ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเรื่องการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 4 ที่เกี่ยวกับคํานิยามกฎหมายและมาตรา 5 ที่เกี่ยวกับการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเสนอแนะให้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมาย นอกจากนี้ยังพูดถึงการนำยุทธศาสตร์ 20 ปีของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาพิจารณาในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเรียกร้องให้ผูกพันรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมก็เห็นด้วยกับที่หลาย ๆ ท่านที่ได้เห็น คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้คลอดออกมาเสียทีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แต่สิ่งที่จะนํามาใช้นั้นคิดว่า ถ้าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมคิดว่ามีหลายท่านที่ได้เสนอความเห็นว่าน่าที่จะนํายุทธศาสตร์ชาติ ที่ทางของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหลาย ๆ รุ่นได้รวบรวมไว้ ขอย้อนไปไม่ต้องกี่ปี หรอกครับ ก็สัก ๕ ปีหรือว่า ๑๐ ปี ผมเชื่อว่าตรงนั้นน่าจะเป็นประโยชน์แล้วก็มาปรับใช้ เรื่องยุทธศาสตร์นั้นมีการทํามากมาย ไม่ว่าจะเรื่องของเดิมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็มีทํา แล้วเมื่อทําแล้วยังต้องมาผ่านของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งตรงนั้นได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะได้มีการกลั่นกรองแล้วก็ช่วยกันดูว่าแผนต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งจะใช้เป็นแผน เป็นแม่บท ในการกําหนดกรอบหรือกําหนดนโยบาย ที่จะนําไปพัฒนาประเทศให้เข้าสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์นั้น ตรงนั้นก็คงจะได้มีการช่วยกันดู หลาย ๆ ฝ่าย ก็เห็นด้วยนะครับ เท่าที่ดูตอนนี้กระผมก็จะเข้าเฉพาะเรื่องของกฎหมาย ที่ยกขึ้นมานะครับว่า ในตัวกฎหมายโดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องของคํานิยาม เรื่องของเกี่ยวกับเรื่องตัวกฎหมายนั้นยังไม่มีเขียนไว้ในเรื่องของคํานิยามว่าจะดําเนินการ อย่างไร เพราะว่าเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๖ ที่เป็นคํานิยามที่ระบุบอกว่า อย่างน้อย จะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่องของกฎหมายก็ข้ามไป ตรงเรื่องทรัพยากรมนุษย์เลย เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มีการพิจารณาร่วมกันกับทางคณะของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการบูรณาการที่ดี เพราะว่าอะไร เพราะว่าทางกฎหมายเองก็รู้เฉพาะกฎหมาย แต่ว่าทางสิ่งแวดล้อมก็รู้เฉพาะเรื่อง ของสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น ดอกเตอร์ธรณ์ ท่านรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมดีมาก เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติดีมาก เรื่องพลังงานดีมาก แต่การที่จะมาเขียนกฎหมายเพื่อให้ส่อถึง เจตนารมณ์แล้วก็ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่จะใช้ตัวกฎหมายนั้น จะได้หาทางได้ข้อยุติ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของมาตรา ๕ นั้นผมเห็นด้วยนะครับว่า ตัวผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้นน่าที่จะมีการปรับ แม้กระทั่งในมาตรา ๘ ที่เขียนยังมีการเขียนในลักษณะว่าให้มีการหารือกันกับทางรัฐสภา แล้วรัฐสภาตอนหลังมาให้ ทางประธานวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจในการที่จะส่งหรือไม่ส่งตัวยุทธศาสตร์นั้นไปลง ราชกิจจานุเบกษา ตรงนั้นก็น่าที่จะขัดกันแล้ว แล้วก็มีท่านสมาชิกก็ได้ให้ความเห็น ในเบื้องต้นแล้วว่าตรงนี้น่าที่จะมีการปรับ เพราะว่ามันจะอิหลักอิเหลื่อ ในเมื่อไปตัดสินใจ แทนผู้ที่มีศักดิ์ชั้นไม่ต่างกันนะครับ ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานวุฒิสภา แม้ว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้ออกชัดเจนว่าประธานรัฐสภาจะเป็นใคร แต่ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ผ่านมาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ฉะนั้นกลายเป็นว่าประธานวุฒิสภา ไปตัดสินใจแทนประธานรัฐสภาอันนั้นก็ไม่บังควร ฉะนั้นในมาตรา ๕ น่าที่จะมีการปรับ ก็เห็นด้วยนะครับว่าโดยทั่วไปถ้าบทกฎหมายพระบรมราชโองการ พระราชหัตถเลขา ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินจะมีเขียนไว้ในทุกยุคทุกสมัยในรัฐธรรมนูญว่าตรงนี้ ให้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีหรือว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่ว่าจะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โดยส่วนใหญ่ก็จะมีประธานวุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องของการให้ความยินยอม หรือเรื่องของการรับรองบุคคลในการที่ไป ดํารงตําแหน่งตามที่วุฒิสภามีอํานาจพิจารณา อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่กรณีนี้ไม่น่าจะใช่ แต่ก็เห็นด้วยนะครับว่าเป็นไปได้ว่าน่าจะให้ประธานรัฐสภาเนื่องจากว่านายกรัฐมนตรีไปเป็น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ก็น่าที่จะมีการปรับเพื่อให้มีความสอดคล้อง
ในส่วนเรื่องของมาตรา ๙ ๒๐ ปีก็ใช้ตรงนั้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์ไม่ทราบว่า ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ใช้แนวทางของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้หลุดไปแล้วในรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการศึกษา ผมเคยไปฟังเรื่องยุทธศาสตร์ ๒ ทศวรรษหน้า แล้วก็มีผู้หลักผู้ใหญ่มาเข้าฟังแล้วก็ให้คําแนะนํา ตรงนั้นก็น่าที่จะมีการนํามาพิจารณา เพราะมีส่วนดีอยู่เช่นกัน เพราะว่าทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นต้องถือว่า เขาศึกษาโดยที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย และเป็นผู้ที่ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนที่จะส่งไปให้ทาง ครม. อันนั้นก็น่าจะพิจารณาร่วมกันนะครับ
ในเรื่องของมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าให้ผูกพันรัฐสภา แล้วก็ ครม. ที่จะเข้ามาใหม่ เพราะอะไร เพราะว่าการเมืองเปลี่ยนตลอด เพราะถ้าไม่เขียนอยู่ ตรงนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติบังคับไว้นะครับ ใครเข้ามาก็จะเปลี่ยนนโยบายได้ตลอด ก็ขอกราบขอบพระคุณครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ