คณิต สุวรรณเนตร นำเสนอและหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย โดยชี้ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในการบรหารจัดการระหว่างหน่วยงานรัฐ พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติเพื่อกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์จากวงโคจรและคลื่นความถี่อย่างบูรณาการ หลังสัมปทานไทยคมสิ้นสุดลง เน้นย้ำความสำคัญของดาวเทียมจีโอในมูลค่าทางเศรษฐกิจและการสื่อสาร รวมถึงความจำเป็นในการทำให้บทบาทหน่วยงานรัฐชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทระหว่างประเทศ และส่งเสริมการเชื่อมต่อดิจิทัลผ่านระบบดาวเทียมที่มีทั้งความมั่นคงและรองรับการขัดข้องของโครงข่ายพื้นดิน
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุก ๆ ท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และคณะ ขออนุญาตนําเสนอเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปการกํากับดูแลกิจการอวกาศ และการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ท่านประธานครับ เปเปอร์ (Paper) นี้ น่าจะเป็นเปเปอร์ (Paper) เดียวที่กระผมจะนําท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ออกไปนอกโลก ในเปเปอร์ (Paper) ต่าง ๆ จะอยู่ในผืนแผ่นดินไทยบ้าง อยู่ในต่างประเทศบ้าง แต่วันนี้ผมจะกราบเรียนท่านไปดูในกิจการที่อยู่นอกโลก ซึ่งเป็นกิจการที่มีความสําคัญ มีมูลค่าของกิจการแล้วก็มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะเยอะเลยนะครับ ในเอกสาร ที่ท่านประธานและท่านสมาชิกจะมีทั้งหมด ๕๕ หน้า ในจํานวนนี้จะเป็นเนื้อหาและสาระ ทั้งหมดใน ๓๐ หน้าแรก จากนั้นจะเป็นภาคผนวก ๔ ผนวก คือ ผนวก ก จํานวน ๗ หน้า เริ่มจากหน้า ๓๒ เป็นรายละเอียดของกิจการดาวเทียม ในผนวก ข จํานวน ๘ หน้า เริ่มจาก หน้า ๔๐ เป็นความคิดเห็นของสํานักงาน กสทช. แล้วก็ผนวก ค มี ๕ หน้า เริ่มจากหน้า ๔๘ อันนั้นเป็นความคิดเห็นที่กรรมาธิการของกระผม และคณะได้ไปเยี่ยมคํานับท่านรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นความเห็นจาก กสทช. เป็นความเห็น จากจิสดา (GISTDA) และเป็นความเห็นจากผู้บริหารของไทยคม ซึ่งเราเชิญมาที่รัฐสภาแห่งนี้ และอันสุดท้ายมีหน้าเดียวครับ คือผนวก ง คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๖๐ ท่านประธานครับ ท่านเปิดไปหน้า ๕ ข้อ ๑.๓ ในวันนี้ ผมจะลงลึกในเรื่องของดาวเทียมสื่อสารนะครับ เดี๋ยวจะมีแผ่นภาพ จะบอกว่าอะไรคือลีโอ (LEO) อะไรคือมีโอ (MEO) อะไรคือจีโอ (GEO) ในวันนี้ผมจะลงลึกคือเป็นเรื่องของดาวเทียม สื่อสารคือเรื่องของจีโอ (GEO) ในข้อ ๑.๓ หน้า ๕ เขียนไว้ว่าดาวเทียมสื่อสารหมายความว่า สถานีวิทยุคมนาคมที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ครอบคลุมพื้นที่บริเวณการให้บริการบนผิวโลก หรือที่เรียกว่าฟุตปรินท์ (Footprint) ในกิจการสื่อสารอื่น ๆ ท่านประธาน ท่านสมาชิก มีทั้งเป็นเป็นไวร์ (Wire) ไวร์ไลน์ (Wireline) อาจจะเป็นลวดทองแดง อาจจะเป็นไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) แล้วก็มี ทั้งไวร์เลส (Wireless) คือไม่มีสาย อย่างท่านใช้โทรศัพท์มือถือท่านใช้เป็นไวร์เลส (Wireless) แล้วก็จะไปที่เสาอากาศ จากนั้นเชื่อมต่อด้วยไวร์ไลน์ (Wireline) ออกไปพื้นที่ ต่าง ๆ ไวร์ไลน์ (Wireline) มีทั้งบนแผ่นดินและมีทั้งซับเวย์เคเบิล (Subway Cable) ซึ่งเชื่อมไปทั่วโลก ในกิจการดาวเทียมนั้นจะใช้คลื่นความถี่เท่านั้น จะไม่ใช้ทางสายเลย คลื่นความถี่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานคือ กสทช. ซึ่งหน่วยงานนี้จะมีหน้าที่บริหาร คลื่นความถี่ ตั้งแต่ ๘ เฮิร์ตซ์ เรื่อยไปจนกระทั่งถึง ๓,๐๐๐ กิกะเฮิร์ตซ์ (Gigahertz) กสทช. เป็นผู้บริหารคลื่นความถี่ทั้งหมดนะครับ อีกหน่วยงานหนึ่งในกิจการดาวเทียม ก็คือ หน่วยงานกระทรวงดีอี (DE) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็กระทรวงไอซีที (ICT) เดิมนั่นล่ะครับ เป็นหน่วยงานทางด้านแอดมิน (Admin) ที่จะส่งเรื่องไปขอวงโคจรที่ไอทียู (ITU) ที่เจนีวาจึงเป็นที่มาของในข้อเสนอแนะ เราจะเสนอแนะในข้อ ๗ อยู่ ๓-๔ ข้อ ว่าปัญหามันก็คือ ยังไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการในธุรกิจทางด้านนี้ แต่เดิมในปี ๒๕๓๔ กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ให้สัญญาสัมปทานกับบริษัทไทยคม อายุสัญญา ๓๐ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๔ จะหมดอายุในปี ๒๕๖๔ กรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นหน่วยงานเดียวที่ให้ทั้ง คลื่นความถี่และขอวงโคจรไปยังไอทียู (ITU) แต่พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิด พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๔๓ แล้วก็ยุบกรมไปรษณีย์โทรเลข เกิด กทช. คือคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งได้สําเร็จ และมีอีกคณะหนึ่งคือ กสช. คือคณะกรรมการวิทยุ และกระจายเสียงแห่งชาติ อันนี้ตั้งไม่ได้ ตั้งไม่ได้ในอดีตนะครับ จึงทําให้เกิดปัญหาตามมา ผมนอกเรื่องนิดหนึ่งครับ เกิดปัญหาวิทยุชุมชนเกิดขึ้นเพราะไม่มีผู้กํากับ จนกระทั่งมี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเกิด พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ตั้ง กสทช. ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เรื่อยมาจนกระทั่งจะครบเทอม ๖ ปี ในวันที่ ๖ ตุลาคมปีนี้ แล้วก็จะมีบอร์ด (Board) ชุดใหม่ พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้เรื่อง คลื่นความถี่นั้นยังคงอยู่กับ กสทช. แต่ในเรื่องของการกํากับดูแลทางด้านแอดมินิสเทรชัน (Administration) นั้นรัฐบาลกําหนดให้ไปอยู่ที่กระทรวงไอซีที (ICT) ในขณะนั้น ขณะนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดีอี (DE) นะครับ
ผมนําท่านประธานมาถึงเรื่องของดาวเทียมมีกี่ประเภท ในหน้า ๖ หน้า ๗ หน้า ๘ เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่มีภาพลีโอ (LEO) มีโอ (MEO) แล้วก็จีโอ (GEO) นะครับ ท่านประธานครับ ตามภาพดาวเทียมลีโอคือ โลว์ เอิร์ท ออร์บิต (Low Earth Orbit) เป็นดาวเทียมไทยโชต ดาวเทียมไทยพัฒน์ ไทยพัฒน์นั้นลอนช์ (Launch) โดยมหาวิทยาลัยมหานคร แล้วก็ไทยโชต ใช้เทคโนโลยี ของฝรั่งเศส ๒ ดวงนี้ทั้งไทยโชตและไทยพัฒน์เป็นประเภทของลีโอ (LEO) คือที่ความสูง ๑,๐๐๐ กิโลเมตรเหนือพื้น แล้วก็เป็นแบบไม่ประจําที่ เพราะฉะนั้นก็จะหมุนรอบโลกวันหนึ่ง หลายครั้ง ผ่านมาที่ประเทศไทย ดาวเทียมนี้จะเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการถ่ายภาพทางอากาศ ใช้ในเรื่องของอุตุนิยมวิทยา ใช้ในการทําโซนนิง (Zoning) การเกษตร ใช้ในการแปลความ ภาพถ่าย อายุใช้งานก็ประมาณ ๑๕-๒๐ ปี ดาวเทียมนี้จะอยู่ที่ ๑,๐๐๐ กิโลเมตรลอนช์ (Launch) ขึ้นไป พอเลิกใช้งานก็ตกกลับมาในพื้นโลกครับ
ต่อไปคือมีโอ (MEO) ครับ คือมีเดียม เอิร์ท ออร์บิต (Medium Earth Orbit) คือที่ ๑,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร ในกลุ่มนี้ก็หมุนรอบโลก แล้วก็จะต้องมีหลายดวง อันนี้ ใช้ในเรื่องของจีพีเอส (GPS) เรื่องของโกลบอล โพซิชันนิง ซิสเต็ม (Global Positioning System) ในการที่ท่านใช้ตําแหน่งในกูเกิล (Google) บ้าง ตําแหน่งในการที่ท่านเดินทาง ขับรถไปไหนบ้าง ซึ่งทั้งลีโอ (LEO) และมีโอ (MEO) ผมจะผ่านไปเลยนะครับ วันนี้จะพูด เน้นหนักในเรื่องของจีโอ (GEO) คืออยู่ที่ ๓๖,๐๐๐ กิโลเมตร เหนือพื้นโลก แล้วก็ ในดาวเทียมสื่อสารทุกประเทศในโลกนี้ ทั้ง ๑๙๗ ประเทศก็จะขอวงโคจรไป วงโคจร ดาวเทียมเป็นสมบัติของโลกนะครับ ทุกประเทศมีสิทธิที่จะขอ ขอไปที่ไอดียู (IDU) ขอไป ในลักษณะของเฟิสต์ คัม เฟิสต์ เสิร์ฟ (First Come First Serve) ใครขอก่อนได้ก่อน เมื่อขอได้เสร็จปุ๊บก็จะต้องไปรักษาสิทธิอันนี้ และดาวเทียมสื่อสารนั้นเป็นคุณลักษณะ ประจําตัวของดาวเทียมสื่อสารที่จะมาหมุนอยู่ที่เซนส์อีควอเตอร์ (Sense Equator) แล้วก็ ปัจจุบันนี้มีทั้งหมด จําง่าย ๆ ครับ ๓๖๕ ดวง ทั้ง ๑๙๗ ประเทศ
มาดูมูลค่าครับ ขอแผ่นฉายอีกแผ่นครับ เจ้าหน้าที่ครับ ท่านดูหน้า ๑๕ ครับ หน้า ๑๕ บนจอภาพท่านจะเห็นมูลค่าของดาวเทียมสื่อสาร มูลค่า ๑๒๙,๖๐๐ ล้านบาท จะแบ่งออกเป็นเซกเตอร์ (Sector) ของผู้ใช้บริการ ๘๘,๐๐๐ คิดเป็น ๖๘ เปอร์เซ็นต์ เวลาเราดู ถ่ายทอดฟุตบอลกันนี้ครับ ถ่ายทอดกีฬา ซึ่งประเทศไทย สมมุติประเทศไทยเราเป็นตอนค่ํา ก็จะเป็นตอนบ่ายของอีกซีกโลกหนึ่ง เราดูฟุตบอล พรีเมียร์ลีก (Football Premier League) เราดูกอล์ฟ เราดูโปรเมแข่งในสหรัฐ ในยุโรป เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดต่าง ๆ เหล่านี้จะ อัปลิงก์ (Uplink) ขึ้น ณ สถานที่ที่มีกิจกรรมไปยังดาวเทียมดวงนั้น จากนั้นก็ดาวน์ลิงก์ (Downlink) ลงมายังประเทศลูกค้า ส่วนว่าแต่ละประเทศนั้นมีนโยบายที่จะโอเพนสกาย (Open Sky) คือเปิดให้มาทําธุรกิจได้ หรือจะเปิดแบบครึ่งหนึ่ง หรือไม่เปิด ก็อยู่ที่นโยบาย ของประเทศนั้น ซึ่งในข้อเสนอแนะใน ๔ ข้อของกรรมาธิการของกระผมก็จะมีด้วยนะครับว่า ควรจะมีคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อที่จะได้กําหนดครับ เพราะว่าหลังจาก หมดสัมปทานไทยคม ปี ๒๕๖๔ แล้ว กิจการอวกาศยังคงเป็นกิจการที่มีความสําคัญมีมูลค่าสูง มีประโยชน์เยอะ มีผลกระทบเยอะ ประเทศของเราจะมีทิศทางอะไรอย่างไรนะครับ อีกนิดหนึ่งครับ คือดูใน ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕,๑๐๐ ที่เป็นแมเนจ เซอร์วิส (Managed Service) และกราวด์อีควิปเมนต์ (Ground Equipment) อีก ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับ มูลค่าของ ดาวเทียมมีมูลค่ามากแล้วก็มีประโยชน์อย่างมากในการติดต่อสื่อสาร ต่อไปในหน้า ๒๓ ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร กิจการดาวเทียมก็คล้าย ๆ กับกิจการปิโตรเลียมคือถ้าหากว่า ในกิจการปิโตรเลียมนั้นถ้าหากว่าจะใช้วิธีแบ่งปันผลผลิตพีเอสซี (PSC) หรือจะเป็นสัมปทาน คอนเซปชัน (Concession) นั้นก็อยู่ที่รัฐบาลมีทิศทางอย่างไรในการไปลงทุน ที่เป็น ข้อถกเถียงกันในธุรกิจปิโตรเลียมว่ารัฐบาลควรจะทําการสํารวจและขุดเจาะเองไหม กิจการดาวเทียมก็เหมือนกันครับ รัฐคงเป็นผู้ที่ขอส่งคําขอวงโคจรไปยังไอทียู (ITU) แต่รัฐคง ไม่มีสตางค์มากพอที่จะไปลงทุนในธุรกิจนี้เอง เพราะใช้ดาวเทียมดวงหนึ่งประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในการลงทุนที่จะไปขอวงโคจรไปติดต่อประสานงานกับคลื่นความถี่ ซึ่งผมจะได้ กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกต่อไปนะครับ แล้วก็ในการที่จะเตรียมการสร้าง ดาวเทียมอย่างน้อย ๆ ๒ ปี แล้วก็ไปลอนช์ (Launch) ขึ้นไป เพื่อที่จะอยู่ในอวกาศอีก ๑๕ ปี โดยใช้แผ่นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่จะควบคุม หลังจากหมดอายุแล้วดาวเทียมดวงนี้ก็จะ ดีดตัวเองออกไป ออกสูงไปจาก ๓๖,๐๐๐ กิโลเมตร ออกไปอีก ๒๐๐ กิโลเมตร แล้วก็ไปอยู่ ในเกรปยาร์ด (Grave Yard) ที่นั่น ซึ่งจะต่างกับลีโอ (LEO)และมีโอ (MEO) นะครับ ลีโอ (LEO) และมีโอ (MEO) อันนี้พอหมดอายุปุ๊บจะกลับลงมาสู่พื้นโลกนะครับ ปัญหาก็คือ ในเรื่องของการบริหารคลื่นความถี่ กสทช. เป็นผู้บริหารคลื่นความถี่ แต่ในการติดต่อด้าน แอดมินิสเทรชัน (Administration) เรื่องวงโคจรนั้น กระทรวงดีอี (DE) เป็นผู้ส่งคําขอนะครับ ตรงนี้ทางคณะกรรมาธิการของเราก็เลยเสนอว่าควรจะเป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ที่กระทรวงดีอี (DE) จะดูทั้งเรื่องคลื่นความถี่แล้วก็ดูทั้งเรื่องของวงโคจร หรือ กสทช. ก็รับในเรื่องของคลื่นความถี่อยู่แล้ว แล้วก็รับเรื่องวงโคจรนี้ไปด้วย ปัญหาก็คือในอดีตที่เรา เสนอให้รวมกัน เพราะว่าในการประสานงานเรื่องคลื่นความถี่เป็นหน้าที่ของ กสทช. กับเอกชนที่จะขอวงโคจร ส่วนการส่งคําขอนั้นจะต้องเป็นของรัฐ คือกิจการดาวเทียมจะต่าง กับรถยนต์มีสนธิสัญญา คือถ้าท่านซื้อรถยนต์แล้วท่านขาย ผู้ที่ซื้อรถยนต์ต่อจากท่านไปเป็น เจ้าของ แต่กิจการดาวเทียมไม่ใช่ กิจการดาวเทียมนั้นรัฐทั้งนั้น รัฐทั้ง ๑๙๗ ประเทศทั่วโลก เมื่อจะลอนช์ (Launch) เสร็จปุ๊บ รัฐประเทศนั้นจะต้องรับผิดชอบดาวเทียมดวงนี้ ไปจนกระทั่งหมดอายุใช้งาน ถึงแม้ว่ากิจการดาวเทียมนี้จะขายต่อให้ประเทศอื่น แต่รัฐ จะต้องรับผิดชอบ เพราะในกรณีที่ดาวเทียมเกิดไปกระทบกัน เกิดไปกระทบชนกันแล้วเกิด ความเสียหาย หรือในกรณีที่คลื่นความถี่ที่ดาวเทียมนั้นโอเปอเรต (Operate) อยู่มันไปกวนกัน เพราะฉะนั้นรัฐเจ้าของประเทศที่ลอนช์ (Launch) ดาวเทียมนั้นออกไป โดยเอกชน แต่รัฐ ก็เป็นเจ้าของวงโคจรจะต้องรับผิดชอบอันนี้ไป อีกสนธิสัญญาหนึ่งซึ่งกําหนดไว้เป็นกฎหมาย นานาชาติก็คือเรื่องวัตถุอวกาศ ในการลอนช์ (Launch) แต่ละครั้งไปที่ระยะสูงมันจะมี ชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนพวกชิ้นส่วนในเรื่องของดินขับก็จะถูกคัดและปลดลงทะเล ซึ่งเขาคํานวณ ไว้ว่าจะลงทะเลแน่ ๆ แต่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนที่ไม่ใช่ส่วนของ ดินขับ หรือชิ้นส่วนของดินขับมันตกลงมาในแผ่นดิน เจ้าของดาวเทียมหรือว่าเจ้าของ วงโคจรนั้นจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งอันนี้จะต้องมีการลงสัตยาบันในกฎหมายระหว่างประเทศอันนี้นะครับ ซึ่งในข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการก็เสนอว่าประเทศไทยควรจะมีคณะกรรมการ แล้วก็ควรจะลงสัตยาบันกับ กฎหมายอวกาศทุก ๆ สนธิสัญญานะครับ อันนี้เป็นอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุอวกาศตั้งแต่ ปี ๑๙๖๗ บางฉบับเราก็ลงสัตยาบัน บางฉบับเราก็ยังไม่ลงสัตยาบัน มาในเรื่องประโยชน์ ของกิจการดาวเทียมใครได้ประโยชน์ ภาครัฐ ภาครัฐนี้ก็จะได้ประโยชน์ในการได้วงโคจรมา บริษัทเอกชนก็จะได้ ในอดีตนี้ใช้เป็นสัมปทานครับ คอนเซสชัน (Concession) แต่หลังจาก ที่มี พ.ร.บ. กสทช. แล้วเป็นระบบใบอนุญาตคือไลเซนส์ซิง (Licensing) อันนี้คือเขามี การถกเถียงกันครับว่าสัมปทานดีกว่าใบอนุญาตหรือว่าใบอนุญาตดีกว่าสัมปทาน อันจะ ได้ข้อยุติตรงที่กฎหมายกําหนดไว้หลังจาก พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ แล้วจะเป็นระบบ ใบอนุญาต จึงมีปัญหาที่ดาวเทียมไทยคม ๗ กับ ๘ ซึ่งลอนช์ (Launch) ล้อมไปแล้วอยู่ คาบเกี่ยวกับในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบสัมปทานกับใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอี (DE) และ กสทช. ก็กําลังแก้ปัญหานี้อยู่ แล้วก็คงจะมาแอปพลาย (Apply) ใช้กับดาวเทียม ไทยคม ๙ ซึ่งจะทําการยิงในอนาคตต่อไปนะครับ
ในภาคประชาชน จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้อย่างมาก เพราะว่า ในเรื่องของการติดต่อสื่อสารข้ามโลก ติดต่อสื่อสารข้ามชาตินะครับ นอกจากภาพและเสียง มันจะมีข้อมูลทางดิจิทัล ในเรื่องของการอัปลิงก์ (Uplink) และดาวน์ลิงก์ (Downlink) แล้วก็ เรื่องของระบบดาวเทียมนั้นจะช่วยแบ็กอัป (Back up) ในกรณีที่ไวร์ไลน์ (Wireline) ของเรา นี้มีปัญหาในบางจุดก็จะใช้ระบบดาวเทียมนี้เข้าไปเป็นแก็ปฟิลเลอร์ (Gap Filler) ให้ เชื่อมต่อให้นะครับ ทั้งหมดนี้ผมขอกล่าวนําในเบื้องต้นลําดับต่อไปก็มอบให้ท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ ได้นําเสนอเพิ่มเติมนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ