รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๘/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๑๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ขอบคุณครับ
เรื่องที่ ๓ ได้รับแจ้งจากท่านนายกรัฐมนตรีว่าคณะทํางานประสานพลัง ประชารัฐจะเสนอรายงานของคณะทํางานทุกคณะต่อท่านนายกรัฐมนตรี ในการนี้ นายกรัฐมนตรีขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการ หรือรองประธานกรรมาธิการ หรือผู้แทน ของคณะกรรมาธิการทุกคณะและวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เข้าร่วมฟังการรายงานในวันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ขอให้ประธานทุกคณะได้แจ้ง รายชื่อผู้ร่วมฟังรายงานได้ที่เจ้าหน้าที่ในห้องประชุมสภาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เรื่องเพื่อทราบก็มี ๓ เรื่องดังกล่าวแล้วนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไประเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑๔/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วบริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง ดังนี้
ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดู เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๑๔/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันอังคารที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๙
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น จํานวน ๒ เรื่อง
๑. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ....
๒. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น และร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านสยุมพร ลิ่มไทย รองประธานอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแลการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๒. ท่านสุรเกียรติ ฐิตะฐาน อนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแลตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๓. ท่านศตพงษ์ สุนทรารักษ์ ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ
(นายสยุมพร ลิ่มไทย รองประธานอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแลตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป นายสุรเกียรติ ฐิตะฐาน อนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคลการกํากับดูแลตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และนายศตพงษ์ สุนทรารักษ์ ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้าง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เรียนท่านสมาชิก ผมได้รับหนังสือจากประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น แจ้งว่าจะขอนําเรื่องที่ ๒ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ขึ้นมาพิจารณาก่อน เป็นเรื่องตามลําดับที่ ๑ จะมีสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ผมถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดําเนินการตามนี้นะครับ
๒. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น และร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของกรรมาธิการ หรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจากเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าเสนอชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ก่อนนะครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่น วันนี้พวกเราคณะกรรมาธิการ ด้านการปกครองท้องถิ่น ขออนุญาตนําเสนอผลการศึกษา ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ แต่ก่อนที่จะ นําทั้ง ๒ เรื่องมาเสนอนั้น ก็ขออนุญาตทบทวนว่าเมื่อปลายเดือนธันวาคมของปีที่แล้วนั้น คณะกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่น ได้นําเสนอแผนปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ว่าเราเห็นว่ามีเรื่องสําคัญเร่งด่วนที่ควรจะปฏิรูปทั้งหมด ๕ เรื่องด้วยกัน เป็นการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไป ๕ ประเด็น แล้วก็การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษอยู่ ๓ ประเด็น การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไปนั้น ประเด็นที่ สมควรจะได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนก็มีในเรื่องของโครงสร้างและอํานาจหน้าที่องค์กร ปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป การปฏิรูปในเรื่องของการกระจายอํานาจ การปฏิรูปในเรื่อง ของการบริหารงานบุคคล การปฏิรูปในเรื่องของการกํากับดูแลตรวจสอบ และการปฏิรูป ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ส่วนในเรื่องขององค์กรปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษนั้น ก็จะปฏิรูปในเรื่องของกรุงเทพมหานคร ในเรื่องของเมืองพัทยา รวมทั้ง นําเสนอหลักเกณฑ์ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นั้น ควรจะ มีลักษณะอย่างไรนะคะ เมื่อจําเป็นที่จะต้องศึกษาในเรื่องการปฏิรูปทั้ง ๘ เรื่อง ๘ ประเด็น ดังกล่าวแล้ว คณะกรรมาธิการจึงแบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ อนุกรรมาธิการ
อนุกรรมาธิการชุดที่ ๑ จะมีท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธาน ก็จะดูแล ในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ บทบาท ของท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป เรื่องของ การพิจารณาเรื่องการเงินการคลัง ความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และ ราชการส่วนท้องถิ่น ในประเด็นเหล่านั้น รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ส่วนอนุที่ ๒ จะเป็นอนุกรรมาธิการด้านการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นประธาน ก็จะดูแลในเรื่องของการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล การมีส่วนร่วม
และคณะอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๓ ก็จะดูแลในเรื่องของการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีท่านธวัชชัย ฟักอังกูร เป็นประธาน
ทีนี้สําหรับวันนี้ การนําเสนอผลงานทั้ง ๒ เรื่องนั้นเป็นผลการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ทั้ง ๒ เรื่อง เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ขออนุญาตเริ่มเรื่องที่ ๑ ว่าจากการ ศึกษาสภาพปัญหานั้นก็พบว่า ในการเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นสามารถจะรวมตัวกันเพื่อเข้าชื่อเสนอขอให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติได้ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ กฎหมายนี้ใช้บังคับ แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่า มีพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกระบวนการนี้ ดังนั้น คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการก็จึงเห็นว่าคงจะต้องมีปัญหาอะไรที่จะต้องได้รับ การปฏิรูปและแก้ไข เพราะอันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ส่วนแนวทางการเสนอแนะว่าจะปฏิรูป อย่างไรนั้น ก็จะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ คือท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นผู้นําเสนอ ซึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ที่เขาจะมาร่วม ในการนําเสนอด้วยก็ขอปรับจากท่านสุรเกียรติ เป็นท่านกิริณี จาระนุ่น ซึ่งเป็นนิติกรชํานาญ การพิเศษของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขออนุญาตท่านประธานด้วย แล้วก็ขออนุญาต ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย นําเสนอค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน กระผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนรูปแบบท้องถิ่นทั่วไป ขออนุญาตเรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณา และสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .... ดังนี้ครับ
ความเป็นมาของการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยมีการบัญญัติเนื้อหาเป็นไปตาม มาตรา ๒๘๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่กําหนดว่า ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใด มีจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีสิทธิเข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาท้องถิ่น พิจารณาออกข้อบัญญัติได้ คําร้องขอตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดทําร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นเสนอมาด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ต่อมาได้มี การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีการแก้ไขในเรื่องนี้ โดยระบุในมาตรา ๒๘๖ ว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิ เข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ จํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ให้เป็นไป ตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงได้มีการเสนอขอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิในเรื่องนี้ มีการเสนอขอแก้ไขปรับปรุง โดยไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อเสนอเข้า คณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ แล้วส่งให้สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจสอบทําการแก้ไขปรับปรุง ส่งกลับไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเพื่อเห็นชอบ ส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่การพิจารณาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้น เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงตกไป และสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ดําเนินการยังไม่แล้วเสร็จ หมดวาระไปก่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้รับมอบภารกิจมาดําเนินการต่อไป นับตั้งแต่ ประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ยังไม่ปรากฏว่ามีการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัตินี้แต่อย่างใด ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการนินนาท ขออภัยที่ได้เอ่ยนาม ได้กรุณานําเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้ว
กรอบการพิจารณา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นได้ดําเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีหลักเกณฑ์ การพิจารณา คือ ศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณา มาตามลําดับจนถึงสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาผลการพิจารณาดําเนินการของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และข้อสังเกต ข้อคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ศึกษาร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) ซึ่งระบุไว้ใน หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๕๔ มาตราหรือประเด็นไหนผ่านความเห็นชอบ ของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้วจะยึดเป็นหลัก เว้นแต่มีข้อมูลบางอย่างที่มี การเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็มีจํานวนน้อย
สําหรับประเด็นที่เป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มี ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติเลยเพราะมีความยุ่งยากในการดําเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกําหนดให้ต้องมีผู้เข้าชื่อจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต้องจัดทําร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นเสนอมาด้วย
สรุปสาระสําคัญประเด็นที่ปรับปรุง รวมทั้งหมด ๑๑ ข้อนะครับ
๑. คือเนื่องจากมีประเด็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในเกือบทุกมาตรา เดิมมีทั้งหมด ๘ มาตรา ทางคณะอนุได้พิจารณาแล้วมีการแก้ไข ๗ มาตรา เหลือเพียง มาตราเดียว จึงเห็นควรยกเลิกพระราชบัญญัติเก่าทั้งฉบับ และให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ ฉบับใหม่ขึ้น ทั้งหมดมี ๑๔ มาตรา ซึ่งในรายละเอียดได้แจกจ่ายให้กับทุกท่านไว้แล้วนะครับ
๒. กําหนดนิยามและแก้ไขเพิ่มเติมนิยามเพื่อให้เกิดความชัดเจน เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
๓. กําหนดขอบเขตของการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น มิให้รวมไปถึงข้อบัญญัติ งบประมาณประจําปีหรืองบประมาณเพิ่มเติม เพื่อมิให้แทรกแซงอํานาจของฝ่ายบริหาร
๔. กําหนดจํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยปรับลดจํานวน ลงจากจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เป็น ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมกันไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ในวันที่ ๑ มกราคม ของปีที่มีการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น สําหรับการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครรวมกันไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งจะสอดคล้องกับการกําหนดจํานวนประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๒ (๔) และมาตรา ๑๖๓ ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) มาตรา ๑๓๓ (๓) เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถ เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้สะดวกมากขึ้น
๕. กําหนดรายละเอียดคําร้องขอให้ประธานสภาท้องถิ่นดําเนินการ ให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงเนื้อหาสาระของร่างข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ต้องมีความชัดเจน อย่างเพียงพอ และกําหนดผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใดร่วมลงชื่อ ในการเข้าชื่อดังกล่าวโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้ถือว่าการเข้าชื่อนั้น มีผลสมบูรณ์และจะถอนการเข้าชื่อในภายหลังอีกไม่ได้
๖. กําหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบคําร้องขอให้ประธานสภาดําเนินการ ให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติการปิดประกาศและการคัดค้านรายชื่อผู้เข้าชื่อ การแจ้งให้ผู้แทนของผู้เข้าชื่อทราบเพื่อดําเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเพิ่มเติมให้ครบ
๗. กําหนดให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดําเนินการ ยกร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นและเสนอต่อสภาท้องถิ่นโดยเร็ว เพื่อให้สภาท้องถิ่นต้องพิจารณา ร่างข้อบัญญัติที่ประชาชนเสนอให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์ที่ข้อบังคับ การประชุมสภาท้องถิ่นนั้นกําหนด
๘. กําหนดระยะเวลาในการพิจารณาร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นซ้ํา ในกรณี ที่สภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอมา สภาท้องถิ่นจะพิจารณา ร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นของผู้มีสิทธิเข้าชื่อที่มีหลักการเดียวกันนั้นซ้ําอีกภายในกําหนด เวลา ๑ ปีไม่ได้
๙. การกําหนดโทษอาญากับผู้ที่กระทําความผิดในการเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น และเพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามการดําเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย ในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
๑๐. กําหนดบทเฉพาะกาลให้การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ยื่นต่อ ประธานสภาท้องถิ่นแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าได้กระทําถูกต้องตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ให้ถือว่า เป็นการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้
๑๑. กําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ กล่าวโดยสรุปร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ฉบับนี้ ได้ยกร่างขึ้นโดยยึดถือหลักการสําคัญที่ปรากฏ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ รวมทั้ง ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๙ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นการสานต่องานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้เคยให้ความเห็นชอบหลักการดังกล่าวไว้ เพียงแต่ยังมิได้มีการจัดทําร่างพระราชบัญญัติ ประกอบกับได้ใช้แนวทางของร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้เคยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้วเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาด้วย โดยได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คณะอนุ กรรมาธิการด้านการบริหารบุคคลการกํากับดูแลตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน รูปแบบท้องถิ่นทั่วไปก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหากข้อคิดเห็นใดจะทําให้ร่างพระบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น คณะอนุกรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง ก่อนอื่นอยากจะขออนุญาต ประกาศว่าสําหรับท่านที่จะไปศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะมีรถตู้ ๓ คันให้ไปส่งท่านและรับท่าน เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ที่ประตูทางเข้าอาคารรัฐสภา ๑ นะครับ จากนี้ไปขอเรียนเชิญท่านสมาชิก อภิปรายนะครับ มีท่านแรกก็คือท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ เราก็ไม่ได้ประชุมกันมา ๑๐ วันนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยใช้เวลาหยุดสงกรานต์นี้เปิดเว็บไซต์ (Web site) ไปอ่านเปเปอร์ (Paper) นี้ก็คิดว่า จะมาอภิปรายเสียหน่อย ไม่ได้อภิปรายคัดค้านนะครับ อภิปรายสนับสนุน ต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่เสนอเรื่องนี้มา หลัก ๆ ก็คือเสนอให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให้ราษฎรประชาชนในท้องถิ่นสามารถเสนอข้อบัญญัติได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาส ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการดูแลท้องถิ่นของตนเองนะครับ จากการที่ผมได้อ่าน รายงานนี้ดูก็สรุปได้ว่าสาระสําคัญที่เสนอขึ้นมาแก้ไข ก็คือแก้ไขจํานวนผู้มีสิทธิในการยื่น ญัตติเพื่อขอแก้ข้อบัญญัติขององค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีจํานวนน้อยลงคือ ๑ ใน ๕ หรือไม่น้อยกว่าจากเดิมกึ่งหนึ่งให้เหลือเพียง ๑ ใน ๕ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สําหรับกรุงเทพมหานครก็ต้องไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน และประชาชนอาจจะไม่มีความรู้ ในเรื่องร่างกฎหมายก็สามารถจะเขียนมาได้เฉพาะหัวข้อที่อยากเห็น ข้อบัญญัติ หลักการ และเหตุผล ทางราชการปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะต้องไปหาคนมาช่วยยกร่างให้ แล้วก็ต้อง ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ก็มีข้อห้ามว่าห้ามเสนอเรื่องงบประมาณเพราะองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ๗,๐๐๐ กว่าองค์กรจะไม่ค่อยมีสตางค์ มีแต่ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน แล้วก็เงินอุดหนุนนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเสนอข้อบัญญัติที่ต้องใช้เงินมาก ๆ ก็อาจจะทํา ไม่สําเร็จนะครับ แล้วก็มีการกําหนดโทษผู้กระทําความผิดในการไปชักจูงหรือล่อลวงให้เสนอ ญัตติในทางที่มิชอบด้วย ผมได้อ่านดูแล้วก็มีข้อคิดเห็นข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปนะครับ ก็คือประการแรกก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้ไปศึกษามาดูครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาก็มีอํานาจหลากหลาย ระดับ กทม. เมืองพัทยาก็มีอํานาจมากหน่อย ระดับเทศบาลก็มีอํานาจมากรองลงมา ระดับ อบจ. ก็มีมาก ระดับ อบต. อาจจะมีน้อย อันนี้ก็เป็นไปตามกฎหมายขั้นตอนการกระจายอํานาจของ กระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๔๒ เพราะฉะนั้นข้อบัญญัติที่จะเสนอมันก็ต้องสอดคล้องกับ อํานาจของ อปท. นั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่ไปเสนอเกินไปนะครับ คือมันต้องแมตชิง (Matching) กับอํานาจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ มีอยู่นะครับ ทีนี้ผมก็ได้ศึกษาดูว่า อํานาจที่จะไม่เกี่ยวกับงบประมาณมันจะมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่มันก็จะเกี่ยวมันต้องใช้งบประมาณ ทั้งนั้นละครับ แต่ว่าเท่าที่ดูก็มีอํานาจเรื่องของการขนส่งในพื้นที่ เรื่องวิศวกรรมจราจร เรื่องป้ายบอกทาง เช่น ถนนนี้ของทางหลวงชนบทมันก็สร้างมาบาง แล้วก็มีรถบรรทุก ๓๐ ตันวิ่งผ่าน เดือดร้อนรําคาญวิ่งกันทั้งกลางวันกลางคืน ก็อาจจะเสนอข้อบัญญัติ ห้ามรถบรรทุกมาวิ่งผ่านหน้าบ้านหรือหมู่บ้านนี้ ในเวลาวิกาลหรือห้ามเกินกี่ตันอะไรอย่างนี้ หรือทําป้ายบอกทางเพื่อให้ประชาชนสัญจรโดยสะดวก สะพานกําลังจะพัง ห้ามรถหนักเกิน กี่ตันข้ามไป อย่างนี้เป็นต้น หรือจํากัดความเร็ว หรือวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่วิ่งกันฉวัดเฉวียน ไม่ได้เป็นการบริการสาธารณะ เกิดเป็นภัยสาธารณะ ก็ต้องจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ก็คิดไม่ได้ว่าเป็นอํานาจของ อปท. ที่ออกข้อบัญญัติได้ แล้วบางที อบต. ก็อาจจะหลงลืม มัวแต่ชอบจะทําเรื่องก่อสร้าง ไม่ได้หลงลืมเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนเล็ก ๆ หรือว่า เรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อให้เขามีรายได้มากขึ้น หรือเรื่องจัดทําตลาดเพื่อลด การมีคนกลาง ให้เขาเอาพืชผลมาขายได้สะดวกขึ้น แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของความสะอาด เรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ปัญหาฝุ่น ปัญหาควัน ปัญหาขยะ ปัญหาน้ําเสีย ท้องถิ่นมีปัญหาขยะแน่ ๆ หรืออย่างผมอยู่ใน กทม. มันก็ไม่เหมือนอยู่ในชนบท บางทีตื่นนอนมา ออกมาจากห้องแอร์ (Air condition) เพราะ นอนห้องแอร์ (Air condition) มีคนมาเผาหญ้าในบ้านข้าง ๆ มันก็เดือดร้อนรําคาญแล้ว ถ้าเป็นเมืองนอกเขาถือว่าผิดกฎหมายนะครับ นี่ก็ยังเผากันอยู่ แล้วเดี๋ยวดีไม่ดีก็หน้าร้อนด้วย ก็เดี๋ยวลุกลาม ก็ควรจะออกข้อบัญญัติว่าการที่กระทําอะไรอย่างหนึ่งในบ้านตัวเอง ถ้ามันไป กระทบบ้านคนอื่นมันก็ต้องมีการควบคุม เมืองนอกนี่นะครับผมเห็น บ้านตัวเองถ้าไม่ดูแล ปล่อยให้ทรุดโทรมมีค้างคาว กิ้งก่า แมลงสาบเยอะ ๆ นี่เขาสามารถจะมีมติ คอนเดมน์ (Condemn) แล้วก็ปิดบ้านนั้นได้เลยก็ได้ หรือไปซ่อมให้แล้วมาเก็บค่าซ่อมจากเจ้าของบ้าน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมศึกษามาก็คือ อปท. บางประเภทก็มีอํานาจ อย่างเทศบาล มีอํานาจตั้งสิ่งที่เรียกว่า สหการ คล้าย ๆ บริษัท ก็คล้าย ๆ สหกรณ์นะครับ ผมว่าก็คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน อาจจะเป็นโรงรับจํานําหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นบริษัทที่เอา พืชผลมาขายให้ในราคาทุนอะไร ไม่คิดค่าขนส่งอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็น ข้อบัญญัติที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของขยะ เราไปต่างประเทศนี่ เห็นว่าบางเมืองเขามีแยกขยะ ๒ ถัง บางเมืองมีแยกขยะ ๔ ถัง ผมไปเยอรมนีตอนนี้แยก ๘ ถังเลย ขวดสีต่าง ๆ นะครับ ของเราคงไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแค่ ๒ ถัง แล้วไม่เทรวมในรถคันเดียวกันผมว่าก็ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการ กําจัดขยะ เรื่องของการกําจัดน้ําเสีย ถ้าบ้านเป็นห้องแถวอยู่ติดคลองก็ต้องมีข้อบัญญัติว่า ต้องมีถังบําบัดน้ําเสียก่อนส่งถ่ายลงคลอง อันนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แล้วความเป็น สุขภาพอนามัยของประชาชน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าผมก็อยากจะให้ข้อสังเกตว่า อบต. ส่วนใหญ่ผมว่ามากกว่าครึ่งหรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการเขียนข้อบัญญัติ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีพี่เลี้ยง อาจจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอําเภอเข้ามาช่วยดู แนะนําให้ข้อบัญญัติมันแฟร์ (Fair) ไม่ใช่เขียนข้อบัญญัติแล้วก็ สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จําเป็น
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก็ไม่มีบทกําหนดโทษว่า สมมุติประชาชนเขาขอเสนอ ข้อบัญญัติมา ไม่ถูกนิสัยกับนายก หรือประธานสภา อบต. ก็ไม่เอาเข้าที่ประชุมเสียปีหนึ่ง อย่างนี้ จะมีบทกําหนดโทษหรือไม่อย่างไร อันนี้ก็อยากจะฝากไป แต่โดยรวมก็เห็นด้วย กับรายงานฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบัน พระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการคณะนี้ที่ได้คิดการณ์ไกล แล้วก็ เสนอที่จะแก้ พ.ร.บ. ที่ไม่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้นะคะ ทําให้เกิดการปฏิบัติได้ ดิฉัน ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แล้วก็เป็นการปฏิรูปที่สําคัญ เพราะว่าเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนในเรื่องของการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นสิ่งจําเป็น แล้วก็เป็นเรื่องของ การเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระดับรากหญ้า เป็นการฝึกประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ทําให้ประชาชนรู้ถึงสิทธิของตัวเองว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร แล้วก็บ้านเมืองนั้น เป็นหน้าที่ของทุกคน พวกเขาจะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันเสริม แล้วก็ในที่สุดนํามาสู่ การออกเป็นกฎหมาย แต่สิ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของคําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย มันจะ เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการกระจายโอกาสอย่างแท้จริงที่จะให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาส แสดงทัศนะ แสดงความคิดเห็น หรือว่ามีความสามารถในการริเริ่มประเด็นที่จะมีผลต่อ พวกเขาในอนาคต ทําให้พวกเขาได้กําหนดอนาคตของพวกเขาได้ด้วยตนเอง แล้วที่สําคัญ ก็คือความคิดเห็นของพวกเขานั้นถูกนําไปใช้ในกระบวนการตัดสินใจ แล้วในการปกครอง ส่วนท้องถิ่นเราถือว่าเป็นเรื่องของการกระจายอํานาจ เป็นการกระจายโอกาส ไม่ใช่ การกระจายอํานาจไปเพียงให้สมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลแต่เพียงลําพังเท่านั้น เพราะฉะนั้นกฎหมายตัวนี้จะเป็นกฎหมายที่จะทําให้เรื่องของการกระจายอํานาจเป็นจริงได้ เมื่อเราจะแก้กฎหมายที่ไม่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้จริงให้เกิดการปฏิบัติได้จริง ดิฉันก็มี ข้อเสนอแนะนะคะ ดิฉันจะไม่ใช้เวลาเยอะ แต่ดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ทางกรรมาธิการ ได้คิดดีแล้วว่าจะต้องมีเรื่องของการแก้ไขตรงไหนบ้าง และสิ่งที่อยากจะให้เสริมนะคะ สิ่งที่อยากจะให้เสริมก็คือมาตรการช่วยเหลือ คือเราจะไปอิง พ.ร.บ. เข้าชื่อ ซึ่งเดิมปี ๒๕๔๒ แล้วก็แก้ในปี ๒๕๕๖ ซึ่งการแก้ พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้นมาจากการมีส่วนร่วม ของประชาชน ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ซึ่งดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายในครั้งนั้นแล้วก็ ร่วมเป็นกรรมาธิการในสมัยนั้น ดิฉันจําได้ว่าในตอนนั้นเราก็มีมาตรการช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ดิฉันอยากจะให้มีมาตรการช่วยเหลือที่เข้มแข็งมากกว่า ใน พ.ร.บ. เข้าชื่อในระดับประเทศตรงนั้นนะคะ นั่นเองเป็นที่มาของคําว่า ผู้ริเริ่ม เพราะฉะนั้นอยากให้รอจนถึง ๑๐,๐๐๐ คนหรือว่า ๕,๐๐๐ คนอะไรอย่างนี้ ดิฉันคิดว่า ผู้ริเริ่ม ๒๐ คนก็สามารถที่จะเสนอประเด็นที่จะไปพูดคุยกับสมาชิกหรือว่าผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อที่จะให้ช่วยกันร่างประเด็นหรือว่าช่วยกันร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นออกมา แล้วก็จัดรับฟัง ความคิดเห็นได้ ซึ่งในร่างของกรรมาธิการที่เสนอมานี้ไม่มีมาตรการในการที่จะรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียต่อข้อบัญญัติท้องถิ่นฉบับนั้นเลยนะคะ ดิฉัน ไม่ทราบว่าจะอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าเอาเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกเท่านั้น เพราะฉะนั้น กระบวนการรับฟังความคิดเห็นมันยังไม่สิ้นสุด ทําอย่างไร ประชาชนที่ไม่ได้เข้าชื่อเขา จะทราบว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง อย่าถือเพียงว่าสมาชิกนั้นเป็นผู้แทนของประชาชนอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ต้องไปรับฟังคนอื่น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้มี ๒-๓ ประเด็น ก็คือ ๑. ควรจะมี ประเด็นของการเปิดโอกาสให้มีผู้ริเริ่มได้ และผู้ริเริ่มนั้นเสนอเมื่อทางเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นนั้น ได้จัดทําร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นแล้วก็สามารถที่จะนําไปรับฟังความคิดเห็นแล้วก็เปิดโอกาสให้ ประชาชนมาช่วยกันเข้าชื่อให้ครบจํานวน แล้วก็นําไปสู่การพิจารณาของสมาชิกเพื่อที่จะทํา ออกมาเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ก็จะต้องมีประเด็นที่ชัดเจนว่าสาระสําคัญของ ข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นจะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องอะไรนี้สําคัญมากนะคะ เพราะว่าเรื่องที่ เป็นเรื่องของท้องถิ่นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการบริการสาธารณะ การจัดการทรัพยากร การดูแลเรื่องของศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น เรื่องของการดูแลชุมชนอะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันถือว่าจะต้องชัดเจนเพื่อที่จะให้ประชาชนได้คิดได้ถูก แล้วเข้าใจได้ถูก มันจะต้องมีมาตรการส่งเสริมความสามารถ สร้างเสริมศักยภาพของประชาชน แล้วที่สําคัญ ต้องสร้างเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่เอง สมาชิกเองให้มีความรู้ความสามารถที่จะเป็น พี่เลี้ยงของประชาชนได้ เพราะดิฉันมองว่าไป ๆ มา ๆ ประชาชนเขาตื่นตัว แต่สมาชิก หรือแม้กระทั่งข้าราชการท้องถิ่นเองก็อาจจะยังทําไม่เป็น แล้วสุดท้ายก็จะไม่มีข้อบัญญัติ ท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ ดิฉันดูข้อบัญญัติท้องถิ่นหนึ่งซึ่งดิฉันได้คุยกับท่านประธานนินนาท นะคะว่าข้อบัญญัติท้องถิ่นนี้ประชาชนไม่ได้เข้าชื่อกันหรอกหรือ ปรากฏว่าเป็นข้อบัญญัติ ท้องถิ่นที่ประชาชนเป็นคนริเริ่มจริง ก็คือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ชาว อบต. ท่าศาลาช่วยกันคิด ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งเขาจะต้องต่อสู้กับเรืออวนลาก อวนรุน เรือพาณิชย์ ทั้งหลายที่เข้ามาจัดการทรัพยากรแทนพวกเขา ก็คือสุดท้ายเขาไม่สามารถที่จะดูแล ทรัพยากรได้ เพราะว่าเรือพวกนั้นได้เอาทรัพยากรไปเสียหมดเลยอะไรอย่างนี้นะคะ ในที่สุด ก็ออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งอันนั้นประชาชนเป็นคนริเริ่มแต่ก็ไปบอกให้สมาชิกเสนอให้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่จะทําให้เกิดความง่าย เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรให้มีเรื่อง ของกลไกเหล่านี้ เพราะประชาชนจะให้มานั่งคิดแล้วก็ไปหาให้กว่าจะครบ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕,๐๐๐ ชื่อ ดิฉันว่าสาหัสสากรรจ์เพราะดิฉันเองก็ทํามาแล้ว ๒ ฉบับ ใช้เวลามาก และใช้ทรัพยากรมาก แค่ซีร็อกซ์ (Xerox) ก็ใช้หลายบาทแล้วนะคะ ถ้าอยู่บ้านนอก ที่ซีร็อกซ์ (Xerox) ก็ไม่ได้มีทั่วไปอะไรอย่างนี้นะคะ บางทีเราอาจจะต้องพิจารณาให้ง่ายกว่า พ.ร.บ. เข้าชื่อ ปี ๒๕๕๖ นะคะ อาจจะใช้เลข ๑๓ หลัก แล้วก็มาตรวจสอบก็ได้
นอกจากนี้มีประเด็นในเรื่องของการเปิดเผยรายชื่อ อาจจะต้องไปถามว่า ประชาชนที่วันนั้นที่ลงชื่อมาใช่คุณหรือเปล่า หรือว่าคนอื่นมาลงชื่อแทนอะไรอย่างนี้ มันก็ต้องมีมาตรการที่ตรวจสอบกลับ มีการแจ้งไปให้ทราบว่าท่านได้มาลงชื่อในเรื่องของ การเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันจะมีกลไกอีกเยอะ แล้วก็มี มาตรการที่จะต้องไปพิจารณาเพิ่มเติมขึ้นว่าจะทําอย่างไรให้เป็นจริงนะคะ นอกจากนี้ เมื่อข้อบัญญัติท้องถิ่นเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกแล้ว ในท้องถิ่นนั้นเองจะต้องมี มาตรการอย่างรวดเร็วที่จะนําข้อเสนอของประชาชนนั้นเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว ตรงนี้ดิฉัน ยังมองไม่เห็นนะคะ จะต้องพิจารณาภายในเวลากี่วัน พิจารณาอย่างต่อเนื่องอะไรอย่างนี้นะคะ จะต้องมีมาตรการอย่างไร ไปรับฟังอย่างไร อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งตรงนี้อยากจะให้มี เพิ่มเติม แล้วก็มีมาตรการในเรื่องของการตรวจสอบรายชื่อแล้วแจ้งบัญชีรายชื่อ หรือเพิ่มเติม อาจจะมีอยู่ แต่ว่าอยากจะให้เขียนให้ชัดนะคะ
นอกจากนี้มีอีกประเด็นหนึ่งในหน้า ๙ ดิฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจสําหรับ ในเอกสารหน้า ๙ รวมทั้งในข้อบัญญัติด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านบอกว่า เนื่องจากประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้ว จึงควรกําหนดให้ประชาชนเสนอได้ เฉพาะข้อบัญญัติท้องถิ่นทั่วไปที่มิใช่ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ดิฉันคิดว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนี้มีงบประมาณเยอะ การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณมีความจําเป็น อาจจะไม่สามารถที่จะเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นในเรื่องของ งบประมาณได้ แต่ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการงบประมาณท้องถิ่นนี้ มีความจําเป็นนะคะ ท่านอย่าตัดตรงนี้ แล้วก็ข้อความนี้มันสะท้อนใจ แล้วดิฉันเสียใจ เป็นอย่างมากถ้าท่านบอกว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้ว จบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมามีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ งานการจัดทํางบประมาณ ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่ ในเรื่องของข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย การเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมมีความสําคัญมาก เพราะว่าเงินนั้นมาจากภาษีของพวกเขา ท่านอย่าตัดสิทธิของ พวกเขานะคะ หลายประเทศเขามีการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทํา งบประมาณอยู่แล้ว ตรงนี้ไหน ๆ เราจะปฏิรูป เราจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างแท้จริง ข้อความตรงนี้อาจจะลองพิจารณาทบทวนใหม่ได้ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่ประชาชนเสนออาจจะไม่ใช่ข้อบัญญัติท้องถิ่นในเรื่องของงบประมาณ แต่เรื่องของ การมีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณท้องถิ่นมีความจําเป็น กระบวนการจัดทํา แผนท้องถิ่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่จะต้องบอกไปถึงว่าในแผนท้องถิ่นนั้นจะมีผลไปถึง การจัดทํางบประมาณ และเมื่อจัดทํางบประมาณแล้วประชาชนก็สามารถที่จะเข้ามา ตรวจสอบได้ มาพิจารณาได้ หรือแม้กระทั่งเสนอโครงการได้อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่มันก็ต้อง มีมาตรการที่ชัดเจน แล้วเป็นรูปธรรมนะคะ ต้องขอขอบคุณคะ
ต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม นะครับ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นนายก สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยนะครับ เพิ่งผ่านประสบการณ์แผ่นดินไหวที่ ประเทศญี่ปุ่นมา เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ก็ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ที่ผ่านมานี้ ผมได้ใช้เวลาไปเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ สมาชิก สปท. ที่จะเชื่อมโยงเอาอํานาจหน้าที่ของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะออก ข้อบัญญัติท้องถิ่นอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือว่าประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ก็เป็นเรื่องของการให้ข้อคิดเห็นว่า ข้อบัญญัติที่ท้องถิ่นอาจจะเสนอนี้ ก็ฝากเป็นการเสนอ เอาไว้กว้าง ๆ ว่า การบรรเทาสาธารณภัย หรือว่าการป้องกันสาธารณภัยในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ในวันที่ ๑๔ เมษายน เวลา ๒๑.๒๖ นาฬิกา ซึ่งกระผมและครอบครัวได้เข้าที่พักอยู่ที่ ศูนย์กลางใจเมืองคุมะโมโตะ ในเกาะคิวชู ภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น ได้เกิดเหตุภัยพิบัติ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่งต่อมาทราบว่าวัดแรงสั่นสะเทือนพลังงานได้ถึงแมกนิจูด (Magnitude) ๗ ขณะนั้นผมพักอยู่ในห้องพักชั้น ๕ ครับ ขณะเกิดแผ่นดินไหวนั้นก็อยู่ ในห้องพัก ตกใจมากนะครับ แผ่นดินไหวสั่นสะเทือนทําให้ตัวเองยืนอยู่ไม่ได้ โดนเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ใส่นะครับตอนนั้น ก็ภาวนาอยู่ว่าขอให้สงบโดยเร็วที่สุดเถอะ สั่นอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าวินาที เมื่อแผ่นดินไหว หยุดสั่น ก็สอบถามสมาชิกครอบครัว ก็ปลอดภัยดี ข้าวของทีวีระเนระนาด รีบสวมเสื้อผ้า คว้าพาสปอร์ต (Passport) เงิน เครดิตการ์ด (Credit card) วิ่งลงจากห้องพักลงไปข้างล่าง ตรงนี้ละครับจะเล่าประสบการณ์ ว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราอภิปรายในวันนี้ได้อย่างไร ขณะที่เกิดแผ่นดินไหวในห้องนั้น ก็ตกใจครับ เมื่อเปิดประตูออกมาได้ สิ่งที่จะต้องทําก็คือว่าต้องวิ่งหนีออกจากห้องนั้น ให้เร็วที่สุด จากอาคารให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัย ไฟฉุกเฉินส่องสว่างครับ นี่ละครับ คือข้อบัญญัติของการที่ประชาชนในท้องถิ่นควรจะต้องคํานึงถึง ไฟฟ้ายังไม่ดับ แต่ไฟฉุกเฉิน ติดอยู่ ประตูที่อยู่ใกล้ห้องผมที่สุด ผมพยายามที่จะผลักออกไป เป็นประตูฉุกเฉินอยู่ในโรงแรม ปรากฏว่าโดนล็อกครับ ออกจากล็อบบี (Lobby) นี้ไม่ได้ ผมก็ตกใจว่า เอ๊ะทําไมไม่ สามารถเปิดประตูออกไปได้ ก็กลายเป็นว่าโรงแรมเขาล็อกเอาไว้ไม่ให้คนข้างนอกเข้า คนข้างในไม่ให้ออก แต่ก็โชคดีครับ เมื่อวิ่งไปอีกสุดระเบียงก็ยังมีประตูฉุกเฉินอีกบานที่ ๒ อยู่นอกอาคาร ผลักออกไปได้เลยครับ โอเพน (Open) จากข้างในออกไปได้ก็เป็นบันไดวน ที่อยู่ข้างนอก ก็วิ่งลงไปข้างล่าง ตรงนี้ก็ถือว่าแสดงว่าการออกข้อบัญญัติว่าด้วยการก่อสร้าง อาคาร ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยนี้ ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่พี่น้องประชาชนที่ควรจะต้อง ตระหนักเอาไว้ เมื่อลงไปถึงข้างล่าง เหตุการณ์ผ่านไปได้สัก ๕ นาที ๑๐ นาที คนต่างชาติ รวมทั้งผมและครอบครัวก็วิ่งไปอยู่นอกอาคาร ก็มีรถดับเพลิงวิ่งผ่านมาครับ แล้วก็ตะโกน รถดับเพลิงนั้นเขาประกาศเป็นภาษาญี่ปุ่นครับ บอกว่า ขอให้พี่น้องประชาชนไปรวมตัวกันที่ โรงเรียนประถมที่อยู่ใกล้ที่สุด ห่างไปประมาณ ๒๐๐ กว่าเมตร ขอให้ไปลี้ภัยไปรวมตัวกัน ที่นั่น แต่พวกเรานักเรียนคนต่างชาติก็ไม่รู้จะไปรวมตัวกันทําไมนะครับ รวมตัวกับคนต่างชาติ ด้วยกันอาจจะสบายใจกว่า ก็ไม่มีใครไป แต่สิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดก็คือว่ารถดับเพลิงนั้นผมเชื่อว่า เป็นหน่วยงานของท้องถิ่น ภายใน ๕ นาทีหลังจากเกิดแผ่นดินไหวเขาออกมาอํานวย ความสะดวกแล้ว แล้วก็เมื่อสักครู่ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวสงบลง ลําโพงที่อยู่ในโรงแรมนั้น ก็กระจายเสียง แต่บังเอิญเขาพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วบังเอิญผมฟังได้ ขอให้อยู่ในความสงบ อย่าตื่นตระหนก โปรดรอฟังคําแนะนําจากเจ้าหน้าที่ เขาประกาศซ้ําอยู่หลายรอบ ผมที่ฟัง เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ก็ไม่รอแล้วครับ วิ่งเผ่นลงมาข้างล่างก่อนดีกว่า ประสบการณ์ที่จะเล่าต่อไป ก็คือว่าหน้าโรงแรมที่เราพักอยู่นั้น ภายใน ๑๐ นาที ๑๕ นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว พี่น้อง ประชาชนชาวญี่ปุ่นหอบหมอน หอบเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มเดินขบวนยาวกันเป็นกิโล ๆ ไม่ใช่ ไปทัศนาจรนะครับ เขาเดินลี้ภัย ไม่ได้วิ่งนะครับ เดินไป เพื่อที่จะไปรวมตัวกันที่ ลานปลอดภัยของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เล่าให้เห็นว่าท้องถิ่นเขามี ความเข้มแข็งมากในการมีข้อบัญญัติ ในการฝึกซ้อม ในการปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีการตื่นตระหนก ผมก็เลยถึงฝากเป็นอุทาหรณ์ไว้ว่า ประเทศไทยเราเองก็อยู่ในแนวแผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวภาคตะวันตกไล่ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนลงไปกาญจนบุรี ลงไปถึง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งอยู่บนแนวรอยเลื่อนเช่นเดียวกัน แล้วก็เกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิมาแล้ว เพราะฉะนั้นการออกข้อบัญญัติของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเรื่องของอํานาจหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะ พึงมีต่อการรักษาความสงบ บรรเทาสาธารณภัย ในเรื่องการเกิดน้ําท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว สึนามิ หรือแม้แต่กระทั่งภัยแล้งก็เป็นสิ่งที่น่าจะนําเอาพระราชบัญญัตินี้งัดออกมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ทันที ในกรณีแผ่นดินไหวนั้นถามว่าเกี่ยวข้องกับข้อบัญญัติอย่างไรนะครับ เกี่ยวมากนะครับท่านประธาน ความแข็งแรงของอาคารเป็นสิ่งที่สําคัญเป็นอย่างยิ่ง เกิดเหตุ แผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด (Magnitude) ๗ นั่นผมอยู่ในห้องชั้น ๕ ที่ยืนอยู่นี่ถูกเหวี่ยง ไปขวาเมตรหนึ่ง เหวี่ยงไปทางซ้ายเมตรหนึ่ง ล้มนะครับ อยู่ไม่ได้ แต่อาคารมันไม่พังนะครับ ที่อาคารมันไม่พังก็เพราะว่าข้อบัญญัติของการก่อสร้างอาคาร ในเชิงวิศวกรรมเขากําหนดไว้แล้วว่าจะต้องทนแรงแผ่นดินไหวไม่น้อยกว่ากี่ริกเตอร์ (Richter) หรือเป็นแมกนิจูด (Magnitude) ไม่น้อยกว่ากี่แมกนิจูด (Magnitude) นั่นคือ ความเข้มแข็งของกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยเราตอนนี้น่าจะนําเอาข้อบัญญัติ เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้นะครับ หรือว่าในขณะเกิดเหตุภัยพิบัติหน่วยงานใดจะต้องรับผิดชอบ อําเภอ ตําบล ศาลากลางจังหวัด โรงเรียน หน่วยงานใดที่จะต้องเป็นศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ตรงไหนที่จะเป็นศูนย์ลี้ภัย อาหารจะมาจากไหน ในกรณีของจังหวัดคุมะโมะโตะนั้นก็ภายใน ๑ ชั่วโมงมีรถถัง มีรถทหารเคลื่อนทัพเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อไปตรึงไม่ให้เกิดการจลาจล รถดับเพลิงก็พร้อม แม้แต่สนามบินของจังหวัดคุมะโมะโตะเขาก็ถือวิกฤตเป็นโอกาส ก็คือ ตัวสนามบินพัง อาคารเทอร์มินัล (Terminal) พัง แต่ว่าไม่ได้หยุดการบินโดยสิ้นเชิง เพราะ เนื่องจากรันเวย์ (Runway) ยังใช้งานได้อยู่เขาจึงนําเอารันเวย์ (Runway) มาเป็นที่สําหรับ ให้กองทัพอากาศนําเครื่องบินมาบินลงบินขึ้นเพื่อขนส่งยารักษาโรค อาหาร เครื่องใช้ต่าง ๆ มาบรรเทาสาธารณภัยได้นะครับ นั่นคือประสบการณ์ที่ผมได้รับทราบมาในครั้งนี้
ประสบการณ์ครั้งที่ ๒ ในระหว่างที่ไปประเทศญี่ปุ่นนั้นที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ เรื่องขยะครับ ไม่ว่าจะไปที่ไหนที่ใดก็ตามที่มีถังขยะ ไม่ใช่มีถังขยะอยู่ใบเดียวนะครับ อย่างน้อยมี ๔ ใบ ๕ ใบ เขาจะแยกไว้เลยว่าขยะเผาไฟได้ ขยะเผาไฟไม่ได้ ขยะเป็นขวด พลาสติก ขวดน้ํา ขยะเป็นกระป๋องอะลูมิเนียมอะไรพวกนี้ แยกละเอียดยิบเลยนะครับ เป็น ๔ ถัง ๕ ถัง เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าท้องถิ่นเราสามารถออกข้อบัญญัติให้ประชาชน มีจิตสํานึกในการแยกขยะได้ตั้งแต่ทิ้งขยะออกจากบ้าน ไม่ใช่ไปกองอยู่หน้าบ้านทุกสิ่ง ทุกอย่าง แต่สามารถแยกขยะได้ เราจะสามารถนําเอาทรัพยากรต่าง ๆ มารีไซเคิล (Recycle) หรือว่านํามาใช้ใหม่ได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับตรงนี้ รวมทั้งเรื่องของภัยพิบัติที่เกิด แผ่นดินไหวนั้นในขณะที่เราเปิดวิทยุโทรทัศน์เขาก็แจ้งว่าสามารถที่จะฝากข้อความได้ เป็นหน้าที่เลยครับขององค์การโทรศัพท์ประเทศญี่ปุ่น ถ้าประเทศไทยเราก็อาจจะเป็น ตอนนี้เขาเรียกว่าทีโอที (TOT) ใช่ไหมครับ หรือว่าเอกชนเขาเอามาร่วมด้วยก็ได้ เปิดให้ ประชาชนได้สามารถฝากเมสเซจ (Message) ได้ฟรี เพื่อที่จะให้สามารถสื่อสารไปยังญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ว่าตนเองตกทุกข์ระกําลําบากอยู่ที่ไหน หรือว่าปลอดภัยหรือไม่ อย่างไร สามารถที่จะฝากเมสเซจ (Message) ได้ฟรี นั่นคือการบรรเทาต่าง ๆ ในระหว่างการเกิดเหตุครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญหมออําพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ อดีต สปช. อดีตประธานกรรมาธิการการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ได้มีโอกาสได้อภิปราย คงเป็นการอภิปรายสนับสนุน คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ชื่นชมที่ท่านได้พัฒนางานชิ้นนี้ขึ้นมาแล้วก็ยังมีอีกหลายชิ้น ที่เตรียมที่จะเสนอต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปนะครับ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับ ทั้งรายงานและร่าง พ.ร.บ. นะครับ ในส่วนของรายละเอียดการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นั้น จะขออนุญาตไม่ได้กล่าวถึง กระผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้เสนอนี้เป็นความพยายามที่จะ ปรับดุลอํานาจการอภิบาลสังคม ซึ่งมีด้วยกัน ๓ แบบ ถ้าเราไปศึกษาติดตามจะพบว่า ในอดีตนั้นประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็เน้นการอภิบาลโดยรัฐ กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท (Governance by State) เป็นหลักนะครับ ซึ่งก็เป็นการปกครองแบบรวมศูนย์ สั่งการจาก บนลงล่าง เหมือนเป็นการปกครองแบบเมืองขึ้นนั่นเอง ข้อดีคือทําให้เกิดความเป็นปึกแผ่น จัดการเรื่องที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องเร่งด่วน เรื่องที่ต้องการสั่งการแบบรวมศูนย์ ได้ดี แต่พอสังคมเปลี่ยนไปก็พบว่าระบบนี้ช้า ตอบสนองหลายเรื่องไม่ได้ในสถานการณ์จริง ที่หลากหลายแล้วก็ซับซ้อนมากขึ้นในโลกทุกวันนี้ ในยุคหนึ่งถ้าเราย้อนไปสัก ๒๐-๓๐ ปี ก็จะเกิดการอภิบาลโดยตลาดเกิดขึ้นหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย มาร์เก็ต (Governance by Market) ก็เน้นประสิทธิภาพนะครับ โลกทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ ก็สามารถที่จะพัฒนา ก้าวหน้ามาก็เพราะการอภิบาลโดยตลาดเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสําคัญ อย่างบ่ายวันนี้ มีการประชุมเรื่องประชารัฐ นั่นก็ชัดเจนว่าต้องมีภาคสังคมคือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และภาคประชาชนมาร่วมกันทํา ผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่ ๓ ที่พูดกันชัดเจนในโลกนี้นะครับ ในประมาณสัก ๑๐-๒๐ ปีมานี้ คือการอภิบาลโดยหุ้นส่วนหรือแบบเครือข่าย กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย เน็ตเวิร์ก (Governance by Network) หรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย พาร์ตเนอร์ชิป (Governance by Partnership) ซึ่งสิ่งที่ท่านเสนอนี่ผมคิดว่าไปในทิศทางนี้ คือไม่ได้เป็น การที่มองว่าการอภิบาลสังคมนั้นโดยรัฐอย่างเดียวนะครับ จะต้องให้ความสําคัญกับ ประชาชน แต่คําว่า ประชาชน จริง ๆ แล้วต้องหมายถึงชุมชน หมายถึงการรวมตัวของ กลุ่มผู้คนด้วย ไม่ใช่เพียงแต่แค่ประชาชนที่เป็นปัจเจกเท่านั้นนะครับ กระผมคิดว่าสิ่งที่ ท่านเสนอนี่สอดคล้องกับทิศทางใหญ่และทิศทางที่ควรจะเป็นของการปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจ ซึ่งในส่วนของรายงานข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน พัฒนาข้อเสนอนี้ไว้เมื่อประมาณ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ราว ๆ นั้นนะครับ ทิศทางนี้ชัดเจนว่าประเทศของเราควรจะต้องปรับสู่การลดอํานาจ ลดบทบาทหน้าที่หลาย ๆ เรื่องของส่วนกลางและภูมิภาคลง แต่ส่วนกลางและภูมิภาค ก็ยังมีความสําคัญแต่ควรจะลดสิ่งที่เป็นเรื่องที่รุ่มร่ามลง ในขณะเดียวกันจะต้องไปเพิ่ม อํานาจการอภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ทิศทางนี้ค่อนข้างชัดนะครับ ที่ท่านเสนอนี่สอดคล้องและในขณะเดียวกันนั้นต้องเพิ่มอํานาจและบทบาทของประชาชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับท้องถิ่นมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอนี้กระผมคิดว่า เป็นสัญญาณและเป็นทิศทางการปฏิรูปที่สอดคล้องกับหลักการแล้วก็สอดคล้องกับสิ่งที่ มีการพัฒนาข้อเสนอ และท่านก็รายงานไปแล้วว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ สปช. ได้เคยเสนอไว้ นะครับ กระผมคิดว่ามีเพื่อนสมาชิก สปท. ได้อภิปรายไปก่อนหน้าผม ผมคิดว่าตรงนี้สําคัญ การที่เราไปแก้กฎหมายแค่นี้แล้วไปหวังว่าลดจํานวนประชาชนแล้วก็จะทําให้มีโอกาสเสนอ ข้อบัญญัติได้มากขึ้นมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นมากขึ้นแค่นี้อาจจะยังไม่พอครับ เพราะเราไปมองที่ ประชาชนที่เป็นปัจเจกมารวมตัวกันแล้วก็มาเข้าชื่อแล้วก็ไปมีส่วนร่วม สิ่งที่สําคัญคือการที่จะ ต้องสนับสนุนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงเกิดขึ้น คือสร้างกลไกสร้างเครื่องมือ ในการให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทํา คําสําคัญนะครับ ชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาชนจะเข้มแข็งก็คือต้องมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทําแล้วจะเข้าไปมีบทบาท เพียงแต่ว่าเปิดช่องทางนี้ผมคิดว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีที่สําคัญ แต่จะต้องมีการส่งเสริม ต่อครับ ผมคิดว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นที่จะต้องส่งเสริม อย่างน้อย ๓ เรื่องคือ
เรื่องที่ ๑ ต้องสร้างเสริมพลังอํานาจหรือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทําของ ประชาชน ผมยกตัวอย่างเช่น ผมอยู่ในกรุงเทพในหมู่บ้านซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่า การรวมตัวของ ชุมชนไม่ดีเลย ถ้าเผื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทํา จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นได้อย่างมากครับ
เรื่องที่ ๒ คือจะต้องมีระบบการควบคุม กํากับ ติดตามอย่างใกล้ชิด ดีก็ สนับสนุนเต็มที่ ถ้าไม่ดีก็แก้ไข
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการประเมินผลและพัฒนาต่อเนื่องครับ ท่านเสนอมา ชัดเจนว่ากฎหมายได้เปิดช่องทางไว้แล้ว แต่เป็นการเปิดที่ไม่เอื้อก็เลยไม่มีใครใช้สิทธิ ในตรงนี้ ตอนนี้เราไปแก้ไข แต่ก็ยังมั่นใจไม่ได้นะครับว่าถ้าทําแค่นั้นแล้วประชาชน ชุมชน จะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ๓ สิ่งที่ผมกราบเรียนแล้วน่าจะต้องเป็น เงื่อนไขสําคัญที่จะสนับสนุน
ท้ายที่สุดที่ผมอยากกราบเรียนตัวอย่างครับว่าสิ่งที่มีช่องทางและเปิดให้แล้ว จะต้องมีเครื่องมือมีกระบวนการ ตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ถวิลวดีท่านได้กรุณา ยกไปแล้วคือท่าศาลาครับ จังหวัดนครศรีธรรมราช อบต. ที่นั่นได้มีออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องการอนุรักษ์ชายฝั่ง เรื่องประมงพื้นบ้าน กระผมกราบเรียนว่าบังเอิญงานที่หน่วยงาน ที่ผมดูแลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติเรามีเครื่องมือที่เรียกว่า สมัชชาสุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เราใช้เครื่องมือนี้ไปสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกนะครับ ได้มารวมตัวพัฒนาข้อเสนอ นโยบายครับ เราเรียกว่า เฮลที พับบลิก โพลิซี (Healthy Public Policy) คือนโยบายสาธารณะที่ดี ต่อสุขภาพและสุขภาวะ จากกระบวนการตรงนั้นทําให้เกิดข้อเสนอที่เกิดเป็นข้อบัญญัติ ที่ฝ่าย อบต. ได้นําไปบัญญัติไว้ในท้องถิ่นของเขา โดยที่ไม่ต้องมีการเข้าชื่อเลยครับ แต่มีกระบวนการนโยบายสาธารณะ ขณะนี้ท่านประธานครับ มีชุมชนท้องถิ่นประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ถึง ๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ ได้รวมตัวร่วมคิดร่วมทําทั้งท้องถิ่น เทศบาล อบต. ชุมชน กลุ่มผู้คน หน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคที่อยู่ในท้องถิ่นก็เข้ามาร่วม ได้ทําธรรมนูญสุขภาพ เป็นข้อตกลงกติกาสุขภาวะของเขาในชุมชน ๓๐๐-๔๐๐ แห่ง ทั่วประเทศขึ้นมา ไม่ได้เป็นการไปออกข้อบัญญัติโดยเฉพาะเลยนะครับ แต่บางแห่งเมื่อเขา เห็นว่าเป็นข้อตกลงดี เขาเอาไปเขียนไว้ในข้อบัญญัติ เช่น ตําบลเปือย ที่อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ อันนี้ก้าวหน้ามากเขาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ขยะต่าง ๆ นะครับ ตําบลดงมูลเหล็ก อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ตําบลชะแล้ อําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และมีอีกจํานวนมาก บางแห่งไปกําหนดข้อตกลงเรื่องการปลอดอบายมุข ไปตกลงเรื่องขยะ เรื่องการกําจัดขยะ สิ่งเหล่านี้จะเห็นว่าถ้าทําในพื้นที่ขนาดเล็กสามารถ ทําได้ และไม่ได้ไปเริ่มที่ข้อบัญญัตินะครับ แต่เริ่มกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ให้ทุกฝ่าย มาทํางานด้วยกัน แล้วเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วนําไปปฏิบัติ เพราะเป็น ของเขา โดยของเขา และเพื่อเขาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าตัวอย่างแบบนี้ มีอยู่แล้วครับ จะเกิดนโยบายสาธารณะที่เป็นของชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชน ชุมชนของผม หมายถึงท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าตัวอย่างเหล่านี้ ดี ๆ เหล่านี้ มีในประเทศไทย แล้วเราก็จะได้ช่วยกันส่งเสริม การที่มีจํานวนคนลดลงในการเสนอ ข้อบัญญัติที่ท่านเสนอนั้นเป็นเรื่องที่ดี สุดท้ายผมก็ย้ําว่าต้องสนับสนุนให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในภูมิภาคอยู่ในพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนประชาชน ให้มีกระบวนการนโยบายสาธารณะครับ และบางเรื่องไปบัญญัติในข้อบังคับ ไม่ต้องเข้าชื่อ ก็ได้นะครับ ได้ผลก็แล้วกัน หรือบางเรื่องไปเป็นข้อตกลงของชุมชนและท้องถิ่นร่วมกัน ถ้าเป็นในลักษณะแบบนี้เราก็จะเกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมามากมายแล้วก็ส่วนกลางจะได้เบาแรงจาก การที่จะต้องไปคิดไปทําทุกอย่าง ถ้าเขาได้รวมตัวร่วมคิดร่วมทําจัดการกันเอง พึ่งกันเองมากขึ้น บริหารจัดการที่นั่น หลายเรื่องจะสามารถจัดการได้บนความหลากหลาย บนความแตกต่าง และบนปัญหาที่แตกต่างกันไป ผมก็ขอชื่นชมแล้วขอสนับสนุนรายงานและร่างกฎหมายนี้ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก็คงจะแปลกใจว่าตํารวจขึ้นมาอภิปราย เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จริงท้องถิ่นกับตํารวจนี่มันเกี่ยวข้องกันโดยตรง ผมกดปุ่มเขียว เห็นด้วยรอไว้แล้วครับ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้เอาใจ พลเอก ภูดิศ แม้แต่น้อย แต่โดยหลักการ ของร่างพระราชบัญญัตินี้จะก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเรื่องของการปกครองในยุคใหม่ ในหลักสากลครับ ในเรื่องของการปกครองเท่าที่ผ่านมา ต่อเนื่องกับอาจารย์อําพลเมื่อสักครู่ นะครับ เราปกครองแบบท็อปดาวน์ (Top down) สั่งลงไปแล้วต้องทํา มันล้าสมัยแล้ว มันจะต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมต้องบอตทอมอัป (Bottom up) ด้วย ต้องทูเวย์ (Two way) ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะ กับท้องถิ่น จึงเป็นเหตุผลสําคัญที่ผมจะต้องกดปุ่มเขียวปุ่มแรกรอเอาไว้ แต่จะฉายให้เห็น ปัญหาถ้าหากพระราชบัญญัตินี้ผ่าน ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขด้วยตัวของมันเอง เราจะเห็นว่าทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะมีปัญหาที่เป็นปัญหา โอทอป (OTOP) เป็นปัญหาท้องถิ่น เป็นปัญหาเฉพาะที่ เฉพาะแหล่ง หลายต่อหลายครั้งที่ผมรับราชการ อยู่ในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดด้วย มีม็อบ (Mob) แม่ค้า ตอนนี้ท่านพลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ก็ไปแก้ปัญหาอยู่ ต้องระดับรองผู้ว่ากรุงเทพมหานครไปแก้ปัญหาม็อบ (Mob) แม่ค้า เพิ่งจะจัดการกับคลองโอ่งอ่างสําเร็จในยุคนี้เอง ม็อบ (Mob) รถจักรยานยนต์ รถตู้ ม็อบ (Mob) ไล่ที่ชุมชนแออัดเกิดขึ้นเป็นประจําครับ ในต่างจังหวัดสักนิดหนึ่งครับ ม็อบ (Mob) แย่งน้ํากันในหน้าแล้งและปล่อยน้ําใส่กันในหน้าน้ําหลาก ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ด้วยท้องถิ่น ทั้งสิ้นครับผมให้ดูตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง เอาง่าย ๆ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผมเขียนไลน์ (Line) ไปไม่กี่บรรทัดเพราะมันเป็นปัญหาที่มากระทบกับหน่วยงานของผม สํานักงานตํารวจ แห่งชาติเพียงแค่สุนัขจะกัดตํารวจ สุนัขตัวนั้นถูกตํารวจยิงตายเป็นปัญหา เป็นปัญหาระดับ ทั้ง พลตํารวจเอก รองผบ.ตร. ต้องลงไปดูคดีนี้ สารวัตรคนนั้นต้องไปมอบตัวแล้วยกมือไหว้ ขอขมา ขอขมากับสุนัขหรืออะไรผมไม่ทราบ ผมทนไม่ได้ครับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และพันตํารวจตรีคนนั้นจะต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับสุนัขตัวนั้น ผมถามว่าท้องถิ่นสังคม จะจัดการกับสุนัขจรจัด เอาง่าย ๆ ปัญหาแค่นี้ครับอย่างไรให้สมดุลระหว่างคนรักสัตว์ กับอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนในสังคม ผมค่อนข้างจะใช้คํารุนแรงว่า กลุ่มโลกสวย ต่อมา อีก ๒ วันที่เดิมเลยครับกัดสิบตํารวจโทหญิงส่งโรงพยาบาลครับ แล้วกลุ่มโลกสวยหายไปไหน ไม่รู้นี่ตัวอย่างครับ ดังนั้นปัญหาเหล่านี้ผมจะฉายให้ดูเฉพาะหัวข้อนะครับจะแก้ได้โดย พระราชบัญญัตินี้ครับ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ชัดเจนในกรุงเทพมหานคร วินรถตู้ รถจักรยานยนต์ อนุสาวรีย์ชัยที่ไหนต่อที่ไหน การทําธุรกิจบนทางผมใช้คําว่า บนทาง เพราะมันทั้งถนนด้วย ฟุตปาธ (Footpath) ด้วย ไปเถอะครับแยกจักรพรรดิพงษ์ กล้วยแขก ป้าเล้ง ขายมาตั้งแต่ผมว่าที่ร้อยตํารวจตรีจนผมเกษียณยังอยู่ครับ กระทะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เด็กที่ยืนรอบ ๆ กระทะต้องมาแยกเป็นเจ้า เป็นเจ้า เอี๊ยมสีน้ําเงิน เอี๊ยมสีแดง เอี๊ยมสีเขียว เลยไม่รู้ว่าใครออริจินัล (Original) กันแน่แล้วก็เต็มท้องถนนครับ พม่าล้วน ๆ เข้ามาขายอยู่ ใครแก้ปัญหา แก้ปัญหาอย่างไรถึงจะสมดุลจะให้เขาขายตรงไหน จะให้เขาเลิกไปเลยคงไม่ได้ เพราะเขาไปเช่าตึกแถวเดือนหนึ่งเป็นแสน แล้วเขาขายกล้วยทอดเขาต้องไปส่งกล้วยทอด ถึงไหนทราบไหมครับ ข้ามไปฝั่งธนเซ็นทรัลปิ่นเกล้าครับ
มลภาวะจากการก่อสร้างนี่ปัญหาใน กทม. ชัดเจนครับ ออกไปต่างจังหวัด นิดหนึ่งครับก็เป็นบ่อยที่อินเดียตายไปหลายศพ แถวอยุธยาผมก็มีเยอะ หลายอําเภอ โรงงานผลิตพลุดอกไม้ไฟใครดูแลอยู่กับท้องถิ่น ข้อบังคับเป็นอย่างไร ควรจะไปอยู่ตรงไหน ควรมาอยู่ในตลาดหรือจะต้องจัดสรรไว้ตรงไหน ปัญหานี้น่าขบขันมากครับการเล่นโคมลอย ลูกโป่งสวรรค์ พลุดอกไม้ไฟใกล้สนามบิน ตลกมากครับที่ว่าตลกมากก็คือผมเป็นผู้บัญชาการ ภูธรภาค ๑ ครับก่อนเกษียณอายุผมรับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยผมรับผิดชอบ ลอยกระทงครับเล่นโคมลอยกันรอบสนามบิน ท่านทราบไหมครับ ว่าระยะที่ปลอดภัยห้ามเล่นโคมลอยจากสนามบิน ๒๐ กิโลเมตรครับ ไปถึงแปดริ้วโน่นครับ ๒๐ กิโลเมตร เพราะมันลอยขึ้นไป พอค่ําลงลมทะเลพัดเข้าหาฝั่ง ลมทะเลพัดออกจากฝั่ง มันตกกลางสนามบินล้วน ๆ เลยครับ เพื่อนผมเป็นกัปตันการบินไทยครับ เขาบอกเขากลัว มากที่สุดเพราะมันหลบไม่ได้ แล้วมันดูดเข้าไปในเครื่องมันฟอดเดียวครับ ตกทั้งลํา ที่บอกว่าตลกมากเพราะสนามบินเชียงใหม่งดบินครับ งดบิน คนถูก ยอมให้คนผิดคืองดบิน การบินนี่ถูกกฎหมาย ไปงดบินเพื่อให้เขาเล่นโคมลอย มันตลกไหมล่ะ สายการบิน ต่างประเทศเขางงว่าทําไมประเทศไทยงดบิน งดเที่ยวบินตอนสองทุ่ม กลัวคนเล่มโคมลอย ข้อบังคับท้องถิ่นจะออกเรื่องโคมลอยอย่างไรล่ะ ระยะเท่าไรห้ามเล่น จากสนามบินที่มัน ลอยไปแล้วมันตกลงมา กําหนดโคมลอยขนาดไหนให้เล่นแล้วมันตก ขึ้นไปได้ไม่สูง ไม่ไป เกี่ยวข้องกับอากาศยาน ผมแถลงข่าวผมบอกว่าโทษของการเล่นโคมลอยและน่าจะ เป็นอันตรายต่ออากาศยาน ประหารชีวิต โทษเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ผู้ใดเล่นโคมลอย ในประการที่เป็นอันตรายต่อการเดินอากาศยานโทษประหารชีวิตเลยครับ เพราะ ๕๐๐ ชีวิต อยู่ในเครื่อง เขาไม่เสี่ยงครับ เขาไม่รอให้มันเกิดเหตุ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ พระราชบัญญัติ อาคาร โรงงาน ม็อบ (Mob) ที่ไปต่อต้านโรงงานก็จะไม่มีครับ ถ้ามีพระราชบัญญัตินี้ออกมา ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ออกความเห็น มีส่วนในการปกครองตนเอง การจัดสรรน้ํา แม้กระทั่งเรื่องของการจัดงานรื่นเริงครับ ตอนผมเป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ พวกประเภทคอนเสิร์ต (Concert) ประเภทไปปิดวิกลานกว้าง ปิดวิกขายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ แล้วก็มีวงประเภทพอขึ้นเพลงนั้นจะต้องตีกัน บัวลอยมาเมื่อไรต้องตีทันที ถ้าไม่ตีเล่นซ้ํา ถ้าเล่นซ้ําแล้วไม่ตีอีกคนร้องลงมาตีเอง ตายทุกงานครับ เสียชีวิตทุกงาน ๑๒ ศพครับผมอยู่ที่นั่น จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นการออก ข้อบังคับนี้จะต้องกําหนดในรายละเอียดของทุกเรื่อง ทุกเรื่อง ทุกเรื่อง เป็นการแก้ปัญหาสังคม จัดระเบียบสังคมให้สงบเรียบร้อย ทําไมรัฐบาลต้องลงมาดูแลถึงขนาดจัดวินมอเตอร์ไซค์ครับ ทําไมรัฐบาลต้องลงมาดูแลจนถึงขนาดจะต้องจัดหาบเร่แผงลอยครับ เพราะเราทิ้งกันมานาน แต่เมื่อเข้าสู่ระบบโดยการขับเคลื่อนโดยสภาปฏิรูปและโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ รัฐบาล ไหน ๆ ก็ไม่ต้องมาจัดแล้วครับ สังคมจะจัดตัวเอง เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เปิดปุ่มให้ผมเลยครับ ผมจะกดปุ่มสีเขียวเห็นด้วยเดี๋ยวนี้เลยครับ ขอบคุณครับ
เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อดีต สปช. และรองประธานสภาพัฒนาการเมือง ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ๐๐๕ ครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการที่ได้ยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อน การพัฒนาระดับท้องถิ่น โดยรวมเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่ว่ามีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้ คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาเพิ่มเติมนะครับ คือผมเองผมได้มีโอกาสได้ทํางานกับท้องถิ่น แล้วก็ภาคประชาชนโดยสัมพันธ์จริง ๆ แล้วประมาณสัก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตําบล ที่เรียกว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น จากบทเรียนนี้ในเรื่องของข้อบัญญัติผมสรุปได้ ๔ ลักษณะ นะครับ
ลักษณะที่ ๑ ก็คือว่าการเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มกิจกรรมแล้วก็เห็นรูปธรรม ที่ชัดเจน ท้องถิ่นก็เอาเรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัติ ไม่ได้แปลว่าเสนอเข้าชื่อนะครับ
ลักษณะที่ ๒ ภาคประชาชนเองได้มีการรวมตัวกันแล้วก็เชื่อมโยงกัน แล้วก็ ทําแผนชุมชนทั้งตําบล แล้วก็ยกเป็นธรรมนูญตําบล เป็นข้อตกลงร่วมกัน แล้วท้องถิ่นเห็นดี ก็เอาเรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัตินะครับ
อันที่ ๓ มันมี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนเป็น พ.ร.บ. ของ ปี ๒๕๕๐ ที่เป็นเรื่อง ของการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนในการที่คิดค้น สร้างสรรค์ แล้วก็เสนอแนะต่อท้องถิ่น บทเรียนตรงนี้เองก็ได้ยกระดับไปเป็นข้อบัญญัติได้ในหลาย ๆ เรื่อง
สุดท้ายถ้าไม่ได้จริง ๆ นะครับ ภาคประชาชนก็ส่งตัวแทนไปเป็นผู้บริหาร ท้องถิ่น แต่ส่วนใหญ่ตกหมดครับ แต่คนที่ผ่านไปมีคุณภาพทั้งนั้น สามารถหยิบยกเอา ข้อเสนอดี ๆ ของภาคประชาชนไปเป็นข้อบัญญัติได้
จากบทเรียนทั้ง ๔ บทเรียนตรงนี้เอง ผมกําลังมองถึงเรื่องพระราชบัญญัติ การมีส่วนร่วม ประเด็นสําคัญมันคือการกระจายอํานาจ การกระจายอํานาจ หมายถึง การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนทุกเรื่องในการเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าเสนอ เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้เองผมมองว่า อะไรก็แล้วแต่ที่ท้องถิ่นได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้าไป มีพื้นที่ให้ ประชาชนได้เสนอมันแปลว่าเป็นการยกระดับการพัฒนาท้องถิ่นทั้งหมด ฉะนั้นการมีส่วนร่วม ในการไปทําเป็นข้อบัญญัติมันน่าจะมีหลายช่องทางมากกว่าคําว่า เข้าชื่อ เพราะฉะนั้น การเข้าชื่อผมว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ว่ามันมีความยากลําบากมากสําหรับชนบท การที่จะ เสนอรวบรวมคน ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คน ในการที่จะเข้าชื่อ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี นะครับ แต่ในขณะเดียวกันผมกําลังมีข้อเสนออยู่ว่า แล้วทําอย่างไรให้มองถึงทั้งระบบได้เลย เขียนในเชิงหลักการสําคัญไว้ได้ไหมว่า วันนี้เรากําลังมียุทธศาสตร์ชาติด้วย ทําอย่างไรถึงจะมี ยุทธศาสตร์ระดับท้องถิ่น ผมเห็นโครงสร้างอย่างปัจจุบันในท้องถิ่น มองไปข้างล่างเห็น เลยครับ มันมีชุมชนที่เรียกว่า การรวมตัวโดยสภาองค์กรชุมชน มันมีท้องถิ่น เรียกว่า องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มันมีท้องที่ การบริหารท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้าน และมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ความหมาย ณ วันนี้ นโยบายเชิงแห่งรัฐก็คือว่า นี่คือ ประชารัฐ มันคือโครงสร้างที่มันเป็นอัมเบรลลา (Umbrella) เป็นร่มของตําบล ร่มของ เทศบาล เวทีตรงนี้จะมีพื้นที่อย่างไรให้สภากลางตรงนี้ได้มีโอกาสคิดค้นยุทธศาสตร์ ของท้องถิ่นให้ได้ เขียนตรงนี้เปิดพื้นที่ไว้ ผมว่าการเข้าชื่อก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ตรงนี้ มันคือโครงสําคัญที่เป็นร่มใหญ่ของท้องถิ่น ทําอย่างไรให้มันมียุทธศาสตร์ของท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ตรงนี้จะเป็นร่มให้กับข้อบัญญัติเล็ก ๆ เล็กๆ หรือข้อบัญญัติใหญ่ ๆ ก็ได้ มันรวมถึงข้อบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องงบประมาณด้วย ฉะนั้นผมกําลังคิดว่าถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขียนไปแตะถึงเรื่องยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นด้วย แล้วก็มีกลไกที่มันมีองค์ประกอบอยู่แล้ว ทําอย่างไรที่ให้กลไกนี้มันมีพื้นที่ได้มีโอกาสมาเจอะมาเจอกันมันมี พ.ร.บ. รองรับทั้งหมด แต่ให้เป็นเรื่องของเสริมให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมให้เวทีกลางเหล่านี้เกิดขึ้น ได้ด้วย พอมันเป็นยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ตําบล มันโยงกันได้ทั้งหมด พอมี ยุทธศาสตร์ตําบล พอเวลาทําข้อบัญญัติมันก็มีชุดของข้อบัญญัติภายใต้ยุทธศาสตร์ท้องถิ่น อันนี้คือประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ บทเรียนที่ผ่านมาท้องถิ่นมีแผนพัฒนา ๕ ปี แต่ว่าแผนพัฒนา ๕ ปีนั้น กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากกว่าคําว่า ประชาคม มันคืออะไร ผมว่าเวทีของประชารัฐ สภาประชารัฐ หรือสภาพัฒน์ตําบล สภาพัฒน์เทศบาลก็ได้ ตรงนี้ น่าจะเป็นพื้นที่กลางให้กับภาคประชาชนได้มากขึ้น และในขณะเดียวกันวันนี้นี่เองต้อง ยอมรับข้อเท็จจริง ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนเอง มีการเชื่อมโยงรวมกลุ่ม รวมองค์กร ทําแผนพัฒนาของท้องถิ่นของตัวเอง ที่มากกว่าท้องถิ่นของตัวเองก็คือมีลักษณะความเป็น กลุ่มนิเวศผืนป่า ลุ่มน้ํา พื้นที่ที่ดินที่มันเชื่อมโยงติดกัน มันมีความหมายของท้องถิ่นระหว่าง ท้องถิ่นด้วย มันมีความเป็นเครือข่ายท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เองถ้ามันมีความเป็น พื้นกลาง เวทีกลาง มากกว่าคําว่าเข้าช่วยด้วย ผมว่ามันจะเป็นประการที่ดี
อีกประการหนึ่ง ณ วันนี้เองทําอย่างไรถึงจะให้กระบวนการของที่มันเป็น มูฟเมนต์ (Movement) ในการทํากิจกรรมที่มันสร้างสรรค์ บทเรียนประสบการณ์เยอะครับ ตามภาคอีสานเองก็เยอะ กรณีที่มีบางตําบลที่เขาสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เขาสนใจเรื่อง พันธุกรรม เขาสนใจเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรม มูฟเมนต์ (Movement) เหล่านี้เอง เป็นมูฟเมนต์ (Movement) กลาง แล้วก็เปิดเวทีกลางร่วมกับท้องถิ่นท้องที่ ในการยกระดับ เรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัติได้เลย ทําอย่างไรถึงจะมีเรื่องเนื้อหาเหล่านี้เข้าด้วยนะครับ
ประการสุดท้ายเองนะครับ ผมกําลังคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เอง ถ้ามันเป็น พ.ร.บ. ที่ส่งเสริมด้วย สนับสนุนด้วย ที่มากกว่าคําว่า รอตั้งรับ มีผู้แจ้งความจํานงแล้วเราก็ไป ส่งเสริมในการเขียนข้อบัญญัติต่อ ถ้าสมมุติเรามีแนวทางเชิงรุกว่าเปิดพื้นที่แล้วก็ไปส่งเสริม สนับสนุนมูฟเมนต์ (Movement) ที่มันมีรูปธรรมอยู่ภายใต้กลุ่มนิเวศของท้องถิ่นนั้น ๆ มันจะ มีภาพความสวยงามของตําบล ของเทศบาล ของอําเภอต่าง ๆ ได้ สาระสําคัญตอนสุดท้าย ผมอยากจะบอกว่า วันนี้ทิศทางสําคัญของรัฐเองกําลังมองถึงเรื่องความร่วมไม้ร่วมมือของ ภาคีภาคส่วนต่าง ๆ วันนี้ในระดับพื้นที่ชนบท พื้นที่เมืองมันมีความหมายคําว่า ชุมชนบวก ท้องถิ่น บวกท้องที่แล้วก็บวกกับหน่วยงานและภาคเอกชนด้วย ทําอย่างไรให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้มีโอกาสส่งเสริมสนับสนุนให้โครงสร้างที่มันเป็นทางการอยู่แล้วให้มันเปิดพื้นที่กลางแล้วให้ ทุกคนภาคส่วนได้มามีส่วนร่วมมากขึ้นผมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีความสมบูรณ์แล้วก็มากกว่า ความเป็นปัจเจก มากกว่าความเป็นว่าฝ่ายที่อยากได้อะไรแล้วก็เสนอแล้วก็ให้สนับสนุนให้มัน มีกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย สังคมท้องถิ่นจริง ๆ แล้วมันคือครอบครัวเดียวกันถ้าเรา ไม่แยกแล้วเปิดพื้นที่ให้ทุกส่วนมามีส่วนร่วมผมว่ามันมีความสวยงามของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ สนับสนุนเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก่อนที่ท่านสุดท้ายจะอภิปรายนะครับ ฝากกรรมาธิการ ลองติดตามผลการประชุมเชิงปฏิบัติการที่จังหวัดชุมพรวันนี้ครับ เป็นการทํากระบวนการของ การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัด โดยการมีส่วนร่วมของสิ่งที่คุณกษิดิ์เดชธนทัต ได้พูดไว้นะครับ โดยมีท่าน สปท. ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ได้ประสานงานในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ มีประธานสภาชุมชน องค์กรชุมชน คือคุณจินดา บุญจันทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ สปท. เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง รูปแบบอย่างนั้นเป็นรูปแบบแนวทางประชารัฐ คือทั้งราชการ ทั้งภาค ท้องที่ ท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนของภาคประชาสังคมในชุมชนได้มีส่วนร่วมกันในการระดม ความคิดและจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่ามีมากกว่า ๑๑ จังหวัดแล้ว ที่ขับเคลื่อนอย่างนี้ แล้วบ่ายวันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เชิญพวกเราไปก็คือประธานกรรมาธิการ รองประธานหรือผู้แทนของทุกคณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายของ สปท. เพื่อได้ทราบถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศภายใต้การขับเคลื่อน บนแนวทางประชารัฐของ ๑๒ คณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็จะมีรูปแบบใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมากที่เอามาเชื่อมโยงกับข้อเสนอในส่วนการปฏิรูปท้องถิ่นของเรา การปฏิรูป เศรษฐกิจของเรา การปฏิรูปด้านสังคมชุมชนเป็นต้นนะครับ ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ติดตาม รายชื่อตัวแทนนะครับ ขณะนี้เพิ่งส่งมา ๕ คณะนะครับรวมทั้งกรรมาธิการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายของ สปท. ก็ขอให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่นะครับเพื่อที่เราจะได้แจ้งไปยังทางรัฐบาล ซึ่งจะเริ่มเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา นะครับ เราจะออกจากนี่ตอนเที่ยงนะครับ ต่อไปท่านสุดท้าย ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม แล้วก็อดีตรอง ปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทั้งหลาย กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ขึ้นปีใหม่นี้ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าผมเป็นคนไทยมากขึ้น เพราะเนื่องจากท่านกรรมาธิการ ทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าผมก็คงจะมีสิทธิที่จะไปเข้าชื่อ เสนอญัตติร่างต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ อบต. หรือที่ไหนก็ตามเมื่อผมย้ายภูมิลําเนาไปนะครับ แล้วก็ปรับใหม่ว่าแทนที่จะเดิมนะครับ ๑ ใน ๒ ของประชากร ผมไปเปิดดูในอินเทอร์เน็ต (Internet) ปี ๒๕๕๖ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผู้มีสิทธิออกเสียงนะครับ ๔,๒๔๔,๔๕๒ คน ถ้าเก่านะ ครึ่งหนึ่งผมต้องไปหาคนมาช่วยร่วมร่าง เขาเรียกลงชื่อร่วมนะครับ ครึ่งหนึ่งก็คือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ผมจะไปหาที่ไหน ผมคิดว่าไม่มีทางเลย เกิดอีกร้อยชาติก็ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นใครที่เลือกตั้งไปแล้วฉันก็อยู่ไปเรื่อย จะทําอะไรก็เป็นเรื่องของฉัน ท่านประธาน ท่านก็รู้อยู่ว่า ท่านก็เป็นผู้บริหารสูงสุดของ กทม. มา ผมคิดว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น เทศบาล อบต. นะครับ หรือ กทม. หรือเมืองพัทยาก็ตาม ที่ไหนมีการเลือกตั้ง ที่นั่นต้องมี ศัตรู ถ้าไม่จริงไปดูก็ได้ เพราะมีฝ่ายฉันก็ต้องมีฝ่ายเธอ ถูกไหมครับ การแข่งขันกันไม่ว่า ประเทศไหนเลย เชื่อเถอะเมื่อไรที่ลงการแข่งขันกันแล้วไม่มีวันที่จะมีความสามัคคี เพราะว่า ถ้าสามัคคีกันแล้วมันก็ต้องใช้ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี นะครับ ความสามัคคีคือนํามาซึ่ง ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ผมคิดว่าที่ไหนก็ตามที่การบริหารใช้นโยบายร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ และร่วมกันฟังเสียงปรบมือจากประชาชน ที่นั่นไม่จําเป็นต้องมีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เลย เพราะเมื่อเขาจะขึ้นมาก็ออมชอมกันว่าเธอทําดีก็ขึ้นไป เธอทําไม่ดี หรือผลัดกัน ฉันก็ขึ้นบ้าง แต่จริง ๆ ของสังคมโลกไม่ใช่เป็นเช่นนั้น อํานาจมันทําให้คนตาบอดมืดมัว เขาก็ บอกเลยว่าเมื่อไรที่คนมีอํานาจ มีเงินตรา ๒ อย่างนี้ก็จะทําให้สังคมเสื่อมทรามได้เสมอ เมื่อมี อํานาจก็หาเงิน เมื่อมีเงินก็หาอํานาจ ผมเลยจะกราบเรียนว่าการกระจายอํานาจนี้เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มีมานานนะครับ มีมานาน แล้วก็ควรจะต้องทําต่อไป การปรับใหม่ของท่านนี้บอกว่า ในหน้า ๙ นะครับ บอกว่าเป็นการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นต้องมีผู้ลงนามไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อันนี้ผมเข้าใจเลยว่าถ้าเอา ๑ ใน ๕ ของกรุงเทพมหานคร ๔,๐๐๐,๐๐๐ ผมต้องไปหา ๘๐๐,๐๐๐ ครับ ไม่มีทางเลย ใช่ไหมครับ แต่ว่าท่านก็เขียนว่าไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน ทีนี้ผมนึกถึงว่าถ้าผมอยู่ อบต. บ้านนอก มีประชากรแค่สัก ๔,๐๐๐ คน ผมจะต้องไปหานะ ถ้า ๔,๐๐๐ คน ผมต้องไปหา ๑ ใน ๕ หาไม่ง่ายนะครับ ไม่ง่ายนะครับ ไม่ง่าย หาไม่ง่ายนะครับ หายาก และยิ่งอยู่ใน ชนบทที่จะมาหาคนมายื่นญัตติ ก็คือว่าเมื่อไรที่ยื่นข้อบัญญัติใหม่ก็คือว่ากําลังจะบอกว่า ผู้บริหารไม่สนใจทุกข์สุขของประชาชน เอาละไม่เป็นไรอันนี้ผมฝากไว้ให้ท่านคิดดูว่าอันนี้ มันมีปัญหาไหม แต่ว่าผมเห็นด้วยว่าอันนี้ผมจะต้องสนับสนุน ที่พูดทั้งหมดนี้คือสนับสนุน ทีนี้พอมาดูถึงมาตรา ๘ ของท่าน มาตรา ๘ เขียนไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ประธานสภาได้รับ คําร้องตามมาตรา ๖ แล้ว ให้ตรวจสอบรายชื่อให้ครบถ้วนตามมาตรา ๗ และให้ส่งคําร้องนี้ ไปผู้บริหาร ถ้าเป็นประธานสภาก็ต้องส่งไปนายก อบต. เพื่อที่จะพิจารณา และเขียนไว้ เลยว่าให้สภาพิจารณาโดยเร็ว ให้โดยเร็วภายในสมัยประชุมนั้น หรือสมัยประชุมถัดไป ผมยกตัวอย่างว่าถ้าผมอยู่ที่ อบต. ไหน หรืออยู่กรุงเทพมหานคร ผมก็อยู่มาด้วยความสุข แต่ไม่ใช่เป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่ ๆ เป็นหมู่บ้านเก่า ๆ เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิก สปท. ท่านหนึ่งกล่าว ผมก็อยู่อย่างนั้น อยู่ ๆ พอบ้านข้าง ๆ บ้านเขาย้ายไปอยู่บ้านใหญ่ ๆ บ้านหลังนี้ เขาก็ให้เช่า พอประกาศเช่าปุ๊บคนก็มาเช่า มาเช่าปุ๊บก็ทําให้ผมสุขภาพเสียหาย เช่น ทั้งคืน ทั้งวันเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ตลอดเวลานะครับ และถ้าร้ายกว่านั้นถ้าใครมีอาชีพ หรือว่าอาชีพ ต้มทอง รู้จักต้มทองไหมครับ ต้มทองนี่มันจะมีกลิ่นอย่างแรงเลย หลังคานี่ผุหมดเลยนะครับ คําถามว่า สมมุติยังไม่มีข้อบัญญัตินะ ถ้ากรุงเทพฯ นี่ผมว่ามีแล้ว แต่ว่าถ้าอยู่บ้านนอก ไม่มี ผมต้องยื่นอย่างไร กว่าจะพิจารณา ผมก็ตายผ่อนส่งทุกวัน มีไหมเหมือนกับศาลปกครอง ว่าขอคุ้มครองฉุกเฉิน พอยื่นไปแล้วนี่ท่านพิสูจน์กัน นํามาพิสูจน์วันนี้เลยว่าอันนี้มันทําลาย สุขภาพต่อผมและประชากรใกล้ ๆ อย่างนี้ต้องคอยการประชุมถัดไปไหมของสมัยการประชุม ผมอยากจะกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้ดีหมด แต่ผมคิดว่าน่าจะ น่าจะนะ สําหรับในกรณีที่ ฉุกเฉินหรือที่เห็นคลิป (Clip) นะเมื่อสงกรานต์นี้ ตํารวจจราจรท่านหนึ่งผ่านมา มีหญิงสาวชายหนุ่มร้อยแปดสาดโครม คิดว่าหลายท่านดูแล้ว มอเตอร์ไซค์แฉลบไปกระแทกกับฟุตปาธ (Footpath) ฟุตปาธ (Footpath) ก็สูง แทนที่จะ ไม่ตาย ตาย เพราะเนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไปกระแทกฟุตปาธ (Footpath) แล้วก็ ๒-๓ ตลบ หัวโหม่งพื้น ผมไปดูฟุตปาธ (Footpath) ในต่างประเทศมาหลายประเทศ เอาใกล้ ๆ เลย ที่ประเทศลาว ถ้าข้ามจังหวัดอุบลราชธานีไปที่ช่องเม็ก ฟุตปาธ (Footpath) ที่เขาเชื่อมกับ ถนนนี่นะครับแค่นิ้วเดียว แล้วเป็นสโลป (Slope) ด้วยซ้ํา คําถามว่าที่ผมพูดอย่างนี้ทําไม สมมุติว่าผมอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่สมมุติแล้วขณะนี้ผมอยู่กรุงเทพมหานคร ผมอยากจะ เสนอข้อบัญญัติว่าให้กรุงเทพมหานครไม่ทําฟุตปาธ (Footpath) ให้ชันแบบนี้ ให้มันเตี้ย ให้มันสโลป (Slope) สโลป (Slope) ดีอย่างไรครับ เวลาน้ําตกลงมาน้ําก็ไหลลงเร็วก็ไม่เป็น ตะไคร่เวลาคนเดินปุ๊บก็ไม่ลื่นนะครับ อย่างนี้ผมต้องใช้คนเยอะมาก ๕,๐๐๐ คน ผมจะไปเอา ที่ไหน ในหมู่บ้านบางหมู่บ้านยังไม่มีเลยคนครบอย่างนี้นะครับ ผมก็เลยคิดว่าถ้าในอนาคต ทําให้มันง่ายขึ้นกว่านี้ แต่อันนี้ดีที่สุดแล้วผมว่าดีแล้ว แต่ผมมองว่าท่านปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประธานเก่า ถ้าประธานปัจจุบันนี้ท่านก็เห็นว่าฟุตปาธ (Footpath) เราบางแห่ง หนาแค่นี้ สูงขนาดนี้นะครับ โอ้โฮท่านไม่ต้องเอาแค่ว่ารถไปชนฟุตปาธ (Footpath) แล้วก็ หัวน็อก (Knock) พื้นตาย เอาแค่เปิดประตูรถ รถก็พังแล้ว ไม่ทันเห็นพอจอดปุ๊บตรงนี้ สีขาวแดง จอดไม่ได้ ไปที่จอดได้ก็คือไม่มีสีขาวแดง ไม่มีสีเหลืองขาว พอเปิดมาปุ๊บก็ครืด รถก็พัง ผมยังคิดว่าอย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะลองไปพิจารณาเพิ่มนิดหนึ่งว่า ในกรณีฉุกเฉิน ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ผมก็ถือว่าสําคัญมากนะ อย่างอื่นยังคอยได้ อย่างนี้ยื่นแล้วต้องพิจารณาฉุกเฉินไหมนะครับ ถ้าท่านใส่อีกนิดหนึ่งผมก็จะมีความสุข มากที่สุดเลยครับ ก็กราบขอบพระคุณมากครับ
ยังมีสมาชิกได้แสดงความจํานงเพิ่มเติมอีกท่านหนึ่งนะครับ ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ของผมสั้น ๆ นะครับ ก็เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการ ท่านได้เสนอรายงานดังกล่าวนี้นะครับ แต่อยากใช้โอกาสนี้ผ่านไปเพื่อจะแก้ปัญหาเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจะแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่น ที่เห็นชัด ๆ นะครับ อยากจะสื่อไปยังท้องถิ่น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ในขณะที่ เราขับรถจะมาสภานี่ครับ ลงจากสะพานซังฮี้มา อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการบริหารส่วนท้องถิ่น ผมก็อยากให้ประชาชนมีโอกาสในการจะแก้ปัญหา จะเสนอ เป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นอะไรก็ได้นะครับ เราลงจากสะพานซังฮี้มาในส่วนทางแยก แล้วมันเป็น อย่างนี้อีกหลายจุดครับท่านประธาน ประชาชนนะครับเห็นรถว่าง ๆ วิ่งจากโรงเรียน เซนต์คาเบรียลมา มาถึงทางแยกซึ่งรถมันสามารถเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานซังฮี้ได้ ปรากฏว่า ตรงนั้นเป็นป้อมตํารวจครับท่านประธาน แล้วก็ห้ามรถวิ่งขึ้นสะพานซังฮี้ ใครเลี้ยวซ้ายปั๊บ จอดเป็นตับเลยเพื่อจะปรับครับ ถามไปถามมา บอกเอ๊ะแล้วจราจรนี้นะครับ กําหนด สัญญาณกันอย่างไร เขาบอกว่าสัญญาณจราจรกําหนดโดยกรุงเทพมหานคร ส่วนคนจับคือ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ประชาชนเดือดร้อนอยู่ทุกวี่ทุกวัน เราขับรถมาลงสะพานซังฮี้มาสภา เห็นถึงสภาพปัญหาอยู่เต็มตาอยู่ทุกวันว่าตํารวจนี่นะครับ ผมว่าตํารวจก็ไม่ผิดหรอก เพราะสัญญาณจราจรนี้นะครับ เขากําหนดห้ามเลี้ยวซ้าย ขึ้นสะพานทั้ง ๆ ที่มันว่าง แต่มันก็ปล่อยให้เกิดสภาพแบบนี้ครับท้องถิ่น แต่ขาดคน รับผิดชอบนะครับท่านประธาน ไม่มีใครดูแลรับผิดชอบชาวบ้านที่ประสบเคราะห์กรรม จะใช้ถนนขึ้นแค่สะพานซังฮี้ถูกจับ นะครับ ทุเรศนัยน์ตา จอดรถกันเป็นตับ ท้องที่นี้นะครับเข้าใจว่า ถ้าผิดถูกอย่างไรไม่แน่ใจ ตํารวจนะครับ อยู่สามเสนหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่อยากให้ สปท. เราที่เป็นตํารวจ นะครับดูแลจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ของท้องถิ่นทั้งหมดนะครับ แล้วถ้าหากว่าแก้ปัญหาไม่ได้จะให้ ชาวบ้านมาเสนอเป็นข้อบัญญัติของท้องถิ่นนะครับ ว่าต่อไปนี้การออกกฎจราจรนี่นะครับ ติดป้ายจราจรต้องให้ชาวบ้านเขารับรู้ด้วยหรือว่ามีส่วนร่วมด้วย จะให้ทําถึงขนาดนั้นหรือ นะครับ ก็ใช้โอกาสนี้ครับ เรื่องของสุนัขโดนยิงเป็นข่าวใหญ่โต แต่เรื่องของชาวบ้านถูกจับ ทั้งที่ไม่ควรถูกทั้งวี่ทั้งวันไม่มีใครสนใจ ต้องขอบคุณกรรมาธิการครับที่เสนอเรื่องจะปฏิรูป เรื่องข้อเสนอท้องถิ่น แต่อยากให้ความสําคัญนี่นะครับ ถ้าพูดวันนี้สภาพนี้ยังอยู่อีกนี่นะครับ ผมว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็น่าจะปรับปรุงและต้องปฏิรูปอย่างรวดเร็ว เรื่องสุนัข เอาจริงเอาจัง เรื่องชาวบ้านถูกจับทุกวันโดยไม่มีเหตุไม่มีผลนะครับ เหตุผลไม่พอเพียงก็ยัง ปล่อยให้อยู่สภาพนี้อยู่นะครับ ขอบคุณมากครับ เพื่อประโยชน์ของประชาชนนะครับ ขอใช้โอกาสนี้ด้วยครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านประธานเสรีนะครับ สมาชิกได้อภิปรายพอสมควรนะครับ ถ้าไม่มี การแสดงความจํานงที่จะอภิปรายอีก ก็ถือว่าเป็นการปิดอภิปราย ก็ขอเชิญทางประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลาย ๆ ท่านที่ได้กรุณาอภิปรายแล้วก็ให้ความเห็นนะคะ ขออนุญาตเรียนตอบเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วก็หลังจากนั้นก็จะให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านได้ตอบเสริมนะคะ
สําหรับท่าน สปท. คุรุจิตแทบจะทั้งหมดที่ท่านกรุณาดิฉันมากเลยก็คือ ท่านได้สรุปสิ่งที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้เสนออีกครั้งหนึ่งเพื่อความเข้าใจว่า การมี กฎหมายว่าด้วยให้พี่น้องประชาชนเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นทําไปเพื่ออะไรนะคะ จริง ๆ แล้วข้อบัญญัติท้องถิ่นนี้ก็ออกโดยท้องถิ่นอยู่แล้ว ท้องถิ่นเห็นว่ามันเป็นอะไร เป็นอะไรจะเป็นปัญหาจะต้องแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนนั้นต้องออกอยู่แล้ว แต่มันอาจ มีบางเรื่องบางราวที่ท้องถิ่นมองข้ามไป แต่ว่าพี่น้องประชาชนบอกว่าอันนี้ใช่ต้องออก ทีนี้เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสเช่นนั้นแต่ว่ากฎหมายให้จํานวนคนเอาไว้เยอะเขาก็ทําไม่ได้ แถมยังบอกว่า ร่างมาด้วยนะถ้าอยากให้ท้องถิ่นทําอะไรร่างมาด้วย ข้อบัญญัติอะไร เขาจะไป ทําได้อย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เพียงแต่แก้ไขเพื่อเพิ่มช่องทางหรืออุดช่องโหว่ ของกฎหมายแก้เสียให้มันสะดวกขึ้น แต่ขณะเดียวกันมิได้หมายความว่า ทุก ๆ อย่างจะผ่าน เพียงช่องทางออกข้อบัญญัติเท่านั้น พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะร้องเรียนที่จะแจ้ง ให้ทางสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นดําเนินการนะคะ อย่างกรณีที่ท่านได้กรุณา ให้ข้อสังเกตว่าควรจะมีพี่เลี้ยงในการที่จะไปร่างข้อบัญญัติ อันนี้ก็คงจะต้องทําอยู่แล้วนะคะ แต่ถึงเวลาเขาจะมีขั้นตอนเพิ่มเติม อาจจะมีอยู่ในกฎกระทรวง อาจจะมีอะไรนะคะ ขณะเดียวกันท่านก็ได้สอบถามว่า เอ๊ะ แล้วไม่มีบทกําหนดโทษ หรือว่าถ้าเกิดสภาเอาไป แล้วไปเฉยเมย แล้วจะทําอย่างไรนะคะ กราบเรียนว่าเรามีระยะเวลากํากับอยู่ในมาตรา ๘ ค่ะ คือถ้าสมมุติว่าผ่านกระบวนการทุกอย่างถูกต้องแล้วทางประธานสภาท้องถิ่นส่งแจ้งให้ท่าน ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นต้องรีบไปร่างภายใน ๓๐ วันแล้วก็นําเสนอ นําเสนอสภา ตามข้อบังคับ ตามข้อบังคับนั้นจะกําหนดว่านําเสนอภายใน ๓๐ วัน แล้วก็หลังจากนั้น เสร็จแล้วจะต้องรีบนําเสนอสภาพิจารณาภายในสมัยประชุมนั้นเลย แต่ถ้าสมัยประชุมนั้น มันไม่ทันก็ต้องเสนอในสมัยประชุมถัดไป เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คิดว่าได้กํากับในเรื่องของ ระยะเวลาแล้วนะคะ
สําหรับของท่านถวิลวดีนะคะ ที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่า ทําไมถึงไปห้าม ในเรื่องของการให้เขามีส่วนร่วมในเรื่องการเสนองบประมาณ อันนั้นต้องกราบเรียนว่า ไม่ได้ห้ามนะคะ คือแต่ว่าอาจจะพูดไม่ครบ จริง ๆ แล้วข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีหรือข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม กฎหมายจะกําหนดให้เป็นเรื่องของ ผู้บริหารท้องถิ่นกับสภาท้องถิ่นเขาเป็นคนพิจารณา แต่ในขณะเดียวกันก็จริงอย่างที่ท่านว่า ว่าพี่น้องประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการนําเสนอเรื่องต่าง ๆ ที่จะเอาไปลงในข้อบัญญัติ ท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องของงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะ อบต. ทั้งหลาย หรือว่า เทศบาล หรือ อบจ. เขาจะเกี่ยวข้องกับในเรื่องข้อบัญญัติงบประมาณทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เวลาทําเขาจะไปมีส่วนร่วมอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งแผนพัฒนาท้องถิ่นก็จะกําหนดให้ พี่น้องประชาชนสามารถนําเสนอได้ทุก ๆ เรื่องเลย และถ้าเรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องของ งบประมาณ ก็จะต้องนําเข้าไปพิจารณาด้วย หมายถึงว่าช่องทาง ไม่ใช่เสนอโดยตรง แต่มีการเสนอร่วมอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ในเรื่องของการที่จะแจ้งสาระว่า จะเสนอข้อบัญญัติ เรื่องอะไร อันนี้จริง ๆ แล้วจะกําหนดไว้ในมาตรา ๖ บวกมาตรา ๗ แล้วก็บวกมาตรา ๘ แต่ว่าที่ท่านได้นําเสนอไว้ว่าควรจะนําสาระนั้นไปประกาศให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ อันนี้ คณะกรรมาธิการน้อมรับไว้นะคะว่าสามารถที่จะไปเพิ่มให้ชัดเจนขึ้นในตรงนี้ได้ ตอนที่เรา แจ้งรายชื่อไปให้พี่น้องประชาชนทราบว่าขณะนี้มีพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกัน เสนอข้อบัญญัติ ๕,๐๐๐ คนแล้ว หรือว่า ๑ ใน ๕ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ แล้ว อันนี้เราแจ้งไปเพื่อที่จะให้ท่านยืนยัน เพราะบางท่านอาจจะบอกว่า เอ๊ะ ไม่เห็นรู้เลยว่า จะเอาชื่อฉันเข้าไปเสนอข้อบัญญัติ อันนี้ก็แจ้งไปเพื่อดูสิว่าจะมีใครคัดค้านรายชื่อตัวเองไหม ขณะเดียวกันนั้นเราสามารถจะแจ้งสาระของความตั้งใจที่พี่น้องประชาชนได้แจ้งมาว่า อยากจะให้เสนอทําเป็นข้อบัญญัติ อันนี้ก็สามารถทําได้ ก็น้อมรับข้อเสนอของท่านไว้
สําหรับเรื่องของท่าน สปท. ดุสิต ที่ได้กรุณานําเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่เหตุการณ์ที่คุมะโมะโตะมาแจ้งต่อที่ประชุมนั้น ดิฉันก็กราบเรียนว่าเรื่องของการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จริง ๆ แล้วมี พ.ร.บ. แห่งชาติอยู่ แล้วก็จะมี พ.ร.บ. แล้วก็ มีกฎกระทรวง แล้วก็มีข้อบัญญัติท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามถ้าเรื่องใดที่ข้อบัญญัติท้องถิ่น ของรัฐออกไปแล้วหรือของท้องถิ่นออกไปแล้ว ยังไม่ครอบคลุม หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่า ควรจะมีเพิ่มเติม ท่านก็สามารถนําเสนอได้ เป็นการทําให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง อย่างขณะนี้สมมุติว่าท่านจะเห็นว่ามีป้ายโฆษณาบิลบอร์ด (Billboard) ขนาดใหญ่อยู่ตาม ถนนมากมาย ตรงนี้ท้องถิ่นอาจจะไม่ได้ออกข้อบัญญัติห้ามไม่ให้มีการติดตั้งอยู่ในเขตเมือง แต่ถ้าพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เห็นว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นอันตราย ทําไมมันอยู่ ในเขตเมืองตั้งกันเต็มไปหมด พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลายก็อาจจะเข้าชื่อกัน เสนอขอให้กรุงเทพมหานครออกข้อบัญญัติว่าห้ามติดตั้งป้ายขนาดใหญ่อย่างนี้ในเขตเมือง สมมุตินะคะ อันนี้เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็ขอกราบเรียนท่านสุรินทร์นะคะว่าของ กทม. ก็กําหนดเอาไว้ ในกฎหมายเลยว่า ๑๐,๐๐๐ คน คือท่านไม่ต้องไปหาถึง ๘๐๐,๐๐๐ คน เพราะว่าเราก็ทราบว่า ไม่มีทางทําได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าต้องแก้ไข
ของท่าน สปท. อําพล ก็ขอบพระคุณท่านที่ได้กรุณาแนะนําหลักการต่าง ๆ แต่ดิฉันก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านว่าสิ่งที่ท่านได้แนะนํานั้นก็ตรงกับใจของคณะกรรมาธิการ แล้วก็จะไปอยู่ในเรื่องของประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งที่ท่านอําพล และท่านกษิดิ์เดชธนทัตท่านเสนอ ก็คืออยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร ในการปกครองท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งอันนี้ทําได้ และจะไปอยู่ในคณะกรรมการประชาคม ท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีอยู่หมวดหนึ่งเลย หมวดหนึ่งที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ก็จะไปอยู่กฎหมายของ กทม. ที่เขากําลังจะปฏิรูปและก็จะนําเสนอต่อไป แล้วก็จะไปอยู่ ในกฎหมายประมวลจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปของท่านวัลลภที่จะเสนอ จัดตั้งต่อไป อันนั้นจะเป็นเรื่องกว้างเลยค่ะว่า พี่น้องประชาชนท่านมีส่วนร่วมได้ทุกรูปแบบ แต่ในเรื่องนี้เป็นเพียงการเติมเต็มของการที่ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติแล้วอาจจะไม่ครบถ้วน อาจจะไม่ตรงใจ อาจจะยังสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนซึ่งคนละมุมมองได้ แล้วท่านก็สามารถจะเสนอขึ้นมาเพื่อเป็นการเติมเต็มในการดูแลท้องถิ่นนั้น ๆ ตามเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนะคะ
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่ท่านกษิดิ์เดชธนทัตท่านได้กรุณาแนะนําว่า จริง ๆ แล้ว ข้อบัญญัติท้องถิ่นสามารถออกได้ในหลายลักษณะ ก็เป็นจริงตามนั้น ไม่ได้จําเป็นจะต้องมา เข้าชื่อแบบนี้ก็ได้ อาจจะพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นร่วมกันทํากิจกรรม จนกิจกรรมนั้น เป็นกิจกรรมที่ดี เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา หรือเป็นธรรมนูญของท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นก็สามารถจะนําเอาเรื่องเหล่านั้นมากําหนดในข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ นอกจากนั้นการแก้ไขเหตุเดือดร้อนรําคาญ เรื่องที่ว่าทําไมไม่มีกรณีฉุกเฉิน จะให้เสนอเข้า ข้อบัญญัติ ดิฉันกราบเรียนว่าท่านมีความสุขเถอะค่ะถ้าท่านแจ้งทุกเรื่องที่ท่านเดือดร้อน ไปยังสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ท่านได้เลือกเขาเข้ามาว่าท่านเดือดร้อนมากเลย ขณะนี้ข้างบ้านทําอะไรแบบนี้ท่านแจ้งไปเลย เขาจะต้องมาดูแล แล้วก็ถ้าเกิดเหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่คลี่คลาย ก็จะต้องดําเนินการต่อไป ไม่จําเป็นจะต้องออกเป็นข้อบัญญัติ หรือถ้าหากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันถึงจุดที่ว่าสมควรจะต้องออกเป็นข้อบัญญัติ เขาก็จะต้อง เก็บเอาไปออกข้อบัญญัติด้วย ร้องเรียนผ่านได้ทุกช่องทาง
สําหรับของท่านเสรีนั้น ดิฉันขอกราบเรียนว่าก็คงจะเป็นเรื่องของการจราจร ซึ่งจะนําเรียนท่านต่อไปในตอนที่มีการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร เพราะว่าในเรื่องของการจราจร กับเรื่องของการปฏิบัติงานแก้ไขในกรุงเทพมหานครนั้น การจราจรมีหลายหน่วยงาน เหลือเกินที่ช่วยกันดูแล แล้วก็บางครั้งการดูแลก็อาจจะไม่ได้ประสาน ไม่ได้บูรณาการกัน แล้วก็สิ่งที่ท่านได้นําเสนอนั้นดิฉันก็จะขออนุญาตนําไปฝากเจ้าหน้าที่ที่กรุงเทพมหานคร ในเรื่องของสัญญาณไฟจราจร ถ้าหากว่ามันเกิดเหตุจากสัญญาณไฟจราจรจริง ๆ ก็ขออนุญาตน้อมรับไว้ค่ะ
นอกจากนั้นดิฉันก็ขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องท่านได้นําเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับคําถาม คําตอบ หรือข้อสงสัย ข้อสังเกตต่าง ๆ ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอเชิญชี้แจงเฉพาะประเด็นข้อสงสัย คําถามนะครับ ขอเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ประธานคณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล กํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตเสริมของท่านนินนาทเล็กน้อยนะครับ
ในส่วนเรื่องของ อบต. ท่านคุรุจิต ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ที่บอกว่า อบต. ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการเขียนข้อบัญญัติ เดี๋ยวผมจะแจ้งให้ทางกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นแจ้งไปยังท้องถิ่นจังหวัด แล้วก็ท้องถิ่นอําเภอ ก็ไปส่งเสริม สนับสนุน ในเรื่องของการให้ความรู้ด้านนี้ แล้วก็ประชาชนที่เสนอข้อบัญญัติมาแล้วถ้าไม่เอาไปทําจะมี ปัญหาไหม ก็มีปัญหานะครับถ้าไม่เอาไปทํา เพราะว่ากฎหมายเขากําหนดไว้ชัดว่าถ้าไม่เอา ข้อบัญญัติเข้าก็ถือว่าผิดข้อบังคับการประชุม ก็สามารถแจ้งให้ผู้กํากับดูแล ก็ไปดําเนินการ ตามระเบียบกฎหมายต่อไปนะครับ
สําหรับในส่วนของท่านอาจารย์ถวิลวดี ผู้ริเริ่มที่ว่า ๒๐ คนก็สามารถที่จะ มาเริ่มได้ อันนี้ก็ได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการแล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณ คงไม่ได้ แล้วก็หลายท่านได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการที่ ๒ ที่ผมดูอยู่นี้ ก็คือ เรารับผิดชอบในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย ซึ่งในส่วนของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนนี้เราไม่ได้เอามาเขียนอยู่ในเรื่องของ พ.ร.บ. เสนอข้อบัญญัติ เพราะว่า ในการเสนอขอข้อบัญญัตินี้เราดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ส่วนในเรื่องของการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเรายังมีอีกส่วนหนึ่งที่เราดําเนินการอยู่ ณ ขณะนี้ แล้วก็ คิดว่าเมื่อดําเนินการเสร็จก็คงจะนําเสนอในที่ประชุม สปท. อีกครั้งหนึ่ง
สําหรับในส่วนของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้น ผมขออนุญาตเรียน อย่างนี้ว่า เราก็จะมีในเรื่องของการจัดทําคู่มือคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นขึ้นมา ซึ่งตัวนี้ ก็จะกําหนดบทบาทให้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนดําเนินการในเรื่องของการจัดทําเวทีประชาคม ในทุกพื้นที่ของท้องถิ่นเลย แต่ ณ ขณะนี้ที่ไม่สามารถทําได้เพราะว่าท้องถิ่นไม่สามารถ เบิกงบประมาณได้ ก็เลยทําให้หลาย ๆ ท้องถิ่นนี้ไม่ได้มาให้ความสนใจในส่วนนี้เท่าที่ควร ตอนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการ โดยท่านประธานกรรมาธิการได้แจ้งให้ทางคณะอนุ กรรมาธิการประสานไปทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ไปดําเนินการยกร่างระเบียบ ซึ่งต่อไปท้องถิ่นเมื่อไปดําเนินการจัดทําเวทีประชาคมแล้วก็สามารถที่จะเบิกงบประมาณได้ มีกฎหมายรับรองอยู่นะครับ ตอนนี้ก็กําลังอยู่ระหว่างการที่จะยกร่างระเบียบนี้นะครับ นอกจากเราจะมีการให้ทุกท้องถิ่นจัดทําเวทีประชาคม โดยให้ไปดูว่าแต่ละชุมชนแต่ละแห่ง ก็เอามาดู เสร็จแล้วก็จะได้ไปสอบถามปัญหา เท่ากับว่าประชาชนทุกคนนั้นก็จะได้มีทั้ง ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ด้วย แล้วนอกจากนี้แล้วก็ยังจะมี การจัดทําในส่วนของการบูรณาการในเรื่องของแผนชุมชนสู่การจัดทําในส่วนของงบประมาณ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะมีการให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนว่าในส่วนของเรื่อง การจัดทํางบประมาณของท้องถิ่นนั้น พี่น้องประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร แล้วก็เขาจะต้องมีความรู้ด้านไหน อะไร อย่างไรบ้าง ซึ่งในตัวนี้มันก็จะกําหนดแนวทาง การทํางานไว้เลย แล้วก็อีกอันหนึ่งที่ท่านห่วงกันก็คือว่า ตัวชี้วัดนะครับ ตอนนี้เราก็กําหนด ในเรื่องของการมาตรฐานกลางตัวชี้วัด ความสําเร็จของการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมา เพื่อที่จะให้ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ยึดถือเอาตัวนี้เป็นหลักในการที่จะไปทํางาน แล้วเวลา เราตรวจสอบ ให้คะแนน หรืออะไรต่าง ๆ นี้ก็จะเอามาตรฐานตัวนี้เป็นตัวชี้วัดไปก่อนนะครับ นอกจากนี้ก็ยังจะมีหลักสูตรการฝึกอบรม การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนะครับ ซึ่งผม ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้น ได้ดําเนินการ ในหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็พยายามที่จะดําเนินการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้นะครับ
สําหรับในส่วนเรื่องของท่านสุรินทร์ที่พูดถึงกรณีฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ผมก็คิดว่าถ้าในส่วนนี้ถ้าผู้บริหารที่เก่ง ๆ นะครับ พอรู้ว่าเรื่องไหนที่พี่น้องประชาชน เขาเดือดร้อนหรืออะไรนี้ต้องรีบดําเนินการแล้ว ถ้าไม่รีบดําเนินการผมคิดว่าคราวหน้าคงจะ ลําบากในการที่จะอยู่ต่อ แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่ท่านประธานนินนาทได้กรุณาแจ้งให้แล้วว่า ในส่วนนี้คือเราเป็นช่องทางหนึ่งนะครับ เสนอข้อบัญญัตินี้เป็นช่องทางหนึ่ง แต่มันยังมีอีก หลายช่องทางที่จะสามารถที่จะดําเนินการได้ครับ ก็ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีผู้ชี้แจงนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อน
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ระหว่างที่รอท่านสมาชิกกําลังเดินเข้ามาเพื่อใช้สิทธิแสดงตน ขอย้ําอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของการเดินทางไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะครับ จะมีรถรออยู่ที่ทางเข้า อาคารรัฐสภา ๑ ตรงบ่อปลาคาร์ฟ เราจะออกเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา รอได้ไม่เกิน ๑๕ นาที ขณะนี้มีตัวแทนของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะแจ้งชื่อมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ขณะเดียวกันในส่วนกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายก็ได้แจ้งชื่อมา
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ คุณหมอชูชัย เมื่อใช้สิทธิ แสดงตนเรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปผมจะขอมติตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ หรือว่ามีข้อขัดข้อง มีไหมครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานเรื่องดังกล่าว ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ
เนื่องจากว่าในการพิจารณาวาระต่อไปนั้นเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการ ชุดเดียวกัน ก็คือการพิจารณารายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ แล้วก็ขออนุญาตกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้กรุณาให้ความเห็นชอบกับรายงานฉบับที่ ๑ แล้วก็ผ่านร่างพระราชบัญญัติด้วยนะคะ
สําหรับเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการปกครอง ท้องถิ่น ซึ่งในการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการปกครองท้องถิ่นในลักษณะนี้ เป็นการมีส่วนร่วมในเชิงกํากับดูแลการทํางานของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น จริง ๆ แล้วกฎหมายนี้ก็เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ท้องถิ่นนั้น ๆ หากเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป ได้กระทําการอันไม่เหมาะสม ท่านก็สามารถที่จะเข้าชื่อกัน เพื่อขอให้มีการลงคะแนนเสียง ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นได้ โดยกฎหมายฉบับนี้ที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันก็ใช้มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากจํานวนผู้ที่จะเข้าชื่อ เพื่อขอให้ถอดถอนอาจจะมีจํานวนมาก รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ อาจจะไม่สะดวก ดังนั้น ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ มาจนถึงปัจจุบัน ก็มีพี่น้องประชาชนเข้าชื่อกัน เพื่อขอให้เปิด การลงคะแนนเสียงถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นเพียง ๑๔ ครั้ง แล้วก็ สามารถถอดถอนได้ ๔ ครั้งเท่านั้นนะคะ คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นเรื่องสําคัญที่น่าจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นจึงนําเสนอข้อเสนอต่าง ๆ รวมทั้ง ยกร่างพระราชบัญญัติที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับปัจจุบันด้วย รายละเอียดเป็นอย่างไร ก็ขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ ๒ เป็นผู้นําเสนอค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ ๒ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล กํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วม ของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ขออนุญาตนําเรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณาและสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้ครับ
ความเป็นมาของการปรับปรุงแก้ไข ก็จะคล้ายกับร่าง พ.ร.บ. เสนอข้อบัญญัติ ก็คือเนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยมีการบัญญัติเนื้อหาเป็นไปตาม มาตรา ๒๘๖ ในหมวด ๙ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่กําหนดว่า ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจํานวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของ จํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป ให้สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การลงคะแนนเสียง ตามวรรคหนึ่งต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทั้งหมด ต่อมาได้มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีการแก้ไขในเรื่องนี้โดยระบุในมาตรา ๒๘๕ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดํารงตําแหน่ง ต่อไป ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง ทั้งนี้จํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ หลักเกณฑ์และวิธีการ เข้าชื่อ การตรวจสอบรายชื่อและการลงคะแนนเสียง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และสะดวกต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิในเรื่องนี้ จึงมีการเสนอขอ แก้ไขปรับปรุง โดยไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้ความเห็นชอบ แล้วส่งให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบ ทําการแก้ไขปรับปรุง ส่งกลับไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเพื่อเห็นชอบส่งไปยัง สภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงตกไป เพื่อให้นํากลับมาเสนอใหม่ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งและดําเนินการไม่แล้วเสร็จ หมดวาระไปก่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้รับมอบภารกิจมาดําเนินการต่อไป พบว่าตั้งแต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบัน มีการ ลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนเพียง ๑๔ ครั้ง ถอดถอนสําเร็จ ๔ ครั้ง จากจํานวนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗,๘๕๑ แห่ง ประกอบการพิจารณา ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้ดําเนินการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ
๑. ศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่าง การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
๒. ศึกษาผลการพิจารณาดําเนินการของสภาปฏิรูปแห่งชาติตลอดทั้ง ข้อคิดเห็นและข้อสังเกต
๓. รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง
๔. ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ซึ่งระบุไว้ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๕๔)
๕. มาตราหรือประเด็นไหนที่ผ่านความเห็นชอบของสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกามาแล้ว จะยึดตามเป็นหลัก เว้นแต่มีข้อมูลบางอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นที่เป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอ ทําให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิถอดถอนได้น้อยเพียง ๔ ครั้ง ที่สามารถถอดถอนได้จาก ๑๔ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบัน สาเหตุเพราะ
ประเด็นแรก การกําหนดจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเพื่อลงคะแนนเสียง ถอดถอนมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนโดยมีถึง ๔ ระดับนะครับ ระดับแรก ก็คือจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับที่ ๒ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับที่ ๓ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับสุดท้ายคือระดับที่ ๔ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
สําหรับในประเด็นที่ ๒ ที่เป็นสาเหตุสําคัญก็คือ ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง ต้องเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ประเด็นที่ ๓ ก็คือคะแนนเสียงถอดถอนจะต้องได้คะแนนเสียงจํานวน ไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนนะครับ
สรุปสาระสําคัญประเด็นที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขก็มีทั้งหมดอยู่ ๑๐ ข้อ ด้วยกันนะครับ
๑. คือมีทั้งหมด ๒๙ มาตรา มีประเด็นการแก้ไข ๑๕ มาตรานะครับ
๒. ปรับปรุงแก้ไขในประเด็นสัดส่วนจํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อให้มีการ ลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จาก ๔ ระดับ เหลือ ๒ ระดับนะครับ ระดับแรกก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สุดแต่จํานวนใดจะน้อยกว่า นะครับ ระดับที่ ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็นต้นไป ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น โดยเทียบเคียงกับมาตรา ๒๗๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จํานวนผู้เข้าถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับชาติ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ก็ใช้จํานวน ๒๐,๐๐๐ คนนะครับ การนับจํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อตามระดับแรก และระดับที่ ๒ ให้ถือตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี การเข้าชื่อนั้น ที่ผู้อํานวยการทะเบียนกลางตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรจัดทําขึ้น ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นครั้งหลังสุด
๓. ปรับปรุงแก้ไขจํานวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอน การลดจํานวน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จาก ๓ ใน ๔ มาเป็นเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความ ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น โดยได้เสนอให้แก้ไขสัดส่วนจํานวนคะแนนเสียง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน ดังนี้ ในกรณีมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และมีคะแนนเสียงจํานวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้บุคคลนั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันลงคะแนนเสียง
๔. การปรับปรุงแก้ไขคํานิยามและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการเข้าชื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เช่น ยกเลิกบทนิยามคําว่า ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ และ สํานักงานเทศบาล ในมาตรา ๓ เนื่องจากได้ตัดเรื่องการปิดประกาศ การกล่าวหาและคําชี้แจงข้อเท็จจริงไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ และสํานักงาน เทศบาลออก จึงไม่จําเป็นต้องกําหนดบทนิยามดังกล่าวไว้
แก้ไขบทนิยามคําว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” และเพิ่มบทนิยามคําว่า “ผู้มีสิทธิ เข้าชื่อ” “ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง” “ผู้บริหารท้องถิ่น” “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” และ “นายอําเภอ” เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและให้มีความชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น
เพิ่มคํานิยามคําว่า “ผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อใช้แทน คําว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เนื่องจากผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําหน้าที่เป็น ผู้รับคําร้องและดําเนินกระบวนการเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นแทนผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในระดับองค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาล ตําบลให้นายอําเภอหรือปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนในระดับ เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นในเขตจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ และในกรุงเทพมหานคร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
แก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม “บัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุ” เพื่อ ป้องกันการสับสนของประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเกี่ยวกับการใช้สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน จึงกําหนดข้อความ “บัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุ” ไว้ท้ายประโยค
๕. ปรับปรุงการทําคําชี้แจงและการปิดประกาศ โดยกําหนดให้ปิดประกาศ ข้อกล่าวหาตามมาตรา ๗ ไว้ ณ ที่ทําการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเท่านั้น เช่น ที่ทําการองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเขตชุมชนหนาแน่นที่เห็นสมควร และตัดเรื่องการปิดประกาศไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ทําการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ว่าการอําเภอและสํานักงานเทศบาลออก
๖. ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานการถอดถอน โดยกําหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานเกี่ยวกับการถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอันนี้ก็กําหนดขึ้นเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินการถอดถอนให้ชัดเจน
๗. แก้ไขระยะเวลาที่ กกต. จะต้องจัดให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนโดยให้ ประกาศกําหนดวันลงคะแนนเสียงจากไม่เกิน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้กํากับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นไม่เป็นเกิน ๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้กํากับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในกรณีที่วาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเหลืออยู่ไม่เกิน ๖๐ วัน กกต. จะไม่จัดให้มีลงคะแนนเสียงถอดถอนก็ได้
๘. แก้ไขช่องในบัตรลงคะแนนเสียงจากคําว่า “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” เป็น “ถอดถอน” และ “ไม่ถอดถอน” เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น
๙. เพิ่มเติมบทกําหนดโทษ เดิมกําหนดบทลงโทษกรณีผู้บังคับบัญชา หรือนายจ้างที่ขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวหรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิ เข้าชื่อและกรณีลักษณะความผิดที่เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างระยะเวลาการจัดให้มีการ ลงคะแนนเสียงเท่านั้น เพิ่มเติมบทกําหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สําหรับกรณีบุคคล ที่กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเข้าชื่อหรือลงคะแนนเสียงเพื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นโดยไม่ชอบ กําหนดโทษสําหรับบุคคลที่ ลงลายมือชื่อปลอมเพื่อให้ผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียง ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และกําหนดโทษสําหรับบุคคลที่เรียกรับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้มี การลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกําหนดโทษ ผู้กระทําผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ
๑๐. ผู้รักษาการและผู้มีอํานาจการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้ ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีอํานาจวางระเบียบกําหนดวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องโดยไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้
กล่าวโดยสรุปนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ก็ได้ยกร่างขึ้น โดยยึดหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ แล้วก็เป็นการสานต่องานของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้เคย ให้ความเห็นชอบไว้ในหลักการไว้แล้ว แต่ยังทําไม่สําเร็จก็หมดวาระไปก่อน ประกอบกับได้ใช้ แนวทางของร่างพระราชบัญญัติที่เคยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ก็เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณา โดยได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในส่วนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ใคร่ยินดีที่จะรับฟังความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าหากข้อคิดเห็นใด ที่จะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อ กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นหรือการกํากับดูแลตรวจสอบ ทางคณะอนุ กรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ประธานอนุกรรมาธิการการบริหารงาน บุคคล กํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีเพียง ๑ ท่าน ก็คือท่านคุรุจิต นาครทรรพ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมคงใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาทีครับ จะได้รีบไปฟังคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ก็ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นนะครับ ผมก็มีความเห็นว่าสมควรให้การสนับสนุนรายงานแล้วก็ร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ แต่ก็มี ข้อสังเกตประกอบไปด้วยนะครับ เผื่อที่จะได้ไปพิจารณาปรับปรุง เพิ่มเติม หรือว่าดูให้รอบคอบ เพิ่มเติมนะครับว่า ในคําร้องที่จะมีการยื่นถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใดก็ตาม ก็เขียนเป็นกว้าง ๆ ว่าปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมเสื่อมเสียไม่ควรดํารง ตําแหน่งต่อไป ควรจะขยายความยกตัวอย่างให้ชัดเจนหน่อยไปอีกสักนิดหนึ่งนะครับว่า ที่เขาสมควรจะถูกถอดถอนนี่ เป็นเพราะว่าบกพร่องทางศีลธรรม หรือว่าประพฤติปฏิบัติ ไปในทางทุจริต หรือไม่รักษาผลประโยชน์ของราชการ มีประโยชน์ทับซ้อนหรือมีพฤติกรรม เป็นผู้มีอิทธิพล เป็นมาเฟีย (Mafia) ปฏิบัติหน้าที่หย่อนยานหรืออะไรนะครับ แล้วก็การยื่น ถอดถอนนี้ พฤติกรรมเสื่อมเสียเหล่านี้มันก็ควรจะเป็นพฤติกรรมที่อยู่ในระหว่างที่เขาดํารง ตําแหน่ง ไม่ใช่อยู่ในระหว่างที่ก่อนมาดํารงตําแหน่งแล้วก็พอรู้ว่าฐานเสียงเขาไม่ดีก็มายื่น ถอดถอนเสียเลยนะครับ ก็ควรให้โอกาสเขาทํางาน ทีนี้ก็ยังมีความไม่ชัดเจนซึ่งผมเองก็ยัง ไม่แน่ใจว่าควรจะเป็นอย่างไหนนะครับ ก็คือว่ามาตรการรองรับขณะที่ได้รับคําร้องแล้วก็ นําไปสู่การลงมติถอดถอน มันควรจะมีมาตรการชั่วคราวหรือเปล่าว่า เช่น ยุติการปฏิบัติ หน้าที่ ซึ่งผมก็คิดว่าบางครั้งถ้าเป็นการกลั่นแกล้งก็ไม่ควรนะครับ แล้วถ้าเป็นตําแหน่ง ผู้บริหาร อบต. นายก อบต. ต้องมีหน้าที่ลงนาม เกิดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไป ๖๐ วันอย่างนี้ งานของ อบต. ก็ไม่คืบหน้า แต่ถ้าเป็นสมาชิก อบต. เพียงคนเดียว เช่น มีพฤติกรรม ไปค้ายาเสพติดระหว่างเป็นสมาชิก อบต. อย่างนี้ อันนี้ก็น่าจะลาออกไปเสียเลยไม่ต้องมาขอ ถอดถอนหรอก แต่ว่าเขาตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ควรจะยุติปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องการ กลั่นแกล้งก็ไม่ควรจะยุติปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ก็ฝากไปดูด้วยนะครับ ทีนี้ในเรื่องปลีกย่อย เล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับว่า กรณีผู้มีสิทธิยื่นถอดถอนได้ไปยื่นถอดถอน ประกาศชื่อแล้วว่า เป็นผู้ใช้สิทธิใน ๕,๐๐๐ คน หรือ ๒๐,๐๐๐ คน แล้วไม่มาใช้สิทธิในการยื่นถอดถอนจะถือว่า เขาเสียสิทธิในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไปด้วยหรือเปล่าในระดับชาติ หรือว่าถ้าเขาย้าย ทะเบียนบ้านออกไปนอกเขตหลังจากยื่นแล้วเขายังจะมีสิทธิมายื่นถอดถอนได้หรือเปล่า
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า สมมุติว่าเป็นสมาชิก อบต. มาจากหมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ แต่ว่าเกิดประชาชนในเขต อบต. ทั้งหมดบอกว่าคนนี้ไม่ดีหรือว่ามีพฤติกรรมเสื่อมเสีย การออกเสียงถอดถอนเขา มันลงคะแนนโดยเฉพาะหมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หรือมันลงคะแนน ทั้งตําบลเลย อันนี้ก็อยากให้ชัดเจน เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็พวกมากลากไป เขาเอาหมู่อื่นมาลง ถอดถอนคนหมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๔ อย่างนี้ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ก็ไม่ควรจะส่งเสริมให้ถอดถอนกันง่าย ๆ เพราะมันต้องใช้ งบประมาณเยอะ อบต. ไม่ค่อยจะมีงบประมาณอยู่แล้ว แล้วก็ควรจะเป็นเรื่องซีเรียส (Serious) จริง ๆ ผมก็มีประเด็นอยู่เท่านี้นะครับ ก็ไม่ขอรบกวนเวลามาก ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเสรีค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. นะครับ ผมคงมีประเด็นสั้น ๆ เรื่องการถอดถอน ก็เห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่เสนอรายงานมา แต่อยากให้พิจารณาให้ความสําคัญเพิ่มเติมดูแลพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ของท้องถิ่นดังกล่าว แล้วก็เพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งน่าจะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นด้วยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ก็คือเรื่องของการ เสนอชื่อถอดถอน ในรายงานได้กําหนดเอาไว้ว่าการเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สุดแต่ส่วนใด จะน้อยกว่า อันนี้ก็คือดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ แต่อยากให้พิจารณาเริ่มในส่วนของประชาชนเอง น่าจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ถ้าเกิดประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากบรรดานักการเมืองท้องถิ่น เหล่านี้ แล้วถ้าไปรวมพลถึง ๕,๐๐๐ คน แล้วมันก็จะทําให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่เกรงกลัว คนที่ กระทําความผิดทางอาญา คนที่ไปร้องทุกข์เองสามารถเป็นผู้เสียหายเพียงคนเดียวก็สามารถ ที่จะไปร้องทุกข์เอาผิดเอาโทษผู้กระทําความผิดได้ แต่เราในเรื่องของถอดถอนเพื่อให้บรรดา คนที่รับผิดชอบนี้ตระหนักว่าถ้าเมื่อใดก็ตามไปก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไม่ใช่ต้องก่อความ เดือดร้อนให้กับคนมากมาย แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพียงคนเดียว ประชาชนคนนั้นก็น่าที่จะยื่นขอถอดถอนได้ แต่การถอดถอนด้วยคนคนเดียวหรือน้อยคน น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนนี่นะครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปยื่นถอดถอนได้เลย การยื่นถอดถอนในส่วนของ ประชาชนที่มีจํานวนน้อยหรือแค่คนเดียวได้รับความเดือดร้อนเราก็ต้องมีระบบในเรื่องของ คณะกรรมการขึ้นมาในท้องถิ่น ว่าข้อเดือดร้อนที่ราษฎรขอให้ถอดถอนนักการเมืองมีมูลไหม มีหลักฐานไหม ถ้ามีเมื่อผ่านกรรมการตรวจสอบแล้วคนคนนั้นก็ชอบที่จะถูกถอดถอนครับ ไม่ใช่เรื่องถอดถอนเป็นเรื่องที่เบาน้อยกว่าเรื่องคดีอาญา แต่ต้องใช้จํานวนเสียงประชาชน จํานวน ๕,๐๐๐ คนเป็นอย่างน้อย ผมว่ามันไม่ทําให้คนเกรงกลัวอะไรเลย แล้วก็เป็นการ ปิดกั้น เป็นความยาก ก็อยากจะฝากประเด็นปฏิรูปนะครับ ว่าถ้าจะปฏิรูปในเรื่องนี้เปลี่ยนวิธี คิดกันใหม่ ประชาชน ๑ คนสามารถที่จะร้องขอถอดถอนได้ แต่อย่าไปห่วงว่าเป็นเรื่องขอ ถอดถอนง่าย ไม่ง่ายหรอกครับ เพราะอย่างที่กราบเรียนแล้วว่ามันจะมีกรรมการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานก่อน ถ้ามีข้อมูล มีหลักฐาน ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับ อย่างนี้มันจะทําให้คนที่รับผิดชอบในหน้าที่ตระหนัก แล้วก็ จะเกรงกลัวต่อราษฎร แล้วราษฎรเองนั้นนะครับจะได้รับการบริการอย่างดี บรรดาเจ้าหน้าที่ นักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้นะครับ ก็จะระมัดระวัง และไม่กล้าไปกระทําความผิด เพราะ ไม่ใช่คดีอาญา มันเป็นเรื่องแค่ถอดถอนครับ คนไม่ดีก็ต้องออกจากตําแหน่งครับ แม้กระทั่ง ไปกระทําการไม่ดีต่อคนเพียงคนเดียว แต่มันหลายครั้งเข้ามันก็คือหลายคน แต่ถ้ารอจะต้อง ใช้เสียงจํานวนมากมาย มันก็คือรูปแบบเดิม จํานวน ๕,๐๐๐ คน ไม่น้อยนะครับ หรืออย่างที่ ผมยกตัวอย่างสักครู่ อย่างจราจร ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ใยดีนะครับ ไม่ใยดีกับการที่ประชาชน ได้รับความเดือดร้อนที่ท่านประธานกรรมาธิการท่านกรุณาว่าจะมีคณะกรรมาธิการอีกชุดหนึ่ง กรรมาธิการที่จะไปศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับงานจราจร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน อย่างนี้เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นปล่อยปละละเลย แล้วก็ มีเหตุผลว่าอยู่ในหลายหน่วยงาน แต่ก็ต้องดูครับว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้น รับผิดชอบ เรื่องอะไร ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ยกตัวอย่างว่า มันมีหลายจุดเหลือเกินที่เจ้าหน้าที่ตั้งสัญญาณจราจรเพื่อเป็นกับดักครับท่านประธาน กับดักเพื่อจะหาผลประโยชน์อ้างอิงข้อบัญญัติกฎหมาย หรืออ้างอิงกฎหมายว่าตัวเองกระทํา ความถูกต้อง แต่แฝงด้วยเจตนาที่จะให้ราษฎรหรือประชาชนกระทําความผิดต่อกฎหมาย ก็เลยไปกําหนดสัญญาณจราจรหาช่องทางเพื่อให้ชาวบ้านกระทําผิด ไม่ใช่สัญญาณไฟ นะครับ แต่เป็นสัญญาณจราจรที่กําหนดระยะเวลาว่า ๙ โมงวิ่งได้ หลัง ๙ โมงวิ่งไม่ได้ หลายจุดในท้องที่ของกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสัญญาณจราจร แบบนี้ สมควรถูกถอดถอนไหม สมควรถูกถอดถอน อย่าบอกว่าเป็นเรื่องเล็กนะครับ ประชาชนเดือดร้อนทุกวัน ถูกกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายเอาผิดเอาโทษประชาชน อยู่ทุกวัน ประชาชนเดือดร้อนเสียค่าปรับอยู่ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ตัวอย่างที่ผมยกให้เห็นครับ เมื่อกี้นี้ผมถามท่านอํานวย นิ่มมะโน แล้วว่าท้องที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบนะครับ ลงจาก สะพานซังฮี้มาก็คือเขตท้องที่ของสถานีตํารวจสามเสนนะครับ คือเขากําหนดเวลาไว้ แต่ถ้าหากว่าไม่อยู่ในเวลาที่กําหนด ประชาชนจะขึ้นสะพานซังฮี้ได้จะต้องอ้อมนะครับ ท่านประธาน แทนที่วิ่งเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานได้เลย ก็ไปติดป้อมตํารวจ ป้อมตํารวจก็ตั้งอยู่อย่างนี้ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโนท่านก็บอกว่าอยู่ในท้องที่ของ สน. สามเสน แต่ก็ปล่อย นับวันอยู่อย่างนี้ครับ ถามว่าอย่างนี้ไม่ถูกถอดถอนได้อย่างไร พอไปบอกตํารวจ บอกว่าทําไม มาดักจับตรงนี้ เขาบอกว่าสัญญาณจราจร กทม. เป็นคนกําหนด แล้วก็ปล่อยปละละเลย แต่ถ้าบอกว่าประชาชนเดือดร้อนยื่นถอดถอนโดยง่าย ทุกคนจะระมัดระวัง แต่ไม่ถูกถอดถอน หรอกครับ อาจจะมองเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกคนจะระมัดระวัง ไม่กระทําความผิดในเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นขอย้ํานะครับว่าสิ่งที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนมีหลายจุดครับ จุดที่เห็นตําตาอยู่ทุกวี่ทุกวัน เราในฐานะมาทําหน้าที่ดูแลประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันวิ่งมาจาก ทางเทเวศร์นะครับ พอติดเวลาปั๊บ แทนที่ประชาชน รถไม่ติดเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานซังฮี้ง่าย ๆ แต่ปรากฏว่ามีป้อมตํารวจอยู่ตรงนั้น พอเลี้ยวปั๊บโดนจับแถวยาวเลยครับ เขียนใบสั่ง กรุงเทพมหานครทนอยู่ได้อย่างไรครับ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ อย่าปล่อยให้ กรุงเทพมหานครปล่อยปละละเลยอย่างนี้ แม้ว่าสัญญาณจราจรแก้ปัญหาจราจรจะอยู่ หลายหน่วยงานก็จริงนะครับ แต่ถามว่ามีใครรับผิดชอบไหม ตั้งแต่ระดับกระทรวงคมนาคม ไปดูสิครับ ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาจราจรทั้งระบบก็ไม่มีใครใส่ใจครับท่านประธาน เรามาปฏิรูปประเทศ แต่เราเห็นประชาชนเดือดร้อน ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กทุกคนมองข้ามหมด แต่อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับเจ้าหน้าที่ตํารวจเองท่านอยู่ในท้องที่ตรงนั้นท่านต้องเสนอ ขอแก้ครับว่าตรงนี้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนได้รับผลกระทบ แล้วหลายท้องที่เป็นอย่างนี้ ติดสัญญาณเวลานี่นะครับ ปล่อยครับ แทนที่ตํารวจจะมายืนอยู่ตรงจุดเริ่มนะครับ ปล่อยให้ ประชาชนวิ่งเข้าไปลึก ๆ แล้วก็ไปดักจับตรงกลาง ไปดักจับตอนปลาย เดือดร้อนกันทั้งเมือง อยู่สภาพแบบนี้นะครับ ถามว่าสมควรถูกถอดถอนไหม สมควรอย่างยิ่งนะครับ แล้วจะให้ ประชาชน ๕,๐๐๐ คนมาลงชื่อถอดถอนอย่างนี้ได้ไหม ก็ยากครับ เอาอย่างนี้นะครับเสนอแบบนี้ นี่ยกตัวอย่างให้เห็น ประชาชน ๑ คนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทําบริหารเมืองแบบนี้ นะครับเอาเป็นว่าเดือดร้อน ๑ คนก็ถอดถอนกันได้เขาจะได้ไม่กล้าแล้วระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณท่านเสรีค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานครับ วันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผม มีความสุขนะครับวันขึ้นปีใหม่ไทย ผมกราบเรียนว่ามันมีภาษิตโบราณไว้ว่า ปลูกเรือนผิด คิดจนเรือนพัง มีภรรยาผิดคิดจนภรรยาตาย แต่ว่าโบราณไม่ใช้คําว่าภรรยานะครับ แต่ก็มี ภาษิตอีกตัวหนึ่งบอกว่า สมัยก่อนต้องใช้ช้างเป็นพาหนะสําคัญ จะดูช้างต้องดูที่หาง จะดูนาง มาเป็นคู่ครองต้องดูที่แม่ ถ้าดูจะให้แน่ ๆ ต้องไปดูถึงยายว่ายายนี่เป็นอย่างไร มันก็เข้าเรื่อง ของท่านกรรมาธิการว่าก็คือว่า ประชาธิปไตยเราเลือกตั้งเข้าไปแล้ว แล้วเขาก็ทําผิดคิดร้าย ไม่ทําตามที่ให้สัญญิงสัญญาไว้ว่า จะทําอย่างนั้นจะทําอย่างนี้ให้ประชาชนมีความสุข ก็ต้องมี สิทธิที่จะถอดถอนได้ซึ่งต่างกับภาษิตโบราณที่ผมยกขึ้นมา แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่นะครับท่านประธาน ถ้ามีเงินนะครับ ปลูกเรือนผิดปล่อยทิ้งไว้ให้นกหนูอยู่ แล้วไปปลูกใหม่ ปลูกใหม่ไปเรื่อย ๆ มีภรรยา ๑ คน ไม่ชอบใจหรืออยากจะมีเพิ่มก็มีไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นบางคนนะไม่ใช่ทั้งหมด แล้วก็เดี๋ยวนี้แต่งงานก็ไม่ค่อยจะดู สวยปิ๊ง จดทะเบียนเขตบางรัก ได้กรอบทองคําไปอีก อีก ๗ วันไปหย่าที่เขตฝั่งธน อีกเขตหนึ่ง อย่างนี้ก็ไม่ดี ทีนี้ถามว่าผมพูดเรื่องนี้ทําไม ผมคิดว่า การที่จะถอดถอนผู้บริหารนี้มันต้องสะดวก ง่าย แต่ไม่ใช่คน ๒-๓ คน แล้วไปยื่นแล้วก็ ถอดถอนให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ผมอยากให้ท่านไปดูหน้า ๒ ของร่างพระราชบัญญัติของท่าน มาตรา ๕ มาตรา ๕ ที่ท่านเขียนไว้ คืออย่างนี้ที่ผมต้องพูดเรื่องมาตรานี้ เพราะโอกาสที่จะ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าไม่แก้ในรัฐบาลนี้ ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ คงจะลําบากมาก เพราะเมื่อมีผู้แทน ผู้แทนก็มีพรรคพวกเป็นกรรมการ อบต. กรรมการ อบจ. อะไรร้อยแปดจิปาถะ ต้องทําเสียสมัยนี้ ท่านเขียนไว้ว่า มาตรา ๕ การเข้าชื่อเพื่อให้ลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้จัดทํา เป็นคําร้อง พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ายื่นต่อผู้กํากับองค์กรปกครองท้องถิ่น ตามหลักเกณฑ์ก็คือไปดูตามมาตรา ๕ ถ้าเป็น อบต. ก็เป็นเรื่องของท่านนายอําเภอ แต่ถ้า ใหญ่ขึ้นมาเป็นเรื่องของกรุงเทพมหานครก็เป็นเรื่องของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยนะครับ อันนี้ก็ว่าไป ทีนี้ประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนนําเสนอขอให้ ท่านกรรมาธิการพิจารณาทบทวนดูอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านไม่แก้ ผมก็ลงคะแนนให้อยู่แล้วสําหรับเรื่องเหล่านี้นะครับ แต่ท่านลองดูว่ามันไม่ค่อยเป็นตรรกะ (๑) ท่านเขียนไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้เลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านเขียนไว้เลยว่า ต้องใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ๑ ใน ๕ ก็คือ ๒๐,๐๐๐ คน ใช่ไหมครับ ถ้า ๑๐๐,๐๐๐ หรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน แล้วแต่สุดที่ว่าอันไหนน้อย ก็คือ ๕,๐๐๐ แต่พอ (๒) ท่านบัญญัติต่อไปว่าถ้าเขตนั้นมีการเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้ลงนาม ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ผมถามตัวผมเองว่าถ้าในกรณีที่ท้องถิ่นของผมมี ๑๐๐,๐๐๐ กับ ๑ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ กับ ๑๐ คน ผมต้องใช้ ๒๐,๐๐๐ ไม่ใช่ ๕,๐๐๐ นะ เมื่อกี้นี้ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านใช้ ๕,๐๐๐ น้อยสุด แต่พอผมมีประชากรเพิ่มอีกคนหนึ่งอายุ ๑๘ ปีขึ้นมา เป็นคนที่ ๑๐๐,๐๐๑ ท่านต้องใช้ ๒๐,๐๐๐ นะ ท่านไม่มีน้อยกว่าก็คือไม่มีคําว่า ๕,๐๐๐ เลย อันนี้ก็ไม่น่าจะเป็นตรรกะที่น่าจะเป็นไปได้ บัญญัติไตรยางศ์นะครับ ผมคิดว่าถ้าท่านเขียน ไปอีกสักวงเล็บหนึ่งหรือ ๒ วงเล็บให้มันเป็นชั้นนะครับ เป็นระดับว่าถ้า ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ท่านใช้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ คน ถ้าเกิน ๑๐๐,๐๐๐ ถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ท่านใช้เท่าไรอย่างนี้ ผมจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นตรรกะเมื่อเวลาคนอ่านกฎหมายแล้ว อย่าคิดว่ากฎหมายนี้เราจะใช้ คนเดียวนะ เด็กรุ่นใหม่ก็จะมาดูว่าเอ๊ะนี่เราเสนออย่างไรมันไม่เป็นตรรกะเลย สิ่งที่ผม จะกราบเรียนไว้ว่ากฎหมายนี่เวลาท่านคลอดไปแล้ว ผ่าน สนช. ไปแล้ว ผ่านรัฐบาลไปแล้ว พอมีการเลือกตั้งแล้วโอกาสที่จะแก้ก็ยากลําบากมาก แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวม ภาพรวม นะครับของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมคิดว่าดีมากเลยครับ เมื่อเราให้ปกครองระบอบ ประชาธิปไตยแล้วเมื่อใดก็ตามที่เลือกไปแล้วแล้วเขาไม่ทําตามที่ว่า หรือทําให้ประชาชน เดือดร้อนก็ถอดถอนได้ ผมก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าผมมีข้อคิดความเห็น เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านสุรินทร์คะ มีสมาชิกจะขออภิปรายไหมคะ รายชื่อที่ดิฉัน หมดแล้ว ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดจะขออภิปรายนะคะ ก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ตอบข้อชี้แจงของสมาชิกค่ะ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณา อภิปรายและให้ข้อเสนอแนะนะคะ ขออนุญาตเรียนตอบเบื้องต้นนะคะ ของท่าน สปท. คุรุจิตที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกตเอาไว้ก็ขออนุญาตน้อมรับนะคะในเรื่องของการยุติการปฏิบัติ หน้าที่ หรือว่าการเสียสิทธิไหมถ้าไม่ไปถอดถอน อันนี้ก็ต้องขออนุญาตไปตรวจสอบก่อนว่า มันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องฉบับอื่น ๆ นั้นพูดถึงในเรื่องเหล่านี้ไว้ว่าอย่างไรนะคะ
สําหรับในเรื่องว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น ก็ขอกราบเรียนว่า เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้น ในองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นทั้งหมดที่เวลาเขาพูดถึงเรื่องนี้
สําหรับของท่าน สปท. เสรี ก็ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องของการที่ถ้าเราพบว่า มีข้อปฏิบัติหรือการกระทําที่ไม่เหมาะสมของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นท่านใด คือเราคนเดียวเห็นนะคะและเราได้รับความเดือดร้อนนั้นท่านสามารถร้องเรียนไปยังผู้กํากับ ได้เลย และเขาก็จะผ่านกระบวนการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนอะไรต่าง ๆ ซึ่งถ้าเหตุผล ต่าง ๆ หรือสิ่งที่ท่านนําเสนอนั้นมันกลายเป็นเรื่องชัดแจ้ง แล้วก็สมควรที่จะต้องถอดถอน อันนั้นผู้กํากับก็สามารถถอดถอนได้ อันนั้นก็คือการถอดถอนโดยคน ๆ เดียว หรือ ๑๐ คน หรือ ๕ คน อะไรอย่างนี้นะคะ แต่ว่าในเรื่องของข้อบัญญัติเข้าชื่อเขาเปิดโอกาสอีกทางหนึ่ง ว่าถ้าเกิดเรื่องเห็นการกระทําที่ไม่เหมาะสมของท่านสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วก็ไม่เห็นมีใครร้อง แล้วก็เฉย ๆ กันอะไรอย่างนี้นะคะ พี่น้องประชาชนก็อาจจะรวมตัวกัน เพื่อเข้าชื่อได้ แต่ว่าในกรณีที่ท่านคนเดียวได้รับความเดือดร้อน ท่าน ๒ คน ๓ คน อันนั้นก็ยัง มีช่องทางผ่านทางผู้กํากับอีกนะคะ ซึ่งผู้กํากับก็อาจจะเป็นท่านนายอําเภอ หรือท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดหรือท่านรัฐมนตรีนะคะก็สามารถดําเนินการได้
ส่วนของท่าน สปท. สุรินทร์นะคะที่ได้กรุณาให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นชั้น ๆ ในการกําหนดจํานวนผู้มีสิทธิมาเข้าชื่อ เรื่องนี้เราก็คิดกันมากค่ะ แต่รายละเอียดดิฉันก็จําไม่ได้ เดี๋ยวก็ขออนุญาตให้ท่านประธานอนุ ๒ ท่านได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติมค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
เชิญค่ะ เชิญท่านธวัชชัยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผมขออนุญาตเพิ่มเติมจากที่ท่านประธานนินนาท ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ได้เรียนชี้แจง ทุกท่านทราบแล้ว เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งในส่วนที่ท่านคุรุจิตได้กรุณานําเสนอ ที่บอกว่านําความ เสื่อมเสียมาควรจะระบุว่ามีพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น บกพร่องทางศีลธรรม มีผลประโยชน์ ทับซ้อน ทุจริต ค้ายาเสพติด ซึ่งในส่วนนี้ในส่วนของทางคณะอนุกรรมาธิการได้ดูแล้วเห็นว่า ในสิ่งที่เราระบุไว้มันเป็นแนวทางที่กว้างนะครับเป็นแนวทางที่กว้าง ซึ่งอันนี้ก็จะเหมือนกับ เป็นการเสริมในส่วนของการให้ดุลยพินิจของภาคประชาชนในการพิจารณาได้มาก ถ้าเราไป ระบุกําหนดเป็นว่าเป็นโทษนั้นโทษนี้อะไรอย่างนี้ ผมว่ามันจะบีบเกินไป ถ้าเราเขียนกว้าง ๆ ไว้ เสร็จแล้วก็ดูที่หลักฐานหรือดูที่ผลการกระทําพฤติกรรมของเขา ผมว่ามันน่าจะเหมาะสมกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็จะเอาตัวนี้ไปลองพิจารณากันในอนุกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งนะครับ
สําหรับในส่วนของที่ให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ คือการกํากับดูแลมี ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือการกํากับดูแลโดยภาคประชาชน แล้วก็การกํากับดูแลโดยส่วนราชการ สําหรับที่เรา เสนอมาอันนี้เป็นการกํากับดูแลโดยภาคประชาชน แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าในกรณีที่เกิดมี การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรืออะไรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ถ้ามีหลักฐานมีอะไร ต่าง ๆ แล้ว สามารถที่จะไปแจ้งกับผู้กํากับดูแลในฐานะของทางส่วนราชการ ก็คือนายอําเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้เลย ซึ่งผู้กํากับดูแลก็สามารถที่จะสั่งการในการพิจารณาโทษ ต่าง ๆ ได้นะครับ
สําหรับในส่วนคนที่ไม่มาใช้สิทธิจะเสียสิทธิไหม ก็คงจะไม่ได้ระบุไว้ ในกฎหมายฉบับนี้เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของการถอดถอน ก็คงจะไประบุในกฎหมาย ของการเลือกตั้งท้องถิ่น จะไประบุในตัวนั้นว่าคนที่ไม่มาเลือกตั้งหรืออะไรต่าง ๆ จะเสียสิทธิ หรืออะไร อย่างไร จะไประบุในตัวนั้นไป
สําหรับในส่วนของท่านเสรี เดี๋ยว ๆ ผมจะขออนุญาตให้ท่านสยุมพรได้กรุณา เรียนให้ที่ประชุมทราบ
ส่วนของท่านสุรินทร์ในส่วนที่ท่านได้ให้ข้อเสนอว่าในส่วนนี้ในมาตรา ๗ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ แล้วก็ให้แก้ไขใหม่ ก็ในเรื่องของจํานวนผู้ที่จะ เข้าชื่อ ในส่วนนี้ทางผมเองก็จะรับไปลองปรึกษากับทางฝ่ายกฎหมายดูอีกทีว่าในส่วนนี้ จะเพิ่มเติม หรือปรับปรุงได้มากน้อยขนาดไหน อย่างไร เพราะว่าในส่วนนี้เราต้องเสนอไป อีกหลายเวที ก็หลายเวทีก็อาจจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ต่อไปก็ขออนุญาตให้ทางท่านสยุมพร ได้กรุณาชี้แจงเรียนให้ที่ประชุมทราบครับ
เชิญท่านผู้ว่าสยุมพรค่ะ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมก็คงเรียนชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นของท่านเสรีนะครับ ก็ด้วยความ เคารพในความคิดเห็นของท่าน ความจริงประเด็นนี้ท่านได้เคยเสนอไว้เมื่อตอนประชุม คณะกรรมการประสานงาน วิป (Whip) นะครับ พวกเราก็เอาไปพูดคุยกันอีกรอบหนึ่งแล้ว นะครับ ประเด็นก็คือว่าถ้ามีการสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยฝ่ายบริหาร ของท้องถิ่น หรือฝ่ายนิติบัญญัติของท้องถิ่นแล้ว จะไปรอให้เข้าชื่อกัน ๑ ใน ๕ ๕,๐๐๐ คน มันจะสร้างความยุ่งยากนี่นะครับ แค่ ๑ คนก็น่าจะเข้าชื่อเพื่อเสนอให้ถอดถอนได้แล้ว ผมก็เรียนว่าในทางปฏิบัติมันจะสร้างปัญหาในอีกมุมหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะว่าฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติของท้องถิ่น เวลาเข้าไปแล้วมันก็จะมีฝ่ายค้านที่อยู่นอกสภา ก็คือคนที่เคย เป็นคู่แข่งทางการเมืองแล้วแพ้เลือกตั้งจะมีกลุ่มนี้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากเรากําหนดเพียง ๑ คนหรือน้อยมาก ก็จะเป็นช่องทางที่จะทําให้เกิดการเข้าชื่อกันเพื่อกลั่นแกล้งหรือทําให้ การทํางานของฝ่ายบริหารเป็นไปได้ด้วยความยากลําบากมาก อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผม อยากจะเรียนให้ทราบนะครับ ในฐานะที่เคยเป็นผู้กํากับดูแลองค์กรท้องถิ่นมาแล้ว ในตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ทีนี้ถามว่าถ้าอย่างนั้นแล้วคนที่เดือดร้อน ๑ คนนี่จะมีทางออกให้เขาได้อย่างไรบ้างนะครับ ก็ขอเรียนนะครับว่า ก็มีมาตรการและช่องทางอื่น ๆ อีกมากนะครับนอกเหนือไปจาก เรื่องการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน อย่างเช่นการร้องเรียนนะครับ การร้องเรียน การกล่าวโทษ ไปยังผู้บังคับบัญชาระดับต่าง ๆ ซึ่งทําได้แทบจะทุกระดับนะครับ รวมไปถึงถ้าหากเป็นการ กระทําผิดกฎหมายก็ไปแจ้งความดําเนินคดี ทั้งกฎหมายอาญาหรือว่ากฎหมายเฉพาะเรื่อง ถ้าเป็นกรณีที่การดําเนินงานดังกล่าวนี้นะครับไปสร้างความเดือดร้อนมันก็มีมาตรการ บรรเทาความเดือดร้อน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ สามารถสั่งระงับการดําเนินการนั้น ได้เป็นการชั่วคราว สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวก็ได้นะครับ สั่งยุติโครงการนั้น เป็นการชั่วคราวก็ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นี่นะครับ ๑ คนก็สามารถที่จะมีช่องทางหลายช่องทางที่จะเข้าไปดําเนินการได้ ก็ขอเรียน ชี้แจงเพียงสั้น ๆ นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุม เชิญท่านเสรีค่ะ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ไม่ได้ตอบโต้ อะไรครับ เพียงแต่จะกราบเรียน ท่านประธานครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านท่านกรรมาธิการ สิ่งที่ผมเสนอนี่นะครับ ที่ท่านบอก เป็นทางออกนี่นะครับ ผมก็คิดว่าอันนั้นก็คือเป็นทางออก แต่มันแก้ไม่ได้ เพราะในปัจจุบันนี้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันก็ไม่มีใครรับผิดชอบนะครับ แล้วแม้กระทั่งประชาชน เดือดร้อน จะกี่คนก็ตามนะครับ ความรับผิดชอบของท้องถิ่นในการจะทําให้คนมีความสุข อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขนี่นะครับ มันปล่อยปละละเลย มันขาดการใส่ใจครับ ที่ผมยกตัวอย่าง เพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นเอง เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าหากว่าบรรดาคนที่รับผิดชอบของการ บริหารเมืองเหล่านี้ครับ ยังเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นความรับผิดชอบของนายอําเภอหรือผู้อํานวยการเขต เป็นความ รับผิดชอบของจราจรกลาง โรงพักแล้วก็อีกหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคมด้วย แต่ถามว่าแล้วทําไมมันยังอยู่สภาพแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่คนรับผิดชอบมีมากมายหลายหน่วยงาน แต่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นยังมีอยู่ขณะนี้ผมได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ นะครับ สิ่งที่ท่านอธิบายนั้นผมเข้าใจแต่ผมก็อยากจะบันทึกแล้วก็สาธารณชนได้รับรู้รับทราบ ว่าถ้าเราจะปฏิรูปประเทศทั้งที ให้คนที่รับผิดชอบเหล่านี้ตระหนักนะครับว่าความเดือดร้อน ของประชาชนนั้นไม่ใช่ให้เรามาพูดในชั่วโมงนี้เวลานี้ด้วยซ้ํา มันเป็นเรื่องที่ท่านสามารถทําได้ นะครับ แต่ท่านไม่ทํากัน แล้วก็ปล่อยให้เป็น แต่ถ้าเราสามารถ เอาเป็นว่าข้อเสนอผมบันทึก รวมไปกับรายงานท่านก็แล้วกันนะครับ ขอเป็นความคิดเห็นของสมาชิกคนหนึ่งที่เห็นถึง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แล้วเรากําลังปฏิรูปประเทศอยู่ ก็ขอเอาความคิดเห็นนี้ รวมไว้ในรายงานเพื่อจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบและรวมถึงรัฐบาลด้วย ได้ตระหนักนะครับ แล้วจะได้ช่วยกันปฏิรูปแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ต่อไปด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านคณะกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติม รับไว้นะคะ รับไว้เป็นข้อบันทึก ของท่านเสรีค่ะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
กรุณาใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ ยังมี ท่านสมาชิกกําลังเดินเข้ามาอีกนะคะ ดิฉันจะคอยสักครู่ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีจํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือไม่ ซึ่งหาก เห็นชอบด้วยคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมคะ ขอผลคะแนนค่ะเจ้าหน้าที่คะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและนําร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวส่งเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไปค่ะ
จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะคะ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและคณะ เป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มาประชุม และขอปิดประชุมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ