อําพล สนับสนุนปฏิรูปอำนาจ เน้นท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙

อําพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นภายใต้กรอบการอภิบาลแบบเครือข่าย พร้อมเน้นการรวมตัวของประชาชน การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และยกตัวอย่างกระบวนการร่วมสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายที่แท้จริงจากชุมชนอย่างกว้างขวาง

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ได้มีโอกาสได้อภิปราย คงเป็นการอภิปรายสนับสนุน คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ชื่นชมที่ท่านได้พัฒนางานชิ้นนี้ขึ้นมาแล้วก็ยังมีอีกหลายชิ้น ที่เตรียมที่จะเสนอต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปนะครับ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับ ทั้งรายงานและร่าง พ.ร.บ. นะครับ ในส่วนของรายละเอียดการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นั้น จะขออนุญาตไม่ได้กล่าวถึง กระผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้เสนอนี้เป็นความพยายามที่จะ ปรับดุลอํานาจการอภิบาลสังคม ซึ่งมีด้วยกัน ๓ แบบ ถ้าเราไปศึกษาติดตามจะพบว่า ในอดีตนั้นประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็เน้นการอภิบาลโดยรัฐ กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท (Governance by State) เป็นหลักนะครับ ซึ่งก็เป็นการปกครองแบบรวมศูนย์ สั่งการจาก บนลงล่าง เหมือนเป็นการปกครองแบบเมืองขึ้นนั่นเอง ข้อดีคือทําให้เกิดความเป็นปึกแผ่น จัดการเรื่องที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องเร่งด่วน เรื่องที่ต้องการสั่งการแบบรวมศูนย์ ได้ดี แต่พอสังคมเปลี่ยนไปก็พบว่าระบบนี้ช้า ตอบสนองหลายเรื่องไม่ได้ในสถานการณ์จริง ที่หลากหลายแล้วก็ซับซ้อนมากขึ้นในโลกทุกวันนี้ ในยุคหนึ่งถ้าเราย้อนไปสัก ๒๐-๓๐ ปี ก็จะเกิดการอภิบาลโดยตลาดเกิดขึ้นหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย มาร์เก็ต (Governance by Market) ก็เน้นประสิทธิภาพนะครับ โลกทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ ก็สามารถที่จะพัฒนา ก้าวหน้ามาก็เพราะการอภิบาลโดยตลาดเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสําคัญ อย่างบ่ายวันนี้ มีการประชุมเรื่องประชารัฐ นั่นก็ชัดเจนว่าต้องมีภาคสังคมคือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และภาคประชาชนมาร่วมกันทํา ผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่ ๓ ที่พูดกันชัดเจนในโลกนี้นะครับ ในประมาณสัก ๑๐-๒๐ ปีมานี้ คือการอภิบาลโดยหุ้นส่วนหรือแบบเครือข่าย กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย เน็ตเวิร์ก (Governance by Network) หรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย พาร์ตเนอร์ชิป (Governance by Partnership) ซึ่งสิ่งที่ท่านเสนอนี่ผมคิดว่าไปในทิศทางนี้ คือไม่ได้เป็น การที่มองว่าการอภิบาลสังคมนั้นโดยรัฐอย่างเดียวนะครับ จะต้องให้ความสําคัญกับ ประชาชน แต่คําว่า ประชาชน จริง ๆ แล้วต้องหมายถึงชุมชน หมายถึงการรวมตัวของ กลุ่มผู้คนด้วย ไม่ใช่เพียงแต่แค่ประชาชนที่เป็นปัจเจกเท่านั้นนะครับ กระผมคิดว่าสิ่งที่ ท่านเสนอนี่สอดคล้องกับทิศทางใหญ่และทิศทางที่ควรจะเป็นของการปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจ ซึ่งในส่วนของรายงานข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน พัฒนาข้อเสนอนี้ไว้เมื่อประมาณ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ราว ๆ นั้นนะครับ ทิศทางนี้ชัดเจนว่าประเทศของเราควรจะต้องปรับสู่การลดอํานาจ ลดบทบาทหน้าที่หลาย ๆ เรื่องของส่วนกลางและภูมิภาคลง แต่ส่วนกลางและภูมิภาค ก็ยังมีความสําคัญแต่ควรจะลดสิ่งที่เป็นเรื่องที่รุ่มร่ามลง ในขณะเดียวกันจะต้องไปเพิ่ม อํานาจการอภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ทิศทางนี้ค่อนข้างชัดนะครับ ที่ท่านเสนอนี่สอดคล้องและในขณะเดียวกันนั้นต้องเพิ่มอํานาจและบทบาทของประชาชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับท้องถิ่นมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอนี้กระผมคิดว่า เป็นสัญญาณและเป็นทิศทางการปฏิรูปที่สอดคล้องกับหลักการแล้วก็สอดคล้องกับสิ่งที่ มีการพัฒนาข้อเสนอ และท่านก็รายงานไปแล้วว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ สปช. ได้เคยเสนอไว้ นะครับ กระผมคิดว่ามีเพื่อนสมาชิก สปท. ได้อภิปรายไปก่อนหน้าผม ผมคิดว่าตรงนี้สําคัญ การที่เราไปแก้กฎหมายแค่นี้แล้วไปหวังว่าลดจํานวนประชาชนแล้วก็จะทําให้มีโอกาสเสนอ ข้อบัญญัติได้มากขึ้นมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นมากขึ้นแค่นี้อาจจะยังไม่พอครับ เพราะเราไปมองที่ ประชาชนที่เป็นปัจเจกมารวมตัวกันแล้วก็มาเข้าชื่อแล้วก็ไปมีส่วนร่วม สิ่งที่สําคัญคือการที่จะ ต้องสนับสนุนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงเกิดขึ้น คือสร้างกลไกสร้างเครื่องมือ ในการให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทํา คําสําคัญนะครับ ชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาชนจะเข้มแข็งก็คือต้องมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทําแล้วจะเข้าไปมีบทบาท เพียงแต่ว่าเปิดช่องทางนี้ผมคิดว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีที่สําคัญ แต่จะต้องมีการส่งเสริม ต่อครับ ผมคิดว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นที่จะต้องส่งเสริม อย่างน้อย ๓ เรื่องคือ

เรื่องที่ ๑ ต้องสร้างเสริมพลังอํานาจหรือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทําของ ประชาชน ผมยกตัวอย่างเช่น ผมอยู่ในกรุงเทพในหมู่บ้านซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่า การรวมตัวของ ชุมชนไม่ดีเลย ถ้าเผื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทํา จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นได้อย่างมากครับ

เรื่องที่ ๒ คือจะต้องมีระบบการควบคุม กํากับ ติดตามอย่างใกล้ชิด ดีก็ สนับสนุนเต็มที่ ถ้าไม่ดีก็แก้ไข

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการประเมินผลและพัฒนาต่อเนื่องครับ ท่านเสนอมา ชัดเจนว่ากฎหมายได้เปิดช่องทางไว้แล้ว แต่เป็นการเปิดที่ไม่เอื้อก็เลยไม่มีใครใช้สิทธิ ในตรงนี้ ตอนนี้เราไปแก้ไข แต่ก็ยังมั่นใจไม่ได้นะครับว่าถ้าทําแค่นั้นแล้วประชาชน ชุมชน จะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ๓ สิ่งที่ผมกราบเรียนแล้วน่าจะต้องเป็น เงื่อนไขสําคัญที่จะสนับสนุน

ท้ายที่สุดที่ผมอยากกราบเรียนตัวอย่างครับว่าสิ่งที่มีช่องทางและเปิดให้แล้ว จะต้องมีเครื่องมือมีกระบวนการ ตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ถวิลวดีท่านได้กรุณา ยกไปแล้วคือท่าศาลาครับ จังหวัดนครศรีธรรมราช อบต. ที่นั่นได้มีออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องการอนุรักษ์ชายฝั่ง เรื่องประมงพื้นบ้าน กระผมกราบเรียนว่าบังเอิญงานที่หน่วยงาน ที่ผมดูแลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติเรามีเครื่องมือที่เรียกว่า สมัชชาสุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เราใช้เครื่องมือนี้ไปสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกนะครับ ได้มารวมตัวพัฒนาข้อเสนอ นโยบายครับ เราเรียกว่า เฮลที พับบลิก โพลิซี (Healthy Public Policy) คือนโยบายสาธารณะที่ดี ต่อสุขภาพและสุขภาวะ จากกระบวนการตรงนั้นทําให้เกิดข้อเสนอที่เกิดเป็นข้อบัญญัติ ที่ฝ่าย อบต. ได้นําไปบัญญัติไว้ในท้องถิ่นของเขา โดยที่ไม่ต้องมีการเข้าชื่อเลยครับ แต่มีกระบวนการนโยบายสาธารณะ ขณะนี้ท่านประธานครับ มีชุมชนท้องถิ่นประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ถึง ๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ ได้รวมตัวร่วมคิดร่วมทําทั้งท้องถิ่น เทศบาล อบต. ชุมชน กลุ่มผู้คน หน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคที่อยู่ในท้องถิ่นก็เข้ามาร่วม ได้ทําธรรมนูญสุขภาพ เป็นข้อตกลงกติกาสุขภาวะของเขาในชุมชน ๓๐๐-๔๐๐ แห่ง ทั่วประเทศขึ้นมา ไม่ได้เป็นการไปออกข้อบัญญัติโดยเฉพาะเลยนะครับ แต่บางแห่งเมื่อเขา เห็นว่าเป็นข้อตกลงดี เขาเอาไปเขียนไว้ในข้อบัญญัติ เช่น ตําบลเปือย ที่อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ อันนี้ก้าวหน้ามากเขาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ขยะต่าง ๆ นะครับ ตําบลดงมูลเหล็ก อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ตําบลชะแล้ อําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และมีอีกจํานวนมาก บางแห่งไปกําหนดข้อตกลงเรื่องการปลอดอบายมุข ไปตกลงเรื่องขยะ เรื่องการกําจัดขยะ สิ่งเหล่านี้จะเห็นว่าถ้าทําในพื้นที่ขนาดเล็กสามารถ ทําได้ และไม่ได้ไปเริ่มที่ข้อบัญญัตินะครับ แต่เริ่มกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ให้ทุกฝ่าย มาทํางานด้วยกัน แล้วเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วนําไปปฏิบัติ เพราะเป็น ของเขา โดยของเขา และเพื่อเขาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าตัวอย่างแบบนี้ มีอยู่แล้วครับ จะเกิดนโยบายสาธารณะที่เป็นของชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชน ชุมชนของผม หมายถึงท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าตัวอย่างเหล่านี้ ดี ๆ เหล่านี้ มีในประเทศไทย แล้วเราก็จะได้ช่วยกันส่งเสริม การที่มีจํานวนคนลดลงในการเสนอ ข้อบัญญัติที่ท่านเสนอนั้นเป็นเรื่องที่ดี สุดท้ายผมก็ย้ําว่าต้องสนับสนุนให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในภูมิภาคอยู่ในพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนประชาชน ให้มีกระบวนการนโยบายสาธารณะครับ และบางเรื่องไปบัญญัติในข้อบังคับ ไม่ต้องเข้าชื่อ ก็ได้นะครับ ได้ผลก็แล้วกัน หรือบางเรื่องไปเป็นข้อตกลงของชุมชนและท้องถิ่นร่วมกัน ถ้าเป็นในลักษณะแบบนี้เราก็จะเกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมามากมายแล้วก็ส่วนกลางจะได้เบาแรงจาก การที่จะต้องไปคิดไปทําทุกอย่าง ถ้าเขาได้รวมตัวร่วมคิดร่วมทําจัดการกันเอง พึ่งกันเองมากขึ้น บริหารจัดการที่นั่น หลายเรื่องจะสามารถจัดการได้บนความหลากหลาย บนความแตกต่าง และบนปัญหาที่แตกต่างกันไป ผมก็ขอชื่นชมแล้วขอสนับสนุนรายงานและร่างกฎหมายนี้ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ