พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ชี้แจงนโยบายสุขภาพถ้วนหน้าว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณหลัก พร้อมเน้นการบริการที่ครอบคลุมทั้งการรักษา ป้องกัน สร้างเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ โดยยกเว้นบริการบางประเภท เช่น ศัลยกรรมความงาม ขณะเดียวกันรับทราบปัญหาความแออัดและข้อจำกัดของระบบ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ รวมถึงความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ จึงเสนอแนวทางปฏิรูประบบสุขภาพผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศควบคุมการเบิกใช้สิทธิ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมจ่าย และการเร่งผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ เช่น ร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และการเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มจากเครื่องดื่มมีน้ำตาล เพื่อสร้างความยั่งยืนและประสิทธิภาพให้ระบบสุขภาพของประเทศอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านและท่านที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ที่มีประโยชน์มาก ดิฉันขอตอบท่านที่ได้กรุณาอภิปรายคอมเมนต์ (Comment) เสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ นะคะ เริ่มจากท่านกษิต ภิรมย์ ท่านพูดถึงเรื่องของการเข้าถึงบริการ สุขภาพนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนซึ่งประเทศไทยเองก็ได้เล็งเห็นในเรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมาที่ได้ทําให้เป็นรูปธรรมก็คือกําหนดสิทธิด้านสุขภาพนั้น เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยทุกคนที่จะได้รับบริการสุขภาพที่ไม่ต้องเสียเงินนะคะ อันนี้ส่วนใหญ่ท่านจะเห็นว่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากงบประมาณของภาครัฐ ทั้งหมดส่วนที่เหลือเป็นประกันทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะแตกต่างกับ อีกหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศทางตะวันตกที่เขายึดหลักว่าประชาชนนั้นก็ต้องมีสิทธิ ทางสุขภาพ แต่ว่าประชาชนก็จะต้องทําประกันตน อันนี้เป็นข้อบังคับโดยการประกันตน ไม่อย่างนั้น จะเป็นเหมือนพวกโซเชียลลิสต์ (Socialist) โดยเฉพาะอย่างของอเมริกาล่าสุดนี้โอบามาแคร์ (Obama Care) หรือว่าแอฟฟอร์เดเบิล แคร์ แอกต์ (Affordable Care Act) ก็คือ ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนทุกคนจะต้องประกันสุขภาพ แล้วก็มีรายการคือ ชุดสิทธิประโยชน์หลักทั้งหลายด้วย อย่างไรก็ตามที่ท่านอยากจะทราบว่าสิทธิประโยชน์ บริการขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง ความจริงแล้วอาจจะตอบได้เพียงกรอบของบริการ เพราะว่า โดยเนื้อหาละเอียดนั้นบางประเทศทํา อย่างประเทศญี่ปุ่นทําสิทธิประโยชน์พื้นฐานออกมา เป็นรายโรค ใช้เป็นหมื่น ๆ ไอเทม (Item) แต่กรอบของมันก็คือขณะนี้เรากําหนดว่า การรักษาพยาบาล การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพนั้น จะมีรายละเอียดในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีการนี่ถ้าหากว่าใส่ชื่อทุกโรคเข้าไป หรือทุกอาการ หรือทุกลักษณะของบริการเข้าไปมันจะยืดยาวมาก ในขณะนี้เขาเพียงแต่ว่าอะไรบ้าง เขาใช้ เอกซ์คลูชันลิสต์ (Exclusion List) ค่ะ คืออะไรบ้างที่ไม่อยู่ในกรอบอันนี้ ในประเทศไทยนั้น เช่นการผ่าตัดพลาสติกเซอร์เจอรี (Plastic Surgery) ที่ไม่ใช่จัดการรักษาเช่นอุบัติเหตุก็ถือว่า เป็นเอกซ์คลูชัน (Exclusion) ไม่อยู่ในรายการอันนี้นะคะ เพราะฉะนั้นพื้นฐานของเราถ้าเผื่อ ท่านดูในรายงานหน้า ๓ จะพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเจ็บป่วยทุกชนิดแทบจะไม่มีข้อยกเว้น อะไรเลย ที่มันจะแตกต่างกันก็คือมันอาจจะมีวิธีการรักษาบางโรค คือโรคนั้นต้องรักษา แต่มันมีวิธีการรักษาหลายวิธี บางวิธีนี่ก็จะอยู่ใน อินคลูชันลิสต์ (Inclusion List) แต่บางวิธี ผู้ป่วยก็อาจจะต้องมีการเสียเงินช่วยโคเพย์เมนต์ (Co-Payment) ด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วก็ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมส่วนใหญ่ที่ต้องจ่ายเพิ่มนั้นส่วนใหญ่จะเป็นค่าห้อง คือในบางกองทุนอยู่ได้ เฉพาะผู้ป่วยในวอร์ด (Ward) สามัญเท่านั้น แต่บางกองทุนให้อยู่ห้องพิเศษได้แต่ด้วยราคาเท่านี้ ถ้าเผื่อราคาเกินกว่านั้นก็ต้องเสียเพิ่มเติมนะคะ ส่วนที่ท่านคอมเพลน (Complaint) หรือของการเข้าถึงบริการที่แน่นมากหรืออะไรพวกนี้ อันนี้ก็เป็นความจริงซึ่งเกิด ในทุกประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะว่าประชาชนซึ่งไม่เคยได้รับ บริการมาก่อนก็จะเข้าไปรับบริการ ถ้าหากว่าอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) หรือว่า โครงสร้างของระบบนี้ไม่ดีพอก็จะมีปรากฏการณ์ของคนไข้ล้นโรงพยาบาลอย่างที่เราเห็นอยู่นะคะ การประกาศ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของเราเมื่อ ๑๐ กว่าปีมานี้ โครงสร้าง ของเราก็จัดว่าดีพอสมควรก็คือมีโรงพยาบาลประจําทุกอําเภอ แต่สิ่งที่ยังไม่เรียบร้อย ก็คือเรื่องของบุคลากรทางด้านการแพทย์และพยาบาลนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชน เข้าไปรับบริการเพิ่มมากขึ้นก็รองรับไม่ไหว
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านบอกว่าน่าจะต้องเตรียมเพิ่มเติม เช่นเรื่องของภาษี อาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพนะคะ ก็ขอเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เคยเสนอไปแล้ว ในวาระการปฏิรูปเพิ่มภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลเกินกว่ามาตรฐานสุขภาพ ซึ่งขณะนี้ก็เสนอผ่าน สปท. ไปแล้วนะคะ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ แล้วก็ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องในขณะนี้ก็อยู่ใน การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีการต่อรองกับผู้ประกอบการในเครื่องดื่มเหล่านี้อยู่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็คงจะทราบในเร็ว ๆ นี้นะคะ
สําหรับท่านคุรุจิตก็เรื่องรายละเอียดของ พ.ร.บ. เอ็นเอชพีบี (NHPB) หรือว่า พ.ร.บ. จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จะขอให้ท่านธีระภาพได้ช่วยอธิบาย แต่อยากจะเรียนว่าเราไม่ได้ให้ท่านเลือกกฎหมาย ๒ ฉบับนะคะ เราเสนอมาคือเนื่องจากว่า เราค่อนข้างจะขยัน คือทําหมดเลย คือเรารู้ว่าเรื่องนี้มันสามารถที่จะเสนอกฎหมายเฉพาะได้ เขาก็ทํากฎหมายเฉพาะขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันคณะทํางานก็มองเห็นว่ามันก็มีกฎหมายอยู่ อีกฉบับหนึ่งซึ่งได้ดําเนินการอยู่เช่นเดียวกันก็คือกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ และความครอบคลุมมันมากกว่า และถ้าหากว่ากฎหมายนั้นสามารถที่จะผ่านและ ลงมือปฏิบัติได้ องคาพยพของกฎหมายอันนั้นจะสามารถทําให้การขับเคลื่อน ในเรื่องของสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างในกรรมการชุดนั้นประกอบด้วยผู้แทนจาก ๓ กองทุน รวมทั้ง ประกันสังคมด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะผลักดันนโยบาย การสร้างความเท่าเทียม มาตรฐาน ของสิทธิประโยชน์หลักก็อาจจะนีโกชิเอต (Negotiate) กันได้ด้วยเมคะนิซึม (Mechanism) ของคณะกรรมการชุดนั้นนะคะ แต่อีกฉบับหนึ่งเผื่อว่ากฎหมายอันนั้นไม่ผ่าน เราก็ยังมี กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเฉพาะอันนี้รองรับซึ่งเส้นทางของมันก็อาจจะใช้เวลานานกว่านะคะ แล้วก็ จะเป็นการยุบรวม ๓ กองทุนหรือไม่ เรียนตอบมาว่าขณะนี้ไม่นะคะ ทั้ง ๓ กองทุน ก็ยังอยู่ท่านจะเห็นได้ว่าเรากําหนดว่าเราจะปฏิรูปให้มีชุดสิทธิประโยชน์หลัก และสิทธิประโยชน์เสริม สิทธิประโยชน์เสริมนั้นเป็นสิ่งที่กองทุนจะพิจารณาให้กับผู้ที่อยู่ใน กองทุนตามที่เขาจะเห็นชอบนะคะ ได้ทราบข่าวว่าขณะนี้แต่ละกองทุน ยกเว้นข้าราชการ ๒ กองทุนกําลังพิจารณาที่จะเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เสริมให้กับสมาชิกของกองทุน ด้วยเช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็มีอีกข่าวหนึ่งก็คือทางกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็คณะทํางาน ที่ทํางานเกี่ยวกับการปฏิรูปในด้านนี้เช่นเดียวกันก็กําลังจะมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เขาเรียก พ.ร.บ. กลมกลืนแห่งชาตินะคะ อันนั้นถ้าเผื่อดูให้ดี ๆ นั่นคือการรวม ๓ กองทุนเข้าอยู่ ภายใต้สํานักงานอันเดียวกัน บริหารจัดการอันเดียวกัน อันนี้เราก็ไม่รู้ว่ากฎหมาย อันนี้จะออกมาเมื่อไร แต่กฎหมายอันนี้ของเราที่เราเสนอผ่านยังคงไว้ซึ่ง ๓ กองทุน เพราะเราคิดว่าการรวมในขณะนี้คงยังไม่ค่อยจะสะดวกนัก แต่ด้วยกลไกของกฎหมาย ทั้งหมดนี้ กฎหมายการจัดตั้งกรรมการสุขภาพแห่งชาติมันก็อาจจะทําให้การบริหารจัดการ เกิดความกลมกลืนขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ต้องไปจัดตั้งให้เป็นกฎหมายแล้วก็มีสํานักงาน ต่างหากนะคะ ท่านคุรุจิตคงจะสบายใจ ขอบคุณท่านเลิศรัตน์ที่สนับสนุน เพราะเรามี ทางเลือก ๓ ทางนี้เราเลือกทางที่ ๑ อย่างที่ท่านว่าอยู่แล้วค่ะ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าว มาแล้วนะคะ ส่วนที่ท่านจะบอกว่าให้มีการประมาณการว่าจะมีเป็นเงินเท่าไรสําหรับสิทธิประโยชน์หลัก อันนี้จะเป็นกระบวนการในการจัดทําสิทธิประโยชน์หลัก เพราะว่าทุกวันนี้แต่ละกองทุนเขาก็ มีการคํานวณสิทธิประโยชน์ราคาด้วยเหมือนกันที่ออกมาเป็นงบที่ขอเสนอต่อรัฐบาล อะไรพวกนี้ แต่ก็ทราบว่ามันมีความแตกต่างกันในแนวคิดเรื่องราคาในแต่ละกองทุน ซึ่งไม่เหมือนกัน ตรงนี้ถ้าหากว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์หลัก ซึ่งมีมาตรฐานอันเดียวกัน เท่าเทียมกันหมดนี้ก็จะมีกระบวนการในการที่จะจัดทําราคาอย่างโปร่งใสเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไป ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นใช้เวลาประชุมกันโอเพน ทู พับบลิก (Open to public) ใน การที่จะจัดฟี ฟอร์ เซอร์วิส (Fee for service) หรือราคาค่าใช้จ่าย คงเป็นกระบวนการ อีกกระบวนการหนึ่งในกระบวนการจัดทําสิทธิประโยชน์ ซึ่งจะทราบเมื่อได้มีการอนุมัติ ให้ทําสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันแล้ว
สําหรับท่านสุรินทร์ก็ขอขอบคุณมากก่อนอื่นท่านก็ทําให้เรารู้เรื่องของ วัฏสงสารเกิดแก่เจ็บตายทํานองนี้ วิกฤตของจํานวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอันนี้เป็นสิ่งที่ตามมา ในทุกประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะประชาชนก็มีโอกาสที่จะเข้ามารับ บริการมากขึ้น อันนี้แหละที่บางครั้งบางคนก็เข้ามารับบริการด้วยสถานะสุขภาพซึ่งอาจจะ ไม่จําเป็นต่อการรักษาพยาบาลเท่าไร มันก็ทําให้คนซึ่งเจ็บหนักจริง ๆ บางครั้งไม่มีโอกาส ที่จะเข้าถึง เนื่องจากคนที่เจ็บน้อยเข้ามาจนเต็มโรงพยาบาลไปหมด เพราะฉะนั้นเราก็คง จะต้องปรับปรุงต่อ ๆ ไปในเรื่องนี้ ส่วนการศึกษาข้อเสนอแนะที่ท่านเสนอมามีประโยชน์มาก ในการใช้ระบบไอที (IT) ควบคุมการใช้สิทธิด้านสุขภาพ ขอเรียนว่าในการปฏิรูปของ กรรมาธิการเราเสนอให้มีข้อมูลที่ไม่ซ้ําซ้อนและโปร่งใสในเรื่องนี้มาแล้ว ก็คือการจัดตั้ง สํานักงานมาตรฐานสารสนเทศของระบบสุขภาพ ซึ่งจะเป็นเหมือนเนชันนัล เคลียริง เฮาส์ (National Clearing House) ต่อไปท่านไม่สามารถที่จะไปเบิกซ้ําซ้อนหรือไปรับบริการ ซ้ําซ้อนแล้วก็มาชาร์จ (Charge) อีกแล้ว เพราะด้วยสํานักงานนี้ระบบข้อมูลของสํานักงานนี้ จะเช็ก (Check) การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลได้จากทุกสถานพยาบาลที่อยู่ในสัญญาของ กองทุน แล้วอันนี้ก็เสนอเป็นวาระปฏิรูปผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เน้นเรื่องการป้องกันปัญหา สุขภาพ ท่านคงจําได้ว่าเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วเราเสนอเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) อันนี้เสนอโดยตรงไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขเองก็รับเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงใน ๕ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังก็จะป้องกันโรคซึ่งป้องกันได้ แล้วการสร้างเสริม สุขภาพด้วยเช่นเดียวกัน สปท. เสนอไปแล้วค่ะ ต้องให้ประชาชนที่จ่ายเงินเพิ่มท่านจะเห็นด้วยได้ ในกรอบการปฏิบัติงานเราเปิดช่องไม่ให้รัฐต้องออกเงินแต่ฝ่ายเดียว คือประชาชน ที่มีศักยภาพที่จะช่วยค่าใช้จ่ายหรือคอสต์แชริง (Cost Sharing) ได้ก็จะมีการเปิดโอกาสด้วย เมคะนิซึม (Mechanism) การดําเนินงานของคณะกรรมการนี่แหละค่ะ เพราะเราก็ทราบดี ว่าคนจนจริง ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วที่รัฐจะต้องอุปการะในประเทศไทยมีอยู่ ประมาณ ๒๐ ล้านเท่านั้นที่เหลือก็สามารถที่จะทําได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แล้วท่านอํานวยก็ต้องขอบคุณที่ท่านชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบบบริการความแตกต่าง ของบริการ ซึ่งด้วยวิธีการของการกําหนดสิทธิประโยชน์ที่จะควบคุมไปถึงคุณภาพของบริการ และการเข้าถึงบริการด้วย เพราะฉะนั้นตัวอย่างของกรณีที่ท่านกรุณาหยิบยกขึ้นมานั้น ด้วยวิธีการที่จะเสนอสิทธิประโยชน์ ซึ่งรวมถึงการควบคุมคุณภาพก็จะทําให้เรื่องเหล่านี้ ค่อย ๆ น้อยลงไปตามลําดับค่ะ