คุรุจิต นาครทรรพ อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมออกข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยยกตัวอย่างประเด็นที่ อปท. สามารถกำกับดูแลได้ เช่น การขนส่ง ความสะอาด และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอให้มีการสนับสนุนความรู้แก่ อบต. และกำหนดบทลงโทษที่เป็นธรรม เพื่อให้การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ เราก็ไม่ได้ประชุมกันมา ๑๐ วันนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยใช้เวลาหยุดสงกรานต์นี้เปิดเว็บไซต์ (Web site) ไปอ่านเปเปอร์ (Paper) นี้ก็คิดว่า จะมาอภิปรายเสียหน่อย ไม่ได้อภิปรายคัดค้านนะครับ อภิปรายสนับสนุน ต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่เสนอเรื่องนี้มา หลัก ๆ ก็คือเสนอให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให้ราษฎรประชาชนในท้องถิ่นสามารถเสนอข้อบัญญัติได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาส ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการดูแลท้องถิ่นของตนเองนะครับ จากการที่ผมได้อ่าน รายงานนี้ดูก็สรุปได้ว่าสาระสําคัญที่เสนอขึ้นมาแก้ไข ก็คือแก้ไขจํานวนผู้มีสิทธิในการยื่น ญัตติเพื่อขอแก้ข้อบัญญัติขององค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีจํานวนน้อยลงคือ ๑ ใน ๕ หรือไม่น้อยกว่าจากเดิมกึ่งหนึ่งให้เหลือเพียง ๑ ใน ๕ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน สําหรับกรุงเทพมหานครก็ต้องไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน และประชาชนอาจจะไม่มีความรู้ ในเรื่องร่างกฎหมายก็สามารถจะเขียนมาได้เฉพาะหัวข้อที่อยากเห็น ข้อบัญญัติ หลักการ และเหตุผล ทางราชการปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะต้องไปหาคนมาช่วยยกร่างให้ แล้วก็ต้อง ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ก็มีข้อห้ามว่าห้ามเสนอเรื่องงบประมาณเพราะองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ๗,๐๐๐ กว่าองค์กรจะไม่ค่อยมีสตางค์ มีแต่ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน แล้วก็เงินอุดหนุนนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเสนอข้อบัญญัติที่ต้องใช้เงินมาก ๆ ก็อาจจะทํา ไม่สําเร็จนะครับ แล้วก็มีการกําหนดโทษผู้กระทําความผิดในการไปชักจูงหรือล่อลวงให้เสนอ ญัตติในทางที่มิชอบด้วย ผมได้อ่านดูแล้วก็มีข้อคิดเห็นข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปนะครับ ก็คือประการแรกก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้ไปศึกษามาดูครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาก็มีอํานาจหลากหลาย ระดับ กทม. เมืองพัทยาก็มีอํานาจมากหน่อย ระดับเทศบาลก็มีอํานาจมากรองลงมา ระดับ อบจ. ก็มีมาก ระดับ อบต. อาจจะมีน้อย อันนี้ก็เป็นไปตามกฎหมายขั้นตอนการกระจายอํานาจของ กระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๔๒ เพราะฉะนั้นข้อบัญญัติที่จะเสนอมันก็ต้องสอดคล้องกับ อํานาจของ อปท. นั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่ไปเสนอเกินไปนะครับ คือมันต้องแมตชิง (Matching) กับอํานาจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ มีอยู่นะครับ ทีนี้ผมก็ได้ศึกษาดูว่า อํานาจที่จะไม่เกี่ยวกับงบประมาณมันจะมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่มันก็จะเกี่ยวมันต้องใช้งบประมาณ ทั้งนั้นละครับ แต่ว่าเท่าที่ดูก็มีอํานาจเรื่องของการขนส่งในพื้นที่ เรื่องวิศวกรรมจราจร เรื่องป้ายบอกทาง เช่น ถนนนี้ของทางหลวงชนบทมันก็สร้างมาบาง แล้วก็มีรถบรรทุก ๓๐ ตันวิ่งผ่าน เดือดร้อนรําคาญวิ่งกันทั้งกลางวันกลางคืน ก็อาจจะเสนอข้อบัญญัติ ห้ามรถบรรทุกมาวิ่งผ่านหน้าบ้านหรือหมู่บ้านนี้ ในเวลาวิกาลหรือห้ามเกินกี่ตันอะไรอย่างนี้ หรือทําป้ายบอกทางเพื่อให้ประชาชนสัญจรโดยสะดวก สะพานกําลังจะพัง ห้ามรถหนักเกิน กี่ตันข้ามไป อย่างนี้เป็นต้น หรือจํากัดความเร็ว หรือวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่วิ่งกันฉวัดเฉวียน ไม่ได้เป็นการบริการสาธารณะ เกิดเป็นภัยสาธารณะ ก็ต้องจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ก็คิดไม่ได้ว่าเป็นอํานาจของ อปท. ที่ออกข้อบัญญัติได้ แล้วบางที อบต. ก็อาจจะหลงลืม มัวแต่ชอบจะทําเรื่องก่อสร้าง ไม่ได้หลงลืมเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนเล็ก ๆ หรือว่า เรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อให้เขามีรายได้มากขึ้น หรือเรื่องจัดทําตลาดเพื่อลด การมีคนกลาง ให้เขาเอาพืชผลมาขายได้สะดวกขึ้น แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของความสะอาด เรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ปัญหาฝุ่น ปัญหาควัน ปัญหาขยะ ปัญหาน้ําเสีย ท้องถิ่นมีปัญหาขยะแน่ ๆ หรืออย่างผมอยู่ใน กทม. มันก็ไม่เหมือนอยู่ในชนบท บางทีตื่นนอนมา ออกมาจากห้องแอร์ (Air condition) เพราะ นอนห้องแอร์ (Air condition) มีคนมาเผาหญ้าในบ้านข้าง ๆ มันก็เดือดร้อนรําคาญแล้ว ถ้าเป็นเมืองนอกเขาถือว่าผิดกฎหมายนะครับ นี่ก็ยังเผากันอยู่ แล้วเดี๋ยวดีไม่ดีก็หน้าร้อนด้วย ก็เดี๋ยวลุกลาม ก็ควรจะออกข้อบัญญัติว่าการที่กระทําอะไรอย่างหนึ่งในบ้านตัวเอง ถ้ามันไป กระทบบ้านคนอื่นมันก็ต้องมีการควบคุม เมืองนอกนี่นะครับผมเห็น บ้านตัวเองถ้าไม่ดูแล ปล่อยให้ทรุดโทรมมีค้างคาว กิ้งก่า แมลงสาบเยอะ ๆ นี่เขาสามารถจะมีมติ คอนเดมน์ (Condemn) แล้วก็ปิดบ้านนั้นได้เลยก็ได้ หรือไปซ่อมให้แล้วมาเก็บค่าซ่อมจากเจ้าของบ้าน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมศึกษามาก็คือ อปท. บางประเภทก็มีอํานาจ อย่างเทศบาล มีอํานาจตั้งสิ่งที่เรียกว่า สหการ คล้าย ๆ บริษัท ก็คล้าย ๆ สหกรณ์นะครับ ผมว่าก็คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน อาจจะเป็นโรงรับจํานําหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นบริษัทที่เอา พืชผลมาขายให้ในราคาทุนอะไร ไม่คิดค่าขนส่งอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็น ข้อบัญญัติที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของขยะ เราไปต่างประเทศนี่ เห็นว่าบางเมืองเขามีแยกขยะ ๒ ถัง บางเมืองมีแยกขยะ ๔ ถัง ผมไปเยอรมนีตอนนี้แยก ๘ ถังเลย ขวดสีต่าง ๆ นะครับ ของเราคงไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแค่ ๒ ถัง แล้วไม่เทรวมในรถคันเดียวกันผมว่าก็ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการ กําจัดขยะ เรื่องของการกําจัดน้ําเสีย ถ้าบ้านเป็นห้องแถวอยู่ติดคลองก็ต้องมีข้อบัญญัติว่า ต้องมีถังบําบัดน้ําเสียก่อนส่งถ่ายลงคลอง อันนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แล้วความเป็น สุขภาพอนามัยของประชาชน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าผมก็อยากจะให้ข้อสังเกตว่า อบต. ส่วนใหญ่ผมว่ามากกว่าครึ่งหรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการเขียนข้อบัญญัติ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีพี่เลี้ยง อาจจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอําเภอเข้ามาช่วยดู แนะนําให้ข้อบัญญัติมันแฟร์ (Fair) ไม่ใช่เขียนข้อบัญญัติแล้วก็ สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จําเป็น
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก็ไม่มีบทกําหนดโทษว่า สมมุติประชาชนเขาขอเสนอ ข้อบัญญัติมา ไม่ถูกนิสัยกับนายก หรือประธานสภา อบต. ก็ไม่เอาเข้าที่ประชุมเสียปีหนึ่ง อย่างนี้ จะมีบทกําหนดโทษหรือไม่อย่างไร อันนี้ก็อยากจะฝากไป แต่โดยรวมก็เห็นด้วย กับรายงานฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ