจทย์มา ๔ ข้อ ซึ่งโจทย์ทั้ง ๔ ข้อนั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวเนื่องกัน
โจทย์ข้อแรก ก็คือการใช้อุปกรณ์วิทยุที่ติดตั้งในรถแท็กซี่ รวมถึงสถานีฐาน เบสสเตชัน (Base Station) ด้วย
โจทย์ข้อที่ ๒ คือสถานีวิทยุกระจายเสียงทั้งประเภทสาธารณะและชุมชน และธุรกิจที่บรอดคาสต์ (Broadcast) ให้ประชาชนได้ฟังทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด
โจทย์ข้อที่ ๓ คือการประกอบการของโทรทัศน์ดาวเทียม
โจทย์ข้อที่ ๔ คือการประกอบการของเคเบิลทีวี (Cable TV) แบบบอกรับสมาชิก
จากการไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก็จะสอดคล้องกับที่ท่านประธาน ให้โจทย์มา ๔ ข้อนะครับ ก็คือเราพบว่าผู้ประกอบการ ผู้รับใบอนุญาต ผู้ดำเนินรายการ จำนวนมากครับ ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่จะมีบางส่วน บางกลุ่ม บางสถานี ที่พิธีกรใช้คำล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น นี่ครับ เป็นโจทย์ที่ผมจะว่ายาวเลยที่ท่านประธานทินพันธุ์ท่านได้ให้โจทย์มานะครับ การใช้คำพูด ที่เกิดการเข้าใจผิด เกิดการแตกแยก การพูดจาส่อเสียด ดูหมิ่น เหยียดหยาม การโฆษณา สรรพคุณของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกระทะ เครื่องออกกำลังกาย ยา ปุ๋ย โฆษณาเกินเลยความจริง การใช้คำพูดหลอกลวงผู้ฟัง ผู้ชม ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ การก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เชื่อในเรื่องของโชคลาง ต่าง ๆ เกิดความไม่เป็นธรรม เกิดการแบ่งกลุ่ม แบ่งฝ่าย เลือกสี เลือกข้าง ขัดขวางการทำงาน ของข้าราชการและรัฐบาล กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัว สถาบันโรงเรียนและสถาบันศาสนา และอันสุดท้าย ที่ผมจะกราบเรียนก็คือพาดพิงและล้มล้างสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของประชาชนชาวไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกสะสมมานาน แล้วก็ได้รับการแก้ปัญหาโดยท่านผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี ๒๕๕๗ และต่อมาท่านก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่เราเรียกกันว่านายกลุงตู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องจำเป็น เรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า คณะกรรมาธิการเราศึกษาดูแล้วแล้วก็เสนอว่าสามารถ แก้ไขปัญหาได้เป็น ๒ ระยะ ในระยะสั้น หรือระยะแรกเร่งด่วนที่ควรกระทำก็คือที่ผมจะ กราบเรียนต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการท่านสมาชิกในวันนี้คือการขอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี ๒๕๕๑ ในประเด็นเร่งด่วนจาก เอกสารที่กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ท่านดูในเอกสารหน้า ๑๑ ข้อ ๓.๑ จะมีเป็น ๙ ประเด็นด้วยกันครับ คือเรื่องของใบอนุญาตประกอบกิจการ เรื่องอายุของ ใบอนุญาต เรื่องการป้องกันและการนำเสนอเนื้อหารายการที่ไม่เหมาะสม เรื่องของการหา รายได้จากการโฆษณา เรื่องการกำกับดูแล เราจะเพิ่มการกำกับดูแลขึ้นไปอีก ๒ ระดับ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนในลำดับต่อไป เรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของโครงข่าย ๑. โครงข่าย ๒. เครื่องส่ง ๓. อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนะครับ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องมาตรการกำกับดูแล และเรื่องสุดท้ายซึ่งจะเพิ่มเข้าไปคือเรื่องของการกำกับดูแล ผู้ประกอบการเดิมที่เป็นส่วนงานของราชการและรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมด ๙ หัวข้อ คือการขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี ๒๕๕๑ ในพระราชบัญญัติเดิม ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ ผมนำเสนอในวิป (Whip) ไม่ได้มอบ ไม่ได้แจกตัวฉบับเดิมซึ่งมีทั้งหมด ๘๐ มาตรา ๓๑ หน้า ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ในวันนี้ผมจะกราบเรียนท่านทั้งหมด ๘๐ มาตรา แต่จะไป อย่างเร็ว ๆ เพราะว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวเนื่องโยงยึดกันอยู่แล้วก็พอไปถึงมาตราใดที่จะแก้ ผมจะลงลึกในตรงนั้นนานหน่อย ทั้งหมด ๘๐ มาตรา กรรมาธิการของผมเสนอแก้ ๑๗ มาตรา ในหัวข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวนอกเหนือจากแก้ พ.ร.บ. ในข้อแรกก็คือ ทุนมนุษย์นั้นสำคัญยิ่งกว่ากฎกติกา เราจะต้องพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ถ้าท่านดูในเอกสารที่แจกท่านดูหน้า ๒๒ ผมกำลังพูดถึง ข้อ ๓.๒ คือการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบกิจการ ผู้รับใบอนุญาตและผู้ประกอบวิชาชีพ และวิทยุโทรทัศน์ ที่เราต้องพัฒนาทุนมนุษย์ก็เพราะว่าปัญหาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือรายการทางวิทยุและโทรทัศน์ รวมไปถึงเคเบิลทีวี (Cable TV) และแซทเทลไลต์ทีวี (Satellite TV) จากจานดาวเทียม ก็คือมีเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายใช้เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยก การโฆษณาอาหารและยาเกินจริง และหลอกลวง การรบกวนวิทยุสื่อสารการบินนานาชาติ คือบริษัทวิทยุการบินและนักบิน ของสายการบินทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นโลคัล (Local) ในประเทศไทย และเป็นอินเทอร์เนชันนัล (International) ที่บินมาจากต่างประเทศทั่วโลก เวลาเขาบินเข้ามานี้เขารายงานครับว่า มีเสียงรบกวนจากวิทยุภาคพื้น วิทยุภาคพื้นทั้งสาธารณะ ทั้งชุมชนและทั้งธุรกิจ ซึ่งพอไป รบกวนเสร็จก็จะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างนักบินกับหอบังคับการบินทำไม่ได้หรือฟัง ไม่รู้เรื่องก็จะเกิดอันตรายนะครับ จากการศึกษาก็พบว่ามี ๓ ปัจจัยหลักที่เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้
ข้อ ๑ ก็คือขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบ เนื้อหารายการที่ออกอากาศ เราจึงต้องสร้างกลไกนะครับ
ข้อ ๒ สื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์อยู่ในโครงสร้างการดำเนินงานภายใต้การควบคุม ของรัฐเป็นเวลานานทำให้เนื้อหาและรูปแบบรายการขาดความหลากหลาย หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าของสื่อถือรูปแบบเดิม ๆ หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะตามมา
และอันสุดท้ายขาดเอกภาพทางอุดมการณ์วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ทำให้การกำกับดูแลกันเองของสื่อซึ่งเขาก็รับปากว่าจะกำกับดูแลกันเองแต่ก็ทำไม่ได้
ดังนั้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ กรรมาธิการก็เสนอแนะว่า
ข้อ ๑ สมควรที่จะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการส่งเสริม หรือพัฒนาศักยภาพของสื่อมวลชนเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรม จรรยาบรรณของสื่อให้ได้รับ ความเข้าใจก่อนเข้าสู่วิชาชีพนี้ หรืออาจจะขอเงินจากกองทุน กทปส. ในการสนับสนุน การเตรียมการในเรื่องนี้
ข้อ ๒ กสทช. ควรทำแผนพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ให้เข้าใจในเรื่องของกฎหมาย หลักเกณฑ์ การผลิตรายการที่ดีและมีคุณภาพ
ข้อ ๓ การส่งเสริมการรวมกลุ่มซึ่งก็เป็นหัวข้อหลัก เป็นหัวข้อหนึ่งใน พ.ร.บ. องค์กร กสทช. ๒๕๕๓ และใน พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ นี้นะครับ คือการส่งเสริมการรวมกลุ่มพัฒนาเรื่องของจริยธรรม
ข้อ ๔ ส่งเสริม สนับสนุนการปฏิบัติการที่มีคุณภาพ ซึ่งในเรื่องนี้กองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อาคารไอทาวเวอร์ก็ได้จัดสรรทุนให้กับผู้มาขอรับทุนปีละเป็นร้อย ๆ ล้านบาท จัดมาแล้ว หลายปี มีผู้ผลิตคอนเทนต์ (Content) ไปขอรับทุนจากที่นั่นนะครับ ซึ่งในปี ๒๕๕๙ นี้ ได้วางแผนจะสนับสนุนทุนให้กับผู้มาขอถึง ๙๐๐ ล้านบาทครับ
อันสุดท้ายหน่วยงานการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ควรที่จะมีหลักสูตร อบรมบทบาทหน้าที่และการรู้เท่าทันสื่อนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์มีชัยที่ผ่าน การทำประชามติไปเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมเรียบร้อยแล้ว ในมาตรา ๗๗ หน้า ๒๓ ได้สรุป สาระสำคัญก็คือก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับรัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน คณะอนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการ ของกระผมก็ได้ทำแบบสอบถามนะครับ เราได้ทำแบบสอบถามเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มวิทยุกลุ่มหนึ่ง กลุ่มโทรทัศน์อีกกลุ่มหนึ่ง และกระผมและคณะก็ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นที่เชียงใหม่ ที่ขอนแก่น ที่สุราษฎร์ธานี ที่ชลบุรี และครั้งสุดท้ายนักวิชาการใน กทม. ทั้งหมดจัดที่ กสทช. อีก ๑ วันนะครับ โดยได้เดินไปวันพฤหัสบดีบ่ายหลังจากประชุม วิป (Whip) แล้ว แล้วก็อยู่ค้างคืน แล้วก็วันศุกร์สรุปนะครับ มีที่เชียงใหม่ที่เราต่อวันเสาร์นะครับ เพราะว่าผู้ประกอบการ ผู้รับใบอนุญาตที่เชียงใหม่มากันเยอะ มาจากรอบ ๆ เชียงใหม่
ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปผมขออนุญาตนำเสนอการขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ ทั้งหมด ๑๗ มาตรา โดยกระผมจะขออนุญาตไปควบคู่กับ พ.ร.บ. เดิมนะครับ พ.ร.บ. เดิมที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ มีทั้งหมด ๘๐ มาตรา ผมจะไปอย่างเร็ว ๆ แล้วไปถึงมาตราใด ที่จะแก้ผมจะหยุดตรงนั้นแล้วก็ลงลึกนะครับ ในเอกสารที่กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ท่านดูในแผ่นขวางได้เลยครับ แผ่นขวางคือผนวก ข ผมจะเริ่มจากตัว พ.ร.บ. เดิมนะครับ พ.ร.บ. เดิมมาตรา ๑ มาตรา ๒ ผ่านไปเลยนะครับ
มาตรา ๓ จะไปกล่าวถึงการยกเลิก พ.ร.บ. เดิม ๆ
มาตรา ๔ เป็นคำจำกัดความว่ากิจการกระจายเสียงคืออะไร โทรทัศน์คืออะไร โครงข่ายคืออะไร อันนี้ไม่แตะไม่แก้นะครับ
มาตรา ๕ เรื่องของคณะกรรมการ พอมาหมวดในหน้า ๖๔ หมวด ๑ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
มาตรา ๗ เราขอแก้ครับ คือแต่เดิมเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของวิทยุและ โทรทัศน์ในอดีตนั้นเป็นแบบอนาล็อก (Analog) พอในปี ๒๕๕๕ มีการประมูลดิจิทัลทีวี (Digital TV) คลื่นอนาล็อก (Analog) ๑ คลื่นเราสามารถมาทำดิจิทัล (Digital) ได้ถึง ๖ ช่อง ท่านประธานและท่านสมาชิกจะเห็นว่าในอดีตเรามีทีวี (TV) ดูอยู่ไม่กี่ช่องเพราะเป็นระบบ อนาล็อก (Analog) พอเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ปุ๊บช่องมันเยอะเลย จึงมีการประมูลทีวีดิจิทัล (TV Digital) ๒๔ ช่อง ดังนั้นกฎหมายที่ออกในปี ๒๕๕๑ มันจึงไม่สอดคล้อง เราจึงเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ก็จึงเพิ่มคำว่าลักษณะและประเภทเข้าไปในมาตรา ๗ ต่อไปใน พ.ร.บ. ฉบับแม่
มาตรา ๘ มาตรา ๙ ไม่ได้แก้นะครับ
มาแก้มาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ ผมเล่าของเดิมก่อนนะครับ ในมาตรา ๑๐ นี้ ได้กำหนดไว้ว่าใบอนุญาตในการประกอบกิจการที่ใช้คลื่น คือใบอนุญาตในการประกอบ กิจการมี ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ใช้คลื่นในการออกอากาศกับกลุ่มที่ไม่ใช้คลื่น กลุ่มที่ไม่ใช้คลื่น คือเคเบิลทีวี (Cable TV) มันไม่ใช้คลื่นเพราะสัญญาณเราไปทางสายมันจึงไม่ได้ใช้คลื่น ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้กราบเรียนต่อไป ในกลุ่มของการใช้คลื่นนั้นได้แบ่งใบอนุญาตออกเป็น ๓ ประเภทครับ คือ ๑. สาธารณะ ๒. ชุมชน ๓. ธุรกิจ เราแยกเป็น ๓ ประเภท และในประเภทที่ ๑ สาธารณะนั้นก็ยังมีประเภท ๑ ๒ ๓ ส่วนของชุมชนมีอันเดียว ไม่แยก และในประเภทธุรกิจนั้นแบ่งออกเป็น ๓ คือ ๑. ระดับชาติ ๒. ระดับจังหวัด ๓. ระดับท้องถิ่น อันนี้เป็นกฎหมายเดิมที่เขาเขียนไว้ ทีนี้ประเด็นที่กรรมาธิการของผมและคณะได้ขอแก้ก็คือ ขอเพิ่มในข้อ ๔ เป็นการให้บริการแบบประยุกต์หรือสื่อประสม ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมันไปด้วยเราสามารถดูการบรอดคาสต์ทีวี (Broadcast TV) ๒๔ ช่องทางมือถือได้ จึงเป็นที่มาของการเพิ่มในข้อ ๔ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๐ นั้นก็เพิ่มข้อ ๔ เข้าไป คือการให้บริการ แบบประยุกต์
ต่อไปมาตรา ๑๑ ไม่ได้แก้ครับ
มาตรา ๑๒ อันนี้ขอแก้ครับ แก้อย่างไร คือแต่เดิมอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า การให้บริการมี ๓ ประเภท คือ ๑. สาธารณะ ๒. ชุมชน และ ๓. ธุรกิจ ในประเภทที่ ๒ ชุมชน เราเพิ่มคำจำกัดความหรืออยากให้ชัดเจนว่าชุมชนที่ว่านี้คือการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในชนบทหรือชุมชนในเมือง คือการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน ในการกำกับในอดีตที่ผ่านมามันมีปัญหาในเรื่องของชุมชน เชิงประเด็นครับ เขาชอบประเด็นเดียวกันแต่อยู่คนละจังหวัด แล้วเขาก็เลยมาขอ ในใบอนุญาตที่กำกับนั้นเราอยากที่จะให้ชุมชนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้จะเป็นเพศหญิง เพศชาย จะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ แต่อยู่ชุมชนตรงนี้ ตำแหน่งนี้ จังหวัดนี้จึงเพิ่มคำว่าชุมชนเชิงกลุ่ม ไม่ใช่ชุมชน เชิงประเด็นนะครับ อันนั้นคือมาตรา ๑๒
ต่อไปมาตรา ๑๓ ถึง ๑๖ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๑๓ คือผู้ขอรับใบอนุญาต ทางธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลจะต้องมีการถือหุ้นเท่านั้นเท่านี้อะไรอย่างนี้
มาตรา ๑๔ ไม่ได้แก้ครับ คุณสมบัติผู้ที่จะมาขอรับใบอนุญาต
มาตรา ๑๕ ก็เรื่องของคุณสมบัติ ต้องมีสัญชาติไทย ต้องมีหุ้น ๓ ใน ๔ อะไรอย่างนี้นะครับ
มาตรา ๑๖ ก็ไม่ได้แก้ อันนี้แค่เป็นการยื่นคำขอรับอนุญาต
ทีนี้มาดูมาตรา ๑๗ เราขอแก้ครับ เราขอแก้โดยเพิ่มคำว่า ในการจัดสรร แต่เดิมเขียนไว้ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ในที่นี้เราจะเขียนเพิ่ม ให้ชัดเลยนะว่า ทั้งนี้จะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจในการประกอบกิจการบริการชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ของใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เราใส่ให้ชัดไปเลยเพราะต้องการให้การจัดสรรคลื่นความถี่นี้ กระจายไปถึงการบริการชุมชน และในนี้เขียนไว้ด้วยเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร
ต่อไปเป็นมาตรา ๑๘ เรื่องอายุของใบอนุญาตอันนี้เราขอแก้ครับ เรื่องอายุของ ใบอนุญาตเดิมกำหนดไว้ว่า อายุของใบอนุญาตวิทยุนี้ประกอบการมีอายุ ๗ ปี ๗ ปีขอครั้งหนึ่ง ๗ ปีหมดอายุแล้วก็มาขอใหม่ ของโทรทัศน์ก็ ๑๕ ปี อันนี้ พ.ร.บ. เดิมเขียนไว้ อันใหม่เราขอแก้ ขอแก้วิทยุเหมือนเดิม ๗ ปีไม่แก้ ส่วนโทรทัศน์ขอแก้จาก ๑๕ ปี เป็น ๒๐ ปี ทั้งนี้เหตุผลก็คือว่า ในการประกอบธุรกิจโทรทัศน์มันต้องลงทุนสูงครับ ถ้าหากว่าอายุของใบอนุญาตสั้นก็จะ ไม่เป็นสิ่งดึงดูดใจผู้ประกอบการให้มาลงทุน ไม่เกิดการแข่งขัน ช่องจะน้อยไม่ใช่ผลดีครับ ดังนั้นเราจึงเพิ่มอายุใบอนุญาตจาก ๑๕ ปีเป็น ๒๐ ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีโอกาส อย่างดิจิทัลทีวี (Digital TV) ที่ท่านประธานและท่านสมาชิกได้เห็นเขาก็มาประมูลกันลงทุนเยอะ ไปกู้เงินธนาคารมาแล้วก็ลงทุน ในปีแรก ๆ เขาต้องไปจ้างนักจัดรายการไปหาซื้อคอนเทนต์ (Content) ทั้งไทยและต่างประเทศมาลงแล้วก็ผลิตรายการ มีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรต่ออะไรพวกนี้อีก ในปีแรก ๆ เขาก็คงจะยังไม่ค่อยมีกำไร ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ก็คงจะดียิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นอายุ ของใบอนุญาตถ้าเผื่อว่ามันยาวพอก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ธุรกิจนี้เกิดความหลากหลายแล้วก็เติบโต ส่วนใบอนุญาตของเคเบิลทีวี (Cable TV) เดิมไม่ได้กำหนดไว้ให้ใน พ.ร.บ. เดิม ในนี้เราใส่ไว้ด้วย ก็เป็น ๑๕ ปี มาตรา ๑๘ ครับ
ต่อไปมาตรา ๑๙ เป็นเรื่องของค่าธรรมเนียมครับ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อันนี้เราไม่ได้ไปแตะนะครับ
มาตรา ๒๐ เราแก้ครับ ผมกราบเรียนมาตรา ๒๐ เดิมก่อนนะครับ เขียนไว้ว่า ในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์อันนี้จากการรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะนะครับ กรมประชาสัมพันธ์อยู่ในการประกอบการประเภทที่ ๑ และที่ ๓ ของสาธารณะ ซึ่งในนี้เขาเขียนไว้ชัดเลยครับ เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วประกาศเมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ว่าท่านโฆษณาไม่ได้ และกรมประชาสัมพันธ์ก็เกิดปัญหาเพราะว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล ก็มีจำนวนจำกัด เพราะฉะนั้นเขาก็อยากโฆษณาครับ แต่ในประเภทที่ ๒ ของ พ.ร.บ. เดิม ไปเขียนไว้ในเรื่องของความมั่นคงแล้วก็บรรเทาสาธารณภัย ใครที่มาทำด้านนี้ให้โฆษณาได้ เท่าที่จำเป็นในการประกอบกิจการนะครับ ผมนำเสนอในวิป (Whip) กรรมการในวิป (Whip) ก็ถามผมว่าโฆษณาหารายได้เท่าที่จำเป็นในการประกอบกิจการนี้เป็นอย่างไร คืออย่างนี้ครับ ซึ่งเดี๋ยวนายสมบัติก็จะตอบขยายความให้ด้วยนะครับ คือในการประกอบธุรกิจท่านมี ค่าอาคารสถานที่ ท่านมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเครื่องปรับอากาศ ท่านมีเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ยามไปจนถึงผู้ดำเนินรายการนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้มันคือค่าใช้จ่ายมันเป็นคณิตศาสตร์ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน และในกฎหมายมาตรา ๒๔ เขาบอกไว้ว่าผู้ประกอบการจะต้อง เสนอบัญชีรายรับรายจ่ายให้ กสทช. ตรวจ นี่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าอนุญาตให้ท่าน โฆษณาได้เท่าที่จะประกอบกิจการอยู่ได้โดยไม่แสวงหาผลกำไร ก็นี่ครับเวลาในการโฆษณา ในนี้จะเขียนไว้ว่าท่านโฆษณาได้ชั่วโมงละ ๑๒ นาทีครึ่ง เฉลี่ยรวมแล้วไม่เกินชั่วโมงละ ๑๐ นาทีตลอดทั้งวัน และค่าโฆษณาท่านได้มาเท่าไรผู้ที่ให้ค่าโฆษณาท่านมันชัด ให้มาเท่าไร บริษัทไหนให้มากี่บาท ให้มากี่ชั่วโมง มันรวมได้ครับเป็นวันเป็นเดือน ก็มาเทียบกับค่าใช้จ่าย ที่ท่านจะต้องจ่ายในแต่ละวัน ค่าโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ยาม เจ้าหน้าที่ พนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ นี่แหละครับ เพราะฉะนั้นนี่คือมันจะมีรายรับและรายจ่ายแล้วก็มาดูว่าเพียงพอต่อ การประกอบกิจการโดยไม่แสวงหาผลกำไรครับ จากประเด็นในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการของผม ก็เลยเสนอว่าแทนที่จะโฆษณาได้เฉพาะประเภท ๒ ประเภท ๑ กับประเภท ๓ ห้าม เพราะฉะนั้นก็ให้โฆษณาได้เท่าที่จำเป็นเหมือนกันทั้ง ๓ ประเภทนะครับ เป็นข้อเสนอครับ นั่นคือการขอแก้ในมาตรา ๒๐
ต่อไปมาตรา ๒๑ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๒๑ เขียนไว้ว่าในการประกอบ กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ชัดแล้วครับ นี่คือเป็นที่มาที่เวลาคณะของผมไปรับฟัง ความคิดเห็น โดนถามมากเลยคือมาตรา ๒๑ นี้เอง เพราะในนี้เขาเขียนไว้ชัดว่าผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการบริการชุมชนจะหารายได้จากโฆษณาไม่ได้ วิทยุชุมชนนี้โฆษณาไม่ได้ครับ แต่ผู้ประกอบการที่มีอยู่เดิมถึง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศทุกภาคนี้เขาอยากโฆษณา คณะของผมก็ตอบถ้าอยากโฆษณาท่านก็มาประกอบการในธุรกิจสิครับ ธุรกิจท่านโฆษณาได้ ไม่เอา ผมอยากอยู่ชุมชนแต่อยากโฆษณา นี่ครับก็เป็นประเด็น เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๑ มันเขียนไว้อย่างนี้ครับมันเขียนไว้และประกาศตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่ข้อนี้ผมก็ไม่ได้แก้
มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ ไม่ได้แก้ครับ มาตรา ๒๒ คือส่งเงินรายปี เข้ากองทุน กทปส.
มาตรา ๒๓ พูดถึงการโฆษณา ๑๒ นาทีครึ่งต่อชั่วโมง ๑๐ นาที
มาตรา ๒๔ คือผู้รับใบอนุญาตจะต้องจัดทำรายงานสถานะทางการเงิน แสดงรายรับรายจ่ายที่ถูกต้องและเป็นจริงเสนอต่อคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเรื่องรายรับรายจ่าย จะต้องแสดงบัญชี ซึ่งในตอนท้าย ๆ มันจะมีครับว่าถ้าผู้ประกอบการใดปฏิบัติผิดตาม ข้อ ๒๔ มันมีโทษครับ โทษทางปกครองคือปรับ และโทษทางอาญา มันมีโทษทางอาญาด้วย
มาตรา ๒๕ ก็ไม่ได้แก้ครับ ก็คือเรื่องลักษณะต้องห้าม มาตรา ๘ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕
มาตรา ๒๖ อันนี้ขอแก้ครับ มาตรา ๒๖ ของเดิมเขียนไว้ว่าให้นำความ ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๘ คืออายุใบอนุญาตครับ มาตรา ๑๙ คือ ค่าธรรมเนียม มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงตามมาตรา ๒๕ คือแต่เดิมนี่ครับ ของเคเบิลทีวี (Cable TV) และแซทเทลไลต์ทีวี (Satellite TV) เราไม่ได้ เขียนเอาไว้ ดังนั้นอันนี้คือเพิ่มมาตรา ๑๐ เข้าไปในข้อนี้เท่านั้นเอง ก็คือแบ่งประเภท แบ่งประเภทเป็นสาธารณะ ชุมชน และธุรกิจ พอแบ่งประเภทเสร็จปุ๊บก็จะต้องมีการทำ สัดส่วนรายการ จะต้องแจ้งเรื่องผังรายการนะครับ เราก็จะไปตรวจดูตรงนั้นครับ ซึ่งผังรายการนั้นในทางปฏิบัติเมื่อผู้ประกอบการเสนอผังรายการแล้วอยากจะปรับเปลี่ยน ผังรายการทำได้ก็แจ้งไป ทาง กสทช. ก็ให้เปลี่ยนตามนั้น ก็ขอให้ส่งผังรายการแล้วกันนะครับ มาตรา ๒๖ แก้ผ่านไปแล้วนะครับ
มาตรา ๒๗ เป็นเรื่องการกำหนดเรื่องสัดส่วนรายการ ผังรายการ การหารายได้ และการบันทึกเทป (Tape) การบันทึกเทป (Tape) ในทางปฏิบัติก็คืออยากให้บันทึกเทป (Tape) เอาไว้สัก ๓๐ วัน ผู้ประกอบการที่จากการไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะนี่นะครับ ท่านก็ต่อรองนะครับท่านบอกว่าบันทึกไว้ตั้งเยอะ แล้วก็ไม่ได้มาขอดู เขาต้องเตรียมเครื่อง ที่จะบันทึกเทป (Tape) ไปเก็บได้ถึง ๑ เดือน เขาบอกเก็บไว้วันเดียวได้ไหมนะครับ คือในกรณีที่ทางคณะกรรมการต้องการดูรายการย้อนหลังเพื่อจะไปตรวจสอบดูที่มีคน ร้องเรียนมา การออกอากาศไม่เหมาะสมอย่างนั้นอย่างนี้เราจะไปขอดูเทป (Tape) ไปขอฟัง เสียงครับ
แต่มาตรา ๒๘ เราไม่ได้แก้นะครับ
มาตรา ๒๙ นี่ขอแก้นะครับ คือมาตรา ๒๙ อยู่ในส่วนที่ ๓ เรื่องการบริหารสถานี ของเดิมเขียนไว้ว่าในการประกอบกิจการให้ผู้รับใบอนุญาตแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย เป็นผู้อำนวยการสถานี เขาเขียนไว้แค่นี้ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพอเกิดข้อร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ทางคณะกรรมการก็ไปที่ผู้รับใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตก็บอกว่า เป็นเรื่องของผู้อำนวยการสถานี พอไปถามผู้อำนวยการสถานีท่านก็ส่งต่อไปครับบอกว่า เป็นเรื่องของผู้ดำเนินรายการหรือผู้จัดรายการซึ่งรับช่วงไป ดังนั้นจากปัญหาตรงนี้เราก็เลย เขียนใส่ไว้ให้มันชัดไปเลยนะครับ เพื่อให้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมของผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการก็จะต้องได้รับบัตรผู้ประกาศครับ บัตรผู้ประกาศได้มีการจัดอบรมโดย กสทช. และมีหน่วยงานที่ทำเอ็มโอยู (MOU) กับ กสทช. ไว้อีก ๑๖ หน่วยงาน เป็นการอบรม ในระดับชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ปัจจุบันนี้มีการทำเอ็มโอยู (MOU) ให้กับ ๑๖ หน่วยงานนี่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ที่ท่านไปจัดอบรมแทนได้เลย ๑. คือกรมประชาสัมพันธ์ ๒. กองทั พบก ๓. กองทั พเรือ ๔. อสมท. ๕. มหาวิทยาลั ยสุ โขทั ยธรรมาธิราช ๖. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๗. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ๘. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ๙. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๑๐. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ๑๑. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ๑๒. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ๑๓. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ๑๔. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี ๑๕. สมาคมวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ภาคประชาชน และสุดท้าย ๑๖. คือสมาคมสื่อมวลชนภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย ทั้ง ๑๖ หน่วยงานนี้ได้ทำเอ็มโอยู (MOU) กับสำนักงาน กสทช. แล้วก็นำเอกสารหลักสูตรไป แล้วท่านก็ไปจัดอบรม ใบผู้ประกาศได้เลยนะครับ ในอดีตงานในเรื่องนี้นี่อยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ หลังจากที่มี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี พ.ร.บ. องค์กร ๒๕๕๓ ของ กสทช. งานนี้ได้ถูกโอนไปให้ กสทช. เป็นผู้กำกับ ขณะนี้เรื่องใบผู้ประกาศไม่ได้บังคับ มีการอบรมแต่ไม่ได้บังคับ เพราะฉะนั้นผู้ประกาศท่านไป ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ณ ขณะนี้นะครับ แต่ขณะนี้กรรมาธิการของผมเสนอ ขอแก้ให้ผู้ประกอบการต้องมีใบผู้ประกาศครับ คือขอแก้กลับมาเป็นเหมือนสมัยที่ กรมประชาสัมพันธ์กำกับดูแลครับ
มาตรา ๓๐ ขอแก้ก็คือเพิ่มเติมคำว่าผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศเข้าไป จากเดิมที่มีแค่ผู้อำนวยการสถานีเพื่อให้มีการกำกับกันไปตามลำดับชั้น
มาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๔๐ ไม่ได้แก้นะครับ
มาตรา ๓๑ คือการป้องกันการผูกขาดอยู่ในส่วนที่ ๔ เรื่องของการป้องกัน การผูกขาด มาตรา ๓๑ เรื่องของการครองสิทธิข้ามสื่อ
มาตรา ๓๒ ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อป้องกันการผูกขาด
มาตรา ๓๓ เป็นผังรายการและสัดส่วนรายการว่าผังรายการของท่านจะต้อง มีประโยชน์สาธารณะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อะไรต่ออะไรอย่างนี้ จะไปกำกับไว้ในการประกอบ กิจการสาธารณะ ชุมชน และธุรกิจ
มาตรา ๓๔ เรื่องผังรายการ
มาตรา ๓๕ คือในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือมีเหตุฉุกเฉินคณะกรรมการก็จะขอให้ ผู้ประกอบการทั้งวิทยุและโทรทัศน์ได้ช่วยกระจายข่าวซึ่งเป็นภัยพิบัติของจังหวัดของชาติ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องให้การสนับสนุน
มาตรา ๓๖ เรื่องสิทธิของคนพิการเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิ ของคนพิการและคนด้อยโอกาสในนี้จะเขียนไว้
มาตรา ๓๗ เป็นมาตราที่หนักผมเลยขออนุญาตอ่านยาวเลยนะครับ ความจริง มาตรา ๓๗ เป็นยาแรงตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ เขียนไว้ว่าห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มี เนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรม อันดีของประเทศ หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการ ให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ของเดิมเขียนไว้ ตั้งแต่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเราก็ไม่ได้แตะนะครับ
มาตรา ๓๘ การบันทึกรายการที่ออกอากาศไปแล้ว
มาตรา ๓๙ อยู่ในหมวด ๓ การส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ คงเดิมนะครับ
มาตรา ๔๐ เขียนไว้ว่า ผู้ใดได้รับความเสียหายเนื่องจากการออกอากาศ ที่เป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวและความเป็นอยู่ ส่วนตัวของบุคคลอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ซึ่งก็คงอยู่หมดเป็นแต่เพียงเราขอเพิ่มใน มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง เพิ่มเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ถ้าในแผ่นขวางท่านดูในหน้า ๑๓ เพิ่มข้อความเข้าไปเดิมมีแค่มาตรา ๔๐ ธรรมดา ไปเป็น มาตรา ๔๐/๑ ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนอื่น ๆ ก็ร้องเรียนได้แล้วระบุให้ชัดเจน แล้วก็กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจในการไกล่เกลี่ยเหตุผลและความจำเป็นในช่อง ๓ ของแผ่นขวางนะครับ
ต่อไปมาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๔๙ ไม่ได้แก้นะครับ มาตรา ๔๑ ก็คือเรื่อง โครงข่ายนะครับ อยู่หมวด ๔ เรื่องการสร้างโครงข่ายพื้นฐาน การใช้ การเชื่อมต่อนะครับ
มาตรา ๔๔ จะเห็นได้ว่าในการดำเนินการนี่นะครับ ผู้รับใบอนุญาตก็จะต้อง ปักหรือตั้งเสาหรือเดินสายวางท่อหรืออุปกรณ์
แล้วก็มาตรา ๔๒ คือที่มี พ.ร.บ. อันนี้เพราะว่าเราจะได้ใช้โครงข่ายร่วมกัน อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นใครที่ทุนเยอะแล้วก็ปักเสา พาดสาย เดินโครงข่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มาตรา ๔๒ จะต้องยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตอื่นขอใช้ด้วยเพราะมันใช้ด้วยกันได้แล้วก็คิดค่า เช่า มาตรา ๔๒
มาตรา ๔๓ เจ้าของโครงข่ายเดิมจะปฏิเสธคนอื่นที่จะมาขอใช้โครงข่ายร่วม ไม่ได้ต้องให้เขาใช้ครับ
มาตรา ๔๔ ข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโครงข่าย
มาตรา ๔๕ เจ้าของโครงข่ายต้องเปิดเผยข้อตกลงว่ามีคนมาเช่าอย่างไร คิดราคา เขาอย่างไร ต้องเปิดเผยนะครับ
มาตรา ๔๖ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทน
มาตรา ๔๗ เป็นเรื่องโครงข่ายทั้งหมด
มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ นะครับ
มาถึงมาตรา ๕๐ ครับ มาตรา ๕๐ คงเดิมไว้หมดแต่เพิ่มครับ เพิ่มมาตรา ๕๐/๑ มาตรา ๕๐/๒ มาตรา ๕๐/๓ มาตรา ๕๐/๑ ก็คือคณะกรรมการจะออกประกาศมาตรา ๕๐/๒ ก็คือจะมีการตรวจโครงข่ายเครื่องส่งออกอากาศแล้วก็อุปกรณ์ต่าง ๆ แล้ว มาตรา ๕๐/๓ ก็เปิดกว้างครับ เปิดกว้างเอาไว้เหมือนกับการอบรมบัตรผู้ประกาศชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ที่ กสทช. ทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับ ๑๖ สถาบัน ให้กับสถาบันอื่น ๆ ไปทำการตรวจสอบ อันนี้ก็เหมือนกันครับ หน่วยใด สถาบันเทคนิคใดในต่างจังหวัดที่มีความรู้ มีเจ้าหน้าที่ มีขีดความสามารถในการตรวจสอบอุปกรณ์และโครงข่ายก็มาทำเอ็มโอยู (MOU) แล้วก็ไป ตรวจสอบและรับรองคุณภาพของโครงข่ายเหมือนกับการตรวจสภาพรถยนต์อย่างนี้ครับ ท่านก็ไม่ต้องมาตรวจที่กรมการขนส่งทางบกตลอด ท่านก็ไปตรวจที่โน่นก็ได้ที่นี่ก็ได้ที่ใกล้ ๆ อันนี้คือมาตรา ๕๐/๑ มาตรา ๕๐/๒ มาตรา ๕๐/๓ ที่เพิ่มเข้าไป
ต่อไปเป็นมาตรา ๕๑ อยู่ในหมวด ๕ แล้วนะครับ การส่งเสริมและการพัฒนา กิจการกระจายเสียง มาตรา ๕๑ ก็คือต้องมีการประเมินประสิทธิภาพ อันนี้ไม่ได้แก้นะครับ
มาตรา ๕๒ การส่งเสริมการผลิตรายการ
หมวด ๖ มาตรา ๕๓ หากมีเหตุอันสงสัยอันควรว่ามีการฝ่าฝืน ไม่ได้แก้นะครับ
มาตรา ๕๔ ในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้องแสดงบัตรประจำตัวแก่ ผู้เกี่ยวข้อง ก็เหมือนบัตรแสดงตนเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นตัวจริงมาจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
มาตรา ๕๕ ไม่ได้แก้นะครับ แต่เขียนไว้ว่า การรบกวนต่อการรับส่งและ แพร่สัญญาณเสียงก็คือสถานีวิทยุภาคพื้นทั้งสาธารณะ ชุมชนและธุรกิจที่มันแพร่คลื่น ไปกวนวิทยุการบินจะต้องแก้ไขตามมาตรา ๕๕ เขียนเอาไว้นะครับ
มาตรา ๕๖ เขียนไว้ว่ากรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. อันนี้เป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญานะครับ
มาหมวด ๗ ครับ สุดท้ายแล้วนะครับ หมวด ๗ ก็คือบทกำหนดโทษ มีทั้งส่วนที่ ๑ โทษทางปกครอง มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ นะครับ
อันนี้ที่ขอแก้คือมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ ครับ กล่าวโดยสรุปก็คือ ใน พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ มีคณะกรรมการในรูปบอร์ด (Board) ๑๑ คน ทำงานตั้งแต่ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ มาถึงปัจจุบันบอร์ด (Board) เหลือ ๙ คนแล้วครับ เพราะ ๑. ลาออก ๒. เกษียณนะครับ บอร์ด (Board) ทั้ง ๙ คนนี้ก็ยังทำงานอยู่จะครบเทอม ๖ ปีในเดือน ตุลาคม ๒๕๖๐ ครับ มีหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้ ก็ใช้มติบอร์ด (Board) ทีนี้ในบางครั้งมันมีเหตุการณ์เร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขทันทีหรืออาจจะ มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงเสนอขอปรับปรุง กฎหมายให้เลขาธิการ เลขาธิการ กสทช. ก็เหมือนกับปลัดกระทรวงครับ ท่านเป็นหัวหน้า สำนักงาน ให้เป็นผู้มีอำนาจใช้มาตรการทางปกครองแทนบอร์ด (Board) ได้ ในกรณีที่จำเป็น เร่งด่วนและจะกระทบประโยชน์สาธารณะอย่างกว้างขวางนะครับ หลังจากใช้อำนาจทาง ปกครองแล้วก็รายงานให้บอร์ด (Board) ทราบ ดังนั้นในการแก้ลำดับที่ ๑๔ ก็คือขอแก้ ขอยกเลิกมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ แล้วใช้ข้อความแทนตามแผ่นขวางนะครับ อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการถ่วงดุลนะครับการที่เพิ่มอำนาจให้กับเลขาธิการ กสทช. ในการ ดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองแทนบอร์ด (Board) นั้นเพื่อเป็นการถ่วงดุล จึงได้ กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการได้ โดยทำหนังสือแจ้งไปยัง บอร์ด (Board) ๙ คน ภายใน ๑๕ วันหลังจากที่เลขาธิการ กสทช. ออกคำสั่งทางปกครองแล้วนะครับ แล้วก็บอร์ด (Board) ทั้ง ๙ คนก็จะพิจารณาคำอุทธรณ์ การพิจารณาคำอุทธรณ์นั้น ก็สามารถที่จะไปยกเลิกคำสั่งทางปกครองของเลขาธิการได้หรือยืนตามที่เลขาธิการออก คำสั่งทางปกครองไปแล้วนะครับ จึงเพิ่มในมาตรา ๖๓/๑ มาตรา ๖๓/๒ นะครับ
มาตรา ๑๖ อีกมาตราเดียวจบแล้วครับ มาตรา ๑๖ นี้ขอแก้มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ ครับ มาตรา ๖๑ ในตัวแม่นะครับเป็นความผิดทางปกครองที่ปรับ ข้อ ๑ วันละ ๕,๐๐๐ บาทนะครับ ข้อ ๒ วันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๓ วันละ ๕๐,๐๐๐ บาท มาตรา ๖๒ เป็นการประกอบมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๓ อันนี้ผ่านไปแล้วนะครับ
มาดูในส่วนที่ ๒ ครับ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ส่วนที่ ๑ คือโทษทางปกครอง โทษทางปกครองก็คือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการนะครับ แจ้งเตือนเสร็จ ยังไม่อะไรต่ออะไรเสร็จปุ๊บก็จะปรับครับ ๑. แจ้งเตือน ๒. ปรับ ปรับแล้วก็ยังกระทำอยู่ ก็เป็นอันดับ ๓ คือพักใช้ พักใช้ใบอนุญาต ๗ วัน เดือนหนึ่งอะไรเรียกพักใช้ ยังทำอยู่อีกก็เป็น เพิกถอนใบอนุญาตครับมี ๔ ขั้นตอน โทษทางปกครองนะครับ
ทีนี้มาดูโทษอาญาครับ โทษอาญาที่เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ มาตรา ๖๖ ไม่ได้แก้นะครับ เขียนว่าผู้ใดใช้คลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อันนี้วันละ ๕๐,๐๐๐ บาทเลยนะครับ ทั้งจำทั้งปรับ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ผู้ใดได้รับคลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับซึ่งก็ไม่ควรอยู่แล้วนะครับ
มาตรา ๖๗ ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา ๙ มาตรา ๙ คือการโอนสิทธินะครับ คือใบอนุญาตท่านต้องไปทำเอง ท่านจะโอนให้คนอื่นไม่ได้ มาตรา ๙ จะเขียนบ่งไว้
มาตรา ๓๑ คือการผูกขาด มาตรา ๓๒ คือแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม คือ มาตรา ๖๗ เขียนรีเฟอร์ (Refer) ถึงผมเลยมากราบเรียนนิดหนึ่ง
มาตรา ๖๘ อันนี้ก็สำคัญ ผู้รับใบอนุญาตใดกระทำเพื่อให้เกิดการรบกวนต่อ การแพร่ รับ ส่ง หรือแพร่สัญญาณภาพไปยังผู้ให้ใบอนุญาตอื่นมีโทษจำคุก ๓ ปี ปรับไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ข้อนี้ก็คือเมื่อกีฬาสีจะเห็นว่าอันนี้ถูกกวนถูกอะไร ผิดตามนี้ คือก็ใช้ เครื่องส่งที่มีสัญญาณแรงกว่าในความถี่นั้นไปไว้ใกล้ ๆ แล้วท่านก็ส่งสัญญาณมันก็กวน อันนี้ผิดกฎหมายเลยนะครับ
มาตรา ๖๕ ผู้ใดกระทำการให้เกิดการรบกวน
มาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ คือการนำเข้าแล้วก็ขัดขวางการดำเนินการ ที่ขอ แก้ไขมาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ ก็คือโดยที่ความผิดที่มีโทษทางอาญาใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๑ ที่ผมได้กราบเรียน บางประการไม่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความเหมาะสมกับสภาพ ของการกระทำ จึงสมควรกำหนดให้เปรียบเทียบปรับแทนได้ โดยบอร์ด (Board) ๙ คน อาจตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาในเรื่องนี้ และเมื่อผู้กระทำผิดได้เสียค่าเปรียบเทียบปรับ แล้วก็ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และจึงเพิ่มข้อความ ในมาตรา ๗๒/๑ ความผิดในมาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ คืออะไร ถึงว่าเปรียบเทียบปรับได้ ก็คือผู้ใดผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายเครื่องรับเครื่องส่ง พวกนี้แทนที่จะต้องไปติดคุก ก็เปรียบเทียบปรับได้
มาตรา ๗๑ คือผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ ของกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องของเปรียบเทียบปรับได้แทนที่จะเป็นโทษทางอาญา
สุดท้ายลำดับที่ ๑๗ ที่ขอแก้ เราไปขอแก้คือใน พ.ร.บ. การประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผมได้นำเรียนทั้ง ๘๐ มาตรา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้มี พ.ร.บ. องค์กร กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วก็เริ่มทำงานตั้งแต่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เห็นไหมครับ มันจะมีแกป (Gap) มันจะมีช่องว่าง ระหว่างที่ พ.ร.บ. ฉบับวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศและมีผลใช้บังคับ เมื่อ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ กสทช. เข้ามาทำหน้าที่ และในมาตรา ๒๗ อำนาจหน้าที่ของ กสทช. นั้น ข้อหนึ่งเขียนไว้ว่า จะต้องจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ก็ทำออกแล้วประกาศเมื่อปี ๒๕๕๕ เป็นช่วง ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๕๙ แผนแม่บท ๕ ปี ดังนั้น ในช่วงที่อยู่ระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบกิจการบังคับใช้คือ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ประกาศในแผนแม่บทยังไม่ได้มีอะไรเป็นฐานกฎหมายให้ กสทช. ต้องปฏิบัติเราถึงจะใส่ เข้าไปในนี้เลย ก็คือเพิ่มเข้าไปในมาตรา ๗๔ ให้คณะกรรมการออกใบอนุญาตตาม พระราชบัญญัตินี้ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ประกอบการอยู่ ณ วันที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศบังคับใช้ โดยใบอนุญาตดังกล่าวให้มีอายุถึงวันที่กำหนดไว้ ในแผนแม่บทคลื่นความถี่
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอจบการนำเสนอการแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวน ๑๗ มาตรา แล้วข้อเสนอแนะในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของผู้รับอนุญาต และผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุ และโทรทัศน์นะครับ กระผมและคณะอนุกรรมาธิการยินดีที่จะรับคำถาม ตอบข้อซักถาม รับข้อคิดเห็นและรับข้อสังเกตของท่านประธานและท่านสมาชิก กราบขอบพระคุณครับ