สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่น โดยสนับสนุนการกระจายอำนาจแต่กังวลเกี่ยวกับอุปสรรคในการรวบรวมรายชื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท และเสนอให้พิจารณาเรื่องเร่งด่วนหรือฉุกเฉินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสมัยประชุม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทั้งหลาย กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ขึ้นปีใหม่นี้ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าผมเป็นคนไทยมากขึ้น เพราะเนื่องจากท่านกรรมาธิการ ทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าผมก็คงจะมีสิทธิที่จะไปเข้าชื่อ เสนอญัตติร่างต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ อบต. หรือที่ไหนก็ตามเมื่อผมย้ายภูมิลําเนาไปนะครับ แล้วก็ปรับใหม่ว่าแทนที่จะเดิมนะครับ ๑ ใน ๒ ของประชากร ผมไปเปิดดูในอินเทอร์เน็ต (Internet) ปี ๒๕๕๖ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผู้มีสิทธิออกเสียงนะครับ ๔,๒๔๔,๔๕๒ คน ถ้าเก่านะ ครึ่งหนึ่งผมต้องไปหาคนมาช่วยร่วมร่าง เขาเรียกลงชื่อร่วมนะครับ ครึ่งหนึ่งก็คือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ผมจะไปหาที่ไหน ผมคิดว่าไม่มีทางเลย เกิดอีกร้อยชาติก็ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นใครที่เลือกตั้งไปแล้วฉันก็อยู่ไปเรื่อย จะทําอะไรก็เป็นเรื่องของฉัน ท่านประธาน ท่านก็รู้อยู่ว่า ท่านก็เป็นผู้บริหารสูงสุดของ กทม. มา ผมคิดว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น เทศบาล อบต. นะครับ หรือ กทม. หรือเมืองพัทยาก็ตาม ที่ไหนมีการเลือกตั้ง ที่นั่นต้องมี ศัตรู ถ้าไม่จริงไปดูก็ได้ เพราะมีฝ่ายฉันก็ต้องมีฝ่ายเธอ ถูกไหมครับ การแข่งขันกันไม่ว่า ประเทศไหนเลย เชื่อเถอะเมื่อไรที่ลงการแข่งขันกันแล้วไม่มีวันที่จะมีความสามัคคี เพราะว่า ถ้าสามัคคีกันแล้วมันก็ต้องใช้ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี นะครับ ความสามัคคีคือนํามาซึ่ง ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ผมคิดว่าที่ไหนก็ตามที่การบริหารใช้นโยบายร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ และร่วมกันฟังเสียงปรบมือจากประชาชน ที่นั่นไม่จําเป็นต้องมีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เลย เพราะเมื่อเขาจะขึ้นมาก็ออมชอมกันว่าเธอทําดีก็ขึ้นไป เธอทําไม่ดี หรือผลัดกัน ฉันก็ขึ้นบ้าง แต่จริง ๆ ของสังคมโลกไม่ใช่เป็นเช่นนั้น อํานาจมันทําให้คนตาบอดมืดมัว เขาก็ บอกเลยว่าเมื่อไรที่คนมีอํานาจ มีเงินตรา ๒ อย่างนี้ก็จะทําให้สังคมเสื่อมทรามได้เสมอ เมื่อมี อํานาจก็หาเงิน เมื่อมีเงินก็หาอํานาจ ผมเลยจะกราบเรียนว่าการกระจายอํานาจนี้เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มีมานานนะครับ มีมานาน แล้วก็ควรจะต้องทําต่อไป การปรับใหม่ของท่านนี้บอกว่า ในหน้า ๙ นะครับ บอกว่าเป็นการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นต้องมีผู้ลงนามไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อันนี้ผมเข้าใจเลยว่าถ้าเอา ๑ ใน ๕ ของกรุงเทพมหานคร ๔,๐๐๐,๐๐๐ ผมต้องไปหา ๘๐๐,๐๐๐ ครับ ไม่มีทางเลย ใช่ไหมครับ แต่ว่าท่านก็เขียนว่าไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน ทีนี้ผมนึกถึงว่าถ้าผมอยู่ อบต. บ้านนอก มีประชากรแค่สัก ๔,๐๐๐ คน ผมจะต้องไปหานะ ถ้า ๔,๐๐๐ คน ผมต้องไปหา ๑ ใน ๕ หาไม่ง่ายนะครับ ไม่ง่ายนะครับ ไม่ง่าย หาไม่ง่ายนะครับ หายาก และยิ่งอยู่ใน ชนบทที่จะมาหาคนมายื่นญัตติ ก็คือว่าเมื่อไรที่ยื่นข้อบัญญัติใหม่ก็คือว่ากําลังจะบอกว่า ผู้บริหารไม่สนใจทุกข์สุขของประชาชน เอาละไม่เป็นไรอันนี้ผมฝากไว้ให้ท่านคิดดูว่าอันนี้ มันมีปัญหาไหม แต่ว่าผมเห็นด้วยว่าอันนี้ผมจะต้องสนับสนุน ที่พูดทั้งหมดนี้คือสนับสนุน ทีนี้พอมาดูถึงมาตรา ๘ ของท่าน มาตรา ๘ เขียนไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ประธานสภาได้รับ คําร้องตามมาตรา ๖ แล้ว ให้ตรวจสอบรายชื่อให้ครบถ้วนตามมาตรา ๗ และให้ส่งคําร้องนี้ ไปผู้บริหาร ถ้าเป็นประธานสภาก็ต้องส่งไปนายก อบต. เพื่อที่จะพิจารณา และเขียนไว้ เลยว่าให้สภาพิจารณาโดยเร็ว ให้โดยเร็วภายในสมัยประชุมนั้น หรือสมัยประชุมถัดไป ผมยกตัวอย่างว่าถ้าผมอยู่ที่ อบต. ไหน หรืออยู่กรุงเทพมหานคร ผมก็อยู่มาด้วยความสุข แต่ไม่ใช่เป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่ ๆ เป็นหมู่บ้านเก่า ๆ เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิก สปท. ท่านหนึ่งกล่าว ผมก็อยู่อย่างนั้น อยู่ ๆ พอบ้านข้าง ๆ บ้านเขาย้ายไปอยู่บ้านใหญ่ ๆ บ้านหลังนี้ เขาก็ให้เช่า พอประกาศเช่าปุ๊บคนก็มาเช่า มาเช่าปุ๊บก็ทําให้ผมสุขภาพเสียหาย เช่น ทั้งคืน ทั้งวันเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ตลอดเวลานะครับ และถ้าร้ายกว่านั้นถ้าใครมีอาชีพ หรือว่าอาชีพ ต้มทอง รู้จักต้มทองไหมครับ ต้มทองนี่มันจะมีกลิ่นอย่างแรงเลย หลังคานี่ผุหมดเลยนะครับ คําถามว่า สมมุติยังไม่มีข้อบัญญัตินะ ถ้ากรุงเทพฯ นี่ผมว่ามีแล้ว แต่ว่าถ้าอยู่บ้านนอก ไม่มี ผมต้องยื่นอย่างไร กว่าจะพิจารณา ผมก็ตายผ่อนส่งทุกวัน มีไหมเหมือนกับศาลปกครอง ว่าขอคุ้มครองฉุกเฉิน พอยื่นไปแล้วนี่ท่านพิสูจน์กัน นํามาพิสูจน์วันนี้เลยว่าอันนี้มันทําลาย สุขภาพต่อผมและประชากรใกล้ ๆ อย่างนี้ต้องคอยการประชุมถัดไปไหมของสมัยการประชุม ผมอยากจะกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้ดีหมด แต่ผมคิดว่าน่าจะ น่าจะนะ สําหรับในกรณีที่ ฉุกเฉินหรือที่เห็นคลิป (Clip) นะเมื่อสงกรานต์นี้ ตํารวจจราจรท่านหนึ่งผ่านมา มีหญิงสาวชายหนุ่มร้อยแปดสาดโครม คิดว่าหลายท่านดูแล้ว มอเตอร์ไซค์แฉลบไปกระแทกกับฟุตปาธ (Footpath) ฟุตปาธ (Footpath) ก็สูง แทนที่จะ ไม่ตาย ตาย เพราะเนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไปกระแทกฟุตปาธ (Footpath) แล้วก็ ๒-๓ ตลบ หัวโหม่งพื้น ผมไปดูฟุตปาธ (Footpath) ในต่างประเทศมาหลายประเทศ เอาใกล้ ๆ เลย ที่ประเทศลาว ถ้าข้ามจังหวัดอุบลราชธานีไปที่ช่องเม็ก ฟุตปาธ (Footpath) ที่เขาเชื่อมกับ ถนนนี่นะครับแค่นิ้วเดียว แล้วเป็นสโลป (Slope) ด้วยซ้ํา คําถามว่าที่ผมพูดอย่างนี้ทําไม สมมุติว่าผมอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่สมมุติแล้วขณะนี้ผมอยู่กรุงเทพมหานคร ผมอยากจะ เสนอข้อบัญญัติว่าให้กรุงเทพมหานครไม่ทําฟุตปาธ (Footpath) ให้ชันแบบนี้ ให้มันเตี้ย ให้มันสโลป (Slope) สโลป (Slope) ดีอย่างไรครับ เวลาน้ําตกลงมาน้ําก็ไหลลงเร็วก็ไม่เป็น ตะไคร่เวลาคนเดินปุ๊บก็ไม่ลื่นนะครับ อย่างนี้ผมต้องใช้คนเยอะมาก ๕,๐๐๐ คน ผมจะไปเอา ที่ไหน ในหมู่บ้านบางหมู่บ้านยังไม่มีเลยคนครบอย่างนี้นะครับ ผมก็เลยคิดว่าถ้าในอนาคต ทําให้มันง่ายขึ้นกว่านี้ แต่อันนี้ดีที่สุดแล้วผมว่าดีแล้ว แต่ผมมองว่าท่านปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประธานเก่า ถ้าประธานปัจจุบันนี้ท่านก็เห็นว่าฟุตปาธ (Footpath) เราบางแห่ง หนาแค่นี้ สูงขนาดนี้นะครับ โอ้โฮท่านไม่ต้องเอาแค่ว่ารถไปชนฟุตปาธ (Footpath) แล้วก็ หัวน็อก (Knock) พื้นตาย เอาแค่เปิดประตูรถ รถก็พังแล้ว ไม่ทันเห็นพอจอดปุ๊บตรงนี้ สีขาวแดง จอดไม่ได้ ไปที่จอดได้ก็คือไม่มีสีขาวแดง ไม่มีสีเหลืองขาว พอเปิดมาปุ๊บก็ครืด รถก็พัง ผมยังคิดว่าอย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะลองไปพิจารณาเพิ่มนิดหนึ่งว่า ในกรณีฉุกเฉิน ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ผมก็ถือว่าสําคัญมากนะ อย่างอื่นยังคอยได้ อย่างนี้ยื่นแล้วต้องพิจารณาฉุกเฉินไหมนะครับ ถ้าท่านใส่อีกนิดหนึ่งผมก็จะมีความสุข มากที่สุดเลยครับ ก็กราบขอบพระคุณมากครับ