สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ หารือปัญหาการปล่อยผู้ต้องหาออกจากเรือนจำโดยไม่มีการควบคุมพฤติกรรมที่เหมาะสม พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูประบบการจำแนกและฟื้นฟูผู้กระทำผิดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัยของสังคม โดยเน้นการพัฒนามาตรการนอนคัสโตเดียลเมเชอร์อย่างเป็นระบบ ผ่านการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจภายใต้กระทรวงยุติธรรมเพื่อประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของบุคลากรสหวิชาชีพและจิตอาสา พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนด้านงบประมาณ ระบบข้อมูล และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียน ท่านประธานสภาการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ ยุติธรรมเพื่อประชาชน ขออนุญาตใช้เวลาอันสั้นในการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพื่อสรุปรายงานการศึกษาของคณะเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนามาตรการต่อผู้กระทําความผิด อาญาแทนการควบคุมตัว โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรสหวิชาชีพและชุมชน
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขออนุญาต ไปที่หน้าเรื่องของสภาพปัญหาก่อนนะคะ โดยสรุปอยากจะขออนุญาตกราบเรียนถึงปัญหาที่ คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมานําเสนอในสภาปฏิรูปในวันนี้ค่ะ ก็คือว่าจํานวนของผู้กระทําความผิดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในวันนี้ได้มีจํานวนมากขึ้น และเกิน ๒๐๐,๐๐๐ รายต่อปี มีการถูกปล่อยตัวออกมาเพื่อควบคุมความประพฤติ แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีจํานวนมากในส่วนของกฎหมายเด็กและเยาวชน เนื่องจากกว่า มีกฎหมายหลายฉบับเปิดกว้างให้ผู้กระทําความผิดสามารถที่จะกลับมามีเสรีภาพในสังคมได้ โดยให้โอกาสแก้ไขปรับตัว ฟื้นฟูตนเองอีกครั้งหนึ่ง ดังเช่นจะเห็นได้ว่าในสไลด์ (Slide) ถัดไป กฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เดิมมีการกําหนดว่า ผู้กระทําความผิดจําคุกไม่เกิน ๒ ปี สามารถจะออกไป ศาลสามารถที่จะรอการลงโทษ แต่ว่า ในปัจจุบันเพิ่มมาเป็น ๓ ปี และล่าสุดก็คือ ๕ ปีแล้วแปลว่าผู้กระทําความผิดที่อาจจะมีโทษ หรือพฤติการณ์ที่ร้ายแรงก็ออกมาเดินสู่สังคมได้ อันนี้ก็ส่งผลให้เห็นว่ามันยังขาดความสมดุล เดี๋ยวจะขออนุญาตให้ดูภาพถัดไปที่จะให้เห็นว่าภาพการชั่งน้ําหนักระหว่างเสรีภาพของ ผู้กระทําความผิดที่สามารถจะออกมาสู่สังคมได้ง่ายกับความปลอดภัยของผู้เสียหาย หรือว่า ความปลอดภัยของสังคมยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างสมดุล เพราะฉะนั้นอาจจะเรียกได้ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมให้โอกาสประชาชนที่กระทํา ความผิดมากขึ้น แต่การปล่อยตัวยังค่อนข้างปล่อยปละละเลย หรือว่าทั้งนี้เนื่องจากว่ากลไก ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะจํานวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในเรื่องนี้อาจจะมี จํากัด ส่งผลให้มีปัญหาหลัก ๆ ๓ ประการ คือ ๑. การปล่อยออกมาสู่สังคมยังไม่ได้สัดส่วน กับการกระทําความผิด อย่างเช่น คนที่กระทําความผิดอย่างร้ายแรง อาจจะมีการตัดสิน ลงโทษ แล้วก็จําคุกหรือว่าปรับเท่านั้นเอง อาจจะมีมาตรการในการควบคุมความประพฤติ โดยการปล่อยให้ไปรายงานตัวปีละ ๔ หน การรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่มักจะใช้เวลา ประมาณ ๔ - ๗ นาทีต่อครั้ง เพราะฉะนั้นปีหนึ่งอาจจะใช้เวลาแค่ ๔ ครั้ง ก็แปลว่า ๒๘ นาที เท่านั้นนะคะ เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้กระทําความผิดและไม่ได้ สัดส่วน ยิ่งไปกว่านั้นการที่ปล่อยให้ผู้กระทําความผิดออกมาสู่สังคม โดยเฉพาะกรณีความผิด ทางเพศหรือการใช้กําลังความรุนแรงก็อาจจะเป็นภัยต่อการกระทําผิดซ้ําที่จะเกิดขึ้นต่อ เหยื่อ และต่อความปลอดภัยของสาธารณะ ประเด็นต่าง ๆ ที่สําคัญเหล่านี้ส่งผลให้เกิด ความคิดว่าควรจะมีการปฏิรูประบบการปล่อยให้ผู้กระทําความผิดออกมาสู่สังคม โดยมี การตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้เสนอเป็น ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. การจําแนก ชั่งน้ําหนักว่าผู้ใดควรจะถูกปล่อยออกมา ทําอย่างไรให้ ผู้ที่ทําผิดเล็กน้อยและไม่ได้ตั้งใจได้รับการแก้ไข เปิดโอกาสให้เขาได้กลับมาฟื้นฟูตนเอง ในขณะที่ผู้ที่ไม่ควรจะปล่อยออกมาเพราะมีความเสี่ยงภัยควรจะถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ อันนี้คือเป็นการปฏิรูประบบจําแนก และถัดไปคือการปฏิรูประบบการแก้ไข บําบัด ฟื้นฟู ซึ่งในแต่ละคนผู้กระทําความผิดไม่ได้มีความผิดเพราะมีปัญหาเรื่องเดียว บางคนขาดอาชีพ ขาดงาน หรือมีปัญหาทางจิต ปัญหาทางสังคมหรือว่าติดยาเสพติด เพราะฉะนั้นการปฏิรูป ระบบการดูแลต้องทําอย่างครบวงจร ซึ่งสิ่งเหล่านี้นําไปสู่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ดังต่อไปนี้ค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะคะ ในส่วนของการปฏิรูปเลยค่ะ คณะกรรมาธิการ ได้มีข้อเสนอสําคัญ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือขอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการบริหารกิจการยุติธรรม ในด้านของการพัฒนามาตรการในด้านนี้โดยตรง โดยให้อยู่ในสังกัดของกระทรวงยุติธรรม ในส่วนของกรรมการบริหารยุติธรรมแห่งชาติ หลายท่านอาจจะมีคําถามว่าจะมีคณะกรรมการ ระดับชาติขึ้นมาอีก ๑ บอร์ด (Board) ที่จะเป็นการซ้ําซ้อนหรือไม่ ทางที่ประชุมของเรา ได้พิจารณาตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับได้พบว่าในปัจจุบันยังไม่มีบอร์ด (Board) ที่ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังนะคะ ในแต่ละกฎหมายอาจจะมีคณะกรรมการแห่งชาติ ในแต่ละเรื่อง แต่ว่าคณะกรรมการที่จะมาดูแลเรื่องของกระบวนการ นอนคัสโตเดียลเมเชอร์ (Non-custodial Measures) ยังขาดการร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะต้องการความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานในส่วนของกระบวนการยุติธรรมร่วมกับหน่วยงานจากภายนอก ทั้งในส่วน ของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงด้านสาธารณสุข พัฒนาสังคมและด้านแรงงาน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการความร่วมมือจากหน่วยสหวิชาชีพและความร่วมมือจากชุมชน ซึ่งหลายหน่วยงานมาจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทจากภายนอก เพราะฉะนั้นรูปแบบ ที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอจะเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่น่าจะช่วยมองปัญหาได้ อย่างดูทั้งระบบในภาพรวม
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของเนื้อหาสาระที่ควรจะต้องเป็นเรื่องของอํานาจ หน้าที่ ก็จะเน้นเรื่องของการสนับสนุนให้หน่วยงานด้านสหวิชาชีพและชุมชนได้เข้ามา มีบทบาทอย่างจริงจัง ซึ่งในต่างประเทศในประเทศที่ให้ความสําคัญกับบทบาทของประชาชน ที่มีศักยภาพจะเปิดช่องใน ๒ แนวทางดังนี้ แนวทางแรก เน้นความเป็นโพรเฟสชันนัลลิซึม (Professionalism) คือความเป็นวิชาชีพ ทําอย่างไรให้เกิดมืออาชีพเข้ามาร่วมงานกับ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักจิตวิทยา หรือว่านักบําบัดฟื้นฟูซึ่งมีหลากหลาย สาขา กระทั่งศิลปินก็สามารถจะมาบําบัดฟื้นฟูผู้กระทําความผิดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ขาดแคลนในส่วนของกระบวนการยุติธรรมไทย เรื่องโพรเฟสชันนัลลิซึม (Professionalism) หรือว่าการสร้างมืออาชีพที่จะมาร่วมงานกับกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง ถัดไป เป็นเรื่องของการอาสาสมัคร อาจจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า โวลันเทียริซึม (Volunteerism) ก็คือการมีส่วนร่วมของจิตอาสาจากชุมชน ซึ่งในหลายประเทศก็สามารถจะฝึกฝนชาวบ้าน หรือว่าองค์กร ชุมชน ให้สามารถมีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรมได้อย่างจริงจัง ทั้ง ๒ ประการนี้มีตัวอย่างในต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีหลายองค์กรนักศึกษา และทําตัวอย่างไว้มากมาย แต่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งในเชิงการเงิน ระบบข้อมูล หรือว่าระบบองค์ความรู้ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการแห่งชาติชุดใหม่จะมีหน้าที่ให้การ สนับสนุน สร้างระบบองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการสํารวจของรายงานฉบับนี้ประเทศไทย มีความก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายเด็กและเยาวชนที่ได้สร้างระบบทั้งในเชิง ของเอาต์ซอร์ซซิง (Outsourcing) ก็คือการให้เอกชนเข้ามาทํางานแทนรัฐหรือร่วมไปกับรัฐ การให้ค่าใช้จ่ายรายหัวหรือว่าการสนับสนุนให้เกิดองค์กรมืออาชีพ และมีการให้อนุญาต อนุมัติ ตั้งเป็นองค์กรต่าง ๆ แต่แม้จะมีกฎหมายที่เพียบพร้อม แต่ว่าในทางปฏิบัติก็ยังขาดการบังคับใช้ อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นองค์กรชุดใหม่แห่งชาติที่จะตั้งขึ้นจะมีภารกิจหลักคือการขับเคลื่อน ผลักดันให้กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามกฎหมายสามารถบังคับใช้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ อย่างแท้จริง เพื่อให้องค์กรสหวิชาชีพและองค์กรในชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับ หน่วยงานยุติธรรมซึ่งมีบุคลากรและงบประมาณจํากัดให้ไปต่ออย่างมีคุณภาพ สุดท้าย หลังจากที่พวกเราได้สํารวจ ได้พบว่าในขณะที่กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนค่อนข้าง เอื้อให้รัฐสามารถจะร่วมมือกับหน่วยงานภาคนอกที่จะทํางานอย่างเป็นระบบ ปรากฏว่า ในส่วนของกฎหมายผู้ใหญ่หลายฉบับ ก็กลับกลายเป็นว่ากลไกทางกฎหมายยังไม่เอื้อให้มี การทํางานร่วมกันกับองค์กรภายนอก นอกจากเรื่องกฎหมายฟื้นฟูยาเสพติด ก็ยังไม่ชัดเจน ว่าจะมีการจ่ายค่ารายหัวที่จะให้องค์กรภายนอกด้านสหวิชาชีพหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้ก็อาจจะมีการสํารวจตัวบทกฎหมาย และอาจจะ ต้องขั้นเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้กฎหมายต่อไป ซึ่งเรากําหนดระยะเวลาในการ ดําเนินการทั้งหมดไม่เกิน ๑ ปี หลังจากนี้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการกราบเรียน ในที่ประชุมได้รับทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ