สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๗ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ พูดถึงการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับ "ฮิดเดน อะเจนดา" (Hidden agenda) ที่อาจเกิดขึ้น โดยวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการสภาพัฒน์แห่งชาติ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. กระผมขออนุญาตท่านประธานหารือก่อนนะครับว่า เนื่องจากมีทั้ง รายงานและตัวร่างกฎหมาย จะขอเวลาอย่างละ ๕ นาที สําหรับการพิจารณาเรื่องนี้ กราบเรียนท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ต้องขอบคุณอย่างยิ่งสําหรับ นวัตกรรมการปฏิรูปในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ความจริงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ พูดกันมานานมาก และครั้งนี้ก็เป็นความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีการออกแบบตั้งแต่เรื่องของกรอบความคิดรวบยอดที่เรา เรียกว่าเป็น คอนเซพชวล ดีไซน์ เป็นโรดแมพ (Roadmap) ระยะที่ ๑ มาสู่เรื่องของ โพรเซส แอนด์ ออร์แกไนเซชันนอล ดีไซน์ ซึ่งเป็นโรดแมพระยะที่ ๒ ของ สปช. คราวนี้ได้ทําเรื่องของ ลีเกิล ดีไซน์ ประกอบมาด้วย หลังจากที่เข้ามารอบแรกในกลางเดือนมีนาคมแล้วก็นําไป ปรับปรุง ผมมีความเห็นพอสมควรทั้งที่เห็นด้วยในหลักการแนวทาง แต่มีข้อสังเกตที่อยากให้ ไปปรับปรุง เนื่องจากว่าในหลักการนั้นไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมี ๑ ยุทธศาสตร์ ๑ ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ ๒๐ ปีข้างหน้าว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เหมือนอย่างที่หลายประเทศที่ประสบความสําเร็จ ผมยกตัวอย่างมาเลเซียบ่อยครั้ง เพราะว่า ตอนเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนั้นก็ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่เขา ประกาศในเรื่องของวิชัน (Vision) ๒๐๒๐ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๑ เขาวางไว้ ๓๐ ปี และเดินหน้าด้วย ๑ ทิศทาง ๑ แผนอย่างแท้จริง ก็คงจะไม่แตกต่างจากสิ่งที่เราคิดมานาน แต่โอกาสความสําเร็จจะเกิดขึ้นด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งนี้ เพียงแต่ว่าประเด็นของการ บริหารไปสู่ความสําเร็จจะทําอย่างไร ทั้งในส่วนรายงานก็ดี ในส่วนตัวร่างกฎหมายนั้น ผมยังคิดว่ายังมีลูพโฮล (Loophole) อยู่ ตัวร่างกฎหมายเป็นร่างกฎหมายลักษณะการจัดตั้ง องค์กร และมีบทเฉพาะกาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมคิดว่าอาจจะยังไม่พอ หรือว่าอาจจะวาง ที่ตั้งของการขับเคลื่อน อาจจะทําให้คิดว่าเร็วแต่อาจจะช้า ผมพูดอย่างนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า โดยแท้ที่จริงถ้าเราจะทบทวนดูเมื่อปี ๒๕๕๒ เราได้จัดทําวิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๐ แล้ว และมีการขับเคลื่อน หลังจากนั้นอีก ๒ ปี ก็มีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ เป็นตัวขับเคลื่อน องค์กรขับเคลื่อนก็คือสภาพัฒน์ นี่คือภาพสิ่งที่เราเห็นอยู่และความจริง ในคณะกรรมการสภาพัฒน์ปัจจุบันก็มีสมาชิก สปช. เป็นประธานคือท่านพารณ มีดอกเตอร์จุรี ดอกเตอร์อนุสรณ์ มีดอกเตอร์ศักรินทร์ที่อยู่ในคณะกรรมการสภาพัฒน์ รู้ถึงยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๐ รู้ถึงการขับเคลื่อนในแผนที่ ๑๑ ซึ่งจะสิ้นแผนในปีหน้า ปี ๒๕๖๐ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง ถ้าความตั้งใจของรายงานฉบับนี้ในการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินประสงค์ที่จะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑ ของประเทศไทยนั้น จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ เป็นปีเริ่มต้น ก็หมายความว่าเราไม่ต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ การบริหารประเทศ การขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิดข้อเสนอปฏิรูปเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาตินั้น และรวมถึงการจัดตั้งองค์กรที่ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีสํานักคณะกรรมการบริหารสํานักงานยุทธศาสตร์ชาติและสํานักงานยุทธศาสตร์ชาตินั้น ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ

ในส่วนคณะกรรมการไม่ควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถ้าท่านยังติดกรอบ ของการที่จะให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานมันจะติดกรอบ ติดแนวทางของพรรคการเมือง ที่เป็นรัฐบาลขณะนั้น มันจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ

๒. ก็คือภารกิจท่านนายกรัฐมนตรีมีมากเกินกว่าที่จะมาให้ความสําคัญ ให้เวลาอย่างคุ้มค่าต่อการทํายุทธศาสตร์ชาติ

๓. ก็คือจะมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) ในการที่จะวางอนาคต ของยุทธศาสตร์สนองต่ออนาคตของพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ต้องพึงระวัง ผมคิดว่า แนวการออกแบบคณะกรรมการสภาพัฒน์เป็นแนวทางที่ดีแล้ว ถ้าท่านย้อนประวัติไป ในปี ๒๔๙๓ คือปีแรกที่ประเทศไทยของเราเริ่มมีการคิดที่จะให้มีองค์กรในลักษณะที่มาดูแล จัดทํา ขับเคลื่อน เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็คือสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในปี ๒๔๙๓ จากนั้นเป็นต้นมา จากคุณสุนทร หงส์ลดารมภ์ จนมาถึงคุณอาคมในปัจจุบัน โครงสร้างของ คณะกรรมการปัจจุบันมาถึงท่านพารณนั้นท่านจะเห็นว่าไม่เคยมีแนวคิดที่จะเอา นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมานั่งเลย ผมอยากให้ทบทวนในเรื่องนี้

ประการ ๒ คือ