พรายพล คุ้มทรัพย์ ระบุความสำคัญของการมียุทธศาสตร์ชาติ และสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเน้นย้ำว่าควรระบุประโยชน์ที่เกิดขึ้นสำหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปในกฎหมาย และเสนอให้สภาพัฒน์มีบทบาทที่กว้างขึ้น รวมถึงงานยุทธศาสตร์ชาติ โดยเสนอการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพัฒน์การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐-๓๐ ปี และเพิ่มบทบาทของสภาพัฒน์ให้เป็น "ธิงค์ แทงค์" ที่มีความสามารถทางวิชาการและประสบการณ์
เรียนท่านประธานที่เคารพ พรายพล คุ้มทรัพย์ สปช. ๑๕๑ นะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้ทํางานชิ้นสําคัญออกมาเป็นรูปเป็นร่างนะครับ ผมขอเรียนว่าผมสนับสนุนแนวคิดของ การมียุทธศาสตร์ชาตินะครับ เห็นด้วยกับการมียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแนวทางในการพัฒนา ทั้งสําหรับภาครัฐแล้วก็จะเป็นประโยชน์สําหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปด้วย อันนี้จริง ๆ ถ้าหากว่าจะต้องเป็นหลักการและเหตุผลในกฎหมายควรจะระบุประโยชน์ ที่มีสําหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปด้วย เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นแผนสําหรับภาครัฐ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่ามันน่าจะชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และอุดมคติของชาติ ของทุกคนในชาติ
ประเด็นที่ผมจะอภิปรายจริง ๆ มีอยู่ประเด็นเดียว คือเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับ เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็สํานักงานบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็เป็นเนื้อหาสาระที่สําคัญของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมา คือจริง ๆ แล้วเห็นด้วย กับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายไปแล้วว่าการทํางานของสํานักงานและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติมันจะมีความซ้ําซ้อนกับลักษณะงานที่สภาพัฒน์ในปัจจุบันนี้ทําอยู่ สภาพัฒน์ แน่นอนไม่ได้ทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ ใช่ แต่ว่าเขาก็จะทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเราก็ทราบดีว่ามันเป็นแผน ๕ ปี แต่จริง ๆ แล้วในการทํางานเขาก็จะต้องมองไปไกลกว่า ๕ ปีด้วย เพราะฉะนั้นเซท อัพ (Set up) ต่าง ๆ ที่มีที่สภาพัฒน์มันเกือบจะ ถึงแม้จะไม่พร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะมารองรับงานเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าถ้าสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชื่อยาว ๆ นี่นะครับ เรียกสั้น ๆ ว่า สภาพัฒนา เป็นสถาบันหรือองค์กรในลักษณะนี้ ก็น่าจะ สามารถรองรับการจัดทํายุทธศาสตร์ได้ เพียงแต่ว่าเราปรับปรุงองค์กรนั้นให้เหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราตั้งอันใหม่ขึ้นมา นอกจากมันจะซ้ําซ้อนแล้วการทํางานที่นอกจากว่า จะเปลืองงบประมาณแล้ว การทํางานที่ลักษณะซ้ําซ้อนกันมันก็จะไม่มีประสิทธิภาพที่ดี เท่าที่ควร จริงอยู่มันอาจจะมีการเสริมกันหรือประสานกันได้ในการทํางาน แต่ผมคิดว่าไหน ๆ เราจะต้องปฏิรูปอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว ปฏิรูปสภาพัฒน์ไปด้วยครับ ผมอยากเสนออย่างนี้ คืออยากจะให้สภาพัฒน์เองมีหน้าที่บทบาทที่กว้างขึ้น แล้วก็รวมไปถึงงานยุทธศาสตร์ชาติด้วย เราจะขยายบทบาทของสภาพัฒน์อย่างไร
อันแรกเลย นอกจากเขาจะดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ก็ให้เพิ่มงานเข้าไป ครอบคลุมงานอื่น ๆ ที่ท่านระบุไว้ในร่างพระราชบัญญัติอันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การบริหารราชการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การทหารอะไรต่ออะไรรวมเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นงานเขาจะกว้างขึ้น เขาก็จะรองรับการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ได้
อันที่ ๒ เพิ่มจากแผนพัฒนา ๕ ปี ให้เขามีการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐-๓๐ ปีด้วย อันนี้มันก็จะเหมาะ เพราะว่าถ้าทําในสํานักงานเดียวกันมันก็จะทําให้แผน ๕ ปี สอดคล้องกับแผน ๒๐ ปี ๓๐ ปีด้วย องค์ประกอบของคณะกรรมการก็ต้องปรับเปลี่ยน ไปตามภารกิจใหม่ด้วย สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโดยเน้นความสามารถทางวิชาการ ให้มากขึ้น ทําให้กลายเป็นองค์กรที่สามารถดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ และประสบการณ์ ทําตัวเป็นธิงค์ แทงค์ (Think tank) ทํางานประสานงานกับสถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะยังคงบทบาทในเรื่อง การประสานงานและขับเคลื่อนแผนและยุทธศาสตร์ชาติไปได้ด้วย เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลด้วยได้ แต่ว่าควรจะให้งานในบทบาทของการบริหารน้อยลงไป เช่นไปเป็นเลขานุการของคณะทํางานบ้าง หรือไปทําโน่นทํานี่ซึ่งเป็นงานเฉพาะกิจ อันนี้ควรจะลดน้อยลงไป เลขาธิการหรือ รองเลขาธิการก็ให้ไปนั่งในบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจน้อยลงหรือไม่ควรจะไปนั่งเลย ว่ากันตามจริง และจริง ๆ แล้วบทบาทวิชาการของสภาพัฒน์ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่า ขยายวง ขยายสาขาวิชาให้มันกว้างขึ้น งานบางส่วนแยกออกไปจากสภาพัฒน์ในปัจจุบัน เช่นงานจัดทําบัญชีประชาชาติ ท่านทราบหรือเปล่าในต่างประเทศงานนี้เขาไปทํารวมกับ การจัดทําสถิติของชาติ อันนี้จริง ๆ ควรจะแยกออกจากสภาพัฒน์ไปรวมกับสํานักงานสถิติแห่งชาติ จะตั้งเป็นสํานักงานใหม่ขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือผมอยากจะเสนอว่าควรให้ ไปปรับปรุงหรือแก้ไขพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๒๑ หรือไม่ก็ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ขึ้นมาเลยครอบคลุมการทํางานของ สภาพัฒน์ในปัจจุบัน แล้วก็รวมเอางานการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติไปด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธาน