กษิดิ์เดชธนทัต เสนอเสริมท้องถิ่นด้วยการมีส่วนร่วม-เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙

กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยเน้นการรวมกลุ่มในชุมชนกว่า 4,000-5,000 ตำบล ผ่านการจัดทำแผนชุมชน เชื่อมโยงสู่ธรรมนูญตำบล และใช้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนสนับสนุนข้อเสนอ พร้อมผลักดันให้ประชาชนมีตัวแทนในผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายจากฐานราก ทั้งยังเสนอให้จัดตั้งเวทีกลางที่รวมองค์กรชุมชน ท้องถิ่น และภาคีต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ท้องถิ่นที่เชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติ และผลักดันให้ขบวนการเกษตรอินทรีย์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมกลายเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ รวมถึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ๐๐๕ ครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการที่ได้ยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อน การพัฒนาระดับท้องถิ่น โดยรวมเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่ว่ามีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้ คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาเพิ่มเติมนะครับ คือผมเองผมได้มีโอกาสได้ทํางานกับท้องถิ่น แล้วก็ภาคประชาชนโดยสัมพันธ์จริง ๆ แล้วประมาณสัก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตําบล ที่เรียกว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น จากบทเรียนนี้ในเรื่องของข้อบัญญัติผมสรุปได้ ๔ ลักษณะ นะครับ

ลักษณะที่ ๑ ก็คือว่าการเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มกิจกรรมแล้วก็เห็นรูปธรรม ที่ชัดเจน ท้องถิ่นก็เอาเรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัติ ไม่ได้แปลว่าเสนอเข้าชื่อนะครับ

ลักษณะที่ ๒ ภาคประชาชนเองได้มีการรวมตัวกันแล้วก็เชื่อมโยงกัน แล้วก็ ทําแผนชุมชนทั้งตําบล แล้วก็ยกเป็นธรรมนูญตําบล เป็นข้อตกลงร่วมกัน แล้วท้องถิ่นเห็นดี ก็เอาเรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัตินะครับ

อันที่ ๓ มันมี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนเป็น พ.ร.บ. ของ ปี ๒๕๕๐ ที่เป็นเรื่อง ของการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนในการที่คิดค้น สร้างสรรค์ แล้วก็เสนอแนะต่อท้องถิ่น บทเรียนตรงนี้เองก็ได้ยกระดับไปเป็นข้อบัญญัติได้ในหลาย ๆ เรื่อง

สุดท้ายถ้าไม่ได้จริง ๆ นะครับ ภาคประชาชนก็ส่งตัวแทนไปเป็นผู้บริหาร ท้องถิ่น แต่ส่วนใหญ่ตกหมดครับ แต่คนที่ผ่านไปมีคุณภาพทั้งนั้น สามารถหยิบยกเอา ข้อเสนอดี ๆ ของภาคประชาชนไปเป็นข้อบัญญัติได้

จากบทเรียนทั้ง ๔ บทเรียนตรงนี้เอง ผมกําลังมองถึงเรื่องพระราชบัญญัติ การมีส่วนร่วม ประเด็นสําคัญมันคือการกระจายอํานาจ การกระจายอํานาจ หมายถึง การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนทุกเรื่องในการเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าเสนอ เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้เองผมมองว่า อะไรก็แล้วแต่ที่ท้องถิ่นได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้าไป มีพื้นที่ให้ ประชาชนได้เสนอมันแปลว่าเป็นการยกระดับการพัฒนาท้องถิ่นทั้งหมด ฉะนั้นการมีส่วนร่วม ในการไปทําเป็นข้อบัญญัติมันน่าจะมีหลายช่องทางมากกว่าคําว่า เข้าชื่อ เพราะฉะนั้น การเข้าชื่อผมว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ว่ามันมีความยากลําบากมากสําหรับชนบท การที่จะ เสนอรวบรวมคน ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คน ในการที่จะเข้าชื่อ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี นะครับ แต่ในขณะเดียวกันผมกําลังมีข้อเสนออยู่ว่า แล้วทําอย่างไรให้มองถึงทั้งระบบได้เลย เขียนในเชิงหลักการสําคัญไว้ได้ไหมว่า วันนี้เรากําลังมียุทธศาสตร์ชาติด้วย ทําอย่างไรถึงจะมี ยุทธศาสตร์ระดับท้องถิ่น ผมเห็นโครงสร้างอย่างปัจจุบันในท้องถิ่น มองไปข้างล่างเห็น เลยครับ มันมีชุมชนที่เรียกว่า การรวมตัวโดยสภาองค์กรชุมชน มันมีท้องถิ่น เรียกว่า องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มันมีท้องที่ การบริหารท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้าน และมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ความหมาย ณ วันนี้ นโยบายเชิงแห่งรัฐก็คือว่า นี่คือ ประชารัฐ มันคือโครงสร้างที่มันเป็นอัมเบรลลา (Umbrella) เป็นร่มของตําบล ร่มของ เทศบาล เวทีตรงนี้จะมีพื้นที่อย่างไรให้สภากลางตรงนี้ได้มีโอกาสคิดค้นยุทธศาสตร์ ของท้องถิ่นให้ได้ เขียนตรงนี้เปิดพื้นที่ไว้ ผมว่าการเข้าชื่อก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ตรงนี้ มันคือโครงสําคัญที่เป็นร่มใหญ่ของท้องถิ่น ทําอย่างไรให้มันมียุทธศาสตร์ของท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ตรงนี้จะเป็นร่มให้กับข้อบัญญัติเล็ก ๆ เล็กๆ หรือข้อบัญญัติใหญ่ ๆ ก็ได้ มันรวมถึงข้อบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องงบประมาณด้วย ฉะนั้นผมกําลังคิดว่าถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขียนไปแตะถึงเรื่องยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นด้วย แล้วก็มีกลไกที่มันมีองค์ประกอบอยู่แล้ว ทําอย่างไรที่ให้กลไกนี้มันมีพื้นที่ได้มีโอกาสมาเจอะมาเจอกันมันมี พ.ร.บ. รองรับทั้งหมด แต่ให้เป็นเรื่องของเสริมให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมให้เวทีกลางเหล่านี้เกิดขึ้น ได้ด้วย พอมันเป็นยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ตําบล มันโยงกันได้ทั้งหมด พอมี ยุทธศาสตร์ตําบล พอเวลาทําข้อบัญญัติมันก็มีชุดของข้อบัญญัติภายใต้ยุทธศาสตร์ท้องถิ่น อันนี้คือประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ บทเรียนที่ผ่านมาท้องถิ่นมีแผนพัฒนา ๕ ปี แต่ว่าแผนพัฒนา ๕ ปีนั้น กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากกว่าคําว่า ประชาคม มันคืออะไร ผมว่าเวทีของประชารัฐ สภาประชารัฐ หรือสภาพัฒน์ตําบล สภาพัฒน์เทศบาลก็ได้ ตรงนี้ น่าจะเป็นพื้นที่กลางให้กับภาคประชาชนได้มากขึ้น และในขณะเดียวกันวันนี้นี่เองต้อง ยอมรับข้อเท็จจริง ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนเอง มีการเชื่อมโยงรวมกลุ่ม รวมองค์กร ทําแผนพัฒนาของท้องถิ่นของตัวเอง ที่มากกว่าท้องถิ่นของตัวเองก็คือมีลักษณะความเป็น กลุ่มนิเวศผืนป่า ลุ่มน้ํา พื้นที่ที่ดินที่มันเชื่อมโยงติดกัน มันมีความหมายของท้องถิ่นระหว่าง ท้องถิ่นด้วย มันมีความเป็นเครือข่ายท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เองถ้ามันมีความเป็น พื้นกลาง เวทีกลาง มากกว่าคําว่าเข้าช่วยด้วย ผมว่ามันจะเป็นประการที่ดี

อีกประการหนึ่ง ณ วันนี้เองทําอย่างไรถึงจะให้กระบวนการของที่มันเป็น มูฟเมนต์ (Movement) ในการทํากิจกรรมที่มันสร้างสรรค์ บทเรียนประสบการณ์เยอะครับ ตามภาคอีสานเองก็เยอะ กรณีที่มีบางตําบลที่เขาสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เขาสนใจเรื่อง พันธุกรรม เขาสนใจเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรม มูฟเมนต์ (Movement) เหล่านี้เอง เป็นมูฟเมนต์ (Movement) กลาง แล้วก็เปิดเวทีกลางร่วมกับท้องถิ่นท้องที่ ในการยกระดับ เรื่องนี้ไปเป็นข้อบัญญัติได้เลย ทําอย่างไรถึงจะมีเรื่องเนื้อหาเหล่านี้เข้าด้วยนะครับ

ประการสุดท้ายเองนะครับ ผมกําลังคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เอง ถ้ามันเป็น พ.ร.บ. ที่ส่งเสริมด้วย สนับสนุนด้วย ที่มากกว่าคําว่า รอตั้งรับ มีผู้แจ้งความจํานงแล้วเราก็ไป ส่งเสริมในการเขียนข้อบัญญัติต่อ ถ้าสมมุติเรามีแนวทางเชิงรุกว่าเปิดพื้นที่แล้วก็ไปส่งเสริม สนับสนุนมูฟเมนต์ (Movement) ที่มันมีรูปธรรมอยู่ภายใต้กลุ่มนิเวศของท้องถิ่นนั้น ๆ มันจะ มีภาพความสวยงามของตําบล ของเทศบาล ของอําเภอต่าง ๆ ได้ สาระสําคัญตอนสุดท้าย ผมอยากจะบอกว่า วันนี้ทิศทางสําคัญของรัฐเองกําลังมองถึงเรื่องความร่วมไม้ร่วมมือของ ภาคีภาคส่วนต่าง ๆ วันนี้ในระดับพื้นที่ชนบท พื้นที่เมืองมันมีความหมายคําว่า ชุมชนบวก ท้องถิ่น บวกท้องที่แล้วก็บวกกับหน่วยงานและภาคเอกชนด้วย ทําอย่างไรให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้มีโอกาสส่งเสริมสนับสนุนให้โครงสร้างที่มันเป็นทางการอยู่แล้วให้มันเปิดพื้นที่กลางแล้วให้ ทุกคนภาคส่วนได้มามีส่วนร่วมมากขึ้นผมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีความสมบูรณ์แล้วก็มากกว่า ความเป็นปัจเจก มากกว่าความเป็นว่าฝ่ายที่อยากได้อะไรแล้วก็เสนอแล้วก็ให้สนับสนุนให้มัน มีกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย สังคมท้องถิ่นจริง ๆ แล้วมันคือครอบครัวเดียวกันถ้าเรา ไม่แยกแล้วเปิดพื้นที่ให้ทุกส่วนมามีส่วนร่วมผมว่ามันมีความสวยงามของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ สนับสนุนเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ