สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ พูดถึงการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น และเรียกร้องให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะมาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเพื่อให้ลงคะแนนเสียงถอดถอน
ท่านประธานครับ วันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผม มีความสุขนะครับวันขึ้นปีใหม่ไทย ผมกราบเรียนว่ามันมีภาษิตโบราณไว้ว่า ปลูกเรือนผิด คิดจนเรือนพัง มีภรรยาผิดคิดจนภรรยาตาย แต่ว่าโบราณไม่ใช้คําว่าภรรยานะครับ แต่ก็มี ภาษิตอีกตัวหนึ่งบอกว่า สมัยก่อนต้องใช้ช้างเป็นพาหนะสําคัญ จะดูช้างต้องดูที่หาง จะดูนาง มาเป็นคู่ครองต้องดูที่แม่ ถ้าดูจะให้แน่ ๆ ต้องไปดูถึงยายว่ายายนี่เป็นอย่างไร มันก็เข้าเรื่อง ของท่านกรรมาธิการว่าก็คือว่า ประชาธิปไตยเราเลือกตั้งเข้าไปแล้ว แล้วเขาก็ทําผิดคิดร้าย ไม่ทําตามที่ให้สัญญิงสัญญาไว้ว่า จะทําอย่างนั้นจะทําอย่างนี้ให้ประชาชนมีความสุข ก็ต้องมี สิทธิที่จะถอดถอนได้ซึ่งต่างกับภาษิตโบราณที่ผมยกขึ้นมา แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่นะครับท่านประธาน ถ้ามีเงินนะครับ ปลูกเรือนผิดปล่อยทิ้งไว้ให้นกหนูอยู่ แล้วไปปลูกใหม่ ปลูกใหม่ไปเรื่อย ๆ มีภรรยา ๑ คน ไม่ชอบใจหรืออยากจะมีเพิ่มก็มีไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นบางคนนะไม่ใช่ทั้งหมด แล้วก็เดี๋ยวนี้แต่งงานก็ไม่ค่อยจะดู สวยปิ๊ง จดทะเบียนเขตบางรัก ได้กรอบทองคําไปอีก อีก ๗ วันไปหย่าที่เขตฝั่งธน อีกเขตหนึ่ง อย่างนี้ก็ไม่ดี ทีนี้ถามว่าผมพูดเรื่องนี้ทําไม ผมคิดว่า การที่จะถอดถอนผู้บริหารนี้มันต้องสะดวก ง่าย แต่ไม่ใช่คน ๒-๓ คน แล้วไปยื่นแล้วก็ ถอดถอนให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ผมอยากให้ท่านไปดูหน้า ๒ ของร่างพระราชบัญญัติของท่าน มาตรา ๕ มาตรา ๕ ที่ท่านเขียนไว้ คืออย่างนี้ที่ผมต้องพูดเรื่องมาตรานี้ เพราะโอกาสที่จะ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าไม่แก้ในรัฐบาลนี้ ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ คงจะลําบากมาก เพราะเมื่อมีผู้แทน ผู้แทนก็มีพรรคพวกเป็นกรรมการ อบต. กรรมการ อบจ. อะไรร้อยแปดจิปาถะ ต้องทําเสียสมัยนี้ ท่านเขียนไว้ว่า มาตรา ๕ การเข้าชื่อเพื่อให้ลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้จัดทํา เป็นคําร้อง พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ายื่นต่อผู้กํากับองค์กรปกครองท้องถิ่น ตามหลักเกณฑ์ก็คือไปดูตามมาตรา ๕ ถ้าเป็น อบต. ก็เป็นเรื่องของท่านนายอําเภอ แต่ถ้า ใหญ่ขึ้นมาเป็นเรื่องของกรุงเทพมหานครก็เป็นเรื่องของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยนะครับ อันนี้ก็ว่าไป ทีนี้ประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนนําเสนอขอให้ ท่านกรรมาธิการพิจารณาทบทวนดูอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านไม่แก้ ผมก็ลงคะแนนให้อยู่แล้วสําหรับเรื่องเหล่านี้นะครับ แต่ท่านลองดูว่ามันไม่ค่อยเป็นตรรกะ (๑) ท่านเขียนไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้เลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านเขียนไว้เลยว่า ต้องใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ๑ ใน ๕ ก็คือ ๒๐,๐๐๐ คน ใช่ไหมครับ ถ้า ๑๐๐,๐๐๐ หรือไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน แล้วแต่สุดที่ว่าอันไหนน้อย ก็คือ ๕,๐๐๐ แต่พอ (๒) ท่านบัญญัติต่อไปว่าถ้าเขตนั้นมีการเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้ลงนาม ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ผมถามตัวผมเองว่าถ้าในกรณีที่ท้องถิ่นของผมมี ๑๐๐,๐๐๐ กับ ๑ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ กับ ๑๐ คน ผมต้องใช้ ๒๐,๐๐๐ ไม่ใช่ ๕,๐๐๐ นะ เมื่อกี้นี้ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านใช้ ๕,๐๐๐ น้อยสุด แต่พอผมมีประชากรเพิ่มอีกคนหนึ่งอายุ ๑๘ ปีขึ้นมา เป็นคนที่ ๑๐๐,๐๐๑ ท่านต้องใช้ ๒๐,๐๐๐ นะ ท่านไม่มีน้อยกว่าก็คือไม่มีคําว่า ๕,๐๐๐ เลย อันนี้ก็ไม่น่าจะเป็นตรรกะที่น่าจะเป็นไปได้ บัญญัติไตรยางศ์นะครับ ผมคิดว่าถ้าท่านเขียน ไปอีกสักวงเล็บหนึ่งหรือ ๒ วงเล็บให้มันเป็นชั้นนะครับ เป็นระดับว่าถ้า ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ท่านใช้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ คน ถ้าเกิน ๑๐๐,๐๐๐ ถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ท่านใช้เท่าไรอย่างนี้ ผมจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นตรรกะเมื่อเวลาคนอ่านกฎหมายแล้ว อย่าคิดว่ากฎหมายนี้เราจะใช้ คนเดียวนะ เด็กรุ่นใหม่ก็จะมาดูว่าเอ๊ะนี่เราเสนออย่างไรมันไม่เป็นตรรกะเลย สิ่งที่ผม จะกราบเรียนไว้ว่ากฎหมายนี่เวลาท่านคลอดไปแล้ว ผ่าน สนช. ไปแล้ว ผ่านรัฐบาลไปแล้ว พอมีการเลือกตั้งแล้วโอกาสที่จะแก้ก็ยากลําบากมาก แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวม ภาพรวม นะครับของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมคิดว่าดีมากเลยครับ เมื่อเราให้ปกครองระบอบ ประชาธิปไตยแล้วเมื่อใดก็ตามที่เลือกไปแล้วแล้วเขาไม่ทําตามที่ว่า หรือทําให้ประชาชน เดือดร้อนก็ถอดถอนได้ ผมก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าผมมีข้อคิดความเห็น เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ