อลงกรณ์ พลบุตร เชิญสมาชิกและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลที่มีประสบการณ์ในกองบัญชาการตำรวจ ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อหารือปัญหาความสมดุลในกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นการทบทวนมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคมอย่างรอบด้าน ก่อนเปิดเวทีให้ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขึ้นชี้แจงและให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามความเชี่ยวชาญ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ กระผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนะครับ ที่ได้นําเสนอเรื่องนี้นะครับ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่าอยู่ใน หัวใจของบุคคล หรือพี่น้องประชาชนในสังคมไทยเรา แล้วก็นานาชาติครับ ในเรื่องของการที่ จะสร้างความสมดุลระหว่าง ๒ หลัก คือหลักของบุคคลที่กระทําความผิด หรือถูกกล่าวหาว่า กระทําความผิด โดยเฉพาะของไทยเรานั้นอยู่ในระบบของการกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทํา ความผิด กับอีกส่วนหนึ่งคือว่ากระทําความผิดจริง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ตกเป็นผู้เสียหาย จะหวั่นไหวกรณีที่ไปกล่าวหาหรือถูกคนร้าย หรือถูกผู้กระทําความผิดทําแล้วจะกระทํา ความผิดซ้ําไหม หรือสังคมเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นเป็นบาดแผลของสังคม คนเหล่านี้จะเป็น แพร่ระบาดไหม หรือจะทํามาผิดซ้ําไหมอะไรเหล่านี้นะครับ ก็เรียกว่าเป็นการสร้างความ หวาดกลัว หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับหัวจิตหัวใจของคนทั่ว ๆ ไปนี้อยู่เป็นพื้นฐานครับ แต่อีกส่วนหนึ่งที่เราพูดถึงหลักความสมบูรณ์แล้วว่า ถ้าเกิดเขาไม่ได้กระทําความผิด แล้วต่อมาพิสูจน์ภายหลังว่ามีหลักฐานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ๒ หลักนี้มันมี เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ แล้วเราจะตอบได้อย่างไรว่าตรงนี้ทั้งหลักข้อกฎหมาย และหลักข้อเท็จจริงนี้เราได้มีการยืนยันแล้วว่าทั้งหลักข้อกฎหมายและหลักข้อเท็จจริงนี้ มันเป็นไปโดยถูกต้อง คนทําไม่ดี คนที่ทําผิดก็ต้องถูกลงโทษ ขณะเดียวกันคนที่เสียหาย ก็ได้รับการชดใช้ เยียวยา หรือได้รับความดูแลปลอดภัยนะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ที่ท่านกรรมาธิการทั้งชุดได้นําเสนอเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจจะมองว่าอดีตผมเป็น ตํารวจเก่าก็จริงนะครับว่าจะอภิปรายสนับสนุนโดยละเลยจุดเล็ก ๆ ซึ่งจริง ๆ เป็นจุดใหญ่ นะครับว่า คนร้ายนี้ในปัจจุบันเห็นว่าบางส่วนถ้าเราคุยกับเจ้าหน้าที่ตํารวจบางส่วน แทบจะชินกันเลยครับ อย่างส่วนย่อย ๆ บางส่วนสมมุติว่าเป็นส่วนของพวกสายสืบอะไร อย่างนี้จะเห็นว่าแทบจะรู้จักกันเลย เรามีทะเบียนคนร้ายอยู่ ท้องถิ่นบางทีซ้ําแล้วซ้ําเล่า แล้วบางส่วนเราคงได้ยินว่าให้โอกาสกับเด็กและเยาวชนกลับตนเป็นคนดีนี้ เราได้ยินมาบ่อย ขณะเดียวกันเราก็ได้ยินว่าคนร้ายบางคนออกมาไม่พ้น ๒๔ ชั่วโมง มาซื้ออุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์มีดหรืออะไรก็ทําคดีอุกฉกรรจ์อะไรต่าง ๆ ได้แล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อปลีกย่อย ผมเองเห็นด้วยครับที่จะนําเสนอเรื่องนี้ โดยมีข้อเสนอสั้น ๆ ๖ ประการครับท่านประธาน ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะขยายเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป เพราะว่าที่คณะกรรมาธิการ ทํามานี้ นอกจากเป็นขั้นเรียกว่าจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างดี แล้วก็เป็นระดับนานาชาติด้วย ที่ได้บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของสหประชาชาติหรือเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนของโลก ลงไปถึง ประเทศเรา ลงมาถึงทุกชุมชนเลย แล้วลงมาถึงชาวบ้านทุกคนด้วย พี่น้องชาวไทยเราทุกคน ด้วยนะครับเรื่องนี้ ผมก็อยากจะเสนอในส่วนที่จะเสริมไว้ว่าขอให้ทําต่อนะครับ แล้วก็เสนอ ต่อไปเพื่อเป็นในเรื่องกระบวนการยุติธรรมจะได้เกิดมรรคผล จริง ๆ แล้วการจะไม่ควบคุมตัว การจะปล่อยนี้ บางทีบางครั้งบางท่านอาจจะเข้าใจว่าปล่อยตรงจุดไหน หรือว่าจะไม่ควบคุม ตัวตรงจุดไหน จริง ๆ ผมดูในรายงานนี้ที่ทําได้ดีมากครับ มันก็ทั้งกระบวนการยุติธรรม เริ่มตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล หรือเกี่ยวกับในชั้นต่อ ๆ ไปด้วย สถานพินิจอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ มันทําได้ทุกจังหวะ จะจังหวะหรือที่ผมอภิปราย เมื่อสักครู่ว่าเส้นแบ่งแห่งความถูกต้อง แห่งความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กับสังคมนี้มันอยู่ ตรงไหน ผมอยากจะเสนอว่าเอาตรงนี้มาขยุ้ม แล้วก็ทบทวนอีกทีหนึ่งว่ามันมีอยู่ประมาณ ๖ ประการ ผมก็สรุปจากที่ท่านคณะกรรมาธิการนําเสนอแล้วนะครับ แล้วก็ผสมกับที่ผม นั่งคิดตอนนี้นะครับ การที่เราจะทําตรงนี้ให้เป็นจริงระหว่างว่ามันโดยสมดุล สมดุลก็คือรู้สึกว่า ได้ทุกฝ่ายนะครับ อันดับแรกเลยต้องว่าเหยื่อ หรือผู้ถูกกระทํา หรือผู้เสียหายนี้ รู้สึก ปลอดภัยหรือไม่ รู้สึกจะได้รับอันตรายหรือไม่ อันนี้เป็นภาษาแบบง่าย ๆ เลยนะครับ ยังไม่ได้เป็นภาษากฎหมาย รู้สึกปลอดภัยหรือไม่ต้องถามก่อน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปถาม เจ้าตัวทุกคน ทุกคดีคงไม่ได้ แต่ผมตั้งเป็นมอตโต (Motto) ไว้ว่าเหยื่อรู้สึกปลอดภัยหรือไม่ มีมาตรการแห่งความปลอดภัยที่จะนํามาใช้นี้ ซึ่งในนี้มีอยู่แล้วหลักความคุ้มครองเหยื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของสังคม ที่เราบอกว่าพับบลิกซิตี (Public City) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ตรงนี้ต้องคํานึงถึงตรงนี้มาก ๆ เลย เป็นข้อที่ ๑ นะครับ จากนั้นแล้ว ข้อที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นี้ อันนี้แชร์ร่วมกัน อันที่ ๒ ดูว่ามันเป็นเรื่องราวหรือเป็นคดีที่ร้ายแรง หรือไม่นะครับ อันนี้ก็ปูพื้นฐานแล้วว่ามันสมควรหรือไม่ เพราะอย่างน้อยถ้าเราไม่ได้ทางด้าน หลักกฎหมายหรือหลักทางด้านจิตวิทยาบางครั้งเราปล่อยให้คนที่มีลักษณะในหมู่บ้าน หวาดกลัวออกมาแล้วนี่ ผมว่าความรู้สึกชาวบ้านและความรู้สึกอย่างเรา ๆ ทุกคนยังรู้สึกผวา นะครับ ก็ต้องมีจังหวะหรือมีระยะเวลาว่าคดีเหล่านี้มันเป็นคดีอะไร หรือเป็นคดีที่รุนแรง ก็ต้องดูก่อนนะครับ อันที่ ๒ ก็ต้องพยายามคํานึงว่ามีโอกาส กรณีถ้าเกิดเขาออกมานี่เราต้องคํานึงว่าเขามีโอกาส พิสูจน์ความผิดได้มาก เพราะว่าบางทีอย่างที่เรารู้ที่ไปอยู่ในนั้น ประเทศเราเป็นระบบกล่าวหา สมมุติบางคนผิดถูกไม่รู้ สมมุติว่ามีการจับกุมคลาดเคลื่อนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ หรือกล่าวหาคลาดเคลื่อน ถ้าเขาออกมาคนเหล่านี้เขาอาจจะพิสูจน์ความผิดได้มากขึ้น อันนี้เราคิดในแง่ดีนะครับ ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าผมปล่อยให้คนร้ายออกมาพิสูจน์ ความผิด มันไม่ใช่ครับ เราต้องมองว่าคนนี้ เหมือนพวกเราใฝ่ดีทุกคนนะครับ แต่ว่ากรณีที่ เขาทําอย่างนั้นไปเขาต้องพิสูจน์ความผิด อันที่ ๔ คือว่ากรณีที่เขาไม่ถูกจองจําหรือไม่ถูก คุมขังอะไรนี่ครับ เขามีโอกาสอยู่โลกภายนอก มันคล้าย ๆ ข้อ ๓ แต่มันคนละอย่างกัน อันนี้ มันจะฟื้นฟู เสริมสร้าง แล้วก็มีโอกาสทํางานหรือมีโอกาสสร้างประโยชน์ อาจจะมาชดใช้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้แรงกาย แรงสมอง หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้มาทํางานได้ มากขึ้น ชดใช้ความเสียหาย เหยื่อจะต้องได้รับการบําบัด อันที่ ๕ อีกอันหนึ่งก็คือว่า เราต้อง ยอมรับความจริง อันนี้เป็นเชิงปริมาณนะครับ บุคคลที่อินพุต (Input) หรือเข้าไปเหล่านี้ กลับออกมา แล้วระหว่างที่อยู่ล้นคุกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ตรงนี้เราคํานึงว่าถ้าเป็นวิธีหนึ่ง มันน่าจะมีวิธีที่สามารถที่จะไปให้คนไปอยู่รวม ๆ กันได้ อย่างถ้าเราพูดบอกบางคนกลับไป เรียนวิชาในนั้นอีกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ที่เราพูดภาษาลูกทุ่งว่าไปเรียนวิชาอะไรไม่ทราบ ในนั้น ไปอยู่กันแล้วติดเชื้อหมดเลยอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้เราก็ป้องกันคนล้นคุกได้ มาตรการหนึ่ง แต่ต้องเอาไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมหรือกลั่นกรองมาแล้ว แล้วก็ไม่ใช่ปล่อยหมด นะครับ อันที่ ๖ สําคัญครับ ข้อสุดท้ายมันจะเกิดได้ทั้ง ๔ - ๕ ข้อ และทั้งหลายทั้งมวล ที่ท่านกรรมาธิการทํามานี้ผมว่าดีมากนะครับ แต่มันจะอยู่ตรงนี้ครับ มันอยู่ที่ความเชื่อมั่น ก่อนความเชื่อมั่นข้อ ๖ ในนี้มีอยู่ข้อหนึ่ง ต้องปรับทัศนคติแล้วก็ปรับกระบวนทัศน์ ของทุกฝ่ายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจหรือใคร ทุกฝ่ายเลยครับ ว่าส่วนนี้มันมีส่วนดีอยู่ เชื่อมั่นว่าถ้าเราทําดี ๆ อย่างที่ท่านกรรมาธิการพูดเป็นขั้นตอนมาแล้ว แล้วโมดูล (Module) หลักใหญ่ ๆ ที่ผมพูดมา ๔ - ๕ ข้อนี้ผสมกันนะครับ มันน่าจะเป็นมาตรการหนึ่งที่นําไปสู่ ให้สังคม เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด ก้าวไปสู่การป้องกันด้วยนะครับ การป้องกันการกระทํา ความผิดซ้ําซาก แล้วหากผู้กระทํามาผิดนักโทษที่ดีก็มีโอกาสกลับตนและแก้ไขฟื้นฟูมาสู่เป็น พลเมืองที่ดีของชาติต่อไปนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ