เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ระหว่างข้าราชการกับประชาชนทั่วไป และเรียกร้องให้มีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมประมาณการงบประมาณเพื่อปรับให้เกิดความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม โดยเสนอให้ใช้กรอบอำนาจของร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม และสนับสนุนให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ทุกคนได้รับบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายวาระการปฏิรูป เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน : สิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นก็คิดว่า เป็นเรื่องที่หากดําเนินการให้เป็นผลในทางบวกได้แล้วก็คงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของประเทศที่เราพูดถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเข้ามาปกครองของ ประเทศของ คสช. เองก็เน้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เน้นไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้มีการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา การลดความเหลื่อมล้ําในด้านการดูแลสุขภาพ การรักษาโรค ความเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าตรงประเด็นและตรงกับ การแก้ปัญหาที่เป็นอยู่กับพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๐ กว่าล้านคน ผมคงขอแสดงความคิดเห็น แล้วก็ขอตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการมา ซึ่งข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาความแตกต่างในระบบทั้ง ๓ ระบบ คือระบบของข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นก็ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน ในทุกมิติ ไม่ว่าผู้ดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าการเข้ารักษา การจ่ายเงิน และที่สําคัญคืองบประมาณ ค่ารักษาต่อหัวต่อคน ซึ่งถ้าเราดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อถ้าไม่หยิบข้อมูลนี้มาให้เราดู เราก็คงจะ ไม่ทราบว่าในส่วนของข้าราชการรัฐวิสาหกิจนั้นต่อหัวถึง ๑๔,๐๐๐ กว่าบาทต่อหัวต่อปี ส่วนของอีก ๒ ภาคนั้นก็ตกอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ต่างกันประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่ทางกรรมาธิการก็ได้ขยายแล้วว่าในส่วนของข้าราชการรัฐวิสาหกิจนั้นถือเป็นสวัสดิการ ส่วนหนึ่ง เมื่อมันเป็นสวัสดิการเป็นสิ่งที่จูงใจให้เข้ามาทํางานเพราะว่าการเป็นข้าราชการนั้น ก็ต้องถือว่ามีข้อจํากัดในหลาย ๆ อย่างและในระยะหลังคนที่จบจากการศึกษาหลักสูตร เดียวกัน วิชาเดียวกัน ถ้ามาทํางานในภาครัฐจะได้เงินเดือนน้อยกว่าไปทํางานในภาคเอกชน หลายเท่าตัว ไม่ว่าด้านวิศวกรรม ด้านการเงิน ด้านการแพทย์ คนเป็นหมอถ้าอยู่กับเอกชน เดี๋ยวนี้หุ้นของโรงพยาบาลทะลุฟ้าไปหมดทุกโรงพยาบาลที่เข้าใหม่วันนี้ก็เกินกว่า ค่าไอพีโอ (IPO) ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคนที่ทํางานโรงพยาบาลเอกชนนั้นร่ํารวยกว่าคนที่มาเป็นหมออยู่กับ ข้าราชการ ยิ่งหมอทหารที่ผมเคยเห็นแต่ละท่านพอเกษียณแล้วก็แทบจะไม่มีเงินทองที่จะไป ตั้งตัวหรือดูแลครอบครัวได้ดีเหมือนคนที่อยู่ภาคเอกชน มันจึงเป็นเจตนาของระบบสวัสดิการ ที่ให้กับภาครัฐซึ่งก็เสมอภาคกันในทุกประเทศทั่วโลกผมพูดได้ ถ้าทั่วโลกนี้เขาไม่ให้ ข้าราชการมีสวัสดิการบ้างแล้วใครจะมาเป็นข้าราชการ ประเด็นที่ผมหยิบตรงนี้ขึ้นมา คือความแตกต่างประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน ถ้าเราจะทําให้เกิดอีก ๒ ส่วน อีก ๒ เซกเตอร์ (Sector) มาเท่าเทียมกับภาคราชการ ภาคราชการมีคนแค่ ๔.๗ ล้านคน ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของ ๖๐ กว่าล้านคนที่เราดูแลในด้านสุขภาพอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เงิน เพื่อจะดูแลคนอีก ๖๐ ล้านคน ถ้าคิด ๑๐,๐๐๐ บาท อัตราเต็มต้องใช้ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือประมาณ ๑ ใน ๔ ๑ ใน ๕ ของงบประมาณแผ่นดินเลย เพราะตัวเลขตัวนี้ น่ากลัวมากถ้าเราจะหยิบมาดูแล้วลองมาคูณดู ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทความแตกต่าง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับการดูแลสุขภาพ มันควรจะอยู่ตรงไหน อย่างไร ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้แบ่งไว้เป็นสิทธิประโยชน์หลัก ด้านสุขภาพกับสิทธิประโยชน์เสริม ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าในส่วนของสิทธิประโยชน์เสริม ด้านสุขภาพที่ให้กับข้าราชการนั้นมันถึง ๑๐,๐๐๐ บาทเลยหรือความแตกต่างจากภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ดูตัวเลขเพิ่มเติมว่ามันเป็นอย่างนั้น จริงหรือเปล่า เมื่อกี้มีกรรมาธิการได้พูดถึงการใส่ฟันเทียมก็ต้องเสียเงินนะครับ ข้าราชการ ต้องจ่ายสตางค์ ไม่ใช่ไม่ต้องจ่าย ซี่หนึ่งวัสดุตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ ต้องศึกษารายละเอียดว่ามันต่างกันมากมายอย่างนั้นจริงหรือเปล่า และห้องพิเศษก็ไม่ได้มีไว้ ให้สําหรับข้าราชการทุกคนที่จะใช้ได้ ยกเว้นต้องจ่ายเงินเพิ่ม นอนห้องพิเศษก็ต้องจ่าย สตางค์เพิ่มไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือเป็นรัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้จึงอยากจะฝากเรื่องข้อมูล เพราะว่าถ้ารัฐบาลเขาเห็นข้อเสนอนี้ อันแรกเขาก็ต้องหยิบมาดูมาคูณตัวเลขดูว่าจะทําได้ ขนาดไหน มีสตางค์ไหมในกระเป๋าของกระทรวงการคลัง ภาษีที่เก็บมาจะเพียงพอไหม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังขาดไม่ชัดเจนในเรื่องนี้นอกจากตัวเลขที่ให้เราดูแล้วก็คือ ควรจะต้องให้มีประมาณการเหมือนกันว่าถ้าจะทําชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพหลักมันจะต้องใช้ งบเท่าไร กี่หมื่นล้านบาท กี่แสนล้านบาทจึงจะเท่าเทียมกันในทั้ง ๓ ภาคส่วน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งทางรัฐบาลต้องการตัวเลขอยู่เหมือนกัน หรือที่เขียนว่าสิทธิประโยชน์เสริม ด้านสุขภาพที่ให้กับภาครัฐนั้นมันเป็นเงินเท่าไรมันจึงจะทําให้กระทรวงการคลัง กระทรวง สาธารณสุขหรือกรรมการระดับชาติสามารถพิจารณาได้ว่าเขาควรจะปรับปรุงอย่างไร ถ้าจะไปออกกฎหมายจะแก้อย่างไร
ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๒ คือทางเลือกในการแก้ไขปัญหานี้ คือทางเลือก ในการที่จะจัดทําสิทธิประโยชน์หลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ํา ในทั้ง ๓ ภาคส่วนให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้พูดถึงทางเลือก ๓ ทางแต่ก็ไม่ได้ฟันธงไม่ทราบคุณหมอไม่ชอบฟันธง รัฐบาลก็ต้องไปคิดอีกจะเอาวิธีไหน ใจผมเองก็ไปดูตัวร่าง พ.ร.บ. ที่เสนออยู่ที่ สนช. ร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๑ ได้ให้อํานาจกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นไว้ ทั้งใน (๑) กําหนดทิศทางและจัดทํานโยบายหลักด้านระบบสุขภาพของประเทศทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีทุก ๕ ปี ใน (๘) ประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการบริการสาธารณสุข ที่ผู้รับบริการสาธารณสุขจะได้รับจากหน่วยบริการสาธารณสุข ก็น่าจะเพียงพอที่จะให้ อํานาจคณะกรรมการใน พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะไปดําเนินการ ในการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ในการอาจจะยกร่างกฎหมายต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมาธิการไม่ได้ฟันธง ผมก็ขอฟันธงแทนว่าให้เลือกหนทางที่ ๑ จะได้ไม่ต้องไป ยกร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาตามหนทางที่ ๒ หรือจะต้องไปยกร่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีอีก ก็คงจะสามารถดําเนินการได้ในกรอบนั้น
สุดท้ายก็ขอเรียนว่ายินดีสนับสนุนที่จะให้เรื่องนี้ส่งเข้าไปสู่รัฐบาล เพื่อพิจารณาหาแนวทางในการที่จะปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ อย่างน้อยก็ให้ได้รับสิทธิในการดูแลด้านสุขภาพ สิทธิ ในการป้องกัน สิทธิในการดูแลครอบครัว ทั้งสตรี ทั้งผู้ที่มีครรภ์ต่าง ๆ ให้ได้เท่าเทียมกัน ในทุกภาคส่วน ซึ่งผมเองก็คิดว่าข้าราชการเองก็คงจะไม่ได้ยึดติดว่าเราจะต้องได้มากกว่า พี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไป อะไรที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อะไรที่เป็นการดูแลสุขภาพ ของคนทั่วไปก็คงจะต้องดําเนินการให้ดีที่สุด ก็ขอขอบพระคุณครับและขอสนับสนุนครับ