ธีระภาพ เสนะวงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านสาธารณสุขในสองมิติหลัก คือการบริการและด้านการเงินการคลัง พร้อมเสนอแนวทางการสร้างความสมดุลผ่านการนำเสนอสไลด์ รวมถึงผลักดันการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาความไม่เชื่อมโยง และส่งเสริมการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 258
กราบขอบคุณ ท่านประธานสภาครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพแล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมท่านประธานพรพันธุ์ สักเล็กน้อยนะครับเพื่อจะให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นที่เรานําเสนอ การปฏิรูปในวันนี้นะครับ คือด้านสาธารณสุขเรามองออกเป็น ๒ ด้านด้วยกัน แล้วก็พยายาม ทําให้สมดุลทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือด้านการบริการ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation)) และอีกด้านหนึ่งคือเรื่องของการเงินการคลังที่จะมาสนับสนุนเนื่องจากเป็นเรื่องหลัก และเรื่องใหญ่ด้วย ด้านการบริการก็มีอยู่ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพด้านการป้องกันโรค ด้านการรักษาโรค แล้วก็ด้านการเฝ้าระวังหรือว่า ด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหลาย ขออนุญาตนําเสนอด้วยสไลด์ครับ (Slide) ครับ
ขอภาพถัดไปเลยครับ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เรานําเสนอไปแล้ว เมื่อกี้ท่านประธาน พรพันธุ์ได้กรุณานําเสนอแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องล่าสุด มีทั้งหมด ๘ เรื่องด้วยกัน จะเห็นว่า แต่ละเรื่องเราพยายามนําเสนอการปฏิรูปใน ๒ หัวข้อที่ผมว่าไปแล้วให้มันสมดุลกันนะครับ เรานําเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ที่ผ่านไปแล้ว การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล หรือการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณน้ําตาลเกินมาตรฐานเป็นต้น หรือการปฏิรูปการรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ที่นําเสนอไปแล้ว ล่าสุดที่นําเสนอไปอีกเรื่องการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิและการปฏิรูป ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีระบุไว้ในมาตรา ๒๕๘ ของรัฐธรรมนูญที่กําลัง จะประกาศใช้นี่นะครับว่าจะต้องมีการปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทั้งหมดเราจะพยายาม สมดุลกันระหว่างการให้บริการกับเรื่องการเงินการคลังเพื่อจะให้เกิดวัตถุประสงค์ ๓ อย่าง ที่ท่านประธานเรียนไปเมื่อกี้ คือให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณของประเทศได้มากที่สุด ทีนี้มันก็จะเกิด คณะทํางานขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ประเด็นขึ้นมาในระบบบริการสุขภาพทั้งหมด เคยมีสมาชิกหลายท่านเคยทักท้วงในเรื่องของเราและเรื่องอื่น ๆ ว่าตั้งกรรมการอีกแล้ว แก้ปัญหาก็ตั้งกรรมการอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงเสนอในเรื่องแรกที่เรานําเสนอ เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เอง เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคณะกรรมการชุดที่รวบรวมข้อมูล เราดูตัวอย่างจากประเด็นอื่น ๆ ในการปฏิรูปเช่นเรื่องคณะกรรมการนโยบายพลังงาน คณะกรรมการนโยบายกีฬา คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวหรือแม้แต่เรื่องไซเบอร์ (Cyber) ที่นําเสนอไป เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะมีคณะกรรมการกลางที่จะเป็นผู้ที่รวบรวมแล้วมี นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านมอบหมายเป็นประธานจะกํากับ นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็มีคณะทํางานชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวบรวมมาอยู่ในนี้ เมื่อเรานําเสนอผ่านไปแล้วเมื่อประมาณเดือนมีนาคมแล้วก็ผ่านคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย แล้วก็ ๒ ฝ่ายไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ก็มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ร่างพระราชบัญญัตินี้ร่วมกันระหว่าง สนช. กับ สปท. ร่างเสร็จไปเมื่อเดือนกันยายน แล้วก็รับฟังประชาพิจารณ์ไปว่าเราอยากจะมีพระราชบัญญัติการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา คณะกรรมการชุดนี้ก็จะเป็นเหมือนร่มใหญ่ ของทางด้านสาธารณสุขแล้วก็มีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ขณะนี้เราทําการรวบรวม ดูในกิจการสาธารณสุขมีมากกว่า ๕๐ คณะ ใน ๕๐ คณะมีคณะที่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานมากกว่า ๒๐ คณะ เราก็ตั้งใจว่าจะรวบรวมคณะต่าง ๆ เหล่านี้มาอยู่ใต้ร่มคณะกรรมการชุดนี้ รวมถึงคณะที่เรา กําลังนําเสนอเรื่องที่เสนอวันนี้คือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแง่ของ สิทธิประโยชน์หลัก ก็จะเป็นคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อที่จะอะไรครับ เพื่อจะให้เกิดการ บูรณาการในระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการที่ทํางานมา ๑ ปี เราพบว่าแต่ละส่วน แต่ละหน่วยทํางานของตัวเองได้อย่างดีแต่ขาดการบูรณาการ ยกตัวอย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องยาสมุนไพรแล้วก็แพทย์แผนไทยแห่งชาติ พบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขก็อยากจะพัฒนาทั้งคนแล้วก็สมุนไพร เชิญกระทรวงเกษตร และสหกรณ์มา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็อยากพัฒนาครับ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์บอกว่าไม่ทราบว่าจะพัฒนายาตัวไหน จะพัฒนาพืชตัวไหน นี่ครับคือการขาด การบูรณาการ ถ้าเรามีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติแล้วมีการบูรณาการกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะทําให้ประเด็นการพัฒนา ประเด็นการปฏิรูปผมเชื่อว่า จะชัดเจนขึ้นและไปสู่ทิศทางที่มีพลังมากขึ้นนะครับขออนุญาตภาพถัดไปเลย จะเป็นภาพ ให้เห็นว่าเป็นคณะกรรมการชุดหนึ่งเหมือนเป็นอย่างที่เราเคยนําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ว่าเหมือนเป็นคณะรัฐมนตรีย่อย ๆ ทางสุขภาพเหมือนรัฐมนตรีเศรษฐกิจอะไรทํานองนี้ ที่จะพิจารณาประเด็นทางสุขภาพแล้วก็จะนําเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาสั่งการแล้วก็ตัดสินใจ ในการดําเนินการต่อไปนะครับ ขอภาพถัดไป องค์ประกอบเราจะให้มีท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเป็นประธาน ภาพนี้ครับก็จะมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการแล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองคณะกรรมการ และมีกรรมการโดยตําแหน่งคือกระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางด้านกระทรวงการคลังที่จะเข้าไปในเรื่องงบประมาณอีก ๑๖ ท่านนะครับ นอกจากนั้นเราก็ยังมีส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการอีกไม่ว่าจะเป็นผู้แทนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็กําหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการและเลขานุการ เนื่องจากว่าเป็นผู้ที่รู้เรื่องดีอยู่แล้วแล้วก็กํากับนโยบาย การทํางานของด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประเทศอยู่แล้ว แล้วก็ให้สํานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้นะครับ ที่จะเน้น ในวันนี้คืออํานาจหน้าที่ครับ ที่ประธานกรรมาธิการนําเสนอไปแล้วผมอยากจะเน้นในข้อ ๖ และข้อ ๗ ข้ออื่น ๆ เป็นสิ่งที่เราทราบอยู่แล้วครับในเรื่องกําหนดนโยบาย กําหนดแนวทาง การปฏิบัติแล้วก็ตรวจสอบการทํางานเป็นต้น แต่ที่จะเน้นไว้นี้คือข้อ ๖ กับข้อ ๗ ข้อ ๖ คือ เสนอแนะ ครม. เพื่อกําหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังอย่างที่เราทราบว่าขณะนี้ งบประมาณที่ใช้ในเรื่องของระบบสาธารณสุขมากกว่า ผมเชื่อว่ามากกว่า ๓๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขผมไม่แน่ใจนะครับ ในระบบ สปสช. หรือ ๓๐ บาทก็มากกว่า ๑.๖ แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว และยังอยู่ในระบบอื่นอีก กองทุนสุขภาพ กองทุนของราชการ ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และกองทุนประกันสังคมอีก เพราะฉะนั้นเงินพวกนี้ ท่านเอามาบาลานซ์ (Balance) กันแล้วก็กําหนดหลักการและวิธีการที่เข้าใจตรงกัน มีกรรมการกลางที่ตัดสินก็จะทําให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณได้มากขึ้นนะครับ และอีกอันหนึ่งคือกําหนดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการบริการสาธารณสุข นั่นก็คือการกําหนด ที่เราพูดกันวันนี้คือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพก็จะทําให้ทั้ง ๓ กองทุนทราบว่าประชาชน ควรได้รับความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ําอย่างไร สิทธิอะไรที่เขาควรจะได้เป็นมาตรฐานก่อน และหลังจากนั้นแล้วสิทธิที่จะเพิ่มเติมจะเสริมเข้าไปก็แล้วแต่ละกองทุน หรือแล้วแต่ที่มา ของเงินของแต่ละท่านของแต่ละกองทุนที่จะเสริมเข้ามาเพื่อจะให้บริการนั้นมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เรานําเสนอแล้วแล้วก็คิดว่าผ่านที่ประชุมทั้ง สปท. และ สนช. เราคงจะนําเสนอให้กับที่ประชุมทั้ง ๓ ฝ่ายทราบแล้วคงจะนําเสนอเพิ่มเติมเข้าไป ตามมติที่ประชุมให้ทาง ครม. ทราบแล้วก็กําหนดเป็นร่าง พ.ร.บ. นี้ออกมาให้ใช้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ