อลงกรณ์ พลบุตร เสนอการปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และขอให้ที่ประชุมเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ ขณะเดียวกัน อลงกรณ์ พลบุตร ยังหารือเรื่องการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุม รวมถึงการแบ่งสิทธิประโยชน์ออกเป็น 2 ระดับ
รวมจํานวนเพิ่มอีก ๕ ท่าน เป็น ๑๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหรือว่ายังขัดข้องในเรื่องการใช้สิทธิครับ ใช้สิทธิลงคะแนนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าแล้ว จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ
ต่อไปพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกัน สุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ มีการประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ซึ่งประชาชนคนไทยทุกคน จะได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพทุกคน ถ้าเผื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ก็เกือบจะ ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว การที่ได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพนั้นก็หมายถึงว่าประชาชน ทุกคนจะต้องมีสิทธิที่จะได้บริการทางสุขภาพที่จําเป็นต่อสภาวะสุขภาพของตัวเองไม่เฉพาะ แต่การเจ็บป่วยหากรวมถึงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วย ปัจจุบันการให้ ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านสุขภาพนั้นดําเนินการโดย ๓ กองทุนใหญ่ด้วยกัน ก็คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต่อไปจะเป็นเรื่องของเดฟินิชัน (Definition) ของสิทธิประโยชน์มันอาจจะเข้าใจได้ค่อนข้าง จะยากนิดหนึ่งสําหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการของสาธารณสุข แต่พูดง่าย ๆ ก็หมายความว่าสิทธิประโยชน์นั้นก็คือการที่กฎหมายกําหนดว่าประชาชนจะได้ อะไรบ้างที่เกี่ยวกับสุขภาพเป็นกรอบกว้าง ๆ นะคะ แต่ถ้าเผื่อรายละเอียดลงไปก็คือ ชุดสิทธิประโยชน์ซึ่งอันนั้นจะบรรจุรายละเอียดว่าแต่ละบริการ เช่นบริการป้องกันโรค จะประกอบด้วยชนิดของบริการอะไรบ้าง เช่นการให้วัคซีนในการป้องกันโรค มีวัคซีน อะไรบ้าง วิธีการให้แล้วก็ข้อต้องห้ามต่าง ๆ หรือข้อจํากัดในการใช้บริการ รวมทั้งราคาของ บริการเหล่านั้นด้วยว่าประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมหรือไม่ สําหรับวัคซีนที่เป็นเบสิก (Basic) พื้นฐานสําหรับในการป้องกันโรค ในชุดสิทธิประโยชน์อันนั้นอาจจะระบุถึงอายุด้วย อายุ และเพศของประชาชนว่าในวัคซีนใดบ้างที่ใช้สําหรับทุกกลุ่มอายุ วัคซีนชนิดใดบ้างที่ใช้ เฉพาะเพศ เช่นเพศหญิงเท่านั้นทํานองนี้นะคะ หรือวัคซีนที่มีราคาแพงอาจจะต้องมีการ ร่วมจ่ายด้วยหรือไม่ หรือวัคซีนทั้งหมดนั้นมันมีความจําเป็นจะต้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยนะคะ อันนี้ก็เป็นรายละเอียดของชุดสิทธิประโยชน์ ส่วนในด้านการรักษาก็มีชุดบริการ ของการรักษาว่าจะรักษาในโรคอะไรบ้างนะคะ ซึ่งก็จะแยกได้ในสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ โดยมากชุดสิทธิประโยชน์หลักนี้ก็จะแบ่งออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน ก็คือขั้นพื้นฐาน ด้านสุขภาพ ซึ่งมีต้นทุนการจัดบริการที่ไม่สูงเท่าไร เช่น การดูแลผู้หญิงที่ตั้งท้อง ในขณะนี้ ของเราก็มีอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หลักของเรานี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ทุกคนในประเทศไทยจะต้อง ได้รับการดูแลก่อนคลอดไม่ต่ํากว่า ๔ ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ แล้วก็จะต้องได้รับ วัคซีนเพื่อที่จะคุ้มครองเด็กแล้วก็คุ้มครองภาวะเสี่ยงในการคลอดด้วย ถ้าเผื่อว่า เด็กคลอดแรกเกิดจนกระทั่งถึง ๑ ปีเด็กจะต้องได้รับวัคซีนอะไรบ้าง อันนี้ก็เป็นชุดสิทธิประโยชน์ หลักนะคะ ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่มีการใช้ค่าใช้จ่ายอะไรเลยนะคะ แต่ว่ามันก็จะมีชุด สิทธิประโยชน์อีกขั้นหนึ่งซึ่งราคาสูงกว่านั้น ถ้าหากว่าปล่อยให้ประชาชนดูแลตัวเองด้วย ไม่มีชุดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ประชาชนอาจจะต้องประสบความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ อาจจะถึงขั้นครอบครัวล้มละลาย เช่นในเรื่องของการรักษาโรค อย่างโรคมะเร็งซึ่งต้องใช้ ค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็เรียกชุดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ว่าชุดสิทธิประโยชน์ ด้านสุขภาพขั้นครอบครัวล้มละลาย คือมันอาจจะฟังแล้วก็แปลกอยู่ แต่ความจริงก็คือ คาแทสทรอฟิกแพ็กเกจ (Catastrophic Package) อันนี้เป็นสิทธิประโยชน์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การรักษาโรคมะเร็ง โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีค่ายาหรือค่าผ่าตัดที่มีราคาสูง มันก็แบ่ง ออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน เพราะฉะนั้นในการที่จะทําให้เกิดผลในทางปฏิบัตินี้ในประเทศไทยเรา ส่วนใหญ่ก็จะไปพิจารณาร่วมกันในระหว่าง ๓ กองทุนหลักที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ โดยที่จะพูดถึงในเรื่องประสิทธิภาพของแต่ละวิธีการ ต้องมีความคุ้มค่า มีความเป็นธรรม แล้วข้อสําคัญก็คือความสามารถในการจ่ายของแต่ละกองทุน เพราะฉะนั้นแต่ละกองทุนนี้ นอกจากสิทธิประโยชน์หลักแล้วก็จะมีสิทธิประโยชน์เสริมทางด้านสุขภาพซึ่งแต่ละกองทุน จะจ่ายให้ไม่เหมือนกันนะคะ ตัวอย่างเช่นเรื่องของทันตกรรม บางกองทุนกําหนดให้ถอนฟันได้ปีละไม่เกิน ๒ ซี่นะคะ บางกองทุนขูดหินปูนได้ไม่เกิน ๔ ครั้งอะไรพวกนี้ แต่บางกองทุนก็มีสิทธิประโยชน์มากกว่านั้น ในการทําสิทธิประโยชน์นั้นส่วนใหญ่ของประเทศเรายังไม่มีการทํารายละเอียดลงไปในแต่ละ ไอเทม (Item) แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีของเอกซ์คลูชัน (Exclusion) ก็คือระบุไว้ว่าบริการ ชนิดใดบ้างที่จะไม่คุ้มครองไม่รวมอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ เช่นการผ่าตัดเพื่อความงามอะไร เช่นนี้ก็จะไม่อยู่ในความคุ้มครองของสิทธิประโยชน์นะคะ การใส่ฟันปลอมหรืออะไรทํานองนี้ ขณะนี้บางกองทุนก็ไม่ได้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ก็หมายความว่าผู้ที่จะใช้บริการเหล่านี้ ก็จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองนะคะ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็มีองค์กรหรือว่า กองทุนที่ดําเนินการเกี่ยวกับการให้ชุดสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนอยู่ ๓ กองทุนหลักใหญ่ ๆ คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการซึ่งครอบคลุมข้าราชการทั้งหมด แล้วก็ครอบครัว บุตรอีก ๒ คน และพ่อแม่ รวมทั้งหมดประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ผู้ประกันตนทํางาน เอกชนเป็นผู้ใช้แรงงานในภาคเอกชน ก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่งแล้วที่เหลือก็ครอบคลุม โดยสํานักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๕๐ ล้านคน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อดูในรายละเอียดขอให้ท่านเปิดดูในหน้า ๓ ของรายงาน ซึ่งจะแสดงให้เห็นซึ่งอันนี้ มีความสําคัญมาก จะแสดงให้เห็นความแตกต่างของระบบหลักประกันทั้ง ๓ ของประเทศไทย เป็นหลักประกันหลัก เริ่มตั้งแต่มี ๓ ระบบ สวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ระบบ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคม แล้วก็ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินะคะ ซึ่งเริ่มต้นก็มี แนวคิดที่ต่างกันแล้วในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจแนวคิดก็คือ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับผู้ที่อยู่ภายใต้กองทุนนี้ โดยเฉพาะข้าราชการ แนวคิด ก็คือข้าราชการนั้นมีเงินเดือนที่น้อยกว่าในองค์กรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาควรจะได้รับ สวัสดิการซึ่งเป็นเครื่องจูงใจให้เข้ามา ฉะนั้นสวัสดิการของข้าราชการก็สามารถที่จะอํานวย ความสะดวกในด้านการรักษาพยาบาล เอื้ออํานวยไปจนกระทั่งถึงครอบครัวแล้วก็พ่อแม่ บิดามารดาด้วย ส่วนระบบประกันสังคมนั้นทําขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคม เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข สําหรับผู้ที่ทํางานเป็นลูกจ้างฝ่ายเอกชน สําหรับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อันนี้คิดว่าสุขภาพนั้นเป็นสิทธิ การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิที่บุคคลควรจะพึงได้รับ เป็นสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นก็ใช้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ส่วนกลไก ในการอภิบาลระบบนี้ก็มีต่าง ๆ เช่น ของระบบสวัสดิการก็เป็นคณะกรรมการบริหาร ระบบประกันสังคมก็มีคณะกรรมการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็มีคณะกรรมการ เช่นเดียวกัน หน่วยบริหารก็กรมบัญชีกลาง สํานักงานประกันสังคม สปสช. เป็นต้น แล้วก็ ผู้มีสิทธิทั้งหลายก็จะเห็นว่าแตกต่างกัน ชุดสิทธิประโยชน์อันนี้ที่เห็นก็จะมีทั้งในด้าน การรักษา ทั้งบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม แล้วก็การฟื้นฟูสมรรถภาพที่แตกต่างกัน ก็คือบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนี้ ส่วนใหญ่ของสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมไม่ได้คํานึงถึง ตอนนั้นก็เป็นการ ให้บริการโดยกระทรวงสาธารณสุข ระบบสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมนี่เน้น ส่วนใหญ่ในเรื่องของการรักษาพยาบาล ในปัจจุบันก็เลยเป็นข้อตกลงกันว่าสําหรับบริการ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น การได้รับวัคซีนต่าง ๆ การสร้างเสริมสุขภาพ การได้รับความรู้ทางด้านสุขอนามัยเน้นเป็นหน้าที่ของ สปสช. หรือว่าสํานักงานหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าที่จะให้บริการนี้ครอบคลุมประชาชนคนไทยหมดทุกคน เพราะฉะนั้น ใน สปสช. ก็จะมีงบส่วนหนึ่งซึ่งอัลโลเคต (Allocate) ประมาณ ๓๐๐ กว่าบาทต่อหัวสําหรับ ประชาชนคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคนที่จะทําเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะ การป้องกันโรคนะคะ ทีนี้ส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้ก็คือนอกจากสร้างเสริมสุขภาพแล้ว ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีกเมื่อประมาณปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ในเรื่องของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งไม่ว่าใครจะอยู่ในกองทุนใดสามารถที่จะไปรับบริการได้ในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตามกฎหมาย และสถานพยาบาลก็ต้องให้การรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมมีมาตรฐาน ภายใน ๗๒ ชั่วโมง ทั้งนี้ สปสช. จะเป็นผู้ดําเนินการกับค่าใช้จ่ายในเรื่องนั้น เราเรียกว่า โครงการของเอมโก (EMCO) ทีนี้ความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งก็คือในการเข้าถึงบริการ สําหรับ สวัสดิการข้าราชการเป็นเรื่องที่สะดวกที่สุดก็คือเมื่อคุณเป็นข้าราชการสามารถที่จะเข้า โรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ทุกแห่ง ไม่ได้ยึดกับพื้นที่แตกต่างกับของ สปสช. ซึ่งยึดพื้นที่เป็นหลัก ประชาชนที่ถือบัตรทองจะต้องไปรีจิสเตอร์ (Register) กับโรงพยาบาลในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นก็มีความแตกต่างกัน ส่วนทางของระบบประกันสังคมนั้นก็ต้องไปขึ้นทะเบียนกับ โรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนเช่นเดียวกัน ที่จะคล่องตัวที่สุดก็คือ สวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นความแตกต่างอีกอันหนึ่งก็คือรูปแบบวิธีการจ่ายเงิน สําหรับระบบของข้าราชการนั้นคุณจ่ายตามหลัง รักษาเสร็จแล้วสถานพยาบาลคิดค่า รักษาพยาบาล กรมบัญชีกลางก็จ่าย ก็จะมีบางไอเทม (Item) ที่เบิกไม่ได้ เช่น ค่าห้อง บางส่วนที่แพงเกินไปหรืออะไรทํานองนี้ การผ่าตัดบางชนิดที่ใช้วิธีพิเศษก็อาจจะต้องเสียเงินเอง แต่โดยหลักการก็คือเป็นเรโทรสเปกทิฟ ฟี ฟอร์ เซอร์วิส (Retrospective fee for service) เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลหลายโรงสามารถที่จะใช้ยาแพง ๆ เพราะว่า สามารถที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายย้อนหลังได้อย่างคล่องตัวอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทําให้ ค่าใช้จ่ายในระบบนี้ค่อนข้างจะสูง แล้วก็สําหรับหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นก็เป็นเหมาจ่าย รายหัวก็คือประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาทต่อประชาชน เพราะฉะนั้น ๕๐ ล้านบาทก็เอาคูณ เข้าไปเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัวสําหรับที่จะใช้จ่ายสําหรับการเจ็บป่วยในนี้ เป็นระบบ แบบปลายปิดจะทําให้โรงพยาบาลมีความระมัดระวังในการรักษาพยาบาลมากขึ้นก็อาจจะ ก่อให้เกิดปัญหาได้ในภายหลังอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าดูค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย แต่ละคนต่อจํานวนค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเห็นได้ว่าระบบราชการนั้นมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงมาก ก็คือประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี สําหรับประกันสังคมกับบัตรทองนั้นใกล้เคียงกัน คือประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาทต่อคนต่อปี ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ก็เป็นที่มาของการคอมเพลน (Complain) มากมาย แล้วก็อ้างว่า เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ํา แต่ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพท่านก็คงจะได้อ่านดู ในรายงานนี้ จากรายงานนี้ก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่ามันมีความแตกต่างกันในผลลัพธ์ ทางด้านสุขภาพ กล่าวคือไม่ว่าจะประเมินด้วยสถานการณ์อะไร เช่น ประเมิน ด้วยการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผลลัพธ์ของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผลลัพธ์ของการเจ็บป่วย ด้วยโรคเรื้อรังที่สําคัญเช่นโรคหัวใจก็จะปรากฏว่าผู้คนที่อยู่ในระบบสวัสดิการข้าราชการนั้น มีผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่นมีอัตราการรอดชีวิต หรือว่าการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยนี้ดีกว่า ทั้ง ๒ กองทุนที่มีสุขภาพผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพที่ตกต่ําที่สุดก็คือของทาง สปสช. ซึ่งอันนี้ ผู้ที่ทําวิจัยทั้งหมดก็ให้ข้อคอมเมนต์ (Comment) ในดิสคัสชัน (Discussion) ว่าทั้งหมดนี้ จะต้องคํานึงถึงที่สําคัญก็คือคุณภาพของบริการและการเข้าถึงบริการซึ่งแตกต่างกัน อาจจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพของการรักษาพยาบาลด้วยนะคะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่นํามา ซึ่งการที่จะปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพที่สําคัญก็ยึดเอาว่าเนื่องจากสิทธิประโยชน์หลัก ด้านสุขภาพนั้นมีความสําคัญเพราะว่ามันจะเป็นการระบุว่าประชาชนจะได้รับบริการ ชนิดใดบ้าง บริการสุขภาพชนิดใดบ้าง จะได้รับอย่างไร ก็คือจะได้รับสะดวกมากน้อยแค่ไหนด้วย แล้วก็โดยวิธีการอย่างไร ในวิธีจ่ายเงิน วิธีคิดเงิน วิธีจ่ายเงินอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็ควรที่จะ นํามาซึ่งการปฏิรูปในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลักซึ่งรวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กับการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์เหล่านั้นด้วย ก็เป็นเรื่องในการที่จะกําหนดการปฏิรูปซึ่งคิดว่า ควรจะทําใน ๒ ลักษณะด้วยกัน ก็คือกําหนดกลไกในการกําหนดชุดสิทธิประโยชน์หลัก ให้เป็นกฎหมาย เพราะว่าในอดีตเคยใช้วิธีการที่จะพูดคุยกันระหว่าง ๓ กองทุน ในการที่จะ ปรับชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เหมือนกัน แต่ว่าได้ผลค่อนข้างจะน้อย ได้ผลอยู่เรื่องเดียวรู้สึก จะเป็นเรื่องของไตวายเรื้อรังอะไรทํานองนี้กับการรักษาโรคเอดส์ เพราะฉะนั้น ในการที่จะออกมาเป็นกฎหมายนี่อาจจะเป็นแนวทางที่สามารถที่จะทําให้เกิดผล อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านะคะ แล้วก็ปฏิรูปให้มีการจําแนกชุดสิทธิประโยชน์ออกเป็น ๒ ระดับก็คือชุดสิทธิประโยชน์หลักที่ทุกคนในประเทศไทยที่เกิดมาเป็นคนไทยจะต้องได้รับ เสมอเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างกันนะคะ แต่ในขณะเดียวกันทั้ง ๓ กองทุนก็ยังมีสิทธิ ที่จะเสนอชุดสิทธิประโยชน์เสริมซึ่งเพิ่มเติมไปจากสิทธิประโยชน์หลัก เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ กองทุนจะจัดอะไรให้เพิ่ม อันนี้ก็เป็นเนื้อหาสาระที่สําคัญในการที่จะปฏิรูป ก็คือใช้กรอบของ กฎหมายดําเนินการเพื่อให้เกิดกลไกที่จะทําให้ชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของคนไทย เหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็อาจจะมีการเพิ่มเติมก็คือเพิ่มด้วยชุดสิทธิประโยชน์ที่เสริมขึ้นมา ด้วยเฟเวอร์ (Favor) ของแต่ละกองทุนนะคะ ฉะนั้นทางเลือกในการที่จะปฏิรูป ในการที่จะ ออกกฎหมายนี่มีอยู่ ๓ ทางด้วยกันนะคะ ท่านคงจะจําได้ว่าตอนที่เราได้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ทําการปฏิรูปในด้านของการบูรณาการ นโยบายทางด้านสุขภาพให้เป็นไปในทางเดียวกันโดยการบริหารจัดการของกองทุนต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบาย เราก็ได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้น รวมทั้งเรื่องของการประสานข้อมูลต่าง ๆ ก็เสนอให้มีการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐาน สารสนเทศด้านระบบบริการสุขภาพหรือ สมสส. เกิดขึ้นอันนั้นเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วก็เรื่องของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้นได้เสนอเป็น พ.ร.บ. ซึ่งเดี๋ยวท่านธีระภาพ จะได้อธิบายในเรื่องนี้นะคะว่าเชื่อมโยงอย่างไร ดิฉันก็เรียนว่าทางเลือกในการออกกฎหมาย เราเสนอว่ามันมีอยู่ ๓ ทาง คือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอภิบาลระบบบริการสุขภาพ ในภาพรวม ก็คือร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้เดี๋ยวท่านธีระภาพจะได้อธิบายในรายละเอียดให้ฟังนะคะ เพราะว่าในมาตรา ๑๑ ในกฎหมายซึ่งอยู่ในภาคผนวก รายละเอียดของกฎหมายอยู่ใน ภาคผนวก ๔ ของรายงานเล่มนี้ ในมาตรา ๑๑ (๘) ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติก็จะกําหนดไว้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนะคะ (๘) นั้นหน้าที่ก็คือ ประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานด้านบริการสาธารณสุขที่ผู้รับบริการสาธารณสุขจะได้รับจาก หน่วยบริการสุขภาพ อันนั้นคือประกาศสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ อันนี้มีอยู่ ในกฎหมายคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติอยู่แล้วนะคะ เราก็อาจจะเสนอผลักดัน ให้กฎหมายนั้นได้ผ่าน เรื่องนี้ก็ผ่านไปโดยปริยายหรือไม่ก็ออกพระราชบัญญัติเฉพาะ เรื่องการจัดทําชุดสิทธิประโยชน์ อันนี้ก็มีผู้ที่ได้ร่างกฎหมายเหล่านี้เช่นเดียวกันมันก็อยู่ใน ภาคผนวกที่ ๕ ซึ่งเรามองเห็นว่าการเสนอกฎหมายในขณะนี้มันมีกระบวนการมากมาย แล้วก็อาจจะไม่ทันกาล เพราะฉะนั้นก็เลยเลือกที่ว่าน่าจะเป็นช่องทางที่จะรวดเร็ว แล้วก็ได้ผลดีที่สุด อีกช่องทางหนึ่งก็คือออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ ก็เป็นช่องทางลัดอันหนึ่งเหมือนกัน แต่เหตุผลในที่สุดก็เลือกที่จะใช้ ข้อ ๑ คือให้กฎหมาย คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติออก แล้วมันก็จะพ่วงในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลัก เข้าไปด้วย และกระบวนการที่จะดําเนินการเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์หลักนั้นก็สามารถ จะกระทําได้นะคะ ถ้าหากว่ามีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติอันนั้นด้วย และข้อสําคัญที่สุด ก็คือกระบวนการนี้มันจะเคลื่อนไปได้อย่างเร็วกว่า เพราะว่าคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาตินั้นสามารถที่จะใช้อํานาจของคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นดําเนินการ ให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักได้ ที่จําเป็นสําหรับโครงสร้างเราก็ได้เสนอไว้ในรายงานแล้ว เช่นเดียวกัน คือถ้าหากว่าจะทําให้เกิดสิทธิประโยชน์หลักขึ้นมาได้ควรจะต้องมี คณะกรรมการ ๑ ชุด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายยา ทางฝ่ายผู้รักษาอะไรทํานองนี้เข้ามาร่วมกันคิดถึงสิทธิประโยชน์ พื้นฐานด้านสุขภาพของประชาชน หลังจากนั้นแล้วก็สามารถที่จะส่งให้ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติพิจารณา เพราะว่าในโครงสร้างของ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติก็ประกอบไปด้วยผู้แทนจาก ๓ กองทุนด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็จะมีศักยภาพในการที่จะมาคุยกันหาข้อตกลงในการที่จะทําให้ สิทธิประโยชน์พื้นฐานนั้นเหมือนกันได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติยังสามารถที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะมาประเมิน ทางด้านราคาว่าจะเป็นราคาเท่าไร แล้วก็ติดตามราคาอย่างต่อเนื่องแต่ละปีทํานองนี้ นอกจากนั้นก็สามารถที่จะจัดให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการคอยติดตาม คุณภาพของบริการได้ รวมทั้งการประเมินผลการเข้าถึงบริการของประชาชน เพราะฉะนั้น ภายใต้อัมเบรลลา (Umbrella) ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้น ถ้าออกมา เป็นกฎหมายเรื่องนี้ก็จะเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ แล้วก็มีองคาพยพหลายกลุ่มของ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะช่วยกันผลักดันให้การจัดทําชุดสิทธิประโยชน์ ด้านสุขภาพ การติดตามผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของบริการ และการเข้าถึงบริการของ ประชาชนที่เคยเป็นปัญหาอยู่สามารถที่จะได้รับการแก้ไขได้ รวมทั้งเราเสนอให้มีสํานักงาน ที่จะมอนิเตอร์ (Monitor) ในเรื่องข้อมูลด้านค่าใช้จ่าย อันนี้ก็เท่ากับสามารถที่จะควบคุม ค่าใช้จ่ายได้โดยอัตโนมัติ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่เสนอเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม ในการจัดทําสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของประชาชนไทยทุกคนนะคะ โดยแนวคิดที่ว่า ถ้าเผื่อมันเป็นไปได้ก็จะลดความเหลื่อมล้ําแล้วก็เกิดความเป็นธรรมทางด้านสุขภาพ คือให้มี บริการหลักที่มีคุณภาพให้ประชาชนเข้าถึงได้ แล้วก็เป็นบริการที่เท่าเทียมกันหมดทุกคน มีการจัดระบบบริการในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ในรายงานก็เสนอว่าควรจะมีองค์กร ที่ทําหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าของบริการ ประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผลของบริการด้วย ของอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งควรจะเป็นหน่วยงานทางวิชาการ ที่เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาพยาบาลหรือว่าวิธีการป้องกันโรคอะไรก็ตามที ที่จะนํามาบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ควรจะได้ผ่านการประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล ของบริการเหล่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน ในบริบทของประเทศไทยแล้วก็สามารถที่จะคอนซิเดอร์ (Consider) ความสามารถในการจ่ายของประเทศได้ สไลด์ (Slide) ก่อนถึงนี้ก็จะเป็น กระบวนการในการตัดสินใจกําหนดสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งท่านจะเห็นว่ามันเป็นกระบวนการ ที่ค่อนข้างจะคอมเพล็กซ์ (Complex) เริ่มตั้งแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายควรจะได้เข้ามามี ส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานประกันสุขภาพของรัฐและเอกชน บริษัทยา เครื่องมือแพทย์อะไรต่าง ๆ ควรจะได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการตัดสินใจกําหนดชุด สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะกําหนดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม ควรจะได้ผ่านการวิจัยอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ต่าง ๆ ควรจะได้ผ่านการวิจัย โดยหน่วยงานวิจัยซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็สามารถจะดําเนินการได้เป็นอิสระ คํานึงถึงความคุ้มค่าของบริการ จากนั้นก็นําข้อเสนอส่งไปที่หน่วยงานที่อภิบาลระบบและกํากับทิศทาง ก็คือถ้าเผื่อว่า เป็นในสถานการณ์ที่เราเสนอก็คือคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี ๓ กองทุนนั้น รวมอยู่ด้วย ก็อาจจะออกมาเป็นชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ต่อไปก็อยากจะเสนออีกเล็กน้อยเกี่ยวกับคณะกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบก็คือผู้แทน หน่วยงานที่จําเป็นดังกล่าวข้างต้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ก็คล้ายคลึงกันในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรปต่าง ๆ พวกนี้ แล้วก็มีอํานาจ มีหน้าที่ดังที่กําหนดเอาไว้ ก็คือกําหนดนโยบายจัดทําและปรับปรุง แผนยุทธศาสตร์ ๕ ปี แผนปฏิบัติการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์หลัก จัดทําหน้าที่ส่วนใหญ่ ก็คือปรับปรุงแล้วก็จัดทําชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในส่วนที่คิดว่าจําเป็น กํากับติดตาม ความก้าวหน้าแล้วก็ประเมินผล นอกจากนั้นก็อาจจะมีสํานักเลขานุการ ซึ่งอันนี้ในกฎหมาย ของสิทธิประโยชน์ จริง ๆ อยู่ในสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีเพิ่มเติมอะไรมาก แล้วก็ความครอบคลุมใน พ.ร.บ. ที่เป็น พ.ร.บ. เฉพาะของสิทธิประโยชน์จะเน้น ชุดสิทธิประโยชน์หลักเป็นสําคัญ ที่สําคัญก็คือการปฏิรูปเราเสนอให้มีชุดสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่จําเป็นพื้นฐานทางด้านสุขภาพของประชาชนคนไทยทุกคนและอาจจะมี ชุดสิทธิประโยชน์เสริม ซึ่งสิทธิประโยชน์เสริมนี่มันอาจจะเป็นเจ้าตัวประชาชนเองต้องการ ที่จะเพิ่มเติมหรือว่าจะเป็นกองทุนที่รับผิดชอบอยู่ เช่น สปสช. หรือประกันสังคมต้องการ จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้ที่รับบริการในกองทุนของตัวเองก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นไดอะแกรม (Diagram) ที่แสดงนะคะว่าควรจะมีชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ซึ่งมีทั้งคุณภาพ และความคุ้มค่าที่สามารถจะวัดได้ในแต่ละอินเทอร์เวนชัน (Intervention) แล้วก็ ชุดสิทธิประโยชน์เสริมก็เพิ่มเติมได้ด้วยตนเองหรือได้ด้วยนายจ้างเป็นหลักที่สําคัญ ทีนี้ ท่านก็คงจะทราบว่าแต่ละกองทุนนั้นมีพระราชบัญญัติของตัวเอง ซึ่งอาจจะมีข้อซึ่งขัดข้อง และเกิดการขัดแย้งกัน ทั้งหมดนี้เราก็เสนอว่าคณะกรรมการนี้ไม่มีอํานาจทางปกครอง แต่ว่าถ้ามีกรณีที่จะเกิดการเสียหายกับสุขภาพของประชาชนหรืออะไร อันเนื่องมาจาก ความขัดแย้งของกองทุนนี้ก็สามารถที่จะจัดทํารายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้เป็น ผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้และสั่งการได้ค่ะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องหลัก ๆ ของการปฏิรูปเพื่อทําชุด สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของประชาชนไทย แต่ในส่วนที่มันเกี่ยวโยงกับในเรื่อง การปฏิบัติที่เราเสนอให้ผ่าน จัดทําโดยเป็นมาตราหนึ่งในกฎหมายใหญ่ก็คือคณะกรรมการ จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้วนั้น ก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญให้ท่าน พลอากาศเอก นายแพทย์ธีระภาพ เสนะวงษ์ ได้อธิบายเรื่องนี้ถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้ ความเป็นมาและความก้าวหน้า ณ ขณะนี้ด้วย เพราะท่านได้ทํางานเรื่องนี้ร่วมกับ สนช. มาโดยตลอดค่ะ
ขอเชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมครับ