สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๗ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระการประชุม ผมจะขอให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือก่อนท่านละ ๒ นาทีตามที่ตกลงกันไว้นะครับ ขณะนี้ท่านที่แสดงความจํานงไว้แล้ว เริ่มจากคุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ คุณชาลี เจริญสุข คุณจําลอง โพธิ์สุข คุณสารี อ๋องสมหวัง คุณประสาร มฤคพิทักษ์ แล้วก็คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เชิญคุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ครับ

นายฐิติ วุฑฒิโกวิทย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่าน ผมเองก็ได้พูดมา ๒-๓ ครั้งแล้วครับว่าการแต่งกายของ สปช. เรานี้ คือกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ อย่างนี้ผมได้ไปในงานพระราชพิธีให้เห็นชัดเจน ผมมีบัตรการ์ดเชิญ แล้วพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ท่านเสด็จ ทีนี้เวลาผม จะแต่งตัวหรือแต่งชุดอะไรนี้ ชุด สปช. นี้มันไม่มีเลย และชุดสากล แล้วผมก็ปรึกษากับท่านมาแล้ว ท่านก็บอกว่าตามสะดวก มันตามสะดวก ไม่อย่างนั้นเราก็โอเค ไม่เป็นอะไรตามสะดวกของผม ทีนี้มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่าในสภาเรานี้ บางครั้งเราจะให้คนที่ คนโน้นก็ที คนนี้ก็ที ซึ่งไม่มี อํานาจในการสั่งมาให้เราแต่งวันนี้วันอังคารนะ แต่งชุดนี้ วันอังคารผมจะแต่งชุดเต็มที่เลย เต็มยศเลยครับท่านครับดูเอาแล้วกัน แต่งได้เต็มยศเลย แล้วทีนี้บางคนเราก็ไปดูอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนสมาชิกร่วมกันนี้ก็แต่งอีกอย่างหนึ่งดูมันไม่เป็นระเบียบ ผมกราบเรียนด้วย ความเคารพว่า อย่าง สนช. เขาเองนี้ เขาจะมีบางวันของเขาเลยแต่งชุดพระราชทานแบบนี้ เหมือนกันเปี๊ยบเลย แล้วจะสีอะไรเราก็ไม่ได้ว่ากัน ด้วยความเคารพ ผมขอคําหารือกับท่านว่า ท่านจะได้มีคําสั่งได้ไหมว่าเราอยู่อีกไม่นานแล้ว เราควรจะทําอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งให้เป็นระบบ และเป็นระเบียบ แล้วเราจะจากกันด้วยความรักและคิดถึง ถ้าจะเป็นไปได้ อย่างชุดจะเป็น ชุดปกติขาวหรืออย่างไรก็ได้ที่ท่านจะให้ทํา ที่ท่านจะสั่งมาได้ แต่ขอความร่วมมือจากสมาชิกเรา ก็น่าจะได้ครับท่าน

แล้วก็อันที่ ๒ พวกเราไหน ๆ ก็จะจากกันแล้ว จากกันด้วยความรักและคิดถึง เราจะมีขัดใจกันบ้าง จะมีไม่ถูกคอกันบ้าง พูดไม่เข้าหูอะไรกันบ้าง คาดว่าของเรานี้นะ เป็นรุ่นแรก รุ่นตํานานนะครับ จะมีอีกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นผมด้วยความเคารพครับ อยากให้ท่านได้มีคําสั่งหรือมีอะไรโดยสมองของท่านเองนะครับ ขอร้องหรือว่าประกาศมา ก็ได้ครับ ไม่จําเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายตามที่ท่านกล่าวออกมากับผมครับ ที่ได้ปรึกษา กับผมไว้ครั้งแรกครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ผมจะไว้พูดเรื่องนี้พรุ่งนี้นะครับ ท่านถัดไปครับ คุณชาลี เจริญสุข ครับ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ชาลี เจริญสุข วันนี้ก็ในฐานะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุดผมเองได้ไปร่วมงาน ในการปลูกต้นไม้ที่อําเภอท่าตะเกียบ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เกียรติไปเป็นประธานปลูกต้นไม้ ที่ต้นน้ํารอยต่อป่า ๕ จังหวัด แล้วท่านก็ได้พูดไว้คําหนึ่งว่า ต้นไม้ที่ท่านปลูกฝากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราให้ดูแล แล้วท่านก็จะติดตาม ฉะนั้นผมเองก็ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ได้รับฟัง ประโยคนั้นแล้วรู้สึกดีใจแล้วภูมิใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ปัญหาว่าการปลูกต้นไม้ การปลูกป่า บางครั้งเราปลูกเสร็จแล้วเราก็ปล่อยปละละเลย พูดง่าย ๆ ว่าไม่มีใครดูแลรักษา มันเหมือนเป็นนัยว่าการปลูกป่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน หรือป่าอนุรักษ์ต่าง ๆ ปัญหาใหญ่คือขาดการดูแล ฉะนั้นในวันนี้ผมก็จึง

อันดับแรกคืออยากจะขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านรู้ปัญหา

อันดับที่ ๒ ก็คืออยากให้ทางรัฐบาล เนื่องจากท่านไปถูกที่นะครับ ไปรอยต่อป่า ๕ จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ําจริง ๆ และไปปลูกป่าถูกที่จริง ๆ เพราะขณะนี้น้ําในเขื่อนสียัด ที่ฉะเชิงเทราหมดแล้วครับ แห้งสนิทครับ ไม่ได้ปล่อยแล้วเมื่อวานนี้เองครับ ฉะนั้นนี่คือ ปัญหาใหญ่ เมื่อครั้งที่แล้วผมหารือไปว่าอยากให้บริหารจัดการน้ําว่าให้น้ําเต็มเขื่อนเร็วที่สุด ในปีนี้ เพื่อส่งทอดไปยังปีต่อไป เพื่อใช้งานในปีต่อไป ก็หารือไว้ว่าน่าจะมีการบริหารจัดการ และทางรัฐบาลเองก็ได้ประกาศแล้วว่าจะมีการบริหารจัดการเขื่อนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทีนี้ผมเองก็อยากจะให้ เนื่องจากว่าเป็นพื้นที่สําคัญ เป็นพื้นที่ ๕ จังหวัด ก็อยากให้ทาง รัฐบาลได้เร่งดําเนินการ แล้วก็มีบทหนึ่งมีการให้คะแนนด้วยว่าถ้าทําให้น้ําในอ่าง ในเขื่อนได้ ปริมาณไว้ใช้ปีหน้าแล้ว ก็ถือว่าต้องให้รางวัล แต่ถ้าน้ําในอ่างถ้าเกิดพร่องไปหรือไม่ได้เกณฑ์ อย่างเช่น เขื่อน ๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดไม่ได้เกณฑ์ สมมุติเหลือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ควรที่จะมีบทลงโทษสําหรับผู้ที่ดูแลควบคุมอ่างเก็บน้ํานั้น ก็ฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณจําลอง โพธิ์สุข ครับ

นายจําลอง โพธิ์สุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม จําลอง โพธิ์สุข สปช. ๐๕๐ จากจังหวัดชัยนาท ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือ ประเด็นเรื่องการทํามาหากินของพี่น้องประชาชน การใช้ชีวิตประจําวันของพี่น้องประชาชน อยู่ ๑ เรื่อง ก็คือผมได้เข้าพื้นที่แล้วก็ได้สดับตรับฟังเรื่องต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการ ทํามาหากินของพี่น้องประชาชน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามานานก็คือเรื่องของการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นท้องถิ่น ทางหลวงท้องถิ่นก็ดี ซึ่งอยู่ในการกํากับดูแลของท่าน นายกเทศมนตรีก็ดี ท่านนายก อบจ. ท่านนายก อบต. ตามกฎหมายทางหลวงท้องถิ่น ถนนที่เป็นทางหลวงแผ่นดินก็ดีในการกํากับดูแลของกระทรวงคมนาคม กรมที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มีทางหลวงชนบท มีการใช้รถบรรทุกดินโดยเฉพาะดินถมเข้าไปในพื้นที่ที่มีการกําหนด ห้ามรถบรรทุกน้ําหนักเกินเข้าในถนนแต่ละสาย แต่ละซอย ก็ยังมีการฝ่าฝืนกันทําให้เกิด ความเสียหายถนนหนทางแตกชํารุด เพราะฉะนั้นก็จะฝากตรงนี้ผ่านท่านประธานไปยังฝ่าย ของทางรัฐบาล หน่วยงานที่กํากับดูแล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมก็ดี กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกํากับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นก็ดี ให้ช่วยกันตรวจสอบกํากับดูแลการใช้ ยานพาหนะขนดิน ขนทรายไปถมที่อะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนี้เยอะ ก็จะทําให้เกิดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะจะเข้าหน้าฝน ก็ฝากประเด็นนี้ ซึ่งผมเคยพูดหลายครั้งแล้ว ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ คุณสารี อ๋องสมหวัง ครับ

(นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ไม่อยู่ในที่ประชุม)

คุณสารี อ๋องสมหวัง ยังไม่อยู่นะครับ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ เรียนเชิญครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ท่านประธานครับ ตอนนี้ไปที่ไหนก็มักจะมีคําถามว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเอา อย่างไร จะผ่าน สปช. ไหม จะทําประชามติไหม จะคว่ําหรือไม่คว่ํา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผมเจอคําถามตลอดทุกวัน ผมขอเรียนความเห็นของผมนะครับว่าท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเรียนว่า

ประการที่ ๑ ก็คือรัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งร่างได้ ถูกใจทุกคน ไม่มีทางครับ แต่ละคนจะได้ในบางเรื่อง จะไม่ได้ในบางเรื่อง ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ฉบับหน้า หรือฉบับไหน ๆ ไม่มีผู้วิเศษคนไหนที่สามารถจะบันดาลให้รัฐธรรมนูญ ถูกใจทุกคนได้

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าวินิจฉัยในการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ควรจะ เป็นเรื่องของการมีจิตสํานึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม คือไม่ใช่เรื่องของการฟังสัญญาณจากไหน ไม่ว่าที่ไหน สัญญาณที่ดีที่สุดก็คือว่าเป็นสัญญาณจากจิตสํานึกรับผิดชอบของตนเองว่า โดยเนื้อโดยตัวของรัฐธรรมนูญนั้นมันดีหรือไม่ มันเหมาะสมหรือไม่ มันสอดคล้องความเป็นจริง หรือไม่ เพราะว่าฟังดูเสมือนหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าความดีหรือไม่ดีของรัฐธรรมนูญ หรือว่าเหมาะไม่เหมาะ ของรัฐธรรมนูญ หรือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้นจะถูกมองข้ามไป ถูกยกระดับกลายเป็น การตัดสินใจบนพื้นฐานทางการเมืองไม่ใช่ดูเนื้อตัวของรัฐธรรมนูญ สําหรับผมเองนั้น ผมคิดว่าผมตัดสินใจบนพื้นฐานของการมอง ๘๐ : ๒๐ คําว่า ๘๐ : ๒๐ หมายความว่า ถ้า ๘๐ มันดี อีก ๒๐ ยังขัดใจเราอยู่ก็ต้องถือว่าเราต้องอนุญาตให้รัฐธรรมนูญผ่านได้ ผมขอเรียนผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าหากยึดมั่นยืนหลักได้ใน ๔ ประเด็นใหญ่ คือ

๑. สร้างพลเมืองเป็นใหญ่

๒. การเมืองใสสะอาดและสมดุล

๓. หนุนสังคมที่เป็นธรรม

และ ๔. นําชาติสู่สันติสุข

ถ้ายืนหลักตรงนี้ให้มั่น ปรับปรุงแก้ไขบนพื้นฐานที่เห็นว่าส่วนรวมรับได้ ผมคิดว่าด้วยวิธีเช่นนี้ก็จะทําให้รัฐธรรมนูญสามารถจะผ่านได้ ทั้งผ่าน สปช. และผ่านการลง ประชามติ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูง ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๕ ท่านประธานครับ ผมมีวาระหารืออยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ผมได้ไปร่วมประชุมที่จังหวัดกาญจนบุรี บังเอิญเพื่อนที่เป็น นายกเทศมนตรีพาไปที่สะพานแม่น้ําแคว ไปเจอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๒ คน กลุ่มผู้ขายลอตเตอรี่ครับท่านประธาน เขารู้ว่าผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปกึ่งร้องเรียนเขาบอกว่า จังหวัดกาญจนบุรีเดี๋ยวนี้เขาไม่มีลอตเตอรี่ขายกัน ผมเลยถามว่าโควตาที่จังหวัดอย่างไร เขาไปจองไว้กันหมดแล้วใบละ ๗๐.๔๐ บาท ปรากฏว่าถึงวันขายผู้ว่าราชการจังหวัดเอาเงินคืน บอกว่าไม่มี ไปเอาโควตาก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เขาเดือดร้อนมาก เขาบอกว่าเขาขายลอตเตอรี่ มาตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี จนเดี๋ยวนี้ ๕๐ กว่าปี เอาเงินส่วนนี้ไปจุนเจือครอบครัว ไปจุนเจือ ไปเลี้ยงลูกเรียนหนังสือ ปัจจุบันไม่มีลอตเตอรี่ให้เขาขาย เขาฝากผมมากราบเรียน ท่านประธานนําหารือไปทางผู้หลักผู้ใหญ่นะครับท่านประธานว่าทําไมไม่มีโควตา พอเขามา ซื้อที่หน้ากองสลาก กลายเป็นว่าหน้ากองสลากขายให้เขา ๗๕.๕๐ บาท ค่ารถน้ํามันไปกลับ มันไม่เพียงพอ เขาบอกว่ามันสูงมาก เพราะฉะนั้นฝากด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับเป็นเรื่องที่ผมไม่สบายใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ ที่พวกผมตั้งกลุ่มรักชาติขึ้นมาไม่ได้มีเจตนาที่จะเอา สปช. เข้าไปร่วมกลุ่มด้วย ท่านประธานครับ นั่นคือเจตนาของกลุ่มคนหรือส่วนบุคคลที่หารือในเรื่องนี้ แล้วก็เป็นแนวทางให้รัฐบาลศึกษา เท่านั้นเองท่านประธานครับ ประเทศสิงคโปร์เขาศึกษาตั้ง ๑๐ ปี ประเทศไทยก็ควรนําเอา เรื่องนี้มาศึกษาเท่านั้นเองครับท่านประธานครับว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร ขอยืนยันตรงนี้ว่า ไม่ใช่วาระของสภาปฏิรูป แล้วไม่ได้นําเข้าสภาปฏิรูป แล้วเป็นวาระของส่วนบุคคลครับ ท่านประธาน โดยด้วยความเคารพอย่างสูงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสารี อ๋องสมหวัง ครับ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันต้องขออภัย พอดีปรึกษาหารือกับคณะพาณิชย์เรื่องกฎหมาย แข่งขันทางการค้า มีเรื่องจะหารือผ่านท่านประธานไป ประเด็นเรื่องสถานการณ์ที่มีปัญหา ที่ผู้บริโภคมาร้องเรียนเรื่องโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลแพง ยาแพง ดิฉันขออนุญาตว่า ดิฉันเองก็สนับสนุนที่กระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแล ผู้บริโภคในกรณีที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งนั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันก็สนับสนุนนะคะว่าทําอย่างไรที่ค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง ที่แพงเป็นเพราะค่ายาที่แพง เพราะฉะนั้นอยากเห็นว่าการที่กระทรวงสาธารณสุขจะต้อง เร่งรัดการทํากฎหมายยา พระราชบัญญัติยาที่ให้รวมถึงการควบคุมเรื่องยาที่ราคาแพง โดยที่ให้กระทรวงสาธารณสุขเองมีศักยภาพในแง่ของการดูเรื่องโครงสร้างราคายาที่จะ สามารถกํากับ แล้วก็ควบคุมราคายาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่ารักษาพยาบาล ที่ต้องเรียนเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเราทําให้เราไม่สามารถควบคุมค่ายาได้จะส่งผลต่อระบบสุขภาพโดยภาพรวม เพราะว่าขณะนี้ค่ารักษาพยาบาล ค่ายาเป็นองค์ประกอบที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทําให้ค่ายายิ่งแพง ก็ทําให้งบประมาณโดยรวมของระบบสาธารณสุขของประเทศ เป็นปัญหา แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะลงทุนเพิ่มได้มาก เพราะฉะนั้นการที่จะกํากับ หรือดูแล เรื่องค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะในส่วนของค่ายา ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ แล้วก็อยากเรียนไปถึงส่วนอื่น ๆ ด้วยนะคะว่าจะเป็นไปได้ไหม เพราะว่าส่วนหนึ่งนโยบายเมดิคอล ฮับ (Medical Hub) ของหลายรัฐบาลที่ดําเนินการมา อันนี้ก็จะมีผลต่อเรื่องค่ารักษาพยาบาล ที่แพงด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรที่จะทําให้โรงพยาบาลที่เข้าตลาดมีกลไก ในแง่ของการควบคุมไม่ให้ส่งผลต่อค่ารักษาพยาบาล ดิฉันก็ขอหารือ ๒ ประเด็นทั้งสนับสนุน แล้วก็น่าจะคิดถึงมาตรการที่จะทําให้โรงพยาบาลที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่ส่งผลกระทบ ต่อค่ารักษาพยาบาลของระบบสุขภาพโดยภาพรวม ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๒ ท่านนะครับ คุณชูชาติ อินสว่าง กับคุณโกวิท ศรีไพโรจน์ เชิญคุณชูชาติ อินสว่าง ครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง ๐๖๗ จังหวัดสุพรรณบุรีครับ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่เรื่องเดียว คือหลายวันมานี้ได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องเกษตรกรซึ่งหลาย ๆ จังหวัด ในฐานะที่เป็นประธานชมรมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหลายบ้านตอนนี้ ทํานาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเอาข้าวไปขายที่โรงสีแล้วขายไม่ได้ ถามว่าทําไมโรงสี ไม่รับซื้อ เหตุผลโรงสีเขาก็ตอบมาว่า เหตุที่ไม่รับซื้อก็เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลประกาศนโยบายว่า จะเอาข้าวในคลังสินค้าซึ่งรับจํานําไว้ออกขาย นั่นหมายถึงว่าราคาข้าวสารที่ออกขาย ๑๑.๓๐ บาทต่อกิโลกรัม คือหมายถึงว่าตันหนึ่ง ๑๑,๓๐๐ บาท ซึ่งถูกกว่าราคาข้าวเปลือก ถ้าไปเทียบกับราคาข้าวเปลือกก็คือความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๘,๐๐๐ บาท ในราคาที่ ๑๑,๓๐๐ บาท แต่ความจริงเกษตรกรไม่ได้ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรจะได้ความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในราคาตันละ ๕,๕๐๐ บาท ซึ่งข้าวเปลือกจะแพงกว่าข้าวสารนะครับ เพราะฉะนั้นโรงสีก็เลยไม่รับซื้อ เพราะฉะนั้นก็เลยฝากท่านประธานถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยว่าถ้ารัฐบาลจะเอาข้าวในสต็อก (Stock) มาขายก็ไม่ว่าละครับ แต่รัฐบาลควรจะบอกไป เลยว่าจะขายเดือนไหน วันไหนให้ชัดเจน เพราะถ้าบอกว่าจะเอามาขาย ๆ โรงสีเขาเซ็นซิทีฟ (Sensitive) มีความรู้สึกเร็ว เขาก็เลยยังไม่อยากซื้อไว้ก่อน เพราะซื้อไว้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะขาดทุน หรือเปล่า ก็ฝากไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณโกวิท ศรีไพโรจน์ครับ

นายโกวิท ศรีไพโรจน์

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ สืบเนื่องจากว่าผมเองได้ไปเปิดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ที่อําเภอเกาะพะงัน เรื่องวันนี้ก็คงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ แต่เป็น เรื่องของอบายมุขเล็กน้อย เนื่องจากก็ทราบกันดีว่าอําเภอเกาะพะงัน โดยเฉพาะเป็นสถานที่ ท่องเที่ยว แล้วก็ที่ฮิต (Hit) ติดปากในระดับสากล ก็คือเรื่องของการจัดฟูลมูน ปาร์ตี (Full moon party) ทีนี้ปัญหามีอย่างนี้ครับเนื่องจากว่าเรื่องของฟูลมูน ปาร์ตี นั้น เราก็ดําเนินการเพื่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้มีปัญหาคือพม่า คือแรงงานต่างด้าวซึ่งเข้ามาที่เกาะพะงัน แล้วได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่ประกอบธุรกิจ ที่นั่นว่าวันนี้พม่าเอาเหล้ามาเร่ขายกลางชายหาด ซึ่งไม่ได้มีใบอนุญาตให้จําหน่ายสุรา แล้วสุราพวกนี้หรือว่าเบียร์พวกนี้ไม่สามารถจะควบคุมคุณภาพได้ ก็ส่งผลไปที่กิจการ ของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ถ้าเสียงนี้พอที่จะดังไปถึงผู้มีอํานาจที่รัฐบาลพอที่จะสั่งการลงไปได้บ้าง ถ้าเป็นไปได้ก็ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้มีอํานาจว่าฝากดูแลเรื่องของระเบียบ ของการจัดฟูลมูน ปาร์ตี รวมทั้งการจําหน่ายสุราที่ริมหาดด้วย ที่พี่น้องเขาฝากมาก็มีเรื่อง แค่นี้ล่ะครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรื่องที่ท่านสมาชิกหารือวันนี้หมดเพียงเท่านี้ครับ

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๗ คน

ขณะนี้มีท่านสมาชิก มาลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๗๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมจะขอดําเนินการประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติต่อเลยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... นี่เป็นแผนปฏิรูป รอบ ๒ แล้วนะครับ

ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗/๒๕๕๘ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๔ การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่นแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการนําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการปฏิรูป พร้อมทั้งแผนการ ดําเนินการเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน เรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติเสร็จแล้ว พร้อมทั้งได้ยกร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... เรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณาในวันนี้ ผมขอเรียนเชิญท่านคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่ด้วยนะครับ

เชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อให้การแถลงรายงานพร้อมทั้ง หลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสําคัญในร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย จึงขอเรียนเชิญผู้มีนาม ต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย รายที่ ๑ นายไพฑูรย์ ขําภรัตน์ รายที่ ๒ นางสาวทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรักษ์ และรายที่ ๓ พลเอก ชูชาติ สุขสงวน ครับ ถ้าพร้อมแล้วขอเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานพร้อมทั้งหลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสําคัญอย่างย่อ ในร่างพระราชบัญญัติครับ เรียนเชิญครับ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตรายงานผลการศึกษาเรื่อง การกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ จัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ดําเนินการเสร็จแล้ว เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และให้ความเห็นชอบเพื่อที่จะได้ดําเนินการต่อไปครับ กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นเรื่องที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้เคยนําเสนอผลการศึกษาต่อจาก การเสนอกรอบหลักการปฏิรูปหรือคอนเซพชวล ดีไซน์ (Conceptual design) ต่อสภาแห่งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้รับความเห็นและข้อเสนอแนะ ในเชิงสนับสนุนและเป็นประโยชน์อย่างมากมายจากสภาแห่งนี้ ซึ่งนําไปสู่การจัดตั้ง คณะอนุกรรมาธิการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติขึ้น เพื่อเร่งรัดจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งจะนํามาเสนอขอความเห็นชอบ จากสภาปฏิรูปแห่งชาติก่อนที่จะดําเนินการให้มีการประกาศใช้ต่อไป การเสนอในครั้งนี้จึงเป็น การเสนอผลการศึกษาเพื่อนําไปสู่การออกแบบแนวทางการจัดทํากระบวนการในการปฏิรูป หรือโพรเซส แอนด์ ออร์กาไนซ์เซชันนอล ดีไซน์ (Process and organizational design) พร้อมกับการเสนอร่างกฎหมายหรือลีเกิล ดีไซน์ (Legal design) ไปพร้อมกันนะครับ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ได้กรุณามองเห็นความสําคัญ มีความเข้าใจ และให้ความสนับสนุนในการกําหนดให้มีวาระเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์และเป็นนิมิตหมายที่ดีในการพัฒนาระบบการบริหาร กิจการบ้านเมืองของประเทศ ไปสู่ทิศทางเป้าหมายและแนวทางที่เป็นระบบและถูกต้อง อย่างแท้จริง โดยท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติเองก็ได้กรุณาให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติว่าเป็นสิ่งใหม่ เป็นอินโนเวชัน (Innovation) หรือว่านวัตกรรมของระบบ ราชการไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบราชการไทย ที่มีนัยสําคัญอย่างแท้จริงเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดและเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถ นําพาประเทศให้ก้าวพ้นกับดักของการเป็นประเทศที่กําลังพัฒนาหรือว่าดีเวลลอปปิง คันทรี (Developing country) มายาวนานไปสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือว่าเป็นดีเวลลอป คันทรี (Develop country)ในอนาคตอันใกล้นี้ การมียุทธศาสตร์ชาติเป็นกรอบทิศทางเป้าหมาย ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาประเทศ จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิรูประบบ การบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ร่วมกันศึกษา พิจารณาเรื่องนี้มาแล้วมากกว่า ๑ ครั้ง แล้วก็ได้รับความเห็นชอบ ได้รับฉันทามติที่จะให้ ดําเนินการต่อไปเพื่อที่จะให้สามารถนําไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สําหรับรายละเอียดผลการศึกษาเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติและ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... จะขออนุญาตให้ท่านพันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านประธานอนุกรรมาธิการยกร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดก่อนที่จะรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่าน ประการแรก ต้องขอบพระคุณท่านประธาน สปช. ประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้ให้ คําแนะนําเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ เมื่อครั้งที่กระผมและกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน นําเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม แล้วมีหลายท่านนะครับแม้แต่หลังจากประชุมแล้วก็ได้มาให้ คําแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กระผมขอถือโอกาสขอบพระคุณ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง สําหรับเรื่องของความจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาด้วยนะครับ เพาเวอร์พอยท์นี้ได้รับการอนุมัติ จากท่านประธานแล้วนะครับ ที่ผ่านมาประเทศเราการพัฒนาขาดความต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลหนึ่ง เข้ามาบริหารประเทศก็จะคํานึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาของรัฐบาลนั้น โดยไม่ได้มองถึงประโยชน์ระยะยาวของชาติ

ประการที่ ๒ ประเทศไทยมีแผนพัฒนาอยู่หลากหลาย อยู่รายกระทรวง การบูรณาการของแผนพัฒนาเหล่านั้นไม่สามารถจะทําได้ครอบคลุมดีพอ แม้จะมีสํานักงาน คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะใช้ความพยายามบูรณาการ แต่ว่าอํานาจ หน้าที่ตามกฎหมายของ สศช. ก็ไม่ครอบคลุมทุกมิติสําคัญของการพัฒนาประเทศ

ประการที่ ๓ การจัดสรรงบประมาณหรือทรัพยากรของประเทศที่ผ่านมา ก็ทําโดยแยกส่วน รัฐวิสาหกิจก็ไปทําโดยที่กระทรวงการคลัง สําหรับของส่วนราชการ ก็กระทําโดยทางสํานักงบประมาณ

ประการถัดไป การกําหนดอนาคตของชาติที่ผ่านมาส่วนใหญ่กระทํา โดยภาครัฐเป็นส่วนใหญ่นะครับ ในภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้วยไม่มาก แล้วภาคประชาชน เกือบไม่มีส่วนร่วมเลย นอกจากนั้นประเทศพัฒนาแล้วจะมียุทธศาสตร์ชาติเป็นหลักในการ พัฒนาประเทศ นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาที่ผ่านมาขาดการบูรณาการ ขาดเอกภาพและ ยังขาดความต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจึงตั้ง คณะอนุกรรมาธิการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีกระผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการร่วมด้วยหลายท่าน แล้วก็มีที่ปรึกษาของ อนุกรรมาธิการซึ่งอยู่ในภาคผนวกที่ ๖ ของเอกสารที่แจกที่ประชุมไปแล้ว นอกจากนั้นแล้ว อย่างที่ท่านประธานธีรยุทธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านที่ได้พูดถึงว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กรุณาเห็นชอบตามที่กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเสนอแล้วได้บรรจุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญแล้วขณะนี้อย่างน้อย ๒ มาตราที่สําคัญด้วยกัน คือมาตรา ๑๗๙ บัญญัติว่า รัฐมนตรี ในที่นี้ซึ่งหมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่าต้องดําเนินการ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามแนวนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและยุทธศาสตร์ชาติ ในมาตรา ๒๘๔ (๑) ได้บัญญัติไว้ด้วยว่าการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ ต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่าในอนาคตอันใกล้ หรืออนาคตนี้ถ้าหากว่ามีรัฐบาลใหม่ต่อมา รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นเราก็จะต้องมียุทธศาสตร์ ขึ้นมารองรับ ทีนี้ยุทธศาสตร์ที่จะมารองรับนั้นก็จะต้องมีองค์กร หรือมีกลไกและมี กระบวนการในการได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือเรื่องที่จะมาขออนุญาตเสนอขอความเห็น จากท่านทั้งหลาย จากท่านประธาน สปช. แล้วก็ท่านสมาชิก สปช. ทั้งหลาย

ถัดไปนะครับ ความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและความสําเร็จในการพัฒนาของประสบการณ์ในประเทศต่าง ๆ ที่ขออนุญาตเรียนตรงนี้เพราะว่าวันที่ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญถามว่า ลองยกตัวอย่างสิประเทศต่าง ๆ ประเทศใดบ้างที่มียุทธศาสตร์ชาติ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าเอาเฉพาะในประเทศอาเซียน (ASEAN) สิงคโปร์มีมา ๕๐ ปี ทั้ง ๆ ที่ประเทศสิงคโปร์นั้นมีทรัพยากรน้อยกว่าเรา คนน้อยกว่าเรา ขณะนี้เขาพัฒนาไป อย่างไร ท่านทราบอยู่

ถัดไปนะครับประเทศมาเลเซีย ความจริงมาเลเซียก็มีทรัพยากรน้อยกว่าเรา แล้วก็มีคนน้อยกว่าเรา แล้วจัดให้มีแผนพัฒนาช้ากว่าเรา แต่ขณะนี้ ๒ ประเทศนี้ได้รับการ ยอมรับว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ประเทศกําลังพัฒนาอย่างประเทศไทย นอกจากนั้น ของต่างประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศออสเตรเลีย ประเทศบราซิล ประเทศ สหราชอาณาจักร ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ประเทศอาฟริกา ประเทศเหล่านี้มียุทธศาสตร์ชาติหมดนะครับ ทีนี้ก็พิจารณาต่อไปว่าเอาใกล้ ๆ นี้ในปี ๒๐๑๔ ประเทศมหาอํานาจในโลกนี้มีใครบ้างนี้ กําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นแนวทางที่เราจะได้พิจารณาต่อ ยุทธศาสตร์ชาติของจีน ขณะนี้จีนอยู่ในแผนพัฒนาที่ ๑๒ ก่อนเราแค่ ๓ ปีไม่ใช่ ๕ ปีนะครับ เพราะอันนี้จะสิ้นสุดแผนของเขาแล้วในแผนที่ ๑๒ เขามีอยู่ ๑๖ หมวดในแผนพัฒนาของเขา หมวดที่น่าสนใจก็คือในเรื่องของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาการศึกษา พัฒนาด้านสังคม และความกลมเกลียวระหว่างกองทัพและประชาชน สําหรับประเทศญี่ปุ่นนะครับ ยุทธศาสตร์เน้นในเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านการเมืองระหว่างประเทศและการทูต ข้อมูลข่าวสารด้านสังคม ด้านการทหารและเศรษฐกิจ ของประเทศสหรัฐอเมริกาจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติโดยประกอบด้วย ๔ ประการ ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง ความเคารพต่อค่านิยมอเมริกา การใช้ระเบียบระหว่างประเทศ ค่านิยม ของอเมริกาเมื่อเช้านี้ก่อนที่จะเข้าประชุมก็มีบางท่านพูดถึงด้วยว่าประเทศไทยเราน่าจะมี ค่านิยมของประเทศไทยเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ผู้ที่จะไปทํายุทธศาสตร์ชาติ ในอนาคตนี้นะครับ ก็น่าจะคํานึงถึงด้วยนะครับ ถัดไปยุทธศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสท่านคงพอจะนึกภาพออกนะครับว่าอยู่ในประมาณกลาง ๆ ยุโรป เขาใช้ ภูมิยุทธศาสตร์ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศของเขา สําหรับของประเทศไทยเองแล้ว จริง ๆ ภูมิประเทศของเราเป็นประโยชน์มากถ้าเราจะเอาภูมิประเทศของเราไม่ว่าภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ภูมิทรัพยากร ภูมิประชากรมาให้เป็นภูมิยุทธศาสตร์ ความจริงแล้วนี้นะครับ เราได้มีการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ อย่าง บิมสเทค (BIMSTEC) หรือจีเอ็มเอส (GMS) แล้วเอซีเมคส์ (ACMECS) พูดถึงเอซีเมคส์ขอไปดูรูปนิดหนึ่งนะครับ ประเทศไทย ถ้าพูดถึงตรงนี้นะครับ ได้พูดถึงเอซีเมคส์นี้ ภูมิยุทธศาสตร์ของเราดีมาก แล้วก็ที่กล่าวถึงตรงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราวิสัยทัศน์ท่านไกล ขณะนี้ท่านประชุมอยู่ที่เมียนมาร์ เกี่ยวกับ เอซีเมคส์นี้นะครับ ก็คือแม่น้ําอิรวดี แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําโขง อีโคโนมิค คอร์ปเปอเรชัน สเตจทีจี (Economic corporation strategy) นั่นก็คือยุทธศาสตร์อีกเช่นกัน ขออนุญาต ผ่านไปนะครับ

ประเด็นปัญหาในเรื่องของกําหนดยุทธศาสตร์อย่างที่เรียนไปแล้วนะครับว่า ขณะนี้ประเด็นใหญ่ประการหนึ่งของเราเราขาดการให้ความสําคัญในเรื่องของการทํา ยุทธศาสตร์ชาติ ขาดกลไกและกระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพ เรามียุทธศาสตร์ชาติเหมือนกันนะครับ แต่ไม่เป็นทางการ วปอ. ได้ทํายุทธศาสตร์ชาติมา ไม่น้อยกว่า ๕๐ ปีเป็นรายปี ท่านนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ๆ ก็จะไปฟังรายงาน แต่ปรากฏว่า ยุทธศาสตร์ชาติเหล่านั้นไม่ได้นํามาถูกใช้เท่าที่ควร

ประการถัดไป ขาดการกําหนดตัวชี้วัดเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน และขาดการนํายุทธศาสตร์ชาติไปใช้ ขาดความชัดเจนของเป้าหมายและความมุ่งหมายของ ผู้นําทางการเมือง อันนี้สําคัญนะครับ ประเทศสิงคโปร์นี้เขาเจริญกันมาได้ ส่วนหนึ่ง ท่านก็ทราบอยู่ เพราะว่ามีความมุ่งมั่นของผู้นําทางการเมือง ขณะเดียวกันในฐานะที่กรรมาธิการ ชุดนี้อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ฉะนั้นผู้นําในภาคราชการ ก็จะมีความสําคัญ รวมทั้งผู้นําภาคเอกชนและภาคประชาชน ในเรื่องของกลไกและ กระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่ร่างเอาไว้ในกฎหมายฉบับนี้นะครับ จะเป็น การผนึกพลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการเข้ามาด้วยกัน

สําหรับประเด็นปฏิรูปนะครับ การที่ประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติ อย่างเป็นทางการ ทําให้ไม่สามารถผนึกพลังการพัฒนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีทิศทาง การพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การลงทุนการใช้จ่ายงบประมาณและการขับเคลื่อน การพัฒนายึดโยงเพียงเฉพาะกับนโยบายในแต่ละช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนา ก้าวหน้าอย่างเต็มศักยภาพ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสและมีจุดเด่นหลายประการ ส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลหรือกระทรวง ส่วนราชการต่าง ๆ ขาดทิศทาง ที่บูรณาการกันและนําไปสู่บรรลุเป้าหมายความสําเร็จร่วมกันในการยกระดับความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการจัดทํากรอบ แนวทางการพัฒนาให้มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน โดยให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเครื่องมือให้ได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านการพิจารณาโดยทุกภาคส่วน และให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมกําหนดอนาคตของชาติ อยากเรียนเน้นตรงนี้นะครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ ร่างกฎหมายที่พูดกําหนดสารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติโดยตรงนะครับ แต่เป็นกฎหมาย ที่กําหนดถึงกระบวนการและกลไกเพื่อให้ได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็เมื่อได้มาแล้ว กฎหมายฉบับนี้ได้มีการบัญญัติไว้ว่า เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วหน่วยงานของรัฐจะต้อง ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะถ้าไม่มีการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาตินี้สภาพก็จะ เป็นอย่างที่ผ่านมาในอดีต เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เราคิดไว้ว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์สัก ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะประเทศต่าง ๆ ก็กําหนดวิสัยทัศน์ไว้ อย่างต่ํา ๑๕ ปี ๒๐ ปี บางประเทศไปถึง ๓๐ ปี อย่างมาเลเซียเป็นต้นนะครับ แต่ว่าปรับแก้ ได้นะครับ ไม่ใช่หมายความว่า ๒๐ ปีแล้วอยู่ตรงนั้นเลย ในร่างกฎหมายนี่เขียนไว้ชัดเจน นะครับ ร่างมาตรา ๙ ว่ากําหนดไว้ ๒๐ ปี แต่ว่าอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงได้ทุก ๕ ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา ในขณะเดียวกันถ้าสถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของ ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกกระทบในนัยสําคัญก็สามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือมา ปรับปรุงได้เลย ฉะนั้นไม่จําเป็นต้องรอ ๕ ปี อาจจะปีเดียวหรือ ๖ เดือนถ้าสําคัญนะครับ กระทบต่อเป้าประสงค์ของประเทศนี่ มีนัยสําคัญ และเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติจะช่วยส่งเสริมติดตาม กํากับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตรงนี้จะสอดคล้อง กับอนุกรรมาธิการในเรื่องของบริหารงบประมาณของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินนะครับว่า แผนพัฒนาใดถ้าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนนั้น ๆ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณนะครับ และประเด็นต่อไปก็คือว่าจะต้องขับเคลื่อน อย่างไรให้สามารถมีผลในทางปฏิบัติรองรับรัฐบาลต่อไป วิธีการศึกษาอย่างที่เรียนไปแล้ว ใช้ข้อมูลจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นฐาน ศึกษาจากเอกสารที่เป็นเอกสารวิชาการ เล่มที่น่าสนใจมากคือเขียนโดยจอร์จ ฟริดแมน นะครับ เดอะ เน็กซ์ วันฮันเดรด เยียร์ส อะ ฟอร์แคสท์ ฟอร์ ทะเว็นตี เฟิร์ทส เซ็นจูรี (The Next ๑๐๐ Years A Forecast for 21th Century) แล้วก็มีการประชุมเชิงปฏิบัติการนะครับ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ แล้วก็ได้มีการนําเสนอสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม อย่างที่กราบเรียน ไปแล้ว แล้วได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิกหลายท่านที่ให้คําแนะนํา และเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้มีการประชุมร่วมกับทาง สนช. กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินของ สนช. โดยมีท่าน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานร่วมกับท่านประธานธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ นะครับ แล้วเรารับฟังความคิดเห็นจากทาง สนช. นะครับ แล้วก็เห็นตรงกันว่า กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติมีความสําคัญ มีความจําเป็น ก็มีการอนุมัติ โดยเห็นชอบในหลักการ อย่างเป็นเอกฉันท์ แต่มีข้อแนะนําบางประการนะครับ ซึ่งทางอนุกรรมาธิการก็ได้นํามา ปรับปรุงแล้ว ในวันนี้เชื่อว่าก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมดนะครับ ก็อยากจะรับฟังข้อแนะนํา น้อมรับคําแนะนําของท่านทั้งหลายเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ

สําหรับสรุปผลการพิจารณาการพัฒนาที่ผ่านมานะครับ ประเด็นปัญหาก็คือ การพัฒนาของประเทศขาดความต่อเนื่อง ขาดการบรูณาการ หน่วยงานของรัฐต้องมีการ พัฒนาที่สะท้อนเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาที่สอดคล้องกัน ภาคเอกชนต้องมี ส่วนร่วม การขับเคลื่อนจะต้องมีประชาชนให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เราอยากเห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติทุกคนทุกภาคส่วนมีส่วนเป็นเจ้าของเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีชีวิตที่นําไปใช้ได้จริง เพื่อทําให้ประเทศชาติของเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีอธิปไตย และมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก

สําหรับข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิรูปนะครับ ก็สมควรจะต้องมีการตรากฎหมาย ซึ่งได้มีการตรากฎหมายมาแล้วในวันนี้นะครับ แล้วก็จะขอคําแนะนําจากท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็รวมถึงท่านสมาชิกทั้งหลายด้วยนะครับว่าจะทําอย่างไร ให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สําหรับในเรื่องของหลักการอย่างเรียนไปแล้ว กําหนดวิสัยทัศน์ว่า ๒๐ ปี ๕ ปี จะเปลี่ยน แล้วก็อาจจะเปลี่ยนได้ทุกปีถ้ามีความจําเป็น สร้างกลไกและกระบวนการ ในการจัดทําที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของประชาชน การเป็นที่ยอมรับของประชาชน เริ่มต้นกระบวนการที่คิดไว้ก็คือว่าจะต้องมีการสอบถามความเห็นของประชาชน สิ่งที่กรรมาธิการของ สปช. ทั้งหมดทั้ง ๑๘ คณะได้ไปสอบถามความเห็นของประชาชนเอาไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะเอามาใช้ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ในอนาคต แล้วก็เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กระบวนการจัดทํา ยึดเป้าประสงค์หลักของชาติและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ประการที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้เป็นการเสนอกลไกและกระบวนการอย่างที่ กราบเรียนแล้วนะครับ แล้วเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วกฎหมายดังกล่าวกําหนดกลไก การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินะครับ

สําหรับกลไกนั้นก็มีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน ก็คือกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็น ลักษณะของ ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษว่าคล้าย ๆ เป็นบอร์ด ออฟ ทรัสที (Board of Trustees) ในชุดที่ ๒ กรรมการบริหารของสํานักงานนี้ก็คล้าย ๆ เป็น เอสคิวดี บอร์ด (SQD board) เป็นกรรมการบริหาร แล้วก็มีสํานักงานที่จะมาดูแลเรื่องของธุรการ

ขออนุญาตไปที่แผ่นภาพที่ ๒ นะครับ ในแผ่นภาพที่ ๒ อาจจะเล็กนิดหนึ่ง อาจจะมองไม่ค่อยถนัดนะครับ เริ่มต้นข้างบนลงมาก็คือพิจารณาจากความต้องการของ ประชาชน ความต้องการในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ แล้วก็วิเคราะห์สถานการณ์ ภายในและภายนอกประเทศ เสร็จแล้วก็มาสู่เป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์หลักแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้อาจจะเกิน ๒๐ ปี อาจจะเป็น ๕๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่ว่าสิ่งที่อยู่ซ้ายมือของ กระดาษแผ่นนี้นะครับ ก็คือว่าประเทศไทยจะต้องมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ ในขณะเดียวก็คํานึงถึงความอยู่เย็นเป็นสุขของ ประชาชน แล้วก็จะต้องมีอธิปไตยและมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก แล้วมาสู่ถึงยุทธศาสตร์ชาติ ด้านต่าง ๆ ในระยะ ๒๐ ปี แล้วก็ส่งต่อไปยุทธศาสตร์ด้านนะครับ แล้วก็ยุทธศาสตร์ด้านก็ลง มาถึงแผนต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมาย ภารกิจต่าง ๆ ถ้ามองไปทางขวาของแผ่นภาพนะครับ เป้าประสงค์หลักของชาติหรือวัตถุประสงค์แห่งชาติก็จะเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่จะกําหนด หรือประเด็นที่จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการพิจารณาและส่งไปสู่คณะกรรมการ และประสานกับทางฝ่ายรัฐสภาและฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร อันนั้นก็เป็นภาพ ของกรอบความคิดในการจัดทํา

ถัดไปนะครับ กลไกในการบริหาร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะมีไม่มาก ประมาณ ๒๓ ท่านที่ร่างเอาไว้ เดิมเคยคิดว่าจะเป็นสภา ต้องเรียนตรง ๆ ว่าหลายท่าน ให้ความเห็นว่าถ้าเป็นสภาแล้วคนเยอะเปลืองงบประมาณ ฉะนั้นเราก็ไปทบทวนใหม่ ก็ออกมาว่าเป็นกรรมการไม่ควรจะเกิน ๒๓ คน คือเป็นโดยตําแหน่งมีท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานวุฒิสภา แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ประมาณ ๒๐ ท่าน แล้วก็กลับมาคณะกรรมการบริหารสํานักงาน คณะกรรมการบริหารสํานักงาน จะมี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ ภาครัฐก็จะมีทั้งแผนงาน แผนเงิน แผนคน ภาคเอกชนก็จะมีสภาหอการค้า หอการค้า ธนาคารไทย แล้วก็อุตสาหกรรม ภาควิชาการก็จะมีประธานที่ประชุมอธิการบดี แล้วจะมี บุคลากรอยู่จํานวนหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ตามด้านต่าง ๆ ในมาตรา ๖ นะครับ ในมาตรา ๖ จะพูดถึงในเรื่องของว่ายุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อยจะต้องมีสาระสําคัญอะไรบ้าง อย่างน้อยนะครับ แล้วจํานวนของคนที่จะมีอยู่ตรงนี้ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรงนี้ก็จะสอดคล้อง ตามร่างมาตรา ๖ และร่างมาตรา ๖ ที่คิดเอาไว้ว่าบุคลากรเหล่านี้ไม่ใช่อยู่ ๆ เราก็จะไปจ้างมา นอกจากมีคุณสมบัติแล้วบุคคลเหล่านี้เราคิดว่า ไม่ใช่เรานะครับ คนที่จะเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติอาจจะไปทาบทามอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรงนี้ โดยลักษณะยืมตัวมาโดยใช้มติคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นเงินตรงนี้ไม่ต้องใช้เพิ่ม คงเดิม เพียงแต่ ยืมบุคคลมาใช้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นอย่างไร ทั้ง ๒ ส่วนครับ ๑. ได้บุคลากรหรือบุคคล ที่มีความเชี่ยวชาญที่จะมาทํางานในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ท่านเหล่านี้ก็จะได้เอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการจัดทํา ร่วมกันทําบูรณาการแผนต่าง ๆ กลับไปสอนนักศึกษา กลับไปสอนนิสิต ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ด้วยกัน คือประหยัดทั้งเงิน แล้วก็จะได้ประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย

อันถัดไปลงมาก็คือว่า เรามองถึงอย่างนี้ว่ากลุ่มภารกิจนี่ แผนกลุ่มภารกิจต่าง ๆ มีความสําคัญสําหรับประเทศมากต่อไปในอนาคต การที่แต่ละกระทรวงมีแผนของตัวเอง โดยไม่ได้บูรณาการในกลุ่มภารกิจไม่น่าจะถูกต้องแล้วในอนาคตของชาติต่อไป ต้องมาทํางาน ร่วมกัน กลุ่มไหนที่มีเกี่ยวข้องกันมาพิจารณาด้วยกัน แล้วจากกลุ่มภารกิจนั้นสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะมาทําหน้าที่ในการบูรณาการ เมื่อบูรณาการแล้วก็มา กําหนดลําดับความสําคัญ ลําดับความสําคัญนี่ท่านจะเห็นอยู่ในร่างมาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติ ทางคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็กําหนดแนวทางในการบูรณาการ ในการจัดลําดับความสําคัญ ในการกําหนดเป้าหมาย แล้วผู้ที่ทําหน้าที่จริง ๆ ก็ไปอยู่ในของ คณะกรรมการซึ่งอยู่ในร่างมาตรา ๔๑ ฉะนั้นเมื่อบูรณาการมาแล้วตรงนี้จะส่งเสริมด้วย ส่งเสริมที่กราบเรียนไปแล้วก็คือว่าถ้าแผนใดสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนนั้นจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับอีกคณะอนุกรรมาธิการหนึ่ง ที่มีอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินแล้วจะไปสอดคล้อง กับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ด้วยนะครับ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณต่อไปในอนาคต

ถัดไป ข้อเสนอ ขั้นตอนในการจัดทํา การสํารวจความเห็นและความต้องการ ของทุกภาคส่วน แล้วก็วิเคราะห์ความต้องการของการพัฒนาประเทศ กําหนดผลประโยชน์แห่งชาติ โดยกําหนดร่วมกันระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการบริหารสํานักงานและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง องค์กรใดที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ น่าจะต้องมีการมาปรึกษา หารือกันทั้งหมด แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนหรือของทุกภาคส่วน แล้วก็ ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์ชาติกับยุทธศาสตร์ระดับต่าง ๆ เราทราบดีอยู่ว่ายุทธศาสตร์นั้น มีอยู่หลายระดับ แต่ยุทธศาสตร์ชาติน่าจะเป็นระดับที่ทุกภาคส่วนมาพิจารณาด้วยกัน แล้วมองดู ถึงอนาคตของประเทศว่าเราต้องการอะไร อย่างน้อยอีก ๒๐ ปีข้างหน้า

ฉะนั้นขอไปภาพที่ ๔ ครับ ในภาพที่ ๔ ทางซ้ายมือท่านจะเห็นว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินี้จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ หลังจากนั้นแล้วก็จะเป็นยุทธศาสตร์รัฐบาล ซึ่งรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี หรือฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีก็ดีก็จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็เมื่อ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลแล้ว ต่อไปก็เป็นยุทธศาสตร์กระทรวง เมื่อยุทธศาสตร์กระทรวงแล้ว ต่อไปเป็นยุทธศาสตร์ของกรม ของจังหวัด แล้วก็ถัดลงมา เบื้องต้นนี่คิดว่าเราอาจจะไม่ต้องถึงกับหน่วยงาน แต่ถ้าเป็นไปถึงหน่วยงานได้ก็ยิ่งดี

ถัดไปทางขวามือนะครับ เมื่อมียุทธศาสตร์ลงมาแล้วก็จะต้องมีการติดตาม ประเมินผล ก็คือประเมินผลก็ไล่จากข้างล่างขึ้นไป ก็คือมีทั้งวัตถุประสงค์ของกรม ของจังหวัด แล้วก็เป้าหมายของกรม ของจังหวัดไล่ไปจนถึงกับวัตถุประสงค์มูลฐานและ เป้าหมายของชาติ ซึ่งกําหนดระยะเวลาว่าจะมีการติดตามประเมินผลอย่างไรก็อยู่ที่ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์จะไปพิจารณา แต่ทราบมาว่าอย่างมาเลเซียนี่ ถ้าผมจํามาไม่ผิด ก็คือมาเลเซียมีการติดตามทุกวันศุกร์ทุก ๆ สัปดาห์ นั่นคือแนวคิดที่กรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินได้มีการพิจารณาไว้ สําหรับโครงสร้างของพระราชบัญญัตินี้ มีหลักการและเหตุผล ไปเร็ว ๆ นะครับ การพัฒนาของประเทศยังขาดความต่อเนื่อง แผนพัฒนาของไทยกระจัดกระจายอยู่รายกระทรวง การจัดสรรงบประมาณและจัดสรร ทรัพยากรของประเทศส่วนใหญ่ดําเนินการแบบแยกส่วน เอกชนมีส่วนน้อย ประชาชน เกือบไม่มีส่วนเลย ประเทศพัฒนาแล้วมียุทธศาสตร์ชาติซึ่งยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก

สําหรับสาระสําคัญนะครับ มาตรา ๔ กําหนดนิยามของคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าเป็นแม่บทหลักที่เป็นกรอบกําหนดนโยบาย เป็นกรอบนะครับ ไม่ได้หมายความว่ากําหนด นโยบายไปเลย เป็นกรอบเท่านั้น กรอบนโยบายและแผนต่าง ๆ สําหรับการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรทรัพยากร

ในร่างมาตรา ๖ ที่กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าในยุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อย จะต้องมีสาระสําคัญต่าง ๆ สาระสําคัญตรงนี้ก็คือเอามาจากที่มาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แล้วก็เพิ่มเติมเข้าไปว่าสิ่งที่มีความสําคัญสําหรับประเทศน่าจะมีอะไรบ้าง อย่างเช่นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่เติมลงไปชัดเจนในส่วนนั้น การศึกษาก็เอาจากชื่อของ ท่านกรรมาธิการการศึกษาที่รวมไปถึงการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เหล่านี้เป็นต้น และรวมไปถึงศิลปวัฒนธรรมและสังคมด้วยนะครับ ฉะนั้นก็พยายามมองทุกมิติ ที่มีความสําคัญสําหรับประเทศชาติ

ถัดไปนะครับ กําหนดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ ร่างมาตรา ๗

ถัดไปยุทธศาสตร์ชาติส่วนใดเกี่ยวกับความมั่นคงทางทหารหรืออธิปไตย หรือผลประโยชน์ของชาติ คือบางครั้งยุทธศาสตร์ของเราไม่พึงเปิดเผย ถ้ายุทธศาสตร์ใด ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติหรือความมั่นคงทางทหาร ยุทธศาสตร์นั้นก็จะไม่เปิดเผย แต่ว่ากระบวนการไม่เปิดเผยนี่อยู่ ๆ ไม่ใช่ก็ไม่เปิดเผยเลยนะ ก็ต้องไปผ่านกระบวนการ อย่างเช่นไปที่คณะรัฐมนตรีก่อนแล้วเห็นชอบแล้วว่าจะขอไม่เปิดเผย

ถัดไปนะครับ ในร่างมาตรา ๙ กราบเรียนไปแล้วนะครับ ๒๐ ปี อาจจะ เปลี่ยนทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สําคัญ แล้วก็กําหนดให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้ง องค์กรและหน่วยงานของรัฐต้องดําเนินการนโยบายหรือแผน หรือแผนงานสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ไปบังคับจนเกินเหตุหรือเปล่า มีกระบวนการครับ ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อทําแล้ว ร่างแล้ว ต้องไปถามประชาชน เมื่อถามประชาชนแล้วจะต้องเสนอรัฐสภา เห็นชอบนะครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ เอาเข้าไปแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติถ้าเราไปบังคับคนอื่นโดยไม่ได้ ผ่านรัฐสภา ต้องผ่านรัฐสภา ให้รัฐสภาเห็นชอบเสียก่อนนะครับ

ถัดไป ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกําหนดแนวทางบูรณาการ นั่นคือวิธีปฏิบัติแล้วนะครับ

ถัดไป กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ อยู่ในร่างมาตรา ๑๓ นะครับ อํานาจหน้าที่ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในมาตรา ๑๓ นะครับ แล้วก็ขณะเดียวกัน มีอํานาจตรวจสอบหรือไต่สวนการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ และเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดเผยก่อนนะครับ แต่ถ้ามีการ ทุจริตก็ดําเนินการตามกฎหมายครับ ถ้าเสียหายร้ายแรง ไม่ทุจริต ถ้าเป็นนักการเมืองก็ส่งไป ที่วุฒิสภา ถ้าเป็นข้าราชการก็ส่งไปที่ข้าราชการ แต่ถ้าเป็นทุจริตส่งไป ป.ป.ช. ซึ่งก็เป็น กระบวนการปกติอยู่แล้วนะครับ เป็นกระบวนการปกติที่เราดําเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า มีองค์กรที่จะมาช่วยดูแลสอดส่องอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็กําหนดให้มีกรรมการบริหารสํานักงาน อยู่ในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๑ แล้วก็มีสํานักงานอยู่ในมาตรา ๔๔ แล้วก็กําหนดบทเฉพาะกาลครับ อย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติยุทธศาสตร์ชาติไว้แล้วในมาตรา ๑๗๙ บัญญัติไว้แล้วในมาตรา ๒๘๔ (๑) ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้มีความสําคัญกับประเทศชาติ แล้วเราต้องเตรียมการไว้ ถ้ารัฐบาลต่อไปมาแล้วถามว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ แล้วยุทธศาสตร์ชาติอยู่ที่ไหน ฉะนั้นก็จะมีความจําเป็นที่จะต้อง เตรียมเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้

ฉะนั้นในบทเฉพาะกาลตรงนี้จึงได้เสนอว่าในวาระเริ่มแรกในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาตินั้นก็ให้ทาง สนช. สรรหาและคัดเลือกคนเข้ามา ๒๐ คน แล้วก็มีอีก ๓ ท่าน คือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน สนช. และท่านประธาน สปช. เป็นกรรมการ โดยตําแหน่งนะครับ ๒๓ ท่านไปจัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา และเมื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ เพื่อรองรับรัฐบาลใหม่แล้วในเรื่องของสํานักงาน สํานักงานชั่วคราว ต้องขอพึ่งทางสภาพัฒน์ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีเห็นชอบว่าควรจะเข้ามาร่วมในการทําหน้าที่ สํานักงานก็ไปเริ่มดําเนินการ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นมานะครับ

ทีนี้ในเรื่องของสํานักงานมีหลายท่านเป็นห่วงบอกว่านี่จะเปลืองงบประมาณ หรือเปล่า อาจจะต้องใช้งบประมาณอยู่บ้างครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่ากรรมการ ถ้าทํางานเต็มเวลาแล้วได้เงินเดือน ถ้าไม่ได้ทํางานเต็มเวลาเอาเบี้ยประชุม ได้เบี้ยประชุม นะครับ แล้วก็กรรมการของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของคณะกรรมการบริหารสํานักงานนั้น นั่นก็คือ ถ้าเป็นไปได้ไปยืมจากทางมหาวิทยาลัยมา แล้วผมว่าจะได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ท่านประธานเป็นอธิการบดีมาอยู่นานนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าความรู้ที่ได้จากตําราถ้าไปเจอ เห็นของจริงแล้วเอาของจริงกับตํารามาผนวกด้วยกันแล้วไปสอนหนังสือเราจะได้บุคลากร ที่เป็นทรัพยากรสําคัญของประเทศต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือแนวคิดนะครับที่อนุกรรมาธิการ ได้ช่วยกันคิด โดยคําแนะนําของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็มี หลายท่านผมต้องขอบพระคุณทางนี้ บังเอิญระยะเวลาจะน้อย ขออนุญาตว่าไม่เอ่ยนามท่าน ทั้งหลายที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นเหล่านี้นะครับ

ถัดไปผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิรูป การพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ มีความต่อเนื่อง แผนพัฒนาต่าง ๆ มีการบูรณาการและจัดลําดับความสําคัญ การจัดสรรงบประมาณ และทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ทุกภาคส่วนของประเทศมีส่วนในการกําหนดอนาคตของชาติ ตัวชี้วัดจากผลความสําเร็จ ที่ท่านประธานได้กรุณาให้เพิ่มเติมขึ้นมาในรายงานที่จะนําเสนอสภา ระยะสั้น ยุทธศาสตร์ชาติ ได้รับการบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีความสําคัญควบคู่กับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ประการที่ ๒ ข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ มีการดําเนินการ โดยเฉพาะให้กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้ในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องทันนะครับ ไม่ทันแล้วรัฐบาลต่อไปนี้จะถามว่ายุทธศาสตร์ชาติอยู่ไหน อย่างที่กราบเรียนไปแล้ว มีการจัดตั้งองค์กรและการดําเนินการตามกลไกที่เสนอ ระยะยาวมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแม่บทในการพัฒนาและมีการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างต่อเนื่อง มีกลไก การจัดทําและการกํากับติดตามการพัฒนาประเทศ บรรลุตามเป้าประสงค์หลักที่กําหนดไว้

และอีกประการหนึ่งประเทศไทยจะพ้นกับดักของความเป็นประเทศกําลังพัฒนา เสียที ไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นประเทศกําลังพัฒนา กําลังพัฒนา สมัยก่อนนะครับ สมัยผม เป็นเด็ก ๆ รับราชการใหม่ ๆ ผมก็ดีใจนะครับว่าเราเป็นประเทศกําลังพัฒนานะ ไม่ใช่ ประเทศด้อยพัฒนานะ แต่กําลังพัฒนามานานเท่าไรแล้วครับ ผมว่าถ้าท่านประธาน สปช. ท่านกรรมาธิการ สปช. ทั้งหลายจะช่วยกันพิจารณาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ และกรุณาให้ความเห็นเพิ่มเติม พวกเราพร้อมน้อมรับ เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทํามาถึงแม้เราคิดว่า เราพยายามทําให้ดีที่สุด แต่ก็คงจะมีบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ ท่านกรุณาให้ความเห็น ข้อแนะนําเพิ่มเติม เรายินดีจะน้อมรับและเอาไปปรับปรุงเพื่อให้สิ่งที่เราทํามีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น และให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะครับ ข้อเสนอแนะเพื่อดําเนินการท่านประธานครับ เพื่อให้การดําเนินการสมบูรณ์นะครับ ให้มีกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติภายในรัฐบาลนี้ เพื่อรองรับความจําเป็นและรองรับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนไปแล้วว่า มีความสําคัญ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบพระคุณครับ ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวถ้ามีเพิ่มเติมเพิ่มได้อีก ท่านนึกได้ต้องเพิ่มเติมอะไรเดี๋ยวเพิ่มได้อีกไม่เป็นไร เชิญท่าน สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ลงชื่อไว้ตรงนี้แล้ว ขออนุญาตเอ่ยนามสัก ๕ ท่านก่อนนะครับ คุณธวัช สุวุฒิกุล คุณศานิตย์ นาคสุขศรี พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ดอกเตอร์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ และคุณอลงกรณ์ พลบุตร เชิญคุณธวัช สุวุฒิกุล ก่อนครับ

นายธวัช สุวุฒิกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดชัยภูมิ ผมต้องเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่าคณะกรรมาธิการนั้นเป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือทุกท่านเลย แล้วผมก็เห็นด้วยที่มียุทธศาสตร์ชาติแล้วก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งโดยหลักการแล้วเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็มีความสําคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในมาตรา ๙ นั้น ที่ทางคณะกรรมาธิการได้กําหนดยุทธศาสตร์ให้มีผลใช้บังคับเป็น ระยะเวลา ๒๐ ปี และอาจจะมีการทบทวนทุก ๕ ปีเพื่อให้มันสอดคล้องกับสภาวการณ์ หรือว่าสิ่งใดก็ตามที่จะมากระทบเป้าหมาย ซึ่งจะมีนัยสําคัญ นั่นก็หมายความว่ายุทธศาสตร์ชาติที่ได้ดําเนินการนั้นจะเป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนา ประเทศในระยะยาวอีก ๒๐ ปีข้างหน้าต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็แล้วแต่หรือพรรคใดที่เข้ามา บริหารประเทศ มาบริหารแผ่นดินก็ต้องยึดกรอบหรือแนวทางของยุทธศาสตร์ของชาติ เป็นสําคัญ ซึ่งท่านก็ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมแล้วว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นผมเห็นด้วยทุกอย่าง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากเสนอความเห็นและข้อสังเกตเพื่อเป็นการประกอบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในบางประเด็น เพื่อให้มี ความชัดเจน ทั้งนี้ทั้งในส่วนของรายงานและพระราชบัญญัติด้วยนะครับ ซึ่งในการกําหนด ประเด็นปฏิรูปผมถือว่าเป็นหัวใจที่สําคัญในการทํารายงานครั้งนี้ ในหน้า ๑๒ ผมฝากท่าน นะครับว่า ผมอยากจะเห็นความชัดเจนในประเด็นปฏิรูปอย่างน้อยก็ ๔ ประการ ในหน้า ๑๒

ประเด็นปฏิรูปอันแรกก็คือการกําหนดยุทธศาสตร์ของชาติอันนี้น่าจะเป็น หัวข้อสําคัญ ซึ่งมี ๓-๔ หัวข้อ

อันที่ ๒ คือกระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์

อันที่ ๓ คือการบูรณาการแผนภารกิจระยะเวลาที่ต่างกันในแผนของแต่ละ กระทรวง ท่านจะเห็นได้ว่าในแต่ละกระทรวงนั้นซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ได้นํามารายงาน ชัดเจนและว่าหลาย ๆ กระทรวงเริ่มต้นก็ไม่พร้อมกัน สิ้นสุดก็ไม่พร้อมกันต่างคนต่างมี ของตัวเองอย่างนี้จะทําให้การบูรณาการ ซึ่งทําให้ยุทธศาสตร์ของชาติมีความแหลมคม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติคงยาก

ในประการที่ ๔ ประเด็นการปฏิรูปตัวชี้วัดและระบบการติดตามนั้น เมื่อกี้ท่านอาจารย์ยงยุทธก็ได้อธิบายชัดเจน แต่ว่าผมอยากจะเอาทั้งหมด ๔ หัวข้อ เป็นประเด็นสําคัญ ในส่วนของการบริหารยุทธศาสตร์นี้ ผมอยากจะตั้งคําถามว่าทําอย่างไร ถึงจะมีความต่อเนื่อง ประเทศเรานั้นเราเสียโอกาส เราพลาดโอกาสและเราเสียเวลาไปมากแล้ว กับความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย นอกจากไม่มีความชัดเจนแล้วยังไม่มีความต่อเนื่อง จะทําให้แผน และภารกิจของกระทรวงต่าง ๆ ที่มันกระจัดกระจายทําอย่างไรที่จะให้มันมีความสอดคล้องต้องกัน อันนี้ก็ในส่วนของรายงาน แต่ในส่วนของพระราชบัญญัตินั้นก็มีหลายประการท่านครับ เช่น ในส่วนของมาตรา ๘ วรรคสอง ควรให้สภาได้พิจารณามากกว่า ๓๐ วันได้ไหมครับ เพราะว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง อย่างน้อยที่สุดต้อง ๔๕ วัน เพื่อท่านจะได้ดูละเอียดเพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้บังคับต่อเนื่องยาวนานถึง ๒๐ ปี วรรคสี่ ควรแก้ไหมครับ จากประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา เพราะว่าถ้าแก้ตรงนี้ ก็ต้องแก้มาตรา ๕ ด้วยว่าเป็นประธานรัฐสภา เพราะในเรื่องของการให้ความเห็นชอบก็ดี จะเห็นได้ว่ารัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์อันนี้ ข้อสังเกตต่อไปที่ผมอยากจะฝากไว้ ก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาตินะครับ การเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนหรือว่าทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่ดี แต่ในกระบวนการสรรหาคณะกรรมการที่เป็นธรรมและสุจริตโปร่งใสเป็นที่ ยอมรับของผู้คนก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอยากจะฝากไว้

อันที่ ๒ เรื่องบทบาทอํานาจหน้าที่ติดตามไต่สวนในมาตรา ๑๓ ว่า คณะกรรมการมีอํานาจตรวจสอบไต่สวนรัฐสภา คณะรัฐมนตรีต่าง ๆ เหล่านี้ จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์มีอํานาจมากพอสมควร จริงอยู่ในแง่เป็นเครื่องมือในการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมมีความสําคัญ แต่อยากจะให้คํานึงถึงประสิทธิภาพ ในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย ดังนั้นการที่อํานาจหน้าที่กว้างขวางครอบคลุม ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนผูกพันหน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องได้รับการยอมรับ จากประชาชนและเป็นไปตามเจตจํานงของประชาชน

และเรื่องถัดไปสุดท้ายก็เป็นเรื่องของความซ้ําซ้อนก็อยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพไว้เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญ คุณศานิตย์ นาคสุขศรี ครับ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดสระแก้วครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมถึงความคืบหน้าของผลการดําเนินงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผมได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิดแล้วก็ได้อภิปรายสนับสนุนตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิขึ้นมา จนปัจจุบันก็ขอชื่นชมว่ามันล่วงเลยเวลาแท้งมาแล้ว เพราะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จากเอกสารประกอบและการนําเสนอย่อมเป็นที่ประจักษ์ถึงการขับเคลื่อนการทํายุทธศาสตร์ ของชาติมาเป็นธงชัยในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ซึ่งจุดเด่นก็คือความสมบูรณ์ของเอกสารที่ทํามามีการสัมมนา มีการประชุมร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของ สนช. และ สปช. ซึ่งเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดและกฎหมายยุทธศาสตร์แห่งชาตินะครับ แต่ที่สําคัญอีกอันหนึ่ง คือทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคราชการ ภาคเอกชน อันนี้เป็น นิมิตหมายอันดีซึ่งสัมผัสจับต้องได้ แต่สิ่งที่สําคัญที่ในกระบวนการที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการจัดทําร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อน ทํายุทธศาสตร์ต่อไป ซึ่งจากการพิจารณาที่ร่างนั้นประกอบไปด้วย ๖๑ มาตรา มีสาระสําคัญ ที่ครบถ้วน สามารถบังคับในการขับเคลื่อนให้ยุทธศาสตร์ของชาติเราได้ทันที รวม ๕ หมวด และบทเฉพาะกาล ผมมั่นใจในร่างกฎหมายยุทธศาสตร์แห่งชาติครั้งนี้นะครับ ซึ่งคิดว่า ถ้าหากสภาเราเห็นชอบด้วยกันหลักเชื่อมั่นของผมก็คือ

ประการที่ ๑ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งประกอบไปด้วยผู้นํา ระดับประเทศไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติหรือภาคผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนับว่า มีความสมดุลกันนะครับ ซึ่งจะทําให้ไม่มีฝ่ายใดครอบงําถึงแม้จะหมดวาระเทอมของไม่ว่า จะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายบริหาร แต่ว่าผู้ทรงคุณวุฒิหรือคณะกรรมการของเราจะยังอยู่ อันนี้ก็ถือว่าจะทําให้ความต่อเนื่องอย่างแท้จริง

ประการที่ ๒ คือขอบเขตยุทธศาสตร์ของชาติ อันนี้ซึ่งมี ๑๒ ด้านนะครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้จะเป็นสาระสําคัญในการขับเคลื่อนประเทศซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ของเรามันจะเน้นเรื่องความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เท่านั้นเอง มันไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง หรือแม้แต่ว่ามีการแยกส่วนกันเป็นยุทธศาสตร์ การศึกษา ยุทธศาสตร์ทางอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ แต่นี่มันจะมีการบูรณาการกัน อันนี้ก็ถือว่าแล้วจะทําให้ครบทั้ง ๑๒ ด้านตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ

ประการที่ ๓ สิ่งที่สําคัญในบทเฉพาะกาลได้กําหนดข้อมูลวาระ ๓๖ วาระ และวาระการพัฒนา ๗ วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งยังคงดําเนินการไม่แล้วเสร็จ อันนี้ ผมถือว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ที่แนบเนียนที่จะทําให้เราสามารถขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปของเรา ซึ่งอาจจะไม่ได้ดําเนินการต่อ แต่ว่าจะอยู่ในบทเฉพาะกาลที่เราจะต้องสานต่อเพื่อให้ เจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปของเราได้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง อันนี้ถือว่าเป็นความสําคัญและที่สําคัญจะทําให้ยุทธศาสตร์ของเรามีความสมบูรณ์ และเป็นที่ ยอมรับได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของสภาปฏิรูปมันจะไม่เสียของนะครับ

ประการที่ ๔ ระยะในการปรับใช้องค์กรนี่นะครับ เมื่อครู่ท่านยงยุทธ ได้นําเสนอแล้วว่าบางคนก็ห่วงเรื่องงบประมาณ แต่ว่าในระยะแรกเราจะใช้ปรับองค์กรเดิม ที่มีอยู่เป็นการประหยัดงบประมาณ เพราะว่าเรามีองค์กรที่สามารถจะขับเคลื่อน อย่างเช่น ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติอะไรต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะมี ความเชี่ยวชาญบางส่วนที่สามารถที่จะใช้บุคลากรหรือในส่วนต่าง ๆ ได้นะครับ

ประการที่ ๕ ผมว่าเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการออก กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงก็คือมีการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นหลักในการบริหารประเทศแล้ว ยังมีส่วนให้มีการขับเคลื่อนด้านอื่นไปอย่างแนบเนียน แล้วก็ทําให้มีการกลมกลืนไปด้วย ไม่ว่าการจะสร้างทางด้านความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง ความสามัคคีของคนในชาติ และหลักธรรมาภิบาลในการบริหารภาครัฐและภาคเอกชนเป็นต้น ซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อนเลยว่าภาคเอกชนสามารถที่จะมามีส่วนร่วมในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติได้เลยนะครับ ผมขอยกตัวอย่างมาเป็นข้อประกอบเหตุผลที่จะ สนับสนุนในการจัดทําพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติดังนี้นะครับ แต่ก็ยังมีข้อห่วงใยอยู่ ๒ ประการ คือ

ข้อที่ ๑ เราจะทําอย่างไรที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาติกับประชาชนทําความเข้าใจ ให้ประชาชนเพราะเป็นเรื่องใหม่อย่างถ่องแท้และทั่วถึง เนื่องจากว่าพี่น้องประชาชนอาจจะยัง ไม่ได้มีส่วนร่วมในอดีตที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ซึ่งจะทําให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเข้าใจในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอย่างดีนะครับ

อันที่ ๒ จะทําอย่างไร เราจะทําประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะเริ่มนํามาใช้ภายในประเทศให้ทุกคนได้ทราบและทุกคนเป็นเจ้าของ อันนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ และสามารถขับเคลื่อนไปได้นะครับ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าไม่ว่า วปอ. จะทํายุทธศาสตร์ชาติ มากี่วาระนําเสนอนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วไม่ได้มีการขับเคลื่อนก็จบที่นั่น แต่ ณ วันนี้จะมี การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นเป้าหมายสําคัญต่อไปนะครับ ผมขอสนับสนุนและ ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถและเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นผลงานหลักของ สภาปฏิรูปแห่งชาติอีกประเด็นหนึ่งครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญพลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ครับ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการในเรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเป็นผู้หนึ่งในคณะที่ปรึกษาประจํา คณะอนุกรรมาธิการจัดทําร่างกฎหมายฉบับนี้ และคงทราบกันดี กระผมเคยอภิปราย สนับสนุนในเรื่องนี้มาก่อน และขอเรียนว่ากระผมยังมีความคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่สําคัญของ ประเทศนี้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าการร่างรัฐธรรมนูญ คือการกําหนดแนวทางการใช้พลังอํานาจของชาติต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยด้านการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมทั้งคุณลักษณะที่ส่งเสริมต่าง ๆ เช่น ภูมิยุทธศาสตร์และสมุททานุภาพ ด้านสังคม จิตวิทยาที่รวมทั้งการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม การศาสนาและค่านิยมหลักของชนในชาติ ด้านการทหารทั้งการป้องกันประเทศและการรักษาความสงบภายใน ตลอดจน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ในการเอาชนะ ใช้ประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม โอกาสและปัญหาอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ บรรลุจุดมุ่งหมายหรือสุดยอดปรารถนาของชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมเราเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้จุดมุ่งหมายหรือสุดยอดปรารถนาของชาติที่กล่าวมาแล้วแทบทุกชาติก็จะมีส่วนที่ คล้าย ๆ กัน คือความมั่นคง มั่งคั่งและมีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคมโลกอย่างยั่งยืนยาวนาน การอภิปรายครั้งนี้กระผมมีจุดมุ่งหมายอยู่ ๒ ประการ คือ

ประการแรกใคร่ขอรับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน โปรดเห็นด้วย กับรายงานของคณะกรรมาธิการในครั้งนี้ และ

อีกประการหากได้รับความกรุณาในครั้งนี้ จุดสุดท้ายหรือเอ็น สเตจ (End stage) ของเรื่องนี้คือประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นแนวทางในการกําหนดทิศทาง การบริหารราชการแผ่นดินเช่นเดียวกับนานาประเทศทั้งที่พัฒนาแล้ว ประกาศตนว่า จะพัฒนาหรือกําลังพัฒนา ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวควรจะต้องมีผลบังคับใช้ก่อนที่จะมี การประกาศเลือกตั้งเพื่อให้เป็นแนวทางในการกําหนดนโยบายของพรรคการเมืองในการหาเสียง รวมทั้งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งด้วย สําหรับขั้นตอนในการให้ได้มา ซึ่งยุทธศาสตร์ชาตินี้จากวันนี้หากเพื่อนสมาชิกให้ความกรุณายังมีอีกมากครับ กล่าวคือจาก สปช. ในวันนี้จะผ่านไปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจเข้าคณะรัฐมนตรี ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับ การเงินแล้วไปเข้า สนช. เพื่อออกเป็นพระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา หากทุกท่านที่เกี่ยวข้องให้ความกรุณาผ่านไปได้ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๕๕ ประธาน สนช. จะจัดตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก ซึ่งประกอบด้วย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติและประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือที่จะเรียกชื่ออย่างอื่นเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒๐ ท่าน โดยประธาน สนช. จะนําความเพื่อกราบบังคับทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าและแต่งตั้ง เมื่อได้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้วจะมีการจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ชั่วคราวอีกนะครับ แล้วจึงจะมีการร่างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาบังคับใช้ และในการร่างยุทธศาสตร์ชาตินั้น อดีตนักศึกษา วปอ. ทุกท่านคงจะจํากันได้นะครับ เราใช้เวลาทําการประมาณ ๖ เดือน ถึงจะเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์แบบพร้อมที่แถลง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ เท่าที่กระผมกล่าวมา ทั้งหมดใคร่ขอเรียนว่าหากได้รับความกรุณาจากเพื่อนสมาชิกในวันนี้และทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ตามเส้นทางแล้ว เราจะใช้เวลาประมาณไม่น้อยกว่า ๒ ปีครับ เราจึงมียุทธศาสตร์ชาติไว้ เป็นแนวทางในการกําหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่หาเสียง ตลอดจนแนวทาง ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดหน้า แล้วที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ จุดมุ่งหมายในการอภิปรายของผมอีกข้อหนึ่งคือขอความกรุณาผ่านไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หากกรุณาเห็นด้วย ขอได้โปรดกระชับเวลาในการ ดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชั่วคราวและตัวยุทธศาสตร์ชาติด้วย เพื่อให้ทันเวลาในการเลือกตั้ง กระผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญดอกเตอร์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ครับ

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ 🔗

ในเรื่องของส่วนของยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เรียนท่านประธาน แล้วก็เรียนท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ เรื่องนี้ผมยืนยันว่า ผมสนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ นาน ๆ ทีจะพูดคําว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างจริงจัง และจริงใจนะครับ ด้วยเหตุผลว่าจริง ๆ แล้วก็อย่างที่ท่านกรรมาธิการทั้งหลายพูดนะครับ อันนั้นคือความจริง ผมมีส่วนร่วมในการทํายุทธศาสตร์หลายต่อหลายคณะนะครับ ที่ชัด ๆ ก็คือเรื่องของการท่องเที่ยวและเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ผมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มันไม่บูรณาการกันนะครับ มันไปคนละทางเลยครับ อันนี้ค่อนข้างที่จะชัดเจนข้อแรก

ข้อที่ ๒ ก็คือพวกเรารัฐบาลไทยที่ผ่านมาพยายามจะตั้งกรรมการแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการบูรณาการกัน แต่ปัญหาก็คือกรรมการแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาบางครั้ง ก็ประชุมบ้าง บางครั้งก็ไม่ประชุม บางครั้งก็ ๒ ปีประชุม บางรัฐบาลก็ไม่ได้เรียกประชุมเลย ด้วยซ้ํานะครับ เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมการในลักษณะแห่งชาติเพื่อให้เกิดการบูรณาการกัน ในความคิดเห็นของผมผมรู้สึกว่ามันไม่ได้นะครับ มันไม่ไปตามที่กําหนด แล้วก็กรรมการแห่งชาติ เวลามีท่านกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่รับผิดชอบเป็นหัวหลัก กระทรวงอื่นก็ส่งมา แต่แค่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเป็นตัวแทนจากท่านรัฐมนตรี มาปลัด ลงมาเรื่อย ๆ จนตัวแทนนั้นก็เข้ามานั่งประชุมเพื่อให้ได้มานั่งประชุม ไม่ได้นั่งประชุมเพื่อที่จะนําเสนออะไร สักอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดเราคิดในมุมนี้ยุทธศาสตร์แห่งชาติก็คือค่อย ๆ สร้างแผนขึ้นมาจาก ฐานล่าง จากประชาชน จากต่าง ๆ ขึ้นมา มันต้องใช้เวลา มันไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะไปตั้งกรรมการแห่งชาติ แล้วก็มาบูรณาการกัน ๓ ชั่วโมงมันก็จบมันเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่า ถ้าเกิดยุทธศาสตร์ชาติสามารถเข้ามาทําตรงนี้ได้เราจะสามารถยุบกรรมการแห่งชาติ หลายกรรมการที่มีอยู่เต็มไปหมดนี่ แล้วก็รวมขมวดเข้ามาอันนั้นเป็นการประหยัด งบประมาณอย่างเห็นได้ชัด เราไม่ต้องไปห่วงเรื่องงบประมาณนะครับ เราประหยัด งบประมาณอย่างเห็นได้ชัด

อีกส่วนหนึ่งซึ่งตอนนี้ก็เป็นปัญหากันอย่างยิ่งก็คือเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ ผมดีใจอย่างยิ่งที่ในเอกสารนี้เขียนถึงผลประโยชน์แห่งชาติ เพราะหลายต่อหลายเรื่องของเรา ที่เราทํากันอยู่นี้เรายังไม่ให้ความสําคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติ ดัชนีชี้วัดของเราไปชี้วัดว่า อย่างการท่องเที่ยวมีคนเข้ามาเยอะแยะ แต่จริง ๆ แล้วผลประโยชน์แห่งชาติที่ตกอยู่กับ ประเทศไทยมีอยู่แค่ไหน

อีกอันที่ผมต้องฝากไว้ก็คือประเทศไทย ผมทําทางด้านทะเลนะครับ ประเทศไทย ของเราเราจะคิดยุทธศาสตร์ชาติเฉพาะในเขตประเทศไทยไม่ได้ เฉพาะเขตเศรษฐกิจจําเพาะ ของเราก็ไม่ได้ เราต้องคิดมากกว่านั้น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน หรือหลายประเทศ เจริญก้าวหน้าด้วยการใช้ทรัพยากรนอกอาณาเขตครับ นอกอาณาเขตคือทะเลสากล ปลาทูน่า ที่ขายกันมหาศาลนี้มาจากทะเลสากลทั้งนั้น เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ของชาติของเรานี้ก็คือ อย่าไปกําหนดกรอบว่าจะดูเฉพาะอาณาเขตประเทศไทย อย่าดูเฉพาะแผ่นดินไทย ทะเลไทย ๓๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อย่าดูเฉพาะทะเลไทย ดูทะเลโลกอีก ๓๕๐ ล้านตารางกิโลเมตร นั่นคือทรัพยากรฟรี ถ้าเกิดใครมีเทคโนโลยีสามารถไปได้ ซึ่งมันไม่ได้รวมเฉพาะในเรื่องของ ปลาหรือเรื่องของอาหาร สัตว์น้ําอย่างเดียว มันยังรวมถึงพลังงาน รวมถึงแร่ธาตุ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้หลายต่อหลายประเทศที่เจริญก้าวหน้าเขาก็ไปใช้ทรัพยากร ฟรีที่อยู่ในเขตสากลกันทั้งนั้น ตรงนั้นเราก็ต้องคํานึงถึงด้วย อย่าไปกําหนดกรอบว่าเฉพาะ ในส่วนของประเทศไทย

ที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าดัชนีชี้วัด ผมชัดเจนว่าดัชนีชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะง่ายหน่อย ดูจีดีพี (GDP) หรือดูอะไร รายละเอียดก็ว่ากันไป ด้านการท่องเที่ยวก็ดู ปริมาณนักท่องเที่ยวหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่จริง ๆ อยากให้ดัชนีชี้วัดมันลงไปถึงความเป็นจริง เช่น ผลประโยชน์ของชาติ นักท่องเที่ยวมาล้านคน แต่ถ้าเกิดผลประโยชน์ตกกับเรา ๑๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนที่เป็นอย่างปัจจุบัน มันก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปทํานักท่องเที่ยวจาก ปีนี้จากล้านคนให้เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แทนที่เราจะไปนั่งทําผลประโยชน์ของชาติจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ให้กลายเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เงินไม่โดนนายทุนต่างชาติมาเอากลับไปหมด ตรงนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราต้องพยายามควบคุมระบบกลไกของเราให้ดี นอกจากนี้เรายังพูด ถึงดัชนีชี้วัด ซึ่งถ้าเกิดพูดถึงยุทธศาสตร์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผมทํา ผมบอกได้เลยว่าดัชนีชี้วัดมันวัดไปไหนก็ไม่ทราบ ปะการังก็ลดลงตั้ง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปลาก็หายลง ความสมบูรณ์ของป่าก็หายลง เพราะฉะนั้นดัชนีชี้วัดต้องใช้หลาย ๆ ตัว ประกอบกันเพื่อที่จะทําดัชนีที่มีความเชื่อถือได้ ไม่ใช่ชี้วัดโดยที่ว่าเราประชุมกี่ครั้ง แต่ต้อง ชี้วัดโดยที่ว่าทรัพยากรเป็นอย่างไร หรือฐานต่าง ๆ เป็นอย่างไร การอ้างอิงฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ อ้างอิงฐานทรัพยากรศิลปวัฒนธรรมมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และตรงนั้น เป็นดัชนีที่เซนซิทีฟว์ และยากที่จะตีมูลค่าได้ ผมคิดว่าถ้าเกิดเป็นไปได้ยุทธศาสตร์ชาติ ทําทุกสิ่งทุกอย่างได้ แล้วก็ไปปรับตรงดัชนีทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมให้ชัดเจน เน้นหนักตรงนี้ อย่าฝากความหวังไว้กับภาครัฐ อันนี้สําคัญที่สุดอีกอันหนึ่ง ทําตรงนั้นให้ได้ ขึ้นมา แล้วก็ตกลงร่วมกันว่านี่คือดัชนีที่ชี้วัดได้อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่ายุทธศาสตร์ชาติจะทํา ให้ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. กระผมขออนุญาตท่านประธานหารือก่อนนะครับว่า เนื่องจากมีทั้ง รายงานและตัวร่างกฎหมาย จะขอเวลาอย่างละ ๕ นาที สําหรับการพิจารณาเรื่องนี้ กราบเรียนท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ต้องขอบคุณอย่างยิ่งสําหรับ นวัตกรรมการปฏิรูปในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ความจริงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ พูดกันมานานมาก และครั้งนี้ก็เป็นความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีการออกแบบตั้งแต่เรื่องของกรอบความคิดรวบยอดที่เรา เรียกว่าเป็น คอนเซพชวล ดีไซน์ เป็นโรดแมพ (Roadmap) ระยะที่ ๑ มาสู่เรื่องของ โพรเซส แอนด์ ออร์แกไนเซชันนอล ดีไซน์ ซึ่งเป็นโรดแมพระยะที่ ๒ ของ สปช. คราวนี้ได้ทําเรื่องของ ลีเกิล ดีไซน์ ประกอบมาด้วย หลังจากที่เข้ามารอบแรกในกลางเดือนมีนาคมแล้วก็นําไป ปรับปรุง ผมมีความเห็นพอสมควรทั้งที่เห็นด้วยในหลักการแนวทาง แต่มีข้อสังเกตที่อยากให้ ไปปรับปรุง เนื่องจากว่าในหลักการนั้นไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมี ๑ ยุทธศาสตร์ ๑ ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ ๒๐ ปีข้างหน้าว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เหมือนอย่างที่หลายประเทศที่ประสบความสําเร็จ ผมยกตัวอย่างมาเลเซียบ่อยครั้ง เพราะว่า ตอนเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนั้นก็ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่เขา ประกาศในเรื่องของวิชัน (Vision) ๒๐๒๐ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๑ เขาวางไว้ ๓๐ ปี และเดินหน้าด้วย ๑ ทิศทาง ๑ แผนอย่างแท้จริง ก็คงจะไม่แตกต่างจากสิ่งที่เราคิดมานาน แต่โอกาสความสําเร็จจะเกิดขึ้นด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งนี้ เพียงแต่ว่าประเด็นของการ บริหารไปสู่ความสําเร็จจะทําอย่างไร ทั้งในส่วนรายงานก็ดี ในส่วนตัวร่างกฎหมายนั้น ผมยังคิดว่ายังมีลูพโฮล (Loophole) อยู่ ตัวร่างกฎหมายเป็นร่างกฎหมายลักษณะการจัดตั้ง องค์กร และมีบทเฉพาะกาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมคิดว่าอาจจะยังไม่พอ หรือว่าอาจจะวาง ที่ตั้งของการขับเคลื่อน อาจจะทําให้คิดว่าเร็วแต่อาจจะช้า ผมพูดอย่างนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า โดยแท้ที่จริงถ้าเราจะทบทวนดูเมื่อปี ๒๕๕๒ เราได้จัดทําวิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๐ แล้ว และมีการขับเคลื่อน หลังจากนั้นอีก ๒ ปี ก็มีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ เป็นตัวขับเคลื่อน องค์กรขับเคลื่อนก็คือสภาพัฒน์ นี่คือภาพสิ่งที่เราเห็นอยู่และความจริง ในคณะกรรมการสภาพัฒน์ปัจจุบันก็มีสมาชิก สปช. เป็นประธานคือท่านพารณ มีดอกเตอร์จุรี ดอกเตอร์อนุสรณ์ มีดอกเตอร์ศักรินทร์ที่อยู่ในคณะกรรมการสภาพัฒน์ รู้ถึงยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๐ รู้ถึงการขับเคลื่อนในแผนที่ ๑๑ ซึ่งจะสิ้นแผนในปีหน้า ปี ๒๕๖๐ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง ถ้าความตั้งใจของรายงานฉบับนี้ในการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินประสงค์ที่จะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑ ของประเทศไทยนั้น จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ เป็นปีเริ่มต้น ก็หมายความว่าเราไม่ต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ การบริหารประเทศ การขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิดข้อเสนอปฏิรูปเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาตินั้น และรวมถึงการจัดตั้งองค์กรที่ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีสํานักคณะกรรมการบริหารสํานักงานยุทธศาสตร์ชาติและสํานักงานยุทธศาสตร์ชาตินั้น ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ

ในส่วนคณะกรรมการไม่ควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถ้าท่านยังติดกรอบ ของการที่จะให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานมันจะติดกรอบ ติดแนวทางของพรรคการเมือง ที่เป็นรัฐบาลขณะนั้น มันจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ

๒. ก็คือภารกิจท่านนายกรัฐมนตรีมีมากเกินกว่าที่จะมาให้ความสําคัญ ให้เวลาอย่างคุ้มค่าต่อการทํายุทธศาสตร์ชาติ

๓. ก็คือจะมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) ในการที่จะวางอนาคต ของยุทธศาสตร์สนองต่ออนาคตของพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ต้องพึงระวัง ผมคิดว่า แนวการออกแบบคณะกรรมการสภาพัฒน์เป็นแนวทางที่ดีแล้ว ถ้าท่านย้อนประวัติไป ในปี ๒๔๙๓ คือปีแรกที่ประเทศไทยของเราเริ่มมีการคิดที่จะให้มีองค์กรในลักษณะที่มาดูแล จัดทํา ขับเคลื่อน เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็คือสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในปี ๒๔๙๓ จากนั้นเป็นต้นมา จากคุณสุนทร หงส์ลดารมภ์ จนมาถึงคุณอาคมในปัจจุบัน โครงสร้างของ คณะกรรมการปัจจุบันมาถึงท่านพารณนั้นท่านจะเห็นว่าไม่เคยมีแนวคิดที่จะเอา นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมานั่งเลย ผมอยากให้ทบทวนในเรื่องนี้

ประการ ๒ คือ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

คงต้องขอให้ คุณอลงกรณ์สรุป เพราะนี่เป็นวาระปฏิรูปเดียวไม่ใช่ ๒ แล้วนี่เป็นการเข้ามาครั้งที่ ๒ น้ําหนัก อยู่ที่พระราชบัญญัติ หลักการอภิปรายไปแล้ว ขอประทานโทษครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

อันนั้นผมเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตจะสรุป แล้วครับ เข้าใจว่ามี ๒ ส่วนก็เลยขออนุญาตใช้ครั้งละ ๕ นาที ผมใคร่ขอสรุปอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องขององค์กรสําคัญมาก ถ้าเราคิดแบบต่อยอด สภาพัฒน์พัฒนามาตั้งแต่ ปี ๒๔๙๓ จุดเด่นและเราต่อยอดได้เลยคืออะไร

๑. ฐานบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่างยาวนานในเรื่องของการจัดทําแผน ทํายุทธศาสตร์และกํากับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผน

๒. ก็คือมีฐานข้อมูล

๓. มีฐานขององค์ความรู้

๔. มีฐานของเครือข่ายในการเชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ในการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่เราเปลี่ยนจุดเปลี่ยนของการทําแผนในแผนที่ ๗ ที่ ๘ คือเอาคน เป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่นั้นเครือข่ายประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก

สุดท้ายก็คือฐานของความเป็นองค์กรที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นผมคิดว่าทําอย่างไร ที่จะปรับปรุงตัวร่าง พ.ร.บ. นั้น โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลที่ท่านเอ่ยถึงไว้บ้าง แต่ว่าทรานส์ฟอร์ม (Transform) ครับ เปลี่ยนสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นี่ละครับ เขามีสํานักงานต่าง ๆ อีกกว่า ๑๐ สํานักงาน ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของสํานักงาน ยุทธศาสตร์ชาติ เปลี่ยนมาเป็นสํานักงานยุทธศาสตร์ชาติ แล้วปรับคณะกรรมการที่ผมบอก อย่าเอานายกรัฐมนตรีมาครับ ให้เป็นท่านอื่น เพราะว่านี่มันเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของการเมือง หรือว่าการบริหารในช่วง ๔ ปีนะครับ ขอบคุณท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านนะครับ คุณศิรินา ปวโรฬารวิทยา คุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ คุณทิวา การกระสัง คุณประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ และคุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ เชิญคุณศิรินาครับ

นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๙๘ ดิฉันขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง กําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... แผนยุทธศาสตร์ชาติ มีความสําคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากที่สุด ชาติ คือประเทศและประชาชน ชาติ คือแผ่นดินและคนไทย แผนยุทธศาสตร์ชาติคือแผนงานที่จะสร้างประโยชน์สูงสุด ให้คนไทยทั้งประเทศ แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทําให้เสร็จก่อน การเลือกตั้ง เพราะต้องเป็นแผนงานที่ให้ใครก็ตามที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ มาเป็น ส.ส. ส.ว. ครม. นายกรัฐมนตรี ต้องปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การเลือกตั้ง ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมาย ประชาชนคนไทยสามารถเลือกคนที่มีความสามารถจริง เสียสละ ต้องการทํางานอย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่ใช้แผนประชานิยมระยะสั้นมากํากับ แผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ควิก วิน (Quick win) แต่เป็นแผนงานที่ต้องทําอย่างรอบคอบ แต่เร่งด่วน ต้องบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติให้แก่กระทรวง ทบวง กรม มาทํางานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันขอเสนอเป็นส่วนตัวว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติจําเป็นจะต้องเน้น การพัฒนาคุณภาพคนไทย เพราะการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติต้องอาศัยคนเป็น ศูนย์กลาง เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้พัฒนา แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสามัคคีและมีวินัย มีขีดความสามารถในการทํางาน ต้องพัฒนาคนไทย ทุกอาชีพ ทุกอายุ ตั้งแต่เกษตรกรของประเทศไทย ต้องเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่ดี แรงงานไทยต้องมีฝีมือ มีทักษะ และมีนวัตกรรม ธุรกิจต้องมีจรรยาบรรณ มีความซื่อสัตย์และมีความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ นักวิชาการต้องรู้จริง ไม่ลําเอียง ข้าราชการต้องทํางานอย่างเต็มที่ด้วยความภาคภูมิใจ นักการเมืองต้องเสียสละค่ะ ยุทธศาสตร์ชาติต้องพัฒนาคุณภาพคนไทยทุกอายุ ทุกอาชีพ เพราะถ้ายุทธศาสตร์ชาติดี แต่คนไทยไม่มีคุณภาพ ยุทธศาสตร์ก็ขับเคลื่อนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้นะคะ คณะกรรมาธิการ สปช. ทุกคนในสภานี้ก็ต้องปฏิรูปเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติมากกว่า ประโยชน์เฉพาะด้าน และเฉพาะพื้นที่ ดิฉันขอให้นํายุทธศาสตร์และวาระปฏิรูป ๓๖ วาระ และวาระพัฒนา ๗ วาระ ที่คณะกรรมาธิการทุกด้านได้ทํางานมา ๑๐ เดือน มารวมกัน นําสาระทั้งหมดมอบให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อนําไปประมวล บูรณาการเป็น ยุทธศาสตร์ชาติอย่างเร่งด่วนนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกิตติพงศ์ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมสนับสนุนแนวคิดของ พระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติเต็มที่ แต่อยากจะมีความเห็นเพิ่มเติม เพราะว่าเรา มีการศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ วปอ. ผมก็เคยเรียน วปอ. ไม่เคยเห็นนํามาใช้เป็นประโยชน์ได้ ผมก็มีข้อสังเกต ๒-๓ ประการดังนี้ แต่ว่าก่อนอื่นผมเห็นด้วยกับท่านอลงกรณ์ ขออนุญาต ที่เอ่ยนามว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นผมอยากจะให้เราเลิกที่จะเอา ท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ ท่านพวกนี้ไม่มีเวลาครับ ผมเห็นด้วย ว่าจะต้องใช้องค์ประกอบเหมือนกับสภาพัฒน์ที่เป็นผู้มีบุคลากรต่าง ๆ นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ คือคุณสมบัติในกฎหมายมีอยู่ ๑๒ ด้าน ไม่ได้เขียนว่าจะด้านไหน แต่เขียนบอกให้ได้สัดส่วน นี่ผมเกรงว่าต้องให้น้ําหนัก สมมุติว่าจะมี ๑๒ คน ก็ ๑๒ ด้าน ถ้า ๒๔ คน ก็คนละ ๒ ด้าน ผมคิดว่าต้องให้ความสําคัญ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะหนักไปด้านใด ด้านหนึ่งเท่านั้น ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นข้อสําคัญ

เรื่องต่อมาคือ ถ้ามี พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติแล้วไม่มีเขี้ยวเล็บก็ไม่มีประโยชน์ คือเขียนแล้วผมดูประหนึ่งว่าเพียงแต่กํากับ สั่ง แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องของการลงโทษ แต่ว่ามันน่าจะมีการเชื่อมโยงเรื่องการจัดสรรงบประมาณ อาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย งบประมาณแผ่นดินหรือไม่ ที่หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมก็ต้องจัดสรรงบประมาณ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ คืออาจจะต้องไปแก้กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ต้องไปแก้ พ.ร.บ. งบประมาณหรือไม่เพื่อจะให้สอดคล้องกัน ไม่อย่างนั้นคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติก็เหมือนเสือกระดาษตัวหนึ่งเท่านั้น ผมก็อยากจะฝากรบกวนนะครับ

อันต่อมา คือการบูรณาการหน่วยงาน ผมคิดว่ามันจะต้องมีบทบัญญัติที่ไหน อันนี้ผมเรียนว่าสั่งการได้ ให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่ทํายุทธศาสตร์ชาติ รัฐวิสาหกิจ ต่าง ๆ หน่วยงานราชการต่าง ๆ ให้ทํายุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปตามแนวทางของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอันนี้ ผมคิดว่าอันนั้นสําคัญ

เรื่องต่อมา คือเรื่องของการศึกษาซึ่งผมก็ดูแปลก ๆ ว่าคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติขาดปลัดกระทรวงศึกษาธิการไป แต่มีอธิการบดีแทน จริง ๆ แล้วเมื่อครู่ อย่างที่ท่าน สปช. คุณศิรินากล่าว การศึกษาสําคัญมากนะครับ จะมียุทธศาสตร์ชาติดีเพียงไร ถ้าเราไม่ปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาของประเทศผมคิดว่าไม่มีประโยชน์ เมื่อโยงถึงเรื่องนี้ ผมอยากจะฝากว่าเรามีสถาบันการศึกษาเยอะแยะ วปอ. บยส. ว อะไรเยอะแยะเลย พวก ว ทําอย่างไรที่ให้กําหนดแนวทางให้หน่วยงานพวกนี้เอาแผนยุทธศาสตร์ชาติไปศึกษา หรือเสนอแนะมา ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ เราระดมอีลิท กรุ๊ป (Elite group) ไปเรียนหนังสือ พวกนี้ แทนที่จะไปสังสรรค์ ผมคิดว่ามีความจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแนวคิดการศึกษาสถาบัน พวกนี้ให้เป็นการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ นําเสนอแต่ละปีแล้วนํามารวมกัน แล้วก็จะทํา อย่างไรให้เกิดผลอย่างแท้จริง ต้องเป็นแนวทางชัดเจน ผมอยากจะฝากตรงนั้น

อันต่อมาผมไม่เห็นอันหนึ่งคือเรื่องของคณะกรรมการ ผมคิดว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเราอาจจะทําเองไม่ได้ อาจจะต้องจ้างนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ผมเห็นคณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเรื่องแข่งขัน ผมคิดว่ามีความจําเป็น อย่างยิ่งที่ต้องเขียนกฎหมายให้ชัดว่าเราสามารถไปจ้างมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศ หรือนักวิชาการที่จะมาทํายุทธศาสตร์ชาติ ผมไม่คิดว่าคณะกรรมการจะทําเองได้ เพียงแต่กําหนดแนวทางแล้วต้องไปว่าจ้าง หรือไปทําอย่างไรก็ตาม วิจัยต่าง ๆ จะใช้อาจารย์ มหาวิทยาลัยที่ไหนก็ได้ที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นรูปเป็นร่าง มีแผนแม่บทชัดเจน ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ

ประการต่อมา คือการที่จะเผยแพร่ยุทธศาสตร์ชาติเมื่อเกิดองค์กรนี้แล้ว ซึ่งผมคิดว่าในช่วงแรกน่าจะเป็นสภาพัฒน์ที่จะทําหน่วยงานนี้ แต่ว่าการที่จะเข้าถึงข้อมูล ของประชาชนนี่สําคัญมาก ควรจะมีกฎหมายเขียนว่าเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้ว ก็มีการเปิดเผยข้อมูลนั้น หน่วยงานไหนไม่ทําตาม หน่วยงานไหนไม่ แทนที่จะไปลงโทษ หรือไปกล่าวโทษเขา น่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อ ผ่านเอกสารต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่า เรื่องนี้สําคัญ

อันสุดท้ายก็คือเรื่องนักการเมือง พรรคการเมืองต่าง ๆ ผมคิดว่าอาจจะต้อง มีความจําเป็นอย่างยิ่ง พรรคการเมืองอาจจะต้องดําเนินนโยบายไม่ผิดไปจากยุทธศาสตร์ ของประเทศ ถ้าพรรคการเมืองไหนมีนโยบายที่ขัดกับยุทธศาสตร์ของประเทศ อาจจะมีมาตรการ อะไรสักอย่างหนึ่งหรือไม่ที่จะเป็นการกล่าวโทษ หรือเป็นการเปิดเผยข้อมูลนี้ให้กับประชาชน ผู้เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นในสุดท้ายผมคิดว่ากฎหมายนี้มีความสําคัญยิ่ง คือกฎหมายนี้ส่วนใหญ่ ไปเน้นเรื่องขององค์กร แต่อยากจะเขียนบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ขอขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทิวา การกระสัง ครับ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านคณะกรรมาธิการ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ทุกท่าน กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ขอกราบเรียนว่าเห็นด้วยแนวคิด ในการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือการดําเนินการพัฒนาประเทศเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ชาติ แต่อยากจะกราบเรียนว่าเรามีเป้าหมายของประเทศของเราว่าใน ๒๐ ปี หรือ ๕ ปี มีเป้าหมายอย่างไร เมื่อ ๓ วันที่แล้วผมได้ดูข่าวที่เมืองจีน มีเด็ก ๔ คนฆ่าตัวตาย เนื่องจากว่ามีฐานะยากจนพ่อแม่ไปทํางานต่างจังหวัดส่งให้เดือนละ ๓,๐๐๐ หยวน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่านปลดผู้ว่าราชการ ปลดครู ปลดผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากว่า ไม่รับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านวางเป้าหมายของท่านบอกว่าใน ๕ ปีจะต้องไม่มีคนจน ในประเทศจีน แล้วเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อันนี้คือเป้า พอเขาวางเป้าเสร็จเขาก็วาง ยุทธศาสตร์เพื่อให้เป็นไปตามเป้านั้น อันนี้ผมกราบเรียนท่านเฉย ๆ ท่านจะนําไปใช้หรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากมีการเคยพูดว่าประเทศไทยเป็นสาวงามที่หลงทางตัวเองไม่รู้ว่า จะไปทางไหน จะไปเกษตร ไปอุตสาหกรรม ไปการท่องเที่ยวไม่เคยมีเป้า มีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีอย่างไรที่ทําให้เกิดความสําเร็จ ท่านประธานที่เคารพ มีสํานักงานหนึ่งซึ่งมีมานานแล้ว และทํางานในลักษณะของยุทธศาสตร์คือสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อท่านมีสํานักงานยุทธศาสตร์ชาติแล้วท่านเอาสํานักงานนั้นไปไว้ตรงไหน ถ้าอยากจะ บูรณาการผมอยากจะกราบเรียนว่าควรจะให้สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น เป็นสํานักงานของยุทธศาสตร์นี้ ถ้าทําได้ก็ดีไม่ซ้ําซ้อนนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติ เนื่องจากเป็นที่ทราบว่าผมเป็น นักกฎหมายก็จะต้องดูกฎหมาย ผมติดใจในมาตรา ๕ ที่ท่านบอกว่าให้ประธานวุฒิสภา รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผมดูพระราชบัญญัตินี้เป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กร เกี่ยวกับด้านการบริหาร ประธานวุฒิสภาทําหน้าที่ด้านนิติบัญญัติแล้วให้มารักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ได้อย่างไร ในมาตรา ๘ วรรคสองท่านบอกว่าให้รัฐสภาประชุม พิจารณายุทธศาสตร์ชาติตามวรรคหนึ่ง ท่านดูมาตรา ๑๐ บอกว่าการจัดทําและดําเนินการ นโยบายหรือแผนงานของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กร หน่วยงานของรัฐ อยู่ภายใต้ ยุทธศาสตร์นี้ ท่านใช้คําว่า รัฐสภา ท่านมาดูมาตรา ๑๑ ท่านบอกว่าให้ประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานและกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๑ วรรคแรก ผมจะไม่อ่านว่ามีใครบ้าง ส่วนนายกรัฐมนตรี ท่านอลงกรณ์ท่านพูดไปแล้วว่าควรจะให้ท่านอื่น ท่านอย่าลืมว่าการวางยุทธศาสตร์ของชาติ ที่เราต้องมองเป้าในอนาคตว่าโลกเป็นอย่างไร เนื่องจากประเทศนั้นเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราอยู่ใน สังคมโลก โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที ผมใช้คําว่า วินาที เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ควรจะไป ตามทางของโลก คนที่จะมาเป็นประธานควรจะมีวิชัน หรือมีวิสัยทัศน์ รู้ความเป็นไปของโลก ถ้าใช้นายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้ว่านะครับ ว่านายกรัฐมนตรีต่อไปนั้นท่านอาจจะไม่มีวิสัยทัศน์ แต่งานของท่านมาก ประธานยุทธศาสตร์ก็ควรจะมีเวลาน้อยแล้วก็ทุ่มเทให้กับยุทธศาสตร์ จริง ๆ ที่ผมติงเรื่องประธานวุฒิสภาเนื่องจากว่าโดยหลักทั่วไปแล้วประธานรัฐสภาทํางาน ทั้งประเทศ วุฒิสภาทํางานเฉพาะงานของวุฒิสภาเท่านั้น เช่น วุฒิสภาออกแบบวุฒิสภา ต่อไปเป็นเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย แล้วท่านให้ประธานวุฒิสภามารับสนอง พระบรมราชโองการ คณะกรรมการซึ่งทํางานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างไร มันผิดหลักหรือเปล่า อันนี้ท่านต้องไปดูด้วยนะครับ ถ้าแก้ไขได้ก็ควรจะแก้ คือผมอยากจะขอ ให้ท่านแก้เป็นประธานรัฐสภา เนื่องจากยุทธศาสตร์นั้นผูกพันคณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ผูกพันรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง ๒ สภา ประธานรัฐสภาจะมาจากไหนก็ตาม จะมาจาก สภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาท่านก็ต้องใช้คําว่า ประธานรัฐสภา เพราะว่าเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ คณะกรรมการซึ่งทํางานของชาติไม่ใช่ทํางานเฉพาะวุฒิสภา อันนี้ ท่านต้องคิดตรงนี้ด้วยนะครับ ท่านมาดูมาตรา ๖๑ ผมจะใช้เวลาก็น่าจะพอดีนะครับ มาตรา ๖๑ ท่านให้นายกรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งการใช้งบประมาณ ทรัพย์สิน สถานที่ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทํางาน ไม่ใช่ประธานวุฒิสภา เพราะฉะนั้นที่ท่านให้ประธานวุฒิสภาทําหน้าที่หลาย ๆ อย่าง ในมาตรา ๕ ประธานวุฒิสภาทําหน้าที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง ถ้าแก้ไข ปรับปรุงได้ก็ขอความกรุณา แล้วก็ขอเรียนว่าสนับสนุนแนวคิดของท่าน ท่านอย่าลืมสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีมานานแล้ว แล้วทํางานในลักษณะนี้ ควรจะบูรณาการหรือไม่ ประเทศไทยไม่ชอบบูรณาการแล้วไม่ชอบคุยกัน มันก็เลยขัดแย้ง กันอยู่ทุกวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมก็เห็นด้วยกับที่หลาย ๆ ท่านที่ได้เห็น คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้คลอดออกมาเสียทีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แต่สิ่งที่จะนํามาใช้นั้นคิดว่า ถ้าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมคิดว่ามีหลายท่านที่ได้เสนอความเห็นว่าน่าที่จะนํายุทธศาสตร์ชาติ ที่ทางของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหลาย ๆ รุ่นได้รวบรวมไว้ ขอย้อนไปไม่ต้องกี่ปี หรอกครับ ก็สัก ๕ ปีหรือว่า ๑๐ ปี ผมเชื่อว่าตรงนั้นน่าจะเป็นประโยชน์แล้วก็มาปรับใช้ เรื่องยุทธศาสตร์นั้นมีการทํามากมาย ไม่ว่าจะเรื่องของเดิมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็มีทํา แล้วเมื่อทําแล้วยังต้องมาผ่านของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งตรงนั้นได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะได้มีการกลั่นกรองแล้วก็ช่วยกันดูว่าแผนต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งจะใช้เป็นแผน เป็นแม่บท ในการกําหนดกรอบหรือกําหนดนโยบาย ที่จะนําไปพัฒนาประเทศให้เข้าสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์นั้น ตรงนั้นก็คงจะได้มีการช่วยกันดู หลาย ๆ ฝ่าย ก็เห็นด้วยนะครับ เท่าที่ดูตอนนี้กระผมก็จะเข้าเฉพาะเรื่องของกฎหมาย ที่ยกขึ้นมานะครับว่า ในตัวกฎหมายโดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องของคํานิยาม เรื่องของเกี่ยวกับเรื่องตัวกฎหมายนั้นยังไม่มีเขียนไว้ในเรื่องของคํานิยามว่าจะดําเนินการ อย่างไร เพราะว่าเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๖ ที่เป็นคํานิยามที่ระบุบอกว่า อย่างน้อย จะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่องของกฎหมายก็ข้ามไป ตรงเรื่องทรัพยากรมนุษย์เลย เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มีการพิจารณาร่วมกันกับทางคณะของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการบูรณาการที่ดี เพราะว่าอะไร เพราะว่าทางกฎหมายเองก็รู้เฉพาะกฎหมาย แต่ว่าทางสิ่งแวดล้อมก็รู้เฉพาะเรื่อง ของสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น ดอกเตอร์ธรณ์ ท่านรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมดีมาก เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติดีมาก เรื่องพลังงานดีมาก แต่การที่จะมาเขียนกฎหมายเพื่อให้ส่อถึง เจตนารมณ์แล้วก็ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่จะใช้ตัวกฎหมายนั้น จะได้หาทางได้ข้อยุติ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของมาตรา ๕ นั้นผมเห็นด้วยนะครับว่า ตัวผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้นน่าที่จะมีการปรับ แม้กระทั่งในมาตรา ๘ ที่เขียนยังมีการเขียนในลักษณะว่าให้มีการหารือกันกับทางรัฐสภา แล้วรัฐสภาตอนหลังมาให้ ทางประธานวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจในการที่จะส่งหรือไม่ส่งตัวยุทธศาสตร์นั้นไปลง ราชกิจจานุเบกษา ตรงนั้นก็น่าที่จะขัดกันแล้ว แล้วก็มีท่านสมาชิกก็ได้ให้ความเห็น ในเบื้องต้นแล้วว่าตรงนี้น่าที่จะมีการปรับ เพราะว่ามันจะอิหลักอิเหลื่อ ในเมื่อไปตัดสินใจ แทนผู้ที่มีศักดิ์ชั้นไม่ต่างกันนะครับ ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานวุฒิสภา แม้ว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้ออกชัดเจนว่าประธานรัฐสภาจะเป็นใคร แต่ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ผ่านมาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ฉะนั้นกลายเป็นว่าประธานวุฒิสภา ไปตัดสินใจแทนประธานรัฐสภาอันนั้นก็ไม่บังควร ฉะนั้นในมาตรา ๕ น่าที่จะมีการปรับ ก็เห็นด้วยนะครับว่าโดยทั่วไปถ้าบทกฎหมายพระบรมราชโองการ พระราชหัตถเลขา ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินจะมีเขียนไว้ในทุกยุคทุกสมัยในรัฐธรรมนูญว่าตรงนี้ ให้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีหรือว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่ว่าจะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โดยส่วนใหญ่ก็จะมีประธานวุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องของการให้ความยินยอม หรือเรื่องของการรับรองบุคคลในการที่ไป ดํารงตําแหน่งตามที่วุฒิสภามีอํานาจพิจารณา อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่กรณีนี้ไม่น่าจะใช่ แต่ก็เห็นด้วยนะครับว่าเป็นไปได้ว่าน่าจะให้ประธานรัฐสภาเนื่องจากว่านายกรัฐมนตรีไปเป็น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ก็น่าที่จะมีการปรับเพื่อให้มีความสอดคล้อง

ในส่วนเรื่องของมาตรา ๙ ๒๐ ปีก็ใช้ตรงนั้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์ไม่ทราบว่า ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ใช้แนวทางของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้หลุดไปแล้วในรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการศึกษา ผมเคยไปฟังเรื่องยุทธศาสตร์ ๒ ทศวรรษหน้า แล้วก็มีผู้หลักผู้ใหญ่มาเข้าฟังแล้วก็ให้คําแนะนํา ตรงนั้นก็น่าที่จะมีการนํามาพิจารณา เพราะมีส่วนดีอยู่เช่นกัน เพราะว่าทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นต้องถือว่า เขาศึกษาโดยที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย และเป็นผู้ที่ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนที่จะส่งไปให้ทาง ครม. อันนั้นก็น่าจะพิจารณาร่วมกันนะครับ

ในเรื่องของมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าให้ผูกพันรัฐสภา แล้วก็ ครม. ที่จะเข้ามาใหม่ เพราะอะไร เพราะว่าการเมืองเปลี่ยนตลอด เพราะถ้าไม่เขียนอยู่ ตรงนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติบังคับไว้นะครับ ใครเข้ามาก็จะเปลี่ยนนโยบายได้ตลอด ก็ขอกราบขอบพระคุณครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ครับ

นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๓๗ ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาตินี้ ดิฉันเห็นด้วยมาตั้งแต่ตอนแรกแล้วนะคะ แต่ว่ายังมีประเด็นสําคัญ ที่อยากจะใคร่ขอเอ่ยถึงนิดหนึ่ง จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าเวลาเราทํายุทธศาสตร์ชาติเราน่าจะมี การพูดว่าวัตถุประสงค์หลักในการทํายุทธศาสตร์ชาติก็มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดิฉันเชื่อว่า ท่านคิดแต่ท่านไม่ได้เขียนออกมา เพราะว่าในเวทีนานาชาติหรือสหประชาชาติทุกประเทศ ก็พูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสรุปแล้วมันก็คือทุกอย่างต้องสอดคล้องไม่หักล้างกันเอง การพัฒนาทุกด้านทําให้ทุกคนดีขึ้นไม่มีส่วนไหนที่เสียหายไป ก็คือการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่ เราเขียนกันว่า ยั่งยืน มั่นคง มั่งคั่ง แต่ให้เขียนวัตถุประสงค์ชัด ๆ นะคะ

ส่วนการทํายุทธศาสตร์ชาตินี้ ปัจจุบันในแต่ละกระทรวงก็จะมีสํานักยุทธศาสตร์ ของตัวเอง ดิฉันไม่ทราบกระทรวงอื่น แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรามีสํานักยุทธศาสตร์ที่มีการจัดทํายุทธศาสตร์ของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีแผนระยะ ๕ ปี เป็นแผนระยะสั้น มีการทบทวนและแผนระยะยาว ๒๐ ปี ซึ่งดิฉันเชื่อว่าทุกกระทรวงก็น่าจะเป็นในลักษณะเดียวกัน และถ้าเป็นเช่นนั้นดิฉันเชื่อว่า ในส่วนราชการหรือกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ท่านมีข้อมูลซึ่งสามารถนํามาบูรณาการ เข้าด้วยกัน ในกระบวนการการจัดทําเราผ่านการรับฟังความเห็นมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่เมื่อมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ดิฉันเชื่อว่าอาจจะมีบางยุทธศาสตร์ที่ไม่ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น เมื่อมาบูรณาการกันก็ต้องลดให้มันไปด้วยกันได้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและอาจจะต้องจัดให้มี การรับฟังความเห็นในภาพรวมอีกครั้งหนึ่งนะคะ ในความคิดเห็นของดิฉัน

และในประเด็นที่ดิฉันดูในร่างพระราชบัญญัติ กรรมการชุดนี้มีอํานาจมาก สามารถชี้ได้ว่า ถ้ามีการดําเนินงานของหน่วยงานไหนที่อาจจะซ้ําซ้อนหรือไม่ชัดเจน ว่าใครจะเป็นคนทํา กรรมการชุดนี้จะชี้ขาดได้เลยว่าจะให้หน่วยงานไหนเป็นหลัก ในการดําเนินงาน แต่ดิฉันมองเห็นว่าท่านเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้น ไม่จําเป็นต้องปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติได้ ถ้ามีเหตุผลหรือเหตุฉุกเฉินขึ้น ดิฉันคิดว่านี่คือการเปิดโอกาสให้มี การบิดเบือน อาจจะเป็นสถานการณ์การเมือง ดิฉันอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่ว่าใน ประสบการณ์ที่ผ่านมาบางครั้งถ้าเราได้ผู้นําที่มีวัตถุประสงค์หรือมีเจตนาที่อาจจะไม่ตรงกับ คนส่วนใหญ่ ท่านอาจจะบิดเบือนโดยการมีเหตุฉุกเฉินว่าเพื่อให้เป็นอย่างนั้นเพื่อให้เป็นอย่างนี้ ขอให้ยกเว้นการใช้ยุทธศาสตร์ชาติไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้จุดนี้ดิฉันใคร่ขอเสนอว่า ท่านควรมีระยะเวลาว่าการยกเว้นทําได้กี่ปี หรือว่าในช่วงที่มีการยกเว้นก็ยังมีการติดตาม ประเมินผลออกมา รายงานเป็นระยะว่าจากการยกเว้นนี้เกิดผลอะไรขึ้นกับประเทศชาติ หรือการยกเว้นนั้นมีเหตุสมควรหรือไม่ อาจจะต้องเขียนเสริมลงไปในส่วนที่กําหนดให้มี การยกเว้นได้นะคะ ท่านอาจจะใช้ในหมวด ๓ ที่พูดถึงเรื่องบทลงโทษ ติดตาม ตรวจสอบ ไต่สวน ประเมินผลก็ได้ว่าให้โยงไปถึงว่าการที่ยกเว้นในช่วงดังกล่าวเมื่อประเมินผลแล้ว มีผลอะไรเกิดขึ้น เพื่อที่จะดึงไปให้การยกเว้นไม่สามารถทําได้นาน หรือว่าไม่สามารถยกเว้น จนช่วงเวลาจนเกิดผลกระทบขึ้นได้นะคะ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งดิฉันเห็นด้วยก็คือ ทําอย่างไรให้วาระการปฏิรูป ๓๖ วาระ กับวาระพัฒนา ๗ วาระของ สปช. ทั้งหมด สามารถนํามาใส่ในยุทธศาสตร์ชาติแผนแรก ของเราได้ แต่ดิฉันก็ยังเกรงว่าที่ผ่านมาพวกเรารายงานเราไม่ได้คํานึงว่าส่วนไหนที่ควรจะ กําหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นการพูดในห้องประชุมนี้ว่าวาระการพัฒนา ทั้งหมดทั้ง ๓๖ วาระ หรือวาระปฏิรูปทั้ง ๓๖ วาระ และวาระพัฒนาทั้ง ๗ วาระส่วนไหน ที่แต่ละชุดคิดว่าจําเป็นต้องบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเรามียุทธศาสตร์ที่คิดว่าต้องอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ดิฉันพูดสนับสนุน มาหลายครั้งว่าการจัดการทรัพยากรเพื่อให้สอดคล้องกับการกินดีอยู่ดี ลดความเหลื่อมล้ํา บางทีมันต้องเขียนอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติว่าจะดูแลไว้แค่ไหน อย่างไร จะเปิดให้มีการพัฒนา ของชุนชนหรือสังคมเข้ามาช่วยจัดการได้ในระดับไหนอย่างไรให้เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เพราะฉะนั้นก็คือกล่าวโดยสรุปว่าน่าจะมีการดึงประเด็นใน ๓๖ วาระออกมาเขียนให้พวกเรา ได้เห็นชัดด้วยเพื่อที่จะได้ไม่หลุดไปในโอกาสที่จะได้เข้ามาอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก ครั้งนี้นะคะ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรามีคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีรัฐมนตรีหรือผู้แทนของ กระทรวงต่าง ๆ คล้าย ๆ ครม. ชุดย่อยอยู่เหมือนกัน ซึ่งดิฉันก็มอง ๆ ว่าการทํางานก็คล้าย ๆ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่ก็แล้วแต่ท่านจะไปพิจารณาเสริมว่าให้มีบทบาทหน้าที่อย่างไร ต่อไปนะคะ แล้วก็เห็นด้วยว่าควรจะเร่งรัดให้เกิดขึ้นเร็ว ๆ ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านนะครับ คุณภัทรียา สุมะโน หมออําพล จินดาวัฒนะ คุณรสนา โตสิตระกูล คุณชูชาติ อินสว่าง แล้วก็คุณเตือนใจ สินธุวณิก นะครับ เชิญคุณภัทรียา สุมะโน ครับ

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาตินี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วก็ ขออภิปรายในส่วนของร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติเฉพาะในส่วนของกลไกบริหาร จัดการยุทธศาสตร์ชาติค่ะ ประกอบด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการบริหาร สํานักงานยุทธศาสตร์ชาติ และสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินะคะ

ในเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นที่ระบุไว้นะคะว่า ให้มีกรรมการ โดยตําแหน่ง ๓ คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภานั้น ดิฉันขออนุญาตมีความเห็นต่างจากหลาย ๆ ท่านว่า นายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง แล้วก็สมควรที่จะเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นถูกต้องแล้ว ดิฉันไม่ได้คิด อย่างนักการเมืองนะคะ ดิฉันคิดอย่างนักบริหาร เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารสูงสุด ของประเทศ เพราะฉะนั้นก็จึงสมควรเหมาะสมกับตําแหน่งนี้แล้ว ไม่ว่าท่านจะมีภารกิจอะไร มากมาย แต่ตรงนี้ก็เป็นภารกิจสําคัญที่สุดที่ท่านควรจะต้องอยู่ตรงนี้นะคะ ส่วนในเรื่อง ของการสรรหา จะมีกรรมการสรรหา ๒๐ คน ทีนี้ก็จะมีผู้ที่จะต้องมาสรรหากรรมการสรรหา อีกชั้นหนึ่งนะคะ มีระบุไว้ยาวดิฉันคงไม่มีเวลาอ่าน เป็นต้นว่าหัวหน้าส่วนราชการสูงสุด ๘ คน เลือกกันมาเอง ประธานสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าอะไรต่าง ๆ นี่ก็เลือก ๆ กันเข้ามา ดิฉันอยากจะให้เป็นลักษณะที่ว่ากําหนดไปเลยว่าใครที่สมควรที่จะเป็นกรรมการสรรหา ตําแหน่งใด อะไร เพราะเหตุใดนี่ก็ว่ามาเลยจะเป็นกี่คนก็ได้ ๑๐ คน ๒๐ คน ในนี้ระบุไว้ ๒๓ คน ๒๓ คนนี้จะมาเป็นกรรมการสรรหา แต่ต้องสรรหากันมาเองก่อน แล้วก็มาสรรหา ดิฉันว่ามันสลับซับซ้อนไปนิดหนึ่งนะคะ

ในส่วนของการเข้าสู่การสรรหาที่เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นก็จะมี สมัครรับคัดเลือกได้ตามมาตรา ๒๙ นะคะ ส่วนมาตรา ๓๐ นั้นเสนอชื่อได้ ทีนี้องค์กรที่เสนอชื่อ มีทั้งมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ ซึ่งดิฉันไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร มาตรา ๓๐ ๗ องค์กรที่มาเสนอชื่อ แล้วมามาตรา ๓๑ อีก ๗ องค์กรเช่นเดียวกันนะคะ แต่ว่าความคิดเห็นของดิฉันที่จะเป็นข้อสังเกตที่ว่าในมาตรา ๓๐ ข้อ ๗ ระบุว่าที่ประชุมระดับ จังหวัดของสภาองค์กรชุมชน ตําบล (ถ้ามี) และถ้าไม่มีละคะ นั่นเป็นคําถามนะคะ ก็ทําไมไม่คิดว่ามันมีแล้วก็ใส่ลงไปนะคะ

ในส่วนมาตรา ๓๑ นั้นมีส่วนที่สงสัยแล้วก็คิดว่ามันอาจจะกว้างขวางเกินไป สําหรับเรื่องนิติบุคคลต่าง ๆ มีทั้งนิติบุคคลทั้งที่มีกรรมการบริหารและไม่มีกรรมการบริหาร กํากับดูแล ทีนี้นิติบุคคลเหล่านี้มีมากมายมหาศาล เช่น นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลบ้านเช่า นิติบุคคลสหพันธ์แท็กซี่อะไรต่าง ๆ มากมายเลย เหล่านี้เขาก็มีสิทธิที่จะเข้ามาใช่ไหมคะ ดิฉันคิดว่าน่าจะระบุอะไรที่มันชัดเจนมากกว่านี้นะคะ

เหลือนาทีเดียว ในส่วนสุดท้ายที่อยากจะพูดมากที่สุดคือในส่วนของ สํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (สยช.) มาตรา ๔๔ บอกว่า ไม่เป็นส่วนราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่อยู่ใต้กฎหมาย อะไรทั้งสิ้นเลย ไม่อยู่ใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ ประกันสังคม เงินทดแทน คําถามดิฉันคือสํานักงานนี้จะมีฐานะเรียกว่าอะไร คือเป็นหน่วยงานของรัฐเป็นนิติบุคคล แต่ไม่อยู่ใต้กฎหมายอะไรที่จะเป็นการบริหารนะคะ แล้วก็บรรดาผู้ทํางานละคะ คณะกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะต้องมี เมื่อสิ้นสุดวาระไปเขาจะได้รับการตอบแทนอย่างไร ดิฉันขอเสนอให้ใช้รูปแบบขององค์กรอิสระก็ได้นะคะ ซึ่งองค์กรอิสระก็มีรูปแบบการบริหาร ที่ชัดเจน ทั้งการบริหารบุคคล บริหารองค์การ บริหารงบประมาณ คือไม่อยากให้ต้องคิดใหม่ ทําใหม่ทั้งหมด เพราะสํานักงานนี้มันไม่ควรจะใหญ่โตมากตามที่เห็นนะคะ อยากให้ไปเร่งรีบ มุ่งจัดทํายุทธศาสตร์ชาติคือให้สู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็วมากกว่าหรืออาจจะเป็นส่วนราชการ ที่อยู่ภายใต้สํานักนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่ไม่อยากให้เป็นอะไรดูเหมือนมันลอย ๆ นะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญหมออําพล จินดาวัฒนะ ครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการที่ว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่ท่านกรรมาธิการเสนอ เรื่องกําหนดกลไกการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินะครับ อันนี้ก็เป็นการย้ําซึ่งได้พูดไปแล้ว ในรอบที่ ๑ ว่าเห็นด้วยครับ ผมมีข้อคิดเห็นสําคัญอยู่ประมาณ ๖ ประการนะครับ ต้องขออภัยถ้าเวลาขยับนิดหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องทั้งเสนอความเห็นต่อรายงานและ ร่าง พ.ร.บ. ไปพร้อมกันเลยนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ คงจะเห็นตรงกันกับท่านกรรมาธิการ คือ ต้องเหนือกว่ารัฐบาล เหนือกว่าทั้งฝ่ายทุกฝ่าย เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ซึ่งอันนี้ชัดเจน ซึ่งจะต้องเหนือกว่ารัฐบาล เหนือกว่านิติบัญญัติ เหนือกว่าตุลาการ เหนือกว่าฝ่ายตรวจสอบอิสระ เหนือกว่าประชาชน พลเมือง ชุมชน สังคม เอกชนทุกฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังจะสร้างต้องให้มันเป็นแบบนั้น ที่ผมพูดตรงนี้ เพราะว่าถ้าโครงสร้างและวิธีทํากลับกลายไปอยู่ใต้โครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง มันจะไม่ได้ เป็นยุทธศาสตร์ชาติ มันจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ของภาคส่วนครับ เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องเห็นพ้องและเห็นด้วยร่วมกันทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นกระบวนการการทํายุทธศาสตร์ จึงสําคัญมากนะครับ ต้องไม่ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ได้ออกแบบไว้ ๒๓ คน ตรงนี้ละครับ เริ่มที่จะน่าคิดแล้วว่ายุทธศาสตร์นี้จะเป็นของใครนะครับ ในกรรมการ ๒๓ คนจะมีกําหนด ตําแหน่งอยู่ ๓ คน แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๐ คน ผมคิดว่า ๓ คนฝากทบทวนครับ มีประธานสภา ส.ส. ส.ว. เข้ามาด้วย นายกรัฐมนตรีด้วย ผมคิดว่าเริ่มกลายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ของ ๒ องค์กรแล้ว คือฝ่ายบริหารคือรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติคือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และถ้าท่านกลับไปดูในยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ เสร็จแล้วให้ไปเสนอกลับไปที่รัฐสภาอีก ซึ่งก็คือมีประธานสภาผู้แทนราษฎรกับสภา ส.ว. เป็นประธานและรองประธาน คอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) หรือไม่ เพราะท่านมานั่งอยู่ในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่าตรงนี้ฝากท่านดูสักนิดหนึ่งครับ ผมอยากจะเสนอว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะมีสัก ๒๒-๒๓ คน ไม่ว่านะครับ องค์ประกอบน่าจะต้องคิดให้ครอบคลุมภาคส่วนที่สําคัญและอย่าให้มันกลายมาเป็น ยุทธศาสตร์ในเชิงที่เขาบอกได้ว่าเป็นของรัฐบาลหรือของสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายรัฐสภา เป็นคนเห็นชอบ ผมเห็นด้วยครับ เพราะฉะนั้นองค์ประกอบตรงนี้ขออนุญาตเสนอ อย่างค่อนข้างซีเรียส (Serious) กลไกการทํายุทธศาสตร์ชาติน่าจะเป็นกลไกเชิงวิชาการ ทํางานบนฐานความรู้และร่วมกับการเคลื่อนไหวสังคมทั้งสังคม ให้เข้ามาเป็นเจ้าของ และเห็นพ้องต้องกันในยุทธศาสตร์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นไม่ควรจะไปผูกโยงกับผู้ที่อยู่ใน ระบบอํานาจเข้ามาอยู่ในกรรมการยุทธศาสตร์

ประเด็นที่ ๓ ครับ กรรมการบริหารสํานักงาน กรรมการบริหารสํานักงาน ถ้าดูไปแล้วจะเป็นกลไกในการทํางาน แต่ผมคิดว่ามีความปนเประหว่างกรรมการที่จะกํากับ สํานักงานอิสระแห่งนี้กับกรรมการที่จะมาทํายุทธศาสตร์ชาติ ผมอยากจะให้แยกออกจากกัน กรรมการตรงนี้น่าจะเป็นกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ หรือจะขับเคลื่อนด้วยก็ไม่ว่า แต่ถ้าเป็นกลไกที่จะต้องมีการเขียนไว้ในกฎหมายที่จะกํากับสํานักงานควรจะเป็น คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งเล็ก ๆ ที่ดูแลการบริหารสํานักงาน นโยบาย งบประมาณ แผน และประเมินการทํางานของสํานักงาน กลไกนี้ไม่ควรจะเรียกคณะกรรมการบริหารสํานักงาน ควรจะเป็นกลไกในเชิงวิชาการ และที่มาตรงนี้น่าตกใจเลยเมื่อไปออกแบบไว้มีจากตําแหน่ง มาถึง ๑๘ ตําแหน่ง เป็นกลไกของรัฐทั้งหมดเลยครับ ๑๘ ตําแหน่ง แล้วมีผู้ทรงคุณวุฒิ แค่ ๑๒ ผมคิดว่าฝากท่านลองพิจารณาดูว่าถ้าเราต้องการให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นของชาติจริง ๆ อุตส่าห์ไปตั้งสํานักงานเป็นกลไกหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ที่เป็นส่วนราชการที่ไม่ใช่ ส่วนราชการแบบราชการแล้วนี่ กลไกทํางานตรงนี้ต้องออกแบบที่จะต้องทํางานให้ได้ คุณภาพจริง ๆ ไม่ควรจะเอาหน่วยงานจํานวนมากเข้ามาตรงนี้ เพราะหน่วยงานเขาจะต้อง เป็นฝ่ายบริหารที่จะต้องรับทิศทางในยุทธศาสตร์ชาติไปดําเนินการ ถ้าเขาเข้ามาจํานวนมาก ขณะนี้ก็จะมีอิทธิพลกับฝ่ายบริหารเข้ามาครอบงําในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ผมไม่ปฏิเสธหน่วยงานของรัฐ ไม่ปฏิเสธทุกภาคส่วน แต่เขาน่าจะมาในฐานะผู้ให้ข้อมูลหรือ รีซอร์ส เพอร์ซัน (Resource person) แต่ไม่ใช่มาในฐานะของผู้ที่จะมาทําพัฒนายุทธศาสตร์ อันนี้ก็เป็นข้อที่ ๓ ที่ผมเสนอค่อนข้างจะซีเรียสว่าน่าจะต้องรีคอนซิเดอร์ (Reconsider) ไหมครับ

ข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน ขออภัยผมใช้เวลาไปทั้ง ๒ เรื่องเลย ทั้งรายงาน และ พ.ร.บ. นะครับ เรื่องของหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐไม่ใช่ราชการ เป็นนิติบุคคล อันนี้เห็นด้วย เพื่อจะมีความคล่องตัว แล้วก็มีหน่วยงานเหล่านี้ จริง ๆ เขาจัดชั้นว่าอันนี้ก็คือ องค์การมหาชน ซึ่งเมื่อครู่มีท่านสมาชิกเสนอว่ามันแปลกนี่ ไม่แปลกครับ หน่วยงานอย่างนี้ มีจํานวนมาก หน่วยงานที่ผมดูแลอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นหน่วยงานแบบนี้ แต่เราจะมี คณะกรรมการบริหารเพียงแค่ ๗-๘ คน กํากับเรื่องการทํางาน ไม่มีหน้าที่ไปทํางาน ตัวงานพัฒนานโยบาย พัฒนายุทธศาสตร์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อาจจะต้องมีอีก ๓ ชั้นหรือเปล่าครับ

มีประเด็นที่ผมตกไปประเด็นที่ ๓ นิดหนึ่งว่า คณะกรรมการบริหารสํานักงาน ที่ให้ออกแบบเป็นคนไปทํายุทธศาสตร์นี่ กลับกลายเป็นติดอํานาจเข้าไป ๒-๓ เรื่องครับ ติดตาม ตรวจสอบ ไต่สวน ตรงนี้ผมอยากจะฝากท่านพิจารณาอีกเหมือนกันว่าท่านจะทํางาน พัฒนาวิชาการด้านยุทธศาสตร์ชาติแล้วไปติดอํานาจเพราะกลัวรัฐบาลเขาไม่ทําหรือใครเขาไม่ทํา น่าจะสร้างปัญหา ผมคิดว่าอํานาจของการทํางานนี้จะเกิดขึ้นจากงานวิชาการและงานที่ดี ถ้างานวิชาการดีแล้วสังคมยอมรับ สังคมเอาด้วย มันจะมีอํานาจในตัว แล้วเมื่อสภาเห็นชอบแล้ว รัฐสภาเห็นชอบไปผูกพันรัฐแล้วนี่ ไม่ต้องมีอํานาจมาให้ชุดนี้ ชุดนี้จะได้ทํางานวิชาการ แล้วไปทํางานกับสังคม ไม่น่าจะมีอํานาจครับ

ประเด็นที่ ๕ รายงานหน้า ๒๓ ขั้นตอนการจัดทํายุทธศาสตร์ท่านเขียนไว้ ผมเสนอแนะว่าท่านต้องเขียนในกฎหมายเรื่องกระบวนการทํายุทธศาสตร์ด้วยว่าจะต้องเน้น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพราะการทํายุทธศาสตร์คือการพัฒนานโยบายสาธารณะ ใหญ่มากของสังคม ซึ่งจะต้องเน้นการทํานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ท่านเขียนไว้ ในหน้า ๒๓ เพียงแค่รับฟังความเห็น จัดเวทีเสวนา อะไรต่าง ๆ ผมคิดว่านี่คือวิธีการย่อย ของการทํางาน แต่จริง ๆ แล้วต้องเขียนว่าต้องมีกระบวนการนโยบายสาธารณะที่เปิดการมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนจริง ๆ มันถึงจะได้ยุทธศาสตร์ของชาติจริง ๆ อันนี้เป็นประเด็น และประเด็นสุดท้าย

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอให้คุณหมอ สรุปนะครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ

ครับ ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่า มันมีทั้งรายงานและมีกฎหมาย

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

วาระปฏิรูปเดียว อันนี้เข้ารอบ ๒ รายงานเข้ามาแล้วรอบหนึ่งครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ

ขออภัยครับท่านประธาน สุดท้ายแล้ว ขออภัย จริง ๆ ครับ ประเด็นที่ ๖ เรื่องการถ่ายทอดยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ ในชาร์ท (Chart) ที่ ๔ หน้า ๒๔ ผมขอเสนอว่าอันนี้เป็นการมองการอภิบาลประเทศโดยอภิบาลโดยรัฐเป็นหลัก มีถ่ายจากบนลงล่าง ล่างขึ้นบน มองโครงสร้างรัฐเป็นหลักเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันการอภิบาลสังคม มีทั้งอภิบาลโดยรัฐ อภิบาลโดยตลาด อภิบาลโดยเครือข่ายหรือโดยหุ้นส่วน การถ่ายระดับ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่พึ่งแต่ในระบบราชการที่รัฐเท่านั้น แต่จะต้องพึ่งการถ่ายระดับไปสู่ด้านข้าง ไปสู่ทางตลาด สู่ทางสังคม สู่ทางท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วย กระผมขออนุญาตเสนอแนะนําว่า การเขียนถ่ายระดับตรงนี้อาจจะต้องมองในการอภิบาลที่มี ๓ ระบบในสังคมไทย ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออภัยครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณรสนา โตสิตระกูล ครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล 🔗

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ คือในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทางคณะกรรมาธิการได้เริ่มต้นจากเรื่องของหลักการ ทีนี้ในส่วนของหลักการในข้อที่ ๔ คือพูดไว้เพียงแค่ว่าภาคเอกชนมีโอกาสร่วมน้อยแล้วก็ภาคประชาชนเกือบไม่มีส่วนร่วมเลย ในการกําหนดอนาคตของชาติ แต่ก็ไม่ได้มีการพูดอะไรมากไปกว่านี้ว่าแล้วจะแก้ปัญหาตรงนี้ อย่างไรนะคะ ถึงแม้ว่าในการกําหนดสิ่งที่เราเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นจะมีความสําคัญ แล้วก็ในส่วนที่เป็นขั้นตอนต่าง ๆ ที่ท่านได้อธิบายว่าในกระบวนการทํายุทธศาสตร์ชาตินั้น จะจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนะคะ แต่ว่า ในโครงสร้างของกฎหมาย ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มีการเขียนอย่างชัดเจนว่า ในกระบวนการทํายุทธศาสตร์ชาตินั้นประชาชนจะมีส่วนเข้ามาร่วมในการกําหนดทิศทาง หรือยุทธศาสตร์ของชาติได้อย่างไรนะคะ

สิ่งที่มีการเขียนไว้เพียงเล็กน้อย อย่างในมาตรา ๗ ในการทํายุทธศาสตร์ก็ให้ คณะกรรมการประชุมเพื่อพิจารณาและกําหนดทํายุทธศาสตร์แล้วก็ให้โอกาสประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่ามันแตะน้อยมากนะคะ ให้โอกาสประชาชนเท่านั้นนะคะ ดิฉันคิดว่า มันต้องเขียนให้มีความเข้มแข็งมากกว่านี้ว่าจะต้องมีกระบวนการที่ประชาชนจะต้อง มีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทางยุทธศาสตร์ เพราะอะไรคะ ดิฉันคิดว่าในอดีตเรามีการทํา แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่เริ่มต้นมา ดิฉันคิดว่าทิศทางของแผนพัฒนา เศรษฐกิจนั้นเราไปกําหนดแนวทางสิ่งที่เราเรียกว่าทริกเคิล ดาวน์ (Trickle down) คือเราหวังว่า เราจะระดมสรรพกําลังและทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างเพื่อสนับสนุนให้กับกลุ่ม ๆ หนึ่ง ภาค ๆ หนึ่ง แล้วก็หวังว่าความร่ํารวยนั้นจะค่อย ๆ ไหลลงมาสู่คนข้างล่าง แต่ในเวลาตั้งแต่ ปี ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบันเราพบว่าสังคมเกิดความเหลื่อมล้ํามากขึ้น ซึ่งความเหลื่อมล้ําเหล่านี้ ถ้าเราคิดว่าเรากําหนดยุทธศาสตร์ชาติแล้วจะแก้ความเหลื่อมล้ําเหล่านี้ ดิฉันคิดว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องเปิดโอกาสที่จะให้ประชาชนหรือภาคประชาสังคม ส่วนอื่น ๆ ที่เขาก็มีส่วนร่วมในแผนยุทธศาสตร์แล้วก็นโยบายสาธารณะที่จะกระทบต่อชีวิต ของเขาเข้ามาร่วมอย่างไร ซึ่งอันนี้ในร่างกฎหมายนี้ไม่ได้เขียนอย่างชัดเจนนะคะ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างในมาตรา ๖ เราพูดว่ายุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีสาระสําคัญในด้านต่าง ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว อย่างกรณีเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมกับพลังงาน สมมุติว่าในแง่ของภาครัฐมักจะคิดอยู่เสมอว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องของรัฐ รัฐสามารถที่จะกําหนดแนวทางให้สัมปทานไปเพื่อหวังว่าจะได้ประโยชน์ที่คุ้มค่า แต่รัฐบอกว่า ไม่ใช่เรื่องประโยชน์สาธารณะนะ แต่กรณีเรื่องของทรัพยากรเหล่านี้มันไปกระทบกับสิทธิ ของชุมชน ซึ่งถ้าหากว่าเกิดกําหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมาว่ายุทธศาสตร์ของชาติ รัฐก็ยังเป็นเจ้าของ ทรัพยากรธรรมชาติ จะให้อย่างไรก็ได้ แล้วประชาชนนั้นก็มีหน้าที่เพียงแค่ว่าคุณก็มา มีโอกาสมีส่วนร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ความเห็น แต่เมื่อให้ความเห็นแล้วสิ่งที่กรรมการ ยุทธศาสตร์จะเอาเข้ามาเป็นเรื่องที่เป็นสาระหลักหรือไม่ อาจจะไม่ได้อยู่ในการระบุ ในกฎหมายในส่วนนี้เลย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการกําหนดยุทธศาสตร์แบบนี้แล้ว ถ้าเกิดไป กระทบกับสิทธิชุมชนซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะมีโอกาสต่อสู้ไหมคะ สมมุติว่าประชาชนไปต่อสู้ว่าการดําเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์เหล่านี้หรือการดําเนิน แผนงานตามยุทธศาสตร์เหล่านี้กระทบกับสิทธิของเขา เขาจะมีโอกาสไหมที่เขาจะไปฟ้องศาล ศาลจะบอกว่าทําอะไรไม่ได้หรอก เพราะว่ายุทธศาสตร์ถูกกําหนดมาแบบนี้ เพราะเนื่องจากว่า ในร่างกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนนะคะว่า ในมาตรา ๑๐ นี้ยุทธศาสตร์ชาติมีผลผูกพันรัฐบาล รัฐสภา คณะรัฐมนตรีทุกส่วน เพราะเมื่อมันผูกพันแล้วนี้ ถ้ามันไปกระทบสิทธิของประชาชน ประชาชนจะมีอํานาจต่อสู้ตรงไหน อันนี้ยังไม่ได้พูดรวมไปถึงในแง่ของกระบวนการ ในการกําหนดบุคคลที่จะเข้ามาทําหน้าที่ในฐานะกรรมการนะคะ ท่านตั้งกรรมการสรรหา จากหลากหลายบุคคล แต่ว่าไม่มีส่วนของภาคประชาสังคมซึ่งเป็นภาคใหญ่ที่สุด ไม่มีตัวแทน ท่านมีแต่ตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมอะไรต่อมิอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ในกระบวนการที่จะทําให้สังคมนี้เข้ามามีส่วนร่วมและยอมรับในยุทธศาสตร์ชาติร่วมกันนี้ ต้องคิดตั้งแต่ว่าแผนที่จะวางขึ้นมาจะให้ประชาชนที่เขาได้รับผลกระทบและเขามีส่วนร่วม ในฐานะที่เป็นภาคใหญ่ของสังคมนั้น เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่า เป็นหน้าที่ของภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้นในการที่จะมาออกแบบวางแผน แล้วก็บอกว่า ประชาชนมีโอกาสมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย แล้วก็หน้าที่ของคณะกรรมการก็คือเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนยอมรับเท่านั้น ดิฉันคิดว่าโดยหลักการยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องจําเป็น แต่สิ่งที่จําเป็นก็คือว่าก่อนที่จะมีคณะกรรมการชุดนี้ การออกแบบที่จะให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง จะต้องถูกระบุเอาไว้ในกฎหมายด้วยค่ะ ก็ขอให้ความเห็นในเวลา อันจํากัดเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณชูชาติ อินสว่าง ครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพอย่างสูง กระผม ชูชาติ อินสว่าง สปช. ๐๖๗ ท่านเห็นผมลุกขึ้นมาพูดก็คงจะไม่หนีเรื่องการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วก็ที่จังหวัดใกล้เคียงหลายจังหวัด ขณะนี้กําลังมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องน้ํา แย่งน้ํากันใช้ และนับต่อจากนี้ไปอาจจะต้อง แย่งน้ํากันบริโภคอีกด้วยซ้ําไป กระผมเห็นในหมวด ๑ การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๖ ยุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญในด้านต่าง ๆ ก็ขออนุญาตชื่นชมครับว่า มีความมั่นคงทางทหาร สุดท้ายเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผ่านไปยังกรรมาธิการ ผมขอวิงวอน เรามีปัญหาต่าง ๆ ในชาติมากมายเกี่ยวกับ เรื่องการเกษตรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลผลิต เรื่องปัจจัยการผลิต เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว เรื่องน้ํา เพราะฉะนั้นสาระสําคัญของด้านการเกษตรนี้ ถ้าเราไม่มี ผู้ที่มีความรู้หรือว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องยุทธศาสตร์ตัวนี้เข้าไปอีกสักหน่วยงานหนึ่งก็จะทําให้ พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากไม่ได้สักทีหนึ่ง อันนี้ก็คือเรื่องแรก

- ๓๐/๑  

ผมเปิดไปในด้านของบทเฉพาะกาล ก็มีความไม่สบายจิตใจอยู่นิดหนึ่ง จะคิดเองหรืออย่างไรก็ไม่ทราบนะครับ เรื่องในข้อที่ ๒ เสริมสร้างการเกษตรและเอื้ออาทร ต่อการเกษตร ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า การเสริมสร้างเกษตรและเอื้ออาทรต่อเกษตรกร น่าจะเป็นคําพูดที่เหมาะกว่าและที่สําคัญที่สุด บรรทัดต่อมาเร่งรัดการพัฒนาชนบทแบบใหม่ แบบสังคมนิยม ฟังแล้วก็ดูไม่สบายใจนัก แบบสังคมนิยม ไม่ทราบว่าจะเข้าใจผิดหรือเปล่า ถ้าจะอธิบายกันคงยืดยาว ผมอยากจะ กราบขอร้องว่าถ้าเราจะเร่งรัดการพัฒนาชนบท โดยใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียงแบบระบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานจากรากหญ้าที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมกันซื้อ รวมกันขาย ร่วมกันผลิตนะครับ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกร แล้วก็จะได้เป็นการพัฒนา ให้เขารู้จักความพอเพียง การรู้พอประมาณ รู้เหตุ รู้ผล และรู้ซึ้งถึงระบบจริยธรรม คุณธรรมด้วย เร่งรัด พัฒนาเกษตรกรให้ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนการผลิต อันนี้เป็นสิ่งสําคัญว่าถ้าทุกวันนี้ เรายังลดต้นทุนการผลิตไม่ได้ โดยไม่นําเทคโนโลยีมาใส่ เพิ่มช่องทางการผลิตตัวนี้ สุดท้ายคือ สร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐต้องติดตามให้คําแนะนํา แล้วก็ช่วยเหลืออย่างยั่งยืน ท่านประธานครับ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน กรมประมง ทุกหน่วยงานเยอะแยะเลย เกษตรกร คนเดียวถูกดูแลด้วยหน่วยงาน บางทีมันอาจจะซ้ําซ้อนกัน ถ้าเราวางยุทธศาสตร์เพื่อ การเกษตรอย่างแน่ชัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเข้ามาก็ว่ากัน ในเรื่องของการประกันรายได้ ประกันราคาข้าว อีกพรรคหนึ่งเข้ามาก็เรื่องของจํานําราคาข้าว อีกพวกหนึ่งเข้ามาก็เรื่องของการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ทั้งหมดจะจัดการและบริหารด้วย ยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น ถ้าท่านกําหนดยุทธศาสตร์ไว้ให้เกษตรกรอย่างแน่นอน อย่างเช่น สมมุติว่า ตอนนี้ในเรื่องของการทํานา ท่านให้ทํานา ๓ ครั้ง ช่วยกันเพื่อจะให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ตอนนี้ลดเหลือทํานา ๒ ครั้ง เพราะผลผลิตมากไป ตอนนี้ลดเหลือทํานา ๑ ครั้ง เพราะน้ําไม่อํานวย ตอนนี้ให้งดทํานา เพราะไม่มีน้ํา ทีนี้เกษตรกรจะทําอะไร เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเราวาง ยุทธศาสตร์ให้เกษตรกรได้ชัดเจน ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน ถ้าเรากําหนดปฏิทินเวลาให้เกษตรกร เขาทําให้ชัดเจน อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ โดยมอบให้รัฐและองค์กรต่าง ๆ ไปช่วยกันบริหาร จัดการเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผมกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการล่วงหน้าผ่านท่านประธาน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ

นางเตือนใจ สินธุวณิก

กราบเรียนท่านประธาน และท่านคณะกรรมาธิการ ที่เคารพอย่างสูงค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชนค่ะ ก่อนอื่นดิฉันก็ขอแสดงความชื่นชมอย่างยิ่งแด่คณะกรรมาธิการ ที่ได้กรุณาจัดทําให้มีเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง อย่างที่ฟังท่านได้ชี้แจงมานะคะ ก็อยากจะขอเรียนค่ะว่า เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งที่จะต้องมี การบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญค่ะ ซึ่งก็ทราบกันดีว่าจะเป็นครั้งแรก ถ้าจะมีการบัญญัติ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้ถือเป็นเรื่องจําเป็น แล้วก็ดิฉันคิดว่าจะเป็นผลงานชิ้นสําคัญของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้นะคะ ซึ่งถ้าหากมีความสําเร็จเกิดขึ้นก็จะทําให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนเสนอเป็นข้อคิดเห็นเล็กน้อยนะคะ ในมาตรา ๙ ที่ท่านบอกว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้ให้มีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา ๒๐ ปี และอาจ พิจารณาทบทวนทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อเป้าประสงค์หลักตามยุทธศาสตร์ชาติ อย่างเป็นนัยสําคัญ อันนี้ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านกรรมาธิการนิดหนึ่งนะคะว่า ดิฉันอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมว่าเห็นด้วยที่ยุทธศาสตร์ชาติต้องทําเป็นแผนที่ยาวนาน ๒๐ ปี และท่านก็บอกว่าอาจจะมีการพิจารณาทบทวนทุก ๕ ปี ดิฉันเห็นว่าเนื่องจากการบริหารประเทศ หรือว่าโลกของเราปัจจุบันนี้ความก้าวหน้า ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีนั้นก้าวไปไกลอย่างยิ่ง และการพัฒนาประเทศ หรือการปรับตัว ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นประเทศที่เจริญแล้วนั้น ดิฉันคิดว่า เขามีการปรับตัวหรือปรับแผน ปรับยุทธศาสตร์ของชาติให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเปลี่ยนผันไป ดังนั้นดิฉันคิดว่า ๒๐ ปี อันนั้นเรามีเป็นหลักค่ะ อีก ๕ ปี อาจจะทบทวนได้ แต่อยากจะขออนุญาตกราบเสนอว่าในมาตรา ๙ นี้นอกจากจะบอกว่า หรือมีสถานการณ์ กระทบต่อเป้าประสงค์หลักตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นนัยสําคัญแล้ว อยากขออนุญาต กราบฝากว่าอยากจะเพิ่มเติมว่าหรือเมื่อมีความจําเป็นที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทางด้านการทหาร ด้านเศรษฐกิจและสังคมค่ะ อยากจะขออนุญาตเติมตรงนี้ เพราะว่าในทุก รัฐบาลที่ท่านเข้ามาเมื่อมีแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลักแล้ว ดิฉันเชื่อมั่นว่าเมื่อกําหนดใน กฎหมายรัฐธรรมนูญทุกรัฐบาลก็จะต้องดําเนินการไปตามนั้น แต่ถ้าหากว่ามีเหตุการณ์สําคัญ จริง ๆ ด้านความมั่นคงของชาติ ทั้งทางด้านการทหาร เศรษฐกิจและสังคม ก็ควรจะได้มี บัญญัติเพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๙ ว่าทางรัฐบาลซึ่งเป็นผู้บริหารรับผิดชอบเองรวมทั้งสภาผู้แทนราษฎร ควรจะมีสิทธิที่จะได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยนะคะ

อีกประการหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนชื่นชมท่านนะคะ ก็คือ การที่พยายามผลักดันให้กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่มีเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ดิฉันคิดว่า เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็คงจะเป็นประวัติศาสตร์ที่เราจะทําให้สําเร็จที่จะมีบทบัญญัตินี้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านได้เสนอว่าในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการที่เรียกว่า เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติดําเนินการบริหารตามที่เราเสนอนี้นะคะ ท่านก็เสนอว่า อาจจะให้สภาพัฒน์ได้มาดูแลตรงนี้ ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็ขออนุญาตกราบฝากว่า ก็อยากจะขอเสนอว่าสําหรับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปัจจุบันมีทั้งบุคลากร มีสถานที่โอ่อ่ามากมาย ดิฉันคิดว่าอันนั้นก็เป็นอีกอันหนึ่งที่อยากจะขอกราบฝากไว้ว่าน่าจะมี การกําหนดว่าให้ทางเจ้าหน้าที่ แล้วก็ข้าราชการของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีส่วนเข้ามาช่วยทํางานตรงนี้ด้วย ดิฉันคิดว่าก็น่าจะเป็นเรื่องดีนะคะ แล้วก็ขออนุญาต ชมเชยท่านอีกครั้งหนึ่งแล้วก็หวังใจว่าเราจะสามารถทําสําเร็จในเรื่องของการผลักดันให้มี สภาที่เรียกว่าเป็นเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติกําหนดลงไปในรัฐธรรมนูญได้สําเร็จค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านถัดไป มีท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ท่านสรณะ เทพเนาว์ ท่านพรายพล คุ้มทรัพย์ ท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง แล้วก็ท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ค่ะ

นางประภาศรี สุฉันทบุตร

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดยโสธร ดิฉันขออนุญาต ให้ข้อเสนอแนะคงไม่มาก ดิฉันจากการฟังที่คณะทํางานได้รายงานดิฉันคิดว่าคณะทํางาน กังวลมากเรื่องงบประมาณ ก็จะบอกอยู่เสมอว่างบประมาณจะใช้น้อยมาก เช่น จะมีข้าราชการ มาเป็นกรรมการส่วนนี้ แล้วก็เนื่องจากมีเงินเดือนในข้าราชการอยู่แล้วก็อาจจะไม่ต้องเสียมาก ดิฉันกลับมองว่าท่านสามารถของบประมาณจากรัฐบาลในสมัยนั้น ๆ ให้มากพอที่จะทําให้ องค์กรนี้ทํางานไปได้ ดิฉันถือว่าองค์กรนี้ต้องการให้เป็นองค์กรอิสระ เป็นองค์กรที่มีความสําคัญ สําหรับชาติมากเลย ที่กําหนดความเป็นไปของชาติในอนาคต กําหนดยุทธศาสตร์ของชาติ ที่จะมองออกไปข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไรแล้วปฏิบัติให้ได้นะคะ พอเห็นท่านกังวล เรื่องงบประมาณดิฉันก็จะมองว่าแล้วมันจะไปได้อย่างไร ถ้ากังวลว่าไม่มีงบประมาณมาทํา จะไปได้อย่างไร ดิฉันอยากให้ท่านลองดูภาคเอกชน ถ้าภาคเอกชนเขาเห็นว่าสิ่งที่ลงทุนแล้ว คุ้มค่าได้ผลประโยชน์ภาคเอกชนจะไม่เสียดายเรื่องงบประมาณที่จะลงทุนเลย ถ้าผลตอบแทนนั้นคุ้มค่า ในขณะเดียวกันดิฉันมั่นใจว่าคณะทํางานยุทธศาสตร์ชาติก็จะใช้ งบประมาณอย่างมีธรรมาภิบาลแล้วก็ขอให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนให้มากที่สุด อย่าใช้แบบขอบริจาค ว่าโอเคหน่วยงานนี้ช่วยมาบริจาคกันหน่อยอะไรแบบนี้ อย่าใช้แบบนั้นเป็นอันขาด จะไม่มีทาง เกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้เลยนะคะ

อีกเรื่องหนึ่งบุคลากรที่มาทํางานท่านก็จะบอกว่าสามารถนําข้าราชการ มาทําได้นอกเวลา ดิฉันไม่อยากให้เป็นงานฝากนะคะ ให้เป็นงานหลักของคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติเลย อย่างน้อยก็มีส่วนหนึ่งที่ครึ่งหนึ่งที่จะต้องเป็นคนที่ดูแลเป็นหลักลงไปเลย ส่วนที่มาให้ความรู้ให้มาเป็นที่ปรึกษาสามารถเป็นพาร์ท ไทม์ (Part time) หรือมาประชุมได้ แต่จะต้องมีคนที่ดูแลเป็นหลัก แล้วก็มีอํานาจ มีศักดิ์ศรีเลยล่ะที่จะเป็นประธาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างสมัยที่ดิฉันเรียนวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักรประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้วนะคะ ขอเล่าเรื่องยุทธศาสตร์เล็ก ๆ เลย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรก่อนจบจะต้องทํายุทธศาสตร์ชาติกันทั้งรุ่นนั้นเลย ทําร่วมกัน แล้วก็กระจายเล็กเป็นยุทธศาสตร์สาขาต่าง ๆ ซึ่งทุกปีนายกรัฐมนตรีจะต้องไปนั่งฟัง ยุทธศาสตร์ของนักศึกษา วปอ. สมัยที่ดิฉันเรียนวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาท่านหนึ่งที่ได้รับ วิทยานิพนธ์วิจัยดีเด่นเลยนะคะ เขาทําเรื่องอาหารไทยเป็นอาหารโลก อันนี้คือยุทธศาสตร์ ย่อย ๆ ลงไป เวลาผ่านมา ๑๐ กว่าปี สมัยก่อนถ้าเราไปต่างประเทศเราจะเจอว่าเราหิว อาหารไทยมากเลย เราไม่สามารถหาซื้ออาหารไทยได้เลย แต่ปัจจุบันท่านไปสหรัฐอเมริกาไป ยุโรป ไปอะไร ท่านจะเห็นร้านอาหารไทยเต็มไปหมดทุกรัฐ ทุกเมืองนะคะ อันนี้ดิฉันเชื่อเลย ว่าจากยุทธศาสตร์เรื่องอาหารไทยเป็นอาหารโลก เลยทําให้อาหารไทยได้กระจายไปทั่วโลกค่ะ ทําให้สิ่งที่ได้ก็คือเกิดการกระจายรายได้มาที่คนไทยทุกคน คนไทยบางคนสามารถไปเป็นกุ๊ก ไปเป็นพ่อครัวที่นั่นได้ คนไทยหลายคนไปมีกิจการร้านอาหารที่นั่น ที่สําคัญรายได้ที่มากที่สุด ก็คือเกษตรกรไทยค่ะ อาหารไทยก็จะต้องทําจากพืชผักของไทย ใบโหระพา พริกขี้หนู ข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ได้มีโอกาสไปโชว์ตัวทั่วโลกเลยนะคะ จะต้องมีร้านอาหารไทย ที่มีข้าวหอมมะลิด้วย อันนี้ดิฉันถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดของเพื่อนร่วมรุ่นของดิฉัน ที่ได้ทําวิทยานิพนธ์เรื่องอาหารไทยเป็นอาหารโลกนะคะ ที่สําคัญที่สุดดิฉันไปสหรัฐอเมริกา ครั้งหลังสุดนี้ ฝรั่งเข้าคิวร้านอาหารไทยแน่นทุกร้าน ดิฉันก็พยายามถามเขาว่าทําไมถึงชอบ ทานอาหารไทย เขาบอกว่าเป็นสมุนไพร เป็นออร์แกนิค (Organic) เป็นเฮิร์บส (Herbs) แล้ว เขาก็ชอบอาหารไทยมาก ๆ แล้วก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย กลายเป็นอะไรที่มหัศจรรย์นะคะ เป็นเรื่องเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ดิฉันก็เลยขอสนับสนุน แล้วก็ขอให้กําหนดยุทธศาสตร์ชาตินี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้รัฐบาลทุกสมัยจะต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ขอบคุณมากค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสรณะ เทพเนาว์ ค่ะ

นายสรณะ เทพเนาว์

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานอนุกรรมาธิการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ในการร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์แห่งชาติ พ.ศ. .... กระผม นายสรณะ เทพเนาว์ ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านปกครองท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมจําความได้ว่า ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์แห่งชาติ ขอเอ่ยนามครับ ท่านประธาน อนุกรรมาธิการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ท่านศาสตราจารย์พันตํารวจโท ดอกเตอร์ยงยุทธ สาระสมบัติ กับท่านพลเอก ยุทธนา สรรพานิช ท่านมาปรารภแล้วก็ขอให้กระผมได้ลงนาม ลงชื่อร่วมกับท่านด้วย ผมไม่คาดคิดว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติจะเป็นพลังการขับเคลื่อนครอบคลุมทุกการปฏิรูปทั้งหมด ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มีเพียงแค่ ๑๑ ด้านที่ดําเนินการปฏิรูป แต่ขณะเดียวกันในการปฏิรูปซึ่งมาตรา ๖ ของร่างยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้นระบุไว้ถึง ๑๒ ด้านด้วยกัน ผมไม่ขอเอ่ยนาม ท่านลองไปเปิดดู มาตรา ๖ ครอบคลุมทั้งหมด ผมอยากจะฝากกราบเรียนในฐานะด้วยความเคารพว่าภายหลังที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการประชุมแม่น้ํา เราพบปะ สนช. กับ สปช. ผมบันทึกไว้ในลายลักษณ์อักษรของการเวิร์ดดิง (Wording) ที่ท่านพูดก็คือว่า ส่วนสําคัญที่สุดว่ากระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายที่จะดําเนินการปฏิรูปนั้นจําเป็นที่จะต้องมี การวิจัยโดยเฉพาะให้คํานึงถึงยุทธศาสตร์ของชาติ ตรงนี้เลยครับ และขณะเดียวกัน ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ท่านได้พูดในงาน ของสมาคมของตัวกระผมที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน ว่าเราปฏิรูปแล้วอย่าให้เสียของ แล้วเดินหน้าสู่การปฏิรูปเพื่อแข่งขันกับนานาอารยะประเทศ ผมฝากอย่างนี้ว่าความสําคัญ ของการปฏิรูป

ประเด็นที่ ๑ เพื่อให้ดําเนินการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ฉบับที่ ๑ เพื่อรองรับ ข้อกําหนดตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์แห่งชาติภายใต้รัฐบาลนี้เพื่อรองรับความจําเป็นและรองรับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เรากําลังร่าง

ประเด็นที่ ๒ ให้ยุทธศาสตร์มีความสําคัญควบคู่กับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญกําลังยกร่าง ครอบคลุมไปทั้งหมดถึงความมั่นคงหลายด้านด้วยกัน อาทิ ทางการทหาร เศรษฐกิจ สังคม การพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปกครองท้องถิ่นด้วย

อันที่ ๓ ก็คือว่าให้เตรียมความพร้อมให้ทันกับรัฐบาลในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญด้วย อันนี้คือหัวใจสําคัญครับ

อันที่ ๔ พิจารณาตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติและคณะกรรมการ บริหารสํานักงาน อันนี้จะเป็นหลักสําคัญครับ มีสมาชิกบางท่านผมไม่ขอเอ่ยนาม ปรารภว่า ประธานยุทธศาสตร์แห่งชาติ หมายความว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันผมกลับเห็นด้วยว่าขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะเนื่องจากดูบทบัญญัติแล้ว ผมดูแล้วว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้มีอํานาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีอํานาจในการสั่งการ อนุมัติและบูรณาการกระทรวง ทบวง กรม กํากับดูแลนโยบายของรัฐบาลได้ดีที่สุด ผมเป็นห่วงเป็นใยอย่างนี้ครับ เหลือเวลาน้อย ฝากว่านโยบายประชานิยมที่ล้มเหลวมาโดยตลอด กระแสของพรรคการเมือง จากการวิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า ๔-๕ เล่มที่ได้แจกให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๑๙ คน กระแส ของประชานิยมโดยเฉพาะพื้นที่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดลําปาง รวมทั้งจังหวัดปทุมธานี และรวมทั้งจังหวัดสกลนคร ประชานิยม เขาเลือกพรรคที่มีกระแสนิยมโดยด้านประชานิยม เราจําเป็นต้องจํากัดในหลักการของนโยบายพรรคในเรื่องประชานิยม เพราะประชานิยมนั้น ทําให้เกิดการสูญเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ผมขอฝากกราบเรียนไว้เพียงแค่นี้ครับ กราบขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพรายพล คุ้มทรัพย์ ค่ะ เชิญค่ะ

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ พรายพล คุ้มทรัพย์ สปช. ๑๕๑ นะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้ทํางานชิ้นสําคัญออกมาเป็นรูปเป็นร่างนะครับ ผมขอเรียนว่าผมสนับสนุนแนวคิดของ การมียุทธศาสตร์ชาตินะครับ เห็นด้วยกับการมียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแนวทางในการพัฒนา ทั้งสําหรับภาครัฐแล้วก็จะเป็นประโยชน์สําหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปด้วย อันนี้จริง ๆ ถ้าหากว่าจะต้องเป็นหลักการและเหตุผลในกฎหมายควรจะระบุประโยชน์ ที่มีสําหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปด้วย เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นแผนสําหรับภาครัฐ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่ามันน่าจะชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และอุดมคติของชาติ ของทุกคนในชาติ

ประเด็นที่ผมจะอภิปรายจริง ๆ มีอยู่ประเด็นเดียว คือเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับ เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็สํานักงานบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็เป็นเนื้อหาสาระที่สําคัญของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมา คือจริง ๆ แล้วเห็นด้วย กับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายไปแล้วว่าการทํางานของสํานักงานและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติมันจะมีความซ้ําซ้อนกับลักษณะงานที่สภาพัฒน์ในปัจจุบันนี้ทําอยู่ สภาพัฒน์ แน่นอนไม่ได้ทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ ใช่ แต่ว่าเขาก็จะทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเราก็ทราบดีว่ามันเป็นแผน ๕ ปี แต่จริง ๆ แล้วในการทํางานเขาก็จะต้องมองไปไกลกว่า ๕ ปีด้วย เพราะฉะนั้นเซท อัพ (Set up) ต่าง ๆ ที่มีที่สภาพัฒน์มันเกือบจะ ถึงแม้จะไม่พร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะมารองรับงานเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าถ้าสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชื่อยาว ๆ นี่นะครับ เรียกสั้น ๆ ว่า สภาพัฒนา เป็นสถาบันหรือองค์กรในลักษณะนี้ ก็น่าจะ สามารถรองรับการจัดทํายุทธศาสตร์ได้ เพียงแต่ว่าเราปรับปรุงองค์กรนั้นให้เหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราตั้งอันใหม่ขึ้นมา นอกจากมันจะซ้ําซ้อนแล้วการทํางานที่นอกจากว่า จะเปลืองงบประมาณแล้ว การทํางานที่ลักษณะซ้ําซ้อนกันมันก็จะไม่มีประสิทธิภาพที่ดี เท่าที่ควร จริงอยู่มันอาจจะมีการเสริมกันหรือประสานกันได้ในการทํางาน แต่ผมคิดว่าไหน ๆ เราจะต้องปฏิรูปอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว ปฏิรูปสภาพัฒน์ไปด้วยครับ ผมอยากเสนออย่างนี้ คืออยากจะให้สภาพัฒน์เองมีหน้าที่บทบาทที่กว้างขึ้น แล้วก็รวมไปถึงงานยุทธศาสตร์ชาติด้วย เราจะขยายบทบาทของสภาพัฒน์อย่างไร

อันแรกเลย นอกจากเขาจะดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ก็ให้เพิ่มงานเข้าไป ครอบคลุมงานอื่น ๆ ที่ท่านระบุไว้ในร่างพระราชบัญญัติอันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การบริหารราชการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การทหารอะไรต่ออะไรรวมเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นงานเขาจะกว้างขึ้น เขาก็จะรองรับการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ได้

อันที่ ๒ เพิ่มจากแผนพัฒนา ๕ ปี ให้เขามีการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐-๓๐ ปีด้วย อันนี้มันก็จะเหมาะ เพราะว่าถ้าทําในสํานักงานเดียวกันมันก็จะทําให้แผน ๕ ปี สอดคล้องกับแผน ๒๐ ปี ๓๐ ปีด้วย องค์ประกอบของคณะกรรมการก็ต้องปรับเปลี่ยน ไปตามภารกิจใหม่ด้วย สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโดยเน้นความสามารถทางวิชาการ ให้มากขึ้น ทําให้กลายเป็นองค์กรที่สามารถดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ และประสบการณ์ ทําตัวเป็นธิงค์ แทงค์ (Think tank) ทํางานประสานงานกับสถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะยังคงบทบาทในเรื่อง การประสานงานและขับเคลื่อนแผนและยุทธศาสตร์ชาติไปได้ด้วย เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลด้วยได้ แต่ว่าควรจะให้งานในบทบาทของการบริหารน้อยลงไป เช่นไปเป็นเลขานุการของคณะทํางานบ้าง หรือไปทําโน่นทํานี่ซึ่งเป็นงานเฉพาะกิจ อันนี้ควรจะลดน้อยลงไป เลขาธิการหรือ รองเลขาธิการก็ให้ไปนั่งในบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจน้อยลงหรือไม่ควรจะไปนั่งเลย ว่ากันตามจริง และจริง ๆ แล้วบทบาทวิชาการของสภาพัฒน์ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่า ขยายวง ขยายสาขาวิชาให้มันกว้างขึ้น งานบางส่วนแยกออกไปจากสภาพัฒน์ในปัจจุบัน เช่นงานจัดทําบัญชีประชาชาติ ท่านทราบหรือเปล่าในต่างประเทศงานนี้เขาไปทํารวมกับ การจัดทําสถิติของชาติ อันนี้จริง ๆ ควรจะแยกออกจากสภาพัฒน์ไปรวมกับสํานักงานสถิติแห่งชาติ จะตั้งเป็นสํานักงานใหม่ขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือผมอยากจะเสนอว่าควรให้ ไปปรับปรุงหรือแก้ไขพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๒๑ หรือไม่ก็ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ขึ้นมาเลยครอบคลุมการทํางานของ สภาพัฒน์ในปัจจุบัน แล้วก็รวมเอางานการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติไปด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ค่ะ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพอย่างสูง ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย คนที่ ๒๙ เป็น สปช. ลําดับที่ ๐๑๕ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังหลายท่านพูดเกี่ยวกับ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ทุกคนต้องยอมรับความจริงครับว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นมีมาหลายฉบับ มีมากมายเหลือเกิน ทุกยุทธศาสตร์ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นดีหมด แต่ผู้ปฏิบัติสิครับ นั่นก็คือ รัฐบาล ทุกรัฐบาลชอบเบี่ยงประเด็นเอานโยบายตัวเองมาเขียนสวนทางกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยทั้งสิ้น ท่านสังเกตไหมครับ นี่เป็นเรื่องจริงที่ผมพูด เอานโยบายหาเสียง นโยบายประชานิยม นโยบายอะไรที่ตัวเองนั้นได้คะแนนเสียง คิดแต่เรื่องเดียวพวกนี้ ถ้าย้อนยุคกลับไป เมื่อสัก ๔๐-๕๐ ปีก่อนต้องประหารชีวิต เพราะไม่ทําตามยุทธศาสตร์ชาติ และวันนี้ผมนําเรียน ด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอในวันนี้ทุกประเด็นนั้นล้วนเป็นประเด็นที่มีความหมาย และเป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านประธานครับ ผมขอชื่นชมด้วยความเคารพทุกท่านที่นั่งอยู่บนนั้น สิ่งที่ท่านเขียนออกมาทุกประเด็นนั้นผมดูแล้วแม้แต่โครงสร้างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ ทุกอย่างนั้นล้วนสุดยอดครับ แต่มีสิ่งที่ผมนําเสนอเมื่อสักครู่ว่ามันสวนทางกับผู้ที่ปฏิบัติ เราต้องหากลไกในการควบคุม หากลไกให้เขาปฏิบัติตาม ที่ยุทธศาสตร์ชาติไม่ประสบ ความสําเร็จที่ผ่านมาผมพูดไปแล้ว ๑ เรื่อง จะเป็นเรื่องกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ปัจจุบัน ท่านต้องดูดี ๆ มันกว้างเกินไป ต้องยอมรับความจริงว่ามันกว้างเกินไปเหมือนกฎหมายบางข้อ นักกฎหมายก็ชอบหาช่องทางออก ท่านต้องตีกรอบให้มันแคบลง

เรื่องที่ ๒ ยุทธศาสตร์ชาติที่ผมพูดไปแล้ว ต้องมีกลไกบังคับให้รัฐบาลปฏิบัติ ตามให้มันชัดเจน ตรงนี้ต่างหากครับ ถ้าไม่ชัดเจนแล้วเขาก็จะเอานโยบายเขามาแทน สวนทาง ใครกําหนดบทลงโทษเขา ไม่มีครับ มันจะทําให้ประเทศชาตินั้นขับเคลื่อนได้อย่างไร

ส่วนข้อ ๓ ที่ผมจะนําเสนอยุทธศาสตร์ชาติมีขั้นตอน ขั้นตอนการทํางานเสนอ มันไม่เชื่อมโยงกับผู้ปฏิบัติจริง ๆ นั่นก็คือชุมชน ท้องถิ่น นี่คือเรื่องจริงครับ ประเทศไทยเอง เคยประกาศตัวว่าจะเป็นแหล่งอาหารของโลก ถามครับกี่ปีมาแล้ว ประกาศปีนั้นปีเดียว หลังจากนั้นเงียบหายไป ท่านประธานครับ เงียบหายไปโดยทั้งสิ้น โดยไม่เคยให้ความรู้ กับชุมชนท้องถิ่น ผู้ปฏิบัติทั้งหมด มันจะเป็นแหล่งอาหารโลกได้อย่างไร ตราบใดที่รัฐบาล ยังนําเข้าสารเคมี นําเข้าอะไรต่าง ๆ เข้ามา เยอะแยะมากมาย มันสวนทางกับยุทธศาสตร์ ที่ประเทศนั้นเขียนเอาไว้ ใช่หรือไม่ครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ผมพูด สิ่งที่เป็นความจริง ทั้งหมดที่ผมนํามาพูดตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากฝากไปถึงกรรมาธิการไปปรับแก้บางเรื่อง ท่านทําดีอยู่แล้วครับ ท่านทําดีที่สุดแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะนําเสนออีกเรื่องหนึ่ง ก็คือโครงสร้างร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ที่กําหนดไว้ว่าใน (๑๔) กําหนด บทเฉพาะกาลให้ในวาระเริ่มแรกจัดทํายุทธศาสตร์ชาติมีคณะกรรมการจํานวน ๒๓ คน ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยตําแหน่ง และบุคคลซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติดําเนินการสรรหาและคัดเลือกให้เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒๐ คนเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้มีความสําคัญ อย่างมาก ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีกลไกของชุมชน ภาคประชาสังคม ท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย ล้มเหลวครับ ต้องมีภาคประชาสังคม ต้องมีภาคท้องถิ่น เพราะเขาเป็นผู้รับรู้ ผู้ปฏิบัติ ผู้รับ ทราบทั้งหมด ผมเป็นนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ผมจะพูดอยู่เสมอว่า ตราบใดที่ท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็ง ประเทศชาติอ่อนแอ เมื่อไรท้องถิ่นเข้มแข็งเพราะมัน ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ เข้มแข็ง ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุข เศรษฐกิจ ประเทศชาติจะมั่นคงแข็งแรงยั่งยืน ผมพูดตลอดเวลาครับท่านประธาน นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผม อยากสะท้อนกลับไปถึงคณะกรรมาธิการ สิ่งที่ท่านทําดีอยู่แล้ว ดีมากที่สุดด้วย เพียงแต่ไป ปรับแก้เล็กน้อยให้ครอบคลุมถึงผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยไปนะครับท่าน เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมพูดเกริ่นนําเบื้องต้นแล้วว่า ยุทธศาสตร์ชาติหลายสิบฉบับที่เขียนขึ้นมาไม่เคย ประสบความสําเร็จ แต่ถ้าท่านทําในสิ่งที่ท่านทําอยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าฉบับนี้จะประสบ ความสําเร็จเพื่อประเทศชาติและประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในเรื่องของการทํา ยุทธศาสตร์ชาติต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เพราะว่าพอทุกคนในประเทศนี้รู้ว่าประเทศเรา จะต้องเดินไปทิศทางใดเขาจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูก เพราะผมเองนี้ได้คุยกับท่านที่ปรึกษา กรรมาธิการ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านก็มีประสบการณ์มาก ๆ ในเรื่องของ การบริหารเป็นที่ปรึกษาของคณะรัฐมนตรีมาหลายยุคหลายสมัย ท่านเห็นอะไรมาหมดแล้วครับ วันนี้ท่านได้เข้ามาอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติและได้มีโอกาสมาเสนอตรงนี้ ผมมั่นใจว่า ประสบการณ์ที่พวกเราที่มีอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ไม่เท่ากับที่ท่านคณะกรรมาธิการทั้งหมดที่อยู่ บนเฮด เทเบิล (Head table) นี้นะครับ เพราะท่านมีประสบการณ์มา ผมเรียนอย่างนี้ว่า ยุทธศาสตร์ก่อนที่จะถึงยุทธศาสตร์ชาตินี้ วิสัยทัศน์จังหวัด หรือวิสัยทัศน์ของจังหวัด กลุ่มจังหวัดต่าง ๆ เชื่อไหมครับ เวลาเราทําวิสัยทัศน์จังหวัดและกลุ่มจังหวัดนี้ ปรากฏว่า จังหวัดบางจังหวัด แบบไม่รู้จะโชว์อะไรกันดี ไม่รู้จะนําเสนออะไรดี เพราะว่ามีของดี ๆ เยอะแยะมากมายเลย จนบอกว่าหาตัวตนไม่ถูกเลยครับ พอจากจังหวัดมากลุ่มจังหวัด ก็เช่นกัน ก็ยิ่งเยอะขึ้นไปอีก พอระดับประเทศก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วครับตอนนี้ ก็คือทุกคนก็คิดว่า ทุกจังหวัดคิดว่าของตนนะดี ของที่ตนที่มีอยู่มันดีต้องมา เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ต้องมาขับเคลื่อนประเทศชาติ ต้องมาถือว่าเป็นความหวังของชาติ แต่วันนี้ผมว่าถ้าเรามีการทํายุทธศาสตร์ของชาติเรียบร้อย หมายความว่า อันดับแรกผมจะ ขอเสนอที่จะต้องทําให้บังเกิดผล เพื่อนสมาชิกบอกว่าใครที่จะมาเป็นรัฐบาลและต้องปฏิบัติตาม แต่อยากจะให้มันเกิดการสอดคล้องกันเพราะว่าที่แล้วมานโยบายของรัฐบาลที่ทํากันก็มาจาก นโยบายของพรรคการเมือง พอนโยบายพรรคการเมืองเขาก็ต้องทําตามนโยบาย พรรคการเมือง ซึ่งพอทําตามนโยบายพรรคการเมืองเขาไม่เคยหยิบหรือดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างกฎหมายที่เราจะออกเขาไม่ได้ดูเลย ฉะนั้นมันก็ต้องมีการบังคับใช้แบบเข้มข้น ก็คือว่า ต้องมีเขียนเชื่อมโยงไปในเรื่องของการที่พรรคการเมืองต่าง ๆ จะออกนโนบายต่าง ๆ ต้องไม่ ขัดแย้งกับนโยบายของชาติ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และไม่ใช่นโยบายประชานิยม ฉะนั้นในมาตรา ๑๐ ควรจะมีการเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะว่าวันนี้เราพูดถึงในเรื่องของการจัดทําและการดําเนิน นโยบายหรือแผน หรือแผนงานของรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งองค์กรและหน่วยงาน ของรัฐต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติตามพระราชบัญญัติแห่งนี้ ผมอยากให้เชื่อมโยงไปถึง พรรคการเมือง เพราะว่าเขาจะได้ออกนโยบายแล้วไม่เป็นการเรียกว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็คิดแต่เรื่องของตัวเองขึ้นมา เวลาทําจริงก็ทําให้ไม่สอดคล้อง

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของโครงสร้างนะครับ โครงสร้างที่จะมาเป็นส่วนที่ ๒ การสรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๒๗ เป็นต้นมา ผมมองแล้วว่ามันเหมือน เป็นการล็อก สเปก (Lock spec) ไปนิดหนึ่ง สังเกตดูนะครับว่าล็อก สเปก อย่างไร เพราะว่าบางตําแหน่งมีอยู่ อย่างเช่น (๓) จะมีประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานหอการค้าไทยและประธานสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมันก็มี ๓ องค์กร คัดเลือกตามวรรคหนึ่งจํานวน ๓ คน ก็ไม่ต้องไปคัดเลือกเพราะได้ ๓ คนเลย แต่ตกไปองค์กรหนึ่ง ผมอยากจะเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการนะครับว่าประธานสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจริง ๆ แล้วอยู่ในกรรมการร่วมในการประชุมของคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่จะมีคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยากให้แบบว่า เหมือนเวลาสรรหาจริง ๆ ก็ต้องมีการเลือกกันมากกว่าตําแหน่งที่มีแค่นั้นล่ะครับ จะได้ไม่เป็นข้อครหาว่าเราเขียนไปปุ๊บไม่ต้องหาเลยเพราะว่ามีอยู่แค่ ๓ คนเอง บางองค์กรนี้ มีเยอะมากเลย ก็คงจะเสนอไปสั้น ๆ ว่าอยากให้เพิ่มเติมหน่วยงานที่จะมาเป็นกรรมการ ให้หลากหลายขึ้นอีกนิดหนึ่งแล้วให้ถึงระดับจังหวัดด้วยยิ่งดีครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปรายชื่อที่เหลืออยู่นะคะ มีท่านวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ แล้วก็มีท่านสารี อ๋องสมหวัง ซึ่งได้ขอมาดิฉันคิดว่ายังพอมีเวลา จึงได้อนุญาต ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมว่ากรรมการต้องช่วยกางเรื่องที่เรามีทั้งหมดในรัฐธรรมนูญ เรามีทั้งแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งเป็นนโยบายที่มีไปตลอด เรามีเรื่องปฏิรูปก็สั้น ๆ ๕ ปี ไม่เกิน ๑๐ ปี แล้วเราก็มียุทธศาสตร์อยู่ตรงกลางก็ประมาณ ๒๐ ปี นอกจากนั้นในการปฏิรูป หรือในรัฐธรรมนูญเราก็ยังเขียนให้มีองค์กรที่จะมาทํายุทธศาสตร์เหมือนกัน ที่สําคัญ ๆ ที่ผมอยากจะกล่าวถึง ความมั่นคงก็มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ เศรษฐกิจก็มีสภาพัฒน์เรื่องสังคม ผมก็เห็นของการศึกษาที่กําลังยกร่างให้มีเรื่องการศึกษาและพัฒนามนุษย์ แล้วสาธารณสุข ก็มีอยู่ ที่กระทํายุทธศาสตร์ระยะปานกลางเหมือนกัน ทีนี้ถ้าเรามาดูวิสัยทัศน์ที่พวกเราฝันกัน เราก็ฝันว่าสภาแห่งนี้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สันติสุข มั่นคงสภาความมั่นคงแห่งชาติเอาไปแล้ว มั่งคั่งก็สภาพัฒน์ ยั่งยืนสิ่งแวดล้อมผมยังไม่รู้ ผมว่าต้องคิดแล้ว สิ่งแวดล้อมสําคัญแต่ผมเห็น เนื้อหาที่พูดถึงไม่มีเลย มีแต่บอกว่าไม่น้อยกว่าอีเหละเขะขะไปเรื่อย ผมว่ายุทธศาสตร์ไม่ควร จะมีมากควรจะเน้นไม่กี่เรื่อง เพราะนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็คลุมทุกเรื่องแล้ว ปฏิรูปก็เกือบทุกเรื่อง ระยะสั้นหน่อย ปานกลางคือ ๒๐ ปีเราเอา ๔ เรื่องได้ไหมตามที่เราฝัน เอาความมั่นคง ซึ่งก็มีสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว เศรษฐกิจมั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืนสิ่งแวดล้อมยังไม่เห็น มีใครคิดถึง สันติสุขผมว่าเรื่องสังคมก็มีกลุ่มที่จะทําอยู่แล้ว แล้วอย่าลืมนะครับท่านประธาน ยุทธศาสตร์นี้เมื่อมีแล้วหน่วยงานอื่นก็ต้องเอาไปทํา ถ้ามียุทธศาสตร์ความมั่นคง สภาความมั่นคงแห่งชาติก็ต้องรับไป หมายความว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ร่วมคิด เมื่อตกได้ข้อสรุปสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ต้องเอาไปทําเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ก็ต้องเอาไป เรื่องการศึกษาพัฒนามนุษย์ก็ชุดใหม่เอาไป สาธารณสุขมีอยู่แล้ว คุณก็รับไปแล้วก็บูรณาการกัน มิฉะนั้นแล้วมันจะหลากหลาย ยุทธศาสตร์ชาติก็ชาติไป สภาความมั่นคงแห่งชาติก็ของฉัน การศึกษาก็ของฉัน ยุทธศาสตร์ชาติจะมีใครไปทําครับ เพราะฉะนั้นต้องให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติกับองค์กรหลักที่มันมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความมั่นคงสภาความมั่นคงแห่งชาติต้องดูแล เอามาใส่ทั้งในยุทธศาสตร์ชาติด้วย แล้วก็ให้คนอื่นช่วย สภาความมั่นคงแห่งชาติคิดว่าควรจะมีเรื่องอื่น แล้วสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็รับกลับไปทําต่อ เศรษฐกิจเหมือนกัน เรื่องเศรษฐกิจผมอยากให้ตอกย้ําเลยครับท่านประธานว่า เพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย ท่านประธานครับในเรื่องเศรษฐกิจมันมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง เขามีความสามารถดีอยู่แล้วคือกลุ่มนายทุนไม่ต้องห่วงเขาครับ เขาไปโลด กลุ่มที่เราต้องห่วง คือกลุ่มที่มีรายได้น้อย เกษตรกร สารพัดเกษตรกรและผู้ยากไร้กลุ่มต่าง ๆ รายได้เขาไปช้ามากครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมาคิดเรื่องนี้ว่าถ้าเราจะเพิ่มรายได้กลุ่มนี้ให้มากอย่างไร มิฉะนั้นความเหลื่อมล้ํา มันจะถ่างออกไปเรื่อย ๆ คนที่ได้มากก็ได้ทวีคูณ คนได้น้อยก็เตี้ยม ๆ ความเหลื่อมล้ําก็ไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องเศรษฐกิจถ้าเราจะโฟกัส (Focus) เราต้องเขียนไว้เลย เศรษฐกิจคุณต้องเน้นนะ เพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผู้ยากไร้ทั้งหลาย และความยั่งยืนล่ะครับท่านประธานไม่คิดถึง ความยั่งยืนป่าไม้ สิ่งแวดล้อม เราจะปล่อยให้มันถูกทําลายไปเรื่อย ๆ หรืออย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่ากรรมการผมไม่ติดใจ เนื้อหาผมอยากให้โฟกัส ชุดทํางานธิงค์ แทงค์ กรรมการบริหารผมอยากให้เลขาธิการสภาพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาการศึกษาที่จะไปทําให้กับเรื่องการศึกษาก็เลขาฯ ชุดอื่น ๆ ที่เขาจะต้องทํา ยุทธศาสตร์ของเขาแล้วมารวมกับภาคประชาชน รวมกับทีดีอาร์ไอ (TDRI) รวมกับพวก ธิงค์ แทงค์ต่าง ๆ แล้วชุดบริหารต้องเป็นชุดธิงค์ แทงค์ครับ ไม่ใช่ชุดข้าราชการ ข้าราชการก็ ติดกรอบเก่า ๆ อย่าเอามาเลยครับผมขอร้อง ถ้าเอาชุดบริหารมีแต่ราชการมาผมว่าไปไม่รอดครับ มันก็คือแบบเก่า เสียเวลาเปล่า ผมว่าต้องเอาธิงค์ แทงค์มาช่วยคิดร่วมกับสภาพัฒน์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อม แล้วก็หลาย ๆ คนที่เป็นธิงค์ แทงค์มา ช่วยกันคิด คิดเสร็จทําแผน ก็มีทั้งแผนเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ มีแผนความมั่นคง มีแผนของ การศึกษาพัฒนามนุษย์ มีสาธารณสุข มีสิ่งแวดล้อมรวมกันแล้วก็เอาไปตัดสินใจแล้วก็ เป็นนโยบาย พอเป็นยุทธศาสตร์ชาติเสร็จ สภาหลักก็รับไปย่อยให้หน่วยงานที่อยู่ใต้ตัวเอง รับไปทําต่อ มันจึงจะเป็นชิ้นเป็นอันครับ ท่านประธาน ผมอยากให้เรามองอะไร

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสรุปได้แล้วค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ให้แบบบูรณาการครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมค่อนข้าง สนับสนุนนะครับ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา

ในประการแรกเนื่องจากอยู่ในภาคเอกชน เราต้องการเห็นความชัดเจน ในเรื่องของยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งขณะนี้กระจัดกระจายไปตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ผมเข้าใจว่ากระทรวงแต่ละกระทรวงนั้นก็มียุทธศาสตร์ของตัวเองอยู่แล้ว แต่บางเรื่อง เป็นเรื่องของการที่ผมจะพูดใน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องของการเชื่อมโยง ต้องบูรณาการ เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของความชัดเจนนี่เป็นสิ่งที่ดีตรงที่ว่าอะไรก็ตามที่มันขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติก็มีความเป็นได้ ที่จะมีอันเป็นไปนะครับ อย่างเช่นในกรณีของมาตรา ๘ ที่เขียนไว้ค่อนข้างดีนะครับ ตรงที่ว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองไปหาเสียง แล้วก็มาดําเนินการในสิ่งที่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอไปที่รัฐสภา จนในที่สุดจะมีขั้นตอนต่าง ๆ แม้กระทั่ง ตั้งกรรมาธิการร่วมกันฝ่ายละ ๑๕ คนอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายถ้าไม่มีคําตอบที่ชัดเจนให้ถือว่า รัฐสภารับรอง อันนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะดีมากตรงที่ว่า ถ้านโยบายพรรคการเมืองไปเขียน ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติมีความเป็นได้สูงที่จะตกไป และขณะเดียวกันสิ่งที่เขาไปหาเสียงกับ ประชาชนไว้นั่นล่ะจะย้อนกลับมาสู่พรรคการเมืองนั้นนะครับ ส่วนในขณะเดียวกัน ในภาคธุรกิจเองก็รู้ทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลของประเทศว่าจะเดินไปทางไหนแน่ การลงทุนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่จะเขียนไว้ ทุกวันนี้เราไม่ค่อย มั่นใจเท่าไร ยุทธศาสตร์ของกระทรวง ทบวง กรมมี แต่เอาภาษาอังกฤษเขาเรียกแฟรจเมนท์ (Fragment) นี่ตัวใครตัวมัน เราก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าซีแอลเอ็มวี (CLMV) เปิดเมื่อไรนี่ทุกคนก็พยายามที่จะออกไปนอกประเทศมากกว่าที่จะลงทุนภายในประเทศ อันนี้คือความชัดเจนในประเด็นที่ ๑

ในประการที่ ๒ คือความเชื่อมโยงครับ ความเชื่อมโยงบางยุทธศาสตร์ อย่างเช่น หอการค้าไทยนี่เคยเสนอยุทธศาสตร์ข้าวและชาวนาไทย ซึ่งต้องทําถึง ๓ กระทรวง ถึงจะประสบความสําเร็จ กระทรวงที่ ๑ คือกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรมนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นในเรื่องของพันธุ์ข้าว จะต้องดูพันธุ์ข้าวที่ดีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ขณะเดียวกันแล้วต้องแบ่งว่าพันธุ์ข้าวที่เป็นนิช มาร์เก็ต (Niche market) เป็นตลาดบนขายได้ราคา อย่างเช่น สังข์หยด หรือว่าไรซ์เบอรี (Rice berry) นั้น ต้องแนะนําให้ปลูก แต่ส่วนของที่จะปลูกข้าวเพื่อส่งออกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งราคา จะได้น้อยกว่า เพราะพื้นที่เพาะปลูกของเรา ๗๑ ล้านไร่นี่มีแค่ประมาณ ๔๔ ล้านไร่เท่านั้นที่ อุดมสมบูรณ์ ๒๗ ล้านไร่นั้นไม่อุดมสมบูรณ์เท่าไร อาจจะต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่น เพราะฉะนั้นการสอดคล้องกันในเรื่องยุทธศาสตร์ของแต่ละกระทรวง ถ้ากระทรวงหนึ่งคิดไป อีกแบบหนึ่งฉันจะปลูกพืชของฉันอย่างนี้ล่ะ กระทรวงพาณิชย์บอกว่ามีข้าวอย่างไร ฉันก็ขายของฉันอย่างนี้ ไม่ได้สนใจอะไร กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งดูแลในเรื่องของโรงสีข้าว อยู่ก็ไม่มีการพัฒนาในเรื่องของโรงสีข้าวให้สามารถที่จะคัดเมล็ดพันธุ์ได้ดี หรือสีข้าวออก มาแล้วไม่หัก ไม่ป่นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการสอดคล้องกันตรงนี้ การที่จะเดินนโยบาย ต่าง ๆ ในการที่จะช่วยเกษตรกรในเบื้องล่างก็ไม่มีทางที่จะประสบความสําเร็จได้ เพราะฉะนั้นผมมองเห็นแต่ว่ายุทธศาสตร์นี้ ในยุทธศาสตร์ชาติหรือคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งผมยังเห็นว่าจะต้องมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการที่จะอํานวยความสะดวก อะไรก็ตามที่มันขัด ที่มันไม่ดี หรือมันมีปัญหานี่ อย่าว่าใช้มาตรา ๔๔ เลยครับ ใช้ความเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ล่ะทําผลักดันตรงนี้ให้เกิดการเชื่อมโยงให้ได้ มีงานวิจัย อีกหลายอย่างนะครับที่จะต้องสอดคล้องกัน อาจจะดึงกระทรวงอื่น หรือ สวทช. หรือหน่วยงานที่ทําวิจัยในเรื่องนี้ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นที่อินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซีย เขาวิจัยเรื่องเปลือกกล้วยว่าสามารถลดความดันได้จนผลิตยาลดความดันซึ่งมีราคาถูกกว่า ในท้องตลาดมากมาย เราจะเห็นว่าถ้ามีการวิจัยในส่วนของเรื่องข้าว ในการที่จะต่อยอด และให้เกิดครีเอทีฟ (Creative) ตรงนี้ขึ้นมา มันมีอีกหลายเรื่องหลายอย่างที่จะสามารถ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเบื้องล่างได้ เพราะฉะนั้นถ้าได้ประมวลกันทุกวันนี้ผมคิดว่า ขาดความเชื่อมโยง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการหรือยุทธศาสตร์ชาติที่เรากําลังจะคิดกัน ขึ้นมาจะเป็นการตอบโจทย์ที่ดีในการที่สร้างความชัดเจนให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการลงทุนของในภาคเอกชน ไม่ว่าในเรื่องของการทํางานของหน่วยงานราชการที่จะต้อง เชื่อมโยงกัน มีความชัดเจนตรงนี้ก็ทํางานง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อมีความชัดเจน มีการเชื่อมโยง ทุกอย่างมันจะเดินไปด้วยดี และนโยบายหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในการลด ความเหลื่อมล้ํา โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ถ้าได้มีการต่อยอดแล้วมีการบูรณาการ ในส่วนนี้ขึ้นมา จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและเป็นการลดความเหลื่อมล้ํา เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาตินี้ ขอให้เป็นกฎหมาย และทํางาน อย่างจริงจังครับ กราบขอบพระคุณครับ

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแล้วก็ขอสนับสนุนวาระการปฏิรูปนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็มีประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติจะทํา ให้เรามีทิศทางไม่สะเปะสะปะ อีกทั้งมีความต่อเนื่องและยั่งยืนนะครับ เราคงเห็นตัวอย่าง ประเทศต่าง ๆ ที่เขาประสบความสําเร็จแล้วก็เดินไปด้วยดี เนื่องจากว่ามียุทธศาสตร์ชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียหรือว่าอีกหลายต่อหลายประเทศ ของเราเอง จริง ๆ ก็มีการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ ที่ผ่านมาเวลาศึกษาเสร็จนะครับ อย่างเช่นของ วปอ. ก็จะเชิญทางฝ่ายการเมือง เชิญนายกรัฐมนตรีไปฟัง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนกับ แบบฝึกหัด คือมีการนําเสนอแต่ว่าไม่มีการนําไปปฏิบัตินะครับ ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า บ้านเมืองเราขาดทิศขาดทางการบริหารก็มองในระยะที่ไม่ไกลเท่าไรนะครับ การที่ไม่มี ยุทธศาสตร์ชาติก็อาจจะทําให้ยุทธศาสตร์ของพรรค ยุทธศาสตร์ของพวกมาก่อนยุทธศาสตร์ ของชาติ ถ้าหากว่าเรามียุทธศาสตร์ชาตินะครับ นโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย ให้กับชาติบ้านเมืองที่หวังผลคะแนนเสียงหรือว่าหวังผลประโยชน์เฉพาะหน้าก็คงจะลดลง หรือว่าลดน้อยลงไปนะครับ หมดไป ยุทธศาสตร์ชาติต้องมาก่อนยุทธศาสตร์ของพรรค ยุทธศาสตร์ของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ หรือว่าหน่วยงานใดทั้งหมด ภาคเอกชน มีการทําสวอต อะนาลิซิส (SWOT analysis) มีการวิเคราะห์เรื่องจุดอ่อนจุดแข็ง โอกาส แล้วก็ภัยคุกคามนะครับว่ามีอะไรบ้าง ทิศทางหรือว่านโยบายยุทธศาสตร์ขององค์กรจะไปอย่างไร ของเราผมคิดว่าหน่วยราชการต่าง ๆ ก็อาจจะมีการวิเคราะห์ มีการศึกษา แต่ว่าเมื่อรวมกันเป็นชาติ รวมกันเป็นองค์รวมนี้ ผมคิดว่าเรายังขาดยุทธศาสตร์รวม เรายังขาดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าสามารถเกิดขึ้นได้ตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมาก็จะเป็นประโยชน์ ต่อบ้านเมือง จะทําให้เราเดินหน้าไปโดยที่มีทิศทางที่ชัดเจน ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าจะไป ทิศทางไหน ไม่ใช่เดินหน้าไป ๒ ก้าวแล้วก็ถอยหลัง ๓ ก้าว หรือว่าออกซ้ายบ้างขวาบ้าง อย่างไม่มีทิศไม่มีทาง เวลาเรามีลูกมีหลาน เราก็ยังนึกว่า ๒๐ ปีข้างหน้า เราอยากเห็นเขา เป็นอะไรนะครับ อันนี้ประเทศชาติของเรานี้ผมคิดว่าเราควรจะคาดหวังร่วมกันนะครับว่า อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ประเทศชาติจะไปทางไหน จะไปอย่างไรนะครับ มีทิศทาง เราจะสร้าง สภาพแวดล้อม เราจะสร้างปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการเติบโต เอื้อต่อการที่จะก้าวเดินไปสู่ จุดนั้นของประเทศชาติของเราได้อย่างไร เหมือนกับอย่างที่เราอยากเห็นลูกเราโตไปเป็น อะไรนะครับ เราก็คงต้องสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ กระผมเห็นด้วยนะครับว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ต้องผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรีรวมทั้งองค์กรและหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ให้ดําเนินนโยบาย หรือแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตามผมไม่ค่อยแน่ใจกับเรื่องที่จะให้ อํานาจไต่สวนการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของรัฐสภา ครม. และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ นะครับ รวมทั้งเรื่องที่จะให้ถอดถอนฝ่ายการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่าองค์กรนี้ ควรจะเป็นลักษณะธิงค์ แทงค์ เป็นองค์กรในเชิงวิชาการ เป็นองค์กรที่ดูเรื่องยุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่ควรจะมีอํานาจอะไรมากมาย แม้หวังว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่ผลักดันนี่จะนําไปสู่การปฏิบัติ พูดถึงเรื่องธิงค์ แทงค์ ผมคิดว่าวันนี้เราก็มีองค์กรในลักษณะนี้อยู่พอสมควร น่าจะมีการเชื่อมโยง อย่างเช่น ทีดีอาร์ไอหรือว่าสถาบันอนาคตศึกษานะครับ ตรงนี้ควรจะเป็นกําลังสําคัญ รวมทั้งสภาพัฒน์นะครับ

ในส่วนของคณะกรรมการผมมีข้อสังเกตครับว่าคณะกรรมการนี่มีจํานวนมาก แล้วก็มีราชการเยอะเกินไปนะครับ ไม่อยากเห็นคณะกรรมการนี่เป็นลักษณะที่เป็นราชการ น่าจะเป็นองค์กรอิสระ แล้วก็เป็นลักษณะวิชาการ แล้วมีความคล่องตัว ในขณะที่สํานักงานเอง พนักงานก็ไม่ควรจะมีลักษณะที่เป็นพนักงานประจํา ถ้าจะเป็นไปได้นะครับควรจะเป็น พนักงานสัญญาจ้างเป็นโครงการนะครับ เพราะเรื่องที่ศึกษาเรื่องที่จะวิเคราะห์นี่ผมคิดว่า มันจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา แล้วก็องค์กรนี้ควรจะกระชับ กะทัดรัด ขณะที่ลักษณะบอร์ด ๒ บอร์ดก็พึงระมัดระวัง เรื่องบทบาทของบอร์ด ๒ บอร์ด ทําอย่างไรจะให้ประสานกัน แล้วก็ไม่ขัดแย้งกันเอง ต้องมีการโยงระหว่างบอร์ดทั้ง ๒ บอร์ดเข้าด้วยกัน แล้วก็หนุนเสริม กันและกันนะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาเรื่องบทบาทที่ทับซ้อนกันหรือว่าเกิดความขัดแย้ง ภายหลังได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ท่านสุดท้ายขอเชิญท่านสารี อ๋องสมหวัง ค่ะ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง

ขอบพระคุณท่านประธานนะคะ เรียนท่านประธาน แล้วก็เรียนทางกรรมาธิการนะคะ ดิฉันมีรายละเอียดประเด็นที่อยากจะเสนอแนะในมาตรา แล้วก่อนอื่นดิฉันก็ต้องเรียนว่าดิฉันสนับสนุนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินะคะ เพราะคิดว่าประเทศนี้อย่างที่หลายท่านได้พูดไปว่าเราเดินไป ๕ ก้าว ถอยหลังไป ๗ ก้าว ก้าวหน้า อีก ๓ ก้าว เพราะฉะนั้นขาดทุน ที่ผ่านมาขาดทุนโดยตลอด แต่ดิฉันมีประเด็นที่คิดว่า อยากให้ให้ความสําคัญนะคะ โดยเฉพาะมาตรา ๑๑ ซึ่งว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการ ดิฉันคิดว่า กรรมการยุทธศาสตร์ชาตินี่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทุกฝ่าย ดิฉันคิดว่าหลายท่านเสนอ เรื่องนักวิชาการภาคประชาสังคม และดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ต้องอยู่ในองค์ประกอบนี้ด้วย ในมาตรา ๑๑ แล้วก็ เชื่อมโยงไปถึงว่าที่มาของคณะกรรมการก็คือคณะกรรมการสรรหา ดิฉันไม่ได้อิจฉา สภาอุตสาหกรรมหรือประธานหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารไทย แต่เห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้ต้องมีแต้มต่อจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แต้มต่อจากภาคธุรกิจเท่านั้น ภาคประชาสังคม องค์กร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนี่ควรจะถูกดึงมาเพื่อที่จะได้บุคคลที่สอดคล้องกับที่มาของกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนนะคะ เพราะฉะนั้นกรรมการสรรหาก็ต้องปรับปรุง

ประเด็นถัดมามาตรา ๒๕ ซึ่งดิฉันคิดว่ามาตรา ๒๕ นี่สะท้อนหลายอย่างนะคะ ดิฉันคิดว่าการเขียนแบบนี้สะท้อนอัฐบริขารที่คณะกรรมการต้องการมากเกินไป จนน่ารังเกียจ เขียนชัดมากเลยนะคะว่าผลประโยชน์ตอบแทนนี่รัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ใครได้มากกว่ากันนี่เอาของอันนั้น นี่สะท้อนอัฐบริขารของคนที่มา เป็นกรรมการชัดเจน ดิฉันขอให้ปรับปรุง

อีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๕๕ ที่พูดถึงเรื่องบทเฉพาะกาลนะคะ ซึ่งอันนี้ดิฉัน ก็อยากเห็นว่าควรจะต้องปรับปรุงเช่นเดียวกันนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นดิฉันอาจจะนึกภาพ ออกเลยนะคะว่า นอกเหนือจากกรรมการโดยตําแหน่ง ๔ ท่านแล้ว หน้าตาใครลอยมาบ้าง ที่จะเป็นกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ และดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองไปในอนาคต แล้วก็ไม่ใช่เป็นการที่เรามีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อที่จะจัดการใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เราต้องแยกให้ออกว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติคือกรรมการที่จะมองกําหนดอนาคตข้างหน้า เดินไปข้างหน้า แล้วเราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่านโยบายประชานิยมกับนโยบายรัฐสวัสดิการ เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามาตรา ๕๕ ก็ต้องเขียนให้ชัดเจนมากกว่านี้ ไม่ใช่เขียนแล้วก็ เห็นเลยว่าใครบ้างที่จะสืบทอดอํานาจนอกเหนือจาก ๔ ท่าน ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยว่า ๔ ท่าน ควรจะเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง แต่ว่าที่เหลือมันก็เห็นหน้าตาจากการสรรหาตามมาตรา ๕๕ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่า ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่กรรมการยุทธศาสตร์ชาติควรจะปรับปรุง โดยเฉพาะในตัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมการ กรรมการสรรหา อัฐบริขารของกรรมการ และรวมทั้งบทเฉพาะกาลที่เขียนไว้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ใหญ่มากที่เรา จะมาร่วมกําหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะฉะนั้นต้องมีผู้คนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม กําหนดในเรื่องนี้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๒๔ ท่านที่ได้แสดงความประสงค์ จะอภิปรายให้ความเห็นรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดิน เรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ... ซึ่งได้อภิปรายครบแล้วค่ะ ต่อไปดิฉันจะเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจง ตอบข้อซักถามค่ะ ขอเชิญท่านอาจารย์ยงยุทธค่ะ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านกรรมาธิการทุกท่านที่เคารพ ผมมีความสบายใจ มากเลยนะครับ กราบเรียนตรง ๆ ว่าผมนอนไม่หลับมาหลายวัน เพราะไม่ทราบว่าพอเวลา อภิปรายแล้วจะมีประเด็นอะไรบ้าง เมื่อได้ฟังท่านอภิปรายแล้วคืนนี้ผมนอนหลับ เพราะว่า อย่างไรครับ ทุกท่านได้มองเห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ แล้วทุกท่านก็ได้กรุณา ให้ข้อแนะนําที่ดีมาก ๆ ซึ่งบางครั้งในชั้นอนุกรรมาธิการก็อาจจะมองข้ามไปนะครับ ในขณะเดียวกันบางท่านลงรายละเอียดไปดูมาตราเลย ก็แสดงว่าท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ กระผมจะขออนุญาตเรียนสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ ในเรื่องของประธานวุฒิสภาว่าควรจะเป็น ประธานรัฐสภายินดีรับไว้นะครับ

ประการที่ ๒ ในเรื่องของนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามที่ร่างไว้นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นประธานนะครับ นายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง คนที่จะเป็นประธานนั้น ต้องเลือกโดยกรรมการ และในกรรมการต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน นี่คือหมายถึงในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือประเด็นสําคัญที่อยาก กราบเรียนนะครับ

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะอนุกรรมาธิการทั้งหลายยินดีที่จะรับไว้เพื่อจะนําไปใคร่ครวญและไตร่ตรองแล้วก็ ดําเนินการตามข้อบังคับต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ขอเชิญท่านประธานค่ะ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนอื่น ก็เช่นเดียวกับท่านประธานอนุกรรมาธิการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้กรุณา พิจารณา กรุณาศึกษา และอภิปรายให้ข้อสังเกตให้ข้อแนะนําที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการทํา กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติในวันนี้ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายได้ร่วมทําในวันนี้ ก็คือการร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ประเทศไทยนะครับ เพราะว่า

๑. ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกที่จะมีการกําหนด ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ

๒. ก็คือจะมีในเรื่องของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เกิดจากการศึกษา การเสนอแนะและการพิจารณาร่วมกันของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้ง ๒๔๙ ท่าน ได้กรุณาให้ความสําคัญ ให้เกียรติ ซึ่งผมและกรรมาธิการทุกท่านขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นกําลังใจอย่างที่สุดครับ คือเราได้รับฟังข้อสังเกต ข้อเสนอแนะถึงแม้ว่าจะมีข้อติติง ก็เป็นข้อติติงที่สร้างสรรค์ แล้วเราก็จะสามารถดําเนินการต่อไปได้ จะพยายามผลักดันให้เรื่องนี้ ได้ประสบผลในทางปฏิบัติ ผ่านการพิจารณาหลังจากที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความเห็นชอบแล้ว เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ผมขอกราบเรียนว่าในแง่ของความสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญอย่างยิ่งและเป็นกฎหมาย ที่อาจจะไม่จําเป็นต้องรอการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ว่าเป็นกฎหมาย ที่เตรียมการว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้แล้ว เราพร้อมที่จะให้มี การดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติเพื่อรองรับโดยไม่ต้องเพิ่งจะมาคิดเริ่มร่างกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความสําคัญ แต่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้และมีบทบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในรัฐธรรมนูญ รองรับไว้แล้ว ย่อมทําให้ยุทธศาสตร์ชาตินี้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายสนับสนุนไว้ กระผมอีกครั้งหนึ่งครับ ขอกราบขอบพระคุณแล้วก็ขอฝาก กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติเป็นผลงานที่สําคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะแสดง ให้สังคม ให้สื่อมวลชน ให้กับประชาชนได้เห็นว่านี่คือการทํางานร่วมกันของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่ได้ทําอะไร หรือทําไปไม่ได้เห็นมีประโยชน์อะไรนั้น วันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราจะมีผลงานที่เป็นผลงานสําคัญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... (รอบ ๒) แล้วนะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมใน ๒ เรื่องด้วยกัน คือท่านจะเห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แล้วก็กับจะขอมติว่าท่านจะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... (รอบ ๒) หรือไม่ โดยจะแยกลงมตินะคะ ก่อนลงมติดิฉันจะขอ นับองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ค่ะ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วนะคะ ท่านพร้อมนะคะ ท่านกรุณาเสียบบัตรแล้วกดที่ช่องแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายไพโรจน์ พรหมสาส์น

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เอาบัตรขึ้นมาครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เอาบัตรมาให้ด้วยนะครับ เวลาโหวต (Vote) ครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

ทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ ปิดค่ะ ขอส่งเลยค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๐๗ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมแล้วนะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ หากท่านเห็นด้วยจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปค่ะ พร้อมนะคะ ขอเชิญท่านใช้สิทธิค่ะ ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วย ท่านกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วย ท่านโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย หากผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง ท่านกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ทุกท่านลงคะแนนแล้วนะคะ มีท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมคะ ถ้าเผื่อไม่มีปิดนะคะ กรุณาส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๐๙ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๒๐๑ ท่าน ท่านไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับรายงานการพิจารณาเรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็น ข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปค่ะ

ท่านสมาชิกคะ เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ มาพร้อมกับรายงานฉบับนี้นะคะ คือร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งต่อไป ดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมนะคะ ดิฉันคงไม่ต้องนับองค์ประชุมนะคะ เพราะว่าดิฉันเห็น ยังไม่มีใครเดินออกจากห้องค่ะ ดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมาหรือไม่ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งค่ะ และให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภาลงมติในวันนี้นะคะ ถ้าที่ประชุม ไม่เห็นชอบก็ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติเป็นอันตกไปนะคะ ท่านพร้อมนะคะ ดิฉันจะขอเสียง จากที่ประชุมค่ะว่า ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนน หากท่านผู้ใดเห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ ท่านกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แต่หากท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง ท่านกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ทุกท่านลงคะแนนแล้วนะคะ ปิดลงคะแนนนะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ ท่านผู้เข้าประชุม ๒๐๙ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๑๙๐ ท่าน ท่านไม่เห็นด้วย ๘ ท่าน ท่านงดออกเสียง ๑๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ ซึ่งจะได้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการ เพื่อประกอบการพิจารณาและกรรมาธิการจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันที่สภาลงมติคือในวันนี้นะคะ โดยที่สมาชิกที่ประสงค์จะยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านจะต้องยื่นต่อประธานคณะกรรมาธิการภายใน ๓ วัน นับแต่วัน ถัดจากวันที่สภามีมติในวันนี้ค่ะ นั่นก็คือนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ๓ วัน ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการค่ะ เป็นอันว่าจบการพิจารณาทั้งรายงาน แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินแล้วนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

ท่านสมาชิกคะ พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมีนัดกันพรุ่งนี้นะคะ เรานัดสัมมนากันในเรื่องของสานใจการปฏิรูป ซึ่งท่านคงได้รับแจกโปรแกรม (Program) แล้วนะคะ เรานัดกันที่โรงแรมรามาการ์เด้น ในวันพรุ่งนี้ที่ ๒๔ มิถุนายน เวลาบ่ายค่ะ เวลาตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไปนะคะ เราจะมีกิจกรรมที่ท่านบอกว่าเรามีกิจกรรม ร้อยลูกปัดความจริง แล้วก็คือสิ่งที่ท่านได้ทํามาตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานะคะ ก็คือวาระการปฏิรูป ๓๗ วาระ กับ ๗ วาระการพัฒนา ซึ่งรอบแรกก็ได้ผ่านการพิจารณา ของสภานี้ไปแล้ว ซึ่งพวกเราได้ให้ความเห็น ท่านได้นําไปปรับแก้ไปต่อเติมอะไรต่าง ๆ แล้วก็ ทยอยกลับเข้ามาให้เราพิจารณา เพราะฉะนั้นเราก็จะมาร้อยเรียงเพื่อบูรณาการนะคะว่า ๓๗ วาระนั้นเราจะจัดเป็นกลุ่ม ๆ เป็นพวง ๆ อย่างที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นกิจกรรมร้อยลูกปัด ก็คือวาระปฏิรูปของเราที่จะมาจัดเป็นกลุ่ม ๆ นั่นเองค่ะ ท่านอย่าลืมว่าเราเจอกันนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ทุกท่านค่ะ ขออนุญาตปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๓.๔๓ นาฬิกา