ธวัชชัย ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ถอดถอนท้องถิ่น เน้นเพิ่มสิทธิประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙

ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ชี้แจงและเสนอร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการลดข้อจำกัดในการรวบรวมรายชื่อ การปรับสัดส่วนคะแนนเสียง ระยะเวลา และกระบวนการให้ชัดเจน เป็นธรรม และเอื้อต่อสิทธิของประชาชนมากขึ้น

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล กํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วม ของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ขออนุญาตนําเรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณาและสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้ครับ

ความเป็นมาของการปรับปรุงแก้ไข ก็จะคล้ายกับร่าง พ.ร.บ. เสนอข้อบัญญัติ ก็คือเนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยมีการบัญญัติเนื้อหาเป็นไปตาม มาตรา ๒๘๖ ในหมวด ๙ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่กําหนดว่า ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจํานวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของ จํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป ให้สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การลงคะแนนเสียง ตามวรรคหนึ่งต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทั้งหมด ต่อมาได้มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีการแก้ไขในเรื่องนี้โดยระบุในมาตรา ๒๘๕ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดํารงตําแหน่ง ต่อไป ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง ทั้งนี้จํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ หลักเกณฑ์และวิธีการ เข้าชื่อ การตรวจสอบรายชื่อและการลงคะแนนเสียง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และสะดวกต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิในเรื่องนี้ จึงมีการเสนอขอ แก้ไขปรับปรุง โดยไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้ความเห็นชอบ แล้วส่งให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบ ทําการแก้ไขปรับปรุง ส่งกลับไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเพื่อเห็นชอบส่งไปยัง สภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงตกไป เพื่อให้นํากลับมาเสนอใหม่ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งและดําเนินการไม่แล้วเสร็จ หมดวาระไปก่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้รับมอบภารกิจมาดําเนินการต่อไป พบว่าตั้งแต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบัน มีการ ลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนเพียง ๑๔ ครั้ง ถอดถอนสําเร็จ ๔ ครั้ง จากจํานวนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗,๘๕๑ แห่ง ประกอบการพิจารณา ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้ดําเนินการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

๑. ศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่าง การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

๒. ศึกษาผลการพิจารณาดําเนินการของสภาปฏิรูปแห่งชาติตลอดทั้ง ข้อคิดเห็นและข้อสังเกต

๓. รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง

๔. ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ซึ่งระบุไว้ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๕๔)

๕. มาตราหรือประเด็นไหนที่ผ่านความเห็นชอบของสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกามาแล้ว จะยึดตามเป็นหลัก เว้นแต่มีข้อมูลบางอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลง

ประเด็นที่เป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอ ทําให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิถอดถอนได้น้อยเพียง ๔ ครั้ง ที่สามารถถอดถอนได้จาก ๑๔ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบัน สาเหตุเพราะ

ประเด็นแรก การกําหนดจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเพื่อลงคะแนนเสียง ถอดถอนมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนโดยมีถึง ๔ ระดับนะครับ ระดับแรก ก็คือจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับที่ ๒ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับที่ ๓ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระดับสุดท้ายคือระดับที่ ๔ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

สําหรับในประเด็นที่ ๒ ที่เป็นสาเหตุสําคัญก็คือ ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง ต้องเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประเด็นที่ ๓ ก็คือคะแนนเสียงถอดถอนจะต้องได้คะแนนเสียงจํานวน ไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนนะครับ

สรุปสาระสําคัญประเด็นที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขก็มีทั้งหมดอยู่ ๑๐ ข้อ ด้วยกันนะครับ

๑. คือมีทั้งหมด ๒๙ มาตรา มีประเด็นการแก้ไข ๑๕ มาตรานะครับ

๒. ปรับปรุงแก้ไขในประเด็นสัดส่วนจํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อให้มีการ ลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จาก ๔ ระดับ เหลือ ๒ ระดับนะครับ ระดับแรกก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สุดแต่จํานวนใดจะน้อยกว่า นะครับ ระดับที่ ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็นต้นไป ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น โดยเทียบเคียงกับมาตรา ๒๗๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จํานวนผู้เข้าถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับชาติ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ก็ใช้จํานวน ๒๐,๐๐๐ คนนะครับ การนับจํานวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อตามระดับแรก และระดับที่ ๒ ให้ถือตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี การเข้าชื่อนั้น ที่ผู้อํานวยการทะเบียนกลางตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรจัดทําขึ้น ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นครั้งหลังสุด

๓. ปรับปรุงแก้ไขจํานวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอน การลดจํานวน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จาก ๓ ใน ๔ มาเป็นเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความ ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น โดยได้เสนอให้แก้ไขสัดส่วนจํานวนคะแนนเสียง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน ดังนี้ ในกรณีมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และมีคะแนนเสียงจํานวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้บุคคลนั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันลงคะแนนเสียง

๔. การปรับปรุงแก้ไขคํานิยามและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการเข้าชื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เช่น ยกเลิกบทนิยามคําว่า ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ และ สํานักงานเทศบาล ในมาตรา ๓ เนื่องจากได้ตัดเรื่องการปิดประกาศ การกล่าวหาและคําชี้แจงข้อเท็จจริงไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ และสํานักงาน เทศบาลออก จึงไม่จําเป็นต้องกําหนดบทนิยามดังกล่าวไว้

แก้ไขบทนิยามคําว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” และเพิ่มบทนิยามคําว่า “ผู้มีสิทธิ เข้าชื่อ” “ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง” “ผู้บริหารท้องถิ่น” “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” และ “นายอําเภอ” เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและให้มีความชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น

เพิ่มคํานิยามคําว่า “ผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อใช้แทน คําว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เนื่องจากผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําหน้าที่เป็น ผู้รับคําร้องและดําเนินกระบวนการเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นแทนผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในระดับองค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาล ตําบลให้นายอําเภอหรือปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนในระดับ เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นในเขตจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ และในกรุงเทพมหานคร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ

แก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม “บัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุ” เพื่อ ป้องกันการสับสนของประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเกี่ยวกับการใช้สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน จึงกําหนดข้อความ “บัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุ” ไว้ท้ายประโยค

๕. ปรับปรุงการทําคําชี้แจงและการปิดประกาศ โดยกําหนดให้ปิดประกาศ ข้อกล่าวหาตามมาตรา ๗ ไว้ ณ ที่ทําการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเท่านั้น เช่น ที่ทําการองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเขตชุมชนหนาแน่นที่เห็นสมควร และตัดเรื่องการปิดประกาศไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ทําการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ว่าการอําเภอและสํานักงานเทศบาลออก

๖. ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานการถอดถอน โดยกําหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานเกี่ยวกับการถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอันนี้ก็กําหนดขึ้นเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดําเนินการถอดถอนให้ชัดเจน

๗. แก้ไขระยะเวลาที่ กกต. จะต้องจัดให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนโดยให้ ประกาศกําหนดวันลงคะแนนเสียงจากไม่เกิน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้กํากับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นไม่เป็นเกิน ๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้กํากับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในกรณีที่วาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเหลืออยู่ไม่เกิน ๖๐ วัน กกต. จะไม่จัดให้มีลงคะแนนเสียงถอดถอนก็ได้

๘. แก้ไขช่องในบัตรลงคะแนนเสียงจากคําว่า “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” เป็น “ถอดถอน” และ “ไม่ถอดถอน” เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

๙. เพิ่มเติมบทกําหนดโทษ เดิมกําหนดบทลงโทษกรณีผู้บังคับบัญชา หรือนายจ้างที่ขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวหรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิ เข้าชื่อและกรณีลักษณะความผิดที่เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างระยะเวลาการจัดให้มีการ ลงคะแนนเสียงเท่านั้น เพิ่มเติมบทกําหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สําหรับกรณีบุคคล ที่กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเข้าชื่อหรือลงคะแนนเสียงเพื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นโดยไม่ชอบ กําหนดโทษสําหรับบุคคลที่ ลงลายมือชื่อปลอมเพื่อให้ผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียง ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และกําหนดโทษสําหรับบุคคลที่เรียกรับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้มี การลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกําหนดโทษ ผู้กระทําผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ

๑๐. ผู้รักษาการและผู้มีอํานาจการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้ ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีอํานาจวางระเบียบกําหนดวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องโดยไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้

กล่าวโดยสรุปนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ก็ได้ยกร่างขึ้น โดยยึดหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ แล้วก็เป็นการสานต่องานของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้เคย ให้ความเห็นชอบไว้ในหลักการไว้แล้ว แต่ยังทําไม่สําเร็จก็หมดวาระไปก่อน ประกอบกับได้ใช้ แนวทางของร่างพระราชบัญญัติที่เคยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ก็เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณา โดยได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในส่วนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ใคร่ยินดีที่จะรับฟังความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าหากข้อคิดเห็นใด ที่จะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อ กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นหรือการกํากับดูแลตรวจสอบ ทางคณะอนุ กรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ