คุรุจิต ชี้ทุนพัฒนาไฟฟ้าขาดยั่งยืน เสนอปรับเกณฑ์ใหม่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๑ · ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ นำเสนอรายงานร่วมของกรรมาธิการพลังงานและกรรมาธิการสาธารณสุขเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยชี้ปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความยั่งยืน ความซ้ำซ้อนของโครงการ และการจัดสรรที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างกองทุนให้มีความโปร่งใสและตอบสนองชุมชนมากขึ้น ทั้งการปรับเกณฑ์การจัดสรรเงิน การเพิ่มตัวแทนชุมชนและผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการ และการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์จากกองทุน.

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน พร้อมด้วยท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในวันนี้ผมขออนุญาตกราบ เรียนนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งเป็นการ ดําเนินงานร่วมกันของ ๒ กรรมาธิการ คือกรรมาธิการพลังงาน และกรรมาธิการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยเราได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้กรรมาธิการพลังงานที่ชื่อว่า คณะอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง พลังงานและการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีกระผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็มี ท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ท่านสมาชิกครับ ถ้าลําดับรายงานของกรรมาธิการพลังงานที่เราได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ไป เราก็ได้นําเสนอไปแล้วทั้งสิ้น ๖ เรื่องนะครับ เริ่มตั้งแต่เรื่องของพระราชบัญญัติกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง เรื่องของข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ด้านการอนุรักษ์พลังงานโดยมาตรการบริษัทจัดการพลังงานหรือ เอเนอร์จี เซอร์วิส คอมพานี (Energy Service Company) เป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ก็คือ เรื่องของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องของการ พัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ หรือเอ็นอีไอซี (NEIC) และเรื่องที่ ๖ เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ก็คือการปฏิรูปแนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลและไบโอดีเซล กระผมต้องขอขอบพระคุณการสนับสนุนจากท่านสมาชิกที่ได้ให้การสนับสนุนงานของ กรรมาธิการเรามาด้วยดี สําหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๗ ของกรรมาธิการพลังงาน แต่อาจจะเป็นเรื่องที่เกือบจะ ๒๐ ของกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราก็เห็น ว่ามันเป็นงานที่ต้องบูรณาการร่วมกัน ก็คือเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งกระผมก็อยากจะ ขอใช้เวลาประมาณสัก ๑๕ นาที ไม่เกิน ๒๐ นาที เพื่อจะได้นําเสนอสาระสําคัญของเรื่องนี้ ตามแผนพรีเซนเทชันเพาเวอร์พอยต์ (Presentation PowerPoint) ที่ได้วางแจก ต่อท่านสมาชิกอยู่เบื้องหน้าท่านแล้วนะครับ แล้วถ้าท่านจะอ่านได้ง่ายหน่อยก็คือว่า ในรายงานฉบับหลักนี่เราก็ได้ทําบทสรุปผู้บริหารไว้ในหน้า ก ข ๒ หน้า ถ้าท่านอ่าน ก็จะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมาย แล้วก็ข้อเสนอของเราได้อย่างรวดเร็วนะครับ ก็ขอเรียนอารัมภบท ในเบื้องต้นนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทซัน (Presentation))

ขออนุญาตไปในสไลด์ (Slide) แรกเลยนะครับว่ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็เป็นกองทุนที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีกฎหมาย รองรับ กฎหมายฉบับนั้นก็คือพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็จะมีรายได้หลักมาจากโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ชุมชน ๑ ชุมชนหรือหลายชุมชน ซึ่งอยู่ในรัศมีที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดําเนินการ ของโรงไฟฟ้านั้น ๆ ตามกฎหมายที่ผมได้เอ่ยไปเมื่อกี้นี้นะครับ พระราชบัญญัติการประกอบ กิจการพลังงานนี่ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็อยู่ในกรอบนโยบายหลักที่มาจากรัฐบาลคือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน เป็นผู้กํากับดูแล แล้วก็มีสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเป็นฝ่ายเลขาที่คอย ดูแลจัดการกองทุนให้เป็นไปตามมติต่าง ๆ นะครับ

วัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจริง ๆ ตามกฎหมายก็มีหลาย วัตถุประสงค์นะครับ แต่วัตถุประสงค์ที่เรามาเสนอปฏิรูปในวันนี้ก็เรื่องของการดําเนินการ เพื่อพัฒนาชุมชน วัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็เพื่อเป็นทุนในการสนับสนุน การพัฒนาชุมชนในท้องที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดําเนินการของโรงไฟฟ้านั้น ๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน พัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่อาจได้รับผลกระทบ จากการดําเนินงานของโรงไฟฟ้า แล้วก็สามารถจะนําไปส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและ เทคโนโลยีในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย โดยคํานึงถึง ความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

ในสไลด์ (Slide) ถัดไปก็จะเป็นแผนภูมิโครงสร้างหน่วยงานที่กํากับดูแล กองทุนพัฒนาไฟฟ้านะครับ กระผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกว่าอยากให้ท่านเปิดไปดู ในภาคผนวก ง ด้วยนะครับ ภาคผนวก ง ท่านก็จะเห็นรายชื่อกองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่งมีอยู่ ๓๐๐ กว่ากองทุน มีทั้ง ก ข ค ก ข ค คืออะไรเดี๋ยวจะได้นําเสนอต่อไปนะครับ แล้วก็ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าตอนนี้กระจายอยู่ในจังหวัดถึง ๖๑ จังหวัดจาก ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย คณะกรรมการกํากับกิจการ พลังงานเขาก็ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๓ ชุดเพื่อดูแลบริหารจัดการหรือว่าภาษาอังกฤษ เขาจะเรียกว่าซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) คําขอต่าง ๆ และการใช้จ่ายเงินก็มีคณะอนุกรรมการ กลั่นกรองแผนงานและโครงการ คณะอนุกรรมการบริหารกองทุน แล้วก็คณะอนุกรรมการ ประเมินผลการดําเนินงานของกองทุน กองทุนก็จะมีกองทุนประเภท ก ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ แล้วก็กองทุนประเภท ข และกองทุนประเภท ค แล้วก็สํานักงาน กกพ. สกพ. ก็จะเป็นผู้ดูแลรับจ่ายเหมือนเป็นแคชเชียร์ (Cashier) แล้วก็จัดทํารายงานเสนอต่อ รัฐบาล ทีนี้อยากจะเรียนว่ากองทุน ก ข และ ค มันคืออะไร ถ้าพูดถึงรัศมีของชุมชนที่จะ ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้ากองทุนประเภท ก ก็จะมีรัศมีกว้างหน่อยเพราะเป็นโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ก็คือประมาณ ๕ กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าก็กินพื้นที่หลายตําบลบางทีเป็นหลาย อําเภอด้วย กองทุนประเภท ก ๕ กิโลเมตรมาจากไหน ก็มาจากรัศมีการทํารายงานวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เมื่อก่อนเขาก็ทําวิเคราะห์ในรัศมี ๕ กิโลเมตร กองทุน ประเภท ก เป็นกองทุนที่มาจากโรงไฟฟ้าที่มีกําลังผลิตเยอะ ผลิตหน่วยไฟฟ้าพลังงานออกมา ปีหนึ่งมากกว่า ๕,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นโรงไฟฟ้าหน่วยผลิตไฟฟ้า ๑ หน่วยก็จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้วแต่ว่าใช้เชื้อเพลิงประเภทใด ถ้าเป็นถ่านหิน ก็หน่วยละ ๒ สตางค์ ถ้าเป็นก๊าซธรรมชาติก็ ๑ สตางค์หรือ ๑.๕ สตางค์ แล้วถ้าเป็นน้ํามัน หรือเป็นน้ําก็ลดหลั่นกันลงไป ในรายงานก็มีรายละเอียดอยู่แล้ว กองทุนประเภท ก ก็คือ กองทุนที่มีรายได้เข้าปีละมากกว่า ๕๐ ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีอยู่ ประมาณ ๑๒ กองทุนนะครับ ๑๒ กองทุนกระจายอยู่ใน ๑๐ จังหวัดแล้วก็มีโรงไฟฟ้า หน่วยโรงไฟฟ้า ๕๙ โรงนะครับ ทีนี้โรงไฟฟ้าผมก็อยากจะกราบเรียนว่าที่มีรายได้มากที่สุดตอนนี้ เป็นกองทุนใหญ่ที่สุด ก็คือ ที่อําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ปีหนึ่งเกือบ ๓๐๐ ล้านบาทนะครับ การบริหารจัดการกองทุนประเภท ก ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ก็จะมีคณะกรรมการ ซึ่งภาคราชการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยมาก กระทรวงพลังงานไม่ได้เข้าไปยุ่ง สํานักงาน กํากับกิจการพลังงานก็ไม่ได้เข้าไปยุ่ง ให้ชาวบ้านเขาเลือกกันมาเอง เราก็แบ่งเป็น คณะกรรมการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าระดับจังหวัดที่เขาใช้ตัวย่อว่า คพรฟ. แล้วก็ เนื่องจากกองทุนใหญ่ก็มีหลายตําบล ในแต่ละตําบลก็จะมีคณะกรรมการพัฒนาชุมชนระดับ ตําบลที่เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าตําบล หรือ คพรต. คนก็มักจะ เรียกกันว่าคณะกรรมการรถไฟกับคณะกรรมการรถตู้ รถไฟเขาใหญ่กว่ารถตู้ รถไฟก็มักจะมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการที่เลือกกันมา ส่วนตําบลเขาก็เลือก กันมาชุดเล็กลง ทีนี้ก็มีกองทุนอีกประเภทหนึ่ง คือกองทุนประเภท ข กองทุนประเภท ข หลัก ๆ ก็คือมีรายได้น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท แต่มากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี กองทุน เหล่านี้ก็จะมีอยู่ถึง ๕๕ กองทุน จาก ๑๖๘ โรงไฟฟ้ากระจายอยู่ใน ๓๒ จังหวัดทั่วประเทศ แล้วรัศมีของชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็เอารัศมี ๓ กิโลเมตรเป็นเกณฑ์ เนื่องจากโรงไฟฟ้า ขนาดเล็กลง การดําเนินงานก็มีเป็นคณะกรรมการชุดเดียว ที่เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนา ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าระดับจังหวัด หรือ คพรฟ. แล้วลําดับสุดท้ายคือกองทุนประเภท ค กองทุนไฟฟ้าประเภท ค ก็คือกองทุนที่มีรายได้น้อยกว่าปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท กองทุน ประเภทนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเงินน้อย การบริหารจัดการก็มอบให้ผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ คนมาพิจารณาว่าจะทําโครงการอะไร มีสักโครงการ หรือ ๒ โครงการก็หมดเงินแล้ว กองทุนประเภท ค ก็จะครอบคลุมรัศมีชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ประมาณ ๑ กิโลเมตร ก็เล็กที่สุด แล้วปัจจุบันก็มีถึง ๒๕๑ กองทุน จาก ๓๒๗ โรงไฟฟ้า กระจายอยู่ใน ๖๑ จังหวัดทั่วประเทศ ทีนี้ผมก็พูดเลยมานะครับ จริง ๆ ก็มาถึงสไลด์ (Slide) ที่ ๘ แล้วนะครับ ให้เห็นว่าภาพการบริหารกองทุนเป็นอย่างไร ทีนี้ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่ผ่านมา เนื่องจาก เรากระจายอํานาจไปให้กับชุมชน กรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละชุมชนของตําบลเขาก็จะจัดทําแผนยุทธศาสตร์ แผนบริหารงาน แผนจัดสรรเงิน สํารวจความต้องการประชาชน แล้วพิจารณาอนุมัติโครงการชุมชนภายใต้กรอบที่มาจาก ส่วนกลาง คือคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน จากนั้นก็ทําสัญญากับชุมชน ให้เบิกจ่ายเงินเป็นงวด ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล แล้วก็จัดทําสถานะกองทุนรายงานต่อ กกพ. อันนี้ก็เป็นหลักตามกฎหมายนะครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าการดําเนินการใช้จ่าย เงินกองทุนมันก็จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๙๗ (๑) - (๖) วงเล็บต่าง ๆ ไม่ค่อย ได้นํามาปฏิบัติเท่าไร เพราะว่ายังไม่มีเคส (Case) ที่พูดกันมากคือ (๓) คือใช้เพื่อพัฒนา ชุมชน ฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ ปัจจุบันการดําเนินงานตามมาตรา ๙๗ (๓) เกี่ยวกับ โครงการของชุมชน สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็ได้กําหนดวัตถุประสงค์ ของการใช้จ่ายเงินว่ามันจะต้องให้เข้าด้านใดด้านหนึ่ง ๑๑ ด้าน ดังที่แสดงอยู่ใน สไลด์ (Slide) หน้า ๑๓ นี่นะครับ อันนี้ก็เป็นกองทุนขนาดใหญ่ กองทุน ก และกองทุน ข ส่วนกองทุน ค เนื่องจากเงินน้อย ก็กําหนดวัตถุประสงค์ไว้แค่ ๓ ด้านเท่านั้น คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สุขภาวะ การพัฒนาอาชีพแล้วก็พัฒนาการศึกษาและท้องถิ่นนะครับ แต่ว่ากองทุนใหญ่ ๆ มีถึง ๑๑ ด้าน

ปัญหาของการดําเนินงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเราก็พบว่ากองทุนประเภท ค ที่เป็นกองทุนเล็กไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเงินน้อยเขาเสนอโครงการอะไรมาก็จัดสรรไปก็เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าพอกองทุนมีเงิน เข้ามามากและมีชุมชนหลายตําบลเข้ามาเกี่ยวข้องการดําเนินงานก็จะมีปัญหา มีปัญหา ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ มีปัญหาว่าจากพื้นที่เสนอมาแล้วทําไมกรรมการระดับจังหวัด ไม่เห็นด้วย หรือว่าส่งไปที่ส่วนกลางเพื่อให้กรรมการกํากับกิจการพลังงานอนุมัติเงินงวดมา ก็ช้าแล้วก็ไม่อนุมัตินะครับ ทางส่วนกลางหรือส่วนจังหวัดก็บอกว่าที่ชุมชนเสนอมานี่ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ๑๑ ด้าน และมันก็มีตัวอย่างจริง ๆ ด้วยนะครับ เพราะว่าในอดีต ท่านอาจจะเคยได้ยินว่ามีหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่จังหวัดลําปางก็ใช้เงินกองทุนนี้ ไปสร้างหลักกิโลเมตร ซึ่งมันก็ไม่ได้พัฒนาชุมชนเท่าไร หรือบางครั้งก็เอาไปใช้ในพิธีทําบุญบั้งไฟ อะไรต่าง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่งานที่จีรังยั่งยืนอยู่ในชุมชนอะไรเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเขาก็ได้มีการประเมินผล ได้มีการจ้างมหาวิทยาลัย อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างมหาวิทยาลัยมหิดลไปศึกษาประเมินผลก็พบว่า มีกองทุนที่ประสบความสําเร็จนะครับ แล้วก็กองทุนที่อาจจะมีปัญหา เอาที่ประสบ ความสําเร็จที่ผมจําได้ก็อย่างที่บางปะกง ที่เขื่อนสิริกิติ์อย่างนี้นะครับก็ประสบความสําเร็จ ชุมชนไปสํารวจความต้องการ ไม่ได้เน้นเงินเป็นหลัก แต่เน้นประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก แล้วก็เสนอโครงการที่ตอบสนองกับความต้องการของชุมชน อย่างไรก็ดีคณะกรรมาธิการ โดยอนุกรรมาธิการของเราก็ได้จัดให้มีการสัมมนาและเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้รู้ ทั้งฝั่งโรงไฟฟ้า ฝั่งราชการ ฝั่งชุมชน มาให้ข้อคิดเห็นว่าปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสีย สเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) เขามองกองทุนนี้เป็นอย่างไร อยากจะเห็นทิศทางการพัฒนาเป็นอย่างไรนะครับเราก็พบปัญหา ที่สะท้อนกลับมาจากการสัมมนาแล้วก็ตอบแบบรับฟังความคิดเห็นก็พบว่าปัญหาของกองทุน การใช้เงินกองทุนตามมาตรา ๙๗ (๓) ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน เพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่ผ่านมาก็มีปัญหาดังนี้นะครับ

๑. การพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนไม่ครอบคลุมหรือไม่สอดคล้องกับ ความจําเป็นและความเร่งด่วนของปัญหา โครงการหลาย ๆ โครงการมีความซ้ําซ้อนกับ โครงการตามภารกิจของหน่วยราชการที่ทําอยู่แล้ว

๒. แผนยุทธศาสตร์ของกองทุนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ ประชาชนได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

๓. ข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินกองทุนบางครั้งขาดการวางแผน การดําเนินการให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว เสนอเป็นโครงการระยะสั้นแล้วก็ใช้เงินหมดไป ไม่เห็นประโยชน์อย่างยั่งยืน

๔. ก็คือขั้นตอนการพิจารณาโครงการล่าช้า เตรียมโครงการไว้แต่กว่าจะได้ อนุมัติเขาเรียกว่าข้าวแห้งไปแล้วในนาก็คงทําอะไรไม่ได้

เพราะฉะนั้นแนวทางการปฏิรูปที่คณะอนุกรรมาธิการคณะของเราได้นําเสนอ นี่นะครับเราก็ทําการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่มาจากทางราชการ ส่วนใหญ่ ก็มาจากคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน และสํานักงาน สกพ. นะครับ เราได้มีการ ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลาง ในภูมิภาค ท้องถิ่น เราได้มีการจัดทําแบบสอบถามรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา ๙๗ (๓) และได้มีการจัดสัมมนาครั้งหนึ่งโดยสภา ของเรานะครับ เรื่องการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นเราก็นําผลการสัมมนาและการศึกษา มาประมวลผล เพื่อจัดทําข้อเสนอในการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ท่านสมาชิกครับก็มาถึงข้อเสนอซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายงานนี้ คณะกรรมาธิการ ๒ คณะ ของเราคือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แล้วก็ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็ได้พิจารณา สังเคราะห์วิเคราะห์แล้ว ก็ขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนา ไฟฟ้าในระดับปฏิบัติโดยเน้นการดําเนินงานตามมาตรา ๙๗ (๓) ในเรื่องของการจัดสรร เงินกองทุนเพื่อดําเนินการโครงการชุมชนเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้ปรับปรุงระเบียบของ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานว่าด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟู ท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดําเนินงานของโรงไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้มี ความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับปรุงอย่างไร ปรับปรุงอันแรกก็คือปรับปรุงเกณฑ์การจัดสรร เงินกองทุน โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ประเภท ก ที่มีเงิน ๕๐ ล้านบาทต่อปีขึ้นไป แล้วก็ ประเภท ข ที่มีเงิน ๑-๕๐ ล้านบาทต่อปี จากเกณฑ์การจัดสรรที่เคยมี ๑๑ ด้าน ลดให้เหลือ ๔ ด้าน ทําไมเราถึงเสนอให้ลดเกณฑ์การจัดสรร ๑๑ ด้าน เหลือ ๔ ด้าน ก็เพื่อจะได้มี ความยืดหยุ่นและกว้างมากขึ้น เพราะเดิมมี ๑๑ ข้อมันละเอียดเกินไปก็เลยทําให้กรรมการ จัดสรรบอกว่าไม่เข้า เพราะว่าไม่เข้าข้อนี้ไม่เข้าสักข้อหนึ่งเราก็เลยเสนอให้มีแค่ ๔ ข้อ แล้วเขียนให้กว้างไว้มันจะได้มีโอกาสเข้าได้ง่ายขึ้น คือ ๑. ด้านการส่งเสริมการศึกษาและ สุขภาพก็ได้แก่ทุนการศึกษา ซ่อมโรงเรียน หรือว่าจะซ่อมสุขศาลา สถานีอนามัย ๒. พัฒนา อาชีพหลักเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ ๓. อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ๔.ใช้จ่ายฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้กว้างขึ้นโดยลดจํานวนข้อลงจาก ๑๑ ข้อ เหลือ ๔ ข้อ

อีกอันหนึ่งที่เรากลั่นกรองอาจจะมีการถกแถลงกันมากหน่อย ในอนุกรรมาธิการเราก็คือว่าสิทธิประโยชน์ที่ไม่ได้เคยให้จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่ง กกพ. หรือคณะกรรมการระดับจังหวัดอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยร่วมสมัยนัก แต่จริง ๆ เป็นสิ่งที่ ประชาชนเขาคาดหวังว่าอยากจะได้ว่าเขาอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าเขาน่าจะมีอะไรที่พิเศษกว่าคนที่ อยู่ไกลโรงไฟฟ้าเหมือนเขาเสียสละ เพราะฉะนั้นสิทธิประโยชน์ที่อยู่ในสไลด์ (Slide) หน้า ๑๗ ก็คือเราเสนอว่าอยากให้ กกพ. แล้วก็ คพรฟ. พิจารณาเรื่องโครงการในการลดค่าไฟ ให้กับชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า แต่จะลดเท่าไรเราก็คิดว่าไม่ใช่แจกเงินให้กับรายหัว เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่ดีมีเท่าไรก็ไม่พอ แต่เราคิดว่าลดให้ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็ต้องดูว่ากําลังเงินมีพอที่จะลดได้แค่ไหนด้วยขึ้นอยู่กับเป็นโรงไฟฟ้า ก หรือ ข

อีกอันหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าเขาเรียกร้องก็คือ เขาอยากให้มี การตรวจสุขภาพฟรี อันที่จริงอย่างพวกเราเป็นข้าราชการเราก็ไปตรวจสุขภาพอยู่แล้ว เราเบิกได้ แต่ประชาชนเขาเบิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพฟรีก็เป็นการป้องกัน อย่างหนึ่งไม่ให้เกิดโรคแล้วก็ไปเสียค่ารักษาแพง ๆ เขาก็อยากให้มีการตรวจสุขภาพฟรี แล้วก็เสนอว่าอันนี้ กกพ. น่าจะรับไปพิจารณา หรือจัดหาแพทย์เฉพาะทางมาให้การรักษา แนะนําเป็นหน่วยเคลื่อนที่

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเขาอยากให้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาเป็น ทุนการศึกษาให้เปล่าแก่ลูกหลานของเขาในเขตพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ทั้งในระดับตั้งแต่มัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี หรือจนจบปริญญาตรี ซึ่งเราก็คิดว่าข้อเสนอที่เรารับฟังความคิดเห็นมานี้ก็เป็นข้อเสนอที่เขาคาดหวังแล้วถ้าทาง ราชการมาปรับปรุงระเบียบให้ตอบความคาดหวังของเขาบ้าง เขาก็ไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป มันก็น่าที่จะทําให้โรงไฟฟ้าอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข เพราะเขาเห็นประโยชน์

ข้อเสนอข้อต่อไปก็คือพิจารณากําหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกองทุน รอบโรงไฟฟ้าโรงหนึ่ง ปัจจุบันมันมีปัญหาอย่างนี้ครับท่านสมาชิก บางทีพื้นที่มีอยู่ ๓ ตําบล มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่มีเงินเข้าโรงไฟฟ้านั้นประมาณ ๒๐ ล้านบาท หรือ ๓๐ ล้านบาท คิดว่า ๓๐ ล้านบาทแล้วกันต่อปีมี ๓ ตําบล ก็ได้ไปตําบลละ ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ไปแบ่งโครงการอะไร อยู่ ๆ มาในพื้นที่ตําบลนั้นหรือใกล้ ๆ กันแต่รัศมี ๓ กิโลเมตร มีโรงไฟฟ้ามาตั้งอีก ๑ โรง แต่มีจํานวนเมกะวัตต์แค่ ๙ เมกะวัตต์ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล แล้วก็มีเงินเข้ามาปีละล้านบาท แต่มีตําบลเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ตําบล ท่านก็คิดดูว่าก็จะกลายเป็น ๕ ตําบล แต่มีเงินจาก ๓๐ ล้านบาทแบ่ง ๓ ตําบล ก็กลายเป็น ๓๑ ล้านบาทแบ่ง ๕ ตําบล อันนี้ครับ ความปรองดองที่ ๓ ตําบลเขามีอยู่อย่างสมดุลมันก็จะหายไปเพราะว่าอยู่ ๆ จะต้องเอา ๕ หาร แทนที่จะ ๓ หาร ก็เกิดความคับข้องใจอันนี้เราก็พบว่ามีในหลาย ๆ จังหวัดที่เกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเราก็เสนอว่าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานควรจะได้ศึกษา ถึงความต้องการของชุมชนเดิมที่เขาเคยได้อยู่กับชุมชนใหม่ว่ามันจะลงตัวเป็นอย่างไร ท่านเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามานี่เอาตําบลมาด้วยอีก ๒ ตําบล แต่เงินเข้ามาแค่ล้านเดียวทําให้ ตัวหารมากขึ้นอันนี้ก็เป็นประเด็นนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เราเสนอให้ปรับปรุงในระเบียบก็คือโครงสร้างการบริหาร กองทุน กองทุนนี้แต่ดั้งแต่เดิมเจตนาไม่อยากให้ภาคราชการไปยุ่งกลัวจะถูกกล่าวหาว่าชี้นํา ก็ปรากฏว่าพอคณะกรรมการไม่ได้ลงไป ในส่วนกลางไม่ได้ลงไปเลย ผู้แทนโรงไฟฟ้าก็ไม่มีเลย บางทีก็ใช้วิธีอาจจะเสนอโครงการซึ่งมันดูแล้วไม่เป็นประโยชน์หรือไกลตัวจากชุมชน หรือเป็นโครงการที่อยู่นอกชุมชนก็มี หรือเป็นโครงการที่อาจจะไม่ยั่งยืนอย่างนี้เราก็ได้เสนอ ว่าคณะกรรมการพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับจังหวัดที่เรียกว่า คพรฟ. อยากให้มีผู้แทนของ สํานักงานกรรมการกํากับกิจการพลังงานในระดับเขตซึ่งมีอยู่ ๑๓ เขต มีผู้แทนร่วมเป็น กรรมการด้วยอย่างน้อยจะได้บอกว่าระเบียบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เสนอโครงการมาเสียเวลา แล้วก็ไม่ได้รับอนุมัติต่าง ๆ เหล่านี้ ขณะเดียวกันก็น่าจะมีผู้แทนโรงไฟฟ้าที่จ่ายเงิน เข้ากองทุนเข้าไปอยู่ด้วยอย่างน้อยเขาก็จะได้เห็นว่าเงินที่เขาจ่ายไปไปใช้เรื่องอะไร ไม่ได้มีส่วนได้เสียจากเงินนี้แต่ว่าได้แนะนําว่าใช้อย่างนี้จะดีกว่านะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เราพบก็คือว่าหลาย ๆ กองทุนโดยเฉพาะระดับจังหวัดมักจะให้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับจังหวัด ซึ่งก็เหมาะสมนะครับเพราะว่าท่านเป็นผู้มีบารมี ไม่อย่างนั้นเวลามีชุมชนมาต่อต้านไม่ได้พึ่ง กระทรวงมหาดไทย จังหวัดไม่ช่วยโรงไฟฟ้าก็ลําบาก แต่ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละท่านก็มีความสนใจหรือประสบการณ์หรือความโน้มเอียงภาพลักษณ์ ทัศนคติต่อ กองทุนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนก็มองเห็นกองทุนเป็นเรื่องของชุมชน บางทีก็มองว่า กองทุนนี้มันน่าจะไปช่วยพัฒนาจังหวัดซึ่งมันก็ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน เพราะฉะนั้น ในการสัมมนาผมก็ได้เชิญท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมาท่านหนึ่งท่านก็เป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับเพราะท่านก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ คือท่านสยุมพร ลิ่มไทย ท่านก็เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ท่านก็ยังเสนอเองเลยบอก ไม่จําเป็นต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าก็ได้ แต่คณะกรรมการเราก็ดูแล้วถ้าไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมันก็จะขาดความร่วมมือ ขาดการสนับสนุน ที่ดีจากส่วนภูมิภาค เราก็เลยเสนอว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนตั้งแล้วกัน จะตั้งตัวเอง หรือจะตั้งผู้ทรงคุณวุฒิก็ขอให้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับนับถือนะครับ ขณะเดียวกันคณะกรรมการพัฒนาโรงไฟฟ้าระดับตําบลซึ่งเป็นผู้เสนอโครงการครั้งแรก แทนที่จะเสนอโครงการที่มันเป็นเบี้ยหัวแตก เราก็เสนอว่าอยากให้มีผู้แทนของปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ครู ผู้ใหญ่ในโรงเรียนในท้องถิ่นที่ไม่เอนเอียง ไม่ลําเอียงเข้าร่วมเป็น กรรมการ โครงการมันจะได้เข้าวัตถุประสงค์แล้วก็ไม่ใช่โครงการแบบหาเสียงแบบนั้น อันนี้ ก็เป็นข้อเสนอหลัก ๆ ที่เราได้นําขึ้นมา และนอกจากนั้นเราก็เสนอว่าควรจะกระจายอํานาจ ในการอนุมัติโครงการที่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้คณะกรรมการระดับจังหวัดไปเลย ไม่ต้องเข้ามาที่ส่วนกลางอีก แล้วก็มีบทลงโทษถ้าชุมชนไหนหรือกองทุนไหน โครงการไหน เอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ต้องมีบทลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ขณะเดียวกันเพื่อให้มี กองทุนที่เป็นประเภท ก มากขึ้น กองทุนประเภท ค ก็เป็นประเภท ข มากขึ้น เราก็เสนอให้ ปรับอัตรานําเงินส่งเข้ากองทุนโดยคํานึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการสะสมของ มลภาวะที่อาจเกิดต่อชุมชนนะครับ โดยสรุปก็คือว่าถ้าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเราก็เสนอว่า ควรจะเก็บเงินเพิ่มจาก ๒ สตางค์ต่อหน่วยเป็น ๓ สตางค์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้าพลังน้ํา ๒ สตางค์ต่อหน่วยเท่าเดิม โรงไฟฟ้าจากน้ํามันเตาหรือน้ํามันดีเซลก็เก็บเพิ่มจาก ๑.๕๐ บาท ต่อหน่วยเป็น ๓ บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจาก ๑ บาทต่อหน่วยเก็บ ๒ บาท ต่อหน่วย ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เท่าเดิมนะครับ นี่ก็คือข้อเสนอซึ่งเราหวังว่า ถ้าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานและกระทรวงพลังงานได้รับข้อเสนอเราไปพิจารณา และเห็นประโยชน์ได้ปรับปรุงแล้ว ก็จะทําให้กองทุนได้รับการยอมรับมากขึ้น เราก็หวังว่า ถ้าสภาแห่งนี้ให้การสนับสนุน อนุมัติเห็นชอบรายงานของเราจะเสนอไปที่รัฐบาลแล้วรัฐบาล ก็ส่งไปให้กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานพิจารณาปรับปรุง ระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในเรื่องของวัตถุประสงค์และการมีผู้แทนอยู่ในกองทุน ก็จะทําให้กองทุนบรรลุวัตถุประสงค์สัมฤทธิผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่วางไว้ นี่ก็คือ สรุปของสาระรายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันของคณะกรรมาธิการพลังงานและคณะกรรมาธิการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขอขอบพระคุณครับ