เสรี สุวรรณภานนท์ หารือประเด็นการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น โดยเสนอให้ประชาชนเพียงคนเดียวที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถร้องขอถอดถอนได้ ภายใต้กลไกตรวจสอบของคณะกรรมการ เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบและลดการละเลยต่อหน้าที่ โดยยกตัวอย่างปัญหาสัญญาณจราจรที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. นะครับ ผมคงมีประเด็นสั้น ๆ เรื่องการถอดถอน ก็เห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่เสนอรายงานมา แต่อยากให้พิจารณาให้ความสําคัญเพิ่มเติมดูแลพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ของท้องถิ่นดังกล่าว แล้วก็เพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งน่าจะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นด้วยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ก็คือเรื่องของการ เสนอชื่อถอดถอน ในรายงานได้กําหนดเอาไว้ว่าการเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สุดแต่ส่วนใด จะน้อยกว่า อันนี้ก็คือดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ แต่อยากให้พิจารณาเริ่มในส่วนของประชาชนเอง น่าจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ถ้าเกิดประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากบรรดานักการเมืองท้องถิ่น เหล่านี้ แล้วถ้าไปรวมพลถึง ๕,๐๐๐ คน แล้วมันก็จะทําให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่เกรงกลัว คนที่ กระทําความผิดทางอาญา คนที่ไปร้องทุกข์เองสามารถเป็นผู้เสียหายเพียงคนเดียวก็สามารถ ที่จะไปร้องทุกข์เอาผิดเอาโทษผู้กระทําความผิดได้ แต่เราในเรื่องของถอดถอนเพื่อให้บรรดา คนที่รับผิดชอบนี้ตระหนักว่าถ้าเมื่อใดก็ตามไปก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไม่ใช่ต้องก่อความ เดือดร้อนให้กับคนมากมาย แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพียงคนเดียว ประชาชนคนนั้นก็น่าที่จะยื่นขอถอดถอนได้ แต่การถอดถอนด้วยคนคนเดียวหรือน้อยคน น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนนี่นะครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปยื่นถอดถอนได้เลย การยื่นถอดถอนในส่วนของ ประชาชนที่มีจํานวนน้อยหรือแค่คนเดียวได้รับความเดือดร้อนเราก็ต้องมีระบบในเรื่องของ คณะกรรมการขึ้นมาในท้องถิ่น ว่าข้อเดือดร้อนที่ราษฎรขอให้ถอดถอนนักการเมืองมีมูลไหม มีหลักฐานไหม ถ้ามีเมื่อผ่านกรรมการตรวจสอบแล้วคนคนนั้นก็ชอบที่จะถูกถอดถอนครับ ไม่ใช่เรื่องถอดถอนเป็นเรื่องที่เบาน้อยกว่าเรื่องคดีอาญา แต่ต้องใช้จํานวนเสียงประชาชน จํานวน ๕,๐๐๐ คนเป็นอย่างน้อย ผมว่ามันไม่ทําให้คนเกรงกลัวอะไรเลย แล้วก็เป็นการ ปิดกั้น เป็นความยาก ก็อยากจะฝากประเด็นปฏิรูปนะครับ ว่าถ้าจะปฏิรูปในเรื่องนี้เปลี่ยนวิธี คิดกันใหม่ ประชาชน ๑ คนสามารถที่จะร้องขอถอดถอนได้ แต่อย่าไปห่วงว่าเป็นเรื่องขอ ถอดถอนง่าย ไม่ง่ายหรอกครับ เพราะอย่างที่กราบเรียนแล้วว่ามันจะมีกรรมการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานก่อน ถ้ามีข้อมูล มีหลักฐาน ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับ อย่างนี้มันจะทําให้คนที่รับผิดชอบในหน้าที่ตระหนัก แล้วก็ จะเกรงกลัวต่อราษฎร แล้วราษฎรเองนั้นนะครับจะได้รับการบริการอย่างดี บรรดาเจ้าหน้าที่ นักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้นะครับ ก็จะระมัดระวัง และไม่กล้าไปกระทําความผิด เพราะ ไม่ใช่คดีอาญา มันเป็นเรื่องแค่ถอดถอนครับ คนไม่ดีก็ต้องออกจากตําแหน่งครับ แม้กระทั่ง ไปกระทําการไม่ดีต่อคนเพียงคนเดียว แต่มันหลายครั้งเข้ามันก็คือหลายคน แต่ถ้ารอจะต้อง ใช้เสียงจํานวนมากมาย มันก็คือรูปแบบเดิม จํานวน ๕,๐๐๐ คน ไม่น้อยนะครับ หรืออย่างที่ ผมยกตัวอย่างสักครู่ อย่างจราจร ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ใยดีนะครับ ไม่ใยดีกับการที่ประชาชน ได้รับความเดือดร้อนที่ท่านประธานกรรมาธิการท่านกรุณาว่าจะมีคณะกรรมาธิการอีกชุดหนึ่ง กรรมาธิการที่จะไปศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับงานจราจร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน อย่างนี้เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นปล่อยปละละเลย แล้วก็ มีเหตุผลว่าอยู่ในหลายหน่วยงาน แต่ก็ต้องดูครับว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้น รับผิดชอบ เรื่องอะไร ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ยกตัวอย่างว่า มันมีหลายจุดเหลือเกินที่เจ้าหน้าที่ตั้งสัญญาณจราจรเพื่อเป็นกับดักครับท่านประธาน กับดักเพื่อจะหาผลประโยชน์อ้างอิงข้อบัญญัติกฎหมาย หรืออ้างอิงกฎหมายว่าตัวเองกระทํา ความถูกต้อง แต่แฝงด้วยเจตนาที่จะให้ราษฎรหรือประชาชนกระทําความผิดต่อกฎหมาย ก็เลยไปกําหนดสัญญาณจราจรหาช่องทางเพื่อให้ชาวบ้านกระทําผิด ไม่ใช่สัญญาณไฟ นะครับ แต่เป็นสัญญาณจราจรที่กําหนดระยะเวลาว่า ๙ โมงวิ่งได้ หลัง ๙ โมงวิ่งไม่ได้ หลายจุดในท้องที่ของกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสัญญาณจราจร แบบนี้ สมควรถูกถอดถอนไหม สมควรถูกถอดถอน อย่าบอกว่าเป็นเรื่องเล็กนะครับ ประชาชนเดือดร้อนทุกวัน ถูกกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายเอาผิดเอาโทษประชาชน อยู่ทุกวัน ประชาชนเดือดร้อนเสียค่าปรับอยู่ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ตัวอย่างที่ผมยกให้เห็นครับ เมื่อกี้นี้ผมถามท่านอํานวย นิ่มมะโน แล้วว่าท้องที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบนะครับ ลงจาก สะพานซังฮี้มาก็คือเขตท้องที่ของสถานีตํารวจสามเสนนะครับ คือเขากําหนดเวลาไว้ แต่ถ้าหากว่าไม่อยู่ในเวลาที่กําหนด ประชาชนจะขึ้นสะพานซังฮี้ได้จะต้องอ้อมนะครับ ท่านประธาน แทนที่วิ่งเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานได้เลย ก็ไปติดป้อมตํารวจ ป้อมตํารวจก็ตั้งอยู่อย่างนี้ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโนท่านก็บอกว่าอยู่ในท้องที่ของ สน. สามเสน แต่ก็ปล่อย นับวันอยู่อย่างนี้ครับ ถามว่าอย่างนี้ไม่ถูกถอดถอนได้อย่างไร พอไปบอกตํารวจ บอกว่าทําไม มาดักจับตรงนี้ เขาบอกว่าสัญญาณจราจร กทม. เป็นคนกําหนด แล้วก็ปล่อยปละละเลย แต่ถ้าบอกว่าประชาชนเดือดร้อนยื่นถอดถอนโดยง่าย ทุกคนจะระมัดระวัง แต่ไม่ถูกถอดถอน หรอกครับ อาจจะมองเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกคนจะระมัดระวัง ไม่กระทําความผิดในเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นขอย้ํานะครับว่าสิ่งที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนมีหลายจุดครับ จุดที่เห็นตําตาอยู่ทุกวี่ทุกวัน เราในฐานะมาทําหน้าที่ดูแลประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันวิ่งมาจาก ทางเทเวศร์นะครับ พอติดเวลาปั๊บ แทนที่ประชาชน รถไม่ติดเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานซังฮี้ง่าย ๆ แต่ปรากฏว่ามีป้อมตํารวจอยู่ตรงนั้น พอเลี้ยวปั๊บโดนจับแถวยาวเลยครับ เขียนใบสั่ง กรุงเทพมหานครทนอยู่ได้อย่างไรครับ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ อย่าปล่อยให้ กรุงเทพมหานครปล่อยปละละเลยอย่างนี้ แม้ว่าสัญญาณจราจรแก้ปัญหาจราจรจะอยู่ หลายหน่วยงานก็จริงนะครับ แต่ถามว่ามีใครรับผิดชอบไหม ตั้งแต่ระดับกระทรวงคมนาคม ไปดูสิครับ ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาจราจรทั้งระบบก็ไม่มีใครใส่ใจครับท่านประธาน เรามาปฏิรูปประเทศ แต่เราเห็นประชาชนเดือดร้อน ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กทุกคนมองข้ามหมด แต่อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับเจ้าหน้าที่ตํารวจเองท่านอยู่ในท้องที่ตรงนั้นท่านต้องเสนอ ขอแก้ครับว่าตรงนี้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนได้รับผลกระทบ แล้วหลายท้องที่เป็นอย่างนี้ ติดสัญญาณเวลานี่นะครับ ปล่อยครับ แทนที่ตํารวจจะมายืนอยู่ตรงจุดเริ่มนะครับ ปล่อยให้ ประชาชนวิ่งเข้าไปลึก ๆ แล้วก็ไปดักจับตรงกลาง ไปดักจับตอนปลาย เดือดร้อนกันทั้งเมือง อยู่สภาพแบบนี้นะครับ ถามว่าสมควรถูกถอดถอนไหม สมควรอย่างยิ่งนะครับ แล้วจะให้ ประชาชน ๕,๐๐๐ คนมาลงชื่อถอดถอนอย่างนี้ได้ไหม ก็ยากครับ เอาอย่างนี้นะครับเสนอแบบนี้ นี่ยกตัวอย่างให้เห็น ประชาชน ๑ คนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทําบริหารเมืองแบบนี้ นะครับเอาเป็นว่าเดือดร้อน ๑ คนก็ถอดถอนกันได้เขาจะได้ไม่กล้าแล้วระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน