สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการสื่อสารมวลชน เสนอการปฏิรูปการควบคุมกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียมของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายที่ชัดเจนในการควบคุมกิจการอวกาศและดาวเทียม และเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลกิจการอวกาศและเสนอแนะการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียม โดยเน้นการบูรณาการกฎหมายเกี่ยวข้องและกำหนดกรอบการทำงาน

นายเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ขออนุญาต ท่านประธานเพื่อที่จะนําเรียนรายงานเรื่องการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศ และการ ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ดังนี้ครับ

โลกเรานี้ก็ได้ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการในอวกาศมา อย่างยาวนานมาก ใช้หลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านของประโยชน์ทางด้านเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ การสื่อสารก็เป็นหลัก ใช้ประโยชน์ในเรื่องของการที่จะดูแลเรื่องความมั่นคงหรือใช้ประโยชน์ ในการที่จะนําดาวเทียมไปใช้ในเชิงทหาร ทางด้านการทหารนะครับ โดยดาวเทียมที่เราใช้อยู่ ถ้าเราเห็น ท่านประธาน ท่านพลอากาศเอก คณิต ก็ได้กล่าวไประดับหนึ่งว่าวันนี้ดาวเทียม ที่เราใช้อยู่นี้เราใช้ประโยชน์ เช่น สํารวจทรัพยากรธรรมชาติ สํารวจระยะไกล ดามเทียมระบุ พิกัดตําแหน่ง จีพีเอส (GPS) ซึ่งเราก็คุ้นเคยกันมาก ใช้กันอยู่เป็นประจํา แล้วก็ดาวเทียม นําร่อง ที่ใช้ในการเดินอากาศการบิน เพื่อความปลอดภัยก็ใช้ดาวเทียมเป็นหลักนะครับ สําหรับประเทศไทยนั้นได้ให้ความสําคัญกับกิจการอวกาศ การใช้ดาวเทียมให้เป็นประโยชน์ ค่อนข้างมาก หรือนับได้ว่าสูงสุดเลยนะครับ เนื่องจากว่าในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๐ ผมขออนุญาตนําเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๖๐ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่ารัฐต้อง รักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่ รักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่นะครับ และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร ดาวเทียม สิทธิครับ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เจ้าของ เป็นสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ของการ เข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๐ นี้เขียนไว้ ๒ ประเด็นชัด ๆ ซึ่งเป็น ประเด็นสําหรับประเทศไทยมาช้านานและยาวนานมาก ถกเถียงกันระหว่างคลื่นความถี่วิทยุ และวงโคจร รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่ารัฐต้องรักษาสิทธิอันนี้ไว้ในคลื่นความถี่ แล้วก็การเข้าใช้ วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของ ประชาชน ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วน ได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง เปิดไว้ว่าตามที่กฎหมายบัญญัติ ในวรรคสองรัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มี ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและการกํากับการดําเนินการที่เกี่ยวกับ คลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกัน มิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภค เกินความจําเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทําที่มีผล เป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้หรือปิดกั้น การรับรู้ข้อมูล หรือข่าวสารที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่โดยไม่คํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้งการกําหนดสัดส่วน ขั้นต่ําที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเด็นนี้ สําคัญครับ รวมตลอดทั้งการกําหนดสัดส่วนขั้นต่ําที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้อง ดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติอีกครับ กฎหมายวันนี้ ของประเทศไทยก็จะมีอยู่หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม ซึ่งในดาวเทียม เพื่อการสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจการโทรคมนาคม กฎหมายหลายฉบับกฎหมายที่มีอยู่ ในปัจจุบันเขียนแล้วต้องมีการตีความ เมื่อนําไปใช้ต้องมีการปรึกษาหารือกัน ไม่มีความ ชัดเจน จึงนํามาซึ่งรายงานฉบับนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้มีบทบัญญัติเรื่อง เกี่ยวกับการมีกิจการอวกาศและการใช้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศครับ

ประเด็นสําคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย อวกาศ ไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะที่จะดูแลเรื่องกิจการอวกาศและกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในอวกาศ หรือไม่มีกฎหมายโดยตรงที่จะกํากับดูแลควบคุมเรื่องดาวเทียม เพื่อการสื่อสาร แต่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของยูเอ็น (UN) ภายใต้ยูเอ็น (UN) มีหน่วยงาน ไอทียู (ITU) ซึ่งมีอนุสัญญาเรื่องอวกาศอยู่หลายอนุสัญญา ๑ ในอนุสัญญานั้นคืออนุสัญญา อวกาศ ค.ศ. ๑๙๖๗ ข้อบทที่ ๖ เขียนไว้ดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ในอนุสัญญาอวกาศนี้ กําหนดให้รัฐจะต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบที่ว่านี้นําไปสู่การบังคับใช้ การบังคับให้รัฐมีหน้าที่ต้องอนุญาต มีหน้าที่ ต้องควบคุม กํากับดูแลอย่างต่อเนื่องของกิจการอวกาศที่ดําเนินงานโดยเอกชน ประเทศไทย ส่งดาวเทียมไปในอวกาศหลายดวงนะครับ แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายอวกาศนะครับ ผมขออนุญาต นําท่านไปสู่ประเด็นของการปฏิรูปนะครับ ในประเด็นของการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนนําเสนอต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นประเด็นที่มี การพูดถึง มีการถกเถียง มีการมองว่ารัฐได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ มีการมองว่าผู้ได้รับ สัมปทาน ผู้ได้รับใบอนุญาตได้ให้บริการแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการและต่อรัฐ อย่างไรหรือไม่ ในประเด็นของการปฏิรูปนี้ก็จะมีอยู่ในหน้า ๑๖ นะครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นของการปฏิรูป ในรายงานฉบับนี้เราจะพูดถึงสิทธิการใช้งานวงโคจรดาวเทียม ค้างฟ้าและคลื่นความถี่เพื่อการสื่อสาร การใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศ การใช้ประโยชน์จาก กิจการอวกาศ ก็จะมีดาวเทียมเป็นตัวหลัก แล้วแต่จะใช้ประโยชน์ในด้านใด การใช้ดาวเทียม ให้เป็นประโยชน์ จะต้องมีการนําส่งดาวเทียมไปสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวด ซึ่งจะนํามาสู่ภาระ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นโดยรัฐ เอกชนไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะว่าเอกชนไม่ได้มี พันธสัญญากับไอทียู (ITU) ไม่มีพันธสัญญาโดยตรงกับยูเอ็น (UN) เมื่อรัฐให้การอนุญาตแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบตลอดทาง ตั้งแต่เริ่มต้นของการที่จะต้องอนุญาตให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง เข้าร่วมที่จะไปยื่นเพื่อขอใบอนุญาตให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้วงโคจรและความถี่เพื่อ การสื่อสาร ซึ่งไอทียู (ITU) ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในการใช้คลื่นความถี่สําหรับบริการวิทยุ ประเทศสมาชิกจะต้องระลึกว่าคลื่นความถี่วิทยุและวงโคจรอื่นใดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งวงโคจร ของดาวเทียมจีโอสเตชันนารี (Geostationary) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจํากัด และโดยเหตุนั้นจะต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพและประหยัด สอดคล้องกับ บทบัญญัติของข้อบัญญัติทั้งปวงว่าด้วยวิทยุ เพื่อที่ประเทศสมาชิกหรือกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งหลายอาจเข้าถึงวงโคจรและคลื่นความถี่เหล่านั้นอย่างเป็นธรรม โดยคํานึงถึงความจําเป็น อันยิ่งยวดของประเทศกําลังพัฒนาและสภาวการณ์เชิงภูมิศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ ถ้าตาม ธรรมนูญของไอทียู (ITU) ในข้อที่ผมได้กล่าวให้ท่านสมาชิกได้รับทราบนะครับท่านประธาน ไอทียู (ITU) ไม่ได้มองเรื่องของการนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเชิงการพาณิชย์ เพื่อเชิงพาณิชย์ หรือธุรกิจเป็นหลัก ดูในเรื่องของความจําเป็นอันยิ่งยวดของประเทศที่กําลังพัฒนา และสภาวการณ์เชิงภูมิศาสตร์ ดาวเทียมมีประโยชน์มาก ๆ หากว่าเป็นพื้นที่ไกล ๆ ห่างไกล กัน สําหรับถ่ายทอดสัญญาณ สําหรับกระจายคลื่นสัญญาณวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือสมัยนี้มีดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPSTAR) ก็สามารถที่จะส่งอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ กระจายคลื่นผ่านไปนะครับ ซึ่งในประเด็นของสิทธิในเรื่องของความถี่และวงโคจรเป็นของ คู่กัน ท่านประธานกรรมาธิการท่านได้นําเรียนต่อที่ประชุมว่ามีการดําเนินการในประเทศไทย บางอย่าง ซึ่งไม่ทําให้เกิดความเป็นเอกภาพและความคล่องตัวในการปฏิบัตินะครับ แยกให้ หน่วยงานหนึ่งดูเรื่องวงโคจร อีกหน่วยงานหนึ่งดูเรื่องบริหารคลื่นความถี่ ตรงนี้เป็นประเด็น ที่ต้องดําเนินการปฏิรูปครับ

สําหรับหัวข้อการปฏิรูปหัวข้อต่อไปนะครับ ในหัวข้อ ๒.๒ เมื่อมีสิทธิ การได้มาซึ่งสิทธิ ทุกคนสามารถยื่นเพื่อได้รับการอนุญาตเพื่อจะไปให้ได้รับสิทธิในการที่จะ ได้รับคลื่นความถี่และวงโคจรเท่าเทียมกันหมดครับ ในประเทศไทยนี้จะมีบริษัทกี่บริษัท จะมีหน่วยงานของรัฐเองก็ตามอยากประสงค์ มีความประสงค์นะครับ ที่จะดําเนินธุรกิจ เกี่ยวกับดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร หรือดาวเทียมหลาย ๆ ประเภทก็ตาม ก็สามารถที่จะ ติดต่อไปยังหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานอํานวยการหรือแอดมินิสเทรชัน (Administration) ของประเทศไทย แล้วก็ได้รับการอํานวยความสะดวกในการดําเนินขั้นตอนต่าง ๆ องค์กรหรือบริษัทเหล่านั้นต้องรับผิดชอบในการประสานงานเรื่องของคลื่นความถี่ รบกวนกันหรือไม่รบกวนกันนะครับ ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เขาก็รับผิดชอบไปนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการขอใช้สิทธิให้ได้มาซึ่งสิทธิ ไม่มีข้อกีดกัน ไม่มีข้อจํากัดว่า มอบให้ หรือมีข้อจํากัดในเรื่องของให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง โดยเฉพาะ แต่ตามที่ผมเรียนให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียตริทุกท่านได้รับทราบว่า ไอทียู (ITU) คํานึงถึงประโยชน์ที่ใช้ ประโยชน์ที่ได้ หากมีความจําเป็น มีสภาวะทางภูมิศาสตร์ มีความ จําเป็น เขาให้สิทธิตรงนั้นก่อน ไม่ใช่เรายื่นไปแล้วเราต้องได้หมดนะครับ คราวนี้ในการ จัดสรรสิทธิ ในหัวข้อ ๒.๒ ในการจัดสรรสิทธิในคลื่นความถี่และตําแหน่งวงโคจรเป็นอย่างไร ในหัวข้อ ๒.๒ เขียนไว้ชัดว่า การจัดสรรสิทธิในคลื่นความถี่และตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม ของไทยที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของประเทศไทย ถึงแม้ว่าวันนี้ประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้สิทธิ ในการที่จะใช้คลื่นความถี่อยู่หลายคลื่นความถี่ โดยบริษัทไทยคมนะครับ แต่คลื่นความถี่ และวงโคจรที่ดาวเทียมหมุนอยู่รอบโลกนั้นเป็นของประเทศไทย ประเทศไทยได้สิทธิในการใช้ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่จะครอบครองไปตลอดกาลนะครับ ในบทบัญญัติของไอทียู (ITU) เรดิโอ เรกูเลชัน (Radio Regulations) นะครับท่านประธาน ได้กําหนดไว้ ๒ ประเภทในเรื่องของ คลื่นความถี่ คือ ๑. คลื่นความถี่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐ ซึ่งระบุอยู่ในอารัมภบทของไอทียู (ITU) อันนี้เราคุ้นเคยมากกับคลื่นความถี่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐ กสทช. สามารถ ดําเนินการให้คลื่นความถี่ที่อยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยเกิดมูลค่าขึ้นมา สามารถได้เงินนําไป พัฒนาประเทศในหลาย ๆ ด้านอย่างมหาศาล เป็นสิทธิประเภทหนึ่งนะครับท่านประธาน

อีกประเภทหนึ่งใน ข้อ ๒ นะครับ คลื่นความถี่ที่ไม่ได้อยู่ภายในดินแดน และอาณาเขตของรัฐ นั่นคือในอวกาศ ในอวกาศไม่มีเจ้าของ แต่มีกิจการดําเนินการ เยอะแยะมากมายในอวกาศ ทําอย่างไรจะทําให้กิจการเหล่านั้นดําเนินการไปได้ครับ ก็ต้องมีการประสานงานกัน มีหน่วยงานกลางคือ ไอทียู (ITU) ประสานงานกัน หากเรา ได้สิทธิมาแล้วนะครับ ทําอย่างไรในสิทธิตัวนี้นะครับ สมมุติได้สิทธิมาแล้ว ในเรื่องของ คลื่นความถี่ปัญหาที่เป็นประเด็นที่จะต้องนําไปสู่การปฏิรูปมีอยู่ประเด็นหนึ่งครับ คือ ในบทบัญญัติของ กสทช. มาตรา ๔๕ ให้ดําเนินการประมูลคลื่นความถี่ อันนี้คือตัวสําคัญ การประมูลคลื่นความถี่ไม่น่าจะใช้ได้ ไม่น่าจะใช้ได้กับคลื่นความถี่ที่มิได้อยู่ภายในดินแดนอาณาเขตของรัฐหรือประเทศไทย หรือทุกรัฐเป็นเหมือนกันหมด แล้วอย่างนี้จะทําอย่างไรดี ก็คงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข บทบัญญัติ หรือกฎหมาย หรือระเบียบวิธีปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้มีความชัดเจน ให้มีความชัดเจนนะครับ ในประเด็นของการปฏิรูปที่เราพยายามที่จะนํามาเสนอต่อที่ประชุม กรรมาธิการได้มองถึงสิ่งที่มีการพูดกัน เรื่องของการผูกขาด เรื่องของการได้เปรียบในเชิง ธุรกิจ ในการทําธุรกิจดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร แนวทางในการจัดสรรวงโคจรดาวเทียม ที่ผ่าน ๆ มาก็มีการดําเนินงานอย่างไรบ้าง โดยสรุปจะเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าคลื่นความถี่และวงโคจรเป็นทรัพยากรร่วมกันของทุกประเทศ หากประเทศใด ประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม ต้องส่งเอกสารจองคลื่นความถี่ ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียม และดําเนินการประสานงานความถี่ระหว่างประเทศ ตามข้อกําหนดของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศไอทียู (ITU) โดยยึดหลัก ใครจองก่อนมีสิทธิก่อน มีเงื่อนไขเพียงว่าประสานความถี่กับประเทศอื่น ๆ ให้สําเร็จ จึงจะ มีสิทธิใช้คลื่นความถี่ในตําแหน่งวงโคจรดาวเทียมนั้นได้ นั่นก็คือว่าประเทศไทย โดยหน่วยงานที่เกิดมา สมัยก่อนนะครับ กรมไปรษณีย์โทรเลขดูเรื่องคลื่นความถี่ กระทรวง คมนาคมมีหน่วยงานที่ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดเลยนะครับ กระทรวง คมนาคม กรมไปรษณีย์ก็อยู่กระทรวงคมนาคม กสท. ทศท. อยู่หมด จึงนํามาสู่การให้ สัมปทานกับ บริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) ที่จะให้บริการตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ มีอายุสัมปทาน ๓๐ ปี ถามว่าเจ้าอื่น ๆ ถ้าสนใจท่านสามารถดําเนินการตามที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ได้ไหมครับ ทําได้ครับ ถ้าท่านประสงค์ท่านก็ยื่นตามกระบวนการไป ไม่มีข้อจํากัดถ้าท่าน คิดว่าท่านสามารถที่จะ ๑. เทคโนโลยีมี หาซื้อได้ ๒. การดําเนินงานเชิงตลาดและเชิงพาณิชย์ ท่านอยู่รอดไหม อันนี้จะเป็นประเด็นสําคัญมากกว่า ในการดําเนินทั้งหลายทั้งปวงเพื่อให้ ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นวิทยุและวงโคจร รัฐบาลไม่สามารถรับประกันว่าผู้ประกอบการ จะสามารถใช้งานวงโคจรนั้นได้ ขึ้นกับผลการประสานงานความถี่ระหว่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ เป็นอยู่ในทุกวันนี้ครับ และก็เป็นอย่างนี้ต่อไป สําหรับหน่วยงานหลัก ๆ ที่ทําตอนนี้ก็จะมี หน่วยงานอยู่ ๓ หน่วย มีผู้เกี่ยวข้องสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการ ทําธุรกิจเรื่องกิจการอวกาศ กิจกรรมทั้งหลาย เรื่องของการปล่อยดาวเทียม เรื่องของการใช้ ประโยชน์ในดาวเทียมทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงมิติความมั่นคง หรือใช้ประโยชน์สาธารณะก็ตาม มีหน่วยงานอํานวยการ หน่วยงานกํากับดูแล และผู้ประกอบการ ในหลายประเทศ ณ วันนี้ เขามีความชัดเจนนะครับ กําหนดชัดเจนเลยว่าใครต้องทําอะไร หน่วยงานทางด้าน อํานวยการกําหนดนโยบาย รับนโยบายจากรัฐบาลส่งต่อมายังหน่วยงานทางด้านการกํากับ ดูแล ให้ดําเนินการตามที่รัฐได้กําหนดนโยบายไว้เป็นกรอบ ในวันนี้ประเทศไทย โดยกฎหมาย ที่มีอยู่ก็จะมีองค์กรอยู่ ๒ องค์กรที่ดูแลเรื่องนี้ คือของเดิมกระทรวงไอซีที ปัจจุบันเป็น กระทรวงดีอี (DE) และ กสทช. สําหรับ กสทช. เองก็ทางด้านร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับปรับปรุงก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อย มีบางประเด็นก็จะสอดคล้อง และต่อเนื่องจากสิ่งที่เรานําเสนอในรายงานฉบับนี้ครับ

ในประเด็นการปฏิรูปซึ่งเป็นข้อที่พูดถึงกันมากมายในข้อ ๒.๓ ก็คือ การประมูล การประมูลผมนําเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านไปรอบหนึ่งแล้วนะครับ สิทธิเริ่มต้นนับหนึ่ง ส่งเอกสารคือไฟล์ลิง (Filings) ส่งเอกสารไปยังภาครัฐ ภาครัฐดําเนิน ต่อไปยังไอทียู (ITU) เพื่อให้เกิดการประสานงาน ยังไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเลยครับ เพราะฉะนั้นการประมูลที่ถูกบทบัญญัติของกฎหมายบางฉบับเขียนเอาไว้จําเป็นต้องมี การแก้ไข จําเป็นต้องมีการปฏิรูป ซึ่งปัญหาเชิงปฏิบัติมีค่อนข้างมากครับท่านประธาน ในเรื่องที่ผมกล่าวนี้เป็นบังคับของมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี ๒๕๕๓ มาตรา ๔๕ จําเป็นต้องทบทวน ในประเด็นการปฏิรูปข้อต่อไป การจองสิทธิในการใช้วงโคจร ดาวเทียมมีอยู่อย่างจํากัดหรือไม่ จํากัดบางประเภท บางที่ครับ ที่สภาวะภูมิศาสตร์ มีข้อจํากัดในเรื่องของการที่จะใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสาร ไอทียู (ITU) ก็เปิด ช่องให้ นอกนั้นแข่งขันเสรีครับ ทุกท่าน ทุกบริษัทสามารถยื่นได้เพื่อที่จะขอใช้สิทธิในการใช้ คลื่นความถี่วิทยุครับ

ในประเด็นการปฏิรูปข้อ ๒.๕ ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวไปบ้างแล้ว ในเรื่องของใบอนุญาต ที่ผ่านมาเราใช้ระบบสัมปทานของดาวเทียมไทยคม ๑ ดาวเทียม ไทยคม ๒ ดาวเทียมไทยคม ๓ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นระบบใบอนุญาต ในระบบ ใบอนุญาตนี้นะครับ ก็คงจะต้องมีการมาทบทวน มีการมาปรึกษาหารือพูดคุยกันในระดับ นโยบายของประเทศว่าจะใช้ระบบใบอนุญาตลักษณะใดดีที่จะทําให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนในการใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นสิทธิของประเทศ ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ ได้กําหนดไว้ อันนี้ต้องใช้เวลาในการที่จะต้อง ดําเนินการ ทั้งหมดในประเด็นการปฏิรูปนี้ก็จะนําไปสู่ข้อเสนอแนะของรายงานฉบับนี้ว่า ควรจะต้องดําเนินการอย่างไรบ้าง

ในเรื่องต่อไปผมขอกราบเรียนต่อท่านสมาชิก เรื่องของวิธีการปฏิรูป ในวิธีการปฏิรูปข้อ ๓ นะครับ ในวิธีการปฏิรูปข้อ ๓ นี้ก็ได้ให้แนวทางไว้ดังนี้นะครับ มีอยู่ทั้งหมด ๘ ข้อ ในวิธีการปฏิรูป ๘ ข้อนั้น ก็คือเป็นไปตามสิ่งที่กรอบที่เป็นมาตรฐาน สากลหรือเป็นแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งทางด้านไอทียู (ITU) หรือยูเอ็น (UN) ได้กําหนดไว้ ในวิธีการ ปฏิรูปนี้ต้องดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดก็คือก่อนจะมีบทบัญญัติหรือกฎหมายใด ๆ ก็ตาม หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ ก็ตามให้มีการทําประชาพิจารณ์ อันนี้ได้กําหนด ไว้ด้วยครับ สําหรับข้อเสนอแนะข้อเสนอแนะในข้อ ๗ ท่านประธานกรรมาธิการท่านได้ นําเสนอต่อที่ประชุมไปแล้วนะครับว่าให้กําหนดอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลกิจการ ดาวเทียมสื่อสารให้มีความชัดเจน ในอํานาจหน้าที่ของงานอํานวยการและหน่วยงานกํากับ ดูแล อันนี้ค่อนข้างชัดแล้วครับ ต้องกําหนดให้ชัด และในข้อเสนอของเราให้ กสทช. ดําเนินการในเรื่องของการประสานงานทั้งคลื่นความถี่และวงโคจรครับ ในข้อเสนอแนะข้อ ๒ ควรพิจารณาจัดทํา พ.ร.บ. พระราชบัญญัติว่าด้วยดาวเทียมสื่อสารและการดําเนินกิจการ ในอวกาศที่เหมาะสมขึ้น ซึ่งกรอบของการดําเนินการจะมี ๑๔ ข้อ ซึ่ง ๑๔ ข้อนี้ก็เป็นไปตาม บทบัญญัติซึ่งใช้ทั่วไปแล้วก็ในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียก็มี ๓-๔ ประเทศครับ เริ่มมีแผน แม่บทหรือกรอบแม่บททางด้านกิจการอวกาศและดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร

ในประการสุดท้ายครับ ในรายงานฉบับนี้เสนอให้มีหน่วยงานในการดูแล กิจการอวกาศของชาติโดยเฉพาะ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอวกาศ สามารถดําเนินการโดยเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดความทับซ้อน อันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่ง นะครับ ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่ดําเนินการในด้านกิจการอวกาศอยู่ค่อนข้างหลายหน่วยงาน ข้อเสนอนี้เราเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลกิจการอวกาศของชาติครับ

ในรายงานการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียม เพื่อการสื่อสารฉบับนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒-๓ ฉบับครับ คือ พ.ร.บ. วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ พ.ร.บ. กสทช. ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ทางคณะกรรมาธิการคิดว่าต้องบูรณาการ และทําให้เกิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นกฎหมายที่เป็นแผนแม่บทซึ่งจะให้ กรอบในการดําเนินงานในด้านกิจการอวกาศโดยตรง ขอบกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ