รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๗/๒๕๖๐
วันอังคารที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การบูรณาการและการเสนอแนวทางขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และ ๔ วาระการปฏิรูปที่สําคัญและ เร่งด่วน
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการบูรณาการและเสนอ แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านธงชัย ลืออดุลย์ อนุกรรมาธิการ อดีตสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๒. ท่านธานินทร์ สุภาแสน อนุกรรมาธิการ อดีตผู้ว่า ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ๓. ท่านสุรชัย ภู่ประเสริฐ อนุกรรมาธิการ อดีตเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี
สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจงมีดังนี้นะครับ ๑. พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน อดีตเจ้ากรมยุทธการทหาร อดีตเสนาธิการทหาร กรรมการบริหารสถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๓. ท่านถวิลวดี บุรีกุล โฆษกกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้อํานวยการ สํานักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ๔. พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๕. ท่านธงชัย ลืออดุลย์ อนุกรรมาธิการบูรณาการและเสนอแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๖. ท่านธานินทร์ สุภาแสน อนุกรรมาธิการดังกล่าว อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ๗. ท่านสุรชัย ภู่ประเสริฐ อนุกรรมาธิการดังกล่าว อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอเรียนเชิญ ท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่า วัตถุประสงค์หลักในการกราบเรียนต่อท่านประธานสภาในวันนี้ และเรียนท่านสมาชิกทุกท่านในครั้งนี้ ก็เพื่อขอบพระคุณท่านประธานและสมาชิกทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา คําแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อรายงานที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ดําเนินการมาโดยตลอด ในช่วงเวลาปีเศษที่ได้มีโอกาสทํางานร่วมกับท่านสมาชิก กระผมมีความสุข ได้รับความรู้ ได้รับข้อแนะนําที่เป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่ง ขออนุญาตกราบเรียนว่าเผอิญกระผมเคยอยู่ ในสภาอันทรงเกียรตินี้ ๓ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๙ กับ ปี ๒๕๔๓ ในฐานะวุฒิสมาชิก ครั้งที่ ๒ ในสมัยที่เป็น สปช. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ กราบเรียนว่าครั้งนี้เป็นห้วงเวลาที่ กระผมได้รับความรู้ ความเมตตากรุณาจากท่านสมาชิกเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นก็ถือโอกาสนี้ กราบขอบพระคุณและขอบคุณทุกท่าน
สําหรับประเด็นที่ ๒ หรือวัตถุประสงค์ที่ ๒ ที่จะนํากราบเรียนในวันนี้ก็คือ เรื่องการบูรณาการ มากราบเรียนรายงานความคืบหน้าและขอรับคําแนะนําข้อเสนอแนะ เพิ่มเติมถ้าหากมี กราบเรียนว่ากรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้รับความกรุณาจาก ท่านประธานและท่านสมาชิกทั้งหลาย ได้กรุณาอนุมัติเห็นชอบรายงานของเราไป ๒๐ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องการจัดทําการกําหนดและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่ากฎหมายฉบับนี้เริ่มจาก สปช. แล้วมาต่อด้วย สปท. ในรายงานฉบับนี้มีรายชื่อของทุกท่านที่เป็นสมาชิก สปท. แนบเรื่องไปด้วย เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้เป็นงานของท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่านสมาชิกทุกท่าน ขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ไว้เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าท่านทั้งหลาย มีส่วนอย่างสําคัญเรื่องสุดท้าย คือเรื่องที่ ๒๐ ท่านประธานและท่านสมาชิกได้กรุณาเห็นชอบ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ เราพิจารณาเรื่องของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสภาแห่งนี้ได้กรุณาอนุมัติข้อเสนอที่สําคัญ ๒ ประการ ประการที่ ๑ คือเห็นสมควรที่ให้ กําหนดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นด้านหนึ่งในมาตรา ๘ (๑๑) ของกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ข้อเสนอที่ ๒ คือควรพิจารณาศึกษาความ เหมาะสมของการให้สํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาไปอยู่กับกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี บางท่านอาจจะพิจารณาว่าเรื่องนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่อุดมศึกษาอาจจะมีศาสตร์อื่น ๆ หรือคณะอื่น ๆ อยู่ด้วย นั่นล่ะครับคือสิ่งที่จะต้องเอา ศาสตร์อื่น ๆ นี้เข้าไปรวมกับวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ เพื่อเป็นฐาน ในการพัฒนาคน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในประเด็นที่ ๓ ที่จะขออนุญาตกราบเรียนในวันนี้ ก็คือการบูรณาการ ในภาพรวมทั้งหมดใน ๒๒ เรื่อง ที่กรรมาธิการได้ดําเนินการ นอกจากนั้นมีอีก ๒ เรื่องที่ได้รับ ความกรุณาจากท่านประธานและความกรุณาจากทุกกรรมาธิการ ก็คือในเรื่องของการบูรณาการ ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญซึ่งกฎหมายก็เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ก็คือการกําหนดประเด็นการปฏิรูปและโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งทุกกรรมาธิการ เป็นกรรมการด้วย และต้องขอบคุณที่กรุณาให้ผมเป็นประธานในชุดนี้ กราบเรียนเพิ่มเติม ด้วยว่ากรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาว่า ในการที่จะปฏิรูประบบการบริหาร ราชการแผ่นดินนั้นต้องพิจารณาเป็นระบบ ฉะนั้นจึงได้พิจารณาว่างาน งบ ระบบ คน จะต้องครบถ้วน ซึ่งในส่วนนี้เดี๋ยวท่านรัชกฤตจะได้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน และอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญก็คือว่าในวาระ ๒๗ วาระสําคัญและวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ของ คสช. หรือของ ป.ย.ป. นั้น ได้รับความกรุณาจากท่านประธาน สปท. ที่ให้วาระ ๔ วาระ ที่กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินรับผิดชอบอยู่ไปอยู่ในนั้น และที่สําคัญก็คือในเรื่องของ การพัฒนาเมืองหรือการผังเมืองและการพัฒนาเมือง ซึ่งมีความสําคัญที่กรรมาธิการพิจารณา ว่าน่าจะเป็นด้านหรือมาตราเรื่องในด้านตามมาตรา ๘ ของกฎหมายแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศ ซึ่งทั้งนี้ก็อยู่ที่ความกรุณาของท่านประธานและท่านสมาชิกที่จะกรุณา ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อไป กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ท่าน พลเอก รัชกฤต เป็นคนนําเสนอต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์
เรียนท่านประธาน ตามที่ ท่านประธานยงยุทธ สาระสมบัติ ได้กล่าวแล้ว การบริหารราชการแผ่นดินนี้ถือว่าเป็นหัวใจ สําคัญและเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แต่ว่าปัจจุบันยังขาดความ พร้อมแล้วก็ไม่รองรับแนวทางการขับเคลื่อน แล้วก็มีปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ รวมทั้ง เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน เช่น โครงสร้างบุคลากรระบบหรือด้านงบประมาณ คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินจึงได้ศึกษาวิเคราะห์และได้จัดทําแนวทาง เสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ให้ความเห็นชอบในข้อเสนอที่สําคัญในวาระ ปฏิรูปปกติ ๓ วาระ ปฏิรูปเร็ว ๓ วาระ แล้วก็การปฏิรูปที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการบริหาร ราชการแผ่นดิน ๑ วาระ ในรายละเอียดก็คือในวาระปฏิรูปปกติ ๓ วาระนั้นจะเป็นการปฏิรูป ด้านโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การปฏิรูปการสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และพัฒนา บุคลากรภาครัฐ การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ในส่วนของวาระการปฏิรูป เร็วก็จะมีด้วยกัน ๓ วาระก็คือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ เกี่ยวกับผังเมืองและการใช้พื้นที่ เกี่ยวกับองค์การมหาชน แล้วก็มีวาระที่เพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จในประมาณปี ๒๕๖๑ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องแล้วก็รองรับการดําเนินงานของคณะ ป.ย.ป. ก็คือคณะกรรมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความ สามัคคีปรองดอง ในภาพรวมครับ ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดินที่ประธานยงยุทธท่านได้กล่าวแล้วเมื่อสักครู่นี้ เป็นผลงานที่นําเสนอในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๐ เรื่อง แล้วกําลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอีก ๑ เรื่อง ในวาระ การปฏิรูปเร็ว ควิกวิน (Quick Win) จะมีด้วยกัน ๓ เรื่อง ในเรื่องของงาน ๖ เรื่อง งบประมาณ ๑ เรื่อง ระบบ ๖ เรื่อง แล้วก็เรื่องบุคลากรด้วยกัน ๔ เรื่อง รวมเป็น ๒๐ เรื่อง ในการดําเนินการ เน้นมาที่วาระการปฏิรูปเร็ว คือควิกวิน (Quick Win) ก็จะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ผังเมือง แล้วก็องค์การมหาชน เมื่อแยกเป็นงาน งบ ระบบ คน ตามที่ท่านประธานยงยุทธได้กล่าวแล้ว ในเรื่องของงานนั้นมีเรื่องต่าง ๆ ที่เสนอไปแล้ว ด้วยกัน ๖ เรื่อง ก็คือการถ่ายโอนภารกิจ มาตรฐานการท่องเที่ยว การถ่ายโอนภารกิจของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในส่วนของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ก็จะมีด้วยกัน ๓ เรื่องที่สําคัญ ก็คือการปฏิรูปการบริหารจัดการหน่วยงานคลัง การจัดตั้ง หน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในภูมิภาค แล้วก็การปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติ ในเรื่องของงบประมาณ ก็คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ได้เสนอ สนับสนุนให้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ และการสร้างวินัยทางการคลัง ในเรื่องของระบบก็เน้นด้วยกัน ๖ เรื่อง ก็คือการปฏิรูประบบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก และการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริการประชาชนที่เป็นเลิศของศูนย์ดํารงธรรม การปรับปรุงกฎหมาย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รูปแบบการดําเนินการภาครัฐ ในระบบงานอาสาสมัครต่าง ๆ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินและบริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัล แล้วก็มี การเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ในเรื่องคนคือบุคลากร ก็มีการเสนอ ด้วยกัน ๔ เรื่อง เน้นไปที่การวางแผนกําลังพลภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ การปฏิรูประบบ ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ การปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน และแนวทางกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรม เมื่อเน้นมาสิ่งที่ ป.ย.ป. เน้นอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ เสร็จในปี ๒๕๖๐ ใน ๒๗ วาระเร่งด่วน ก็มี ๔ วาระที่คณะกรรมาธิการบริหารราชการ แผ่นดินเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ เสริมสร้าง ธรรมาภิบาล การปฏิรูปองค์กรภาครัฐและการปฏิรูปด้านการผังเมือง เป็นเรื่องต่าง ๆ ด้วยกัน ๖ เรื่องครับ ในส่วนของการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐก็คือการสนับสนุนให้ข้อเสนอ ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ที่เสนอโดยสํานักงบประมาณ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐที่เสนอโดย กระทรวงการคลังซึ่งอยู่ในการพิจารณาอยู่ในปัจจุบัน ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้เสร็จตั้งแต่ ตุลาคม ๒๕๕๙ ขณะนี้ยังไม่เสร็จคาดว่าจะเสร็จภายในปลายปี ๒๕๖๐ นี้แน่นอนครับ ในส่วนของการสร้างวินัยทางการคลังก็คือการเสนอให้มีการประชุมร่วมกันให้เป็นระบบ ในการกําหนดนโยบายการคลังโดยให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมาเป็น รองประธาน การควบคุมการดําเนินนโยบายส่วนการคลังต่าง ๆ ผลในปัจจุบันนี้ก็คือขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... อยู่ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากําลังจะแล้วเสร็จคาดว่าจะผ่านเข้าสู่ สนช. ได้แล้วเสร็จภายในปลายปี ๒๕๖๐ นี้แน่นอนครับ เมื่อมองไปที่การปฏิรูปกลไกภาครัฐในการ เสริมสร้างธรรมาภิบาลก็ดี การปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการ ที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ถวิลวดี บุรีกุล ได้กรุณาชี้แจงในรายละเอียดครับ
ขอบพระคุณ พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ในฐานะกรรมาธิการ ขอนําเสนอประเด็นที่สําคัญซึ่งเป็นประเด็นในการปฏิรูปกลไกภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลใน ๒ เรื่อง
เรื่องแรกคือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมาธิการได้นําเสนอไปแล้ว แต่ว่าจะรายงานความก้าวหน้านะคะ ร่างกฎหมายฉบับนี้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นรากฐานของ ประชาธิปไตยและเสริมสร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาลจะทําให้เกิดการรับฟังเสียงของประชาชน แล้วก็จะมีการตอบสนอง ตลอดจนผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น นอกจากนี้ จะทําให้เกิดการมีกลไกที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งได้มีคําปรารภบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของหลักธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมเป็น ส่วนสําคัญของการทําให้หลักธรรมาภิบาลนี้เป็นผลและนําไปสู่สังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งในรัฐธรรมนูญมีเรื่องของการมีส่วนร่วมในหลายมาตรา ทําอย่างไรถึงจะให้เกิดความเข้าใจ ที่ตรงกัน และไม่เกิดปัญหาในการตีความ และมีแนวปฏิบัติที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนเข้าใจตรงกัน เราจึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นและมีส่วนที่สําคัญก็คือบัญญัติการรับรองสิทธิในการ มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ การกําหนดขั้นตอนที่ประชาชน สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของหน่วยงานของรัฐได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติระหว่าง ดําเนินนโยบายและภายหลังดําเนินนโยบาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ในหลายมาตรา โดยเฉพาะในมาตรา ๕๘ หรือมาตรา ๔๓ (๓) เป็นต้น กําหนดให้มี คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะทําให้ เป็นกลุ่มงานที่จะมากําหนดมาตรฐานที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน แล้วเราเสนอว่าให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อที่จะเป็นกรอบสําคัญ ในการวางหลักเกณฑ์และวิธีการทํางานของภาคส่วนต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับกระบวนการ นโยบายสาธารณะด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยผลการปฏิรูปนั้นบัดนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบแล้วและได้ส่งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะที่ ๓ ซึ่งมี ท่านวิษณุ เครืองาม เป็นประธานและสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณา ดําเนินการในส่วนเกี่ยวข้อง
ส่วนเรื่องต่อไปในเรื่องของการปฏิรูปกลไกภาครัฐเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ก็คือการจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า แอเรีย เบส แอปโพรซ (Area based Approach) ซึ่งแอเรีย เบส แอปโพรซ (Area based Approach) นี้เป็นเรื่องของการเสริมสร้างการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่และมีการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าโดยไม่ซ้ําซ้อน ตลอดจนเป็นการบูรณาการการทํางานของทุกภาคส่วน ซึ่งเรื่องของแอเรียเบส (Area based) นี้จะเริ่มจากการมีวิสัยทัศน์ที่จะนําประเทศไปสู่สังคมที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จะเกิดประโยชน์โดยทั่วถึงเพราะเป็นการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่และของประชาชนนําไปสู่ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) แล้วก็นําแนวทางนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติได้โดยใช้ กลไกแอเรียเบส (Area based) มีเครื่องมือคือแผนพัฒนาจังหวัดเป็นแผนแบบบูรณาการ เป็นจุดเชื่อมประสาน วิธีการก็คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนแบบประชารัฐ ผู้เกี่ยวข้องคือทุกภาคส่วน ทั้งหมดนี้ จะทําให้เกิดองค์ประกอบที่สําคัญและนําไปสู่การใช้ประชารัฐที่เป็นจริง และทําให้เกิดความ เป็นธรรมในสังคมขึ้นมาได้ โดยข้อเสนอการปฏิรูปนี้เราเสนอให้มีการกําหนดให้แผนพัฒนา จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดที่มาจากใช้ข้อมูลตามศักยภาพของจังหวัดเป็นเครื่องมือในการบูรณาการ มีการเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน แผนพัฒนาตําบล แผนพัฒนาอําเภอ โดยกระบวนการบูรณาการ การจัดทําแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ เสนอให้มีการกําหนดให้ ทุกกระทรวง กรม จะต้องนําแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัดมาใช้เป็นกรอบในการจัดทํา งบประมาณของหน่วยงาน เสนอให้มีการกําหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้ดําเนินการ ตามโครงการในระดับพื้นที่ได้ด้วยตนเอง เสนอให้มีการส่งเสริมให้สํานักงาน ก.พ.ร. สนับสนุนการพัฒนาแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัดให้มีคุณภาพและมีความต่อเนื่อง อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอของการปฏิรูปดังกล่าวเป็นผลสมควรให้มีการออก กฎระเบียบ นั่นก็คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบูรณาการ การจัดทําแผนพัฒนา ในระดับพื้นที่ ซึ่งจะทําให้เกิดการทํางานในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง โดยผลการปฏิรูปที่ พวกเราได้ดําเนินการไปแล้ว บัดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบและส่งให้รองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะที่ ๓ และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ขอบพระคุณค่ะ
พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ในเรื่องแนวทางเรื่องนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาแล้วก็เสนอแนะให้ทางรัฐบาลไปแล้ว ในเรื่องของแนวทางในการกําหนด มาตรฐานทางจริยธรรม และการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ในการนี้เนื่องจากว่าได้พิจาณาถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนํามาตรฐานทางจริยธรรม ไปใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จนกระทั่งมาถึงในปัจจุบันนี้ครับ ได้เสนอแนวทางในการกําหนดมาตรฐานและการบังคับใช้ ดังกล่าว ทั้งนี้โดยเสนอวิธีการพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ ไปทั้งหมดรวมหลายด้านด้วยกัน แต่ที่สําคัญ ที่สุดก็ได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายหรือเพิ่มเติมกฎหมายขึ้นมา ๒ ฉบับ ฉบับแรก เป็นการสร้างกฎหมายที่ว่าด้วยคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ค.ม.จ. ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวก็ใช้ผู้แทนขององค์กรกลางการบริหารบุคคลทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ ของรัฐมาร่วมกันพิจารณากําหนดมาตรฐานจริยธรรมสร้างกลไก สร้างสภาพบังคับให้เป็นจริงขึ้น ในทางปฏิบัตินะครับ แล้วก็ใช้เจ้าหน้าที่ของสํานักงาน ก.พ. ซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วก็หน่วยงาน ใน ก.พ. ซึ่งมีอยู่แล้วผสมกับหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลต่าง ๆ เสนอเป็นกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อจัดทําและปรับปรุงมาตรฐานทางจริยธรรม ให้ส่วนราชการนําไปกําหนดประมวลจริยธรรมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้กําหนดไว้ครับ แล้วกําหนดเนื้อหาจริยธรรมให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละ ขั้นตอนของการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นในตอนของการสรรหาคนเข้ามารับราชการ ไม่ว่าจะเป็นในการทดลองงาน ในการเลื่อนเงินเดือน ในการแต่งตั้ง และแม้กระทั่งการให้ ออกจากราชการ เนื่องจากมีการดําเนินการทางจริยธรรมที่ไม่ถึงมาตรฐานที่ควรจะเป็น ของเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ เสนอแนะให้คําแนะนําแก่องค์กรกลางต่าง ๆ ในการจัดทํา และปรับปรุงประมวลจริยธรรมและประเมินวัดผลในขั้นตอนต่าง ๆ และกําหนดมาตรการ คุ้มครองประกันความเป็นอิสระเที่ยงธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการนํามาตรฐาน จริยธรรมไปบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม รวมทั้งผู้ที่แจ้ง หรือรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ ของรัฐครับ นอกจากนั้นแล้วก็ได้เสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อเป็นแบบอย่างหรือเป็นต้นแบบให้กับการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐต่อไปครับ ในกฎหมายที่แก้ไขของทางพลเรือนก็เสนอให้มีการสร้าง หมวดที่ว่าด้วยประมวลจริยธรรมขึ้นมาครับ แล้วในหมวดนั้นก็จะกําหนดให้ ก.พ. ซึ่งแต่เดิม ไม่เคยกําหนดนะครับ เป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดประมวลจริยธรรมขึ้นมาสําหรับ ใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐตลอดทุกขั้นตอนครับ รวมทั้งกลไกและสภาพบังคับต่าง ๆ แล้วก็มี การยึดโยงการทํางานระหว่างคณะกรรมการกลางที่สร้างขึ้นตามกฎหมายฉบับที่ผ่านมา และก็แต่ละฉบับของแต่ละองค์กรกลางครับ กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้กับแนวทางในการปฏิบัติที่จะสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมให้เป็นจริง ขึ้นได้ในระดับหนึ่งในทางปฏิบัติ ในเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว แล้วก็ได้ส่งให้ รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป ประเทศ คณะที่ ๓ นําไปดู ขณะนี้คณะกรรมการดังกล่าวและท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุได้ส่งเรื่องให้ทาง ก.พ. หรือคณะกรรมการพลเรือนไปดูต่อครับ เท่าที่ได้ตามดู ขณะนี้ได้มีการประชุมขององค์กรกลาง คือ ก.พ. ไป ๒ ครั้งแล้ว และทางสํานักงาน ก.พ. ก็ได้ นัดประชุมองค์กรกลางต่าง ๆ ทั้งหมดรวมไป ๒ ครั้งแล้วเช่นกัน แล้วเมื่อวานนี้ทางกรรมการ ตรวจสอบและติดตามกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติและการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านเป็นประธานเมื่อวานนี้ก็ได้หยิบยกกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ ขึ้นมาพิจารณาครับ แล้วก็ช่วยกรุณาเร่งรัดติดตามให้ทาง ก.พ. เร่งดําเนินการอยู่ครับ
กรรมาธิการขอเชิญทางท่านธงชัย ลืออดุลย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม ธงชัย ลืออดุลย์ ที่ปรึกษากรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินขออนุญาตนําเสนอผล การติดตามความคืบหน้าในการดําเนินการตามข้อเสนอการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดินกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและการบูรณาการเชื่อมโยงการดําเนินการ ของอนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งได้รับการบรรจุไว้ ใน ๒๗ วาระการปฏิรูปที่สําคัญและเร่งด่วนจํานวน ๒ หัวข้อ เสนอตามลําดับดังนี้
๑. การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น การทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงาน อยู่ในภูมิภาค กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีข้อเสนอการปฏิรูปที่ผ่านการพิจารณาของสภาแห่งนี้ไปแล้วโดยสรุปคือ
(๑) ทบทวนโครงสร้างหน่วยงานที่ไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคให้เป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ และเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ โดยให้ กระทรวงและกรมต่าง ๆ ที่มีหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาค ดําเนินการทบทวนโครงสร้างและภารกิจ ตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๕๓๔ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวซึ่งกําหนดให้หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคต้องเป็น หน่วยงานที่มีภารกิจด้านวิชาการวิจัยและพัฒนาหรือเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือต้องดําเนินการครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดที่ไม่ยึดโยงกับเขตการปกครอง เป็นต้น
(๒) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของส่วนราชการที่ปฏิบัติงานในภูมิภาคให้สอดคล้อง กับภารกิจ หากหน่วยงานใดไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีจะต้องปรับโครงสร้างให้เป็น หน่วยงานส่วนภูมิภาคหรือถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือยุบเลิก งานในลักษณะดังกล่าวแล้วแต่กรณี
(๓) ทบทวนและปรับเปลี่ยนการจัดการแบ่งภาค แบ่งเขต ของหน่วยงาน ส่วนกลางในภูมิภาคให้มีความสอดคล้องกันระหว่างภารกิจกับเขตพื้นที่รับผิดชอบ ในกรณีที่ มีการทบทวนโครงสร้างภารกิจแล้วหากเห็นว่ายังมีความจําเป็นที่จะต้องมีหน่วยงาน ส่วนกลางในภูมิภาคต่อไป ก็ควรจะต้องมีการทบทวนการจัดแบ่งโครงสร้างภายในของหน่วยงาน ที่จะไปจัดตั้งในภูมิภาค โดยนําแนวทางการจัดกลุ่มจังหวัดตามที่คณะกรรมการนโยบาย การบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการหรือ กนจ. กําหนด มาใช้ประกอบ การพิจารณาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน
(๔) หากการทบทวนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยงานมีผลให้ต้อง ยุบเลิกหรือปรับโครงสร้างหน่วยงานให้เป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคหรือจัดแบ่งเขต ของหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเสียใหม่ จะต้องพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการและให้แต่งตั้ง อ.ก.พ.ร. เฉพาะกิจขึ้นเพื่อทําหน้าที่ติดตามประเมินผล การดําเนินการทบทวนจัดสร้างโครงสร้างหน่วยงานให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ขอรายงานความคืบหน้าและผลการปฏิรูปคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ได้พิจารณาเห็นชอบและจัดส่งรายงานให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างที่ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยอนุกรรมการกําลังดําเนินการขับเคลื่อนตามข้อเสนอ การปฏิรูปของสภาแห่งนี้
๒. การปฏิรูปด้านการผังเมืองและการใช้พื้นที่ กรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่ ของไทยในระยะที่ผ่านมาเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง สืบเนื่องมาจากระบบการผังเมืองที่ขาด ประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการวาง การจัดทํา และการบังคับใช้ รวมตลอดถึงกลไกการขับเคลื่อน ที่มีเอกภาพไม่เพียงพอ ขาดวิสัยทัศน์การพัฒนาในระยะยาว แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ และมีการปรับปรุงมาโดยตลอดก็ตาม แต่บริบทการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างเป็นพลวัตร ทําให้กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองที่ใช้อยู่ไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกประเด็น รวมถึงความมีประสิทธิภาพของกลไกในการขับเคลื่อน ซึ่งไม่อาจบังคับใช้ได้ด้วยบทกฎหมาย จนก่อให้เกิดปัญหาด้านการผังเมือง ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ คณะกรรมาธิการจึงได้ร่วมกับกรรมการปฏิรูปด้านการผังเมืองและการใช้พื้นที่ พิจารณาศึกษาและจัดทํารายงานข้อเสนอการปฏิรูปด้านการผังเมือง โดยเสนอร่างกฎหมาย รวม ๒ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสําคัญดังนี้ ๑. ให้การผังเมืองเป็นกรอบชี้นํา และบูรณาการการพัฒนาประเทศ ๒. ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองให้มีความทันสมัย สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นพลวัตร และกําหนดกลไกการขับเคลื่อน ระบบผังเมืองที่มีประสิทธิภาพโดยการตราร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. .... ในสาระสําคัญกําหนดให้มีผังเมือง ๖ ประเภท คือผังประเทศ ผังภาค ผังจังหวัด ผังเมืองรวม ผังเมืองเฉพาะ และผังพื้นที่พิเศษ ให้มีคณะกรรมการผังเมือง ๓ ระดับคือ คณะกรรมการ ผังเมืองระดับนโยบายแห่งชาติ คณะกรรมการผังเมือง และคณะกรรมการผังเมืองจังหวัด ปรับปรุงกลไกการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทําผังเมือง ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการผังเมือง โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น กรมการผังเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางและจัดทําผังเมือง ตลอดจนการสร้างบุคลากร เฉพาะด้านขึ้น ให้การผังเมืองและการพัฒนาเมืองเป็นด้านหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ตามพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ และให้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการผังเมืองและการพัฒนาเมือง
ความคืบหน้าหรือผลการปฏิรูป คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ การผังเมือง พ.ศ. .... เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ขณะนี้อยู่ในขั้นตรวจพิจารณาของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย จึงนําเสนอท่านประธานและสภา เพื่อโปรดทราบตามลําดับ ต่อไปนี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการและประธานกรรมาธิการ ด้านบริหารราชการแผ่นดินจะได้แถลงถึงแผนบูรณาการและบทสรุปต่อไป ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกรรมาธิการครับ ท่านรัชกฤตเชิญต่อครับ
ในส่วนของอนุกรรมาธิการ บูรณาการและเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอนําเสนอในส่วนของแผนผังในการดําเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ถ้ามองที่ตัวกฎหมายทั้งสิ้น ๗ ฉบับ สิ่งที่จะนําเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๐ นี้ก็จะมี ด้วยกัน ๕ ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ การเงินการคลังของรัฐ จริยธรรม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ว่าในส่วนของผังเมืองนั้นคาดว่าจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติได้ภายใน ปี ๒๕๖๑ ครับ ในส่วนของการแยกกรมการผังเมืองและกรมโยธาธิการออกจากกัน อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย ยังไม่แน่ใจว่าความสําเร็จจะเป็นเช่นไรครับ เพราะฉะนั้นในภาพรวมนี่คือในส่วนของการผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ในส่วนของมาตรการทางการบริหารขณะนี้แผนงานขั้นตอนในการดําเนินการต่าง ๆ ก็ดําเนินงานมาถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ก็เตรียมการส่งมอบให้คณะกรรมาธิการการบริหาร ราชการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยจะมีการประชุมร่วมกันในวันพรุ่งนี้ ตามที่ประธานยงยุทธได้กําหนดไว้แล้ว เพื่อส่งมอบ ข้อมูลต่าง ๆ ให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ติดตามแล้วก็กระตุ้นในการดําเนินการต่าง ๆ ต่อไปนะครับ สิ่งที่พอกระทําได้ในส่วนของด้านงบประมาณ ก็คือการเชิญท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน ในประมาณวันที่ ๑๒ กรกฎาคมนี้ว่า ท่านได้ทําอะไรไปบ้างในการผลักดันสํานักงบประมาณของรัฐสภา ซึ่งเป็น เพียงแค่กลุ่มงานเพื่อก้าวเข้าไปสู่สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาในอนาคตครับ ในส่วนของกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินก็เน้นไปที่มาตรการ ทางการบริหารโดยมีข้อเสนอต่าง ๆ ส่งไปยังสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพื่อให้ดําเนินการต่อไปภายใน ๑ ปีข้างหน้า ก็คือประมาณปี ๒๕๖๑ ในการแก้ไขกฎหมาย ที่สําคัญฉบับหนึ่งคือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้มีผลในการ ดําเนินการต่อไป ในภาพรวมก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการมาในขณะนี้ก็คือเน้นไปที่โครงสร้าง งบประมาณ ระบบงาน บุคลากร จริยธรรม การมีส่วนร่วมการเสริมสร้างธรรมาภิบาลต่าง ๆ ในภาพรวมที่ท่านเห็นอยู่บนจอในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านยุทธศาสตร์ชาติ การดําเนินการด้านต่าง ๆ เพื่อมุ่งเข้าสู่เป้าหมายหลัก ก็คือ เรื่องความมั่นคง มั่นคั่งแล้วก็ยั่งยืนต่อไป โดยสรุปคณะกรรมาธิการจึงเสนอรายงานอันนี้ เพื่อให้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาพิจารณา แล้วก็เตรียมการที่จะส่งต่อไป ยังคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการ เตรียมการปฏิรูปประเทศใน ป.ย.ป. ซึ่งเป็นองค์กรที่สําคัญอันหนึ่งที่จะผลักดันดําเนินการ ต่อไป รวมทั้งสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไปถ้าสภาเห็นชอบครับ ขอเรียนเชิญ ท่านประธานยงยุทธได้สรุปในตอนสุดท้ายด้วยครับ
ก่อนท่านประธานยงยุทธจะสรุปนะครับ ทางสมาชิกจะมีผู้ซักถาม ความคืบหน้าของการดําเนินการในส่วนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ครับ เนื่องจากวาระนี้เป็นวาระเพื่อทราบ ไม่ได้มี การลงมติ และเป็นตัวอย่างที่ดีมากของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้มีการรายงานความคืบหน้า ติดตามความคืบหน้า หลังจากมีการนําเสนอแผนปฏิรูปทางด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในกรอบ ๓๑ วาระ แล้วก็ในกรอบวาระเร่งด่วน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๓๖ ฉบับ เพื่อที่จะมารายงานให้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ทราบถึงการทํางานร่วมกัน ของทั้งแม่น้ํา ๕ สายก็ดี ของส่วนราชการและทุกภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ ทั้งในด้าน รายงานปฏิรูปแล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เป็น การรายงานความคืบหน้า ขอเชิญท่านประธานยงยุทธ สาระสมบัติ ครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ดังที่ได้กราบเรียนตั้งแต่ต้น กระผมขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะ และได้เห็นชอบรายงาน ที่กรรมาธิการได้ดําเนินการไป กระผมจะขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธาน กระผม ขออนุญาตคารวะท่านประธานและทุกท่านในที่นี้ ๑ จอกครับ ขอบพระคุณครับ
เผอิญเรามีจอกเดียวนะครับ อยู่ที่ท่านประธานยงยุทธ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณาและรับทราบรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการบูรณาการและเสนอแนวทางขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และ ๔ วาระการปฏิรูปที่สําคัญและเร่งด่วน ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง หากว่ามี ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณา รายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการ อวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๖ ท่าน คือ ๑. ท่าน พลอากาศเอก ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ อนุกรรมาธิการ ๒. ท่านจําลอง อนันตสุข อนุกรรมาธิการ ๓. ท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการ ๔. ท่านเฉลิมชัย ก๊กเกียรติกุล อนุกรรมาธิการ ๕. ท่านพรรณประภา อินทรวิทยนันท์ อนุกรรมาธิการ ๖. ท่านรองศาสตราจารย์สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีมหานคร ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
ในการนําเสนอรายงานดังกล่าวนั้นจะมีผู้ที่นําเสนอรายงานและชี้แจง ได้แก่ ท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ๒. ท่าน พลอากาศเอก ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ และผู้ที่ได้อนุญาตให้มาชี้แจงในนามของคณะกรรมาธิการทั้ง ๖ ท่านนะครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ คณะใหญ่เรื่องดาวเทียม ท่านก็กําลังเดินทางเข้ามาประจําที่เพื่อ นําเสนอรายงานต่อท่านสมาชิกนะครับ เมื่อท่านประธานกรรมาธิการพร้อมแล้วขอเชิญท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุก ๆ ท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และคณะ ขออนุญาตนําเสนอเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศ และการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ท่านประธานครับ เปเปอร์ (Paper) นี้ น่าจะเป็นเปเปอร์ (Paper) เดียวที่กระผมจะนําท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ออกไปนอกโลก ในเปเปอร์ (Paper) ต่าง ๆ จะอยู่ในผืนแผ่นดินไทยบ้าง อยู่ในต่างประเทศบ้าง แต่วันนี้ผมจะกราบเรียนท่านไปดูในกิจการที่อยู่นอกโลก ซึ่งเป็นกิจการที่มีความสําคัญ มีมูลค่าของกิจการแล้วก็มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะเยอะเลยนะครับ ในเอกสาร ที่ท่านประธานและท่านสมาชิกจะมีทั้งหมด ๕๕ หน้า ในจํานวนนี้จะเป็นเนื้อหาและสาระ ทั้งหมดใน ๓๐ หน้าแรก จากนั้นจะเป็นภาคผนวก ๔ ผนวก คือ ผนวก ก จํานวน ๗ หน้า เริ่มจากหน้า ๓๒ เป็นรายละเอียดของกิจการดาวเทียม ในผนวก ข จํานวน ๘ หน้า เริ่มจาก หน้า ๔๐ เป็นความคิดเห็นของสํานักงาน กสทช. แล้วก็ผนวก ค มี ๕ หน้า เริ่มจากหน้า ๔๘ อันนั้นเป็นความคิดเห็นที่กรรมาธิการของกระผม และคณะได้ไปเยี่ยมคํานับท่านรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นความเห็นจาก กสทช. เป็นความเห็น จากจิสดา (GISTDA) และเป็นความเห็นจากผู้บริหารของไทยคม ซึ่งเราเชิญมาที่รัฐสภาแห่งนี้ และอันสุดท้ายมีหน้าเดียวครับ คือผนวก ง คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๖๐ ท่านประธานครับ ท่านเปิดไปหน้า ๕ ข้อ ๑.๓ ในวันนี้ ผมจะลงลึกในเรื่องของดาวเทียมสื่อสารนะครับ เดี๋ยวจะมีแผ่นภาพ จะบอกว่าอะไรคือลีโอ (LEO) อะไรคือมีโอ (MEO) อะไรคือจีโอ (GEO) ในวันนี้ผมจะลงลึกคือเป็นเรื่องของดาวเทียม สื่อสารคือเรื่องของจีโอ (GEO) ในข้อ ๑.๓ หน้า ๕ เขียนไว้ว่าดาวเทียมสื่อสารหมายความว่า สถานีวิทยุคมนาคมที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ครอบคลุมพื้นที่บริเวณการให้บริการบนผิวโลก หรือที่เรียกว่าฟุตปรินท์ (Footprint) ในกิจการสื่อสารอื่น ๆ ท่านประธาน ท่านสมาชิก มีทั้งเป็นเป็นไวร์ (Wire) ไวร์ไลน์ (Wireline) อาจจะเป็นลวดทองแดง อาจจะเป็นไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) แล้วก็มี ทั้งไวร์เลส (Wireless) คือไม่มีสาย อย่างท่านใช้โทรศัพท์มือถือท่านใช้เป็นไวร์เลส (Wireless) แล้วก็จะไปที่เสาอากาศ จากนั้นเชื่อมต่อด้วยไวร์ไลน์ (Wireline) ออกไปพื้นที่ ต่าง ๆ ไวร์ไลน์ (Wireline) มีทั้งบนแผ่นดินและมีทั้งซับเวย์เคเบิล (Subway Cable) ซึ่งเชื่อมไปทั่วโลก ในกิจการดาวเทียมนั้นจะใช้คลื่นความถี่เท่านั้น จะไม่ใช้ทางสายเลย คลื่นความถี่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานคือ กสทช. ซึ่งหน่วยงานนี้จะมีหน้าที่บริหาร คลื่นความถี่ ตั้งแต่ ๘ เฮิร์ตซ์ เรื่อยไปจนกระทั่งถึง ๓,๐๐๐ กิกะเฮิร์ตซ์ (Gigahertz) กสทช. เป็นผู้บริหารคลื่นความถี่ทั้งหมดนะครับ อีกหน่วยงานหนึ่งในกิจการดาวเทียม ก็คือ หน่วยงานกระทรวงดีอี (DE) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็กระทรวงไอซีที (ICT) เดิมนั่นล่ะครับ เป็นหน่วยงานทางด้านแอดมิน (Admin) ที่จะส่งเรื่องไปขอวงโคจรที่ไอทียู (ITU) ที่เจนีวาจึงเป็นที่มาของในข้อเสนอแนะ เราจะเสนอแนะในข้อ ๗ อยู่ ๓-๔ ข้อ ว่าปัญหามันก็คือ ยังไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการในธุรกิจทางด้านนี้ แต่เดิมในปี ๒๕๓๔ กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ให้สัญญาสัมปทานกับบริษัทไทยคม อายุสัญญา ๓๐ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๔ จะหมดอายุในปี ๒๕๖๔ กรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นหน่วยงานเดียวที่ให้ทั้ง คลื่นความถี่และขอวงโคจรไปยังไอทียู (ITU) แต่พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิด พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๔๓ แล้วก็ยุบกรมไปรษณีย์โทรเลข เกิด กทช. คือคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งได้สําเร็จ และมีอีกคณะหนึ่งคือ กสช. คือคณะกรรมการวิทยุ และกระจายเสียงแห่งชาติ อันนี้ตั้งไม่ได้ ตั้งไม่ได้ในอดีตนะครับ จึงทําให้เกิดปัญหาตามมา ผมนอกเรื่องนิดหนึ่งครับ เกิดปัญหาวิทยุชุมชนเกิดขึ้นเพราะไม่มีผู้กํากับ จนกระทั่งมี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเกิด พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ตั้ง กสทช. ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เรื่อยมาจนกระทั่งจะครบเทอม ๖ ปี ในวันที่ ๖ ตุลาคมปีนี้ แล้วก็จะมีบอร์ด (Board) ชุดใหม่ พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้เรื่อง คลื่นความถี่นั้นยังคงอยู่กับ กสทช. แต่ในเรื่องของการกํากับดูแลทางด้านแอดมินิสเทรชัน (Administration) นั้นรัฐบาลกําหนดให้ไปอยู่ที่กระทรวงไอซีที (ICT) ในขณะนั้น ขณะนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดีอี (DE) นะครับ
ผมนําท่านประธานมาถึงเรื่องของดาวเทียมมีกี่ประเภท ในหน้า ๖ หน้า ๗ หน้า ๘ เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่มีภาพลีโอ (LEO) มีโอ (MEO) แล้วก็จีโอ (GEO) นะครับ ท่านประธานครับ ตามภาพดาวเทียมลีโอคือ โลว์ เอิร์ท ออร์บิต (Low Earth Orbit) เป็นดาวเทียมไทยโชต ดาวเทียมไทยพัฒน์ ไทยพัฒน์นั้นลอนช์ (Launch) โดยมหาวิทยาลัยมหานคร แล้วก็ไทยโชต ใช้เทคโนโลยี ของฝรั่งเศส ๒ ดวงนี้ทั้งไทยโชตและไทยพัฒน์เป็นประเภทของลีโอ (LEO) คือที่ความสูง ๑,๐๐๐ กิโลเมตรเหนือพื้น แล้วก็เป็นแบบไม่ประจําที่ เพราะฉะนั้นก็จะหมุนรอบโลกวันหนึ่ง หลายครั้ง ผ่านมาที่ประเทศไทย ดาวเทียมนี้จะเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการถ่ายภาพทางอากาศ ใช้ในเรื่องของอุตุนิยมวิทยา ใช้ในการทําโซนนิง (Zoning) การเกษตร ใช้ในการแปลความ ภาพถ่าย อายุใช้งานก็ประมาณ ๑๕-๒๐ ปี ดาวเทียมนี้จะอยู่ที่ ๑,๐๐๐ กิโลเมตรลอนช์ (Launch) ขึ้นไป พอเลิกใช้งานก็ตกกลับมาในพื้นโลกครับ
ต่อไปคือมีโอ (MEO) ครับ คือมีเดียม เอิร์ท ออร์บิต (Medium Earth Orbit) คือที่ ๑,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร ในกลุ่มนี้ก็หมุนรอบโลก แล้วก็จะต้องมีหลายดวง อันนี้ ใช้ในเรื่องของจีพีเอส (GPS) เรื่องของโกลบอล โพซิชันนิง ซิสเต็ม (Global Positioning System) ในการที่ท่านใช้ตําแหน่งในกูเกิล (Google) บ้าง ตําแหน่งในการที่ท่านเดินทาง ขับรถไปไหนบ้าง ซึ่งทั้งลีโอ (LEO) และมีโอ (MEO) ผมจะผ่านไปเลยนะครับ วันนี้จะพูด เน้นหนักในเรื่องของจีโอ (GEO) คืออยู่ที่ ๓๖,๐๐๐ กิโลเมตร เหนือพื้นโลก แล้วก็ ในดาวเทียมสื่อสารทุกประเทศในโลกนี้ ทั้ง ๑๙๗ ประเทศก็จะขอวงโคจรไป วงโคจร ดาวเทียมเป็นสมบัติของโลกนะครับ ทุกประเทศมีสิทธิที่จะขอ ขอไปที่ไอดียู (IDU) ขอไป ในลักษณะของเฟิสต์ คัม เฟิสต์ เสิร์ฟ (First Come First Serve) ใครขอก่อนได้ก่อน เมื่อขอได้เสร็จปุ๊บก็จะต้องไปรักษาสิทธิอันนี้ และดาวเทียมสื่อสารนั้นเป็นคุณลักษณะ ประจําตัวของดาวเทียมสื่อสารที่จะมาหมุนอยู่ที่เซนส์อีควอเตอร์ (Sense Equator) แล้วก็ ปัจจุบันนี้มีทั้งหมด จําง่าย ๆ ครับ ๓๖๕ ดวง ทั้ง ๑๙๗ ประเทศ
มาดูมูลค่าครับ ขอแผ่นฉายอีกแผ่นครับ เจ้าหน้าที่ครับ ท่านดูหน้า ๑๕ ครับ หน้า ๑๕ บนจอภาพท่านจะเห็นมูลค่าของดาวเทียมสื่อสาร มูลค่า ๑๒๙,๖๐๐ ล้านบาท จะแบ่งออกเป็นเซกเตอร์ (Sector) ของผู้ใช้บริการ ๘๘,๐๐๐ คิดเป็น ๖๘ เปอร์เซ็นต์ เวลาเราดู ถ่ายทอดฟุตบอลกันนี้ครับ ถ่ายทอดกีฬา ซึ่งประเทศไทย สมมุติประเทศไทยเราเป็นตอนค่ํา ก็จะเป็นตอนบ่ายของอีกซีกโลกหนึ่ง เราดูฟุตบอล พรีเมียร์ลีก (Football Premier League) เราดูกอล์ฟ เราดูโปรเมแข่งในสหรัฐ ในยุโรป เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดต่าง ๆ เหล่านี้จะ อัปลิงก์ (Uplink) ขึ้น ณ สถานที่ที่มีกิจกรรมไปยังดาวเทียมดวงนั้น จากนั้นก็ดาวน์ลิงก์ (Downlink) ลงมายังประเทศลูกค้า ส่วนว่าแต่ละประเทศนั้นมีนโยบายที่จะโอเพนสกาย (Open Sky) คือเปิดให้มาทําธุรกิจได้ หรือจะเปิดแบบครึ่งหนึ่ง หรือไม่เปิด ก็อยู่ที่นโยบาย ของประเทศนั้น ซึ่งในข้อเสนอแนะใน ๔ ข้อของกรรมาธิการของกระผมก็จะมีด้วยนะครับว่า ควรจะมีคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อที่จะได้กําหนดครับ เพราะว่าหลังจาก หมดสัมปทานไทยคม ปี ๒๕๖๔ แล้ว กิจการอวกาศยังคงเป็นกิจการที่มีความสําคัญมีมูลค่าสูง มีประโยชน์เยอะ มีผลกระทบเยอะ ประเทศของเราจะมีทิศทางอะไรอย่างไรนะครับ อีกนิดหนึ่งครับ คือดูใน ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕,๑๐๐ ที่เป็นแมเนจ เซอร์วิส (Managed Service) และกราวด์อีควิปเมนต์ (Ground Equipment) อีก ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับ มูลค่าของ ดาวเทียมมีมูลค่ามากแล้วก็มีประโยชน์อย่างมากในการติดต่อสื่อสาร ต่อไปในหน้า ๒๓ ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร กิจการดาวเทียมก็คล้าย ๆ กับกิจการปิโตรเลียมคือถ้าหากว่า ในกิจการปิโตรเลียมนั้นถ้าหากว่าจะใช้วิธีแบ่งปันผลผลิตพีเอสซี (PSC) หรือจะเป็นสัมปทาน คอนเซปชัน (Concession) นั้นก็อยู่ที่รัฐบาลมีทิศทางอย่างไรในการไปลงทุน ที่เป็น ข้อถกเถียงกันในธุรกิจปิโตรเลียมว่ารัฐบาลควรจะทําการสํารวจและขุดเจาะเองไหม กิจการดาวเทียมก็เหมือนกันครับ รัฐคงเป็นผู้ที่ขอส่งคําขอวงโคจรไปยังไอทียู (ITU) แต่รัฐคง ไม่มีสตางค์มากพอที่จะไปลงทุนในธุรกิจนี้เอง เพราะใช้ดาวเทียมดวงหนึ่งประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในการลงทุนที่จะไปขอวงโคจรไปติดต่อประสานงานกับคลื่นความถี่ ซึ่งผมจะได้ กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกต่อไปนะครับ แล้วก็ในการที่จะเตรียมการสร้าง ดาวเทียมอย่างน้อย ๆ ๒ ปี แล้วก็ไปลอนช์ (Launch) ขึ้นไป เพื่อที่จะอยู่ในอวกาศอีก ๑๕ ปี โดยใช้แผ่นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่จะควบคุม หลังจากหมดอายุแล้วดาวเทียมดวงนี้ก็จะ ดีดตัวเองออกไป ออกสูงไปจาก ๓๖,๐๐๐ กิโลเมตร ออกไปอีก ๒๐๐ กิโลเมตร แล้วก็ไปอยู่ ในเกรปยาร์ด (Grave Yard) ที่นั่น ซึ่งจะต่างกับลีโอ (LEO)และมีโอ (MEO) นะครับ ลีโอ (LEO) และมีโอ (MEO) อันนี้พอหมดอายุปุ๊บจะกลับลงมาสู่พื้นโลกนะครับ ปัญหาก็คือ ในเรื่องของการบริหารคลื่นความถี่ กสทช. เป็นผู้บริหารคลื่นความถี่ แต่ในการติดต่อด้าน แอดมินิสเทรชัน (Administration) เรื่องวงโคจรนั้น กระทรวงดีอี (DE) เป็นผู้ส่งคําขอนะครับ ตรงนี้ทางคณะกรรมาธิการของเราก็เลยเสนอว่าควรจะเป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ที่กระทรวงดีอี (DE) จะดูทั้งเรื่องคลื่นความถี่แล้วก็ดูทั้งเรื่องของวงโคจร หรือ กสทช. ก็รับในเรื่องของคลื่นความถี่อยู่แล้ว แล้วก็รับเรื่องวงโคจรนี้ไปด้วย ปัญหาก็คือในอดีตที่เรา เสนอให้รวมกัน เพราะว่าในการประสานงานเรื่องคลื่นความถี่เป็นหน้าที่ของ กสทช. กับเอกชนที่จะขอวงโคจร ส่วนการส่งคําขอนั้นจะต้องเป็นของรัฐ คือกิจการดาวเทียมจะต่าง กับรถยนต์มีสนธิสัญญา คือถ้าท่านซื้อรถยนต์แล้วท่านขาย ผู้ที่ซื้อรถยนต์ต่อจากท่านไปเป็น เจ้าของ แต่กิจการดาวเทียมไม่ใช่ กิจการดาวเทียมนั้นรัฐทั้งนั้น รัฐทั้ง ๑๙๗ ประเทศทั่วโลก เมื่อจะลอนช์ (Launch) เสร็จปุ๊บ รัฐประเทศนั้นจะต้องรับผิดชอบดาวเทียมดวงนี้ ไปจนกระทั่งหมดอายุใช้งาน ถึงแม้ว่ากิจการดาวเทียมนี้จะขายต่อให้ประเทศอื่น แต่รัฐ จะต้องรับผิดชอบ เพราะในกรณีที่ดาวเทียมเกิดไปกระทบกัน เกิดไปกระทบชนกันแล้วเกิด ความเสียหาย หรือในกรณีที่คลื่นความถี่ที่ดาวเทียมนั้นโอเปอเรต (Operate) อยู่มันไปกวนกัน เพราะฉะนั้นรัฐเจ้าของประเทศที่ลอนช์ (Launch) ดาวเทียมนั้นออกไป โดยเอกชน แต่รัฐ ก็เป็นเจ้าของวงโคจรจะต้องรับผิดชอบอันนี้ไป อีกสนธิสัญญาหนึ่งซึ่งกําหนดไว้เป็นกฎหมาย นานาชาติก็คือเรื่องวัตถุอวกาศ ในการลอนช์ (Launch) แต่ละครั้งไปที่ระยะสูงมันจะมี ชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนพวกชิ้นส่วนในเรื่องของดินขับก็จะถูกคัดและปลดลงทะเล ซึ่งเขาคํานวณ ไว้ว่าจะลงทะเลแน่ ๆ แต่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนที่ไม่ใช่ส่วนของ ดินขับ หรือชิ้นส่วนของดินขับมันตกลงมาในแผ่นดิน เจ้าของดาวเทียมหรือว่าเจ้าของ วงโคจรนั้นจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งอันนี้จะต้องมีการลงสัตยาบันในกฎหมายระหว่างประเทศอันนี้นะครับ ซึ่งในข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการก็เสนอว่าประเทศไทยควรจะมีคณะกรรมการ แล้วก็ควรจะลงสัตยาบันกับ กฎหมายอวกาศทุก ๆ สนธิสัญญานะครับ อันนี้เป็นอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุอวกาศตั้งแต่ ปี ๑๙๖๗ บางฉบับเราก็ลงสัตยาบัน บางฉบับเราก็ยังไม่ลงสัตยาบัน มาในเรื่องประโยชน์ ของกิจการดาวเทียมใครได้ประโยชน์ ภาครัฐ ภาครัฐนี้ก็จะได้ประโยชน์ในการได้วงโคจรมา บริษัทเอกชนก็จะได้ ในอดีตนี้ใช้เป็นสัมปทานครับ คอนเซสชัน (Concession) แต่หลังจาก ที่มี พ.ร.บ. กสทช. แล้วเป็นระบบใบอนุญาตคือไลเซนส์ซิง (Licensing) อันนี้คือเขามี การถกเถียงกันครับว่าสัมปทานดีกว่าใบอนุญาตหรือว่าใบอนุญาตดีกว่าสัมปทาน อันจะ ได้ข้อยุติตรงที่กฎหมายกําหนดไว้หลังจาก พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ แล้วจะเป็นระบบ ใบอนุญาต จึงมีปัญหาที่ดาวเทียมไทยคม ๗ กับ ๘ ซึ่งลอนช์ (Launch) ล้อมไปแล้วอยู่ คาบเกี่ยวกับในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบสัมปทานกับใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอี (DE) และ กสทช. ก็กําลังแก้ปัญหานี้อยู่ แล้วก็คงจะมาแอปพลาย (Apply) ใช้กับดาวเทียม ไทยคม ๙ ซึ่งจะทําการยิงในอนาคตต่อไปนะครับ
ในภาคประชาชน จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้อย่างมาก เพราะว่า ในเรื่องของการติดต่อสื่อสารข้ามโลก ติดต่อสื่อสารข้ามชาตินะครับ นอกจากภาพและเสียง มันจะมีข้อมูลทางดิจิทัล ในเรื่องของการอัปลิงก์ (Uplink) และดาวน์ลิงก์ (Downlink) แล้วก็ เรื่องของระบบดาวเทียมนั้นจะช่วยแบ็กอัป (Back up) ในกรณีที่ไวร์ไลน์ (Wireline) ของเรา นี้มีปัญหาในบางจุดก็จะใช้ระบบดาวเทียมนี้เข้าไปเป็นแก็ปฟิลเลอร์ (Gap Filler) ให้ เชื่อมต่อให้นะครับ ทั้งหมดนี้ผมขอกล่าวนําในเบื้องต้นลําดับต่อไปก็มอบให้ท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ ได้นําเสนอเพิ่มเติมนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นอดีตรองกรรมการ ผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ขออนุญาต ท่านประธานเพื่อที่จะนําเรียนรายงานเรื่องการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศ และการ ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ดังนี้ครับ
โลกเรานี้ก็ได้ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการในอวกาศมา อย่างยาวนานมาก ใช้หลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านของประโยชน์ทางด้านเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ การสื่อสารก็เป็นหลัก ใช้ประโยชน์ในเรื่องของการที่จะดูแลเรื่องความมั่นคงหรือใช้ประโยชน์ ในการที่จะนําดาวเทียมไปใช้ในเชิงทหาร ทางด้านการทหารนะครับ โดยดาวเทียมที่เราใช้อยู่ ถ้าเราเห็น ท่านประธาน ท่านพลอากาศเอก คณิต ก็ได้กล่าวไประดับหนึ่งว่าวันนี้ดาวเทียม ที่เราใช้อยู่นี้เราใช้ประโยชน์ เช่น สํารวจทรัพยากรธรรมชาติ สํารวจระยะไกล ดามเทียมระบุ พิกัดตําแหน่ง จีพีเอส (GPS) ซึ่งเราก็คุ้นเคยกันมาก ใช้กันอยู่เป็นประจํา แล้วก็ดาวเทียม นําร่อง ที่ใช้ในการเดินอากาศการบิน เพื่อความปลอดภัยก็ใช้ดาวเทียมเป็นหลักนะครับ สําหรับประเทศไทยนั้นได้ให้ความสําคัญกับกิจการอวกาศ การใช้ดาวเทียมให้เป็นประโยชน์ ค่อนข้างมาก หรือนับได้ว่าสูงสุดเลยนะครับ เนื่องจากว่าในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๐ ผมขออนุญาตนําเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๖๐ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่ารัฐต้อง รักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่ รักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่นะครับ และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร ดาวเทียม สิทธิครับ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เจ้าของ เป็นสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ของการ เข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๐ นี้เขียนไว้ ๒ ประเด็นชัด ๆ ซึ่งเป็น ประเด็นสําหรับประเทศไทยมาช้านานและยาวนานมาก ถกเถียงกันระหว่างคลื่นความถี่วิทยุ และวงโคจร รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่ารัฐต้องรักษาสิทธิอันนี้ไว้ในคลื่นความถี่ แล้วก็การเข้าใช้ วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของ ประชาชน ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วน ได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง เปิดไว้ว่าตามที่กฎหมายบัญญัติ ในวรรคสองรัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มี ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและการกํากับการดําเนินการที่เกี่ยวกับ คลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกัน มิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภค เกินความจําเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทําที่มีผล เป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้หรือปิดกั้น การรับรู้ข้อมูล หรือข่าวสารที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่โดยไม่คํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้งการกําหนดสัดส่วน ขั้นต่ําที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเด็นนี้ สําคัญครับ รวมตลอดทั้งการกําหนดสัดส่วนขั้นต่ําที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้อง ดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติอีกครับ กฎหมายวันนี้ ของประเทศไทยก็จะมีอยู่หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม ซึ่งในดาวเทียม เพื่อการสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจการโทรคมนาคม กฎหมายหลายฉบับกฎหมายที่มีอยู่ ในปัจจุบันเขียนแล้วต้องมีการตีความ เมื่อนําไปใช้ต้องมีการปรึกษาหารือกัน ไม่มีความ ชัดเจน จึงนํามาซึ่งรายงานฉบับนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้มีบทบัญญัติเรื่อง เกี่ยวกับการมีกิจการอวกาศและการใช้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศครับ
ประเด็นสําคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย อวกาศ ไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะที่จะดูแลเรื่องกิจการอวกาศและกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในอวกาศ หรือไม่มีกฎหมายโดยตรงที่จะกํากับดูแลควบคุมเรื่องดาวเทียม เพื่อการสื่อสาร แต่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของยูเอ็น (UN) ภายใต้ยูเอ็น (UN) มีหน่วยงาน ไอทียู (ITU) ซึ่งมีอนุสัญญาเรื่องอวกาศอยู่หลายอนุสัญญา ๑ ในอนุสัญญานั้นคืออนุสัญญา อวกาศ ค.ศ. ๑๙๖๗ ข้อบทที่ ๖ เขียนไว้ดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ในอนุสัญญาอวกาศนี้ กําหนดให้รัฐจะต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบที่ว่านี้นําไปสู่การบังคับใช้ การบังคับให้รัฐมีหน้าที่ต้องอนุญาต มีหน้าที่ ต้องควบคุม กํากับดูแลอย่างต่อเนื่องของกิจการอวกาศที่ดําเนินงานโดยเอกชน ประเทศไทย ส่งดาวเทียมไปในอวกาศหลายดวงนะครับ แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายอวกาศนะครับ ผมขออนุญาต นําท่านไปสู่ประเด็นของการปฏิรูปนะครับ ในประเด็นของการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนนําเสนอต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นประเด็นที่มี การพูดถึง มีการถกเถียง มีการมองว่ารัฐได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ มีการมองว่าผู้ได้รับ สัมปทาน ผู้ได้รับใบอนุญาตได้ให้บริการแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการและต่อรัฐ อย่างไรหรือไม่ ในประเด็นของการปฏิรูปนี้ก็จะมีอยู่ในหน้า ๑๖ นะครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นของการปฏิรูป ในรายงานฉบับนี้เราจะพูดถึงสิทธิการใช้งานวงโคจรดาวเทียม ค้างฟ้าและคลื่นความถี่เพื่อการสื่อสาร การใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศ การใช้ประโยชน์จาก กิจการอวกาศ ก็จะมีดาวเทียมเป็นตัวหลัก แล้วแต่จะใช้ประโยชน์ในด้านใด การใช้ดาวเทียม ให้เป็นประโยชน์ จะต้องมีการนําส่งดาวเทียมไปสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวด ซึ่งจะนํามาสู่ภาระ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นโดยรัฐ เอกชนไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะว่าเอกชนไม่ได้มี พันธสัญญากับไอทียู (ITU) ไม่มีพันธสัญญาโดยตรงกับยูเอ็น (UN) เมื่อรัฐให้การอนุญาตแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบตลอดทาง ตั้งแต่เริ่มต้นของการที่จะต้องอนุญาตให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง เข้าร่วมที่จะไปยื่นเพื่อขอใบอนุญาตให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้วงโคจรและความถี่เพื่อ การสื่อสาร ซึ่งไอทียู (ITU) ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในการใช้คลื่นความถี่สําหรับบริการวิทยุ ประเทศสมาชิกจะต้องระลึกว่าคลื่นความถี่วิทยุและวงโคจรอื่นใดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งวงโคจร ของดาวเทียมจีโอสเตชันนารี (Geostationary) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจํากัด และโดยเหตุนั้นจะต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพและประหยัด สอดคล้องกับ บทบัญญัติของข้อบัญญัติทั้งปวงว่าด้วยวิทยุ เพื่อที่ประเทศสมาชิกหรือกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งหลายอาจเข้าถึงวงโคจรและคลื่นความถี่เหล่านั้นอย่างเป็นธรรม โดยคํานึงถึงความจําเป็น อันยิ่งยวดของประเทศกําลังพัฒนาและสภาวการณ์เชิงภูมิศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ ถ้าตาม ธรรมนูญของไอทียู (ITU) ในข้อที่ผมได้กล่าวให้ท่านสมาชิกได้รับทราบนะครับท่านประธาน ไอทียู (ITU) ไม่ได้มองเรื่องของการนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเชิงการพาณิชย์ เพื่อเชิงพาณิชย์ หรือธุรกิจเป็นหลัก ดูในเรื่องของความจําเป็นอันยิ่งยวดของประเทศที่กําลังพัฒนา และสภาวการณ์เชิงภูมิศาสตร์ ดาวเทียมมีประโยชน์มาก ๆ หากว่าเป็นพื้นที่ไกล ๆ ห่างไกล กัน สําหรับถ่ายทอดสัญญาณ สําหรับกระจายคลื่นสัญญาณวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือสมัยนี้มีดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPSTAR) ก็สามารถที่จะส่งอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ กระจายคลื่นผ่านไปนะครับ ซึ่งในประเด็นของสิทธิในเรื่องของความถี่และวงโคจรเป็นของ คู่กัน ท่านประธานกรรมาธิการท่านได้นําเรียนต่อที่ประชุมว่ามีการดําเนินการในประเทศไทย บางอย่าง ซึ่งไม่ทําให้เกิดความเป็นเอกภาพและความคล่องตัวในการปฏิบัตินะครับ แยกให้ หน่วยงานหนึ่งดูเรื่องวงโคจร อีกหน่วยงานหนึ่งดูเรื่องบริหารคลื่นความถี่ ตรงนี้เป็นประเด็น ที่ต้องดําเนินการปฏิรูปครับ
สําหรับหัวข้อการปฏิรูปหัวข้อต่อไปนะครับ ในหัวข้อ ๒.๒ เมื่อมีสิทธิ การได้มาซึ่งสิทธิ ทุกคนสามารถยื่นเพื่อได้รับการอนุญาตเพื่อจะไปให้ได้รับสิทธิในการที่จะ ได้รับคลื่นความถี่และวงโคจรเท่าเทียมกันหมดครับ ในประเทศไทยนี้จะมีบริษัทกี่บริษัท จะมีหน่วยงานของรัฐเองก็ตามอยากประสงค์ มีความประสงค์นะครับ ที่จะดําเนินธุรกิจ เกี่ยวกับดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร หรือดาวเทียมหลาย ๆ ประเภทก็ตาม ก็สามารถที่จะ ติดต่อไปยังหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานอํานวยการหรือแอดมินิสเทรชัน (Administration) ของประเทศไทย แล้วก็ได้รับการอํานวยความสะดวกในการดําเนินขั้นตอนต่าง ๆ องค์กรหรือบริษัทเหล่านั้นต้องรับผิดชอบในการประสานงานเรื่องของคลื่นความถี่ รบกวนกันหรือไม่รบกวนกันนะครับ ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เขาก็รับผิดชอบไปนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการขอใช้สิทธิให้ได้มาซึ่งสิทธิ ไม่มีข้อกีดกัน ไม่มีข้อจํากัดว่า มอบให้ หรือมีข้อจํากัดในเรื่องของให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง โดยเฉพาะ แต่ตามที่ผมเรียนให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียตริทุกท่านได้รับทราบว่า ไอทียู (ITU) คํานึงถึงประโยชน์ที่ใช้ ประโยชน์ที่ได้ หากมีความจําเป็น มีสภาวะทางภูมิศาสตร์ มีความ จําเป็น เขาให้สิทธิตรงนั้นก่อน ไม่ใช่เรายื่นไปแล้วเราต้องได้หมดนะครับ คราวนี้ในการ จัดสรรสิทธิ ในหัวข้อ ๒.๒ ในการจัดสรรสิทธิในคลื่นความถี่และตําแหน่งวงโคจรเป็นอย่างไร ในหัวข้อ ๒.๒ เขียนไว้ชัดว่า การจัดสรรสิทธิในคลื่นความถี่และตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม ของไทยที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของประเทศไทย ถึงแม้ว่าวันนี้ประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้สิทธิ ในการที่จะใช้คลื่นความถี่อยู่หลายคลื่นความถี่ โดยบริษัทไทยคมนะครับ แต่คลื่นความถี่ และวงโคจรที่ดาวเทียมหมุนอยู่รอบโลกนั้นเป็นของประเทศไทย ประเทศไทยได้สิทธิในการใช้ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่จะครอบครองไปตลอดกาลนะครับ ในบทบัญญัติของไอทียู (ITU) เรดิโอ เรกูเลชัน (Radio Regulations) นะครับท่านประธาน ได้กําหนดไว้ ๒ ประเภทในเรื่องของ คลื่นความถี่ คือ ๑. คลื่นความถี่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐ ซึ่งระบุอยู่ในอารัมภบทของไอทียู (ITU) อันนี้เราคุ้นเคยมากกับคลื่นความถี่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐ กสทช. สามารถ ดําเนินการให้คลื่นความถี่ที่อยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยเกิดมูลค่าขึ้นมา สามารถได้เงินนําไป พัฒนาประเทศในหลาย ๆ ด้านอย่างมหาศาล เป็นสิทธิประเภทหนึ่งนะครับท่านประธาน
อีกประเภทหนึ่งใน ข้อ ๒ นะครับ คลื่นความถี่ที่ไม่ได้อยู่ภายในดินแดน และอาณาเขตของรัฐ นั่นคือในอวกาศ ในอวกาศไม่มีเจ้าของ แต่มีกิจการดําเนินการ เยอะแยะมากมายในอวกาศ ทําอย่างไรจะทําให้กิจการเหล่านั้นดําเนินการไปได้ครับ ก็ต้องมีการประสานงานกัน มีหน่วยงานกลางคือ ไอทียู (ITU) ประสานงานกัน หากเรา ได้สิทธิมาแล้วนะครับ ทําอย่างไรในสิทธิตัวนี้นะครับ สมมุติได้สิทธิมาแล้ว ในเรื่องของ คลื่นความถี่ปัญหาที่เป็นประเด็นที่จะต้องนําไปสู่การปฏิรูปมีอยู่ประเด็นหนึ่งครับ คือ ในบทบัญญัติของ กสทช. มาตรา ๔๕ ให้ดําเนินการประมูลคลื่นความถี่ อันนี้คือตัวสําคัญ การประมูลคลื่นความถี่ไม่น่าจะใช้ได้ ไม่น่าจะใช้ได้กับคลื่นความถี่ที่มิได้อยู่ภายในดินแดนอาณาเขตของรัฐหรือประเทศไทย หรือทุกรัฐเป็นเหมือนกันหมด แล้วอย่างนี้จะทําอย่างไรดี ก็คงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข บทบัญญัติ หรือกฎหมาย หรือระเบียบวิธีปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้มีความชัดเจน ให้มีความชัดเจนนะครับ ในประเด็นของการปฏิรูปที่เราพยายามที่จะนํามาเสนอต่อที่ประชุม กรรมาธิการได้มองถึงสิ่งที่มีการพูดกัน เรื่องของการผูกขาด เรื่องของการได้เปรียบในเชิง ธุรกิจ ในการทําธุรกิจดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร แนวทางในการจัดสรรวงโคจรดาวเทียม ที่ผ่าน ๆ มาก็มีการดําเนินงานอย่างไรบ้าง โดยสรุปจะเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าคลื่นความถี่และวงโคจรเป็นทรัพยากรร่วมกันของทุกประเทศ หากประเทศใด ประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม ต้องส่งเอกสารจองคลื่นความถี่ ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม และดําเนินการประสานงานความถี่ระหว่างประเทศ ตามข้อกําหนดของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศไอทียู (ITU) โดยยึดหลัก ใครจองก่อนมีสิทธิก่อน มีเงื่อนไขเพียงว่าประสานความถี่กับประเทศอื่น ๆ ให้สําเร็จ จึงจะ มีสิทธิใช้คลื่นความถี่ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียมนั้นได้ นั่นก็คือว่าประเทศไทย โดยหน่วยงานที่เกิดมา สมัยก่อนนะครับ กรมไปรษณีย์โทรเลขดูเรื่องคลื่นความถี่ กระทรวง คมนาคมมีหน่วยงานที่ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดเลยนะครับ กระทรวง คมนาคม กรมไปรษณีย์ก็อยู่กระทรวงคมนาคม กสท. ทศท. อยู่หมด จึงนํามาสู่การให้ สัมปทานกับ บริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) ที่จะให้บริการตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ มีอายุสัมปทาน ๓๐ ปี ถามว่าเจ้าอื่น ๆ ถ้าสนใจท่านสามารถดําเนินการตามที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ได้ไหมครับ ทําได้ครับ ถ้าท่านประสงค์ท่านก็ยื่นตามกระบวนการไป ไม่มีข้อจํากัดถ้าท่าน คิดว่าท่านสามารถที่จะ ๑. เทคโนโลยีมี หาซื้อได้ ๒. การดําเนินงานเชิงตลาดและเชิงพาณิชย์ ท่านอยู่รอดไหม อันนี้จะเป็นประเด็นสําคัญมากกว่า ในการดําเนินทั้งหลายทั้งปวงเพื่อให้ ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นวิทยุและวงโคจร รัฐบาลไม่สามารถรับประกันว่าผู้ประกอบการ จะสามารถใช้งานวงโคจรนั้นได้ ขึ้นกับผลการประสานงานความถี่ระหว่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ เป็นอยู่ในทุกวันนี้ครับ และก็เป็นอย่างนี้ต่อไป สําหรับหน่วยงานหลัก ๆ ที่ทําตอนนี้ก็จะมี หน่วยงานอยู่ ๓ หน่วย มีผู้เกี่ยวข้องสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการ ทําธุรกิจเรื่องกิจการอวกาศ กิจกรรมทั้งหลาย เรื่องของการปล่อยดาวเทียม เรื่องของการใช้ ประโยชน์ในดาวเทียมทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงมิติความมั่นคง หรือใช้ประโยชน์สาธารณะก็ตาม มีหน่วยงานอํานวยการ หน่วยงานกํากับดูแล และผู้ประกอบการ ในหลายประเทศ ณ วันนี้ เขามีความชัดเจนนะครับ กําหนดชัดเจนเลยว่าใครต้องทําอะไร หน่วยงานทางด้าน อํานวยการกําหนดนโยบาย รับนโยบายจากรัฐบาลส่งต่อมายังหน่วยงานทางด้านการกํากับ ดูแล ให้ดําเนินการตามที่รัฐได้กําหนดนโยบายไว้เป็นกรอบ ในวันนี้ประเทศไทย โดยกฎหมาย ที่มีอยู่ก็จะมีองค์กรอยู่ ๒ องค์กรที่ดูแลเรื่องนี้ คือของเดิมกระทรวงไอซีที ปัจจุบันเป็น กระทรวงดีอี (DE) และ กสทช. สําหรับ กสทช. เองก็ทางด้านร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับปรับปรุงก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อย มีบางประเด็นก็จะสอดคล้อง และต่อเนื่องจากสิ่งที่เรานําเสนอในรายงานฉบับนี้ครับ
ในประเด็นการปฏิรูปซึ่งเป็นข้อที่พูดถึงกันมากมายในข้อ ๒.๓ ก็คือ การประมูล การประมูลผมนําเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านไปรอบหนึ่งแล้วนะครับ สิทธิเริ่มต้นนับหนึ่ง ส่งเอกสารคือไฟล์ลิง (Filings) ส่งเอกสารไปยังภาครัฐ ภาครัฐดําเนิน ต่อไปยังไอทียู (ITU) เพื่อให้เกิดการประสานงาน ยังไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเลยครับ เพราะฉะนั้นการประมูลที่ถูกบทบัญญัติของกฎหมายบางฉบับเขียนเอาไว้จําเป็นต้องมี การแก้ไข จําเป็นต้องมีการปฏิรูป ซึ่งปัญหาเชิงปฏิบัติมีค่อนข้างมากครับท่านประธาน ในเรื่องที่ผมกล่าวนี้เป็นบังคับของมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี ๒๕๕๓ มาตรา ๔๕ จําเป็นต้องทบทวน ในประเด็นการปฏิรูปข้อต่อไป การจองสิทธิในการใช้วงโคจร ดาวเทียมมีอยู่อย่างจํากัดหรือไม่ จํากัดบางประเภท บางที่ครับ ที่สภาวะภูมิศาสตร์ มีข้อจํากัดในเรื่องของการที่จะใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสาร ไอทียู (ITU) ก็เปิด ช่องให้ นอกนั้นแข่งขันเสรีครับ ทุกท่าน ทุกบริษัทสามารถยื่นได้เพื่อที่จะขอใช้สิทธิในการใช้ คลื่นความถี่วิทยุครับ
ในประเด็นการปฏิรูปข้อ ๒.๕ ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวไปบ้างแล้ว ในเรื่องของใบอนุญาต ที่ผ่านมาเราใช้ระบบสัมปทานของดาวเทียมไทยคม ๑ ดาวเทียม ไทยคม ๒ ดาวเทียมไทยคม ๓ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นระบบใบอนุญาต ในระบบ ใบอนุญาตนี้นะครับ ก็คงจะต้องมีการมาทบทวน มีการมาปรึกษาหารือพูดคุยกันในระดับ นโยบายของประเทศว่าจะใช้ระบบใบอนุญาตลักษณะใดดีที่จะทําให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนในการใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นสิทธิของประเทศ ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ ได้กําหนดไว้ อันนี้ต้องใช้เวลาในการที่จะต้อง ดําเนินการ ทั้งหมดในประเด็นการปฏิรูปนี้ก็จะนําไปสู่ข้อเสนอแนะของรายงานฉบับนี้ว่า ควรจะต้องดําเนินการอย่างไรบ้าง
ในเรื่องต่อไปผมขอกราบเรียนต่อท่านสมาชิก เรื่องของวิธีการปฏิรูป ในวิธีการปฏิรูปข้อ ๓ นะครับ ในวิธีการปฏิรูปข้อ ๓ นี้ก็ได้ให้แนวทางไว้ดังนี้นะครับ มีอยู่ทั้งหมด ๘ ข้อ ในวิธีการปฏิรูป ๘ ข้อนั้น ก็คือเป็นไปตามสิ่งที่กรอบที่เป็นมาตรฐาน สากลหรือเป็นแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งทางด้านไอทียู (ITU) หรือยูเอ็น (UN) ได้กําหนดไว้ ในวิธีการ ปฏิรูปนี้ต้องดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดก็คือก่อนจะมีบทบัญญัติหรือกฎหมายใด ๆ ก็ตาม หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ ก็ตามให้มีการทําประชาพิจารณ์ อันนี้ได้กําหนด ไว้ด้วยครับ สําหรับข้อเสนอแนะข้อเสนอแนะในข้อ ๗ ท่านประธานกรรมาธิการท่านได้ นําเสนอต่อที่ประชุมไปแล้วนะครับว่าให้กําหนดอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลกิจการ ดาวเทียมสื่อสารให้มีความชัดเจน ในอํานาจหน้าที่ของงานอํานวยการและหน่วยงานกํากับ ดูแล อันนี้ค่อนข้างชัดแล้วครับ ต้องกําหนดให้ชัด และในข้อเสนอของเราให้ กสทช. ดําเนินการในเรื่องของการประสานงานทั้งคลื่นความถี่และวงโคจรครับ ในข้อเสนอแนะข้อ ๒ ควรพิจารณาจัดทํา พ.ร.บ. พระราชบัญญัติว่าด้วยดาวเทียมสื่อสารและการดําเนินกิจการ ในอวกาศที่เหมาะสมขึ้น ซึ่งกรอบของการดําเนินการจะมี ๑๔ ข้อ ซึ่ง ๑๔ ข้อนี้ก็เป็นไปตาม บทบัญญัติซึ่งใช้ทั่วไปแล้วก็ในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียก็มี ๓-๔ ประเทศครับ เริ่มมีแผน แม่บทหรือกรอบแม่บททางด้านกิจการอวกาศและดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร
ในประการสุดท้ายครับ ในรายงานฉบับนี้เสนอให้มีหน่วยงานในการดูแล กิจการอวกาศของชาติโดยเฉพาะ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอวกาศ สามารถดําเนินการโดยเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดความทับซ้อน อันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่ง นะครับ ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่ดําเนินการในด้านกิจการอวกาศอยู่ค่อนข้างหลายหน่วยงาน ข้อเสนอนี้เราเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลกิจการอวกาศของชาติครับ
ในรายงานการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียม เพื่อการสื่อสารฉบับนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒-๓ ฉบับครับ คือ พ.ร.บ. วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ พ.ร.บ. กสทช. ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ทางคณะกรรมาธิการคิดว่าต้องบูรณาการ และทําให้เกิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นกฎหมายที่เป็นแผนแม่บทซึ่งจะให้ กรอบในการดําเนินงานในด้านกิจการอวกาศโดยตรง ขอบกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงาน ท่านประธานจะกล่าวเพิ่มเติม ไหมครับ เชิญ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมทวนนิดเดียวครับ คือจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันผมขออนุญาต ท่านประธานและท่านสมาชิกไปที่หน้า ๑๔ ครับ ในหน้า ๑๔ จะเป็นตารางดาวเทียมสื่อสาร ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดตั้งแต่ไทยคม ๑ ถึงไทยคม ๘ จากเอกสารไทยคม ๑ - ๓ นี้ ปลดระวางแล้วนะครับ ขณะนี้จึงมีไทยคม ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ไทยคม ๔ ๕ ๖ ไม่มีปัญหาเพราะ เป็นสัมปทาน ถ้าท่านดูลงมาประมาณครึ่งหน้าข้างล่าง ๆ นะครับที่มีดอต (Dot) สีดําคือ จ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาตั้งแต่ร้อยละ ๐ ถึง ๒๒.๕ ต่อปี ที่เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์กัน ในขณะนี้ก็คือไทยคมดวงที่ ๗ กับ ๘ ครับ เพราะเป็นรอยต่อไทยคม ๗ ลอนช์ (Launch) ในปี ๒๕๕๗ ครับ ไทยคม ๘ นี่ลอนช์ (Launch) ในปี ๒๕๕๙ แล้วก็อยู่ในช่วงรอยต่อของ พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ ที่มาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. กสทช. บอกว่าคลื่นความถี่จะต้องนํามา ประมูลเท่านั้นผู้รับใบอนุญาตจึงจะได้รับไป ซึ่งในอดีตนั้นคลื่นความถี่ไม่ว่าจะเป็น คลื่น ๒๑๐๐ คลื่น ๑๘๐๐ คลื่น ๘๕๐ คลื่น ๙๐๐ และในอนาคตจะมีการรีฟาร์ม (Reform) ไปเอาคลื่น ๒๓๐๐ และคลื่น ๒๖๐๐ คลื่นต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้น กสทช. จึงนํามาประมูลได้ตามมาตรา ๔๕ ก็มีหลายท่านถาม รวมถึงสมาชิกของ สนช. ด้วย ท่านบอกว่าไทยคม ๗ ไทยคม ๘ เป็นระบบอะไร ถ้าเป็นสัมปทานก็ต้องจ่าย ๒๒.๕ เปอร์เซ็นต์ จ่ายให้รัฐ ขณะนี้ กสทช. ออกใบอนุญาตไทยคม ๗ ไทยคม ๘ กําหนดให้จ่ายค่าธรรมเนียม ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๖ เปอร์เซ็นต์ไปไหน นี่ครับที่เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในพับบลิก (Public) ขณะนี้ ขณะนี้ กสทช. กับกระทรวงดีอี (DE) แล้วก็บริษัทไทยคม ก็กําลังพูดคุยกัน และจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากว่าจะให้ไทยคม ๗ ไทยคม ๘ ๒ ดวงนี้เป็นระบบ สัมปทานไทยคมก็ต้องจ่าย ๒๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นระบบใบอนุญาตก็ควรที่จะจ่ายเพิ่มจาก ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ให้ไปครบ ๒๒.๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐจะไม่เสียประโยชน์ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันก็คือไทยคมเขาพร้อมที่จะจ่าย เป็นระบบสัมปทานเขาจ่ายอยู่แล้วครับ ๒๒.๕ ขณะนี้เป็นระบบใบอนุญาต คสช. ก็เรียกเก็บ ตามโครงข่ายโทรคมนาคมประเภท ๓ ใบอนุญาตประเภท ๓ ที่มีโครงข่ายเป็นของตัวเองก็คือ อันนี้ครับ ก็เก็บตามข้อกําหนดคือ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีการเอื้ออะไรต่ออะไรทั้งสิ้น เป็นการดําเนินการตามกฎหมายนะครับ ทีนี้ถามว่าเรื่องคลื่นความถี่ตามมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. กสทช. ทําไมไม่มีการประมูลเหมือนคลื่น ๒๐๐๑ คลื่น ๑๘๐๐ คลื่น ๙๐๐ ก็เพราะว่าในการประมูลนี้มันกระทําได้ยาก เพราะว่าคลื่นความถี่ที่ไปควบคุมดาวเทียมมีอยู่ ๑ คลื่นความถี่ที่ไปควบคุมดาวเทียมให้อยู่ตรงจุด ๑๒๐ องศาตะวันออก เป็นการควบคุม ให้อยู่ตรงนี้ อีกคลื่นความถี่หนึ่งอีกแดนหนึ่งใช้ในการอัปลิงก์ (Uplink) คือส่งสัญญาณขึ้นไป หาดาวเทียม แล้วก็ดาวน์ลิงก์ (Downlink) ลงมานะครับ ในการติดต่อประสานของบริษัท ไทยคมร่วมกับกระทรวงดีอี (DE) นั้น ก็ไปติดต่อประสานงานกับดาวเทียมดวงข้างเคียง ยังไม่รู้ว่าจะได้คลื่นไหนมา ก็เลยไม่มีคลื่นที่จะนํามาประมูลได้ชัดเจนเหมือนคลื่น ๒๐๐๑ ๑๘๐๐ ๙๐๐ และ ๘๕๐ นี่คือเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันนะครับ ผมเลยขออนุญาตกราบเรียน ถึงสิ่งซึ่งเป็นปัญหาอยู่ แล้วก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ซึ่งก็จะคงต้องสร้างความเข้าใจ แล้วก็ จะได้รับการแก้ไขปัญหา ผมขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายเกี่ยวกับรายงาน ที่คณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชนได้นําเสนอต่อที่ประชุมวันนี้นะครับ ก็จากการอ่าน รายงานฉบับนี้นะครับ ก็ขอชื่นชมแล้วก็ขอเรียนว่าเป็นรายงานที่สรุปได้ใจความอ่านเข้าใจง่าย นะครับ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ผมมองดูแล้วนับเป็นเอกสารที่มีคุณค่าในการศึกษาต่อไป เกี่ยวกับเรื่องกิจการอวกาศและเรื่องดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทยนะครับ อันนี้ถือว่าเป็น เอกสารวิชาการที่มีคุณค่านะครับ ผมมีเพียงประเด็นเดียวครับที่จะขอนําเสนอต่อ คณะกรรมาธิการเพื่อไปพิจาณาประกอบจัดทําให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ คือจากรายงานฉบับนี้นะครับ ผมมองดูอยู่ก็อย่างที่ควรมีส่วนเพิ่มเติมในประเด็นคือ การรณรงค์หรือการเชิญชวน หรือการส่งเสริมให้มีผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอวกาศยิ่งขึ้น พอดีผมเป็นนักกฎหมายนะครับ แล้วก็เคยมีส่วนของกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม นานมาแล้วให้ศึกษาในเรื่องดาวเทียมนะครับ แล้วจําเป็นต้องไปศึกษากฎหมายอวกาศ ปรากฏว่าตําราเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศในประเทศไทยนั้นมีน้อยมาก แล้วอาจารย์ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ถามว่ามีไหม มีครับ แต่ถ้าเทียบกับกฎหมายระหว่างประเทศสาขาอื่น เช่น กฎหมายทางทะเล ซึ่งในอดีตประเทศไทยก็มีนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญกฎหมายทะเล น้อยมาก แต่หลังจากในเรื่องผลประโยชน์ในทางทะเล การขัดแย้งในน่านน้ําก็เป็นตัวส่งเสริม โดยปริยายให้ประเทศไทยจําเป็นต้องมีนักกฎหมาย กฎหมายระหว่างประเทศด้านกฎหมาย ทะเลมากเพิ่มยิ่งขึ้น จนปัจจุบันถือได้ว่าประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเลในจํานวน ที่เพียงพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ หรือว่าทํางานให้กับภาคราชการหรือภาคเอกชน แต่จากจํานวนข้อมูลที่ผมมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ ข้อมูลผมมีนะครับ ไม่ทราบว่า สมบูรณ์หรือไม่ ก็นับว่าน้อยมากในการที่จะทํางานให้กับทั้งภาคราชการและก็ภาคเอกชนนะครับ ก็ขออนุญาตเสนอว่าในรายงานนี้ถ้าจะมีอีกสักประเด็นนะครับว่าจะใส่เพิ่มเติมว่า ส่งเสริม หรือให้มีการส่งคนไปเรียนเพิ่มพูนความรู้ด้านกฎหมายอวกาศนะครับ ทั้งในส่วนของภาครัฐ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กสทช. หรือไม่ว่าจะเป็นสํานักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสนเทศ (องค์การมหาชน) รวมทั้งภาคเอกชนเท่าที่ผมมีข้อมูล ก็อาจจะเป็นบริษัทไทยคม รวมทั้งคณะนิติศาสตร์และสาขาวิชานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ส่งคนไปเรียนเพิ่มเติมให้มีความรู้ในเรื่องกฎหมายอวกาศให้มีความเชี่ยวชาญ แล้วก็ ควรจะต้องมีจํานวนที่เพียงพอเพื่อมาทํางานให้กับภาครัฐและภาคเอกชนครับ กระผมมีเพียง ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านพลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านขออนุญาตประธานซึ่งได้อนุญาตในการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปรายนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ในเอกสารของท่านกรรมาธิการ ผมอ่านแล้วถ้าผมไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ทางสาขาสื่อสารดาวเทียม แล้วนี่ผมเอาไปทําวิทยานิพนธ์ได้เลยครับ เพราะละเอียดดีมากเลย ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ คิดว่ารอบคอบและบนบัลลังก์นั้นนะครับ ท่านประธานครับ ผู้รู้ผู้เล่นทั้งนั้น ผมไม่ใช่ผู้รู้ผู้เล่นแต่ว่าเป็นผู้ดู แต่ก็อยากจะเสนอความเห็น บางประการนะครับเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ ส่วนเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องเรียนอะไรเมื่อกี้นี้ท่าน สปท. กฤษณะก็ว่าไปแล้ว ผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการนําเสนอสักเล็กน้อยนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการอย่าหัวเราะ นะครับว่าผมไปเอามาจากไหนอย่างไรนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ ๑ ครับ ท่านครับนี่ผมไปถ่ายมาเมื่อ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้นะครับที่สวนมะนาวของคุณแม่ลุ้ย คุณพ่อกิม แซ่เจีย ที่พัฒนานิคม ลพบุรี คือเป็นสวนของคุณพ่อแม่ผมนะครับ ที่ผมต้องนําภาพอย่างนี้มาก็คือว่ามนุษย์มันไม่ได้ คิดอะไร เกิดขึ้นมาแล้วก็คิดเลยตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกนะครับ มันเกิดจากการใช้การสังเกต ให้เป็นรูปธรรมจากธรรมชาติ อย่างนี้เรียกว่าเนสต์ (Nest) แปลว่า รังนกนะครับ แล้วก็ มาเป็นเน็ตเวิร์ก (Network) ที่ท่านพูดถึงลีโอ (LEO) จีโอ (GEO) มีโอ (MEO) อะไรนี้นะครับ ผมก็มีเอกสารอยู่นะครับ เพราะมันมาเริ่มต้นจากตรงนี้นะครับ จากนก ถ้ายิ่งไปดู รังนกกระจาบนะผมหาไม่เจอ ผมพยายามไปหาแล้วผมก็ไม่ได้ไปเอาในกูเกิล (Google) ท่านก็จะเห็นเลยว่าสุดยอดของการเรียงลําดับ เพราะฉะนั้นสายที่ท่านกําลังเอาลงดิน เอาขึ้นดิน สายเน็ตเวิร์ก (Network) พวกนั้นผมว่ายังละเอียดสู้นกกระจาบไม่ได้ ภาพต่อไปครับ ท่านประธานครับ นี่คือดาวเทียมที่เรียกว่าใหญ่ ๆ เลย อันนี้ข้างบนมอง ไม่เห็นนะครับ เรียกว่า ไฮต์ ทู พุต แซตเทลไลต์ (Height to put satellite) ท่านกรรมาธิการ ที่อยู่ข้างบนก็จะทราบว่าอันนี้มีพลังมหาศาลสูง ซึ่งประเทศอเมริกา ประเทศรัสเซีย ประเทศจีน อะไรก็ส่งไปเยอะเรียกว่า มัลติฟังก์ชัน (Multifunction) ก็แพงมาก ภาพต่อไปครับ อันนี้ แบบเล็ก ชื่อมันบอก สมอลแซตเทลไลต์ (Small Satellite) ใช้ในกิจกรรมบางอย่าง เช่น การเกษตร เรื่องการสํารวจ ปิโตรเลียม อะไรที่มันเฉพาะกิจเขาก็จะใช้เล็ก ๆ อย่างนี้ ไม่มีความสลับซับซ้อนมาก ราคาไม่แพง ที่ผมนําสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาเสนอ ก็คือว่าเห็นด้วย แล้วก็เสริมของท่านที่วงโคจรเป็นลีโอ (LEO) มีโอ (MEO) จีโอ (GEO) อันนี้ก็ใช่ มันจะ หมุนรอบโลกอยู่นะครับ แล้วไม่ชนกัน ทีนี้ถามว่ามี ๒ อย่าง ๒ ประการ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ อย่างนี้แล้ว มันเกิดอะไรกับสังคมของโลกครับ ภาพต่อไปครับ นี่ครับ ท่านจะเดินเรือทะเล ไม่ว่าจะไปอยู่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ในมหาสมุทรใดก็ตาม ก็ต้องติดต่อใช้ดาวเทียมวงโคจร ที่ท่านว่านะครับ แต่จะใช้ดวงเล็กหรือดวงใหญ่มันขึ้นอยู่กับภารกิจที่เขาจะทํา เห็นไหมว่า ประโยชน์มันสูงสุดมากเลย ภาพต่อไปครับ นี่ก็เช่นเดียวกัน ระหว่างเครื่องบินที่บินอยู่ ขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ หรือความเร็วสูง เช่น เอฟ ๑๖ (F-16) ของกองทัพอากาศก็ต้องใช้ ดาวเทียมในการสื่อสาร ทุกอย่างปัจจุบันถ้าไม่มีดาวเทียมเลยสักดวงเดียว สมมุติว่าพอผม อภิปรายเสร็จดาวเทียมหมดไปจากโลก จากอวกาศ ผมว่ายุ่ง ยุ่งมากทีเดียว ไปไม่เป็นเลย ภาพต่อไปครับ เครื่องบินพาณิชย์ครับ ต้องใช้ เพราะเครื่องบินพาณิชย์บินกัน ถ้าท่านไปดู ในกูเกิล (Google) ผมมีแอปพลิเคชัน (Application) มันสามารถบอกได้เลยว่าเครื่องบิน ลําไหน ออกจากไหน เวลาเท่าไร แล้วจะลงสนามบินสุวรรณภูมิอีกกี่นาที ในมือถือผมยังมี เลยครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้ท่านประธานดูนะครับ แต่ผมเอาขึ้นจอไม่ได้ เดี๋ยวเขาหาว่าไม่ได้ รับสิทธิลิขสิทธิ์ อันนี้ผมซื้อมา ๑ เหรียญ ภาพต่อไปครับ นี่ครับ อันนี้ก็เป็นเน็ตเวิร์ก (Network) อีกแบบหนึ่งเห็นไหมครับ จากแท่นขุดเจาะน้ํามันขึ้นมาบนเรือ ขึ้นไปแผ่นดิน ก็ต้องใช้เน็ตเวิร์ก (Network) ทั้งนั้น ต้องใช้ดาวเทียมทั้งสิ้นเลยครับ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช้ ดาวเทียมเลยท่านประธานครับ ณ วันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นภาพที่ผมนําเสนอก็เป็นภาพที่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ รวมทั้งประชาชน นิสิต นักศึกษา ให้ดูว่าโลกมนุษย์ปัจจุบัน ในอนาคต ขาดไม่ได้เลยเรื่องของดาวเทียม ภาพต่อไปครับ นี่ครับ อัปลิงก์ (Uplink) ดาวน์ลิงก์ (Downlink) ส่งขึ้นไป ไปหาเพื่อนที่อเมริกา เหมือนใครจะ ติดต่อราชการ การเมือง ซื้อขาย ส่งจากดาวเทียมลงมา อัปลิงก์ (Uplink) ดาวน์ลิงก์ (Downlink) ก็ต้องใช้ ท่านดูสิครับ ภาพเหล่านี้ไม่กี่ภาพจะมองเห็นภาพของท่านกรรมาธิการที่พูด เมื่อสักครู่นี้อย่างชัดเจน แล้วที่ประชาชนใช้กันมากที่สุดท่านประธานครับ คือโทรศัพท์มือถือ ผมว่ามีเป็นร้อย ๆ พัน ๆ เครื่องแล้วของทั่วโลกก็ต้องใช้ดาวเทียมอยู่ดี ของไทยก็อาจจะบอก ไทยคมหรือไทยอะไรก็ตามใจนะครับ ภาพต่อไปครับ นี่ครับห้องส่งของเราครับ รัฐสภา ที่ผมเคยอภิปรายไปเมื่อวานนี้แล้วมันยังล้าสมัย ต้องส่งเสริมให้มีเน็ต (Net) แรง ๆ ต้องมี เครื่องไม้เครื่องมือดี ๆ ที่ผมไปโทรศัพท์นี่เด็กมันแอบถ่ายไว้นะครับ เพราะผมกําลังจะติดต่อ ว่าจะเอาภาพไหนมาลง ภาพไหน ภาพไหน อันนี้เห็นเลยว่าเครื่องส่งของเราสามารถกระจาย ภาพไปทั่วประเทศ แต่ถามว่าทันสมัยไหม ยังไม่ทันสมัยดีท่านประธานครับ ฝากท่านประธาน ในปัจจุบันนี้นะครับ แล้วท่านจะเป็นประธานอะไรในอนาคตข้างหน้านี้ที่เกี่ยวสภาอะไร ฝากท่านประธานไปด้วยด้วยความเคารพนะครับ ว่าขอได้พัฒนาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง แล้วก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียน ไปอบรมให้ทันสมัย ต่อไปเป็นเรื่องของการที่ผมจะต้องเสนอ ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ข้อเสนอข้อ ๑ รัฐบาลไทย ประชาชนคนไทยทุกคน ต้องรักษาสิทธิประโยชน์วงโคจรของดาวเทียมที่เราได้รับมาจากไอทียู (ITU) ที่ท่านพูด นะครับ แล้วผมกับท่านประธานกรรมาธิการก็เคยไปดูมาแล้ว เคยไปประชุมไอทียู (ITU) มาแล้วหลายครั้งใน ๖-๗ ปีนี้ ต้องรักษาไว้ให้ดียิ่ง ข้อ ๒ นอกจากรักษาไว้ดียิ่งแล้วต้องดูว่า อะไรจะหมดอายุเมื่อไรนะครับ ไม่ใช่ผมได้รับรายงานบอกดาวเทียมดวงนี้ของเรากําลังจะ หมดอายุอีก ๒ ปี ไม่ทันแล้วครับ ต้องวางแผน ๑๐-๒๐ ปี อย่างที่รัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กําลังยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี อย่างนั้นเลยครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า รัฐบาลต้องรักษาระบบการสื่อสารไว้ไม่ให้ ใครแทรกแซง ไม่ว่าจะเรื่องไหน โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) นะครับ แล้วจะต้องไม่ให้ใครที่ไม่มีอํานาจตามกฎหมายเข้าไปแทรกแซงดักฟัง นะครับ หรือกระทํามิดีมิร้ายกับประชาชนคนไทย ไม่ว่าเขาจะคือใคร ถ้าท่านไม่ได้รับสิทธินั้น ข้อ ๓ ครับ รัฐบาลกําลังส่งเสริมการใช้โทรศัพท์ในการเสียภาษี พร้อมเพย์ (Prompt Pay) อะไรนี่นะครับ ก็จะต้องสนับสนุนให้ค่าใช้จ่ายถูกหรือไม่มีเลย แล้วผมฝันต่อไปจากนั้น ข้อ ๔ ครับ เมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ไปในสวนยาง ไปในป่าลึก ถามเจ้าหน้าที่อนามัยว่าแล้วนี่ ถ้ามีคนป่วยจะทําอย่างไร เขาบอกเทเลเมดิซิน (Telemedicine) นะครับ เขาก็โทรศัพท์ ไปถามหมอที่อยู่ในตัวจังหวัดว่าอาการอย่างนี้ให้ยาอะไรดี ผมนี่คิดว่าต่อไปการจับจองอะไร ร้อยแปดจิปาถะในการรักษาพยาบาล ถ้าใช้ระบบการสื่อสารที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ก็จะ เกิดความผาสุก ข้อสุดท้ายครับ เรื่องการค้าการขายเรื่องสําคัญครับ ก็ต้องพยายามให้ใช้ เรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุด แล้วก็ให้เกิดประโยชน์ที่สุดครับ กราบขอบพระคุณครับ
ยังมีสมาชิกที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นหรือซักถามต่อรายงาน ฉบับดาวเทียมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีเพิ่มเติม ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการผู้ชี้แจงตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ต้องขอกราบขอบคุณท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ที่ได้กรุณา ให้ความสนใจแล้วก็เสนอในเรื่องของบุคลากรด้านกฎหมายด้านนี้นะครับ ในเรื่องนี้ เป็นข้อเท็จจริงตามที่ท่านได้นําเสนอนะครับ คณะกรรมาธิการของกระผมพยายามที่จะ จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการกิจการดาวเทียมแล้วจะร่างกฎหมาย เราได้ประสานกับ พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการสื่อสารของ สนช. แล้วท่านได้พูดในที่ประชุมห้องนี้ด้วยครับ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ท่านก็ ทวงถามถึง พ.ร.บ. กฎหมายนี้ครับ อย่างที่ท่านได้เสนอครับ คือเรามีบุคลากรด้านนี้น้อย เราเชิญผู้รู้ด้านกฎหมายนี้ ซึ่งอยู่ที่ธรรมศาสตร์ งานท่านก็เยอะ ในที่สุดเราก็ดําเนินการ ในเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เลยคุยกับทาง สนช. ว่าเรื่องร่างกฎหมายจะประสานกับ กสทช. ก็จ้าง ที่ปรึกษาครับ จ้างที่ปรึกษาโดยมีคณะจากธรรมศาสตร์ไปศึกษาในเรื่องนี้ ขณะนี้ไปได้ เยอะแล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายดาวเทียมตามที่เราเสนอ น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับบุคลากรด้านนี้น้อย เพราะฉะนั้นก็จะใส่ไปในเปเปอร์ (Paper) ของเราในข้อเสนอแนะของท่านนะครับ
สําหรับของท่านสุรินทร์วันนี้ผมคงเรียกนามสกุลท่านถูกนะครับ เพราะ เมื่อวานนี้ต้องกราบขออภัย ธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจที่มีความสําคัญนะครับ แล้วก็ประมาณ ๖,๐๐๐ - ๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แต่ระยะเวลาคืนทุนมันช้าหน่อย แล้วก็ต้องมีความเสี่ยง ในการที่ใครจะลงทุนในธุรกิจนี้จะต้องไปติดต่อประสานงานเรื่องคลื่นความถี่เอาเอง รัฐโดย กระทรวงดีอี (DE) เป็นแต่เพียงส่งคําขอเป็นเอกสารนี้ครับ กรอกแบบฟอร์ม ตามแบบฟอร์ม มาตรฐานของไอทียู (ITU) ไปที่ ไอทียู (ITU) ส่วนการประสานนั้นเป็นเอกชน เพราะฉะนั้น เอกชนที่จะเริ่มใหม่นี้ก็ต้องเหนื่อยด้วยนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูง มีประโยชน์สาธารณะสูง ในกรณีที่โครงข่ายปกติในตอนที่มีภัยพิบัติต่าง ๆ ข่ายดาวเทียม นี่ครับที่ช่วยได้ เพราะข่ายปกติทางพื้นถึงจะเป็นไมโครเวฟก็เถอะ เป็นไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ก็เถอะ มันจะเสถียรสู้ดาวเทียมไม่ได้ แต่ข้อจํากัดของดาวเทียมคือแทรป (Trap) ความถี่ แบนด์วิดท์ (Bandwidth) มันไม่เยอะ เพราะฉะนั้นคงจะใช้ที่จําเป็น ฉะนั้นในตอนที่มีสาธารณภัยต่าง ๆ ทุกประเทศทั่วโลกจะใช้ข่ายดาวเทียมมาแบ็กอัป (Backup) ในกรณีที่มีแผ่นดิน โคลนถล่ม น้ําท่วม ไฟไหม้ อะไรต่ออะไรที่ข่ายการสื่อสารปกติใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องประโยชน์ สาธารณะเยอะ เรื่องผลตอบแทนก็สูง เพราะฉะนั้นเป็นธุรกิจที่น่าจะมาลงทุน แต่ก็มี ความเสี่ยงในเรื่องที่จะต้องไปติดต่อประสานงานเรื่องคลื่นความถี่เอาเองจะได้หรือไม่ ลงทุน อะไรอย่างไรก็ต้องเดินทางไปติดต่อกับประเทศซึ่งเป็นเจ้าของดาวเทียมที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งในเรื่องป้องกันการชนกัน ทั้งในเรื่องของป้องกันคลื่นรบกวนกัน สุดท้ายในนามของ กรรมาธิการต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน กราบขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณา ให้ข้อเสนอแนะครับ จะนําแนบเข้าไปในรายงานฉบับนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมมีคําถามเล็กน้อยว่า ข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง นาซาไทย (NASA Thai) องค์การอวกาศ ในขณะที่เรามีองค์การมหาชน ก็คือจิสดา (GISTDA) ในส่วนนี้จะเป็นการอัปเกรด (Upgrade) จิสดา (GISTDA) ขึ้นมา หรือว่าจะมี หน่วยขึ้นมาใหม่ ๒. ก็คือว่าในเรื่องของตัวร่างพระราชบัญญัติดาวเทียมกับการปรับปรุง กฎหมายเดิม ๓ ฉบับนี้เรามีระบบวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ท่านประธานคงทราบเพราะเป็นกรรมการ อยู่ในวิป (Whip) ๒ ฝ่ายด้วย คือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องระหว่าง สนช. สปท. เราสามารถตั้ง อนุกรรมการเพื่อดําเนินเป็นการเฉพาะได้ ถ้าหากว่าทาง สนช. หรือว่า สปท. เราไม่ได้มีการ ดําเนินการเรื่องนี้ ก็สามารถที่จะตั้งอนุกรรมการร่วมในการทํางานร่วมกัน ไม่ทราบว่าในส่วนนี้ ได้ดําเนินการอย่างไร เพราะท่านพูดถึงท่าน พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ซึ่งก็เป็น กรรมการในวิป (Whip) ๒ ฝ่ายด้วย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับข้อเสนอแนะของรายงานฉบับนี้ในเรื่องของการจัดตั้ง องค์การอวกาศขึ้นมาก็จะเป็นคล้าย ๆ กับในหลาย ๆ ประเทศว่า การให้มีความเป็นเอกภาพ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากอวกาศ โดยให้มีการดําเนินการในกิจการอวกาศและกิจกรรม ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ประโยชน์ที่ได้จากอวกาศก็จะมีมากมายตามที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านได้นําเสนอในสไลด์ (Slide) หลายประเด็นมากเลยครับ ทั้งในด้านของประโยชน์ที่เกิดขึ้น ในสภาวะปกติ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่มีภัยพิบัติ หรือใช้เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งรัฐ หรือการนําประโยชน์จากสื่อสารดาวเทียมไปใช้ทําให้เกิดความไม่เข้าใจกัน หรือให้ข้อมูล ที่ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าพูดถึงการใช้ดาวเทียมที่เป็นประโยชน์ในสภาวะปัจจุบันก็จะมี หลายหน่วย มีจิสดา (GISTDA) ก็จะเป็นสํานักงานกิจการอวกาศอันหนึ่ง แล้วก็มีของ มหาวิทยาลัยอยู่ ๒ มหาวิทยาลัยนะครับ ซึ่งก็ปล่อยดาวเทียมเพื่อไปสํารวจทรัพยากร เพื่อไป ถ่ายภาพ เพื่อไปดูเรื่องของรีโมตเซนซิง (Remote Sensing) การติดตามข้อมูลระยะไกล ถ้าหากว่าเราประเทศไทยมีหน่วยงานตรงนี้ก็คือ องค์การอวกาศแห่งชาติมีหน้าที่ที่จะ ประสานงาน มีหน้าที่จะนําเสนอข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลเพื่อให้กําหนดนโยบายให้ชัดเจน ถึงการที่สมควรมีหรือต้องมีและนําไปใช้ประโยชน์เพื่อดาวเทียมทั้งหลายอย่างไรดี อันนี้จะ เป็นหัวใจสําคัญ แล้วถ้าหากว่าเราดูในเรื่องของการปฏิรูประบบราชการในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ สุดก็คือการเปลี่ยนกระทรวงไอซีที (ICT) มาเป็นกระทรวงดีอี (DE) นะครับ ท่านประธาน ก็มีการปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างของการบริหารจัดการในหน้าที่และ ความรับผิดชอบใหม่ มีหน่วยงานซึ่งเป็นราชการหลัก ๆ เพียง ๓ หน่วย หลงเหลืออยู่ใน กระทรวงดีอี (DE) นอกนั้นเป็นสํานักงานคณะกรรมการ อันนี้จะคล้าย ๆ กันครับ แล้วก็ ในสํานักงานคณะกรรมการนี้ ถ้าเกิดขึ้นนะครับ กิจการอวกาศก็จะไปรวบรวมเอาบุคลากร ของจากหลาย ๆ ภาคส่วนที่ได้ดําเนินกิจการเหล่านี้อยู่แล้วเอามารวมกัน เพื่อจะทําให้เกิด ความเข้มแข็ง เพื่อจะทําให้เกิดความสมบูรณ์แบบครบถ้วนทุกอย่าง ไม่ว่าข้อมูลก็ตาม หรือการปฏิบัติก็ตามนะครับ ซึ่งถ้าหากว่าในหัวข้อของการที่จะต้องให้มีหน่วยงานนี้ ถ้าหากว่า ตัวจิสดา (GISTDA) เองเป็นหลัก หรือจะให้หน่วยงานอื่นเป็นหลักที่จะให้เกิดองค์การอวกาศ ขึ้นมา ก็จะเป็นในเรื่องของสิ่งที่เป็นรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี (DE) ก็น่าที่จะเป็นผู้ที่จะกําหนด แนวทาง ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานคณิตครับ
ในคําถามอีกข้อหนึ่ง ของท่านรองประธานอลงกรณ์ ผมขออนุญาตท่านประธานและท่านสมาชิก ไปหน้า ๓๐ ข้อ ๗.๓ ประการที่ ๓ นะครับ คือพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ จริง ๆ แล้ว ๔ ฉบับนะครับ คือเรื่องของ พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ๑ ฉบับ แล้วนะครับ ๒. คือ พ.ร.บ. องค์กร กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ และ ๓ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และยังมี อีกฉบับหนึ่งครับ พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งปี ๒๕๕๑ คณะอนุกรรมาธิการของกระผมได้เสนอขอแก้บางมาตราไปแล้ว การที่จะรวมทั้ง ๓ ฉบับ และ ๔ ฉบับ เข้าด้วยกัน เคยมีการพูดคุยกันระหว่างท่านประธานด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศของ สนช. คือท่าน พลอากาศเอก ชาลี แล้วก็จะรวมทั้งหมดนี้ เข้าด้วยกัน มีแนวคิดที่จะดําเนินการครับ แต่ในความคิดเห็นของกระผมแล้ว ต้องการ ผู้เชี่ยวชาญ คือทั้งหมดทั้ง ๓ ฉบับ ๔ ฉบับนี้ต้องมีบทเฉพาะกาลเยอะครับ เพราะมันมีสภาพ บังคับอยู่ครับ มีสภาพบังคับอยู่ในเรื่องของใบอนุญาต ในเรื่องของสิทธิที่เกิดแล้วตาม พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับ เพราะฉะนั้นถ้ามารวมกันเสร็จจะต้องเขียนบทเฉพาะกาลเยอะเลย ซึ่งก็อยู่ใน แนวความคิดที่ทาง สนช. จะดําเนินการครับ กราบขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการ อวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทยแล้วนะครับ ก่อนจะขอมติ จากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกทยอยเดินทางเข้ามานะครับ เพราะว่าวันนี้มีประชุมกันหลายคณะ ในอาคาร ๑ อาคาร ๒ และอาคาร ๓ ก็ขอเวลารอท่านสมาชิกสักเล็กน้อยครับ ท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป การกํากับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าได้ใช้สิทธิแล้วผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศ และการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มา ชี้แจงทุกท่านครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การพัฒนา มาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัว หรือเรียกว่า นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non-custodial Measures) โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป การเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธาน ได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๔ ท่าน คือ ๑. ท่านปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ๒. ท่านสุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการ ๓. ท่านวิพล กิติทัศนาสรชัย อนุกรรมาธิการ และท่านที่ ๔ พันโท ณัฐวุฒิ พรหมศร อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม และในการนําเสนอรายงานครั้งนี้ยังมี ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คนที่หนึ่ง อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ๓. ท่านจุมพล สุขมั่น เลขานุการ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อท่านประธานพร้อมแล้วกรุณา แถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ได้รับมอบหมายจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งท่านติดภารกิจราชการจึงได้มอบหมายให้กระผมดําเนินการแทนนะครับ
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ได้เสนอรายงานต่อสภาแห่งนี้ในเรื่องของการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญา แทนการควบคุมตัว โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน ซึ่งในเรื่องนี้ได้มี การศึกษาอย่างละเอียด โดยท่านประธานอนุกรรมาธิการคือท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ และทีมงาน ทั้งนี้เนื่องจากว่าเห็นว่าสภาพปัญหาในการที่จะดูแลเรื่องผู้กระทําความผิดนั้น มีแนวโน้มหรือมีทิศทางเปลี่ยนไป ฉะนั้นเรื่องของสภาพปัญหาต่าง ๆ หรือแนวทางการแก้ไข คือกระผมจะขอกราบเรียนท่านประธานได้ขออนุญาตให้ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ได้นําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ
ขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป การเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม และเป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความ ยุติธรรมเพื่อประชาชน ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง การพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญา แทนการควบคุม ตัวที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non-custodial Measures) โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน เพื่อที่ประชุมในวันนี้ ได้กรุณาพิจารณา โดยกระผมจะกล่าวนําในเบื้องต้น ในส่วนของรายละเอียดขอมอบให้ ดอกเตอร์สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการ ซึ่งตําแหน่งประจําคือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งท่านผู้นี้ก็ได้สําเร็จการศึกษาด้านกฎหมาย ปริญญาโท ปริญญาเอก จากประเทศเยอรมนี ซึ่งถือว่ากฎหมายในประเทศดังกล่าวนี้ ยากที่สุด ดอกเตอร์สุนทรียาก็ยังเป็นผู้วิจัยงานด้านวิชาการทางกฎหมายให้กับ หลายหน่วยงาน รวมทั้งทํางานด้านวิจัยให้กับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ที่เรียกว่า ทีไอเจ (TIJ) ที่เป็นองค์การมหาชน เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดที่ประชุมต่อไป
กระผมขอเรียนว่า มันจะมีคําถามว่า ทําไมจําเป็นต้องพัฒนามาตรการต่อ ผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัว ที่ภาษาเรียกว่า นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non- custodial Measures) โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน คําตอบที่จะเรียน ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านว่า คําตอบก็จะอยู่ในคดีตัวอย่างดังต่อไปนี้นะครับ ซึ่งเป็นเพียง ส่วนหนึ่งหรือส่วนน้อยนิดที่ยกมาเรียนให้กับท่านสมาชิกได้ทราบ ซึ่งจริง ๆ แล้วคดีมีมากกว่านี้ เหตุผลทําไมต้องมีการพัฒนาในเรื่องนี้ ก็คือตัวอย่างกรณีคดีฆ่าและข่มขืนครูที่จังหวัดสระบุรี ผู้ต้องหาเคยต้องโทษคดีข่มขืนในปี ๒๕๕๖ คดีฆ่าหั่นศพที่หนองบัวลําภู และอุดรธานี ซึ่งถือว่า เป็นฆาตกรรมต่อเนื่องที่เรียกว่าซีเรียลคิลเลอร์ (Serial Killer) ผู้ต้องหาเคยต้องคดีลักทรัพย์ และติดยาเสพติดอย่างรุนแรงจนประสาทหลอน คดีฆ่าโดยใช้มีดแทงคออดีตนักศึกษา วิศวกรรมเพื่อชิงโทรศัพท์ไอโฟน (iPhone) ซึ่งผู้ต้องหาเคยมีประวัติก่ออาชญากรรมร้ายแรง มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คดีเยาวชนชื่อหมู ขออนุญาตนะครับ ที่ไม่ได้เป็นหมูแผ่น นะครับ คงทราบดีว่าคือหมูอะไร ที่ฆ่าคนแล้วบอกว่า ฆ่าคนนี้เหมือนฆ่ามด เยาวชนคนนี้ เคยต้องคดีฆ่าชิงทรัพย์มาแล้ว ๒ ครั้ง และหนีประกันตัวในชั้นศาลมาก่อเหตุ อันนี้เป็น เหตุผลว่าทําไมจําเป็นจะต้องมีการพัฒนาหรือปฏิรูปในเรื่องที่นํารายงานต่อทุกท่านในวันนี้
ส่วนสภาพปัญหานอกจากคดีตัวอย่างก็สรุปเรียนได้ว่า
๑. จํานวนผู้กระทําความผิดอาญาที่ไม่ถูกควบคุมตัวมีเพิ่มมากขึ้น มีการ ปล่อยตัวชั่วคราว มีการใช้มาตรการพิเศษแทนการดําเนินคดีอาญา มีคําพิพากษารอการ ลงโทษหรือรอการกําหนดโทษ มีคําสั่งพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ
๒. สภาพปัญหาที่กฎหมายเปิดช่องให้โอกาสแก่ผู้กระทําความผิดอาญา มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องถูกดําเนินคดีหรือไม่ต้องรับโทษจําคุก เพื่อให้โอกาสฟื้นฟูตนเองกลับไป อยู่กับสังคมอีกครั้ง
๓. สภาพปัญหาต่อมา ขาดความสมดุลระหว่างเสรีภาพของผู้กระทําความผิด กับสิทธิของผู้เสียหายและความปลอดภัยของสังคม
๔. การขาดการปฏิบัติงานร่วมกันของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม ของรัฐ และ
๕. สภาพปัญหาสุดท้าย องค์กรสหวิชาชีพและชุมชนยังขาดโอกาสในการ มีส่วนร่วมและไม่ได้รับการสนับสนุนให้มามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ยุติธรรมของประเทศไทย
ในส่วนของมาตรฐานหรือหลักสากลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คณะอนุกรรมาธิการ ก็ได้ศึกษาก็พบว่ามีหลักสากลหรือมาตรฐานของสหประชาชาติดังต่อไปนี้ ๑. กฎแห่ง สหประชาชาติว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ําเกี่ยวกับการไม่ควบคุมตัวหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กฎแห่งกรุงโตเกียว เดอะ โตเกียว รูลส์ (The Tokyo Rules) กฎต่อมาก็คือกฎแห่งกรุงปักกิ่ง รวมทั้งกฎแห่งกรุงเทพมหานคร ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการในการป้องกันอาชญากรรม และกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ ที่ผ่านมา ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการดังกล่าวของ สหประชาชาติได้เห็นชอบกับข้อมติที่ผู้แทนประเทศไทยเสนอเรื่อง ขออนุญาตนําเสนอเป็น ภาษาอังกฤษเรื่อง โปรโมตติง แอนด์ เอ็นเคอเรจจิง ดิ อิมพลีเมนเทชัน ออฟ อัลเทอร์เนกิฟ ทู อิมไพรชันเมนต์ แอส พาร์ต คอมพรีเฮนซีฟ ไครม์ พรีเวนชัน แอนด์ คริมินอล จัสทิซ โพลิซี (Promoting and encouraging the implementation of alternative to imprisonment as part comprehensive crime prevention and criminal justice policies) โดยข้อมติ ที่ประเทศไทยเสนอนั้นสรุปแล้วก็คือเป็นการพิจารณาหาทางเลือก หาทางป้องกันมิให้เกิด การกระทําผิดซ้ําซาก โดยข้อมติดังกล่าวนั้นได้พัฒนาจากกฎแห่งกรุงโตเกียว โดยข้อมติ ที่ประเทศไทยเสนอนั้นมีหลักการที่สําคัญคือรัฐควรสนับสนุนมาตรการทางออกแทน การควบคุมตัว โดยคํานึงถึงหลักแห่งความได้สัดส่วน หลักความคุ้มครองเหยื่อหรือผู้เสียหาย หลักความคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม และประการสุดท้ายหลักการมีส่วนร่วม ของผู้เชี่ยวชาญและชุมชนทุกภาคส่วน กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการจัดทํารายงานฉบับนี้ ในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลประกอบด้วย ๑. กรมคุมประพฤติของกระทรวงยุติธรรม ๒. สํานักงานกิจการ ยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม ๓. สํานักงานศาลยุติธรรม และ ๔. ผู้แทนจากสํานักงาน อัยการสูงสุด ซึ่งหน่วยงานทั้ง ๔ หน่วยงานข้างต้นได้ให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ ตลอดจน ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดทํารายงานฉบับนี้ โดยผู้แทน ๔ หน่วยงานข้างต้น เห็นพ้องด้วยกับการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัว ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non-custodial Measures) โดยการมีส่วนรวมขององค์กร สหวิชาชีพและชุมชน สําหรับรายละเอียดของวิธีการปฏิรูปนั้นดอกเตอร์สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการจะได้นําเรียนในรายละเอียดต่อไป กระผมขอเรียนว่ารายงานฉบับนี้มิใช่เป็น การนําเสนอเพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก แต่ประการสําคัญเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดในการ กลั่นกรองการปล่อยตัวผู้กระทําผิดอาญาที่เข้มงวดขึ้น มิให้ออกมากระทําผิดซ้ําซากจนมี ผลกระทบต่อสวัสดิภาพของสังคม และสําหรับผู้กระทําผิดที่ผ่านการบําบัดฟื้นฟูได้ผลหรือมี ความประพฤติดีก็ไม่ควรถูกควบคุมตัว ควรได้มีโอกาสกลับมาสู่สังคม ทั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ องค์กรสหวิชาชีพที่มีความมุ่งมั่นทํางานเพื่อสังคมกับชุมชนได้มีโอกาสมาร่วมกับหน่วยงาน ของรัฐในการเติมเต็มให้กับกระบวนการยุติธรรมเพื่อประชาชน กระบวนการยุติธรรมเพื่อ สังคม และกระบวนการยุติธรรมเพื่อสาธารณะ ในลําดับต่อไป กระผมขออนุญาตให้ ดอกเตอร์สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการนําเรียนในรายละเอียดต่อไปครับ
ขอเชิญดอกเตอร์สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการนําเสนอรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ ยุติธรรมเพื่อประชาชน ขออนุญาตใช้เวลาอันสั้นในการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพื่อสรุปรายงานการศึกษาของคณะเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําความผิด อาญาแทนการควบคุมตัว โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขออนุญาต ไปที่หน้าเรื่องของสภาพปัญหาก่อนนะคะ โดยสรุปอยากจะขออนุญาตกราบเรียนถึงปัญหาที่ คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมานําเสนอในสภาปฏิรูปในวันนี้ค่ะ ก็คือว่าจํานวนของผู้กระทําความผิดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในวันนี้ได้มีจํานวนมากขึ้น และเกิน ๒๐๐,๐๐๐ รายต่อปี มีการถูกปล่อยตัวออกมาเพื่อควบคุมความประพฤติ แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีจํานวนมากในส่วนของกฎหมายเด็กและเยาวชน เนื่องจากกว่า มีกฎหมายหลายฉบับเปิดกว้างให้ผู้กระทําความผิดสามารถที่จะกลับมามีเสรีภาพในสังคมได้ โดยให้โอกาสแก้ไขปรับตัว ฟื้นฟูตนเองอีกครั้งหนึ่ง ดังเช่นจะเห็นได้ว่าในสไลด์ (Slide) ถัดไป กฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เดิมมีการกําหนดว่า ผู้กระทําความผิดจําคุกไม่เกิน ๒ ปี สามารถจะออกไป ศาลสามารถที่จะรอการลงโทษ แต่ว่า ในปัจจุบันเพิ่มมาเป็น ๓ ปี และล่าสุดก็คือ ๕ ปีแล้วแปลว่าผู้กระทําความผิดที่อาจจะมีโทษ หรือพฤติการณ์ที่ร้ายแรงก็ออกมาเดินสู่สังคมได้ อันนี้ก็ส่งผลให้เห็นว่ามันยังขาดความสมดุล เดี๋ยวจะขออนุญาตให้ดูภาพถัดไปที่จะให้เห็นว่าภาพการชั่งน้ําหนักระหว่างเสรีภาพของ ผู้กระทําความผิดที่สามารถจะออกมาสู่สังคมได้ง่ายกับความปลอดภัยของผู้เสียหาย หรือว่า ความปลอดภัยของสังคมยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างสมดุล เพราะฉะนั้นอาจจะเรียกได้ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมให้โอกาสประชาชนที่กระทํา ความผิดมากขึ้น แต่การปล่อยตัวยังค่อนข้างปล่อยปละละเลย หรือว่าทั้งนี้เนื่องจากว่ากลไก ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะจํานวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในเรื่องนี้อาจจะมี จํากัด ส่งผลให้มีปัญหาหลัก ๆ ๓ ประการ คือ ๑. การปล่อยออกมาสู่สังคมยังไม่ได้สัดส่วน กับการกระทําความผิด อย่างเช่น คนที่กระทําความผิดอย่างร้ายแรง อาจจะมีการตัดสิน ลงโทษ แล้วก็จําคุกหรือว่าปรับเท่านั้นเอง อาจจะมีมาตรการในการควบคุมความประพฤติ โดยการปล่อยให้ไปรายงานตัวปีละ ๔ หน การรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่มักจะใช้เวลา ประมาณ ๔ - ๗ นาทีต่อครั้ง เพราะฉะนั้นปีหนึ่งอาจจะใช้เวลาแค่ ๔ ครั้ง ก็แปลว่า ๒๘ นาที เท่านั้นนะคะ เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้กระทําความผิดและไม่ได้ สัดส่วน ยิ่งไปกว่านั้นการที่ปล่อยให้ผู้กระทําความผิดออกมาสู่สังคม โดยเฉพาะกรณีความผิด ทางเพศหรือการใช้กําลังความรุนแรงก็อาจจะเป็นภัยต่อการกระทําผิดซ้ําที่จะเกิดขึ้นต่อ เหยื่อ และต่อความปลอดภัยของสาธารณะ ประเด็นต่าง ๆ ที่สําคัญเหล่านี้ส่งผลให้เกิด ความคิดว่าควรจะมีการปฏิรูประบบการปล่อยให้ผู้กระทําความผิดออกมาสู่สังคม โดยมี การตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้เสนอเป็น ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. การจําแนก ชั่งน้ําหนักว่าผู้ใดควรจะถูกปล่อยออกมา ทําอย่างไรให้ ผู้ที่ทําผิดเล็กน้อยและไม่ได้ตั้งใจได้รับการแก้ไข เปิดโอกาสให้เขาได้กลับมาฟื้นฟูตนเอง ในขณะที่ผู้ที่ไม่ควรจะปล่อยออกมาเพราะมีความเสี่ยงภัยควรจะถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ อันนี้คือเป็นการปฏิรูประบบจําแนก และถัดไปคือการปฏิรูประบบการแก้ไข บําบัด ฟื้นฟู ซึ่งในแต่ละคนผู้กระทําความผิดไม่ได้มีความผิดเพราะมีปัญหาเรื่องเดียว บางคนขาดอาชีพ ขาดงาน หรือมีปัญหาทางจิต ปัญหาทางสังคมหรือว่าติดยาเสพติด เพราะฉะนั้นการปฏิรูป ระบบการดูแลต้องทําอย่างครบวงจร ซึ่งสิ่งเหล่านี้นําไปสู่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ดังต่อไปนี้ค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะคะ ในส่วนของการปฏิรูปเลยค่ะ คณะกรรมาธิการ ได้มีข้อเสนอสําคัญ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือขอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการบริหารกิจการยุติธรรม ในด้านของการพัฒนามาตรการในด้านนี้โดยตรง โดยให้อยู่ในสังกัดของกระทรวงยุติธรรม ในส่วนของกรรมการบริหารยุติธรรมแห่งชาติ หลายท่านอาจจะมีคําถามว่าจะมีคณะกรรมการ ระดับชาติขึ้นมาอีก ๑ บอร์ด (Board) ที่จะเป็นการซ้ําซ้อนหรือไม่ ทางที่ประชุมของเรา ได้พิจารณาตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับได้พบว่าในปัจจุบันยังไม่มีบอร์ด (Board) ที่ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังนะคะ ในแต่ละกฎหมายอาจจะมีคณะกรรมการแห่งชาติ ในแต่ละเรื่อง แต่ว่าคณะกรรมการที่จะมาดูแลเรื่องของกระบวนการ นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non-custodial Measures) ยังขาดการร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะต้องการความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานในส่วนของกระบวนการยุติธรรมร่วมกับหน่วยงานจากภายนอก ทั้งในส่วน ของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงด้านสาธารณสุข พัฒนาสังคมและด้านแรงงาน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการความร่วมมือจากหน่วยสหวิชาชีพและความร่วมมือจากชุมชน ซึ่งหลายหน่วยงานมาจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทจากภายนอก เพราะฉะนั้นรูปแบบ ที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอจะเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่น่าจะช่วยมองปัญหาได้ อย่างดูทั้งระบบในภาพรวม
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของเนื้อหาสาระที่ควรจะต้องเป็นเรื่องของอํานาจ หน้าที่ ก็จะเน้นเรื่องของการสนับสนุนให้หน่วยงานด้านสหวิชาชีพและชุมชนได้เข้ามา มีบทบาทอย่างจริงจัง ซึ่งในต่างประเทศในประเทศที่ให้ความสําคัญกับบทบาทของประชาชน ที่มีศักยภาพจะเปิดช่องใน ๒ แนวทางดังนี้ แนวทางแรก เน้นความเป็นโพรเฟสชันนัลลิซึม (Professionalism) คือความเป็นวิชาชีพ ทําอย่างไรให้เกิดมืออาชีพเข้ามาร่วมงานกับ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักจิตวิทยา หรือว่านักบําบัดฟื้นฟูซึ่งมีหลากหลาย สาขา กระทั่งศิลปินก็สามารถจะมาบําบัดฟื้นฟูผู้กระทําความผิดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ขาดแคลนในส่วนของกระบวนการยุติธรรมไทย เรื่องโพรเฟสชันนัลลิซึม (Professionalism) หรือว่าการสร้างมืออาชีพที่จะมาร่วมงานกับกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง ถัดไป เป็นเรื่องของการอาสาสมัคร อาจจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า โวลันเทียริซึม (Volunteerism) ก็คือการมีส่วนร่วมของจิตอาสาจากชุมชน ซึ่งในหลายประเทศก็สามารถจะฝึกฝนชาวบ้าน หรือว่าองค์กร ชุมชน ให้สามารถมีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรมได้อย่างจริงจัง ทั้ง ๒ ประการนี้มีตัวอย่างในต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีหลายองค์กรนักศึกษา และทําตัวอย่างไว้มากมาย แต่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งในเชิงการเงิน ระบบข้อมูล หรือว่าระบบองค์ความรู้ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการแห่งชาติชุดใหม่จะมีหน้าที่ให้การ สนับสนุน สร้างระบบองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการสํารวจของรายงานฉบับนี้ประเทศไทย มีความก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายเด็กและเยาวชนที่ได้สร้างระบบทั้งในเชิง ของเอาต์ซอร์ซซิง (Outsourcing) ก็คือการให้เอกชนเข้ามาทํางานแทนรัฐหรือร่วมไปกับรัฐ การให้ค่าใช้จ่ายรายหัวหรือว่าการสนับสนุนให้เกิดองค์กรมืออาชีพ และมีการให้อนุญาต อนุมัติ ตั้งเป็นองค์กรต่าง ๆ แต่แม้จะมีกฎหมายที่เพียบพร้อม แต่ว่าในทางปฏิบัติก็ยังขาดการบังคับใช้ อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นองค์กรชุดใหม่แห่งชาติที่จะตั้งขึ้นจะมีภารกิจหลักคือการขับเคลื่อน ผลักดันให้กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามกฎหมายสามารถบังคับใช้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ อย่างแท้จริง เพื่อให้องค์กรสหวิชาชีพและองค์กรในชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับ หน่วยงานยุติธรรมซึ่งมีบุคลากรและงบประมาณจํากัดให้ไปต่ออย่างมีคุณภาพ สุดท้าย หลังจากที่พวกเราได้สํารวจ ได้พบว่าในขณะที่กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนค่อนข้าง เอื้อให้รัฐสามารถจะร่วมมือกับหน่วยงานภาคนอกที่จะทํางานอย่างเป็นระบบ ปรากฏว่า ในส่วนของกฎหมายผู้ใหญ่หลายฉบับ ก็กลับกลายเป็นว่ากลไกทางกฎหมายยังไม่เอื้อให้มี การทํางานร่วมกันกับองค์กรภายนอก นอกจากเรื่องกฎหมายฟื้นฟูยาเสพติด ก็ยังไม่ชัดเจน ว่าจะมีการจ่ายค่ารายหัวที่จะให้องค์กรภายนอกด้านสหวิชาชีพหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้ก็อาจจะมีการสํารวจตัวบทกฎหมาย และอาจจะ ต้องขั้นเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้กฎหมายต่อไป ซึ่งเรากําหนดระยะเวลาในการ ดําเนินการทั้งหมดไม่เกิน ๑ ปี หลังจากนี้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการกราบเรียน ในที่ประชุมได้รับทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอเชิญ ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมสั้น ๆ ที่ดอกเตอร์สุนทรียา ได้เรียนชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ก็คือคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าจากประสบการณ์ที่มาร่วม ประชุมผ่านมานี้นะครับ จะมีการเสนอตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเยอะมากนะครับ ทีนี้เราก็ พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรใช้กลไกของพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้เป็นกลไกในการดําเนินงาน ก็สรุปไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ เพียงแต่ใช้คณะกรรมการที่มีอยู่แล้ว แล้วก็เกี่ยวข้องรับผิดชอบเรื่องนี้ดําเนินการต่อไป ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้นะครับ มีตั้งมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มี การประชุมเท่าไร แต่มาในยุคนี้พอดีผมเป็นผู้แทนท่านเจ้ากรมพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรรมการ โดยตําแหน่งไปร่วมประชุม แล้วก็ปัจจุบันประธานกรรมการของคณะกรรมการพัฒนา การบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม จากการไปประชุม ท่านก็มีนโยบายว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรจะมีการประชุมให้บ่อยขึ้น แล้วก็พิจารณางาน ที่สําคัญในการพัฒนาหรือเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่กระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ ก็เรียนว่า การที่จะนําเสนอให้คณะกรรมการชุดนี้มารับผิดชอบนั้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มงาน เพราะว่า คณะกรรมการชุดนี้ก็มีความตั้งใจที่จะทํางานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการ ยุติธรรมของประเทศ คณะกรรมการชุดนี้ก็สามารถไปตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อ ดําเนินการพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งในรายงานที่ได้นําเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้นะครับ ก็จะมีการลงในรายละเอียดว่าคณะอนุกรรมการจะต้องไปดําเนินการต่อในเรื่องใดบ้างครับ กระผมก็ขอเรียนชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ กระผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนะครับ ที่ได้นําเสนอเรื่องนี้นะครับ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่าอยู่ใน หัวใจของบุคคล หรือพี่น้องประชาชนในสังคมไทยเรา แล้วก็นานาชาติครับ ในเรื่องของการที่ จะสร้างความสมดุลระหว่าง ๒ หลัก คือหลักของบุคคลที่กระทําความผิด หรือถูกกล่าวหาว่า กระทําความผิด โดยเฉพาะของไทยเรานั้นอยู่ในระบบของการกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทํา ความผิด กับอีกส่วนหนึ่งคือว่ากระทําความผิดจริง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ตกเป็นผู้เสียหาย จะหวั่นไหวกรณีที่ไปกล่าวหาหรือถูกคนร้าย หรือถูกผู้กระทําความผิดทําแล้วจะกระทํา ความผิดซ้ําไหม หรือสังคมเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นเป็นบาดแผลของสังคม คนเหล่านี้จะเป็น แพร่ระบาดไหม หรือจะทํามาผิดซ้ําไหมอะไรเหล่านี้นะครับ ก็เรียกว่าเป็นการสร้างความ หวาดกลัว หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับหัวจิตหัวใจของคนทั่ว ๆ ไปนี้อยู่เป็นพื้นฐานครับ แต่อีกส่วนหนึ่งที่เราพูดถึงหลักความสมบูรณ์แล้วว่า ถ้าเกิดเขาไม่ได้กระทําความผิด แล้วต่อมาพิสูจน์ภายหลังว่ามีหลักฐานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ๒ หลักนี้มันมี เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ แล้วเราจะตอบได้อย่างไรว่าตรงนี้ทั้งหลักข้อกฎหมาย และหลักข้อเท็จจริงนี้เราได้มีการยืนยันแล้วว่าทั้งหลักข้อกฎหมายและหลักข้อเท็จจริงนี้ มันเป็นไปโดยถูกต้อง คนทําไม่ดี คนที่ทําผิดก็ต้องถูกลงโทษ ขณะเดียวกันคนที่เสียหาย ก็ได้รับการชดใช้ เยียวยา หรือได้รับความดูแลปลอดภัยนะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ที่ท่านกรรมาธิการทั้งชุดได้นําเสนอเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจจะมองว่าอดีตผมเป็น ตํารวจเก่าก็จริงนะครับว่าจะอภิปรายสนับสนุนโดยละเลยจุดเล็ก ๆ ซึ่งจริง ๆ เป็นจุดใหญ่ นะครับว่า คนร้ายนี้ในปัจจุบันเห็นว่าบางส่วนถ้าเราคุยกับเจ้าหน้าที่ตํารวจบางส่วน แทบจะชินกันเลยครับ อย่างส่วนย่อย ๆ บางส่วนสมมุติว่าเป็นส่วนของพวกสายสืบอะไร อย่างนี้จะเห็นว่าแทบจะรู้จักกันเลย เรามีทะเบียนคนร้ายอยู่ ท้องถิ่นบางทีซ้ําแล้วซ้ําเล่า แล้วบางส่วนเราคงได้ยินว่าให้โอกาสกับเด็กและเยาวชนกลับตนเป็นคนดีนี้ เราได้ยินมาบ่อย ขณะเดียวกันเราก็ได้ยินว่าคนร้ายบางคนออกมาไม่พ้น ๒๔ ชั่วโมง มาซื้ออุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์มีดหรืออะไรก็ทําคดีอุกฉกรรจ์อะไรต่าง ๆ ได้แล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อปลีกย่อย ผมเองเห็นด้วยครับที่จะนําเสนอเรื่องนี้ โดยมีข้อเสนอสั้น ๆ ๖ ประการครับท่านประธาน ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะขยายเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป เพราะว่าที่คณะกรรมาธิการ ทํามานี้ นอกจากเป็นขั้นเรียกว่าจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างดี แล้วก็เป็นระดับนานาชาติด้วย ที่ได้บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของสหประชาชาติหรือเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนของโลก ลงไปถึง ประเทศเรา ลงมาถึงทุกชุมชนเลย แล้วลงมาถึงชาวบ้านทุกคนด้วย พี่น้องชาวไทยเราทุกคน ด้วยนะครับเรื่องนี้ ผมก็อยากจะเสนอในส่วนที่จะเสริมไว้ว่าขอให้ทําต่อนะครับ แล้วก็เสนอ ต่อไปเพื่อเป็นในเรื่องกระบวนการยุติธรรมจะได้เกิดมรรคผล จริง ๆ แล้วการจะไม่ควบคุมตัว การจะปล่อยนี้ บางทีบางครั้งบางท่านอาจจะเข้าใจว่าปล่อยตรงจุดไหน หรือว่าจะไม่ควบคุม ตัวตรงจุดไหน จริง ๆ ผมดูในรายงานนี้ที่ทําได้ดีมากครับ มันก็ทั้งกระบวนการยุติธรรม เริ่มตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล หรือเกี่ยวกับในชั้นต่อ ๆ ไปด้วย สถานพินิจอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ มันทําได้ทุกจังหวะ จะจังหวะหรือที่ผมอภิปราย เมื่อสักครู่ว่าเส้นแบ่งแห่งความถูกต้อง แห่งความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กับสังคมนี้มันอยู่ ตรงไหน ผมอยากจะเสนอว่าเอาตรงนี้มาขยุ้ม แล้วก็ทบทวนอีกทีหนึ่งว่ามันมีอยู่ประมาณ ๖ ประการ ผมก็สรุปจากที่ท่านคณะกรรมาธิการนําเสนอแล้วนะครับ แล้วก็ผสมกับที่ผม นั่งคิดตอนนี้นะครับ การที่เราจะทําตรงนี้ให้เป็นจริงระหว่างว่ามันโดยสมดุล สมดุลก็คือรู้สึกว่า ได้ทุกฝ่ายนะครับ อันดับแรกเลยต้องว่าเหยื่อ หรือผู้ถูกกระทํา หรือผู้เสียหายนี้ รู้สึก ปลอดภัยหรือไม่ รู้สึกจะได้รับอันตรายหรือไม่ อันนี้เป็นภาษาแบบง่าย ๆ เลยนะครับ ยังไม่ได้เป็นภาษากฎหมาย รู้สึกปลอดภัยหรือไม่ต้องถามก่อน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปถาม เจ้าตัวทุกคน ทุกคดีคงไม่ได้ แต่ผมตั้งเป็นมอตโต (Motto) ไว้ว่าเหยื่อรู้สึกปลอดภัยหรือไม่ มีมาตรการแห่งความปลอดภัยที่จะนํามาใช้นี้ ซึ่งในนี้มีอยู่แล้วหลักความคุ้มครองเหยื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของสังคม ที่เราบอกว่าพับบลิกซิตี (Public City) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ตรงนี้ต้องคํานึงถึงตรงนี้มาก ๆ เลย เป็นข้อที่ ๑ นะครับ จากนั้นแล้ว ข้อที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นี้ อันนี้แชร์ร่วมกัน อันที่ ๒ ดูว่ามันเป็นเรื่องราวหรือเป็นคดีที่ร้ายแรง หรือไม่นะครับ อันนี้ก็ปูพื้นฐานแล้วว่ามันสมควรหรือไม่ เพราะอย่างน้อยถ้าเราไม่ได้ทางด้าน หลักกฎหมายหรือหลักทางด้านจิตวิทยาบางครั้งเราปล่อยให้คนที่มีลักษณะในหมู่บ้าน หวาดกลัวออกมาแล้วนี่ ผมว่าความรู้สึกชาวบ้านและความรู้สึกอย่างเรา ๆ ทุกคนยังรู้สึกผวา นะครับ ก็ต้องมีจังหวะหรือมีระยะเวลาว่าคดีเหล่านี้มันเป็นคดีอะไร หรือเป็นคดีที่รุนแรง ก็ต้องดูก่อนนะครับ อันที่ ๒ ก็ต้องพยายามคํานึงว่ามีโอกาส กรณีถ้าเกิดเขาออกมานี่เราต้องคํานึงว่าเขามีโอกาส พิสูจน์ความผิดได้มาก เพราะว่าบางทีอย่างที่เรารู้ที่ไปอยู่ในนั้น ประเทศเราเป็นระบบกล่าวหา สมมุติบางคนผิดถูกไม่รู้ สมมุติว่ามีการจับกุมคลาดเคลื่อนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ หรือกล่าวหาคลาดเคลื่อน ถ้าเขาออกมาคนเหล่านี้เขาอาจจะพิสูจน์ความผิดได้มากขึ้น อันนี้เราคิดในแง่ดีนะครับ ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าผมปล่อยให้คนร้ายออกมาพิสูจน์ ความผิด มันไม่ใช่ครับ เราต้องมองว่าคนนี้ เหมือนพวกเราใฝ่ดีทุกคนนะครับ แต่ว่ากรณีที่ เขาทําอย่างนั้นไปเขาต้องพิสูจน์ความผิด อันที่ ๔ คือว่ากรณีที่เขาไม่ถูกจองจําหรือไม่ถูก คุมขังอะไรนี่ครับ เขามีโอกาสอยู่โลกภายนอก มันคล้าย ๆ ข้อ ๓ แต่มันคนละอย่างกัน อันนี้ มันจะฟื้นฟู เสริมสร้าง แล้วก็มีโอกาสทํางานหรือมีโอกาสสร้างประโยชน์ อาจจะมาชดใช้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้แรงกาย แรงสมอง หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้มาทํางานได้ มากขึ้น ชดใช้ความเสียหาย เหยื่อจะต้องได้รับการบําบัด อันที่ ๕ อีกอันหนึ่งก็คือว่า เราต้อง ยอมรับความจริง อันนี้เป็นเชิงปริมาณนะครับ บุคคลที่อินพุต (Input) หรือเข้าไปเหล่านี้ กลับออกมา แล้วระหว่างที่อยู่ล้นคุกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ตรงนี้เราคํานึงว่าถ้าเป็นวิธีหนึ่ง มันน่าจะมีวิธีที่สามารถที่จะไปให้คนไปอยู่รวม ๆ กันได้ อย่างถ้าเราพูดบอกบางคนกลับไป เรียนวิชาในนั้นอีกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ที่เราพูดภาษาลูกทุ่งว่าไปเรียนวิชาอะไรไม่ทราบ ในนั้น ไปอยู่กันแล้วติดเชื้อหมดเลยอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้เราก็ป้องกันคนล้นคุกได้ มาตรการหนึ่ง แต่ต้องเอาไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมหรือกลั่นกรองมาแล้ว แล้วก็ไม่ใช่ปล่อยหมด นะครับ อันที่ ๖ สําคัญครับ ข้อสุดท้ายมันจะเกิดได้ทั้ง ๔ - ๕ ข้อ และทั้งหลายทั้งมวล ที่ท่านกรรมาธิการทํามานี้ผมว่าดีมากนะครับ แต่มันจะอยู่ตรงนี้ครับ มันอยู่ที่ความเชื่อมั่น ก่อนความเชื่อมั่นข้อ ๖ ในนี้มีอยู่ข้อหนึ่ง ต้องปรับทัศนคติแล้วก็ปรับกระบวนทัศน์ ของทุกฝ่ายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจหรือใคร ทุกฝ่ายเลยครับ ว่าส่วนนี้มันมีส่วนดีอยู่ เชื่อมั่นว่าถ้าเราทําดี ๆ อย่างที่ท่านกรรมาธิการพูดเป็นขั้นตอนมาแล้ว แล้วโมดูล (Module) หลักใหญ่ ๆ ที่ผมพูดมา ๔ - ๕ ข้อนี้ผสมกันนะครับ มันน่าจะเป็นมาตรการหนึ่งที่นําไปสู่ ให้สังคม เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด ก้าวไปสู่การป้องกันด้วยนะครับ การป้องกันการกระทํา ความผิดซ้ําซาก แล้วหากผู้กระทํามาผิดนักโทษที่ดีก็มีโอกาสกลับตนและแก้ไขฟื้นฟูมาสู่เป็น พลเมืองที่ดีของชาติต่อไปนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องนี้ ซึ่งก็ถือว่ามีความสําคัญยิ่ง เรียกว่า เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศก็แทบจะว่าได้ เพราะอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่รู้ว่า จะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน และเมื่อไร เพราะฉะนั้นการดูแลกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนนี้ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญทั้งต่อผู้ที่ได้รับการดูแลเอง และต่อพี่น้องประชาชนบริสุทธิ์ ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรวันหนึ่งวันใดไม่รู้ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัวโดยการ มีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชนก็จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าหากได้มีการเร่งรัด ดําเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็น่าจะทําให้สังคมเรามีความปลอดภัย มากยิ่งขึ้น เราจะเห็นถึงคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องคนไทยเอง และคดีที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติหลาย ๆ คดีเป็นข่าวดังไปทั่วโลกทั้งคดีที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่เกาะแห่งหนึ่ง คดีที่เพิ่งเกิดขึ้นที่เกาะอีกแห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ มีผลเสียต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลัก ในการนํารายได้เข้าสู่ประเทศ เพราะฉะนั้นข้อเสนอการปฏิรูปที่กรรมาธิการได้เสนอคือ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการปฏิรูปการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการ ควบคุมตัวโดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน ก็จะเป็นทางหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ในการที่จะจัดระเบียบ จัดระบบ แล้วก็เริ่มดําเนินการให้การควบคุมตัวผู้กระทําผิด โดยการ ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในที่คุมขังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กระผมเองจะขอกล่าวถึงพฤติกรรมของ เยาวชนและเด็กที่ตกเป็นผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจของกรมพินิจคุ้มครองเด็ก และเยาวชน จากประสบการณ์ที่ได้พบด้วยตัวเองช่วงที่รับราชการอยู่ ก็น่าจะเป็นประมาณ สัก ๑๕ - ๑๖ ปีที่แล้วที่ได้ไปรับผิดชอบนํากําลังทหารเข้าไปควบคุมสถานพินิจที่บ้าน แห่งหนึ่งเขาเรียกเป็นบ้าน ๆ นะครับเพื่อให้ดูดี แต่ก็เป็นสถานพินิจที่ควบคุมเด็กไว้ที่อยู่ที่ บางนา ซึ่งเด็กประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ คน ได้หนีออกจากค่าย ได้ปีนออกจากค่าย ได้กระทํา การหลายสิ่งหลายอย่าง จนกระทั่งต้องใช้กําลังทหารเข้าไปล้อมไปควบคุม แล้วก็ไปนําตัวเด็ก เข้ามาอยู่ในการควบคุม ก็อยากจะเท้าความนิดหนึ่งว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับคุณหญิง แพทย์หญิง พรทิพย์ของเราที่นั่น ซึ่งท่านก็ไปในฐานะที่อยู่ในกระทรวงยุติธรรม ผมได้รับ มอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบกในวันนั้นให้เข้าไปควบคุมสถานการณ์ หลังจากควบคุม ได้แล้วเราก็ต้องใช้มาตรการหลายอย่างที่จะทําให้เด็กเหล่านั้นกลับเข้ามาสู่ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย กลับเข้ามามีจิตใจที่พร้อมที่จะเดินหน้าต่อในสถานที่แห่งนั้นแล้วก็กลับตัวเป็นคนดี สิ่งที่เราค้นพบนะครับในสระน้ําของในบ้านแห่งนั้นในที่ของสถานพินิจ เราให้ทหารดําลงไป เราพบเหล็กทั้งหลายที่ถูกตีเป็นอาวุธหลายร้อยชิ้นอยู่ในสระน้ํา ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเจตนาดีของ สถานพินิจที่ให้มีการฝึกเด็กแบบอาชีวศึกษามีเครื่องไม้เครื่องมือในการดัดแปลงในการทํา ตัดเหล็ก ต่อเหล็ก เชื่อมเหล็กช่างไม้ต่าง ๆ เขากลับใช้เวลาเหล่านั้นในการทําสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นอาวุธเพื่อเตรียมที่จะแหกค่ายก็ใช้คําอย่างนั้นก็ได้นะครับ มีขาใหญ่คนอยู่ในคุกก็จะรู้ คนอยู่ในสถานพินิจจะมีขาใหญ่ที่คอยควบคุมดําเนินการ มีเรื่องของยาเสพติดที่โยนข้าม กําแพงเข้ามาซื้อขายให้เด็กเหล่านี้ได้ใช้ เพราะฉะนั้นการรวมเด็กไว้ ๒๐๐ - ๓๐๐ คน ด้วยกัน แล้วผู้ควบคุม ผู้กํากับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ เราไปดูเห็นกําแพงในที่เขา โยนยาเสพติดเข้ามา แล้วก็นํามาขายให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการรวมเด็กเหล่านี้ เข้าด้วยกัน อายุ ๑๔ ปี ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี กลับกลายเป็นสร้างพฤติกรรมที่รุนแรง สร้าง พฤติกรรมของการเป็นเหยื่อของยาเสพติดของการรวมหัวกันเป็นหัวโจก นั่นก็คือสิ่งที่เราได้ ประสบด้วยตัวเอง เราก็ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผมก็เอานักปฏิบัติการจิตวิทยา เอาดนตรีจาก ศูนย์สงครามพิเศษมาแสดง และสุดท้ายก็เอาเสก โลโซ มาร้องเพลง ร้องเพลงแม่นะครับ ทุกคนก็ร้องไห้นะครับ ใช้เวลาอยู่ประมาณ ๖ - ๗ วันในการที่จะควบคุมแล้วก็ปรับจิตใจของ เด็กให้กลับมาสู่ความเป็นเด็กที่อยู่ในการควบคุมได้
อีก ๑ ประสบการณ์ที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการไป ในช่วงนั้น เราได้ประสานกับศาลเยาวชนและเด็กให้พิพากษาเด็กจํานวนหนึ่งประมาณ ๕๐ คน ให้กองทัพบกนํามาฝึก ผมได้นําเด็กชุดแรกไปฝึกที่บ้านของท่านประธานอลงกรณ์ คือที่ ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจาน ใช้เวลาฝึกประมาณสัก ๗ วัน ฝึกตั้งแต่ให้เขาทํางานเป็นทีม ให้เขาได้เข้าถึงศาสนาบ้าง หลักธรรมบ้าง ให้เขาได้เข้าใจถึงการช่วยเหลือผู้อื่น การทําตัว เป็นคนดี จากนั้นแทนที่เขาจะต้องไปถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านสถานพินิจ ๒ เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน เขามาฝึกกับผม ๗ – ๑๕ วันในค่ายฝึกการรบพิเศษที่แก่งกระจานนะครับ ก็ปรากฏว่าเราก็สามารถที่จะให้เด็กเหล่านี้ปล่อยกลับบ้านได้โดยไม่ต้องไปอยู่ในสถานพินิจ จากนั้นมาก็มีหลายครั้งที่ศาลเด็กและเยาวชนได้ตัดสินในทํานองนี้ ผมก็ได้ใช้ค่ายฝึกการรบ พิเศษที่ปากช่อง แล้วที่หลาย ๆ แห่งในการฝึกเด็ก เพราะฉะนั้นเอาเด็กมารวมกัน แล้วก็ให้ เขาทํางานเป็นทีมอยู่ภายในกฎวินัยของทหาร จนผมได้รับเชิญพาเด็ก ๆ พวกนี้ไปออก รายการของคุณปัญญาเวิร์กพอยต์ (Work Point) สร้างความประทับใจให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศว่านี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนนิสัย ที่จะทําให้เด็กให้เยาวชนกลับมาเป็นคนดี พวกเยาวชนเหล่านั้นเป็นนักศึกษาเป็นนักเรียนจากโรงเรียนแถวสมุทรปราการคงจะรู้จักดี มี ๒ – ๓ โรงเรียนที่ตีกันเป็นประจํา เพราะนั่นเป็นวิธีหนึ่งซึ่งเราแก้ปัญหาเด็กตีกันในยุคนั้น ในช่วงที่ผมเป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เพราะฉะนั้นที่ผมพูดทั้งหมดนี้ก็อยากให้ ท่านได้คํานึงถึงได้ตระหนักถึงว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งคือกองทัพ คือทหารซึ่งเป็นครูจิตวิทยา ซึ่งเป็นผู้ที่เล่นดนตรี เป็นผู้ที่สามารถที่จะพูดจากับเด็กได้ จะเข้าไปช่วยเหลือในสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ทําอยู่หลายปีในช่วงที่ผมเป็นเจ้ากรม ไม่ทราบว่าทุกวันนี้มีแนวคิดอย่างนี้อยู่หรือเปล่า ในการที่จะนําเด็กมาฝึกครับ ๗ วัน ๑๐ วัน แทนที่จะไปคุมขังไว้หรือไปเก็บตัวไว้ในบ้าน เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ศาลฎีกาเยาวชนและเด็กให้สามารถพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งอยู่ใน เอกสารของท่าน พัฒนาสร้างแนวทางในการสร้างเด็กแต่ละคน แก้ปัญหาของแต่ละคนมี เคาน์เซลิง (Counseling) ต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ ใช้คนจํานวนมาก ในการเข้าไปดูแลเขา เพราะฉะนั้นทางออกอีกทางหนึ่งที่ผมเสนอนี้ก็จะทําให้เราสามารถดูแล เด็กได้หลาย ๆ จํานวนหนึ่งในแต่ละครั้ง ๕๐ คน ๑๐๐ คน แล้วก็ใช้เวลาไม่มากนัก และผม มั่นใจเลยเด็กที่มาผ่านการฝึก การควบคุมภายใต้หน่วยของเราที่ได้รับการฝึกปรืออย่างดี เขาจะกลับไปเป็นคนดีและโอกาสที่จะกลับไปกระทําผิดอีกเมื่อเติบโตขึ้นจะมีน้อยลงมาก ก็จึงเรียนเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. หมายเลข ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับผมคิดว่าเอกสาร ที่เกี่ยวข้องที่ถูกนํามาเสนอเรื่องการบูรณาการและการเสนอแนวทางขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรื่องการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําความผิดอาญาแทนการควบคุม ท่านประธานครับผมคิดว่าปัญหาสังคมในทุกวันนี้ ในแง่ของสังคมที่เดือดร้อนอย่างที่ ท่านผู้รายงานได้กล่าวไว้เมื่อกี้นี้ว่ามีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่ของเนื้อหาเชิงปริมาณ และคุณภาพมากขึ้น ๆ ซึ่งยากแก่การเยียวยา และเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไปตั้งแต่เด็ก เยาวชน จนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมก็เกิดปัญหากันเรียกได้ว่าทั่วไปทุกภาคของประเทศ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นปัญหาหลักเป็นปัญหาหนักที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องหยิบยก ขึ้นมาว่าจะหาวิธีการมาตรการอย่างไรนําไปสู่การแก้ไข เพื่อให้ลดระดับความรุนแรงทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพให้มันลดลงจะได้ไม่เป็นที่เดือดร้อนของสังคม ท่านประธานครับถ้าหากว่าผมจะแยกแยะเนื้อหาที่กําลังพูดอยู่ในขณะนี้มีอยู่ ๓ - ๔ ประเด็น ๑. ก็คือตัวผู้ถูกกระทําความผิด ๒. ผู้กระทํา ๓. เจ้าหน้าที่ ทั้ง ๓ ประการนี้ต่างก็มีปัญหา ในตัวของมัน อย่างเช่นเมื่อกี้นี้ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่เราไม่พอ ส่วนผู้กระทําความผิดทําแล้ว ออกมาก็ทําอีก ซ้ําซาก เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ส่วนผู้ที่ถูกกระทําความผิดบางทีคิดว่า ตัวเองบริสุทธิ์ไปไหนมาไหนไม่เป็นไรก็คงจะปลอดภัย คิดว่าทําดีแล้วจะได้ดีแต่ความจริง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ทําความดีก็เดือดร้อนอีกเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรลูกหลงจะมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังพูดอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าหาตัวช่วย อย่างที่ใช้คําว่า โดยการมีส่วนร่วม ขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชนเพื่อบรรเทาความหนัก ความไม่พอของเจ้าหน้าที่ อันนี้ ผมเห็นด้วยครับท่านประธาน ในภาวะที่เจ้าหน้าที่เราไม่พอ งบประมาณเราไม่พอเราก็หา ตัวช่วยมาช่วย มาเสริม เพื่อให้งานเราเบาขึ้น ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าหากว่าทําถูกทิศ ถูกทางมันจะช่วยบรรเทาปัญหาตอนแรกเริ่มได้ดี และยิ่งไปกว่านั้นดีไม่ดีปัญหาตัวนี้ วิธีการ อย่างนี้มันจะช่วยแก้ปัญหาก่อนที่จะนําไปสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยซ้ําไป ตัวอย่างเยอะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อนําสิ่งเหล่านี้มาพูดผมก็อยากยกตัวอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วม ขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชนนั้นมันสําคัญอย่างไรถ้าเรารู้จักเลือกรู้จักใช้ ท่านประธานครับ ผมจําได้สมัยตอนที่ผมเป็นนายอําเภอ พอเข้าไปในพื้นที่ ในพื้นที่นั้นปรากฏว่า ชาวบ้าน บ้านผมในสมัยนั้นชอบล้างแค้นกัน ยิงกันไปยิงกันมามันคล้าย ๆ เป็นเรื่องปกติวิสัยไป หมู่บ้านหนึ่งชาวบ้านเกิดความรู้สึกเอือมระอาต่อการที่ล้างแค้นยิงกันไปยิงกันมา ฝ่ายผู้ถูกกระทําความผิดก็มาหาผมโดยคิดว่าผมนั้นจะสามารถแก้ปัญหาให้ได้ เขาก็เกรงว่า ถ้าหากว่าไม่รีบจัดการเสีย อีกไม่กี่วันคนต่อไปก็จะเกิดขึ้นอีกในหมู่บ้านหรือในตําบลรวมไป ตลอดจนถึงญาติพี่น้องของเขา สังคมก็จะไม่มีความสุข ก็มาคุยกัน เผอิญว่าผมเป็นคน ในพื้นที่พอจะมีความรู้บ้างว่าปัญหาบางอย่างเราไม่จําเป็นต้องยุให้ชาวบ้านฟ้องร้องไป พิจารณาในชั้นศาล ไปบอกตํารวจ แจ้งความตํารวจมันจะได้ยุติเราจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน แต่โดยสัญชาตญาณ จิตสํานึกของการเป็นนายอําเภอ คิดว่าอะไรบ้างที่จะบรรเทาเหตุไม่ให้ บานปลายไม่ให้ชาวบ้านทะเลาะขยายวงกว้างออกไป อันนั้นเป็นหน้าที่ ก็คือเรื่องความดี เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องแก้ไข ที่จะต้องช่วยทํา ก็เรียกส่งข่าวไปยังคู่กรณี แต่สิ่งที่ชาวบ้านกลัวก็คือตํารวจ เพราะเกิดคดีแล้วกลัวตํารวจจับ เกิดคดีแน่นอนครับ เกิดคดี แล้วกลัวถูกจับ ถูกขัง ถูกดําเนินคดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทําต่อไปก็คือว่าต้องดูต่อว่า ในพื้นที่ที่เราดูแลบังคับบัญชานั้น เจ้าหน้าที่ที่ชาวบ้านกลัว ชาวบ้านเชื่อถือไว้วางใจหรือไม่ เผอิญผมโชคดีครับ ไปที่ไหนตํารวจซึ่งเป็นคู่มือ มือขวามักจะเป็นตํารวจที่ชาวบ้านไว้วางใจ อาจจะเป็นความโชคดีของผมก็ได้ เป็นนายอําเภอที่ไหนก็จะได้นายตํารวจที่เป็นสารวัตร เป็นผู้กอง เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้าน อาจจะเป็นเพราะกรมตํารวจสมัยนั้นเวลาเลือกคน เขาจะเลือกคู่กับนายอําเภอ ที่ไหนมีนายอําเภออย่างไรควรจะส่งผู้กํากับ ผู้กองตํารวจที่ดี ไปทางนั้นเพื่อจะได้คู่กันในการทํางาน เป็นปาท่องโก๋เลยครับ ฝ่ายปกครองกับตํารวจ เผอิญว่านายตํารวจที่ไปเป็นผู้กอง เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านไปด้วย อันนั้นก็เป็นประโยชน์ ประการสําคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีต่าง ๆ ในพื้นที่ เพราะการที่เราได้ตํารวจที่ดีในพื้นที่นั้น มันเท่ากับว่าเป็นการป้องกันปัญหาเบื้องต้นไปแล้วในตัวในเรื่องความเป็นธรรม ในขณะเดียวกันถ้าเราได้นายอําเภอที่ดีอีกซ้ําเข้าไปอีกทีหนึ่ง ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ในแง่ของการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่ที่อํานวยความเป็นธรรม รวมไปตลอดจนถึง การพัฒนาด้านต่าง ๆ ชาวบ้านจะเกิดความเชื่อถือขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราได้ตัวจักร ๒ คนนี้ ที่เป็นคุณในแง่ของการบริหารราชการ มันจะก่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้าน ในเมื่อชาวบ้าน เชื่อถือยอมรับ ๒ ตัวนี้แล้ว สิ่งที่เราจะต้องหาต่อไปคือว่าทําอย่างไรให้กระบวนการ การอํานวยความเป็นธรรมให้เกิดความมั่นใจกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่บ้านผมเขามีความ เคร่งครัดในศาสนา ยึดมั่นในหลักธรรมแห่งศาสนา เคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจ อันนี้ก็จะ เป็นประโยชน์ เพราะมันมีตัวบุคคลที่ชาวบ้านเชื่อถือยอมรับโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง เช่น โต๊ะอิหม่าม เป็นต้น หรือโต๊ะครู เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นคุณประการที่ ๓ ช่วยเป็นตัว เสริมในเรื่องของต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความดีทั้งหลาย เพราะชาวบ้านยอมรับในตัวผู้นํา ชุมชนอย่างที่เรากําลังพูดว่าสหวิชาชีพและชุมชน แล้วก็ได้ตัวผู้นําชุมชนที่ชาวบ้านยอมรับ เชื่อถือ ก็ในเมื่อสํารวจข้อมูลที่เป็นคุณในเรื่องของการแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมพื้นฐาน เบื้องต้นอย่างนี้แล้ว ก็เชิญคู่กรณีมาคุยกันว่าในเมื่อตกลงใจว่าอยากจะยุติปัญหาเรื่องฆ่าแกงกัน ในหมู่บ้านเราก็ต้องมาคุยกัน ก็นัดวันมาคุย เชิญโต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เชิญสารวัตร แล้วก็ผมก็มานั่งคุยกัน แต่ครั้งแรกทําท่าจะไปดีแต่มันก็ไม่ยุติ เพราะฝ่าย ผู้กระทําความผิดมาเพียงแต่บอกว่าจะมาขอโทษ ว่าลูกของแกฆ่าลูกของอีกคนหนึ่ง พ่อของ ผู้ถูกกระทําความผิดก็เฉย เพราะพ่อของผู้กระทําความผิดกับผู้กระทําความผิดไม่ได้บอกว่า ลูกชายของแกทําอะไรผิด เพียงแต่จะมาบอกว่าจะมาขอโทษให้อีกฝ่ายหนึ่งให้อภัย เหตุที่ ผู้กระทําความผิดไม่กล้าบอกเหตุแห่งการกระทําความผิด เพราะยังไม่สบายใจ กลัวว่าตํารวจ จะเอาคําสารภาพของผู้กระทําความผิดพาไปดําเนินคดีครับท่านประธาน ยังไม่มั่นใจมากพอ วันนั้นก็ยุติแค่นั้น ก็เรียกมาคุยใหม่ครับ เรียกทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งผู้กระทําความผิด มาพบกับ ผู้กองโดยตรง และผมนั่งอยู่ด้วย โต๊ะอิหม่ามอยู่ด้วย ว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าเราทั้ง ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย ไม่เอาผิดจริง ๆ แล้ว สารภาพเถอะ เรื่องคดีเราจะช่วยดูแลให้ นัดครั้งที่ ๒ ก็มาอีกครับ มาเจออีก นี่ก็คืออาศัยผู้นําชุมชนที่ชาวบ้านศรัทธามาเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหากระบวนการ ยุติธรรมเบื้องต้นในระดับหมู่บ้าน พอมาครั้งที่ ๒ ทุกคนก็มาพร้อม ฝ่ายพ่อกับลูก โดยเฉพาะลูกที่เป็นผู้ลงมือกระทําความผิด ก็เล่ารายละเอียดแห่งการกระทําความผิดโดยละเอียด ทําให้พ่อของผู้กระทําความผิด เกิดรู้สึกภูมิใจ ดีใจว่า ผู้กระทําความผิดได้รับ ได้สารภาพตรงไปตรงมา ได้สารภาพ ตรงไปตรงมาจากการกระทําความผิดและเหตุแห่งการกระทํา พ่อของผู้กระทําความผิด บอกว่าในเมื่อผู้กระทําความผิดได้สารภาพความผิดแล้ว แกก็รู้ว่าผู้กระทําความผิด ทําความผิดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นแกก็สามารถที่จะให้อภัยได้ถูก ปัญหามันอยู่ตรงนั้น จะได้ให้อภัยถูก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือความจริงใจของ ๒ ฝ่าย อีกฝ่ายก็อยากจะฟังจาก คําสารภาพที่เป็นความจริงว่าจะมาขออภัยเรื่องอะไร แล้วอีกฝ่ายก็สารภาพจริง ๆ ว่า เหตุที่กระทําความผิดคืออะไร เพราะฉะนั้นบทเรียนอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ชัดว่า ถ้าหากว่า เรามีสหวิชาชีพหรือชุมชน และชุมชนที่ชาวบ้านยอมรับศรัทธาเชื่อถือแต่ไม่ใช่มาจาก การเลือกตั้งนะครับ ถ้าการเลือกตั้งเสร็จมันมีการแข่งขันแบ่งพรรคแบ่งพวก อันนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเป็นตัวแทนของชุมชนที่ชาวบ้านเชื่อถือศรัทธา โดยเฉพาะถ้าหากว่าเป็นผู้นําศาสนา ด้วยซ้ําไปแล้ว อันนี้มันจะเป็นคุณในการแก้ปัญหาระดับเบื้องต้น อันนี้ก็เป็นเพียงแต่จะ หยิบยกเป็นตัวอย่างถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรมระดับพื้นฐานเบื้องต้นในชุมชน ถ้าหากว่า เราเหตุ หาบุคคลที่มีลักษณะอย่างนี้มันก็จะช่วยแก้ปัญหา แต่ก็ไม่พ้นจากเรื่องเจ้าหน้าที่ ที่ชาวบ้านต้องไว้วางใจด้วย เช่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ตํารวจอย่างนี้ เป็นต้น ก็มีเรื่องที่พอจะเล่าสู่กันฟังไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านผู้ว่าฯกิตตินะครับ มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมไหม ครับ เชิญ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียนว่ารายงาน ดังกล่าวนี้เป็นรายงานที่ดีนะครับ เป็นรายงานที่ดีที่จะทําให้เกิดการแก้ปัญหาส่วนสําคัญ ในกระบวนการยุติธรรมอีกส่วนหนึ่ง ตามรายงานที่มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูป หน้า ๑๒ ก็จะมี กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม สํานักงาน ศาลยุติธรรม สํานักงานอัยการสูงสุด จริง ๆ ผมอยากให้มีส่วนของทนายความอีกส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้นะครับ หรือแม้กระทั่งของตํารวจ เพราะว่าตามรายงานนี้จะเน้นไปในเรื่อง งานของกระทรวงยุติธรรมเป็นสําคัญนะครับ แต่ถ้ามีมุมมองอีกส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วม ในเชิงของวิชาชีพอื่นด้วย น่าจะได้ความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแนว ทางการแก้ปัญหานั้นก็ได้ฟังจากท่านกรรมาธิการแล้วก็สบายใจขึ้นครับว่า สิ่งที่กรรมาธิการ เสนอท่านก็ไม่ได้มุ่งเน้นในการที่จะให้ประโยชน์กับผู้ต้องขังฝ่ายเดียว แต่เป็นการกลั่นกรอง อย่างเข้มข้น แล้วก็มีความระมัดระวังต่อการที่จะเอามาตรการดังกล่าวนี้ไปใช้ มิฉะนั้นแล้ว ในปัญหาความขัดแย้งทางคดีความต่าง ๆ มันมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือฝ่ายผู้กระทําผิด อีกด้านหนึ่งคือ ฝ่ายผู้เสียหาย การที่เราจะแก้ปัญหาในส่วนที่ข้อเสนอดังกล่าวนี้มันเหมือนจะ เน้นไปในส่วนของผู้ต้องหาหรือผู้กระทําความผิด แต่อันนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่าเราก็ให้โอกาส เพื่อให้คนกลับคืนสู่สังคมได้ มาใช้ชีวิตปกติได้ เพราะคนที่กระทําความผิดจริง ๆ แล้วนะครับ ท่านประธาน มันเกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบ เกิดจากอารมณ์เพียงครั้งเดียว เกิดจาก การตัดสินใจที่ผิดพลาด แล้วเกิดเป็นปัญหาคดีความใหญ่โตขึ้น ตรงนี้มันก็เลยจําเป็นที่จะต้อง มีมาตรการการมาดําเนินการหาความเป็นธรรมให้กับคนที่เป็นฝ่ายผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นคนที่กระทําผิดก็จะถูกมาตรการทางกฎหมายลงโทษ ซึ่งอย่างที่กราบเรียนแล้วว่า บางครั้งมันเกิดจากแค่ความคิดหรืออารมณ์เพียงชั่ววูบเท่านั้น แต่การให้ความเป็นธรรม ของการบังคับใช้กฎหมายหรือการใช้กฎหมายดังกล่าวก็จะต้องให้ความเป็นธรรมไป ฝ่ายผู้เสียหายที่เขาเกิดความรู้สึก ว่าฝ่ายผู้เสียหายเองถ้าหากว่าเราดูแลหนักไปในทาง ผู้กระทําผิดมากเกินไป ผู้เสียหายอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม แล้วในที่สุดแล้วก็ไม่พึ่งพา กฎหมาย ไม่พึ่งพากระบวนการยุติธรรม แล้วก็จะไปใช้กฎของตัวเองในการตัดสินปัญหา มันก็จะทําให้สังคมเกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ แต่อย่างไรก็ตามกรรมาธิการก็ระมัดระวัง ในเรื่องข้อเสนออันนี้ ผมเข้าใจตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมอยากเห็นสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนี้ ให้เห็นผลสําเร็จของข้อเสนอในการปฏิรูป ตามรายงานดังกล่าวก็ได้กําหนดแนวทางเป็นแผน ระยะเวลา วางระยะเวลาไว้ ๓ ระยะ แล้วก็ภายใน ๑๒ เดือน ผมไม่แน่ใจว่า ๑๒ เดือนมันจะ ทําให้เห็นมรรคเห็นผลมากน้อยแค่ไหน แต่อาจจะเป็นเพียงข้อเสนอที่ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อจะดําเนินการต่อ แล้วก็จะไปสรุปผลตอนท้าย การติดตามให้เห็นผลอะไรต่าง ๆ นี้ ความชัดเจนหรือผลสําเร็จนี้ผมอยากฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาว่าตามรายงานข้อเสนอ ที่เป็นแนวคิดดี ๆ เช่นนี้จะทําอย่างไรให้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น นอกจากที่ตั้งอนุกรรมการ ต่าง ๆ ขึ้นมาดําเนินการแล้ว ทําอย่างไรให้มันเกิดการเห็นผล ให้แต่ละฝ่ายแต่ละส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้วก็มีผลชัดเจนในเชิงปฏิบัติ อันนี้เป็นระยะที่ ๓ นะครับ ๓ เดือน เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานและเสนอแนะให้การปรับปรุง แนวทางการดําเนินการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มันเป็นข้อเสนอ เพียงแต่ติดตามแล้วก็ ให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความสําเร็จอยากให้มีความชัดเจนกว่านี้ ถ้าจะ กรุณาช่วยสร้างความชัดเจนนะครับ ๑๒ เดือน อาจจะแค่ระยะเริ่มต้นแต่หลังจากนั้นแล้ว อย่างไร หลังจากนั้นแล้วความชัดเจนนี้ก็ขออภัยนะครับผมก็พยายามดูแต่ก็ยังไม่เห็นนะครับ ถ้ากรรมาธิการจะกรุณาดูผลสําเร็จของข้อเสนอมันก็จะทําให้รายงานนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก็กราบเรียนว่าเป็นรายงานที่ดีครับ ก็สมควรช่วยกันสนับสนุน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เมื่อสมาชิกได้ใช้สิทธิอภิปรายกันพอสมควรนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและผู้ชี้แจงครับ เชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ชี้แจงคําถามของสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผมก็ขอขอบพระคุณสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ทั้งหมด ๔ ท่าน ที่ได้กรุณาอภิปรายให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต ที่เป็นประโยชน์นะครับ
เริ่มจากท่านแรก ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ ท่านก็ได้นําเสนอข้อเสนอ ๖ ประการ ที่ว่าเป็นเส้นแบ่ง ถ้าเรียกสมัยใหม่ก็คือท่านได้เสนอหลัก ๖ ประการเป็นตัวชี้วัด เป็นตัวแบ่งในเรื่องหลักความสมดุล อันนี้ก็ขอบพระคุณนะครับสําหรับข้อเสนอ ๖ ประการ ตัวชี้วัดเส้นแบ่งที่ท่านได้กรุณานําเสนอ อันนี้ก็จะทําให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ
ส่วนท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ก็ขอขอบพระคุณนะครับ ทําให้กระผมได้มีโอกาส ทราบว่า ทหารนั้นนอกจากมีหน้าที่ปกป้องประเทศแล้ว พัฒนาประเทศแล้ว ก็ยังมีส่วน ในการช่วยแก้ไขนิสัยพฤติกรรมของเยาวชนให้อยู่ในระเบียบเรียบร้อย แล้วก็กลับมาสู่สังคม ให้เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย อันนี้ก็ทําให้ได้ทราบเกี่ยวกับประสบการณ์ของท่านเมื่อสมัยเป็น เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก ในส่วนของการใช้หน่วยทหารมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือ นิสัยใจคอของเยาวชนหรือเด็ก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แล้วก็นโยบายของ กระทรวงกลาโหมนะครับ แต่ก็เป็นข้อเสนอแนะหรือประสบการณ์ที่มีประโยชน์นะครับ
ส่วนของท่านกิตตินะครับ ท่านก็ได้กรุณานําประสบการณ์ของท่านสมัยเป็น นายอําเภอมา เพื่อจะให้เห็นตัวอย่างที่ในรายงานฉบับนี้บอกว่า โดยองค์กรสหวิชาชีพ และชุมชน ท่านก็ได้ยกประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทส่วนตัวในหมู่บ้าน ที่มีหลายหน่วยงาน คือนายอําเภอและเจ้าหน้าที่ตํารวจ รวมทั้งกํานันผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ ประการสําคัญคือโต๊ะอิหม่ามที่เป็นผู้ที่นับถือในชุมชน มามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ให้ลุกลามบานปลายในเรื่องการฆ่าล้างแค้นไประหว่างตระกูล อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ท่าน ได้กรุณานําเสนอ
ส่วนท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ก็ได้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ครับ ผมก็จะรับไว้นะครับที่ว่าจะต้องมีความคิดเห็นขององค์กรหรือหน่วยงานหนึ่งเพิ่มขึ้นมาคือ หลังจากวันนี้ไปผมก็จะเรียนเชิญผู้แทนจากสภาทนายความ และผู้แทนจากสํานักงานตํารวจ แห่งชาติมาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมก็ขอเรียนว่า รายงานที่ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกในวันนี้ เป็นเรื่องที่มิใช่เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่เป็นเรื่อง ใกล้ตัว ดังที่มีบางท่านได้กล่าวไปแล้ว เหตุร้ายเหตุรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นกับใครในสังคมนี้ก็ได้ ถ้าไม่มีการรีบปฏิรูปหรือพัฒนาให้เห็นผลอย่างจริงจังโดยเร็ว คณะกรรมาธิการก็จะรับ ข้อเสนอแนะข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ไปปรับปรุงรายงานฉบับนี้ให้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น วันนี้ ถือได้ว่าเป็นวันที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีส่วนสําคัญในการเติมเต็มหรือเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทําให้สังคมไทยมีความน่าอยู่ยิ่งขึ้น คือมีสวัสดิภาพในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็ขอขอบพระคุณอีกครั้ง กระผมก็มีเรื่อง เรียนชี้แจงเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ในนามของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้ให้ข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะช่วย ทําให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็ขอรับข้อสังเกตของท่านนําไปปรับ อีกครั้งหนึ่งครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการพัฒนามาตรการต่อสู้ ต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัว โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรารอสมาชิกสักครู่นะครับ เพราะว่ามีประชุมแล้วก็อยู่ในช่วงรับประทาน อาหารด้วย กําลังทยอยเดินเข้ามา ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ ท่านไกรวุฒิเรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๐ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การพัฒนา มาตรการต่อผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัวโดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพ และชุมชน หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิด การลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การพัฒนามาตรการต่อ ผู้กระทําผิดอาญาแทนการควบคุมตัวโดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่าน และขอแสดงความยินดีด้วยคะแนนเสียง ที่สูงมากทีเดียวนะครับ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามี ขอเชิญครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ไม่มีสมาชิกขอหารือในวันนี้นะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ
เลิกการประชุมเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา