รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖๑/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
“พระราชโองการ
ประกาศ
เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีประกาศเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จึงได้มีการประชุมเพื่อรับทราบและได้ กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท โดยประกาศให้ทราบทั่วกันว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว นั้น
ทรงพระราชดําริว่าในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณีเป็นการ สมควรที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นปีที่ ๑ ในรัชกาล ปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
ประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
______________
โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญ องค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ ประชาชนทราบ
โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตาม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้รับทราบกรณีสวรรคตดังกล่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง โดยเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุม เพื่อรับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาทและประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่ ประธานรัฐสภา ได้นําความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง
จึงขอประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
พรเพชร วิชิตชลชัย
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ในโอกาสอันเป็นมหามงคลผมใคร่ขอให้ท่านสมาชิกทุกท่าน น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ ท่านสมาชิกครับขอได้โปรดกล่าว คําถวายพระพรชัยมงคลพร้อมกัน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ขอบคุณครับ ขอเชิญนั่ง
ก็สืบเนื่องมาจากทั้ง ๒ เรื่องข้างต้นจากการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีหนังสือสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๓/๒๔๕๔๙ เรื่อง แจ้งเรื่อง การสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ว่ารายละเอียดดังเอกสารที่ได้วางไว้ ณ ที่นั่งของท่านสมาชิกเรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งระบุว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคตเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ถือว่าเป็นกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และจําเป็นต้องมีการดําเนินการเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติต่อไปเพื่อให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ชะลอการดําเนินการไว้ก่อน เพื่อสนองพระราชดําริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ว่ายังไม่สมควรดําเนินการใดที่แสดงถึงการมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ในระหว่างที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์โศกและยากจะทําใจ พระองค์เองก็ทรงขอเวลาร่วมทุกข์ และทําใจเช่นเดียวกับประชาชนจนกว่าพระราชพิธีพระบรมศพจะผ่านพ้นไประยะหนึ่ง ซึ่งมีพระราชดําริว่าเมื่อการบําเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานผ่านพ้นจนถึงปัญญาสมวารครบ ๕๐ วัน คือวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ แล้ว จึงค่อยพิจารณาดําเนินการต่อไป ทั้งในระหว่างนี้ รัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดให้มีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีข้อขัดข้องใด ๆ ในราชการบ้านเมือง คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งมายังประธาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะประธานรัฐสภาเพื่อทราบว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นรัชทายาทที่พระมหากษัตริย์ได้ทรง แต่งตั้งไว้แล้วตามความในมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และทรงสถิตอยู่ในที่รัชทายาทสืบมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อทราบและให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติอัญเชิญ องค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป และประกาศให้ประชาชนทราบ แล้วนั้น
บัดนี้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ประกาศว่าในฐานะประธานรัฐสภา ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญรัชทายาทเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ และทรงมีพระราชดํารัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ ๑๐ เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวงเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ แล้ว ท่ามกลางความปลื้มปิติยินดีของพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง เป็นอันว่า ที่ประชุมรับทราบพระราชโองการ รับทราบประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรับทราบ หนังสือของสํานักนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบพระคุณ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มีมติ ตั้งอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะ เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่งเป็น คณะอนุกรรมาธิการร่วมระหว่างกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานและ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพื่อทําหน้าที่ ในการศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูป ขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และข้อเสนอการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ รอบโรงไฟฟ้าอย่างแท้จริงและยั่งยืน เมื่อคณะอนุกรรมาธิการได้จัดทํารายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานพิจารณา โดยคณะกรรมาธิการได้มีมติเห็นชอบให้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบให้นําเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมสภา ผมได้บรรจุระเบียบวาระ การประชุมเพื่อสมาชิกได้พิจารณาในวันนี้
อนึ่งด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงานและขับเคลื่อนการปฏิรูป กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ได้แก่ ท่านปัทมาวดี จีรังสวัสดิ์ ท่านนารีรัตน์ พันธุ์มณี สําหรับรายชื่อผู้เสนอและชี้แจงมีดังนี้นะครับ ๑. ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านรวีวรรณ ภูริเดช รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านเป็นเลขาธิการสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๓. ท่านปัทมาวดี จีรังสวัสดิ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการในอนุกรรมาธิการบูรณาการ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านพลังงาน ท่านเป็นอดีตผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายไฟฟ้า สํานักงานนโยบายและแผน สนพ. กระทรวงพลังงาน ท่านเป็นอดีตผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน ๔. ท่านนารีรัตน์ พันธุ์มณี อนุกรรมาธิการในชุดเดียวกัน ท่านเป็นผู้อํานวยการกลุ่มงาน วิเคราะห์มาตรการ สํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน พร้อมด้วยท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในวันนี้ผมขออนุญาตกราบ เรียนนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งเป็นการ ดําเนินงานร่วมกันของ ๒ กรรมาธิการ คือกรรมาธิการพลังงาน และกรรมาธิการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยเราได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้กรรมาธิการพลังงานที่ชื่อว่า คณะอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง พลังงานและการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีกระผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็มี ท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ท่านสมาชิกครับ ถ้าลําดับรายงานของกรรมาธิการพลังงานที่เราได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ไป เราก็ได้นําเสนอไปแล้วทั้งสิ้น ๖ เรื่องนะครับ เริ่มตั้งแต่เรื่องของพระราชบัญญัติกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง เรื่องของข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ด้านการอนุรักษ์พลังงานโดยมาตรการบริษัทจัดการพลังงานหรือ เอเนอร์จี เซอร์วิส คอมพานี (Energy Service Company) เป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ก็คือ เรื่องของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องของการ พัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ หรือเอ็นอีไอซี (NEIC) และเรื่องที่ ๖ เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ก็คือการปฏิรูปแนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลและไบโอดีเซล กระผมต้องขอขอบพระคุณการสนับสนุนจากท่านสมาชิกที่ได้ให้การสนับสนุนงานของ กรรมาธิการเรามาด้วยดี สําหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๗ ของกรรมาธิการพลังงาน แต่อาจจะเป็นเรื่องที่เกือบจะ ๒๐ ของกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราก็เห็น ว่ามันเป็นงานที่ต้องบูรณาการร่วมกัน ก็คือเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งกระผมก็อยากจะ ขอใช้เวลาประมาณสัก ๑๕ นาที ไม่เกิน ๒๐ นาที เพื่อจะได้นําเสนอสาระสําคัญของเรื่องนี้ ตามแผนพรีเซนเทชันเพาเวอร์พอยต์ (Presentation PowerPoint) ที่ได้วางแจก ต่อท่านสมาชิกอยู่เบื้องหน้าท่านแล้วนะครับ แล้วถ้าท่านจะอ่านได้ง่ายหน่อยก็คือว่า ในรายงานฉบับหลักนี่เราก็ได้ทําบทสรุปผู้บริหารไว้ในหน้า ก ข ๒ หน้า ถ้าท่านอ่าน ก็จะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมาย แล้วก็ข้อเสนอของเราได้อย่างรวดเร็วนะครับ ก็ขอเรียนอารัมภบท ในเบื้องต้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทซัน (Presentation))
ขออนุญาตไปในสไลด์ (Slide) แรกเลยนะครับว่ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็เป็นกองทุนที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีกฎหมาย รองรับ กฎหมายฉบับนั้นก็คือพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็จะมีรายได้หลักมาจากโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ชุมชน ๑ ชุมชนหรือหลายชุมชน ซึ่งอยู่ในรัศมีที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดําเนินการ ของโรงไฟฟ้านั้น ๆ ตามกฎหมายที่ผมได้เอ่ยไปเมื่อกี้นี้นะครับ พระราชบัญญัติการประกอบ กิจการพลังงานนี่ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็อยู่ในกรอบนโยบายหลักที่มาจากรัฐบาลคือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน เป็นผู้กํากับดูแล แล้วก็มีสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเป็นฝ่ายเลขาที่คอย ดูแลจัดการกองทุนให้เป็นไปตามมติต่าง ๆ นะครับ
วัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจริง ๆ ตามกฎหมายก็มีหลาย วัตถุประสงค์นะครับ แต่วัตถุประสงค์ที่เรามาเสนอปฏิรูปในวันนี้ก็เรื่องของการดําเนินการ เพื่อพัฒนาชุมชน วัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็เพื่อเป็นทุนในการสนับสนุน การพัฒนาชุมชนในท้องที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดําเนินการของโรงไฟฟ้านั้น ๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน พัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่อาจได้รับผลกระทบ จากการดําเนินงานของโรงไฟฟ้า แล้วก็สามารถจะนําไปส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและ เทคโนโลยีในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย โดยคํานึงถึง ความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า
ในสไลด์ (Slide) ถัดไปก็จะเป็นแผนภูมิโครงสร้างหน่วยงานที่กํากับดูแล กองทุนพัฒนาไฟฟ้านะครับ กระผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกว่าอยากให้ท่านเปิดไปดู ในภาคผนวก ง ด้วยนะครับ ภาคผนวก ง ท่านก็จะเห็นรายชื่อกองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่งมีอยู่ ๓๐๐ กว่ากองทุน มีทั้ง ก ข ค ก ข ค คืออะไรเดี๋ยวจะได้นําเสนอต่อไปนะครับ แล้วก็ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าตอนนี้กระจายอยู่ในจังหวัดถึง ๖๑ จังหวัดจาก ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย คณะกรรมการกํากับกิจการ พลังงานเขาก็ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๓ ชุดเพื่อดูแลบริหารจัดการหรือว่าภาษาอังกฤษ เขาจะเรียกว่าซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) คําขอต่าง ๆ และการใช้จ่ายเงินก็มีคณะอนุกรรมการ กลั่นกรองแผนงานและโครงการ คณะอนุกรรมการบริหารกองทุน แล้วก็คณะอนุกรรมการ ประเมินผลการดําเนินงานของกองทุน กองทุนก็จะมีกองทุนประเภท ก ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ แล้วก็กองทุนประเภท ข และกองทุนประเภท ค แล้วก็สํานักงาน กกพ. สกพ. ก็จะเป็นผู้ดูแลรับจ่ายเหมือนเป็นแคชเชียร์ (Cashier) แล้วก็จัดทํารายงานเสนอต่อ รัฐบาล ทีนี้อยากจะเรียนว่ากองทุน ก ข และ ค มันคืออะไร ถ้าพูดถึงรัศมีของชุมชนที่จะ ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้ากองทุนประเภท ก ก็จะมีรัศมีกว้างหน่อยเพราะเป็นโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ก็คือประมาณ ๕ กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าก็กินพื้นที่หลายตําบลบางทีเป็นหลาย อําเภอด้วย กองทุนประเภท ก ๕ กิโลเมตรมาจากไหน ก็มาจากรัศมีการทํารายงานวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เมื่อก่อนเขาก็ทําวิเคราะห์ในรัศมี ๕ กิโลเมตร กองทุน ประเภท ก เป็นกองทุนที่มาจากโรงไฟฟ้าที่มีกําลังผลิตเยอะ ผลิตหน่วยไฟฟ้าพลังงานออกมา ปีหนึ่งมากกว่า ๕,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นโรงไฟฟ้าหน่วยผลิตไฟฟ้า ๑ หน่วยก็จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้วแต่ว่าใช้เชื้อเพลิงประเภทใด ถ้าเป็นถ่านหิน ก็หน่วยละ ๒ สตางค์ ถ้าเป็นก๊าซธรรมชาติก็ ๑ สตางค์หรือ ๑.๕ สตางค์ แล้วถ้าเป็นน้ํามัน หรือเป็นน้ําก็ลดหลั่นกันลงไป ในรายงานก็มีรายละเอียดอยู่แล้ว กองทุนประเภท ก ก็คือ กองทุนที่มีรายได้เข้าปีละมากกว่า ๕๐ ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีอยู่ ประมาณ ๑๒ กองทุนนะครับ ๑๒ กองทุนกระจายอยู่ใน ๑๐ จังหวัดแล้วก็มีโรงไฟฟ้า หน่วยโรงไฟฟ้า ๕๙ โรงนะครับ ทีนี้โรงไฟฟ้าผมก็อยากจะกราบเรียนว่าที่มีรายได้มากที่สุดตอนนี้ เป็นกองทุนใหญ่ที่สุด ก็คือ ที่อําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ปีหนึ่งเกือบ ๓๐๐ ล้านบาทนะครับ การบริหารจัดการกองทุนประเภท ก ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ก็จะมีคณะกรรมการ ซึ่งภาคราชการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยมาก กระทรวงพลังงานไม่ได้เข้าไปยุ่ง สํานักงาน กํากับกิจการพลังงานก็ไม่ได้เข้าไปยุ่ง ให้ชาวบ้านเขาเลือกกันมาเอง เราก็แบ่งเป็น คณะกรรมการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าระดับจังหวัดที่เขาใช้ตัวย่อว่า คพรฟ. แล้วก็ เนื่องจากกองทุนใหญ่ก็มีหลายตําบล ในแต่ละตําบลก็จะมีคณะกรรมการพัฒนาชุมชนระดับ ตําบลที่เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าตําบล หรือ คพรต. คนก็มักจะ เรียกกันว่าคณะกรรมการรถไฟกับคณะกรรมการรถตู้ รถไฟเขาใหญ่กว่ารถตู้ รถไฟก็มักจะมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการที่เลือกกันมา ส่วนตําบลเขาก็เลือก กันมาชุดเล็กลง ทีนี้ก็มีกองทุนอีกประเภทหนึ่ง คือกองทุนประเภท ข กองทุนประเภท ข หลัก ๆ ก็คือมีรายได้น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท แต่มากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี กองทุน เหล่านี้ก็จะมีอยู่ถึง ๕๕ กองทุน จาก ๑๖๘ โรงไฟฟ้ากระจายอยู่ใน ๓๒ จังหวัดทั่วประเทศ แล้วรัศมีของชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็เอารัศมี ๓ กิโลเมตรเป็นเกณฑ์ เนื่องจากโรงไฟฟ้า ขนาดเล็กลง การดําเนินงานก็มีเป็นคณะกรรมการชุดเดียว ที่เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนา ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าระดับจังหวัด หรือ คพรฟ. แล้วลําดับสุดท้ายคือกองทุนประเภท ค กองทุนไฟฟ้าประเภท ค ก็คือกองทุนที่มีรายได้น้อยกว่าปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท กองทุน ประเภทนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเงินน้อย การบริหารจัดการก็มอบให้ผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ คนมาพิจารณาว่าจะทําโครงการอะไร มีสักโครงการ หรือ ๒ โครงการก็หมดเงินแล้ว กองทุนประเภท ค ก็จะครอบคลุมรัศมีชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ประมาณ ๑ กิโลเมตร ก็เล็กที่สุด แล้วปัจจุบันก็มีถึง ๒๕๑ กองทุน จาก ๓๒๗ โรงไฟฟ้า กระจายอยู่ใน ๖๑ จังหวัดทั่วประเทศ ทีนี้ผมก็พูดเลยมานะครับ จริง ๆ ก็มาถึงสไลด์ (Slide) ที่ ๘ แล้วนะครับ ให้เห็นว่าภาพการบริหารกองทุนเป็นอย่างไร ทีนี้ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่ผ่านมา เนื่องจาก เรากระจายอํานาจไปให้กับชุมชน กรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละชุมชนของตําบลเขาก็จะจัดทําแผนยุทธศาสตร์ แผนบริหารงาน แผนจัดสรรเงิน สํารวจความต้องการประชาชน แล้วพิจารณาอนุมัติโครงการชุมชนภายใต้กรอบที่มาจาก ส่วนกลาง คือคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน จากนั้นก็ทําสัญญากับชุมชน ให้เบิกจ่ายเงินเป็นงวด ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล แล้วก็จัดทําสถานะกองทุนรายงานต่อ กกพ. อันนี้ก็เป็นหลักตามกฎหมายนะครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าการดําเนินการใช้จ่าย เงินกองทุนมันก็จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๙๗ (๑) - (๖) วงเล็บต่าง ๆ ไม่ค่อย ได้นํามาปฏิบัติเท่าไร เพราะว่ายังไม่มีเคส (Case) ที่พูดกันมากคือ (๓) คือใช้เพื่อพัฒนา ชุมชน ฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ ปัจจุบันการดําเนินงานตามมาตรา ๙๗ (๓) เกี่ยวกับ โครงการของชุมชน สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็ได้กําหนดวัตถุประสงค์ ของการใช้จ่ายเงินว่ามันจะต้องให้เข้าด้านใดด้านหนึ่ง ๑๑ ด้าน ดังที่แสดงอยู่ใน สไลด์ (Slide) หน้า ๑๓ นี่นะครับ อันนี้ก็เป็นกองทุนขนาดใหญ่ กองทุน ก และกองทุน ข ส่วนกองทุน ค เนื่องจากเงินน้อย ก็กําหนดวัตถุประสงค์ไว้แค่ ๓ ด้านเท่านั้น คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สุขภาวะ การพัฒนาอาชีพแล้วก็พัฒนาการศึกษาและท้องถิ่นนะครับ แต่ว่ากองทุนใหญ่ ๆ มีถึง ๑๑ ด้าน
ปัญหาของการดําเนินงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเราก็พบว่ากองทุนประเภท ค ที่เป็นกองทุนเล็กไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเงินน้อยเขาเสนอโครงการอะไรมาก็จัดสรรไปก็เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าพอกองทุนมีเงิน เข้ามามากและมีชุมชนหลายตําบลเข้ามาเกี่ยวข้องการดําเนินงานก็จะมีปัญหา มีปัญหา ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ มีปัญหาว่าจากพื้นที่เสนอมาแล้วทําไมกรรมการระดับจังหวัด ไม่เห็นด้วย หรือว่าส่งไปที่ส่วนกลางเพื่อให้กรรมการกํากับกิจการพลังงานอนุมัติเงินงวดมา ก็ช้าแล้วก็ไม่อนุมัตินะครับ ทางส่วนกลางหรือส่วนจังหวัดก็บอกว่าที่ชุมชนเสนอมานี่ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ๑๑ ด้าน และมันก็มีตัวอย่างจริง ๆ ด้วยนะครับ เพราะว่าในอดีต ท่านอาจจะเคยได้ยินว่ามีหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่จังหวัดลําปางก็ใช้เงินกองทุนนี้ ไปสร้างหลักกิโลเมตร ซึ่งมันก็ไม่ได้พัฒนาชุมชนเท่าไร หรือบางครั้งก็เอาไปใช้ในพิธีทําบุญบั้งไฟ อะไรต่าง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่งานที่จีรังยั่งยืนอยู่ในชุมชนอะไรเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเขาก็ได้มีการประเมินผล ได้มีการจ้างมหาวิทยาลัย อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างมหาวิทยาลัยมหิดลไปศึกษาประเมินผลก็พบว่า มีกองทุนที่ประสบความสําเร็จนะครับ แล้วก็กองทุนที่อาจจะมีปัญหา เอาที่ประสบ ความสําเร็จที่ผมจําได้ก็อย่างที่บางปะกง ที่เขื่อนสิริกิติ์อย่างนี้นะครับก็ประสบความสําเร็จ ชุมชนไปสํารวจความต้องการ ไม่ได้เน้นเงินเป็นหลัก แต่เน้นประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก แล้วก็เสนอโครงการที่ตอบสนองกับความต้องการของชุมชน อย่างไรก็ดีคณะกรรมาธิการ โดยอนุกรรมาธิการของเราก็ได้จัดให้มีการสัมมนาและเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้รู้ ทั้งฝั่งโรงไฟฟ้า ฝั่งราชการ ฝั่งชุมชน มาให้ข้อคิดเห็นว่าปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสีย สเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) เขามองกองทุนนี้เป็นอย่างไร อยากจะเห็นทิศทางการพัฒนาเป็นอย่างไรนะครับเราก็พบปัญหา ที่สะท้อนกลับมาจากการสัมมนาแล้วก็ตอบแบบรับฟังความคิดเห็นก็พบว่าปัญหาของกองทุน การใช้เงินกองทุนตามมาตรา ๙๗ (๓) ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน เพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่ผ่านมาก็มีปัญหาดังนี้นะครับ
๑. การพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนไม่ครอบคลุมหรือไม่สอดคล้องกับ ความจําเป็นและความเร่งด่วนของปัญหา โครงการหลาย ๆ โครงการมีความซ้ําซ้อนกับ โครงการตามภารกิจของหน่วยราชการที่ทําอยู่แล้ว
๒. แผนยุทธศาสตร์ของกองทุนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ ประชาชนได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
๓. ข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินกองทุนบางครั้งขาดการวางแผน การดําเนินการให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว เสนอเป็นโครงการระยะสั้นแล้วก็ใช้เงินหมดไป ไม่เห็นประโยชน์อย่างยั่งยืน
๔. ก็คือขั้นตอนการพิจารณาโครงการล่าช้า เตรียมโครงการไว้แต่กว่าจะได้ อนุมัติเขาเรียกว่าข้าวแห้งไปแล้วในนาก็คงทําอะไรไม่ได้
เพราะฉะนั้นแนวทางการปฏิรูปที่คณะอนุกรรมาธิการคณะของเราได้นําเสนอ นี่นะครับเราก็ทําการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่มาจากทางราชการ ส่วนใหญ่ ก็มาจากคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน และสํานักงาน สกพ. นะครับ เราได้มีการ ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลาง ในภูมิภาค ท้องถิ่น เราได้มีการจัดทําแบบสอบถามรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา ๙๗ (๓) และได้มีการจัดสัมมนาครั้งหนึ่งโดยสภา ของเรานะครับ เรื่องการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นเราก็นําผลการสัมมนาและการศึกษา มาประมวลผล เพื่อจัดทําข้อเสนอในการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ท่านสมาชิกครับก็มาถึงข้อเสนอซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายงานนี้ คณะกรรมาธิการ ๒ คณะ ของเราคือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แล้วก็ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็ได้พิจารณา สังเคราะห์วิเคราะห์แล้ว ก็ขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนา ไฟฟ้าในระดับปฏิบัติโดยเน้นการดําเนินงานตามมาตรา ๙๗ (๓) ในเรื่องของการจัดสรร เงินกองทุนเพื่อดําเนินการโครงการชุมชนเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้ปรับปรุงระเบียบของ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานว่าด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟู ท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดําเนินงานของโรงไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้มี ความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับปรุงอย่างไร ปรับปรุงอันแรกก็คือปรับปรุงเกณฑ์การจัดสรร เงินกองทุน โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ประเภท ก ที่มีเงิน ๕๐ ล้านบาทต่อปีขึ้นไป แล้วก็ ประเภท ข ที่มีเงิน ๑-๕๐ ล้านบาทต่อปี จากเกณฑ์การจัดสรรที่เคยมี ๑๑ ด้าน ลดให้เหลือ ๔ ด้าน ทําไมเราถึงเสนอให้ลดเกณฑ์การจัดสรร ๑๑ ด้าน เหลือ ๔ ด้าน ก็เพื่อจะได้มี ความยืดหยุ่นและกว้างมากขึ้น เพราะเดิมมี ๑๑ ข้อมันละเอียดเกินไปก็เลยทําให้กรรมการ จัดสรรบอกว่าไม่เข้า เพราะว่าไม่เข้าข้อนี้ไม่เข้าสักข้อหนึ่งเราก็เลยเสนอให้มีแค่ ๔ ข้อ แล้วเขียนให้กว้างไว้มันจะได้มีโอกาสเข้าได้ง่ายขึ้น คือ ๑. ด้านการส่งเสริมการศึกษาและ สุขภาพก็ได้แก่ทุนการศึกษา ซ่อมโรงเรียน หรือว่าจะซ่อมสุขศาลา สถานีอนามัย ๒. พัฒนา อาชีพหลักเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ ๓. อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ๔.ใช้จ่ายฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้กว้างขึ้นโดยลดจํานวนข้อลงจาก ๑๑ ข้อ เหลือ ๔ ข้อ
อีกอันหนึ่งที่เรากลั่นกรองอาจจะมีการถกแถลงกันมากหน่อย ในอนุกรรมาธิการเราก็คือว่าสิทธิประโยชน์ที่ไม่ได้เคยให้จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่ง กกพ. หรือคณะกรรมการระดับจังหวัดอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยร่วมสมัยนัก แต่จริง ๆ เป็นสิ่งที่ ประชาชนเขาคาดหวังว่าอยากจะได้ว่าเขาอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าเขาน่าจะมีอะไรที่พิเศษกว่าคนที่ อยู่ไกลโรงไฟฟ้าเหมือนเขาเสียสละ เพราะฉะนั้นสิทธิประโยชน์ที่อยู่ในสไลด์ (Slide) หน้า ๑๗ ก็คือเราเสนอว่าอยากให้ กกพ. แล้วก็ คพรฟ. พิจารณาเรื่องโครงการในการลดค่าไฟ ให้กับชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า แต่จะลดเท่าไรเราก็คิดว่าไม่ใช่แจกเงินให้กับรายหัว เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่ดีมีเท่าไรก็ไม่พอ แต่เราคิดว่าลดให้ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็ต้องดูว่ากําลังเงินมีพอที่จะลดได้แค่ไหนด้วยขึ้นอยู่กับเป็นโรงไฟฟ้า ก หรือ ข
อีกอันหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าเขาเรียกร้องก็คือ เขาอยากให้มี การตรวจสุขภาพฟรี อันที่จริงอย่างพวกเราเป็นข้าราชการเราก็ไปตรวจสุขภาพอยู่แล้ว เราเบิกได้ แต่ประชาชนเขาเบิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพฟรีก็เป็นการป้องกัน อย่างหนึ่งไม่ให้เกิดโรคแล้วก็ไปเสียค่ารักษาแพง ๆ เขาก็อยากให้มีการตรวจสุขภาพฟรี แล้วก็เสนอว่าอันนี้ กกพ. น่าจะรับไปพิจารณา หรือจัดหาแพทย์เฉพาะทางมาให้การรักษา แนะนําเป็นหน่วยเคลื่อนที่
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเขาอยากให้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาเป็น ทุนการศึกษาให้เปล่าแก่ลูกหลานของเขาในเขตพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ทั้งในระดับตั้งแต่มัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี หรือจนจบปริญญาตรี ซึ่งเราก็คิดว่าข้อเสนอที่เรารับฟังความคิดเห็นมานี้ก็เป็นข้อเสนอที่เขาคาดหวังแล้วถ้าทาง ราชการมาปรับปรุงระเบียบให้ตอบความคาดหวังของเขาบ้าง เขาก็ไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป มันก็น่าที่จะทําให้โรงไฟฟ้าอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข เพราะเขาเห็นประโยชน์
ข้อเสนอข้อต่อไปก็คือพิจารณากําหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกองทุน รอบโรงไฟฟ้าโรงหนึ่ง ปัจจุบันมันมีปัญหาอย่างนี้ครับท่านสมาชิก บางทีพื้นที่มีอยู่ ๓ ตําบล มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่มีเงินเข้าโรงไฟฟ้านั้นประมาณ ๒๐ ล้านบาท หรือ ๓๐ ล้านบาท คิดว่า ๓๐ ล้านบาทแล้วกันต่อปีมี ๓ ตําบล ก็ได้ไปตําบลละ ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ไปแบ่งโครงการอะไร อยู่ ๆ มาในพื้นที่ตําบลนั้นหรือใกล้ ๆ กันแต่รัศมี ๓ กิโลเมตร มีโรงไฟฟ้ามาตั้งอีก ๑ โรง แต่มีจํานวนเมกะวัตต์แค่ ๙ เมกะวัตต์ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล แล้วก็มีเงินเข้ามาปีละล้านบาท แต่มีตําบลเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ตําบล ท่านก็คิดดูว่าก็จะกลายเป็น ๕ ตําบล แต่มีเงินจาก ๓๐ ล้านบาทแบ่ง ๓ ตําบล ก็กลายเป็น ๓๑ ล้านบาทแบ่ง ๕ ตําบล อันนี้ครับ ความปรองดองที่ ๓ ตําบลเขามีอยู่อย่างสมดุลมันก็จะหายไปเพราะว่าอยู่ ๆ จะต้องเอา ๕ หาร แทนที่จะ ๓ หาร ก็เกิดความคับข้องใจอันนี้เราก็พบว่ามีในหลาย ๆ จังหวัดที่เกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเราก็เสนอว่าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานควรจะได้ศึกษา ถึงความต้องการของชุมชนเดิมที่เขาเคยได้อยู่กับชุมชนใหม่ว่ามันจะลงตัวเป็นอย่างไร ท่านเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามานี่เอาตําบลมาด้วยอีก ๒ ตําบล แต่เงินเข้ามาแค่ล้านเดียวทําให้ ตัวหารมากขึ้นอันนี้ก็เป็นประเด็นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เราเสนอให้ปรับปรุงในระเบียบก็คือโครงสร้างการบริหาร กองทุน กองทุนนี้แต่ดั้งแต่เดิมเจตนาไม่อยากให้ภาคราชการไปยุ่งกลัวจะถูกกล่าวหาว่าชี้นํา ก็ปรากฏว่าพอคณะกรรมการไม่ได้ลงไป ในส่วนกลางไม่ได้ลงไปเลย ผู้แทนโรงไฟฟ้าก็ไม่มีเลย บางทีก็ใช้วิธีอาจจะเสนอโครงการซึ่งมันดูแล้วไม่เป็นประโยชน์หรือไกลตัวจากชุมชน หรือเป็นโครงการที่อยู่นอกชุมชนก็มี หรือเป็นโครงการที่อาจจะไม่ยั่งยืนอย่างนี้เราก็ได้เสนอ ว่าคณะกรรมการพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับจังหวัดที่เรียกว่า คพรฟ. อยากให้มีผู้แทนของ สํานักงานกรรมการกํากับกิจการพลังงานในระดับเขตซึ่งมีอยู่ ๑๓ เขต มีผู้แทนร่วมเป็น กรรมการด้วยอย่างน้อยจะได้บอกว่าระเบียบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เสนอโครงการมาเสียเวลา แล้วก็ไม่ได้รับอนุมัติต่าง ๆ เหล่านี้ ขณะเดียวกันก็น่าจะมีผู้แทนโรงไฟฟ้าที่จ่ายเงิน เข้ากองทุนเข้าไปอยู่ด้วยอย่างน้อยเขาก็จะได้เห็นว่าเงินที่เขาจ่ายไปไปใช้เรื่องอะไร ไม่ได้มีส่วนได้เสียจากเงินนี้แต่ว่าได้แนะนําว่าใช้อย่างนี้จะดีกว่านะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เราพบก็คือว่าหลาย ๆ กองทุนโดยเฉพาะระดับจังหวัดมักจะให้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับจังหวัด ซึ่งก็เหมาะสมนะครับเพราะว่าท่านเป็นผู้มีบารมี ไม่อย่างนั้นเวลามีชุมชนมาต่อต้านไม่ได้พึ่ง กระทรวงมหาดไทย จังหวัดไม่ช่วยโรงไฟฟ้าก็ลําบาก แต่ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละท่านก็มีความสนใจหรือประสบการณ์หรือความโน้มเอียงภาพลักษณ์ ทัศนคติต่อ กองทุนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนก็มองเห็นกองทุนเป็นเรื่องของชุมชน บางทีก็มองว่า กองทุนนี้มันน่าจะไปช่วยพัฒนาจังหวัดซึ่งมันก็ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน เพราะฉะนั้น ในการสัมมนาผมก็ได้เชิญท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมาท่านหนึ่งท่านก็เป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับเพราะท่านก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ คือท่านสยุมพร ลิ่มไทย ท่านก็เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ท่านก็ยังเสนอเองเลยบอก ไม่จําเป็นต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็ได้ แต่คณะกรรมการเราก็ดูแล้วถ้าไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมันก็จะขาดความร่วมมือ ขาดการสนับสนุน ที่ดีจากส่วนภูมิภาค เราก็เลยเสนอว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนตั้งแล้วกัน จะตั้งตัวเอง หรือจะตั้งผู้ทรงคุณวุฒิก็ขอให้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับนับถือนะครับ ขณะเดียวกันคณะกรรมการพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับตําบลซึ่งเป็นผู้เสนอโครงการครั้งแรก แทนที่จะเสนอโครงการที่มันเป็นเบี้ยหัวแตก เราก็เสนอว่าอยากให้มีผู้แทนของปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ครู ผู้ใหญ่ในโรงเรียนในท้องถิ่นที่ไม่เอนเอียง ไม่ลําเอียงเข้าร่วมเป็น กรรมการ โครงการมันจะได้เข้าวัตถุประสงค์แล้วก็ไม่ใช่โครงการแบบหาเสียงแบบนั้น อันนี้ ก็เป็นข้อเสนอหลัก ๆ ที่เราได้นําขึ้นมา และนอกจากนั้นเราก็เสนอว่าควรจะกระจายอํานาจ ในการอนุมัติโครงการที่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้คณะกรรมการระดับจังหวัดไปเลย ไม่ต้องเข้ามาที่ส่วนกลางอีก แล้วก็มีบทลงโทษถ้าชุมชนไหนหรือกองทุนไหน โครงการไหน เอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ต้องมีบทลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ขณะเดียวกันเพื่อให้มี กองทุนที่เป็นประเภท ก มากขึ้น กองทุนประเภท ค ก็เป็นประเภท ข มากขึ้น เราก็เสนอให้ ปรับอัตรานําเงินส่งเข้ากองทุนโดยคํานึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการสะสมของ มลภาวะที่อาจเกิดต่อชุมชนนะครับ โดยสรุปก็คือว่าถ้าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเราก็เสนอว่า ควรจะเก็บเงินเพิ่มจาก ๒ สตางค์ต่อหน่วยเป็น ๓ สตางค์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้าพลังน้ํา ๒ สตางค์ต่อหน่วยเท่าเดิม โรงไฟฟ้าจากน้ํามันเตาหรือน้ํามันดีเซลก็เก็บเพิ่มจาก ๑.๕๐ บาท ต่อหน่วยเป็น ๓ บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจาก ๑ บาทต่อหน่วยเก็บ ๒ บาท ต่อหน่วย ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เท่าเดิมนะครับ นี่ก็คือข้อเสนอซึ่งเราหวังว่า ถ้าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานและกระทรวงพลังงานได้รับข้อเสนอเราไปพิจารณา และเห็นประโยชน์ได้ปรับปรุงแล้ว ก็จะทําให้กองทุนได้รับการยอมรับมากขึ้น เราก็หวังว่า ถ้าสภาแห่งนี้ให้การสนับสนุน อนุมัติเห็นชอบรายงานของเราจะเสนอไปที่รัฐบาลแล้วรัฐบาล ก็ส่งไปให้กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานพิจารณาปรับปรุง ระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในเรื่องของวัตถุประสงค์และการมีผู้แทนอยู่ในกองทุน ก็จะทําให้กองทุนบรรลุวัตถุประสงค์สัมฤทธิผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่วางไว้ นี่ก็คือ สรุปของสาระรายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันของคณะกรรมาธิการพลังงานและคณะกรรมาธิการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ขออนุญาตแก้ไขจากข้อเสนอ ๒ สตางค์ เป็น ๓ สตางค์ ไม่ใช่เป็น ๓ บาทนะครับ
บัดนี้ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นโดยการอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สําหรับท่านแรกกําลังเดินทางเข้ามา คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และอดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในระหว่างนี้ใคร่ขอ ทางท่านประธานช่วยอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของกองทุนนะครับว่า ตามมาตรา ๙๗ นั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของ วัตถุประสงค์ตามกฎหมายหลัก ทีนี้พอมาอยู่ในระเบียบเป้าหมายของกองทุน ดูเหมือนกับว่า มันจะไม่มีตรงนี้ ไม่ทราบว่ากฎหมายเดิมได้ครอบคลุมอยู่แล้วหรือไม่
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ก็ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน มาตรา ๙๗ มีวัตถุประสงค์ อยู่ ๕-๖ วงเล็บนะครับ วงเล็บหนึ่งเท่าที่ผมจําได้ก็เป็นกรณีซึ่งประเทศไทยอาจจะยังไม่มี โอกาสได้ใช้เพราะว่าเรามีไฟฟ้าใช้ทุกหมู่บ้านก็คือสมมุติว่ารัฐต้องลงทุนสร้างสายส่งไปยัง พื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วหมู่บ้านนั้นมีอยู่แค่ ๓ หลังคาเรือน มันเป็นการลงทุน ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่จําเป็นต้องชดเชยในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ก็สามารถใช้เงินกองทุนนี้ได้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของสาธารณภัยหรืออะไรซึ่งเราก็ยังไม่ได้ใช้นะ ส่วนเรื่องที่ท่านประธานถามเรื่องของส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน ก็เพราะว่ากฎหมายผู้ร่างก็ได้เล็งเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะฉะนั้นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ พลังลม พลังน้ําขนาดเล็ก ถ้าจุดหนึ่งในพื้นที่ใด ๆ มีการส่งเสริม ไม่เพียงพอหรือยังขาดตกบกพร่อง หรือมีศักยภาพสายส่งเหลือแต่ว่าไม่มีการใช้ก็สามารถ จะเอาเงินกองทุนนี้ไปช่วย พูดง่าย ๆ อุดหนุนเพื่อให้โครงการเกิดได้นะครับ แต่ปัจจุบัน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าหลังจากกฎหมายนี้ออกมารัฐบาลในยุคต่อ ๆ มา ก็มีมาตรการที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทางตรงก็คือรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้นเพื่อให้ โครงการเขามีอัตราคืนทุนที่ท่านเคยได้ยินว่าระบบแอดเดอร์ (Adder) ก็ดี หรือระบบ ฟีดอินทาริฟ (Feed-in Tariff) ก็ดี เพราะฉะนั้นการใช้เงินกองทุนนี้เพื่อสนับสนุนพลังงาน หมุนเวียนในพื้นที่มันก็ยังไม่มีความจําเป็น แต่ถ้าเมื่อใดมีความจําเป็นรัฐบาลก็สามารถ จะทบทวนได้เพราะกฎหมายเปิดช่องอยู่ครับ
ต่อไปขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ผมขอเสนอความคิดเห็นต่อรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมดังต่อไปนี้นะครับ พูดถึงในภาพรวมแล้วหลักการของกองทุนนี้ ก็มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและกระจาย ความเจริญไปสู่ท้องถิ่นในรัศมีรอบโรงงานไฟฟ้าที่เอกชนเข้ามาลงทุนในรูปของบริษัท และมักจะประสบกับปัญหาที่ชาวชุมชนได้รับความเดือดร้อนกระทบจากการประกอบการ ของโรงงานได้ โดยมุ่งหวังว่าบริษัท โรงงานไฟฟ้าจะได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโดยรอบ โรงงานนะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้วโดยความถูกต้อง ความชอบธรรม จริง ๆ แล้วมันเป็น ความรับผิดชอบของโรงงานตั้งแต่ต้นที่ต้องพัฒนาโรงงานไฟฟ้าที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มิให้ชาวชุมชนใกล้เคียงต้องเสี่ยงหรือเดือดร้อนทางด้านคุณภาพชีวิตและวิถีการดําเนินชีวิต การทํามาหากินนะครับ การดําเนินงานของกองทุนนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมามีการบริหาร และการจัดการกองทุนที่ใช้จ่ายเงินในกองทุน แก้ไขปัญหาที่ส่วนใหญ่เกิดจากมาตรฐานของ โรงงานด้านการผลิตไฟฟ้ายังไม่ค่อยได้ระดับของสากลครอบคลุมทุกด้านอย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดผลกระทบจนมีกรณีต้องฟื้นฟูด้านสุขภาพชาวชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าอันเป็น สถานการณ์ที่เป็นปัญหาปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่นะครับ ปัญหาการสร้างความเดือดร้อน ของทางด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตเช่นนี้เป็นเรื่องที่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ลงทุนต้องจ่ายเงินเยียวยาโดยตรงนะครับ มิใช่การเลี่ยงตั้งกองทุนมาเป็นเครื่องมือการแก้ไขปัญหา อยู่แล้วนะครับ แนวทางเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยตรงนะครับ ทั้งนี้กองทุนนี้ นอกจากจะใช้เป็นข้ออ้างในการแก้ไขปัญหาแทนบริษัทผู้ลงทุนและมีส่วนได้เสียแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีนะครับ ผมคิดว่าอาจจะใช้เงินไปในทางอื่น ๆ ของบริษัทต่าง ๆ อันนี้ ก็จะต้องระมัดระวังเหมือนกันนะครับ ดังนั้นกองทุนยังไม่สามารถจะตอบสนองความต้องการ ที่แท้จริงของชุมชนในการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการยกระดับฐานะคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนั้นแล้วยังมีปัญหาสําคัญอีกประการหนึ่ง คือกระบวนการที่กองทุนนี้ วัตถุประสงค์ก็คงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังของชุมชนอาจจะยัง น้อยอยู่ เพราะว่าชาวชุมชนนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยแท้จริงจาก ผลกระทบจากการดําเนินงานต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วแนวปฏิบัติที่ยังไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์อันควรแล้ว การดําเนินงานยังมีบ่อยครั้งว่าจะเป็นการสนับสนุนโครงการของรัฐ หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แท้จริงแล้วโครงการที่ถูกกล่าวอ้างมันใช้งบประมาณ ของรัฐอยู่แล้วนี่ และอาจจะนํามาซึ่งการปฏิบัติไม่ชอบเหมือนกันระหว่างบริษัทเอกชน ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง จริง ๆ แล้วก็มีอยู่หลายส่วนที่อยู่ในเอกสารรายงาน ที่ได้กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของกองทุน ทั้งทางด้านโครงสร้างการบริหารงาน หลักเกณฑ์การจ่ายเงิน วิธีการพิจารณาจัดสรรกองทุน โดยให้คณะกรรมการ อนุกรรมการ คณะทํางานมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรรมการที่เป็น ผู้แทนของชาวชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง นอกจากนั้นแหล่งเงินส่วนใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดําเนินงาน การปฏิรูปและการดําเนินงานของกองทุนโดยตรง ควรจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของบริษัทเอกชนผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการในโรงงาน ตลอดจนรัฐวิสาหกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้ผลประโยชน์ โดยไม่น่าจะต้องใช้งบประมาณ ของรัฐแต่อย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ผมคิดว่านําเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม อดีตประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ สวัสดีท่านประธาน สปท. ตลอดจนสมาชิก สปท. ที่เคารพครับ ผม นายศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ขอแสดง ความคิดเห็นแล้วก็อาจจะมีข้อเสนอแนะกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเกี่ยวกับ เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ผมเองเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้มาก เพราะว่าตอนพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน เกิดขึ้นปี ๒๕๕๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ผมค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะว่าอาจจะมาจากเงื่อนไขที่ กฟผ. ไม่ได้แปรรูป แต่ตั้งองค์กรกํากับกิจการพลังงานคือเรกูเลเตอร์ (Regulator) แต่สุดท้าย ก็ได้มีการพูดคุยกันจนกฎหมายนี้ออกมา ก็เพื่อที่จะได้โอนอํานาจในเรื่องของการกํากับ มาอยู่ที่คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ผมคิดว่ามีความสนใจก็คือเรื่องของ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ผมเองก็เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก็มีส่วนดีในเรื่องของกองทุน อันนี้ต้องยอมรับครับ เริ่มต้นในการตั้งคณะกรรมการ เราเองมีความระมัดระวังครับว่า คณะกรรมการที่จะมีการเลือกนั้น ๑. จะเลือกใคร ๒. การนํางบประมาณต่าง ๆ ไปใช้ มันเกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า กองทุนมีเจตนารมณ์ที่ดีครับว่าพื้นที่ไหนที่เขาเสียสละ ให้สร้างโรงไฟฟ้า มีแหล่งผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นเขาควรที่จะต้องได้รับการดูแลและชดเชยกัน จากการที่เขาเสียสละให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ ผมเรียนครับว่าเราคงเห็นตัวอย่าง ที่ท่านประธานคุรุจิตได้พูดครับ กฟผ. เอง เราเองมีโรงไฟฟ้าที่เหมืองแม่เมาะ สุดท้ายก็นําเงิน นั้นไปใช้ไม่ได้เกิดประโยชน์ และมันก็สะท้อนให้เห็น นี่คือความล้มเหลวของกองทุนที่เกิดขึ้น ไปสร้างหลักกิโล บางทีมาทําป้ายท่องเที่ยวที่มอเตอร์เวย์ (Motorway) ผมเห็นแล้วในฐานะ เป็นคนการไฟฟ้าผมรู้สึกว่าเสียดายเงิน แล้วก็หลายครั้งที่ทําให้เห็นว่า การนําเงินไปเป็นเรื่องของการก่อสร้างหรือการพัฒนานั้น มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับ ข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองท้องถิ่นที่เอาไปเป็นเรื่องของการก่อสร้างที่อาจจะเกิด การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ผมเรียนอีกอันหนึ่งครับคือคณะกรรมการ คณะกรรมการในการเลือก ปัญหาของแม่เมาะเกิดขึ้นก็คือการเลือกตัวแทนที่เข้ามา บางครั้งเราไปบอกว่าจะต้องมาจาก การเลือกของชุมชน แต่ถามว่าคนที่ค้านเสียงส่วนใหญ่อาจจะเป็นคนส่วนหนึ่งในพื้นที่ แม่เมาะ เขาเองไม่มีโอกาสได้มาเป็นตัวแทนในการสะท้อนปัญหาของกองทุนที่เกิดขึ้น อันนี้ ผมได้เห็นนะครับว่าการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร ในข้อ ข บอกว่าต้องมีตัวแทน โรงไฟฟ้า ๑ คน กรณีของ กฟผ. ทําไม กฟผ. ถึงไม่มีตัวแทนที่จะไปนั่งอยู่ในกองทุน เพราะเราอยากจะให้ความเป็นอิสระว่าเงินนี้เป็นเงินของประชาชนที่มันเก็บมาจากค่าไฟ ประชาชนเขาควรจะมีสิทธิในการตัดสินใจ ผมเรียนครับ ผมเป็นคนหนึ่งครับสมัยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านหนึ่งเสนอที่นั่งในกองทุนให้สหภาพแรงงานไปนั่งอยู่ ผมขอบคุณท่านครับ และเราปฏิเสธ แต่เราจะทําหน้าที่ในการตรวจสอบและพูดว่าเงินนั้นนี่ เป็นเงินของประชาชนอยากจะให้ไปสะท้อนหาประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้ถ้าเกิดนําตัวแทน ของโรงไฟฟ้าเข้าไปนั่งเป็นกรรมการเลยนะครับ ผมคิดว่าไปเป็นผู้ช่วย เป็นคนที่ให้ข้อมูล อันนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า
ในเรื่องถัดไป ผมเรียนครับว่าได้เห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์จาก ๑๑ ด้าน ลงมาเหลือ ๔ ด้าน ๔ ด้านนั้นก็อยู่ใน ๑๑ ด้าน โดยบอกว่าจะมีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง แต่ผมเรียนครับว่าหลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างเช่นพัฒนาการเกษตร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพราะโรงไฟฟ้าหลายแห่งเกิดขึ้นไปเกิดขึ้นในชุมชนที่ไม่ใช่เขตอุตสาหกรรม ไม่ใช่เมืองครับ เราจะทําอย่างไรที่จะมีการยืดหยุ่นอาจจะต้องเขียนไว้อีกข้อถ้าถามว่าจาก ๑๑ ด้าน ยังบอกว่าปรับลดมาเหลือ ๔ ด้าน แต่เป็นข้ออื่นบอกว่าไม่ใช่อยู่ใน ๔ ด้าน อาจจะต้องเขียน ว่าอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ อันนี้เป็นข้อเสนอผมนะครับ เรื่องสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล โดยมีการลดหย่อนค่าไฟไม่เกิน ๑๐๐ บาท ผมเห็นด้วยครับ จริง ๆ อยากจะให้ใช้ฟรีเสียด้วยซ้ํา แต่ความเป็นไปได้คงจะยากลําบาก แต่ผมคิดว่าไม่เกิน ๑๐๐ บาท มันอาจจะน้อยไป อาจจะแบ่งตามโซน (Zone) ก็ได้นะครับ เงินมากให้ลดหย่อนมาก เงินน้อยให้ลดหย่อนน้อยไปตาม ก ข ค อันนี้ผมก็ขอบคุณครับ ผมคิดว่าจริง ๆ อยากให้ใช้ฟรี
เรื่องการตรวจสุขภาพประจําปี ผมเป็นคนที่ดูเรื่องนี้ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ได้มีการคุยกับนายกเทศมนตรี เราเห็นการตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสําคัญพนักงานการไฟฟ้า เราทํางานในโรงไฟฟ้าเราตรวจสุขภาพเป็นสวัสดิการครับ ถ้าเกิดประชาชนได้มีโอกาสตรวจ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะต่อเนื่องก็คือการที่จะรักษาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ เรื่องสุขภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรงไฟฟ้าผมคิดว่าถ้าจะมีเงินรักษาพยาบาลให้กับเขาคนที่ได้ พิสูจน์แล้วผมคิดว่าถ้าเกิดขึ้นก็น่าที่จะได้รับการดูแลในการที่รักษาพยาบาล เรื่องของ ทุนการศึกษาให้กับลูกหลานในแต่ละระดับผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะ ปวช. ปวส. ซึ่งเป็น ช่างเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ กับโรงไฟฟ้า ถ้าอยากจะแถมหน่อยก็คือเด็กที่ได้ทุนจาก โรงไฟฟ้านั้นเขาควรจะมีโอกาสได้ทํางานในโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้บ้านเขาเป็นการจ้างงาน สร้างงาน สร้างเงินให้กับชุมชน เพื่อที่อยากจะให้รู้ว่านั่นคือโรงไฟฟ้าของเขาที่เขาเองอยู่ และได้รับทุน ผมคิดว่าเด็กต่าง ๆ เหล่านี้จะมีสํานึกในการอุทิศทุ่มเทให้กับหน่วยงานโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็เห็นด้วยอีกเรื่องครับ เรื่องของการปรับเพิ่มเงินสะสมเข้ากองทุน ถ่านหินลิกไนต์จาก ๒ สตางค์ไปเป็น ๓ สตางค์ จากน้ํามันเตา ๑.๕๐ บาทไปเป็น ๓ บาท น้ํามันเตากับดีเซล ก็เหลือไม่กี่ที่ได้ใช้ แล้วก็เรื่องของก๊าซธรรมชาติจาก ๑ สตางค์ เป็น ๒ สตางค์ ผมเรียนว่านี่คือการที่จะเพิ่มเงินกองทุนให้กับประชาชนที่เขาได้เสียสละ ในพื้นที่ ในท้องถิ่นได้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และผมก็ขอขอบคุณและสนับสนุน ในการนําเสนอของรายงานฉบับนี้ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ที่เรียกร้องให้มีการปรับปรุง การบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้านี่นะครับ แล้วก็เสนอว่าการเอาเงินเข้าไปในกองทุนมันก็จะ เกิดเรื่องผลประโยชน์มันไม่ถึงชาวบ้านจริง ๆ เสนอว่าคนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าที่สุดควรจะใช้ ไฟฟรีด้วยซ้ําหรือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรืออะไร ใครอยู่ใกล้ใช้ถูก ใครอยู่ไกลใช้แพง ถ้ารังเกียจ โรงไฟฟ้าหนัก คุณก็อยู่ไกล ๆ แล้วคุณก็ใช้ไฟแพงไป ทุกคนอยากใช้ไฟแต่รังเกียจโรงไฟฟ้า ซึ่งอันนี้มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ฉะนั้นคนที่อยู่ใกล้แล้วคุณรู้สึกว่า คุณมีมลพิษ คุณก็เอาค่าไฟถูก ๆ ไป อันนี้จะเป็นการจัดผังเมืองโดยอัตโนมัตินั่นก็คือว่า ใครที่อยากจะใช้ไฟเยอะหรือได้สิทธิจากการใช้ไฟก็เข้ามาอยู่ใกล้ ๆ จะเป็นโรงงานหรืออะไร และที่ดินก็จะเปลี่ยนก็จะจัดผังด้วยตัวเอง แต่ว่าถ้าเกิดเป็นกองทุนที่ทํากันอยู่มีเอาเงินเข้าไป ส่วนกลาง บางกองทุนก็ดี บางกองทุนผมเห็นก็มีปัญหาก็จะมีเจ้าภาพ แล้วก็การบริหารกองทุน บางทีตามใจผู้รับเหมา คนมีอํานาจรู้จักกับผู้รับเหมาสร้างหลักกิโลเมตร โครงการก็บอก เป็นหลักกิโลเมตร ถ้าเป็นเรื่องไหนก็ทําไปอันนี้ผมสันนิษฐานเอานะครับ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเกิดกองทุนยังมีอยู่ หมายถึงเอาเงินเข้าไปแล้วการจัดการ แล้วที่สําคัญก็คือว่าคนในชุมชน ทุกคนถ้าเกิดมีมลพิษจริง ถ้าเป็นข้อสมมุติฐานว่าโรงไฟฟ้าปล่อยมลพิษ ถ้ามีสมมุติฐานเช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นสูดลมหายใจเท่ากันหมด แต่ถ้าเกิดเป็นเงินเอาเข้ากองทุนได้รับไม่เท่ากันครับ คนที่มีบทบาทน้อยที่สุดในชุมชนเงินไปไม่ถึงหรอก มันก็จะได้แต่หัวเบี้ยอยู่ในชุมชน ไม่กี่คนหรอกแถวนั้น ฉะนั้นผมก็ไม่ได้เสนอว่าจะหักดิบก็คือยกเลิกกองทุนไปที่ท่าน กรรมาธิการทํามา ผมก็ขอบพระคุณก็คือให้ประโยชน์กับผู้ที่อยู่แถบนั้นคือใช้ไฟฟรี ๑๐๐ บาท ไม่เกินนี้ ผมว่าหลักการใช่แต่ว่ายังไม่ตอบโจทย์ ตอบโจทย์จริง ๆ ควรจะเป็นลักษณะ ของเปอร์เซ็นต์แล้วตามระยะความใกล้ไกล
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านทํามาก็คือเรื่องการเอาเงินสมทบกองทุน ตามประเภทของเชื้อเพลิง ผมอยากจะให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ อย่าใช้อัตวิสัยคิด ผมถามว่า แสงแดดมันมีมลพิษตรงไหนครับ ถ้าโจทย์ตั้งขึ้นมาว่าการเอาเงินเข้ากองทุนเพื่อที่ไปชดเชย เพราะว่าโรงไฟฟ้าก่อมลพิษ แสงแดด ๑ สตางค์ หน่วยละ ๑ สตางค์ แสงแดดมีมลพิษ ตรงไหน ไปส่องตาใครครับ ไม่มีครับมันแหงนขึ้นข้างบนส่องตาพระอาทิตย์ แต่ท่านเก็บ ที่จริงผมเข้าใจดีว่าท่านกรรมาธิการมีความปรารถนาดีคืออยากจะคืนกําไรจากโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นผู้ลงทุนให้กับประชาชน แต่มีหลักการหลักการหนึ่งครับ หลักการก็คือว่าถ้าเกิด ก่อมลพิษเราถึงเก็บ ถ้าเกิดลม ลมนี้ยังอ้างได้ว่าเสียงดังน่ารําคาญ ทัศนียภาพอุจาด มองไปแล้วเห็นอะไรมาขวางนั่นก็ว่าไป อย่างนี้อาจจะเก็บได้บ้าง แต่อันอื่นท่านก็เก็บตามลักษณะของเชื้อเพลิง อย่างเช่นถ่านหินก็แพงหน่อย ส่วนก๊าซธรรมชาติผมก็สงสัยเหมือนกัน เราส่งเสริมให้คนใช้ก๊าซธรรมชาติไปใส่รถเอ็นจีวี (NGV) บอกว่ามันดีกว่าดีเซลกับเบนซิน แต่พอไปอยู่โรงไฟฟ้ากลายเป็นพิษเลย แก๊สหุงต้ม บิวเทน (Butane) เอาไปเผาเตาแก๊สอยู่ในบ้านหุงต้มทุกวันไม่ตาย แต่พอทําโรงไฟฟ้า บอกเดี๋ยวตาย นี่คือหลักคิดของคนในประเทศที่ใช้อัตวิสัยคิดไปทุกเรื่องโดยไม่ยึด หลักวิทยาศาสตร์ มันก็เลยทําให้การจัดเรื่องกองทุน เรื่องไฟฟ้า เรื่องพลังงานของประเทศ เราเพี้ยนไปหมด ทุกวันนี้เราก็ไปรุมแต่เรื่องแก๊สซึ่งแก๊สจะหมดอยู่แล้ว ถ่านหินเกิดไม่ได้ จะเอากองทุนนี้ไปผมก็เชื่อว่าเกิดไม่ได้ เพราะคนเชื่อไปแล้วว่าถ่านหินมันทําอย่างไรเผามันก็ เป็นพิษ ซึ่งเทคโนโลยีมันไปได้ไกลแล้วแต่คนก็ยังเชื่ออย่างนั้น ผมก็เลยคิดว่าเอาอย่างนี้ครับ ตรงไหนอยากได้ถ่านหินผมจะลดไฟให้ถูก ๆ ถูกมาก ๆ ด้วย ใช้ไฟฟรีไปเลย พื้นที่นั้นจะได้ ไปตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถ้าเกิดคุณอยากใช้แก๊สก็แพงขึ้นมาหน่อยเพราะแก๊สมันจะหมด ถ้าเป็นแสงแดดอันนี้สะอาดบริสุทธิ์ ตรงนั้นไฟแพงที่สุด ให้จัดตามอย่างนี้ความเห็นแก่ตัวของ มนุษย์มันจะได้น้อยลง คุณใช้ไฟคุณจําเป็นต้องจ่าย คุณอยากจะได้คุณภาพชีวิตที่ดี คุณก็จําเป็นต้องจ่าย ไม่ใช่ว่าคุณภาพดีต่อต้านหมด ที่บ้านติดแอร์คอนดิชัน (Air Condition) เยอะแยะไปหมดเลย ทําไมคุณต่อต้านคุณไม่เอาแสงแดดไปใช้ที่บ้านคุณ สิ่งเหล่านี้มีหมดแล้ว ก็จะมีคนหากินในอาชีพนี้อยู่ ซึ่งไม่ได้ตรงไปตรงมา สิ่งที่ท่านทํามาผมก็ขอบคุณนะครับ หลักการดีอะไรดีอยากให้ปรับสักนิดหนึ่งให้สอดคล้องกับเรื่องหลักการของท่านว่าถ้าเกิด มันก่อมลพิษถึงต้องจ่ายเงิน แล้วก็ถ้าใครอยู่ใกล้มลพิษคุณได้รับชดเชยมาก ๆ และโดยตรง อย่าไปผ่านกองทุนอะไรมาก กองทุนอาจจะมีอยู่บ้างเพื่อเป็นน้ํามันหล่อลื่น แต่ถ้าเป็นน้ํามัน เชื้อเพลิงขับเคลื่อนควรจะฉีดไปที่ประชาชนโดยตรง อย่างนี้จะยุติธรรมครับ ขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านอื่นจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมปิดการอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและ กรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผมต้องขอขอบพระคุณ ในข้อสังเกตข้อแนะนําของท่านสมาชิกทั้ง ๓ ท่านที่ได้กรุณาลุกขึ้นมาอภิปราย คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ท่านศิริชัย ไม้งาม ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สําหรับข้อสังเกต ของท่านปานเทพ กระผมอยากจะเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้นะครับว่ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าไม่ใช่ ตั้งขึ้นมาเหมือนเป็นกองทุนไถ่บาปที่บอกว่าผมทํามลภาวะเสียหายผมก็เลยเอาเงินมาชดใช้ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ โรงไฟฟ้ายังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดตามรายงาน วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ยิ่งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นอกจาก สผ. ของท่านรวีวรรณและยังมีกรมควบคุมมลพิษไปติดตาม กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปติดตามอยู่ แต่เราต้องอยู่กับความเป็นจริง คือปัจจุบันก่อนที่จะมีพระราชบัญญัตินี้มาโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เขาก็มีโครงการซีเอสอาร์ (CSR) ที่พัฒนาชุมชนอยู่แล้ว กระผมเคยเป็นกรรมการการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ทราบดีว่าที่แม่เมาะมีโครงการมา ๒๐ กว่าปีแล้วที่ให้ชุมชนพัฒนา ท้องถิ่น เขาจ้างมูลนิธิพัฒนาประชากรไปทําปีหนึ่ง ๓๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ตอนนี้ มีกองทุนแล้วเราก็ยังทําอยู่เขาก็ยังทําอยู่ แล้วก็ดัชนีตัวชี้วัดความพึงพอใจที่ กฟผ. เขาไปสํารวจก็พบว่าประชาชนในพื้นที่ ถ้าผมจําไม่ผิดก็ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ยอมรับ กฟผ. แล้วก็มีความพึงพอใจการเป็นสมาชิกในสังคมของเขาที่แม่เมาะ เพราะฉะนั้นกองทุนนี้มันก็ตั้งมาแล้วเราก็ต้องดูแลให้มันใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์นะครับ ต้องกราบเรียนเสนอว่าให้มีผู้แทนโรงไฟฟ้าเข้าไป ๑ คน ในคณะกรรมการกองทุนก็เพื่อ เข้าไปให้ข้อมูลไปช่วยแนะนําแล้วก็เป็น ๑ เสียงใน ๑๕ เสียง มติต้องเสียงส่วนใหญ่อยู่แล้ว จริง ๆ จะแก้ว่าไปให้คําแนะนําก็ได้แต่อันนี้เป็นสิ่งที่เรารับฟังความคิดเห็นมาบอกว่า มันเหมือนต่างคนต่างทํา โรงไฟฟ้าก็จ่ายเงินแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องรับรู้ ยังต้องการ ให้เขาไปรับรู้แล้วเขาก็ไม่ได้ไปมีอิทธิพลว่าจะเอาเงินกลับมาโรงไฟฟ้าแต่อย่างไรนะครับ แล้วก็ให้ผู้แทน สกพ. เข้าไปก็เพื่อแนะนําว่านโยบายวัตถุประสงค์เป็นแบบนี้จะได้ไม่เสนอ โครงการ แล้วก็จริงอย่างที่ท่านศิริชัยว่าเพราะว่าบางโครงการในอดีตของบางแห่ง ไม่ใช่ ทุกแห่งนะครับ บางแห่งเท่านั้นก็อาจจะเน้นก่อสร้างมากไปหน่อย ชุมชนก็จับต้องไม่ได้ แทนที่จะไปเป็นทุนการศึกษาหรือพัฒนาสุขภาพก็ไปสร้างสะพานข้ามถนนที่ไม่มีคนข้าม อะไรแบบนี้ หรือไปเน้นเรื่องก่อสร้าง ซึ่งมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบในเชิงลึก ว่ามันเป็นไปโดยโปร่งใสอย่างไรนะครับ ซึ่งคอมเมนต์ (Comment) ต่าง ๆ ผมก็ดีใจ ที่ทั้งท่านศิริชัย ทั้งท่านวรวิทย์สนับสนุน ของท่านวรวิทย์นี่ฟังแล้วไม่รู้ว่าสนับสนุนให้ยกเลิก ไปเลยหรืออย่างไร เพราะท่านมองว่าโรงไฟฟ้าไม่มีมลพิษก็จริงเราต้องทําตามมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมอยู่แล้วนะครับ แต่ผมคิดว่าเราก็ต้องอยู่ในโลกแห่งความจริง ประชาชนที่เขาอยู่ รอบโรงไฟฟ้าเขาก็คาดหวังว่าโรงไฟฟ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเขาด้วยนะครับ แล้วปัจจุบันเท่าที่ผมสังเกตโรงไฟฟ้าในต่างจังหวัดพยายามอยู่แล้วที่จะจ้างคนในท้องถิ่น มาเป็นลูกจ้างของโรงไฟฟ้านะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอบคุณที่ท่านเห็นด้วยในข้อเสนอของเรา หลาย ๆ ข้อนะครับ เรื่องค่าไฟก็ดี เรื่องทุนการศึกษาก็ดี เรื่องเก็บเงินเพิ่มก็ดี ซึ่งก็คิดว่า ถ้าเราปฏิรูปไปในแนวทางนี้อย่างสม่ําเสมอมันก็จะทําให้กองทุนตอบสนองความต้องการของ ชุมชนได้มากขึ้น แล้วคนก็จะอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้อย่างสันติ แต่ต้องขอย้ํานะครับกองทุนนี้ ไม่ใช่ตั้งมาเพื่อไถ่บาปว่าโรงไฟฟ้าทําเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้ายังต้องปฏิบัติ ตามมาตรฐานและตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และมีทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมาย โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ถ้าทําความเดือดร้อน ให้ประชาชนก็อยู่ร่วมกับประชาชนไม่ได้ครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานเรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
รอท่านสมาชิกที่ประชุมอยู่ใน ๓ อาคารของรัฐสภา ทยอยเดินเข้ามา ในห้องประชุมนะครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ ท่านยงยุทธ เชิญครับ
พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : ไมค์ผมมีปัญหา ผมมาประชุมครับ
ของผมด้วยครับ
รวมท่านยงยุทธอีก ๑ ท่านนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม หมายเลข ๑๒๙ ไม่มีบัตร ขออนุญาตด้วยนะครับ
ผมกดไม่ได้ กดได้ทีหลังครับ ขออนุญาตแสดงตนครับ
พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
ขออนุญาต พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ หมายเลข ๒๗
รวมจํานวนเพิ่มอีก ๕ ท่าน เป็น ๑๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหรือว่ายังขัดข้องในเรื่องการใช้สิทธิครับ ใช้สิทธิลงคะแนนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าแล้ว จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ
ต่อไปพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกัน สุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ มีการประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ซึ่งประชาชนคนไทยทุกคน จะได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพทุกคน ถ้าเผื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ก็เกือบจะ ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว การที่ได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพนั้นก็หมายถึงว่าประชาชน ทุกคนจะต้องมีสิทธิที่จะได้บริการทางสุขภาพที่จําเป็นต่อสภาวะสุขภาพของตัวเองไม่เฉพาะ แต่การเจ็บป่วยหากรวมถึงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วย ปัจจุบันการให้ ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านสุขภาพนั้นดําเนินการโดย ๓ กองทุนใหญ่ด้วยกัน ก็คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต่อไปจะเป็นเรื่องของเดฟินิชัน (Definition) ของสิทธิประโยชน์มันอาจจะเข้าใจได้ค่อนข้าง จะยากนิดหนึ่งสําหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการของสาธารณสุข แต่พูดง่าย ๆ ก็หมายความว่าสิทธิประโยชน์นั้นก็คือการที่กฎหมายกําหนดว่าประชาชนจะได้ อะไรบ้างที่เกี่ยวกับสุขภาพเป็นกรอบกว้าง ๆ นะคะ แต่ถ้าเผื่อรายละเอียดลงไปก็คือ ชุดสิทธิประโยชน์ซึ่งอันนั้นจะบรรจุรายละเอียดว่าแต่ละบริการ เช่นบริการป้องกันโรค จะประกอบด้วยชนิดของบริการอะไรบ้าง เช่นการให้วัคซีนในการป้องกันโรค มีวัคซีน อะไรบ้าง วิธีการให้แล้วก็ข้อต้องห้ามต่าง ๆ หรือข้อจํากัดในการใช้บริการ รวมทั้งราคาของ บริการเหล่านั้นด้วยว่าประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมหรือไม่ สําหรับวัคซีนที่เป็นเบสิก (Basic) พื้นฐานสําหรับในการป้องกันโรค ในชุดสิทธิประโยชน์อันนั้นอาจจะระบุถึงอายุด้วย อายุ และเพศของประชาชนว่าในวัคซีนใดบ้างที่ใช้สําหรับทุกกลุ่มอายุ วัคซีนชนิดใดบ้างที่ใช้ เฉพาะเพศ เช่นเพศหญิงเท่านั้นทํานองนี้นะคะ หรือวัคซีนที่มีราคาแพงอาจจะต้องมีการ ร่วมจ่ายด้วยหรือไม่ หรือวัคซีนทั้งหมดนั้นมันมีความจําเป็นจะต้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยนะคะ อันนี้ก็เป็นรายละเอียดของชุดสิทธิประโยชน์ ส่วนในด้านการรักษาก็มีชุดบริการ ของการรักษาว่าจะรักษาในโรคอะไรบ้างนะคะ ซึ่งก็จะแยกได้ในสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ โดยมากชุดสิทธิประโยชน์หลักนี้ก็จะแบ่งออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน ก็คือขั้นพื้นฐาน ด้านสุขภาพ ซึ่งมีต้นทุนการจัดบริการที่ไม่สูงเท่าไร เช่น การดูแลผู้หญิงที่ตั้งท้อง ในขณะนี้ ของเราก็มีอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หลักของเรานี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ทุกคนในประเทศไทยจะต้อง ได้รับการดูแลก่อนคลอดไม่ต่ํากว่า ๔ ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ แล้วก็จะต้องได้รับ วัคซีนเพื่อที่จะคุ้มครองเด็กแล้วก็คุ้มครองภาวะเสี่ยงในการคลอดด้วย ถ้าเผื่อว่า เด็กคลอดแรกเกิดจนกระทั่งถึง ๑ ปีเด็กจะต้องได้รับวัคซีนอะไรบ้าง อันนี้ก็เป็นชุดสิทธิประโยชน์ หลักนะคะ ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่มีการใช้ค่าใช้จ่ายอะไรเลยนะคะ แต่ว่ามันก็จะมีชุด สิทธิประโยชน์อีกขั้นหนึ่งซึ่งราคาสูงกว่านั้น ถ้าหากว่าปล่อยให้ประชาชนดูแลตัวเองด้วย ไม่มีชุดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ประชาชนอาจจะต้องประสบความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ อาจจะถึงขั้นครอบครัวล้มละลาย เช่นในเรื่องของการรักษาโรค อย่างโรคมะเร็งซึ่งต้องใช้ ค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็เรียกชุดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ว่าชุดสิทธิประโยชน์ ด้านสุขภาพขั้นครอบครัวล้มละลาย คือมันอาจจะฟังแล้วก็แปลกอยู่ แต่ความจริงก็คือ คาแทสทรอฟิกแพ็กเกจ (Catastrophic Package) อันนี้เป็นสิทธิประโยชน์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การรักษาโรคมะเร็ง โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีค่ายาหรือค่าผ่าตัดที่มีราคาสูง มันก็แบ่ง ออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน เพราะฉะนั้นในการที่จะทําให้เกิดผลในทางปฏิบัตินี้ในประเทศไทยเรา ส่วนใหญ่ก็จะไปพิจารณาร่วมกันในระหว่าง ๓ กองทุนหลักที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ โดยที่จะพูดถึงในเรื่องประสิทธิภาพของแต่ละวิธีการ ต้องมีความคุ้มค่า มีความเป็นธรรม แล้วข้อสําคัญก็คือความสามารถในการจ่ายของแต่ละกองทุน เพราะฉะนั้นแต่ละกองทุนนี้ นอกจากสิทธิประโยชน์หลักแล้วก็จะมีสิทธิประโยชน์เสริมทางด้านสุขภาพซึ่งแต่ละกองทุน จะจ่ายให้ไม่เหมือนกันนะคะ ตัวอย่างเช่นเรื่องของทันตกรรม บางกองทุนกําหนดให้ถอนฟันได้ปีละไม่เกิน ๒ ซี่นะคะ บางกองทุนขูดหินปูนได้ไม่เกิน ๔ ครั้งอะไรพวกนี้ แต่บางกองทุนก็มีสิทธิประโยชน์มากกว่านั้น ในการทําสิทธิประโยชน์นั้นส่วนใหญ่ของประเทศเรายังไม่มีการทํารายละเอียดลงไปในแต่ละ ไอเทม (Item) แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีของเอกซ์คลูชัน (Exclusion) ก็คือระบุไว้ว่าบริการ ชนิดใดบ้างที่จะไม่คุ้มครองไม่รวมอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ เช่นการผ่าตัดเพื่อความงามอะไร เช่นนี้ก็จะไม่อยู่ในความคุ้มครองของสิทธิประโยชน์นะคะ การใส่ฟันปลอมหรืออะไรทํานองนี้ ขณะนี้บางกองทุนก็ไม่ได้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ก็หมายความว่าผู้ที่จะใช้บริการเหล่านี้ ก็จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองนะคะ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็มีองค์กรหรือว่า กองทุนที่ดําเนินการเกี่ยวกับการให้ชุดสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนอยู่ ๓ กองทุนหลักใหญ่ ๆ คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการซึ่งครอบคลุมข้าราชการทั้งหมด แล้วก็ครอบครัว บุตรอีก ๒ คน และพ่อแม่ รวมทั้งหมดประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ผู้ประกันตนทํางาน เอกชนเป็นผู้ใช้แรงงานในภาคเอกชน ก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่งแล้วที่เหลือก็ครอบคลุม โดยสํานักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๕๐ ล้านคน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อดูในรายละเอียดขอให้ท่านเปิดดูในหน้า ๓ ของรายงาน ซึ่งจะแสดงให้เห็นซึ่งอันนี้ มีความสําคัญมาก จะแสดงให้เห็นความแตกต่างของระบบหลักประกันทั้ง ๓ ของประเทศไทย เป็นหลักประกันหลัก เริ่มตั้งแต่มี ๓ ระบบ สวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ระบบ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคม แล้วก็ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินะคะ ซึ่งเริ่มต้นก็มี แนวคิดที่ต่างกันแล้วในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจแนวคิดก็คือ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับผู้ที่อยู่ภายใต้กองทุนนี้ โดยเฉพาะข้าราชการ แนวคิด ก็คือข้าราชการนั้นมีเงินเดือนที่น้อยกว่าในองค์กรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาควรจะได้รับ สวัสดิการซึ่งเป็นเครื่องจูงใจให้เข้ามา ฉะนั้นสวัสดิการของข้าราชการก็สามารถที่จะอํานวย ความสะดวกในด้านการรักษาพยาบาล เอื้ออํานวยไปจนกระทั่งถึงครอบครัวแล้วก็พ่อแม่ บิดามารดาด้วย ส่วนระบบประกันสังคมนั้นทําขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคม เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข สําหรับผู้ที่ทํางานเป็นลูกจ้างฝ่ายเอกชน สําหรับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อันนี้คิดว่าสุขภาพนั้นเป็นสิทธิ การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิที่บุคคลควรจะพึงได้รับ เป็นสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นก็ใช้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ส่วนกลไก ในการอภิบาลระบบนี้ก็มีต่าง ๆ เช่น ของระบบสวัสดิการก็เป็นคณะกรรมการบริหาร ระบบประกันสังคมก็มีคณะกรรมการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็มีคณะกรรมการ เช่นเดียวกัน หน่วยบริหารก็กรมบัญชีกลาง สํานักงานประกันสังคม สปสช. เป็นต้น แล้วก็ ผู้มีสิทธิทั้งหลายก็จะเห็นว่าแตกต่างกัน ชุดสิทธิประโยชน์อันนี้ที่เห็นก็จะมีทั้งในด้าน การรักษา ทั้งบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม แล้วก็การฟื้นฟูสมรรถภาพที่แตกต่างกัน ก็คือบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนี้ ส่วนใหญ่ของสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมไม่ได้คํานึงถึง ตอนนั้นก็เป็นการ ให้บริการโดยกระทรวงสาธารณสุข ระบบสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมนี่เน้น ส่วนใหญ่ในเรื่องของการรักษาพยาบาล ในปัจจุบันก็เลยเป็นข้อตกลงกันว่าสําหรับบริการ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น การได้รับวัคซีนต่าง ๆ การสร้างเสริมสุขภาพ การได้รับความรู้ทางด้านสุขอนามัยเน้นเป็นหน้าที่ของ สปสช. หรือว่าสํานักงานหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าที่จะให้บริการนี้ครอบคลุมประชาชนคนไทยหมดทุกคน เพราะฉะนั้น ใน สปสช. ก็จะมีงบส่วนหนึ่งซึ่งอัลโลเคต (Allocate) ประมาณ ๓๐๐ กว่าบาทต่อหัวสําหรับ ประชาชนคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคนที่จะทําเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะ การป้องกันโรคนะคะ ทีนี้ส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้ก็คือนอกจากสร้างเสริมสุขภาพแล้ว ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีกเมื่อประมาณปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ในเรื่องของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งไม่ว่าใครจะอยู่ในกองทุนใดสามารถที่จะไปรับบริการได้ในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตามกฎหมาย และสถานพยาบาลก็ต้องให้การรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมมีมาตรฐาน ภายใน ๗๒ ชั่วโมง ทั้งนี้ สปสช. จะเป็นผู้ดําเนินการกับค่าใช้จ่ายในเรื่องนั้น เราเรียกว่า โครงการของเอมโก (EMCO) ทีนี้ความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งก็คือในการเข้าถึงบริการ สําหรับ สวัสดิการข้าราชการเป็นเรื่องที่สะดวกที่สุดก็คือเมื่อคุณเป็นข้าราชการสามารถที่จะเข้า โรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ทุกแห่ง ไม่ได้ยึดกับพื้นที่แตกต่างกับของ สปสช. ซึ่งยึดพื้นที่เป็นหลัก ประชาชนที่ถือบัตรทองจะต้องไปรีจิสเตอร์ (Register) กับโรงพยาบาลในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นก็มีความแตกต่างกัน ส่วนทางของระบบประกันสังคมนั้นก็ต้องไปขึ้นทะเบียนกับ โรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนเช่นเดียวกัน ที่จะคล่องตัวที่สุดก็คือ สวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นความแตกต่างอีกอันหนึ่งก็คือรูปแบบวิธีการจ่ายเงิน สําหรับระบบของข้าราชการนั้นคุณจ่ายตามหลัง รักษาเสร็จแล้วสถานพยาบาลคิดค่า รักษาพยาบาล กรมบัญชีกลางก็จ่าย ก็จะมีบางไอเทม (Item) ที่เบิกไม่ได้ เช่น ค่าห้อง บางส่วนที่แพงเกินไปหรืออะไรทํานองนี้ การผ่าตัดบางชนิดที่ใช้วิธีพิเศษก็อาจจะต้องเสียเงินเอง แต่โดยหลักการก็คือเป็นเรโทรสเปกทิฟ ฟี ฟอร์ เซอร์วิส (Retrospective fee for service) เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลหลายโรงสามารถที่จะใช้ยาแพง ๆ เพราะว่า สามารถที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายย้อนหลังได้อย่างคล่องตัวอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทําให้ ค่าใช้จ่ายในระบบนี้ค่อนข้างจะสูง แล้วก็สําหรับหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นก็เป็นเหมาจ่าย รายหัวก็คือประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาทต่อประชาชน เพราะฉะนั้น ๕๐ ล้านบาทก็เอาคูณ เข้าไปเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัวสําหรับที่จะใช้จ่ายสําหรับการเจ็บป่วยในนี้ เป็นระบบ แบบปลายปิดจะทําให้โรงพยาบาลมีความระมัดระวังในการรักษาพยาบาลมากขึ้นก็อาจจะ ก่อให้เกิดปัญหาได้ในภายหลังอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าดูค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย แต่ละคนต่อจํานวนค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเห็นได้ว่าระบบราชการนั้นมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงมาก ก็คือประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี สําหรับประกันสังคมกับบัตรทองนั้นใกล้เคียงกัน คือประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาทต่อคนต่อปี ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ก็เป็นที่มาของการคอมเพลน (Complain) มากมาย แล้วก็อ้างว่า เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ํา แต่ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพท่านก็คงจะได้อ่านดู ในรายงานนี้ จากรายงานนี้ก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่ามันมีความแตกต่างกันในผลลัพธ์ ทางด้านสุขภาพ กล่าวคือไม่ว่าจะประเมินด้วยสถานการณ์อะไร เช่น ประเมิน ด้วยการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผลลัพธ์ของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผลลัพธ์ของการเจ็บป่วย ด้วยโรคเรื้อรังที่สําคัญเช่นโรคหัวใจก็จะปรากฏว่าผู้คนที่อยู่ในระบบสวัสดิการข้าราชการนั้น มีผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่นมีอัตราการรอดชีวิต หรือว่าการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยนี้ดีกว่า ทั้ง ๒ กองทุนที่มีสุขภาพผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพที่ตกต่ําที่สุดก็คือของทาง สปสช. ซึ่งอันนี้ ผู้ที่ทําวิจัยทั้งหมดก็ให้ข้อคอมเมนต์ (Comment) ในดิสคัสชัน (Discussion) ว่าทั้งหมดนี้ จะต้องคํานึงถึงที่สําคัญก็คือคุณภาพของบริการและการเข้าถึงบริการซึ่งแตกต่างกัน อาจจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพของการรักษาพยาบาลด้วยนะคะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่นํามา ซึ่งการที่จะปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพที่สําคัญก็ยึดเอาว่าเนื่องจากสิทธิประโยชน์หลัก ด้านสุขภาพนั้นมีความสําคัญเพราะว่ามันจะเป็นการระบุว่าประชาชนจะได้รับบริการ ชนิดใดบ้าง บริการสุขภาพชนิดใดบ้าง จะได้รับอย่างไร ก็คือจะได้รับสะดวกมากน้อยแค่ไหนด้วย แล้วก็โดยวิธีการอย่างไร ในวิธีจ่ายเงิน วิธีคิดเงิน วิธีจ่ายเงินอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็ควรที่จะ นํามาซึ่งการปฏิรูปในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลักซึ่งรวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กับการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์เหล่านั้นด้วย ก็เป็นเรื่องในการที่จะกําหนดการปฏิรูปซึ่งคิดว่า ควรจะทําใน ๒ ลักษณะด้วยกัน ก็คือกําหนดกลไกในการกําหนดชุดสิทธิประโยชน์หลัก ให้เป็นกฎหมาย เพราะว่าในอดีตเคยใช้วิธีการที่จะพูดคุยกันระหว่าง ๓ กองทุน ในการที่จะ ปรับชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เหมือนกัน แต่ว่าได้ผลค่อนข้างจะน้อย ได้ผลอยู่เรื่องเดียวรู้สึก จะเป็นเรื่องของไตวายเรื้อรังอะไรทํานองนี้กับการรักษาโรคเอดส์ เพราะฉะนั้น ในการที่จะออกมาเป็นกฎหมายนี่อาจจะเป็นแนวทางที่สามารถที่จะทําให้เกิดผล อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านะคะ แล้วก็ปฏิรูปให้มีการจําแนกชุดสิทธิประโยชน์ออกเป็น ๒ ระดับก็คือชุดสิทธิประโยชน์หลักที่ทุกคนในประเทศไทยที่เกิดมาเป็นคนไทยจะต้องได้รับ เสมอเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างกันนะคะ แต่ในขณะเดียวกันทั้ง ๓ กองทุนก็ยังมีสิทธิ ที่จะเสนอชุดสิทธิประโยชน์เสริมซึ่งเพิ่มเติมไปจากสิทธิประโยชน์หลัก เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ กองทุนจะจัดอะไรให้เพิ่ม อันนี้ก็เป็นเนื้อหาสาระที่สําคัญในการที่จะปฏิรูป ก็คือใช้กรอบของ กฎหมายดําเนินการเพื่อให้เกิดกลไกที่จะทําให้ชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของคนไทย เหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็อาจจะมีการเพิ่มเติมก็คือเพิ่มด้วยชุดสิทธิประโยชน์ที่เสริมขึ้นมา ด้วยเฟเวอร์ (Favor) ของแต่ละกองทุนนะคะ ฉะนั้นทางเลือกในการที่จะปฏิรูป ในการที่จะ ออกกฎหมายนี่มีอยู่ ๓ ทางด้วยกันนะคะ ท่านคงจะจําได้ว่าตอนที่เราได้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ทําการปฏิรูปในด้านของการบูรณาการ นโยบายทางด้านสุขภาพให้เป็นไปในทางเดียวกันโดยการบริหารจัดการของกองทุนต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบาย เราก็ได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้น รวมทั้งเรื่องของการประสานข้อมูลต่าง ๆ ก็เสนอให้มีการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐาน สารสนเทศด้านระบบบริการสุขภาพหรือ สมสส. เกิดขึ้นอันนั้นเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วก็เรื่องของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้นได้เสนอเป็น พ.ร.บ. ซึ่งเดี๋ยวท่านธีระภาพ จะได้อธิบายในเรื่องนี้นะคะว่าเชื่อมโยงอย่างไร ดิฉันก็เรียนว่าทางเลือกในการออกกฎหมาย เราเสนอว่ามันมีอยู่ ๓ ทาง คือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอภิบาลระบบบริการสุขภาพ ในภาพรวม ก็คือร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้เดี๋ยวท่านธีระภาพจะได้อธิบายในรายละเอียดให้ฟังนะคะ เพราะว่าในมาตรา ๑๑ ในกฎหมายซึ่งอยู่ในภาคผนวก รายละเอียดของกฎหมายอยู่ใน ภาคผนวก ๔ ของรายงานเล่มนี้ ในมาตรา ๑๑ (๘) ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติก็จะกําหนดไว้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนะคะ (๘) นั้นหน้าที่ก็คือ ประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานด้านบริการสาธารณสุขที่ผู้รับบริการสาธารณสุขจะได้รับจาก หน่วยบริการสุขภาพ อันนั้นคือประกาศสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ อันนี้มีอยู่ ในกฎหมายคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติอยู่แล้วนะคะ เราก็อาจจะเสนอผลักดัน ให้กฎหมายนั้นได้ผ่าน เรื่องนี้ก็ผ่านไปโดยปริยายหรือไม่ก็ออกพระราชบัญญัติเฉพาะ เรื่องการจัดทําชุดสิทธิประโยชน์ อันนี้ก็มีผู้ที่ได้ร่างกฎหมายเหล่านี้เช่นเดียวกันมันก็อยู่ใน ภาคผนวกที่ ๕ ซึ่งเรามองเห็นว่าการเสนอกฎหมายในขณะนี้มันมีกระบวนการมากมาย แล้วก็อาจจะไม่ทันกาล เพราะฉะนั้นก็เลยเลือกที่ว่าน่าจะเป็นช่องทางที่จะรวดเร็ว แล้วก็ได้ผลดีที่สุด อีกช่องทางหนึ่งก็คือออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ ก็เป็นช่องทางลัดอันหนึ่งเหมือนกัน แต่เหตุผลในที่สุดก็เลือกที่จะใช้ ข้อ ๑ คือให้กฎหมาย คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติออก แล้วมันก็จะพ่วงในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลัก เข้าไปด้วย และกระบวนการที่จะดําเนินการเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์หลักนั้นก็สามารถ จะกระทําได้นะคะ ถ้าหากว่ามีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติอันนั้นด้วย และข้อสําคัญที่สุด ก็คือกระบวนการนี้มันจะเคลื่อนไปได้อย่างเร็วกว่า เพราะว่าคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาตินั้นสามารถที่จะใช้อํานาจของคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นดําเนินการ ให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักได้ ที่จําเป็นสําหรับโครงสร้างเราก็ได้เสนอไว้ในรายงานแล้ว เช่นเดียวกัน คือถ้าหากว่าจะทําให้เกิดสิทธิประโยชน์หลักขึ้นมาได้ควรจะต้องมี คณะกรรมการ ๑ ชุด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายยา ทางฝ่ายผู้รักษาอะไรทํานองนี้เข้ามาร่วมกันคิดถึงสิทธิประโยชน์ พื้นฐานด้านสุขภาพของประชาชน หลังจากนั้นแล้วก็สามารถที่จะส่งให้ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติพิจารณา เพราะว่าในโครงสร้างของ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติก็ประกอบไปด้วยผู้แทนจาก ๓ กองทุนด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็จะมีศักยภาพในการที่จะมาคุยกันหาข้อตกลงในการที่จะทําให้ สิทธิประโยชน์พื้นฐานนั้นเหมือนกันได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติยังสามารถที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะมาประเมิน ทางด้านราคาว่าจะเป็นราคาเท่าไร แล้วก็ติดตามราคาอย่างต่อเนื่องแต่ละปีทํานองนี้ นอกจากนั้นก็สามารถที่จะจัดให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการคอยติดตาม คุณภาพของบริการได้ รวมทั้งการประเมินผลการเข้าถึงบริการของประชาชน เพราะฉะนั้น ภายใต้อัมเบรลลา (Umbrella) ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้น ถ้าออกมา เป็นกฎหมายเรื่องนี้ก็จะเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ แล้วก็มีองคาพยพหลายกลุ่มของ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะช่วยกันผลักดันให้การจัดทําชุดสิทธิประโยชน์ ด้านสุขภาพ การติดตามผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของบริการ และการเข้าถึงบริการของ ประชาชนที่เคยเป็นปัญหาอยู่สามารถที่จะได้รับการแก้ไขได้ รวมทั้งเราเสนอให้มีสํานักงาน ที่จะมอนิเตอร์ (Monitor) ในเรื่องข้อมูลด้านค่าใช้จ่าย อันนี้ก็เท่ากับสามารถที่จะควบคุม ค่าใช้จ่ายได้โดยอัตโนมัติ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่เสนอเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม ในการจัดทําสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของประชาชนไทยทุกคนนะคะ โดยแนวคิดที่ว่า ถ้าเผื่อมันเป็นไปได้ก็จะลดความเหลื่อมล้ําแล้วก็เกิดความเป็นธรรมทางด้านสุขภาพ คือให้มี บริการหลักที่มีคุณภาพให้ประชาชนเข้าถึงได้ แล้วก็เป็นบริการที่เท่าเทียมกันหมดทุกคน มีการจัดระบบบริการในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ในรายงานก็เสนอว่าควรจะมีองค์กร ที่ทําหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าของบริการ ประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผลของบริการด้วย ของอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งควรจะเป็นหน่วยงานทางวิชาการ ที่เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาพยาบาลหรือว่าวิธีการป้องกันโรคอะไรก็ตามที ที่จะนํามาบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ควรจะได้ผ่านการประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล ของบริการเหล่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน ในบริบทของประเทศไทยแล้วก็สามารถที่จะคอนซิเดอร์ (Consider) ความสามารถในการจ่ายของประเทศได้ สไลด์ (Slide) ก่อนถึงนี้ก็จะเป็น กระบวนการในการตัดสินใจกําหนดสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งท่านจะเห็นว่ามันเป็นกระบวนการ ที่ค่อนข้างจะคอมเพล็กซ์ (Complex) เริ่มตั้งแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายควรจะได้เข้ามามี ส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานประกันสุขภาพของรัฐและเอกชน บริษัทยา เครื่องมือแพทย์อะไรต่าง ๆ ควรจะได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการตัดสินใจกําหนดชุด สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะกําหนดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม ควรจะได้ผ่านการวิจัยอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ต่าง ๆ ควรจะได้ผ่านการวิจัย โดยหน่วยงานวิจัยซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็สามารถจะดําเนินการได้เป็นอิสระ คํานึงถึงความคุ้มค่าของบริการ จากนั้นก็นําข้อเสนอส่งไปที่หน่วยงานที่อภิบาลระบบและกํากับทิศทาง ก็คือถ้าเผื่อว่า เป็นในสถานการณ์ที่เราเสนอก็คือคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี ๓ กองทุนนั้น รวมอยู่ด้วย ก็อาจจะออกมาเป็นชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ต่อไปก็อยากจะเสนออีกเล็กน้อยเกี่ยวกับคณะกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบก็คือผู้แทน หน่วยงานที่จําเป็นดังกล่าวข้างต้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ก็คล้ายคลึงกันในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรปต่าง ๆ พวกนี้ แล้วก็มีอํานาจ มีหน้าที่ดังที่กําหนดเอาไว้ ก็คือกําหนดนโยบายจัดทําและปรับปรุง แผนยุทธศาสตร์ ๕ ปี แผนปฏิบัติการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์หลัก จัดทําหน้าที่ส่วนใหญ่ ก็คือปรับปรุงแล้วก็จัดทําชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในส่วนที่คิดว่าจําเป็น กํากับติดตาม ความก้าวหน้าแล้วก็ประเมินผล นอกจากนั้นก็อาจจะมีสํานักเลขานุการ ซึ่งอันนี้ในกฎหมาย ของสิทธิประโยชน์ จริง ๆ อยู่ในสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีเพิ่มเติมอะไรมาก แล้วก็ความครอบคลุมใน พ.ร.บ. ที่เป็น พ.ร.บ. เฉพาะของสิทธิประโยชน์จะเน้น ชุดสิทธิประโยชน์หลักเป็นสําคัญ ที่สําคัญก็คือการปฏิรูปเราเสนอให้มีชุดสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่จําเป็นพื้นฐานทางด้านสุขภาพของประชาชนคนไทยทุกคนและอาจจะมี ชุดสิทธิประโยชน์เสริม ซึ่งสิทธิประโยชน์เสริมนี่มันอาจจะเป็นเจ้าตัวประชาชนเองต้องการ ที่จะเพิ่มเติมหรือว่าจะเป็นกองทุนที่รับผิดชอบอยู่ เช่น สปสช. หรือประกันสังคมต้องการ จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้ที่รับบริการในกองทุนของตัวเองก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นไดอะแกรม (Diagram) ที่แสดงนะคะว่าควรจะมีชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ซึ่งมีทั้งคุณภาพ และความคุ้มค่าที่สามารถจะวัดได้ในแต่ละอินเทอร์เวนชัน (Intervention) แล้วก็ ชุดสิทธิประโยชน์เสริมก็เพิ่มเติมได้ด้วยตนเองหรือได้ด้วยนายจ้างเป็นหลักที่สําคัญ ทีนี้ ท่านก็คงจะทราบว่าแต่ละกองทุนนั้นมีพระราชบัญญัติของตัวเอง ซึ่งอาจจะมีข้อซึ่งขัดข้อง และเกิดการขัดแย้งกัน ทั้งหมดนี้เราก็เสนอว่าคณะกรรมการนี้ไม่มีอํานาจทางปกครอง แต่ว่าถ้ามีกรณีที่จะเกิดการเสียหายกับสุขภาพของประชาชนหรืออะไร อันเนื่องมาจาก ความขัดแย้งของกองทุนนี้ก็สามารถที่จะจัดทํารายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้เป็น ผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้และสั่งการได้ค่ะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องหลัก ๆ ของการปฏิรูปเพื่อทําชุด สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของประชาชนไทย แต่ในส่วนที่มันเกี่ยวโยงกับในเรื่อง การปฏิบัติที่เราเสนอให้ผ่าน จัดทําโดยเป็นมาตราหนึ่งในกฎหมายใหญ่ก็คือคณะกรรมการ จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้วนั้น ก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญให้ท่าน พลอากาศเอก นายแพทย์ธีระภาพ เสนะวงษ์ ได้อธิบายเรื่องนี้ถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้ ความเป็นมาและความก้าวหน้า ณ ขณะนี้ด้วย เพราะท่านได้ทํางานเรื่องนี้ร่วมกับ สนช. มาโดยตลอดค่ะ
ขอเชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานสภาครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพแล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมท่านประธานพรพันธุ์ สักเล็กน้อยนะครับเพื่อจะให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นที่เรานําเสนอ การปฏิรูปในวันนี้นะครับ คือด้านสาธารณสุขเรามองออกเป็น ๒ ด้านด้วยกัน แล้วก็พยายาม ทําให้สมดุลทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือด้านการบริการ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation)) และอีกด้านหนึ่งคือเรื่องของการเงินการคลังที่จะมาสนับสนุนเนื่องจากเป็นเรื่องหลัก และเรื่องใหญ่ด้วย ด้านการบริการก็มีอยู่ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพด้านการป้องกันโรค ด้านการรักษาโรค แล้วก็ด้านการเฝ้าระวังหรือว่า ด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหลาย ขออนุญาตนําเสนอด้วยสไลด์ครับ (Slide) ครับ
ขอภาพถัดไปเลยครับ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เรานําเสนอไปแล้ว เมื่อกี้ท่านประธาน พรพันธุ์ได้กรุณานําเสนอแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องล่าสุด มีทั้งหมด ๘ เรื่องด้วยกัน จะเห็นว่า แต่ละเรื่องเราพยายามนําเสนอการปฏิรูปใน ๒ หัวข้อที่ผมว่าไปแล้วให้มันสมดุลกันนะครับ เรานําเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ที่ผ่านไปแล้ว การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล หรือการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณน้ําตาลเกินมาตรฐานเป็นต้น หรือการปฏิรูปการรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ที่นําเสนอไปแล้ว ล่าสุดที่นําเสนอไปอีกเรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิและการปฏิรูป ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีระบุไว้ในมาตรา ๒๕๘ ของรัฐธรรมนูญที่กําลัง จะประกาศใช้นี่นะครับว่าจะต้องมีการปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทั้งหมดเราจะพยายาม สมดุลกันระหว่างการให้บริการกับเรื่องการเงินการคลังเพื่อจะให้เกิดวัตถุประสงค์ ๓ อย่าง ที่ท่านประธานเรียนไปเมื่อกี้ คือให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณของประเทศได้มากที่สุด ทีนี้มันก็จะเกิด คณะทํางานขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ประเด็นขึ้นมาในระบบบริการสุขภาพทั้งหมด เคยมีสมาชิกหลายท่านเคยทักท้วงในเรื่องของเราและเรื่องอื่น ๆ ว่าตั้งกรรมการอีกแล้ว แก้ปัญหาก็ตั้งกรรมการอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงเสนอในเรื่องแรกที่เรานําเสนอ เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เอง เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคณะกรรมการชุดที่รวบรวมข้อมูล เราดูตัวอย่างจากประเด็นอื่น ๆ ในการปฏิรูปเช่นเรื่องคณะกรรมการนโยบายพลังงาน คณะกรรมการนโยบายกีฬา คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวหรือแม้แต่เรื่องไซเบอร์ (Cyber) ที่นําเสนอไป เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะมีคณะกรรมการกลางที่จะเป็นผู้ที่รวบรวมแล้วมี นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านมอบหมายเป็นประธานจะกํากับ นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็มีคณะทํางานชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวบรวมมาอยู่ในนี้ เมื่อเรานําเสนอผ่านไปแล้วเมื่อประมาณเดือนมีนาคมแล้วก็ผ่านคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย แล้วก็ ๒ ฝ่ายไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ก็มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ร่างพระราชบัญญัตินี้ร่วมกันระหว่าง สนช. กับ สปท. ร่างเสร็จไปเมื่อเดือนกันยายน แล้วก็รับฟังประชาพิจารณ์ไปว่าเราอยากจะมีพระราชบัญญัติการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา คณะกรรมการชุดนี้ก็จะเป็นเหมือนร่มใหญ่ ของทางด้านสาธารณสุขแล้วก็มีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ขณะนี้เราทําการรวบรวม ดูในกิจการสาธารณสุขมีมากกว่า ๕๐ คณะ ใน ๕๐ คณะมีคณะที่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานมากกว่า ๒๐ คณะ เราก็ตั้งใจว่าจะรวบรวมคณะต่าง ๆ เหล่านี้มาอยู่ใต้ร่มคณะกรรมการชุดนี้ รวมถึงคณะที่เรา กําลังนําเสนอเรื่องที่เสนอวันนี้คือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแง่ของ สิทธิประโยชน์หลัก ก็จะเป็นคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อที่จะอะไรครับ เพื่อจะให้เกิดการ บูรณาการในระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการที่ทํางานมา ๑ ปี เราพบว่าแต่ละส่วน แต่ละหน่วยทํางานของตัวเองได้อย่างดีแต่ขาดการบูรณาการ ยกตัวอย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องยาสมุนไพรแล้วก็แพทย์แผนไทยแห่งชาติ พบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขก็อยากจะพัฒนาทั้งคนแล้วก็สมุนไพร เชิญกระทรวงเกษตร และสหกรณ์มา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็อยากพัฒนาครับ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์บอกว่าไม่ทราบว่าจะพัฒนายาตัวไหน จะพัฒนาพืชตัวไหน นี่ครับคือการขาด การบูรณาการ ถ้าเรามีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติแล้วมีการบูรณาการกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะทําให้ประเด็นการพัฒนา ประเด็นการปฏิรูปผมเชื่อว่า จะชัดเจนขึ้นและไปสู่ทิศทางที่มีพลังมากขึ้นนะครับขออนุญาตภาพถัดไปเลย จะเป็นภาพ ให้เห็นว่าเป็นคณะกรรมการชุดหนึ่งเหมือนเป็นอย่างที่เราเคยนําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ว่าเหมือนเป็นคณะรัฐมนตรีย่อย ๆ ทางสุขภาพเหมือนรัฐมนตรีเศรษฐกิจอะไรทํานองนี้ ที่จะพิจารณาประเด็นทางสุขภาพแล้วก็จะนําเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาสั่งการแล้วก็ตัดสินใจ ในการดําเนินการต่อไปนะครับ ขอภาพถัดไป องค์ประกอบเราจะให้มีท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเป็นประธาน ภาพนี้ครับก็จะมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการแล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองคณะกรรมการ และมีกรรมการโดยตําแหน่งคือกระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางด้านกระทรวงการคลังที่จะเข้าไปในเรื่องงบประมาณอีก ๑๖ ท่านนะครับ นอกจากนั้นเราก็ยังมีส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการอีกไม่ว่าจะเป็นผู้แทนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็กําหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการและเลขานุการ เนื่องจากว่าเป็นผู้ที่รู้เรื่องดีอยู่แล้วแล้วก็กํากับนโยบาย การทํางานของด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประเทศอยู่แล้ว แล้วก็ให้สํานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้นะครับ ที่จะเน้น ในวันนี้คืออํานาจหน้าที่ครับ ที่ประธานกรรมาธิการนําเสนอไปแล้วผมอยากจะเน้นในข้อ ๖ และข้อ ๗ ข้ออื่น ๆ เป็นสิ่งที่เราทราบอยู่แล้วครับในเรื่องกําหนดนโยบาย กําหนดแนวทาง การปฏิบัติแล้วก็ตรวจสอบการทํางานเป็นต้น แต่ที่จะเน้นไว้นี้คือข้อ ๖ กับข้อ ๗ ข้อ ๖ คือ เสนอแนะ ครม. เพื่อกําหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังอย่างที่เราทราบว่าขณะนี้ งบประมาณที่ใช้ในเรื่องของระบบสาธารณสุขมากกว่า ผมเชื่อว่ามากกว่า ๓๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขผมไม่แน่ใจนะครับ ในระบบ สปสช. หรือ ๓๐ บาทก็มากกว่า ๑.๖ แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว และยังอยู่ในระบบอื่นอีก กองทุนสุขภาพ กองทุนของราชการ ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และกองทุนประกันสังคมอีก เพราะฉะนั้นเงินพวกนี้ ท่านเอามาบาลานซ์ (Balance) กันแล้วก็กําหนดหลักการและวิธีการที่เข้าใจตรงกัน มีกรรมการกลางที่ตัดสินก็จะทําให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณได้มากขึ้นนะครับ และอีกอันหนึ่งคือกําหนดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการบริการสาธารณสุข นั่นก็คือการกําหนด ที่เราพูดกันวันนี้คือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพก็จะทําให้ทั้ง ๓ กองทุนทราบว่าประชาชน ควรได้รับความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ําอย่างไร สิทธิอะไรที่เขาควรจะได้เป็นมาตรฐานก่อน และหลังจากนั้นแล้วสิทธิที่จะเพิ่มเติมจะเสริมเข้าไปก็แล้วแต่ละกองทุน หรือแล้วแต่ที่มา ของเงินของแต่ละท่านของแต่ละกองทุนที่จะเสริมเข้ามาเพื่อจะให้บริการนั้นมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เรานําเสนอแล้วแล้วก็คิดว่าผ่านที่ประชุมทั้ง สปท. และ สนช. เราคงจะนําเสนอให้กับที่ประชุมทั้ง ๓ ฝ่ายทราบแล้วคงจะนําเสนอเพิ่มเติมเข้าไป ตามมติที่ประชุมให้ทาง ครม. ทราบแล้วก็กําหนดเป็นร่าง พ.ร.บ. นี้ออกมาให้ใช้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ผมอยากจะใช้โอกาสนี้เชิญชวนคณะกรรมาธิการทั้งหมดนะครับ อยากจะให้ดู ในภาพรวมครอบจักรวาลสักนิดหนึ่ง เพราะว่าการเสนอปรับปรุงคณะกรรมการการจัดทํา บัญชีที่จะรักษาพยาบาลมันแค่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลประชาชนเรื่องสุขภาพ
ประเด็นแรกเลยก็คือว่าเรื่องการเข้าถึงซึ่งการบริการของรัฐในเรื่องของการ รักษาพยาบาลเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาชนชาวไทยทุกคนพึงจะต้องได้รับแล้วก็ เข้าถึงซึ่งการบริการได้ ทีนี้มันก็มีคําถามว่าการบริการที่ขั้นพื้นฐานจะประกอบด้วยอะไรบ้าง อยากจะฟังทางฝ่ายคณะกรรมาธิการว่าพื้นฐานจริง ๆ ที่ประชาชน ๖๗-๖๘ ล้านคน พึงจะได้รับควรจะมีอะไรบ้าง ช่วยกรุณาแจงให้ชัดเจนกว่านี้แล้วก็ควรจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ เลย ทุกคนนะครับไม่ว่าจะอยู่ในระบบข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สหภาพแรงงานแล้วก็ประชาชนอีก ๕๐ ล้านคนโดยทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานของทุกคนควรจะได้รับการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานหรือทั่วไปฟรีทุกคนครับ แล้วก็แจงมา แล้วก็สามารถที่จะคํานวณงบประมาณได้ว่าจะใช้ปีละเท่าไร เพราะว่าไม่ใช่ ๖๗-๖๘ ล้านคนป่วยพร้อม ๆ กัน ย้อนกลับไปสัก ๑๐ ปีจะหาสถิติได้ว่าการรักษาพยาบาล ต้องใช้เงินเท่าไรในภาพรวม
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าที่เป็นการเฉพาะ อันนั้นไม่ฟรีก็อยากจะจ่ายเพิ่มเติม ก็ต้องระบุว่าเรื่องเกี่ยวกับห้อง อยู่อย่างไร อยู่รวม อยู่เดี่ยว อยากจะได้ยาที่มันพิเศษ เอาไปหรือไม่ อย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ก็สามารถที่จะจ่ายได้ตามขีดความสามารถแล้วก็ เงินเดือน แล้วก็น่าจะพูดไปถึงว่าถ้าเผื่อจะต้องจ่ายให้มีการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษนั้น ทุกคนก็ต้องจ่ายรวมทั้งข้าราชการด้วย ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีความเหลื่อมล้ําในสังคมว่า มันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ฟรีแล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ฟรี ในส่วนของการรักษาพยาบาลพิเศษ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ก็คือความทั่วถึงของสถานบริการ รวมทั้งคลินิกเอกชนที่ควร เข้ามาอยู่ในระบบด้วย เราได้พูดกันหลายครั้ง ถ้าเผื่อโรงพยาบาล สถานพยาบาล ในต่างจังหวัดไม่ทัดเทียมกับเมืองหลัก ๆ ของจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็โดยเฉพาะ ที่กรุงเทพมหานครการเข้าถึงมันก็ไม่ทัดเทียมกันตั้งแต่ต้นแล้วนะครับ และยังมีกฎเกณฑ์ว่า บัตรทองอะไรต่าง ๆ ต้องไปโรงพยาบาล ณ พื้นที่ แต่คราวนี้คนมันหมุนเวียนไปมา อยู่ตลอดเวลา คนจากต่างจังหวัดเข้ามาทํางานที่กรุงเทพฯ เป็น ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน และเขาต้องย้อนกลับไปที่เชียงราย ไปที่โคราชเพื่อรักษาพยาบาลมันก็ไม่ถูกต้อง ป่วยที่ไหน ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลที่นั่นให้ได้ แล้วก็คุณภาพของโรงพยาบาล สถานพยาบาล รวมทั้งคลินิก ที่จะให้การบริการขั้นพื้นฐานคุณภาพต้องทัดเทียมกัน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเร่ง จะดูแค่ รายการรักษาพยาบาล ดูแค่คณะกรรมการไม่เป็นการเพียงพอ สถานพยาบาลจะต้องมี คุณภาพที่ทัดเทียมกันทั่วประเทศ แล้วก็สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเจ็บป่วยพื้นฐานได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๓
ประเด็นที่ ๔ ก็คือการป้องกันภัยเรื่องของสุขภาพ ก็ต้องรณรงค์นะครับ ในต่างประเทศ ณ วันนี้โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปและเข้าใจว่าที่อเมริกาเหนือด้วยจะมีการ เก็บภาษีอาหาร เครื่องดื่ม ขนมที่ใช้น้ําตาลมากและทําให้สุขภาพไม่ดีแล้วก็อ้วนขึ้น อันนี้คิดที่จะ ดําเนินการไหมครับ เพื่อให้คนลดใช้น้ําตาลแล้วก็บริโภคน้ําตาลเป็นเรื่องที่สําคัญ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลท่านประยุทธ์ก็บอกว่าพวกเราทุกคนต้องออกกําลังกาย ก็ดีครับ แต่ว่าจะไปออกกําลังกายที่ไหน ความพร้อมของสถานที่ออกกําลังกาย ทั้งในสวนสาธารณะ หรือในตัวอาคาร หรือ ณ ที่ทําการก็จะต้องเป็นกิจจะลักษณะกว่านี้ และการออกกําลังกาย คงไม่ต้องทําในวันพุธตอนบ่ายเพราะมันดูตลกดีออฟฟิศยังไม่ปิดก็ต้องทําตอนเช้าหรือตอนเย็น ก่อนหรือหลังเวลาการทํางาน เพราะเรื่องของการบริโภคเป็นเรื่องที่สําคัญ การออกกําลังกาย สถานที่ที่จะให้ออกกําลังกายมันต้องควบคู่กันไป แล้วก็การที่จะต้องทําการรณรงค์อย่างใหญ่หลวง ว่าอะไรควรจะรับประทาน อะไรควรจะไม่ มันก็ต้องไปโยงกับเรื่องของสื่อสาธารณะ สื่อของรัฐบาล เอกชนที่มีการโฆษณาอาหารเสริมมากมาย แล้วก็ไม่ได้มีการควบคุมว่าอันไหน ดีต่อสุขภาพ อันไหนไม่ดี อันนี้ก็ต้องดูไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นในการที่จะปรับปรุง ระบบการบริการของรัฐต่อประชาชนพลเมืองทั้งหมด ผมว่าต้องดูหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน จะมุ่งไปแก้ตรงที่คณะกรรมการแล้วก็รายการของการรักษาพยาบาล ผมคิดว่าไม่เป็นการ เพียงพอ ถ้าอีก ๓-๔ ประเด็นที่ผมได้กล่าวเป็นตัวอย่างไว้แล้วนั้นไม่ได้รับการพิจารณา คู่ขนานกันไปด้วย ผมขอกล่าวแค่นี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงานและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผมก็จะอภิปรายในเรื่องการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของ ประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ก็ด้วยความเกรงใจท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่งเลย เพราะผม ก็บอกท่านในวิป (Whip) และบอกว่าท่านไม่อภิปรายผม ผมก็จะไม่อภิปรายท่าน เพราะเห็น ชื่อเรื่องแล้วพร้อมจะยกมือให้อยู่แล้ว เรื่องสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพนะครับ แต่ว่ามีเวลาก็ได้มานั่งอ่านดูก็มีข้อสงสัยที่อยากจะให้ท่านช่วยแคลริฟาย (Clarify) เพื่อท่านสมาชิกและท่านผู้ฟังทางบ้านก็จะได้รับทราบไปด้วยนะครับ คือรายงานของท่าน เป็นรายงานที่ดีเรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์ หลักด้านสุขภาพ และท่านก็เท้าความว่าทําไมถึงต้องเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่กระผมขึ้นมา อภิปรายนี่เพราะอ่านดูแล้วมันมีการออกกฎหมายถึง ๒ ฉบับ แล้วก็มีการตั้งองค์กรเหมือนจะ เป็นตั้งองค์กรใหม่ เป็นตั้งคณะกรรมการใหม่ ซึ่งคณะกรรมการที่ท่านตั้งโดยเรียกว่า พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติก็ดี หรือพระราชบัญญัติ ชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพก็ดีมันก็ให้อํานาจไปเสมือนกับว่าจะไปโอเวอร์รูล (Overrule) หรือว่าสั่งคณะกรรมการในกฎหมายฉบับอื่น ๆ หรือของหน่วยงานอื่น ที่ต่างกระทรวงกัน ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องของคณะกรรมการประกันสังคมหรือ กองทุนประกันสังคม กองทุนประกันรถยนต์เพื่ออุบัติเหตุ ที่ผมอ่านแล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นมา ก็คือท่านให้อํานาจคณะกรรมการใน พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอมีอํานาจในเรื่องเสนอมาตรการ ด้านการเงินการคลังที่เหมาะสม อ่านดูแล้วก็คล้าย ๆ ว่าถ้าหลักประกันสุขภาพไม่มีเงิน ท่านก็สามารถที่จะเก็บเงินขึ้นภาษีหรืออะไรได้ ซึ่งมันก็เป็นอํานาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ แล้วก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินอย่างแน่นอนเลย ซึ่งก็อดที่จะต้องถามท่านไม่ได้ว่า ในการร่าง ท่านได้ปรึกษาฝั่งกระทรวงการคลังหรือรับฟังความคิดด้วยหรือเปล่า เพราะว่า กฎหมายท่านมันเหมือนเป็นซูเปอร์บอร์ด (Super board) อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเหมือนตั้งองค์กร ใหม่
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะขอคําอธิบายหรือยืนยันจากท่านว่าสิ่งที่ท่านเสนอ ไม่ใช่การยุบรวมกองทุนรักษาพยาบาลของข้าราชการ กองทุนไปรวมกับกองทุนประกันสังคม ไปรวมกับกองทุน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคใช่ไหม ผมอ่านดูก็คิดว่าไม่ใช่ แต่ท่านเขียน ในอารัมภบทว่าปัจจุบันสถานการณ์ระบบประกันสุขภาพของประชาชนยังขาดความเท่าเทียมกัน จึงเห็นควรให้มีการพัฒนาสิทธิชุดสุขภาพหลัก แล้วท่านก็เล่าว่ามันมีกองทุนอยู่ ๓ กองทุน คือระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งดูแลคน ๔.๗ ล้านคน ใช้เงิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ย ๑๔,๐๐๐ บาทต่อคน ระบบประกันสังคมดูแลคนอยู่ ๑๑.๔ ล้านคน ค่าเฉลี่ยในเรื่อง ของสุขภาพก็เท่ากับ ๓,๑๖๐ บาทต่อหัว ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ดูแลคน ๔๘ ล้านคน ใช้เงิน ๓,๑๕๐ บาท ซึ่งมันก็เห็นว่ามันไม่เท่าเทียมกัน กองทุนราชการ อาจจะมากหน่อย กองทุนประกันสังคมมากกว่า ๓๐ บาทอยู่ อย่างนี้ต่อหัว ก็ไม่รู้ว่าการเท่าเทียมกัน ของท่านที่เอามาเฉลี่ยหารกันเพื่อทําให้กองทุนที่รวยอยู่แล้วจนลง และทําให้กองทุนที่จนแล้ว รวยขึ้นหรืออย่างไรก็อยากให้ท่านชี้แจงหน่อย ผมคิดว่าหลักประกันหลักผมเห็นด้วยแล้วก็คง ไม่คัดค้าน แต่ว่าองคาพยพกับกลไกในการไปทําให้เกิดชุดเขาเรียกอะไร สิทธิประโยชน์หลัก อะไรของท่านนี่มันจําเป็นต้องถึงกับออกกฎหมาย ๒ ฉบับหรือไม่ และกฎหมายท่านนอกจาก จะไปโอเวอร์รูล (Overrule) กฎหมายของประกันสังคมยังไปโอเวอร์รูล (Overrule) กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่ผมเห็นว่าเขามีเรื่องเขตสุขภาพของเขาอยู่ ท่านก็บอกว่า ให้กรรมการที่ท่านจะตั้งใหม่นี้เป็นผู้ประกาศเขตสุขภาพ ทําไมไม่ให้กระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงหรือว่ารัฐมนตรีเขาเป็นคนประกาศเพราะคนประกาศมันน่าจะให้เจ้ากระทรวง เขารับผิดชอบไป เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับดึงทุกอย่างมาอยู่ภายใต้อันนี้โดยข้อที่คิดว่าอยากจะมีสิทธิประโยชน์หลัก ให้คนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นในหลักการผมก็เห็นด้วยแต่ดูรายละเอียดแล้วก็รู้สึกว่า ท่านจะเขียนกฎหมายแบบซูเปอร์บอร์ด โฮลดิง (Super board Holding) เลย แล้วก็มี อํานาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งอํานาจเบ็ดเสร็จอย่างนี้ถ้าใช้ดีก็ดี ถ้าใช้โดยไปพาดพิงหน่วยงานอื่น ในที่สุดมันก็จะใช้ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังเขาก็ใหญ่เหมือนกัน แล้วก็ประกันสังคม เขาก็มีสมาชิกเป็นล้าน เพราะฉะนั้นต้องชี้แจงให้ดีว่าเรานี้มีเจตนาเพื่ออะไร ผมก็ขอตั้ง ข้อสังเกตไว้แค่นี้แล้วก็อยากจะเสนอว่าในเรื่องของระบบสุขภาพสิทธิประโยชน์หลักอะไรนี้ บางทีก็มีภาคเอกชนหรือมูลนิธิไม่แสวงหากําไรเขาก็ช่วยทําอยู่ ท่านน่าจะดึงเขาเข้ามา ไม่ใช่ทุกคนใช้ระบบราชการไปพยายามโซลฟ์ (Solve) โดยตั้งซูเปอร์บอร์ด (Super board) หรืออะไรขึ้นมาก็ฝากไว้หวังว่าท่านจะรับข้อสังเกตไปช่วยชี้แจงด้วยหรือนําไปปรับปรุง กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายวาระการปฏิรูป เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นก็คิดว่า เป็นเรื่องที่หากดําเนินการให้เป็นผลในทางบวกได้แล้วก็คงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของประเทศที่เราพูดถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเข้ามาปกครองของ ประเทศของ คสช. เองก็เน้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เน้นไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้มีการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา การลดความเหลื่อมล้ําในด้านการดูแลสุขภาพ การรักษาโรค ความเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าตรงประเด็นและตรงกับ การแก้ปัญหาที่เป็นอยู่กับพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๐ กว่าล้านคน ผมคงขอแสดงความคิดเห็น แล้วก็ขอตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการมา ซึ่งข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาความแตกต่างในระบบทั้ง ๓ ระบบ คือระบบของข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นก็ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน ในทุกมิติ ไม่ว่าผู้ดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าการเข้ารักษา การจ่ายเงิน และที่สําคัญคืองบประมาณ ค่ารักษาต่อหัวต่อคน ซึ่งถ้าเราดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อถ้าไม่หยิบข้อมูลนี้มาให้เราดู เราก็คงจะ ไม่ทราบว่าในส่วนของข้าราชการรัฐวิสาหกิจนั้นต่อหัวถึง ๑๔,๐๐๐ กว่าบาทต่อหัวต่อปี ส่วนของอีก ๒ ภาคนั้นก็ตกอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ต่างกันประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่ทางกรรมาธิการก็ได้ขยายแล้วว่าในส่วนของข้าราชการรัฐวิสาหกิจนั้นถือเป็นสวัสดิการ ส่วนหนึ่ง เมื่อมันเป็นสวัสดิการเป็นสิ่งที่จูงใจให้เข้ามาทํางานเพราะว่าการเป็นข้าราชการนั้น ก็ต้องถือว่ามีข้อจํากัดในหลาย ๆ อย่างและในระยะหลังคนที่จบจากการศึกษาหลักสูตร เดียวกัน วิชาเดียวกัน ถ้ามาทํางานในภาครัฐจะได้เงินเดือนน้อยกว่าไปทํางานในภาคเอกชน หลายเท่าตัว ไม่ว่าด้านวิศวกรรม ด้านการเงิน ด้านการแพทย์ คนเป็นหมอถ้าอยู่กับเอกชน เดี๋ยวนี้หุ้นของโรงพยาบาลทะลุฟ้าไปหมดทุกโรงพยาบาลที่เข้าใหม่วันนี้ก็เกินกว่า ค่าไอพีโอ (IPO) ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคนที่ทํางานโรงพยาบาลเอกชนนั้นร่ํารวยกว่าคนที่มาเป็นหมออยู่กับ ข้าราชการ ยิ่งหมอทหารที่ผมเคยเห็นแต่ละท่านพอเกษียณแล้วก็แทบจะไม่มีเงินทองที่จะไป ตั้งตัวหรือดูแลครอบครัวได้ดีเหมือนคนที่อยู่ภาคเอกชน มันจึงเป็นเจตนาของระบบสวัสดิการ ที่ให้กับภาครัฐซึ่งก็เสมอภาคกันในทุกประเทศทั่วโลกผมพูดได้ ถ้าทั่วโลกนี้เขาไม่ให้ ข้าราชการมีสวัสดิการบ้างแล้วใครจะมาเป็นข้าราชการ ประเด็นที่ผมหยิบตรงนี้ขึ้นมา คือความแตกต่างประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน ถ้าเราจะทําให้เกิดอีก ๒ ส่วน อีก ๒ เซกเตอร์ (Sector) มาเท่าเทียมกับภาคราชการ ภาคราชการมีคนแค่ ๔.๗ ล้านคน ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของ ๖๐ กว่าล้านคนที่เราดูแลในด้านสุขภาพอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เงิน เพื่อจะดูแลคนอีก ๖๐ ล้านคน ถ้าคิด ๑๐,๐๐๐ บาท อัตราเต็มต้องใช้ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือประมาณ ๑ ใน ๔ ๑ ใน ๕ ของงบประมาณแผ่นดินเลย เพราะตัวเลขตัวนี้ น่ากลัวมากถ้าเราจะหยิบมาดูแล้วลองมาคูณดู ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทความแตกต่าง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับการดูแลสุขภาพ มันควรจะอยู่ตรงไหน อย่างไร ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้แบ่งไว้เป็นสิทธิประโยชน์หลัก ด้านสุขภาพกับสิทธิประโยชน์เสริม ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าในส่วนของสิทธิประโยชน์เสริม ด้านสุขภาพที่ให้กับข้าราชการนั้นมันถึง ๑๐,๐๐๐ บาทเลยหรือความแตกต่างจากภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ดูตัวเลขเพิ่มเติมว่ามันเป็นอย่างนั้น จริงหรือเปล่า เมื่อกี้มีกรรมาธิการได้พูดถึงการใส่ฟันเทียมก็ต้องเสียเงินนะครับ ข้าราชการ ต้องจ่ายสตางค์ ไม่ใช่ไม่ต้องจ่าย ซี่หนึ่งวัสดุตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ ต้องศึกษารายละเอียดว่ามันต่างกันมากมายอย่างนั้นจริงหรือเปล่า และห้องพิเศษก็ไม่ได้มีไว้ ให้สําหรับข้าราชการทุกคนที่จะใช้ได้ ยกเว้นต้องจ่ายเงินเพิ่ม นอนห้องพิเศษก็ต้องจ่าย สตางค์เพิ่มไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือเป็นรัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้จึงอยากจะฝากเรื่องข้อมูล เพราะว่าถ้ารัฐบาลเขาเห็นข้อเสนอนี้ อันแรกเขาก็ต้องหยิบมาดูมาคูณตัวเลขดูว่าจะทําได้ ขนาดไหน มีสตางค์ไหมในกระเป๋าของกระทรวงการคลัง ภาษีที่เก็บมาจะเพียงพอไหม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังขาดไม่ชัดเจนในเรื่องนี้นอกจากตัวเลขที่ให้เราดูแล้วก็คือ ควรจะต้องให้มีประมาณการเหมือนกันว่าถ้าจะทําชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพหลักมันจะต้องใช้ งบเท่าไร กี่หมื่นล้านบาท กี่แสนล้านบาทจึงจะเท่าเทียมกันในทั้ง ๓ ภาคส่วน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งทางรัฐบาลต้องการตัวเลขอยู่เหมือนกัน หรือที่เขียนว่าสิทธิประโยชน์เสริม ด้านสุขภาพที่ให้กับภาครัฐนั้นมันเป็นเงินเท่าไรมันจึงจะทําให้กระทรวงการคลัง กระทรวง สาธารณสุขหรือกรรมการระดับชาติสามารถพิจารณาได้ว่าเขาควรจะปรับปรุงอย่างไร ถ้าจะไปออกกฎหมายจะแก้อย่างไร
ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๒ คือทางเลือกในการแก้ไขปัญหานี้ คือทางเลือก ในการที่จะจัดทําสิทธิประโยชน์หลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ํา ในทั้ง ๓ ภาคส่วนให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้พูดถึงทางเลือก ๓ ทางแต่ก็ไม่ได้ฟันธงไม่ทราบคุณหมอไม่ชอบฟันธง รัฐบาลก็ต้องไปคิดอีกจะเอาวิธีไหน ใจผมเองก็ไปดูตัวร่าง พ.ร.บ. ที่เสนออยู่ที่ สนช. ร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๑ ได้ให้อํานาจกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นไว้ ทั้งใน (๑) กําหนดทิศทางและจัดทํานโยบายหลักด้านระบบสุขภาพของประเทศทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีทุก ๕ ปี ใน (๘) ประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการบริการสาธารณสุข ที่ผู้รับบริการสาธารณสุขจะได้รับจากหน่วยบริการสาธารณสุข ก็น่าจะเพียงพอที่จะให้ อํานาจคณะกรรมการใน พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะไปดําเนินการ ในการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ในการอาจจะยกร่างกฎหมายต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมาธิการไม่ได้ฟันธง ผมก็ขอฟันธงแทนว่าให้เลือกหนทางที่ ๑ จะได้ไม่ต้องไป ยกร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาตามหนทางที่ ๒ หรือจะต้องไปยกร่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีอีก ก็คงจะสามารถดําเนินการได้ในกรอบนั้น
สุดท้ายก็ขอเรียนว่ายินดีสนับสนุนที่จะให้เรื่องนี้ส่งเข้าไปสู่รัฐบาล เพื่อพิจารณาหาแนวทางในการที่จะปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ อย่างน้อยก็ให้ได้รับสิทธิในการดูแลด้านสุขภาพ สิทธิ ในการป้องกัน สิทธิในการดูแลครอบครัว ทั้งสตรี ทั้งผู้ที่มีครรภ์ต่าง ๆ ให้ได้เท่าเทียมกัน ในทุกภาคส่วน ซึ่งผมเองก็คิดว่าข้าราชการเองก็คงจะไม่ได้ยึดติดว่าเราจะต้องได้มากกว่า พี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไป อะไรที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อะไรที่เป็นการดูแลสุขภาพ ของคนทั่วไปก็คงจะต้องดําเนินการให้ดีที่สุด ก็ขอขอบพระคุณครับและขอสนับสนุนครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอ่านรายงาน ของท่านกรรมาธิการทั้งปึกนี้แล้วก็รู้สึกว่าหลังจากที่ผ่านไปแล้วใน ๑๐ ปีข้างหน้าคนไทย อาจจะไม่เจ็บป่วย ค่ารักษาพยาบาลจะลดจาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงเหลือสัก ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ชื่นชมนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอบางประการนะครับ ขออนุญาตเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นาน ๒,๕๖๐ กว่าปีแล้ว “อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ท่านประธานว่าจริงไหมครับ ไม่มีใครเถียงได้ ภาพต่อไปครับ ท่านเคยเห็นไหมครับ ท่านเคยเห็นทั่วไป เราจะไม่เห็นอยู่ คนเดียวก็คือตอนที่คุณแม่ตั้งท้องเรา นอกนั้นจะเห็นภาพเหล่านี้กําลังตั้งครรภ์ ต่อไปครับ เดี๋ยวท่านจะแปลกใจว่าสุรินทร์เองคิดอย่างไรเอาเรื่องอย่างนี้มา นี่คือเด็กอ่อนน่ารักมาก ผมเดาว่าเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผมไม่ได้ไปดูด้วยตนเอง เขาได้ไปถ่ายมาจาก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถว ๆ อนุสาวรีย์นะครับ ต่อไปครับ อันนี้เป็นอย่างไรครับ ผมใกล้เคียงแล้ว เพราะอายุ ๗๐ ปี ทุกคนที่นี่วันหนึ่งต้องเป็นอย่างนี้หนีไม่พ้น ต่อไปครับ หมอพยาบาล ต้องช่วยกัน อันนี้ค่อนข้างวิกฤต ต้องให้ดูดเสมหะ ต้องร้อยแปดจิปาถะ อันนี้ก็มีตาม โรงพยาบาลให้เห็น คุณหมอที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็จะเห็นอย่างนี้มาชั่วชีวิต ก็จะเห็นต่อไป ถ้าเราไม่ทําอะไรให้มันดีขึ้น ต่อไปครับ อันนี้แน่นอนครับ หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีหนีไม่พ้น ท่านคงทราบคืออะไรครับ เกิดแก่เจ็บตายอย่างไรครับท่านหนีไม่พ้น ที่ท่านกําลังพูดไป พูดนิดเดียวของเรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่จริงท่านแย้งได้ครับรวมทั้งท่านกรรมาธิการ พระพุทธองค์ ตรัสไว้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย “สรรพสัตว์ย่อมเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลก วัฏสงสาร” ใช่ไหมครับ
- ๓๔/๑ ถ้าไม่ใช่ท่านก็คงไม่พูดเรื่องนี้ ต่อไปผมจะเอาเฉพาะเรื่องที่ท่านกําลังพูดมาเลยเป็นอย่างไรครับ ผมไปถ่ายมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ แล้วก็เมื่อเช้านี้ไปดูวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็แน่น มันแน่นไม่พอ วันนี้ตอนเช้าท่านไปดูสิครับ จิ้งจกตกไม่ถึงพื้น ยิ่งโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของรัฐ เพราะค่าใช้จ่ายถูก ต่อไปเป็นอย่างไรครับ วิกฤตไหมครับ ท่านจะมีโรงพยาบาลเท่าไรถึงจะดูแลคนป่วยได้มากขึ้น ผมอยากกราบเรียนว่าเรากําลังมาพูด ถึงค่าใช้จ่ายเมื่อปลายเหตุให้มันเจ็บเสียก่อน ให้มันป่วยเสียก่อน แล้วก็มาบอกว่า อ้ายนั่นแพงอ้ายนี่ถูก ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าเมื่อผมตั้ง ประกันสังคมปี ๒๕๓๓ กับท่านอําพล สิงหโกวินท์ ไม่มีใครอยากมาอยู่กรมนี้เลย เพราะรู้ว่า อย่างไรก็ลําบาก ผมก็บากหน้าย้ายจากกระทรวงมหาดไทยไปอยู่ประกันสังคม แล้วก็ตั้ง ประกันสังคมจนบัดนี้มีเงินสดแล้วครับ หวานมากเลยทุกคนก็อยากจะไปเตาะแตะกับ ประกันสังคม ๑.๗ ล้านล้านบาท ดูแลคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จนถึงเชิงตะกอน ค่าเผาศพ ผมอยากจะเน้นว่าเรื่องนี้มันต้องป้องกันมากกว่าแก้ การที่ท่านกําลังจะมาบอกว่าจะต้องรวม กองทุนร้อยแปดจิปาถะของท่านคือปลาย ๆ เหตุทั้งนั้น ต้องเริ่มต้นผมคิดว่าผู้นําประเทศ ของเราท่านคิดว่าถ้าคนไทยออกกําลังกาย โรคภัยไข้เจ็บจะเป็นอย่างไร ท่านนํา และคนก็ไป วิจารณ์ว่าเอาเวลาราชการร้อยแปดจิปาถะ ไม่ใช่ ท่านเหมือนกับจุดพลุขึ้นมาว่าให้ไปออก กําลังกายนะเย็นก็ได้ วันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ได้ อย่างผมออกทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่ได้ไปที่ไหน เดินในหมู่บ้านวันละประมาณ ๒ ชั่วโมง อันนี้ท่านกําลังเตะตระกร้อแล้วนี่สนุก ท่านดูต่อไปครับ เห็นไหมนี่ครับ ท่านไม่ต้องไปดูที่เมืองทองธานีขณะนี้ที่ขายรถยนต์ ต้องดูอย่างนี้ออกกําลังกาย แล้วหุ่นจะดีไหม สดสวย แข็งแรง ภาพต่อไปอันนี้มีที่สวนลุมพินี จตุจักรไม่ต้องใช้เงินมาก ให้เขาออกกําลังกาย ที่ผมเอาภาพเหล่านี้มาให้ท่านดูก็คือว่าผมอยากจะเห็น ท่านไปดูสมมุติฐานของเหตุ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่าผลมาจากเหตุ ที่คนป่วยเยอะแยะ เพราะอะไรมันไม่ได้ออกกําลังกาย กินไม่เป็น กินอยู่หลับนอนไม่เป็น ผมเสนอข้อเสนอท่านเลย เดี๋ยวท่านประธานจะท้วงผมว่าเกินเวลา รายละเอียดท่านมีอยู่แล้ว และผมก็ดูแลเรื่องนี้ มาตลอด เรื่อง ๓ กองทุนเป็นปัญหาและผมอยากกราบเรียนว่าคนที่ทําบัตรทอง ชื่อหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เขาไปช่วยผมประกันสังคมตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ หัวแล่นมากเลย มาเสนอบัตรทองถูกใจเป๊ะของผู้บริหารยุคนั้นก็เกิดบัตรทอง ผมเคยไปแย้งบอกว่าทําไมไม่ใช้ โคเพย์ (Copay) ไม่เอา เพราะมันเป็นเรื่องของการเมืองเล็กน้อยโคเพย์ (Copay) นี่ก็คือคนจนจริง ๆ จะต้องไม่ตายอย่างเดียวดายจะต้องมีหมอดูแลก็ต้องดูแลเขา ไม่มีเงิน กลับบ้าน ให้เงินกลับบ้านอีกนะไปดูที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้เลย ถ้ารักษาแล้วหาย และไม่มีเงินกลับบ้านเขาส่งให้เสร็จเลยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ผมกล้ายืนยัน ข้อที่ ๑ ผมคิดว่าบัตรประชาชนมีเลข ๑๓ หลัก ทําไมเราไม่ใช้ระบบไอทีเน็ตเวิร์ค (IT Network) เข้าไปควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้นายสุรินทร์ เช้าไปโรงพยาบาลราชวิถี ป่วย ไอจริงไม่จริงไม่รู้ ไปถึงหมอก็บอกไอก่อนหมอก็ให้ยามาหนึ่งถุง รุ่งพรุ่งนี้เช้าสะดวกพอลงรถไปโรงพยาบาล พระมงกุฎก็ไปบอกหมออีกยังไอค้อกแค้ก ๆ หมอก็ให้มาอีกชุดหนึ่ง บางคนผมยืนยันเขาเอา ไปให้คนอื่นหรือเอาไปขายก็มีเขาเรียกว่า ฮอสพิทัลชอป (Hospital Shop) แต่ถ้าเราใช้ ระบบไอที (IT) เข้าไปเลย อ้าววันนี้สุรินทร์คุณไปโรงพยาบาลราชวิถีมาแล้วนะ และคุณจะป่วย เป็นโรคอะไรนี่วันนี้ เหมือนเดิม อ้าวกลับบ้านได้ก็ไม่กลับก็จะเชิญตํารวจหรือ รปภ. มาดูแล ว่าเมื่อวานคุณเพิ่งบอกกับหมอว่าป่วยอย่างนี้นะครับ ถ้าเราใช้ระบบไอที (IT) เข้าไปควบคุม ค่าใช้จ่ายปัญหาก็จะน้อยลง แต่ทําอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าทําอย่างนี้ปุ๊บโรงพยาบาลก็จ่ายยาไม่ได้อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานขอเวลาอีกนิดหนึ่งนะครับ ในโลกของการรักษาพยาบาล มันมี ๒ ระบบใหญ่ ๆ ที่เราใช้กันอยู่ขณะนี้คือระบบเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริงราชการ ก็เป็นอย่างนั้น จะจ่ายตรง จ่ายไม่ตรงก็ตามใจเถอะ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ฟี ฟอร์ เซอร์วิส (Fee for service) คือยาเท่าไร จ่ายเท่านั้น กับอีกประเภทหนึ่ง ประเภทที่ ๒ คือ เหมาจ่ายรายหัว ภาษาอังกฤษเรียกว่าเพอร์ แคพิตา เซอร์วิส (Per Capita Service) ประกันสังคมเราใช้อันนี้เพราะเราไม่ไหวที่จะมานั่งดูใบเสร็จ ปลอมไม่ปลอม ท่านประธาน ไม่ใช่นอกเรื่อง ในเรื่องนี้เลย ผมเคยแจ้งจับทันตแพทย์แล้วติดคุกแทบตายเมื่อผมเป็น เลขาธิการประกันสังคม แกทําฟันตอนนั้นให้ ๒๐๐ บาท วันหนึ่งเป็นร้อยรายอยู่ภาคอีสาน เป็นร้อยรายคือมาถึงก็เอาใบเสร็จไป ๒๐๐ บาท แล้วแกจะเอาเท่าไร เราไม่รู้ ก็มีคนร้อง พอร้องมาเราไปสอบผลก็คือโอ้โฮสุดยอดของทันตแพทย์ผู้นี้เลยก็เป็นปัญหา เขาเรียกว่า ขอโทษนะครับ ทํานองแพทย์พาณิชย์
ข้อ ๒ ต้องเน้นการป้องกันปัญหาสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องของสุขภาพ การออกกําลังที่พูดเมื่อกี้นี้คือแก้ที่ต้นเหตุหรือเรียกว่าดูแลสุขภาพโดยองค์รวม ท่านประธาน กรรมาธิการก็คงจะรู้ว่าเราพูดกันมานานแล้ว ทั่วโลกก็พูดแต่ทําไม่ได้เลย ซึ่งจริง ๆ ทําไม่ยากหรอก โฮลิสติก เฮลท์ แคร์ (Holistic Health Care) แต่ที่มันทําให้ผมน้ําตาร่วงมาจนถึงวันนี้ เมื่อตอนผมเป็นเด็ก ๆ ท่านประธานครับ วิชาสุขศึกษาเช้าขึ้นคุณครูตรวจก่อนแล้ว หู คอ จมูก เป็นอย่างไร วิชาต่อไปที่เราเลิกไปเลยไม่รู้ไปไหน วิชาอนามัยส่วนบุคคล โรงเรียน ไม่มีแล้ว ๓ วิชาที่หายไปคือวิชาพลศึกษา เมื่อสมัยก่อน ๓ วิชานี้ ท่านประธานขออนุญาตนิด ได้ไหมครับ มันมีความสําคัญมากต่อการทําให้สุขภาพแข็งแรง ถามว่า ๓ วิชานี้มันหายไปไหน ต้องไปเก่งคณิตศาสตร์ไปดูไลน์ (Line) ร้อยแปดจิปาถะ ตาสั้นเข้าไปอีก ผมอยากจะเห็น กลับมาดูแลสุขภาพของประชาชนให้เขามีชีวิตกินอยู่หลับนอนมีคุณภาพ ในรายงานนี้ก็ไม่มี ท่านก็จะตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล เมื่อคนมันไม่มีวิชา ๓ วิชาในดีเอ็นเอ (DNA) มันก็ยังต้อง เจ็บป่วยเป็นเบืออย่างที่ผมเอารูปมาให้ท่านดูนะครับ
ข้อ ๓ ต้องให้ประชาชนที่จ่ายเงินเพิ่มหลักประกันสุขภาพมีสิทธิได้รับ ประโยชน์เพิ่มเติม ผมอยากจะกราบเรียนว่าบัตรทองคือประชาชนทุกคนมีสิทธิเหมือนกัน เพราะเราเสียภาษีเท่ากัน ราชการก็เสียภาษีมากกว่าด้วยซ้ําใน ๗๐ ล้านคน ประกันสังคมเรา คิดเงินเดือนไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท เกิน ๑๕,๐๐๐ บาทเราคิดแค่ ๑๕,๐๐๐บาท คิดเป็น เปอร์เซ็นต์แล้วเขาต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนประกันสังคม ๗๕๐ บาททุกคน นายจ้าง ๗๕๐ บาท สรุปนายจ้างกับลูกจ้าง รัฐบาลว่าอีกทีหนึ่งผมไม่อยากพูดถึงยังติดค้างอยู่เยอะ หลายหมื่นล้านบาท ๑,๕๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน กับผู้ใช้แรงงานมีเท่าไรท่านเห็นไหม ๑๑ ล้านคนที่ท่านว่า แต่เขาต้องดูแลตั้งแต่เกิดแก่เจ็บตายจนเผา ค่าเผา พิการดูแลอีกตลอดชีวิต ร้อยแปดจิถาปะ ผ่าตัดไต ผ่าตัดศีรษะ ผ่าตัดเปลี่ยนไตเขาจ่ายเพิ่ม อันนี้เขาจ่ายเงิน เหมือนกับท่านมีอะไร ท่านไปซื้อประกันชีวิตร้อยแปดประกันสุขภาพ เขาก็มีสิทธิที่จะได้รับ ทุกกองทุน แล้วท่านบอกว่ามันไม่ไหวถ้าเอามารวมกันอย่างที่เคยคิด ผมคิดว่าต้องคิดให้ดี เหมือนราชการเมื่อผมเป็นกรรมการให้สมาคมข้าราชการพลเรือนเราก็ไปต่อสู้ อยู่ ๆ จะลดนั่นลดนี่ร้อยแปดจิปาถะของราชการไทย ก่อนที่เราจะรับราชการเราก็รู้อยู่แล้วว่า รัฐจะให้อะไรบ้าง พอถึงเวลาจะตัดเลย มันก็โหดไป แต่ถ้าบอกว่าตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๖๐ ต่อไปนี้เราจะทําอย่างนี้กับราชการก็ไม่ว่ากัน ผมเลยกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าอยากเสนอเรื่องนี้ให้รอบคอบ
ข้อ ๔ คณะกรรมการที่ท่านออกแบบมันเยอะมาก ประชุมสักปีละครั้งก็คงจะ ลําบาก ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกรรมการเยอะแยะมาก อยู่ในรายงาน ผมอยากจะเสนอว่าท่านลืมเลขาธิการประกันสังคม ไม่มี ขณะที่ท่านมีอื่น ๆ ผมไม่รู้ถ้ามีก็ไม่เป็นอะไร ผมอ่านแว็บ ๆ นี้มีไหม ถ้ามีแล้วท่านไม่ต้องตอบนะครับ แต่ถ้าไม่มี ขอเพิ่ม ท่านดูแลกองทุนคน ๑๑ ล้านคน เพราะผมจิตวิญญาณ เลขาธิการประกันสังคม กล่าวไว้นะครับว่าอยากจะเห็นว่ามันจะครบลูป (Loop) การดูแล
เรื่องสุดท้ายที่ผมเสนอ เรานี้ไปเชื่อฝรั่งมังค่าเป็นนั่นเป็นนี่ต้องยานี่ยานั่นนะครับ ร้อยแปดจิปาถะปีหนึ่งนี้เราเสียค่าใช้จ่ายให้ยาออกไปต่างประเทศเป็นหมื่นล้านบาทหรือไม่ จริงครับ ถ้าเอากันจริง ๆ อาจจะถึงใกล้แสนล้านด้วยซ้ํา ไม่รวมอุปกรณ์ทางการแพทย์นะครับ เราไม่หันมาให้ความสําคัญจริง ๆ กับการแพทย์แผนไทย มันน่าจะต้องมีนะครับ และกรรมการชุดนี้ผมไม่รู้ว่ามีไหมนะครับ แต่มีปลัดกระทรวงรวมทั้งรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ถ้ามีแพทย์แผนไทยเข้ามาด้วยนี้มันจะช่วยได้เยอะ ภูมิปัญญาไทยนะครับ เหมือนเขาไปคิดค้นแล้วตํารับยาแผนไทยนี้มีประมาณ ๑,๒๐๐ ตํารับ ขณะนี้ทําไปแล้วไม่เกิน ๒๐๐ ตํารับ และคนที่ทําได้มากที่สุดก็คือโรงพยาบาลเอกชน แห่งหนึ่งแถว ๆ ริมคลองประปา ใช่หรือไม่ใช่ท่านประธานก็คงจะรู้เพราะว่าผมไม่ใช่หมอ ถามว่าที่ผมพูดเรื่องนี้ทําไมปัจจุบันนี้ไม่ต้องอะไรกันบนเวทีนี้ก็แพทย์แผนปัจจุบันทั้งนั้น ผมไม่อยากให้ท่านลืมแพทย์แผนไทยไปดูโรงพยาบาลจักรพงษ์ที่จังหวัดปราจีนบุรีผมไปซื้อ ยาสระผมผ่านไปนะครับ เดี๋ยวนี้ยาสระผมก็ไม่ซื้อยี่ห้อจากเมืองนอกเลยนะต้องใช้ของ จักรพงษ์ที่ปราจีนบุรี ผมกราบเรียนท่านประธานใช้เวลาเกินไปเกือบ ๕ นาทีนี้ ก็ด้วยความรู้สึกว่าผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการว่าคุณภาพชีวิต สุขภาพของคนไทย วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ แต่ผมเสนอมาอีกมุมมองหนึ่งว่าอยากให้เกิดความรอบคอบ บางประการมากขึ้นเท่านั้นเองก็กราบเรียนด้วยความเคารพครับที่ใช้เวลาเกินไป ๕ นาที ๑๓ วินาทีครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายตามรายชื่อที่แจ้งมานะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ อดีตประธาน กกต. กรุงเทพมหานคร และปัจจุบันเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับ ๑๙๗ ยังเป็นสมาชิกอยู่นะครับ ยังไม่ได้ลาออก และไม่คิดจะลาออกจะอยู่ในสภาจนเป็นคนสุดท้ายเพราะชื่อ อ. อ่างครับ ต้องขอบพระคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ ท่านสุรินทร์ พอจบปั๊บ ไปเสียแล้ว ท่านได้พูดถึงสุขภาพการออกกําลังกาย ท่านมีเวลามาก ท่านมีเนื้อหาเยอะ ท่านอภิปรายถึงเรื่องการออกกําลังกายตามสวนสาธารณะ เช่น สวนจตุจักร กรุงเทพมหานครกําลังจะมีนโยบายเปิดสวนสาธารณะให้ประชาชนออกกําลังกายในช่วงเช้า และเย็น เพื่อแบ่งเบาการจราจรในท้องถนนก็แปลว่าคนที่ไม่จําเป็นจะต้องไปส่งลูกส่งหลาน ไปออกกําลังกายกันก่อนตอนเช้า ให้คนที่เขาไปส่งลูกส่งหลานใช้ถนนก่อน ท่านนะไปออก กําลังกายเสีย ตอนเย็นก็ไปอยู่ในสวนลุมพินีเสีย สวนหลวง ร. ๙ เสีย สวนจตุจักรเสีย สวนธนบุรีรมย์เสีย เอาไว้รถเบาบางแล้วค่อยกลับบ้านเป็นการแบ่งเบาด้านการจราจร เป็นเรื่องของสุขภาพ เป็นการอภิปรายในเรื่องเดียวกันเสริมท่านสุรินทร์ กรุงเทพมหานคร กําลังจะทําบิ๊ก คลีนนิง เดย์ (Big Cleaning Day) ทั่วกรุงเทพมหานคร บทเรียน ที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๑-๒ ที่ผ่านมาอันนี้เกี่ยวกับสุขภาพอีกครับเพราะบ้านเมืองสะอาด ทําทุกที่พร้อม ๆ กัน ทําทุกเดือนเป็นวงรอบ กรุงเทพมหานครก็จะสดใส สะอาด สวยงาม สง่างามสําหรับคนกรุงเทพฯ เมื่อสักครู่ที่ผมหายไปนี้ผมไปเตรียมการเพื่อที่จะลงไปช่วยน้ํา ท่วมที่ภาคใต้นะครับ ในเรื่องของแผนปฏิรูปในวันนี้ผมจําเป็นจะต้องมาอภิปรายเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ สิทธิของข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิบัตรทอง หรือเรียกภาษาราชการว่าระบบประกันสุขภาพแห่งชาติต้องได้มาตรฐานเดียวกัน ต้องเป็น มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ ๓ มาตรฐาน เพราะเราคนไทยด้วยกัน ด้านสุขภาพรัฐพึงต้องดูแล ด้วยมาตรฐานเดียวกัน เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ แต่ที่ผมจะฝาก มีอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกันครับ
เรื่องแรกครับ เพื่อให้สอดรับกับการที่เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เราผ่านแผน ไปแผนหนึ่งแล้วครับ แผนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุ ในเรื่องของการประกันสุขภาพของผู้สูงวัยควรจะยกระดับมาตรฐานมากกว่าปกติ และต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันใน ๓ กลุ่มนี้ แล้วควรจะมีกลุ่มพิเศษก็คือผู้สูงวัย เพราะผู้สูงวัย ต้องใกล้ชิดกับการบริการทางการแพทย์มากกว่า และจะต้องให้สิทธิประโยชน์มากกว่า เพราะเขาเหล่านั้นจะต้องได้รับการดูแลยิ่งกว่านะครับ ผมฝากไว้เป็นเรื่องแรกครับที่จะให้ กรรมาธิการไปช่วยดูตรงนี้นะครับ
อีกเรื่องครับที่จะฝากไว้กรณีที่ผู้มีสิทธิ ๒ สิทธิซ้อนกันอยู่ ตัวอย่างเช่น เจ้าตัว ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านประกันสุขภาพในระบบของการประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง หรือสิทธิประกันสังคมก็แล้วแต่ ในขณะที่คู่สมรสเป็นข้าราชการ ซึ่งก็สามารถ ใช้สิทธิข้าราชการได้ด้วย แต่ปรากฏว่าเขาให้เลือกสิทธิประโยชน์ที่ด้อยกว่า ทําไมไม่ให้เขา เลือกสิทธิประโยชน์ที่ได้ประโยชน์มากกว่าละครับ เขาคือ สตง. หรือเปล่าผมไม่ทราบนะครับ ให้เลือกสิทธิประโยชน์ที่ด้อยกว่า เขามีสิทธิ ๒ สิทธิโดยหลักสากลนี่ต้องให้สิทธิที่เขาได้ ประโยชน์มากกว่า ผมฝากคณะกรรมาธิการไว้ใน ๒ ประเด็นนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ คงไม่ตรงกับเรื่องนี้เท่าไร แต่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งครับ มาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์ ผมเองมีประสบการณ์ตรง ต้องขออภัยไว้ก่อนที่ผมจะ อภิปรายต่อไปนี้ครับ ถ้าหากว่าจะไปกระทบกับใครบ้าง แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ผมต้องนํามา เสนอในสภาแห่งนี้ เราต้องยอมรับครับว่าสําหรับคนที่ได้รับสิทธิเหล่านี้นี่การบริการ ทางการแพทย์มักจะด้อยลงครับ แล้วจะต่ําลงครับ ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากปัจจัยอะไร แต่ถ้าหากว่าเป็นการให้บริการทางการแพทย์ในเชิงพาณิชย์คุณภาพจะดีกว่าครับ ทั้ง ๆ ที่คนคนเดียวกันให้บริการ ผมไปเจอกับตัวเองครับ ผมไปโรงพยาบาลของรัฐ คนป่วย ได้สิทธิเป็นข้าราชการ พยาบาลคนนั้นเลยครับ นั่งรอก่อน ปากซีดเลยครับ ที่ปากซีดคือ ไม่ทาลิปสติกครับ เย็นวันเดียวกันครับ ผมไปเยี่ยมอีกคนหนึ่งที่โรงพยาบาลเอกชนไปเจอ พยาบาลคนเดิมครับ ปากแดงเลยครับทาลิปสติก นั่งรอแป๊บเดียวค่ะ คนเดิมเลยครับ คนเดียวกันเลยครับ อยู่โรงพยาบาลรัฐบาล นั่งรอก่อน ทั้ง ๆ ที่อํานวยคนเดิมนี่แหละครับ แล้วปากซีดเลยครับ แต่พอเย็นขึ้นมาไปโรงพยาบาลเอกชนคงไปทําพิเศษปากแดงแจ๋เลยครับ แก้มแดงด้วย รอแป๊บเดียวค่ะ คล้าย ๆ กับน้ําเร่งระบายกับน้ํารอระบายความรู้สึกมันจะต่าง ไม่รู้จะรอทําไมมันต้องเร่ง นั่งรอแป๊บเดียวค่ะผมมีความหวังเลยทั้ง ๆ ที่รอนานกว่าด้วยซ้ํา แต่คําพูดว่านั่งรอแป๊บเดียวค่ะ ประสบการณ์จริงเมื่อวานนี้เองครับน้องสาวผมเองกําลังซ่อมบ้าน ตัวเองเป็นพยาบาล เป็นข้าราชการ ประตูอัลลอย (Alloy) ล้มทับต้องแบกหามไปโรงพยาบาลรัฐบาล ผมเพิ่งไป เยี่ยมมาเมื่อวานปรากฏว่าเดินไม่ได้ลุกไม่ได้ เข้าห้องเอกซเรย์ ผลเอกซเรย์บอกว่าไม่เป็นอะไร กล้ามเนื้อช้ํา ฉีดยาแล้วนอนดูสักหน่อยไหมหรือจะกลับเลยกลับเลยก็กลับได้นะ จากการที่ น้องสาวเป็นพยาบาลอาวุโสเขาบอกว่าเขาไม่ธรรมดาแน่นอนเลย เพราะลุกไม่ไหว เขาปวดหลัง ต้องหัก หมอบอกเถียงหรือ บอกว่าไม่หักก็ไม่หัก น้องสาวเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ขอโรงพยาบาลช่วยส่งไปโรงพยาบาลอีกโรงหนึ่งเถอะ เขาบอกว่าไม่ได้คุณต้องปฏิเสธ การรักษาที่นี่ก่อน ต้องเซ็นใบปฏิเสธการรักษาถึงจะส่งไปที่อื่นได้ ก็ยอมปฏิเสธและขอรถจาก โรงพยาบาลนั้นเขาบอกไม่ได้ คุณปฏิเสธการรักษาแล้วคุณต้องไปเอง น้องสาวผมต้องไปรถ ส่วนตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเอกซเรย์แล้ว กระดูกสันหลังข้อ ๑ ซี (C) หักครับ และกระดูก หัวเข่าหักด้วยหัก ๒ ที่เลย ผมเพิ่งลงไปเยี่ยมมาเมื่อวานนี้เอง เราต้องมีมาตรฐานด้วย เราสร้างระบบให้ได้มาตรฐานในเรื่องของการประกันสุขภาพ แต่ระบบการบริการ ทางการแพทย์ต้องให้มาตรฐานกับระบบนี้ด้วย ไม่ใช่พอมาเรื่องได้รับสิทธิพิเศษแล้วคุณได้ เบิกค่ารักษาพยาบาล ได้บัตรทองคุณเอามาตรฐานนี้ไป แต่ถ้าให้บริการทางการแพทย์ ในเชิงพาณิชย์คุณต้องอย่างนี้เลยนะ ต้องสร้างให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ได้ด้วย พอไปโรงพยาบาลเชิงพาณิชย์กระดูกสันหลังหักดาม ๕ ข้อเลย เพราะน้องสาวก็กระดูกเปราะด้วย ต้องดาม ๕ ข้อ น็อต ๕ ตัว ผมลงไปเยี่ยมมาเมื่อวานผมน้ําตาไหลเลย เพราะบริการ เชิงพาณิชย์ปั๊บอีกมาตรฐานหนึ่ง แต่พอมาบริการของรัฐเบิกได้ ไม่หัก จนป่านนี้ยังนั่งไม่ได้ ผมจะไม่บอกว่าโรงพยาบาลไหน เดี๋ยวอาจารย์ณรงค์จะถามผม ผมบอกให้ด้วยความเคารพครับ ดังนั้นเราสร้างมาตรฐานของหลักประกันคุณภาพแล้ว เราต้องสร้างมาตรฐานทางการแพทย์ ที่ให้บริการมาตรฐานด้านสุขภาพให้เท่ากันกับการบริการทางการแพทย์ในเชิงพาณิชย์ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ ๒ มาตรฐานซ้อน ๒ มาตรฐานอยู่อีกครับ กราบขอบพระคุณครับ ผมรักษาเวลาดีครับ
ตั้งแต่ท่านอํานวยไปเป็นรองผู้ว่ากทม. พูดได้เรียบร้อยราบรื่นดีมากนะครับ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
เมื่ออภิปรายกันพอสมควรแล้วผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ชี้แจงตอบคําถามสมาชิกครับ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านและท่านที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ที่มีประโยชน์มาก ดิฉันขอตอบท่านที่ได้กรุณาอภิปรายคอมเมนต์ (Comment) เสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ นะคะ เริ่มจากท่านกษิต ภิรมย์ ท่านพูดถึงเรื่องของการเข้าถึงบริการ สุขภาพนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนซึ่งประเทศไทยเองก็ได้เล็งเห็นในเรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมาที่ได้ทําให้เป็นรูปธรรมก็คือกําหนดสิทธิด้านสุขภาพนั้น เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยทุกคนที่จะได้รับบริการสุขภาพที่ไม่ต้องเสียเงินนะคะ อันนี้ส่วนใหญ่ท่านจะเห็นว่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากงบประมาณของภาครัฐ ทั้งหมดส่วนที่เหลือเป็นประกันทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะแตกต่างกับ อีกหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศทางตะวันตกที่เขายึดหลักว่าประชาชนนั้นก็ต้องมีสิทธิ ทางสุขภาพ แต่ว่าประชาชนก็จะต้องทําประกันตน อันนี้เป็นข้อบังคับโดยการประกันตน ไม่อย่างนั้น จะเป็นเหมือนพวกโซเชียลลิสต์ (Socialist) โดยเฉพาะอย่างของอเมริกาล่าสุดนี้โอบามาแคร์ (Obama Care) หรือว่าแอฟฟอร์เดเบิล แคร์ แอกต์ (Affordable Care Act) ก็คือ ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนทุกคนจะต้องประกันสุขภาพ แล้วก็มีรายการคือ ชุดสิทธิประโยชน์หลักทั้งหลายด้วย อย่างไรก็ตามที่ท่านอยากจะทราบว่าสิทธิประโยชน์ บริการขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง ความจริงแล้วอาจจะตอบได้เพียงกรอบของบริการ เพราะว่า โดยเนื้อหาละเอียดนั้นบางประเทศทํา อย่างประเทศญี่ปุ่นทําสิทธิประโยชน์พื้นฐานออกมา เป็นรายโรค ใช้เป็นหมื่น ๆ ไอเทม (Item) แต่กรอบของมันก็คือขณะนี้เรากําหนดว่า การรักษาพยาบาล การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพนั้น จะมีรายละเอียดในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีการนี่ถ้าหากว่าใส่ชื่อทุกโรคเข้าไป หรือทุกอาการ หรือทุกลักษณะของบริการเข้าไปมันจะยืดยาวมาก ในขณะนี้เขาเพียงแต่ว่าอะไรบ้าง เขาใช้ เอกซ์คลูชันลิสต์ (Exclusion List) ค่ะ คืออะไรบ้างที่ไม่อยู่ในกรอบอันนี้ ในประเทศไทยนั้น เช่นการผ่าตัดพลาสติกเซอร์เจอรี (Plastic Surgery) ที่ไม่ใช่จัดการรักษาเช่นอุบัติเหตุก็ถือว่า เป็นเอกซ์คลูชัน (Exclusion) ไม่อยู่ในรายการอันนี้นะคะ เพราะฉะนั้นพื้นฐานของเราถ้าเผื่อ ท่านดูในรายงานหน้า ๓ จะพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเจ็บป่วยทุกชนิดแทบจะไม่มีข้อยกเว้น อะไรเลย ที่มันจะแตกต่างกันก็คือมันอาจจะมีวิธีการรักษาบางโรค คือโรคนั้นต้องรักษา แต่มันมีวิธีการรักษาหลายวิธี บางวิธีนี่ก็จะอยู่ใน อินคลูชันลิสต์ (Inclusion List) แต่บางวิธี ผู้ป่วยก็อาจจะต้องมีการเสียเงินช่วยโคเพย์เมนต์ (Co-Payment) ด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วก็ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมส่วนใหญ่ที่ต้องจ่ายเพิ่มนั้นส่วนใหญ่จะเป็นค่าห้อง คือในบางกองทุนอยู่ได้ เฉพาะผู้ป่วยในวอร์ด (Ward) สามัญเท่านั้น แต่บางกองทุนให้อยู่ห้องพิเศษได้แต่ด้วยราคาเท่านี้ ถ้าเผื่อราคาเกินกว่านั้นก็ต้องเสียเพิ่มเติมนะคะ ส่วนที่ท่านคอมเพลน (Complaint) หรือของการเข้าถึงบริการที่แน่นมากหรืออะไรพวกนี้ อันนี้ก็เป็นความจริงซึ่งเกิด ในทุกประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะว่าประชาชนซึ่งไม่เคยได้รับ บริการมาก่อนก็จะเข้าไปรับบริการ ถ้าหากว่าอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) หรือว่า โครงสร้างของระบบนี้ไม่ดีพอก็จะมีปรากฏการณ์ของคนไข้ล้นโรงพยาบาลอย่างที่เราเห็นอยู่นะคะ การประกาศ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของเราเมื่อ ๑๐ กว่าปีมานี้ โครงสร้าง ของเราก็จัดว่าดีพอสมควรก็คือมีโรงพยาบาลประจําทุกอําเภอ แต่สิ่งที่ยังไม่เรียบร้อย ก็คือเรื่องของบุคลากรทางด้านการแพทย์และพยาบาลนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชน เข้าไปรับบริการเพิ่มมากขึ้นก็รองรับไม่ไหว
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านบอกว่าน่าจะต้องเตรียมเพิ่มเติม เช่นเรื่องของภาษี อาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพนะคะ ก็ขอเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เคยเสนอไปแล้ว ในวาระการปฏิรูปเพิ่มภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลเกินกว่ามาตรฐานสุขภาพ ซึ่งขณะนี้ก็เสนอผ่าน สปท. ไปแล้วนะคะ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ แล้วก็ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องในขณะนี้ก็อยู่ใน การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีการต่อรองกับผู้ประกอบการในเครื่องดื่มเหล่านี้อยู่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็คงจะทราบในเร็ว ๆ นี้นะคะ
สําหรับท่านคุรุจิตก็เรื่องรายละเอียดของ พ.ร.บ. เอ็นเอชพีบี (NHPB) หรือว่า พ.ร.บ. จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จะขอให้ท่านธีระภาพได้ช่วยอธิบาย แต่อยากจะเรียนว่าเราไม่ได้ให้ท่านเลือกกฎหมาย ๒ ฉบับนะคะ เราเสนอมาคือเนื่องจากว่า เราค่อนข้างจะขยัน คือทําหมดเลย คือเรารู้ว่าเรื่องนี้มันสามารถที่จะเสนอกฎหมายเฉพาะได้ เขาก็ทํากฎหมายเฉพาะขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันคณะทํางานก็มองเห็นว่ามันก็มีกฎหมายอยู่ อีกฉบับหนึ่งซึ่งได้ดําเนินการอยู่เช่นเดียวกันก็คือกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ และความครอบคลุมมันมากกว่า และถ้าหากว่ากฎหมายนั้นสามารถที่จะผ่านและ ลงมือปฏิบัติได้ องคาพยพของกฎหมายอันนั้นจะสามารถทําให้การขับเคลื่อน ในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างในกรรมการชุดนั้นประกอบด้วยผู้แทนจาก ๓ กองทุน รวมทั้ง ประกันสังคมด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะผลักดันนโยบาย การสร้างความเท่าเทียม มาตรฐาน ของสิทธิประโยชน์หลักก็อาจจะนีโกชิเอต (Negotiate) กันได้ด้วยเมคะนิซึม (Mechanism) ของคณะกรรมการชุดนั้นนะคะ แต่อีกฉบับหนึ่งเผื่อว่ากฎหมายอันนั้นไม่ผ่าน เราก็ยังมี กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเฉพาะอันนี้รองรับซึ่งเส้นทางของมันก็อาจจะใช้เวลานานกว่านะคะ แล้วก็ จะเป็นการยุบรวม ๓ กองทุนหรือไม่ เรียนตอบมาว่าขณะนี้ไม่นะคะ ทั้ง ๓ กองทุน ก็ยังอยู่ท่านจะเห็นได้ว่าเรากําหนดว่าเราจะปฏิรูปให้มีชุดสิทธิประโยชน์หลัก และสิทธิประโยชน์เสริม สิทธิประโยชน์เสริมนั้นเป็นสิ่งที่กองทุนจะพิจารณาให้กับผู้ที่อยู่ใน กองทุนตามที่เขาจะเห็นชอบนะคะ ได้ทราบข่าวว่าขณะนี้แต่ละกองทุน ยกเว้นข้าราชการ ๒ กองทุนกําลังพิจารณาที่จะเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เสริมให้กับสมาชิกของกองทุน ด้วยเช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็มีอีกข่าวหนึ่งก็คือทางกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็คณะทํางาน ที่ทํางานเกี่ยวกับการปฏิรูปในด้านนี้เช่นเดียวกันก็กําลังจะมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เขาเรียก พ.ร.บ. กลมกลืนแห่งชาตินะคะ อันนั้นถ้าเผื่อดูให้ดี ๆ นั่นคือการรวม ๓ กองทุนเข้าอยู่ ภายใต้สํานักงานอันเดียวกัน บริหารจัดการอันเดียวกัน อันนี้เราก็ไม่รู้ว่ากฎหมาย อันนี้จะออกมาเมื่อไร แต่กฎหมายอันนี้ของเราที่เราเสนอผ่านยังคงไว้ซึ่ง ๓ กองทุน เพราะเราคิดว่าการรวมในขณะนี้คงยังไม่ค่อยจะสะดวกนัก แต่ด้วยกลไกของกฎหมาย ทั้งหมดนี้ กฎหมายการจัดตั้งกรรมการสุขภาพแห่งชาติมันก็อาจจะทําให้การบริหารจัดการ เกิดความกลมกลืนขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ต้องไปจัดตั้งให้เป็นกฎหมายแล้วก็มีสํานักงาน ต่างหากนะคะ ท่านคุรุจิตคงจะสบายใจ ขอบคุณท่านเลิศรัตน์ที่สนับสนุน เพราะเรามี ทางเลือก ๓ ทางนี้เราเลือกทางที่ ๑ อย่างที่ท่านว่าอยู่แล้วค่ะ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าว มาแล้วนะคะ ส่วนที่ท่านจะบอกว่าให้มีการประมาณการว่าจะมีเป็นเงินเท่าไรสําหรับสิทธิประโยชน์หลัก อันนี้จะเป็นกระบวนการในการจัดทําสิทธิประโยชน์หลัก เพราะว่าทุกวันนี้แต่ละกองทุนเขาก็ มีการคํานวณสิทธิประโยชน์ราคาด้วยเหมือนกันที่ออกมาเป็นงบที่ขอเสนอต่อรัฐบาล อะไรพวกนี้ แต่ก็ทราบว่ามันมีความแตกต่างกันในแนวคิดเรื่องราคาในแต่ละกองทุน ซึ่งไม่เหมือนกัน ตรงนี้ถ้าหากว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งมีมาตรฐานอันเดียวกัน เท่าเทียมกันหมดนี้ก็จะมีกระบวนการในการที่จะจัดทําราคาอย่างโปร่งใสเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไป ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นใช้เวลาประชุมกันโอเพน ทู พับบลิก (Open to public) ใน การที่จะจัดฟี ฟอร์ เซอร์วิส (Fee for service) หรือราคาค่าใช้จ่าย คงเป็นกระบวนการ อีกกระบวนการหนึ่งในกระบวนการจัดทําสิทธิประโยชน์ ซึ่งจะทราบเมื่อได้มีการอนุมัติ ให้ทําสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันแล้ว
สําหรับท่านสุรินทร์ก็ขอขอบคุณมากก่อนอื่นท่านก็ทําให้เรารู้เรื่องของ วัฏสงสารเกิดแก่เจ็บตายทํานองนี้ วิกฤตของจํานวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอันนี้เป็นสิ่งที่ตามมา ในทุกประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะประชาชนก็มีโอกาสที่จะเข้ามารับ บริการมากขึ้น อันนี้แหละที่บางครั้งบางคนก็เข้ามารับบริการด้วยสถานะสุขภาพซึ่งอาจจะ ไม่จําเป็นต่อการรักษาพยาบาลเท่าไร มันก็ทําให้คนซึ่งเจ็บหนักจริง ๆ บางครั้งไม่มีโอกาส ที่จะเข้าถึง เนื่องจากคนที่เจ็บน้อยเข้ามาจนเต็มโรงพยาบาลไปหมด เพราะฉะนั้นเราก็คง จะต้องปรับปรุงต่อ ๆ ไปในเรื่องนี้ ส่วนการศึกษาข้อเสนอแนะที่ท่านเสนอมามีประโยชน์มาก ในการใช้ระบบไอที (IT) ควบคุมการใช้สิทธิด้านสุขภาพ ขอเรียนว่าในการปฏิรูปของ กรรมาธิการเราเสนอให้มีข้อมูลที่ไม่ซ้ําซ้อนและโปร่งใสในเรื่องนี้มาแล้ว ก็คือการจัดตั้ง สํานักงานมาตรฐานสารสนเทศของระบบสุขภาพ ซึ่งจะเป็นเหมือนเนชันนัล เคลียริง เฮาส์ (National Clearing House) ต่อไปท่านไม่สามารถที่จะไปเบิกซ้ําซ้อนหรือไปรับบริการ ซ้ําซ้อนแล้วก็มาชาร์จ (Charge) อีกแล้ว เพราะด้วยสํานักงานนี้ระบบข้อมูลของสํานักงานนี้ จะเช็ก (Check) การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลได้จากทุกสถานพยาบาลที่อยู่ในสัญญาของ กองทุน แล้วอันนี้ก็เสนอเป็นวาระปฏิรูปผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เน้นเรื่องการป้องกันปัญหา สุขภาพ ท่านคงจําได้ว่าเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วเราเสนอเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) อันนี้เสนอโดยตรงไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขเองก็รับเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงใน ๕ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังก็จะป้องกันโรคซึ่งป้องกันได้ แล้วการสร้างเสริม สุขภาพด้วยเช่นเดียวกัน สปท. เสนอไปแล้วค่ะ ต้องให้ประชาชนที่จ่ายเงินเพิ่มท่านจะเห็นด้วยได้ ในกรอบการปฏิบัติงานเราเปิดช่องไม่ให้รัฐต้องออกเงินแต่ฝ่ายเดียว คือประชาชน ที่มีศักยภาพที่จะช่วยค่าใช้จ่ายหรือคอสต์แชริง (Cost Sharing) ได้ก็จะมีการเปิดโอกาสด้วย เมคะนิซึม (Mechanism) การดําเนินงานของคณะกรรมการนี่แหละค่ะ เพราะเราก็ทราบดี ว่าคนจนจริง ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วที่รัฐจะต้องอุปการะในประเทศไทยมีอยู่ ประมาณ ๒๐ ล้านเท่านั้นที่เหลือก็สามารถที่จะทําได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แล้วท่านอํานวยก็ต้องขอบคุณที่ท่านชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบบบริการความแตกต่าง ของบริการ ซึ่งด้วยวิธีการของการกําหนดสิทธิประโยชน์ที่จะควบคุมไปถึงคุณภาพของบริการ และการเข้าถึงบริการด้วย เพราะฉะนั้นตัวอย่างของกรณีที่ท่านกรุณาหยิบยกขึ้นมานั้น ด้วยวิธีการที่จะเสนอสิทธิประโยชน์ ซึ่งรวมถึงการควบคุมคุณภาพก็จะทําให้เรื่องเหล่านี้ ค่อย ๆ น้อยลงไปตามลําดับค่ะ
ต่อไปเชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกความคิดเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะนะครับ ผมขออนุญาตตอบเพิ่มเติมจากท่านประธานกรรมาธิการสักเล็กน้อยนะครับ คงจะกล่าวเสริมไป ประการแรกขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านกษิตกล่าวว่าทําไมจะให้ประชาชนได้รับบริการสะดวก เข้าไปที่ไหนก็ได้ อย่างที่เราเสนอประเด็นการปฏิรูปไปแล้วก็คือเรื่อง สมสส. นะครับ สมสส. ก็คือเรื่องของเฮลท์ที อินฟอร์เมชัน ซิสเต็ม (Healthy Information System) ถ้ามีระบบนี้ แล้วต่อไปประชาชนจะเข้าที่ไหนก็ได้ครับ เพราะว่ามันจะลิงก์ (Link) กันหมด แต่ปัญหา ขณะนี้คือมันยังทําไม่ได้ยังเป็นที่ ๆ อย่างเช่นสมมุติไปขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลราชวิถีก็จะกระจายคลินิกรอบ ๆ ที่เป็นเครือข่ายสมาชิก ผู้ใช้บริการก็ไปเฉพาะด้านเครือข่ายรอบ ๆ ที่ลิงก์ (Link) ข้อมูลกับโรงพยาบาลราชวิถี ไม่สามารถที่จะไปเข้าที่ไหนไปกําแพงเพชร ไปอุดรธานียังไม่ได้ แต่เชื่อว่าในอนาคตเมื่อมี คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเราจะรวมต่าง ๆ นี้เข้ามาครับ และเป็นแสงสว่าง ปลายอุโมงค์ว่าในอนาคตน่าจะทําได้ เพราะประชากรตั้ง ๕๐ ล้านคนอยู่ ๆ จะทําพลิกฝ่ามือเลย คงยังไม่ได้ขนาดนี้ แต่เป็นแนวโน้มและเป็นข้อคิดเห็นที่ดีนะครับว่าเราควรจะต้องทําอันนี้ แน่นอนนะครับ
ตอบท่านคุรุจิตนะครับที่ว่าเอ็นเอชพีบี (NHPB) หรือเรื่องของ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวข้องกับการเงินหรือไม่ คงไม่ใช่นะครับ เพราะเป็นหน้าที่นะครับไม่ใช่อํานาจ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ที่จะเสนอแนะ แนวทางและหลักการและวิธีการในการที่จะปรับสมดุลการใช้งบประมาณของประเทศ ในเรื่องสาธารณสุขอย่างไร และนําเสนอ ครม. ต่อไป ผู้พิจารณาสั่งการและตัดสินใจ ในการทํางานคือ ครม. ครับ ไม่ใช่คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ แล้วก็ร่างกฎหมาย อันนี้ถามว่าไปโอเวอร์รูล (Overrule) กฎหมายอื่นหรือไม่ และทําไมต้องมีอย่างเช่นกรณี การตั้งเขตสุขภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเขาตั้งได้ถูกครับ ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งเขตสุขภาพแล้ว ๑๒ เขต ไม่รวม กทม.เป็นเขตที่ ๑๓ แต่ตั้งเฉพาะในอํานาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ถ้ามีตามความหมาย ของเขตสุขภาพเราต้องการหมายรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ที่จะให้มาอยู่ในร่มเดียวกันเพื่อจะได้ประสานงานการปฏิบัติ เช่น โรงพยาบาลของ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. หรือว่า อบจ. ต่าง ๆ จะได้เข้ามาทํางานร่วมกัน และประสานงานกันเพราะฉะนั้น ถึงจําเป็นต้องมีอํานาจนี้ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้นมาด้วยนะครับ
ขออนุญาตเรียนท่านสุรินทร์นิดหนึ่งนะครับ เรานําแนวทางหลักการของ โคเพย์เมนต์ (Copayment) ของ สปส. หรือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นํามาใช้ที่จะปรับปรุง ปรับปรุงเมื่อเรามีสิทธิหลักแล้วเราก็จะเอาโคเพย์เมนต์ (Copayment) นี้มาเติม อันนี้เป็นหลักการที่ถูกต้องครับ แต่ว่าขณะนี้ยังทําไม่ได้ทันที เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากหลาย ๆ ฝ่าย แต่ผมเชื่อว่าหลักการและแนวทาง ของที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพ หรือ สปส. ทําเป็นแนวทางที่ถูกต้องและน่าจะนํามา ปฏิบัติต่อไปนะครับ
ขออนุญาตตอบท่านอํานวยนิดหนึ่งนะครับ คือมาตรฐานเดียวกันแล้วก็สิทธิ ซ้ําซ้อนกันของบุคคลนี่นะครับ ถ้าระบบไอที (IT) ดีต่อไปดีขึ้น ถ้า สมสส. มันเวิร์ก (Work) ตอนนี้มันยังปรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละโรงพยาบาลที่เรียกเก็บเงินจากผู้ใช้บริการก็จะเอา สิทธิที่ตัวเองเรียกได้ง่ายที่สุดก่อน แต่เชื่อว่าต่อไปถ้ามีระบบไอที (IT) ดีทั้งผู้รับบริการ และผู้ใช้บริการก็สามารถเลือกได้ดีขึ้น และคิดว่าคงจะต้องให้สิทธิที่ดีกว่าแน่นอนครับ ส่วนที่ว่าบริการโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่างกันคงจะตอบในหลักการของเศรษฐศาสตร์ หรือว่าเป็นกลไกตลาดนะครับ เราไม่สามารถจะไปก้าวล่วงโรงพยาบาลเอกชนได้ครับ ส่วนมาตรฐานทางการแพทย์โรงพยาบาลรัฐขณะนี้มีระบบฮอสพิทัลแอ็กเครดิเทชัน (Hospital Accreditation) หรือ สรพ. สํานักงานมาตรฐานการบริการด้านการแพทย์ดูแล อยู่แล้วครับ แน่นอนก็มีจุดรั่วจุดไหลครับ ที่ท่านกล่าวมาเป็นตัวอย่างหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีจะได้ สะท้อนกลับไปในการที่จะกลับไปดูแลบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่องการปฏิรูปการดําเนินงาน ของกองทุนพัฒนา ประทานโทษครับ ท่านสุรินทร์ติดใจอะไรครับ ขอทวนคําถามเท่านั้นนะครับ
ทวนคําถามครับ คืออย่างนี้ครับ ที่ผมกราบเรียน ถามท่านกรรมาธิการไปว่าคณะกรรมการท่านใหญ่โตมโหฬารมากเลยนะ ท่านยังไม่ตอบว่า ถึงใหญ่อย่างไรก็ตามนัดประชุมได้ ท่านตอบนิดหนึ่งว่ามันเยอะมากนะ ผมเป็นกรรมการ สปสช. กสส. มานี่นะครับกรรมการเยอะมาก เอาเลยว่าผู้แทนผู้ใช้แรงงาน จบทันตแพทย์ ไม่รู้เหาะมาอย่างไร ยกตัวอย่างอย่างนี้เลยนะครับ แล้วในที่สุดท่านก็ไม่ได้เนื้อของแท้ ๆ เรื่องต่อไปผมกราบเรียนท่านว่าเรื่องของสุขภาพผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีข้อโต้แย้ง และผมก็จะเห็นชอบ แต่ผมอยากกราบเรียนไปว่ากว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะคลอดผ่าน ไปอีกด่านเยอะแยะมากเลยนะครับ มันจะไปตายหรือแท้งตายในอนาคตอีกเยอะ ท่านเสนอ สักข้อไม่ได้หรือครับว่าก่อนที่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านเสนอให้มีเขาเรียกว่าระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศของนายกรัฐมนตรี ตั้งก่อนได้เลย ถ้าถามผมเอาให้เร็วนะ ไม่จําเป็นต้องมีพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ใช้อํานาจนายกรัฐมนตรีตั้งเลย เพราะ ๓ กองทุนนี้ มันก็อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียว แล้วก็ตั้งขึ้นมาเลย แล้วทําอะไรทําเลยในยุคนี้ ถ้าท่านไม่รีบทํานะครับ ท่านจะทําไม่ได้ตลอดชีวิต ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านธีระภาพครับ
ขอบคุณครับ ขออนุญาตตอบท่านสุรินทร์ครับ แนวคิดของท่านนี่นะครับตรงกับที่เราคิดเลยครับ ถึงเป็นข้อเสนอ ๓ ข้อนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านเลิศรัตน์ถามว่าทําไมเราไม่ฟันธง คือเราคิดว่ามันน่าจะเป็นทั้ง ๓ ทาง คือเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติออกไปนะครับ เฉพาะคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือกรรมการหลักประกัน สิทธิประโยชน์หลัก แล้วก็เรื่องเป็นคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี เราเห็นตัวอย่างจากหลาย ๆ คณะที่เสนอมา ในที่ประชุม เราคิดว่าเราจะขอเป็นคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีก่อนเพื่อที่จะขึ้นมาเป็นตัวหลักก่อน แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติจะตามมาทีหลัง คําถามแรกท่านสุรินทร์ถามเรื่องอะไรนะครับ
คนถามก็ลืมแล้ว เชิญท่านสุรินทร์ครับ
ขออภัยครับ กรรมการมันอุ้ยอ้ายมันใหญ่เกินไป แล้วก็ผู้แทนของชุดนั้นชุดนี้นะครับในที่สุดก็โนมิเนต (Nominate) กันขึ้นมา อันนี้ ด้วยความเคารพนะครับ และประเทศไทยชอบทําอย่างนี้อย่างยิ่ง มันไม่ได้ผู้แทนจริง ๆ จากคนที่เดือดร้อนหรือสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ที่ภาษาฝรั่งมันว่าเลยนะครับ แล้วไม่จริงท่านไปเลือกดูได้เลย ผมพาท่านไปดูก็ได้ ทําอย่างไรให้มันเล็กลง เขาเรียกว่า จิ๋วแต่แจ๋ว ๒. ไม่ต้องใหญ่แล้วก็ได้มาจริง ๆ จากรากหญ้า ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ แนวคิด ในการปฏิบัติก็คือว่าที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขที่ผม เรียนให้ทราบแล้วครับมีประมาณเกือบ ๕๐ ชุดนะครับ แล้วใน ๕๐ ชุดนี้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเกือบ ๒๐ ชุด เพราะกว่าจะประชุมได้ก็ตรงกับ ที่ท่านสุรินทร์นําเรียนนะครับว่าปีหนึ่งจะประชุมได้สักครั้งหนึ่งก็ยังยาก เราก็เลยเอาทั้ง ๕๐ ชุดมาอยู่ใต้กรรมการชุดกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติครับ แล้วก็ปีหนึ่ง ให้นายกรัฐมนตรีมาประชุมหนเดียวพอ แต่คณะกรรมการข้างล่างจะประชุมกันให้เรียบร้อย เลยได้ข้อยุติ ได้ข้อเสนอแนะแล้วก็เรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี มาประชุมสักปีละครั้งหรือปีละสองครั้งและได้ข้อยุติในการดําเนินการไปเลยครับ นี่เป็นแนวทางในการดําเนินงานครับ ขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกัน สุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกยังทยอยเดินมาจากอาคารทั้ง ๓ ของรัฐสภานะครับ มีประชุม กรรมาธิการหลายคณะในวันนี้ ท่านสถิตย์เรียบร้อยไหมครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ แสดงตนติดขัดอะไรไหมครับ ยังมีสมาชิกเข้ามา ท่านยงยุทธค่อย ๆ เดินก็ได้ครับ เรียบร้อย แล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๕ ท่านนะครับ
เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้ นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียงลงคะแนน ถ้าเรียบร้อยแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๖๘ ท่าน ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ เห็นด้วย ๑๖๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกัน สุขภาพของประชาชน : กรณีสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพแล้วนะครับ จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงครับ
ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกท่านใด ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ไม่มีนะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขอขอบคุณสมาชิก ที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ