สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๗ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและเสนอแนวทางปฏิรูป เพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีอธิปไตย และมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายและความชัดเจนของเป้าหมาย และการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ยังเสนอแผนกลุ่มภารกิจที่สําคัญต่อประเทศ และการบูรณาการระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่าน ประการแรก ต้องขอบพระคุณท่านประธาน สปช. ประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้ให้ คําแนะนําเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ เมื่อครั้งที่กระผมและกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน นําเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม แล้วมีหลายท่านนะครับแม้แต่หลังจากประชุมแล้วก็ได้มาให้ คําแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กระผมขอถือโอกาสขอบพระคุณ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง สําหรับเรื่องของความจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาด้วยนะครับ เพาเวอร์พอยท์นี้ได้รับการอนุมัติ จากท่านประธานแล้วนะครับ ที่ผ่านมาประเทศเราการพัฒนาขาดความต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลหนึ่ง เข้ามาบริหารประเทศก็จะคํานึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาของรัฐบาลนั้น โดยไม่ได้มองถึงประโยชน์ระยะยาวของชาติ

ประการที่ ๒ ประเทศไทยมีแผนพัฒนาอยู่หลากหลาย อยู่รายกระทรวง การบูรณาการของแผนพัฒนาเหล่านั้นไม่สามารถจะทําได้ครอบคลุมดีพอ แม้จะมีสํานักงาน คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะใช้ความพยายามบูรณาการ แต่ว่าอํานาจ หน้าที่ตามกฎหมายของ สศช. ก็ไม่ครอบคลุมทุกมิติสําคัญของการพัฒนาประเทศ

ประการที่ ๓ การจัดสรรงบประมาณหรือทรัพยากรของประเทศที่ผ่านมา ก็ทําโดยแยกส่วน รัฐวิสาหกิจก็ไปทําโดยที่กระทรวงการคลัง สําหรับของส่วนราชการ ก็กระทําโดยทางสํานักงบประมาณ

ประการถัดไป การกําหนดอนาคตของชาติที่ผ่านมาส่วนใหญ่กระทํา โดยภาครัฐเป็นส่วนใหญ่นะครับ ในภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้วยไม่มาก แล้วภาคประชาชน เกือบไม่มีส่วนร่วมเลย นอกจากนั้นประเทศพัฒนาแล้วจะมียุทธศาสตร์ชาติเป็นหลักในการ พัฒนาประเทศ นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาที่ผ่านมาขาดการบูรณาการ ขาดเอกภาพและ ยังขาดความต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจึงตั้ง คณะอนุกรรมาธิการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีกระผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการร่วมด้วยหลายท่าน แล้วก็มีที่ปรึกษาของ อนุกรรมาธิการซึ่งอยู่ในภาคผนวกที่ ๖ ของเอกสารที่แจกที่ประชุมไปแล้ว นอกจากนั้นแล้ว อย่างที่ท่านประธานธีรยุทธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านที่ได้พูดถึงว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กรุณาเห็นชอบตามที่กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเสนอแล้วได้บรรจุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญแล้วขณะนี้อย่างน้อย ๒ มาตราที่สําคัญด้วยกัน คือมาตรา ๑๗๙ บัญญัติว่า รัฐมนตรี ในที่นี้ซึ่งหมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่าต้องดําเนินการ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามแนวนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและยุทธศาสตร์ชาติ ในมาตรา ๒๘๔ (๑) ได้บัญญัติไว้ด้วยว่าการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ ต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่าในอนาคตอันใกล้ หรืออนาคตนี้ถ้าหากว่ามีรัฐบาลใหม่ต่อมา รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นเราก็จะต้องมียุทธศาสตร์ ขึ้นมารองรับ ทีนี้ยุทธศาสตร์ที่จะมารองรับนั้นก็จะต้องมีองค์กร หรือมีกลไกและมี กระบวนการในการได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือเรื่องที่จะมาขออนุญาตเสนอขอความเห็น จากท่านทั้งหลาย จากท่านประธาน สปช. แล้วก็ท่านสมาชิก สปช. ทั้งหลาย

ถัดไปนะครับ ความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและความสําเร็จในการพัฒนาของประสบการณ์ในประเทศต่าง ๆ ที่ขออนุญาตเรียนตรงนี้เพราะว่าวันที่ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญถามว่า ลองยกตัวอย่างสิประเทศต่าง ๆ ประเทศใดบ้างที่มียุทธศาสตร์ชาติ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าเอาเฉพาะในประเทศอาเซียน (ASEAN) สิงคโปร์มีมา ๕๐ ปี ทั้ง ๆ ที่ประเทศสิงคโปร์นั้นมีทรัพยากรน้อยกว่าเรา คนน้อยกว่าเรา ขณะนี้เขาพัฒนาไป อย่างไร ท่านทราบอยู่

ถัดไปนะครับประเทศมาเลเซีย ความจริงมาเลเซียก็มีทรัพยากรน้อยกว่าเรา แล้วก็มีคนน้อยกว่าเรา แล้วจัดให้มีแผนพัฒนาช้ากว่าเรา แต่ขณะนี้ ๒ ประเทศนี้ได้รับการ ยอมรับว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ประเทศกําลังพัฒนาอย่างประเทศไทย นอกจากนั้น ของต่างประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศออสเตรเลีย ประเทศบราซิล ประเทศ สหราชอาณาจักร ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ประเทศอาฟริกา ประเทศเหล่านี้มียุทธศาสตร์ชาติหมดนะครับ ทีนี้ก็พิจารณาต่อไปว่าเอาใกล้ ๆ นี้ในปี ๒๐๑๔ ประเทศมหาอํานาจในโลกนี้มีใครบ้างนี้ กําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นแนวทางที่เราจะได้พิจารณาต่อ ยุทธศาสตร์ชาติของจีน ขณะนี้จีนอยู่ในแผนพัฒนาที่ ๑๒ ก่อนเราแค่ ๓ ปีไม่ใช่ ๕ ปีนะครับ เพราะอันนี้จะสิ้นสุดแผนของเขาแล้วในแผนที่ ๑๒ เขามีอยู่ ๑๖ หมวดในแผนพัฒนาของเขา หมวดที่น่าสนใจก็คือในเรื่องของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาการศึกษา พัฒนาด้านสังคม และความกลมเกลียวระหว่างกองทัพและประชาชน สําหรับประเทศญี่ปุ่นนะครับ ยุทธศาสตร์เน้นในเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านการเมืองระหว่างประเทศและการทูต ข้อมูลข่าวสารด้านสังคม ด้านการทหารและเศรษฐกิจ ของประเทศสหรัฐอเมริกาจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติโดยประกอบด้วย ๔ ประการ ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง ความเคารพต่อค่านิยมอเมริกา การใช้ระเบียบระหว่างประเทศ ค่านิยม ของอเมริกาเมื่อเช้านี้ก่อนที่จะเข้าประชุมก็มีบางท่านพูดถึงด้วยว่าประเทศไทยเราน่าจะมี ค่านิยมของประเทศไทยเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ผู้ที่จะไปทํายุทธศาสตร์ชาติ ในอนาคตนี้นะครับ ก็น่าจะคํานึงถึงด้วยนะครับ ถัดไปยุทธศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสท่านคงพอจะนึกภาพออกนะครับว่าอยู่ในประมาณกลาง ๆ ยุโรป เขาใช้ ภูมิยุทธศาสตร์ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศของเขา สําหรับของประเทศไทยเองแล้ว จริง ๆ ภูมิประเทศของเราเป็นประโยชน์มากถ้าเราจะเอาภูมิประเทศของเราไม่ว่าภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ภูมิทรัพยากร ภูมิประชากรมาให้เป็นภูมิยุทธศาสตร์ ความจริงแล้วนี้นะครับ เราได้มีการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ อย่าง บิมสเทค (BIMSTEC) หรือจีเอ็มเอส (GMS) แล้วเอซีเมคส์ (ACMECS) พูดถึงเอซีเมคส์ขอไปดูรูปนิดหนึ่งนะครับ ประเทศไทย ถ้าพูดถึงตรงนี้นะครับ ได้พูดถึงเอซีเมคส์นี้ ภูมิยุทธศาสตร์ของเราดีมาก แล้วก็ที่กล่าวถึงตรงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราวิสัยทัศน์ท่านไกล ขณะนี้ท่านประชุมอยู่ที่เมียนมาร์ เกี่ยวกับ เอซีเมคส์นี้นะครับ ก็คือแม่น้ําอิรวดี แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําโขง อีโคโนมิค คอร์ปเปอเรชัน สเตจทีจี (Economic corporation strategy) นั่นก็คือยุทธศาสตร์อีกเช่นกัน ขออนุญาต ผ่านไปนะครับ

ประเด็นปัญหาในเรื่องของกําหนดยุทธศาสตร์อย่างที่เรียนไปแล้วนะครับว่า ขณะนี้ประเด็นใหญ่ประการหนึ่งของเราเราขาดการให้ความสําคัญในเรื่องของการทํา ยุทธศาสตร์ชาติ ขาดกลไกและกระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพ เรามียุทธศาสตร์ชาติเหมือนกันนะครับ แต่ไม่เป็นทางการ วปอ. ได้ทํายุทธศาสตร์ชาติมา ไม่น้อยกว่า ๕๐ ปีเป็นรายปี ท่านนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ๆ ก็จะไปฟังรายงาน แต่ปรากฏว่า ยุทธศาสตร์ชาติเหล่านั้นไม่ได้นํามาถูกใช้เท่าที่ควร

ประการถัดไป ขาดการกําหนดตัวชี้วัดเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน และขาดการนํายุทธศาสตร์ชาติไปใช้ ขาดความชัดเจนของเป้าหมายและความมุ่งหมายของ ผู้นําทางการเมือง อันนี้สําคัญนะครับ ประเทศสิงคโปร์นี้เขาเจริญกันมาได้ ส่วนหนึ่ง ท่านก็ทราบอยู่ เพราะว่ามีความมุ่งมั่นของผู้นําทางการเมือง ขณะเดียวกันในฐานะที่กรรมาธิการ ชุดนี้อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ฉะนั้นผู้นําในภาคราชการ ก็จะมีความสําคัญ รวมทั้งผู้นําภาคเอกชนและภาคประชาชน ในเรื่องของกลไกและ กระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่ร่างเอาไว้ในกฎหมายฉบับนี้นะครับ จะเป็น การผนึกพลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการเข้ามาด้วยกัน

สําหรับประเด็นปฏิรูปนะครับ การที่ประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติ อย่างเป็นทางการ ทําให้ไม่สามารถผนึกพลังการพัฒนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีทิศทาง การพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การลงทุนการใช้จ่ายงบประมาณและการขับเคลื่อน การพัฒนายึดโยงเพียงเฉพาะกับนโยบายในแต่ละช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนา ก้าวหน้าอย่างเต็มศักยภาพ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสและมีจุดเด่นหลายประการ ส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลหรือกระทรวง ส่วนราชการต่าง ๆ ขาดทิศทาง ที่บูรณาการกันและนําไปสู่บรรลุเป้าหมายความสําเร็จร่วมกันในการยกระดับความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการจัดทํากรอบ แนวทางการพัฒนาให้มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน โดยให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเครื่องมือให้ได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านการพิจารณาโดยทุกภาคส่วน และให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมกําหนดอนาคตของชาติ อยากเรียนเน้นตรงนี้นะครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ ร่างกฎหมายที่พูดกําหนดสารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติโดยตรงนะครับ แต่เป็นกฎหมาย ที่กําหนดถึงกระบวนการและกลไกเพื่อให้ได้มาซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็เมื่อได้มาแล้ว กฎหมายฉบับนี้ได้มีการบัญญัติไว้ว่า เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วหน่วยงานของรัฐจะต้อง ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะถ้าไม่มีการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาตินี้สภาพก็จะ เป็นอย่างที่ผ่านมาในอดีต เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เราคิดไว้ว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์สัก ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะประเทศต่าง ๆ ก็กําหนดวิสัยทัศน์ไว้ อย่างต่ํา ๑๕ ปี ๒๐ ปี บางประเทศไปถึง ๓๐ ปี อย่างมาเลเซียเป็นต้นนะครับ แต่ว่าปรับแก้ ได้นะครับ ไม่ใช่หมายความว่า ๒๐ ปีแล้วอยู่ตรงนั้นเลย ในร่างกฎหมายนี่เขียนไว้ชัดเจน นะครับ ร่างมาตรา ๙ ว่ากําหนดไว้ ๒๐ ปี แต่ว่าอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงได้ทุก ๕ ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา ในขณะเดียวกันถ้าสถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของ ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกกระทบในนัยสําคัญก็สามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือมา ปรับปรุงได้เลย ฉะนั้นไม่จําเป็นต้องรอ ๕ ปี อาจจะปีเดียวหรือ ๖ เดือนถ้าสําคัญนะครับ กระทบต่อเป้าประสงค์ของประเทศนี่ มีนัยสําคัญ และเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติจะช่วยส่งเสริมติดตาม กํากับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตรงนี้จะสอดคล้อง กับอนุกรรมาธิการในเรื่องของบริหารงบประมาณของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินนะครับว่า แผนพัฒนาใดถ้าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนนั้น ๆ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณนะครับ และประเด็นต่อไปก็คือว่าจะต้องขับเคลื่อน อย่างไรให้สามารถมีผลในทางปฏิบัติรองรับรัฐบาลต่อไป วิธีการศึกษาอย่างที่เรียนไปแล้ว ใช้ข้อมูลจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นฐาน ศึกษาจากเอกสารที่เป็นเอกสารวิชาการ เล่มที่น่าสนใจมากคือเขียนโดยจอร์จ ฟริดแมน นะครับ เดอะ เน็กซ์ วันฮันเดรด เยียร์ส อะ ฟอร์แคสท์ ฟอร์ ทะเว็นตี เฟิร์ทส เซ็นจูรี (The Next ๑๐๐ Years A Forecast for 21th Century) แล้วก็มีการประชุมเชิงปฏิบัติการนะครับ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ แล้วก็ได้มีการนําเสนอสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม อย่างที่กราบเรียน ไปแล้ว แล้วได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิกหลายท่านที่ให้คําแนะนํา และเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้มีการประชุมร่วมกับทาง สนช. กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินของ สนช. โดยมีท่าน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานร่วมกับท่านประธานธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ นะครับ แล้วเรารับฟังความคิดเห็นจากทาง สนช. นะครับ แล้วก็เห็นตรงกันว่า กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติมีความสําคัญ มีความจําเป็น ก็มีการอนุมัติ โดยเห็นชอบในหลักการ อย่างเป็นเอกฉันท์ แต่มีข้อแนะนําบางประการนะครับ ซึ่งทางอนุกรรมาธิการก็ได้นํามา ปรับปรุงแล้ว ในวันนี้เชื่อว่าก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมดนะครับ ก็อยากจะรับฟังข้อแนะนํา น้อมรับคําแนะนําของท่านทั้งหลายเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ

สําหรับสรุปผลการพิจารณาการพัฒนาที่ผ่านมานะครับ ประเด็นปัญหาก็คือ การพัฒนาของประเทศขาดความต่อเนื่อง ขาดการบรูณาการ หน่วยงานของรัฐต้องมีการ พัฒนาที่สะท้อนเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาที่สอดคล้องกัน ภาคเอกชนต้องมี ส่วนร่วม การขับเคลื่อนจะต้องมีประชาชนให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เราอยากเห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติทุกคนทุกภาคส่วนมีส่วนเป็นเจ้าของเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีชีวิตที่นําไปใช้ได้จริง เพื่อทําให้ประเทศชาติของเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีอธิปไตย และมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก

สําหรับข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิรูปนะครับ ก็สมควรจะต้องมีการตรากฎหมาย ซึ่งได้มีการตรากฎหมายมาแล้วในวันนี้นะครับ แล้วก็จะขอคําแนะนําจากท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็รวมถึงท่านสมาชิกทั้งหลายด้วยนะครับว่าจะทําอย่างไร ให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สําหรับในเรื่องของหลักการอย่างเรียนไปแล้ว กําหนดวิสัยทัศน์ว่า ๒๐ ปี ๕ ปี จะเปลี่ยน แล้วก็อาจจะเปลี่ยนได้ทุกปีถ้ามีความจําเป็น สร้างกลไกและกระบวนการ ในการจัดทําที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของประชาชน การเป็นที่ยอมรับของประชาชน เริ่มต้นกระบวนการที่คิดไว้ก็คือว่าจะต้องมีการสอบถามความเห็นของประชาชน สิ่งที่กรรมาธิการของ สปช. ทั้งหมดทั้ง ๑๘ คณะได้ไปสอบถามความเห็นของประชาชนเอาไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะเอามาใช้ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ในอนาคต แล้วก็เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กระบวนการจัดทํา ยึดเป้าประสงค์หลักของชาติและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ประการที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้เป็นการเสนอกลไกและกระบวนการอย่างที่ กราบเรียนแล้วนะครับ แล้วเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วกฎหมายดังกล่าวกําหนดกลไก การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินะครับ

สําหรับกลไกนั้นก็มีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน ก็คือกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็น ลักษณะของ ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษว่าคล้าย ๆ เป็นบอร์ด ออฟ ทรัสที (Board of Trustees) ในชุดที่ ๒ กรรมการบริหารของสํานักงานนี้ก็คล้าย ๆ เป็น เอสคิวดี บอร์ด (SQD board) เป็นกรรมการบริหาร แล้วก็มีสํานักงานที่จะมาดูแลเรื่องของธุรการ

ขออนุญาตไปที่แผ่นภาพที่ ๒ นะครับ ในแผ่นภาพที่ ๒ อาจจะเล็กนิดหนึ่ง อาจจะมองไม่ค่อยถนัดนะครับ เริ่มต้นข้างบนลงมาก็คือพิจารณาจากความต้องการของ ประชาชน ความต้องการในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ แล้วก็วิเคราะห์สถานการณ์ ภายในและภายนอกประเทศ เสร็จแล้วก็มาสู่เป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์หลักแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้อาจจะเกิน ๒๐ ปี อาจจะเป็น ๕๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่ว่าสิ่งที่อยู่ซ้ายมือของ กระดาษแผ่นนี้นะครับ ก็คือว่าประเทศไทยจะต้องมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ ในขณะเดียวก็คํานึงถึงความอยู่เย็นเป็นสุขของ ประชาชน แล้วก็จะต้องมีอธิปไตยและมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก แล้วมาสู่ถึงยุทธศาสตร์ชาติ ด้านต่าง ๆ ในระยะ ๒๐ ปี แล้วก็ส่งต่อไปยุทธศาสตร์ด้านนะครับ แล้วก็ยุทธศาสตร์ด้านก็ลง มาถึงแผนต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมาย ภารกิจต่าง ๆ ถ้ามองไปทางขวาของแผ่นภาพนะครับ เป้าประสงค์หลักของชาติหรือวัตถุประสงค์แห่งชาติก็จะเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่จะกําหนด หรือประเด็นที่จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการพิจารณาและส่งไปสู่คณะกรรมการ และประสานกับทางฝ่ายรัฐสภาและฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร อันนั้นก็เป็นภาพ ของกรอบความคิดในการจัดทํา

ถัดไปนะครับ กลไกในการบริหาร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะมีไม่มาก ประมาณ ๒๓ ท่านที่ร่างเอาไว้ เดิมเคยคิดว่าจะเป็นสภา ต้องเรียนตรง ๆ ว่าหลายท่าน ให้ความเห็นว่าถ้าเป็นสภาแล้วคนเยอะเปลืองงบประมาณ ฉะนั้นเราก็ไปทบทวนใหม่ ก็ออกมาว่าเป็นกรรมการไม่ควรจะเกิน ๒๓ คน คือเป็นโดยตําแหน่งมีท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานวุฒิสภา แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ประมาณ ๒๐ ท่าน แล้วก็กลับมาคณะกรรมการบริหารสํานักงาน คณะกรรมการบริหารสํานักงาน จะมี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ ภาครัฐก็จะมีทั้งแผนงาน แผนเงิน แผนคน ภาคเอกชนก็จะมีสภาหอการค้า หอการค้า ธนาคารไทย แล้วก็อุตสาหกรรม ภาควิชาการก็จะมีประธานที่ประชุมอธิการบดี แล้วจะมี บุคลากรอยู่จํานวนหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ตามด้านต่าง ๆ ในมาตรา ๖ นะครับ ในมาตรา ๖ จะพูดถึงในเรื่องของว่ายุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อยจะต้องมีสาระสําคัญอะไรบ้าง อย่างน้อยนะครับ แล้วจํานวนของคนที่จะมีอยู่ตรงนี้ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรงนี้ก็จะสอดคล้อง ตามร่างมาตรา ๖ และร่างมาตรา ๖ ที่คิดเอาไว้ว่าบุคลากรเหล่านี้ไม่ใช่อยู่ ๆ เราก็จะไปจ้างมา นอกจากมีคุณสมบัติแล้วบุคคลเหล่านี้เราคิดว่า ไม่ใช่เรานะครับ คนที่จะเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติอาจจะไปทาบทามอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรงนี้ โดยลักษณะยืมตัวมาโดยใช้มติคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นเงินตรงนี้ไม่ต้องใช้เพิ่ม คงเดิม เพียงแต่ ยืมบุคคลมาใช้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นอย่างไร ทั้ง ๒ ส่วนครับ ๑. ได้บุคลากรหรือบุคคล ที่มีความเชี่ยวชาญที่จะมาทํางานในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ท่านเหล่านี้ก็จะได้เอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการจัดทํา ร่วมกันทําบูรณาการแผนต่าง ๆ กลับไปสอนนักศึกษา กลับไปสอนนิสิต ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ด้วยกัน คือประหยัดทั้งเงิน แล้วก็จะได้ประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย

อันถัดไปลงมาก็คือว่า เรามองถึงอย่างนี้ว่ากลุ่มภารกิจนี่ แผนกลุ่มภารกิจต่าง ๆ มีความสําคัญสําหรับประเทศมากต่อไปในอนาคต การที่แต่ละกระทรวงมีแผนของตัวเอง โดยไม่ได้บูรณาการในกลุ่มภารกิจไม่น่าจะถูกต้องแล้วในอนาคตของชาติต่อไป ต้องมาทํางาน ร่วมกัน กลุ่มไหนที่มีเกี่ยวข้องกันมาพิจารณาด้วยกัน แล้วจากกลุ่มภารกิจนั้นสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะมาทําหน้าที่ในการบูรณาการ เมื่อบูรณาการแล้วก็มา กําหนดลําดับความสําคัญ ลําดับความสําคัญนี่ท่านจะเห็นอยู่ในร่างมาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติ ทางคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็กําหนดแนวทางในการบูรณาการ ในการจัดลําดับความสําคัญ ในการกําหนดเป้าหมาย แล้วผู้ที่ทําหน้าที่จริง ๆ ก็ไปอยู่ในของ คณะกรรมการซึ่งอยู่ในร่างมาตรา ๔๑ ฉะนั้นเมื่อบูรณาการมาแล้วตรงนี้จะส่งเสริมด้วย ส่งเสริมที่กราบเรียนไปแล้วก็คือว่าถ้าแผนใดสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนนั้นจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับอีกคณะอนุกรรมาธิการหนึ่ง ที่มีอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินแล้วจะไปสอดคล้อง กับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ด้วยนะครับ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณต่อไปในอนาคต

ถัดไป ข้อเสนอ ขั้นตอนในการจัดทํา การสํารวจความเห็นและความต้องการ ของทุกภาคส่วน แล้วก็วิเคราะห์ความต้องการของการพัฒนาประเทศ กําหนดผลประโยชน์แห่งชาติ โดยกําหนดร่วมกันระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการบริหารสํานักงานและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง องค์กรใดที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ น่าจะต้องมีการมาปรึกษา หารือกันทั้งหมด แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนหรือของทุกภาคส่วน แล้วก็ ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์ชาติกับยุทธศาสตร์ระดับต่าง ๆ เราทราบดีอยู่ว่ายุทธศาสตร์นั้น มีอยู่หลายระดับ แต่ยุทธศาสตร์ชาติน่าจะเป็นระดับที่ทุกภาคส่วนมาพิจารณาด้วยกัน แล้วมองดู ถึงอนาคตของประเทศว่าเราต้องการอะไร อย่างน้อยอีก ๒๐ ปีข้างหน้า

ฉะนั้นขอไปภาพที่ ๔ ครับ ในภาพที่ ๔ ทางซ้ายมือท่านจะเห็นว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินี้จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ หลังจากนั้นแล้วก็จะเป็นยุทธศาสตร์รัฐบาล ซึ่งรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี หรือฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีก็ดีก็จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็เมื่อ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลแล้ว ต่อไปก็เป็นยุทธศาสตร์กระทรวง เมื่อยุทธศาสตร์กระทรวงแล้ว ต่อไปเป็นยุทธศาสตร์ของกรม ของจังหวัด แล้วก็ถัดลงมา เบื้องต้นนี่คิดว่าเราอาจจะไม่ต้องถึงกับหน่วยงาน แต่ถ้าเป็นไปถึงหน่วยงานได้ก็ยิ่งดี

ถัดไปทางขวามือนะครับ เมื่อมียุทธศาสตร์ลงมาแล้วก็จะต้องมีการติดตาม ประเมินผล ก็คือประเมินผลก็ไล่จากข้างล่างขึ้นไป ก็คือมีทั้งวัตถุประสงค์ของกรม ของจังหวัด แล้วก็เป้าหมายของกรม ของจังหวัดไล่ไปจนถึงกับวัตถุประสงค์มูลฐานและ เป้าหมายของชาติ ซึ่งกําหนดระยะเวลาว่าจะมีการติดตามประเมินผลอย่างไรก็อยู่ที่ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์จะไปพิจารณา แต่ทราบมาว่าอย่างมาเลเซียนี่ ถ้าผมจํามาไม่ผิด ก็คือมาเลเซียมีการติดตามทุกวันศุกร์ทุก ๆ สัปดาห์ นั่นคือแนวคิดที่กรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินได้มีการพิจารณาไว้ สําหรับโครงสร้างของพระราชบัญญัตินี้ มีหลักการและเหตุผล ไปเร็ว ๆ นะครับ การพัฒนาของประเทศยังขาดความต่อเนื่อง แผนพัฒนาของไทยกระจัดกระจายอยู่รายกระทรวง การจัดสรรงบประมาณและจัดสรร ทรัพยากรของประเทศส่วนใหญ่ดําเนินการแบบแยกส่วน เอกชนมีส่วนน้อย ประชาชน เกือบไม่มีส่วนเลย ประเทศพัฒนาแล้วมียุทธศาสตร์ชาติซึ่งยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก

สําหรับสาระสําคัญนะครับ มาตรา ๔ กําหนดนิยามของคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าเป็นแม่บทหลักที่เป็นกรอบกําหนดนโยบาย เป็นกรอบนะครับ ไม่ได้หมายความว่ากําหนด นโยบายไปเลย เป็นกรอบเท่านั้น กรอบนโยบายและแผนต่าง ๆ สําหรับการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรทรัพยากร

ในร่างมาตรา ๖ ที่กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าในยุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อย จะต้องมีสาระสําคัญต่าง ๆ สาระสําคัญตรงนี้ก็คือเอามาจากที่มาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แล้วก็เพิ่มเติมเข้าไปว่าสิ่งที่มีความสําคัญสําหรับประเทศน่าจะมีอะไรบ้าง อย่างเช่นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่เติมลงไปชัดเจนในส่วนนั้น การศึกษาก็เอาจากชื่อของ ท่านกรรมาธิการการศึกษาที่รวมไปถึงการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เหล่านี้เป็นต้น และรวมไปถึงศิลปวัฒนธรรมและสังคมด้วยนะครับ ฉะนั้นก็พยายามมองทุกมิติ ที่มีความสําคัญสําหรับประเทศชาติ

ถัดไปนะครับ กําหนดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ ร่างมาตรา ๗

ถัดไปยุทธศาสตร์ชาติส่วนใดเกี่ยวกับความมั่นคงทางทหารหรืออธิปไตย หรือผลประโยชน์ของชาติ คือบางครั้งยุทธศาสตร์ของเราไม่พึงเปิดเผย ถ้ายุทธศาสตร์ใด ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติหรือความมั่นคงทางทหาร ยุทธศาสตร์นั้นก็จะไม่เปิดเผย แต่ว่ากระบวนการไม่เปิดเผยนี่อยู่ ๆ ไม่ใช่ก็ไม่เปิดเผยเลยนะ ก็ต้องไปผ่านกระบวนการ อย่างเช่นไปที่คณะรัฐมนตรีก่อนแล้วเห็นชอบแล้วว่าจะขอไม่เปิดเผย

ถัดไปนะครับ ในร่างมาตรา ๙ กราบเรียนไปแล้วนะครับ ๒๐ ปี อาจจะ เปลี่ยนทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สําคัญ แล้วก็กําหนดให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้ง องค์กรและหน่วยงานของรัฐต้องดําเนินการนโยบายหรือแผน หรือแผนงานสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ไปบังคับจนเกินเหตุหรือเปล่า มีกระบวนการครับ ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อทําแล้ว ร่างแล้ว ต้องไปถามประชาชน เมื่อถามประชาชนแล้วจะต้องเสนอรัฐสภา เห็นชอบนะครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ เอาเข้าไปแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติถ้าเราไปบังคับคนอื่นโดยไม่ได้ ผ่านรัฐสภา ต้องผ่านรัฐสภา ให้รัฐสภาเห็นชอบเสียก่อนนะครับ

ถัดไป ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกําหนดแนวทางบูรณาการ นั่นคือวิธีปฏิบัติแล้วนะครับ

ถัดไป กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ อยู่ในร่างมาตรา ๑๓ นะครับ อํานาจหน้าที่ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในมาตรา ๑๓ นะครับ แล้วก็ขณะเดียวกัน มีอํานาจตรวจสอบหรือไต่สวนการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ และเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดเผยก่อนนะครับ แต่ถ้ามีการ ทุจริตก็ดําเนินการตามกฎหมายครับ ถ้าเสียหายร้ายแรง ไม่ทุจริต ถ้าเป็นนักการเมืองก็ส่งไป ที่วุฒิสภา ถ้าเป็นข้าราชการก็ส่งไปที่ข้าราชการ แต่ถ้าเป็นทุจริตส่งไป ป.ป.ช. ซึ่งก็เป็น กระบวนการปกติอยู่แล้วนะครับ เป็นกระบวนการปกติที่เราดําเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า มีองค์กรที่จะมาช่วยดูแลสอดส่องอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็กําหนดให้มีกรรมการบริหารสํานักงาน อยู่ในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๑ แล้วก็มีสํานักงานอยู่ในมาตรา ๔๔ แล้วก็กําหนดบทเฉพาะกาลครับ อย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติยุทธศาสตร์ชาติไว้แล้วในมาตรา ๑๗๙ บัญญัติไว้แล้วในมาตรา ๒๘๔ (๑) ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้มีความสําคัญกับประเทศชาติ แล้วเราต้องเตรียมการไว้ ถ้ารัฐบาลต่อไปมาแล้วถามว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ แล้วยุทธศาสตร์ชาติอยู่ที่ไหน ฉะนั้นก็จะมีความจําเป็นที่จะต้อง เตรียมเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้

ฉะนั้นในบทเฉพาะกาลตรงนี้จึงได้เสนอว่าในวาระเริ่มแรกในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาตินั้นก็ให้ทาง สนช. สรรหาและคัดเลือกคนเข้ามา ๒๐ คน แล้วก็มีอีก ๓ ท่าน คือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน สนช. และท่านประธาน สปช. เป็นกรรมการ โดยตําแหน่งนะครับ ๒๓ ท่านไปจัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา และเมื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ เพื่อรองรับรัฐบาลใหม่แล้วในเรื่องของสํานักงาน สํานักงานชั่วคราว ต้องขอพึ่งทางสภาพัฒน์ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีเห็นชอบว่าควรจะเข้ามาร่วมในการทําหน้าที่ สํานักงานก็ไปเริ่มดําเนินการ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นมานะครับ

ทีนี้ในเรื่องของสํานักงานมีหลายท่านเป็นห่วงบอกว่านี่จะเปลืองงบประมาณ หรือเปล่า อาจจะต้องใช้งบประมาณอยู่บ้างครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่ากรรมการ ถ้าทํางานเต็มเวลาแล้วได้เงินเดือน ถ้าไม่ได้ทํางานเต็มเวลาเอาเบี้ยประชุม ได้เบี้ยประชุม นะครับ แล้วก็กรรมการของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของคณะกรรมการบริหารสํานักงานนั้น นั่นก็คือ ถ้าเป็นไปได้ไปยืมจากทางมหาวิทยาลัยมา แล้วผมว่าจะได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ท่านประธานเป็นอธิการบดีมาอยู่นานนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าความรู้ที่ได้จากตําราถ้าไปเจอ เห็นของจริงแล้วเอาของจริงกับตํารามาผนวกด้วยกันแล้วไปสอนหนังสือเราจะได้บุคลากร ที่เป็นทรัพยากรสําคัญของประเทศต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือแนวคิดนะครับที่อนุกรรมาธิการ ได้ช่วยกันคิด โดยคําแนะนําของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็มี หลายท่านผมต้องขอบพระคุณทางนี้ บังเอิญระยะเวลาจะน้อย ขออนุญาตว่าไม่เอ่ยนามท่าน ทั้งหลายที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นเหล่านี้นะครับ

ถัดไปผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิรูป การพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ มีความต่อเนื่อง แผนพัฒนาต่าง ๆ มีการบูรณาการและจัดลําดับความสําคัญ การจัดสรรงบประมาณ และทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ทุกภาคส่วนของประเทศมีส่วนในการกําหนดอนาคตของชาติ ตัวชี้วัดจากผลความสําเร็จ ที่ท่านประธานได้กรุณาให้เพิ่มเติมขึ้นมาในรายงานที่จะนําเสนอสภา ระยะสั้น ยุทธศาสตร์ชาติ ได้รับการบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีความสําคัญควบคู่กับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ประการที่ ๒ ข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ มีการดําเนินการ โดยเฉพาะให้กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้ในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องทันนะครับ ไม่ทันแล้วรัฐบาลต่อไปนี้จะถามว่ายุทธศาสตร์ชาติอยู่ไหน อย่างที่กราบเรียนไปแล้ว มีการจัดตั้งองค์กรและการดําเนินการตามกลไกที่เสนอ ระยะยาวมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแม่บทในการพัฒนาและมีการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างต่อเนื่อง มีกลไก การจัดทําและการกํากับติดตามการพัฒนาประเทศ บรรลุตามเป้าประสงค์หลักที่กําหนดไว้

และอีกประการหนึ่งประเทศไทยจะพ้นกับดักของความเป็นประเทศกําลังพัฒนา เสียที ไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นประเทศกําลังพัฒนา กําลังพัฒนา สมัยก่อนนะครับ สมัยผม เป็นเด็ก ๆ รับราชการใหม่ ๆ ผมก็ดีใจนะครับว่าเราเป็นประเทศกําลังพัฒนานะ ไม่ใช่ ประเทศด้อยพัฒนานะ แต่กําลังพัฒนามานานเท่าไรแล้วครับ ผมว่าถ้าท่านประธาน สปช. ท่านกรรมาธิการ สปช. ทั้งหลายจะช่วยกันพิจารณาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ และกรุณาให้ความเห็นเพิ่มเติม พวกเราพร้อมน้อมรับ เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทํามาถึงแม้เราคิดว่า เราพยายามทําให้ดีที่สุด แต่ก็คงจะมีบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ ท่านกรุณาให้ความเห็น ข้อแนะนําเพิ่มเติม เรายินดีจะน้อมรับและเอาไปปรับปรุงเพื่อให้สิ่งที่เราทํามีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น และให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะครับ ข้อเสนอแนะเพื่อดําเนินการท่านประธานครับ เพื่อให้การดําเนินการสมบูรณ์นะครับ ให้มีกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติภายในรัฐบาลนี้ เพื่อรองรับความจําเป็นและรองรับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนไปแล้วว่า มีความสําคัญ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบพระคุณครับ ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ