สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๗ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และเรียกร้องให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐดำเนินนโยบายและแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการลดจำนวนคณะกรรมการและราชการ ทำให้การดำเนินการของคณะกรรมการมีลักษณะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่พนักงานประจํา แต่เป็นพนักงานสัญญาจ้างเป็นโครงการ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแล้วก็ขอสนับสนุนวาระการปฏิรูปนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็มีประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติจะทํา ให้เรามีทิศทางไม่สะเปะสะปะ อีกทั้งมีความต่อเนื่องและยั่งยืนนะครับ เราคงเห็นตัวอย่าง ประเทศต่าง ๆ ที่เขาประสบความสําเร็จแล้วก็เดินไปด้วยดี เนื่องจากว่ามียุทธศาสตร์ชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียหรือว่าอีกหลายต่อหลายประเทศ ของเราเอง จริง ๆ ก็มีการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ ที่ผ่านมาเวลาศึกษาเสร็จนะครับ อย่างเช่นของ วปอ. ก็จะเชิญทางฝ่ายการเมือง เชิญนายกรัฐมนตรีไปฟัง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนกับ แบบฝึกหัด คือมีการนําเสนอแต่ว่าไม่มีการนําไปปฏิบัตินะครับ ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า บ้านเมืองเราขาดทิศขาดทางการบริหารก็มองในระยะที่ไม่ไกลเท่าไรนะครับ การที่ไม่มี ยุทธศาสตร์ชาติก็อาจจะทําให้ยุทธศาสตร์ของพรรค ยุทธศาสตร์ของพวกมาก่อนยุทธศาสตร์ ของชาติ ถ้าหากว่าเรามียุทธศาสตร์ชาตินะครับ นโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย ให้กับชาติบ้านเมืองที่หวังผลคะแนนเสียงหรือว่าหวังผลประโยชน์เฉพาะหน้าก็คงจะลดลง หรือว่าลดน้อยลงไปนะครับ หมดไป ยุทธศาสตร์ชาติต้องมาก่อนยุทธศาสตร์ของพรรค ยุทธศาสตร์ของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ หรือว่าหน่วยงานใดทั้งหมด ภาคเอกชน มีการทําสวอต อะนาลิซิส (SWOT analysis) มีการวิเคราะห์เรื่องจุดอ่อนจุดแข็ง โอกาส แล้วก็ภัยคุกคามนะครับว่ามีอะไรบ้าง ทิศทางหรือว่านโยบายยุทธศาสตร์ขององค์กรจะไปอย่างไร ของเราผมคิดว่าหน่วยราชการต่าง ๆ ก็อาจจะมีการวิเคราะห์ มีการศึกษา แต่ว่าเมื่อรวมกันเป็นชาติ รวมกันเป็นองค์รวมนี้ ผมคิดว่าเรายังขาดยุทธศาสตร์รวม เรายังขาดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าสามารถเกิดขึ้นได้ตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมาก็จะเป็นประโยชน์ ต่อบ้านเมือง จะทําให้เราเดินหน้าไปโดยที่มีทิศทางที่ชัดเจน ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าจะไป ทิศทางไหน ไม่ใช่เดินหน้าไป ๒ ก้าวแล้วก็ถอยหลัง ๓ ก้าว หรือว่าออกซ้ายบ้างขวาบ้าง อย่างไม่มีทิศไม่มีทาง เวลาเรามีลูกมีหลาน เราก็ยังนึกว่า ๒๐ ปีข้างหน้า เราอยากเห็นเขา เป็นอะไรนะครับ อันนี้ประเทศชาติของเรานี้ผมคิดว่าเราควรจะคาดหวังร่วมกันนะครับว่า อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ประเทศชาติจะไปทางไหน จะไปอย่างไรนะครับ มีทิศทาง เราจะสร้าง สภาพแวดล้อม เราจะสร้างปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการเติบโต เอื้อต่อการที่จะก้าวเดินไปสู่ จุดนั้นของประเทศชาติของเราได้อย่างไร เหมือนกับอย่างที่เราอยากเห็นลูกเราโตไปเป็น อะไรนะครับ เราก็คงต้องสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ กระผมเห็นด้วยนะครับว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ต้องผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรีรวมทั้งองค์กรและหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ให้ดําเนินนโยบาย หรือแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตามผมไม่ค่อยแน่ใจกับเรื่องที่จะให้ อํานาจไต่สวนการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของรัฐสภา ครม. และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ นะครับ รวมทั้งเรื่องที่จะให้ถอดถอนฝ่ายการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่าองค์กรนี้ ควรจะเป็นลักษณะธิงค์ แทงค์ เป็นองค์กรในเชิงวิชาการ เป็นองค์กรที่ดูเรื่องยุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่ควรจะมีอํานาจอะไรมากมาย แม้หวังว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่ผลักดันนี่จะนําไปสู่การปฏิบัติ พูดถึงเรื่องธิงค์ แทงค์ ผมคิดว่าวันนี้เราก็มีองค์กรในลักษณะนี้อยู่พอสมควร น่าจะมีการเชื่อมโยง อย่างเช่น ทีดีอาร์ไอหรือว่าสถาบันอนาคตศึกษานะครับ ตรงนี้ควรจะเป็นกําลังสําคัญ รวมทั้งสภาพัฒน์นะครับ

ในส่วนของคณะกรรมการผมมีข้อสังเกตครับว่าคณะกรรมการนี่มีจํานวนมาก แล้วก็มีราชการเยอะเกินไปนะครับ ไม่อยากเห็นคณะกรรมการนี่เป็นลักษณะที่เป็นราชการ น่าจะเป็นองค์กรอิสระ แล้วก็เป็นลักษณะวิชาการ แล้วมีความคล่องตัว ในขณะที่สํานักงานเอง พนักงานก็ไม่ควรจะมีลักษณะที่เป็นพนักงานประจํา ถ้าจะเป็นไปได้นะครับควรจะเป็น พนักงานสัญญาจ้างเป็นโครงการนะครับ เพราะเรื่องที่ศึกษาเรื่องที่จะวิเคราะห์นี่ผมคิดว่า มันจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา แล้วก็องค์กรนี้ควรจะกระชับ กะทัดรัด ขณะที่ลักษณะบอร์ด ๒ บอร์ดก็พึงระมัดระวัง เรื่องบทบาทของบอร์ด ๒ บอร์ด ทําอย่างไรจะให้ประสานกัน แล้วก็ไม่ขัดแย้งกันเอง ต้องมีการโยงระหว่างบอร์ดทั้ง ๒ บอร์ดเข้าด้วยกัน แล้วก็หนุนเสริม กันและกันนะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาเรื่องบทบาทที่ทับซ้อนกันหรือว่าเกิดความขัดแย้ง ภายหลังได้ ขอบพระคุณครับ