สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๙ คน
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

ท่านรองประธานทัศนาจะขอแจ้งที่ประชุมทราบ ๑ เรื่องครับ เรียนเชิญครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีโดย คสช. ได้มีนโยบายให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศพัฒนาแล้ว ที่เคยมีปัญหา ภายในคล้าย ๆ กับบ้านเราทำให้เกิดการปฏิวัติแล้วก็มีการปฏิรูปจนประสบความสำเร็จ ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ แล้วก็มีความเจริญก้าวหน้าสังคมมีความมั่นคง มาจนบัดนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็มีนโยบายอยากจะให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศ เหล่านั้นมาเพื่อจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกของเราในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะได้เชิญ เข้าร่วมรับฟัง รวมทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย ซึ่งเรื่องค่อนข้างกะทันหันจึงขออนุญาต ที่จะเชิญท่านสมาชิกไว้ก่อนว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้รับเชิญมา ท่านที่ ๑ ชื่อท่านศาสตราจารย์ โดมินิค รุสโซ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งจะมา บรรยายในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ก็คือวันที่ ๒๑ ที่จะถึงนี้ ซึ่งการบรรยายจะเป็นที่ห้องประชุมใหญ่ ของกระทรวงการต่างประเทศ ท่านถัดไป โปรเฟสเซอร์ ไมเคิล ทรูเปอร์ เป็นศาสตราจารย์ เกียรติคุณมหาวิทยาลัยปารีสเช่นเดียวกัน บรรยายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ นี้ แล้วก็ ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ชื่อโปรเฟสเซอร์ อูลริช คาร์เพน ซึ่งจะเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย ของมหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งก็จะบรรยายในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ทั้ง ๓ ท่าน และทั้ง ๓ ครั้งจะบรรยายที่ห้องประชุมใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศ ทางคณะทำงาน จะเวียนหนังสือ ซึ่งคาดว่าคงอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือว่าวันนี้กี่โมงคือทางฝ่ายเลขานุการเขาจะ ดำเนินการมาเพื่อจะให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติลงชื่อที่ท่านจะไปฟังได้ในวันใด เพราะว่า การจัดสถานที่ภายในห้องประชุมจะเชิญทั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเชิญ สนช. จะเชิญ สปช. แล้วก็องค์กรอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะจัดสถานที่โดยที่จัดไว้เป็นการเฉพาะว่า สำหรับสมาชิก สปช. สนช. อะไรอย่างนี้ค่ะ ดังนั้นจึงขอให้ท่านลงชื่อว่าท่านจะไปในวันไหน ได้กี่ท่าน แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะ คสช. ก็หวังว่าจะเกิดประโยชน์ กับพวกเราที่จะทำให้เกิดความเข้าใจแล้วก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทีนี้สำหรับคำถามจะมีการรวบรวมคำถามให้ถามก่อนหลังจากที่เดี๋ยวจะนำเอกสารมาแจก ให้กับสมาชิกแล้ว จะให้ท่านถามคำถามก่อนจะรวบรวมคำถามเพื่อที่จะให้เป็นระเบียบ แล้วให้เวลาได้ประโยชน์สูงสุดกับสมาชิก แล้วก็องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ดังนั้นการประชุมนี้ จะมีการแปลตลอดการบรรยาย จึงเรียนมาเพื่อสมาชิกโปรดกรุณาทราบไว้ก่อนในเบื้องต้น เผื่อท่านจะได้จัดเวลาไว้ว่าวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๕ แล้วก็วันที่ ๒๗ พฤษภาคมนี้ คงจะเป็นภาคบ่าย สำหรับเวลาในเบื้องต้นในขณะนี้ แล้วก็จะเรียนคอนเฟิร์ม (Confirm) ให้ทราบอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือรายงาน การพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมี กรอบความคิดรวม ๓ วาระปฏิรูป คือ

วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ

วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ

วาระปฏิรูปที่ ๓๔ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ

(แทรกร่าง)

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่เลยนะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

เนื่องจาก รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๓ วาระปฏิรูป เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกัน ดังนั้นผมขอปรึกษาที่ประชุมโดยจะให้ประธานกรรมาธิการแถลงรายงานผล การพิจารณาทั้ง ๓ วาระปฏิรูปพร้อมกัน และให้สมาชิกอภิปรายทั้ง ๓ วาระปฏิรูปไปในคราวเดียวกัน จะมีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ผมขอดำเนินการ ตามที่ขอปรึกษานะครับ ถ้าทางท่านกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการ ได้แถลงรายงานทั้ง ๓ วาระปฏิรูปเลยครับ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายจุมพล รอดคำดี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จะขอนำเสนอรายงานการศึกษาในเรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง ๓ วาระรวดเลยนะครับ ซึ่งในการศึกษาของเรานี้ก็ได้มีการจัดลำดับในเรื่องของการศึกษาโดยเราดูในเรื่องของวาระ ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบเป็นอันดับแรก

อันที่สอง เป็นเรื่องการป้องกันการแทรกแซงสื่อ และ

อันที่สาม เป็นเรื่องของการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งในการทำงานในครั้งนี้เราก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมา ๓ ชุดแล้วก็ได้มีการดำเนินการในแต่ละหัวข้อ ซึ่งจะเป็นเรื่องของ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เรื่องของการกำกับดูแลโดยภาคประชาชน และรวมทั้ง การป้องกันการแทรกแซงสื่อ ตลอดจนการกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับอำนาจ ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีนะครับ การดำเนินการของเราเราก็ได้ตอบคำถามในเรื่องของที่เป็น วาระในการปฏิรูปในครั้งนี้ทั้ง ๓ เรื่อง ในการนำเสนอในครั้งนี้ผมขออนุญาตท่านประธานนอกจากผมนำเสนอแล้ว ก็มีศาสตราจารย์ กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ร่วมเสนอในครั้งนี้ด้วยนะครับ ก่อนอื่นผมอยากเรียนอย่างนี้นะครับว่า ก่อนที่จะเริ่มในเรื่อง ของการนำเสนออยากจะให้ท่านได้ชมคลิปวิดีโอ (Clip video) ที่เราได้ตัดต่อ แล้วก็เพื่อที่จะ เป็นการนำเสนอในครั้งนี้เพื่อให้ท่านได้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เป็นที่ไปที่มาของการปฏิรูป ในครั้งนี้ด้วย ขอให้ท่านได้ชมวิดีโอ (Video) ก่อนครับ ขอบคุณครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

นั่นก็เป็นการเปิดฉากในเรื่อง ของการที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันว่าปัญหาของสังคมนี้เป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดจากสื่อที่เราได้พูด ถึงกันมาโดยตลอด และเราอยากจะเรียนให้ทุกท่านได้ทราบด้วยนะครับว่าเรื่องของสื่อนั้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเองอาจจะไม่สอดคล้องกับจริยธรรมจรรยาวิชาชีพ ที่กำกับอยู่ ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปในครั้งนี้ก็คือการกำกับดูแล ในเรื่องของความรับผิดชอบของสื่อเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นแนวทาง ในการที่เรานำมาซึ่งการปฏิรูปเพื่อที่จะหาจุดที่เป็นจุดที่เรียกว่า เป็นจุดคานงัด เมื่อสื่อได้รับ หลักประกันสิทธิเสรีภาพมีหลักประกันแท้จริงหรือไม่

อันที่ ๒ เมื่อได้รับสิทธิเสรีภาพไปแล้วสื่อมีความรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่

อันที่ ๓ ประชาชนผู้ที่มีสิทธิในการที่จะเข้าถึงข่าวสารหรือการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้านเป็นไปได้อย่างจริงจังหรือไม่ และจะกำกับดูแลสื่อด้วยกัน อย่างไร ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมตรงนี้ได้อย่างไรหรือไม่นะครับ มันเป็นคำถามที่ การปฏิรูปของเราในครั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบนะครับ ผมก็อยากจะขอเรียนว่า ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของเราก็ได้มี การกำหนดวิธีคิด วิธีการดำเนินการเพื่อที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้โดยกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูป แล้วก็ เมื่อมีวิสัยทัศน์เสร็จแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปตามวิสัยทัศน์นั่นก็คือพันธกิจ ถัดมาก็คือว่า เราจะมีกรอบความคิดรวบยอดอย่างไร คือ คอนเซ็พชวล ดีไซน์ (Conceptual design) ที่เราได้ถูกกำหนดมาว่าเราจะต้องคิดในเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะดำเนินการอย่างไร กระผมขอเริ่มเรื่องของวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบการสื่อสารไว้ก่อนเลยนะครับว่า สื่อสารมวลชนเราได้มีข้อตกลง อันนี้ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมาธิการ แล้วก็ตกลงว่า จะเขียนวิสัยทัศน์ดังต่อไปนี้นะครับ “สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย ต้องมีมาตรฐานคุณภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพควบคู่กับ จริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเป็นที่เชื่อถือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึง ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ เข้าถึง เท่าทันสื่อ และมีส่วนในการสื่อสารที่สร้างสรรค์” นั่นก็เป็น สิ่งที่เราเห็นว่าในการปฏิรูปคราวนี้เราจะต้องให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของสื่อสารมวลชนหรือสื่อมวลชนในการทำงานเพื่อที่จะได้นำเสนอข่าวสารได้ครบถ้วน ถูกต้องรอบด้านนะครับ แล้วก็เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของประชาชนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และนอกจากนั้นแล้วประชาชนเองก็ควร จะต้องมีโอกาสเข้าถึงสื่อ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นได้อย่างง่าย แล้วก็ต้องรู้เท่าทันสื่อด้วย รวมทั้งมีส่วนในการที่จะใช้สื่อนั้นอย่างสร้างสรรค์ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่เราได้กำหนดขึ้นนะครับ

ต่อมาในพันธกิจเราก็ได้คิดร่วมกันว่าพันธกิจนั้นควรจะมีอะไรบ้าง เราก็คิดขึ้นได้มา ๑๑ ประการด้วยกัน

ประการแรก สื่อมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็คงจะเป็นคำตอบที่แน่นอนนะครับว่าในสังคม ประชาธิปไตยของเรา สื่อเรานี้จะต้องทำหน้าที่อย่างไร เพราะสังคมของเราเป็นสังคมที่เลือก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ

ถัดมาพันธกิจข้อที่ ๒ เราจะยกระดับมาตรฐานของสื่อให้มีคุณภาพทั้งด้าน เนื้อหา วิชาการ บุคลากร และเทคโนโลยี นี่ก็หมายความว่ามาตรฐานของสื่อนี้จะต้องได้รับ การรับรองว่ามันมีคุณภาพทั้งทางด้านเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านได้ดูคลิปวิดีโอ ไปแล้วนี่ท่านก็จะสังเกตเห็นได้ว่าเนื้อหานั้นมีหลากหลายมาก มีทั้งขาวหรือดำ มีทั้งดี ไม่ดี มีทั้งสิ่งที่เป็นคำถามหรือเป็นโจทย์ที่อยู่ในใจของประชาชนอยู่เสมอว่ามาตรฐานของสื่อ เป็นอย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง นั่นก็ต้องการที่อยากให้เราได้มีการยกระดับ มาตรฐานตรงนี้ ตลอดจนบุคลากรของสื่อเองก็จะต้องได้มีการพัฒนา ได้มีการเรียนรู้ว่า การทำงานด้านสื่อเพื่อสนองตอบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญอีกอันหนึ่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศก็เป็นเทคโนโลยีที่จะมา สนองตอบในเรื่องของการเลือกรับข้อมูลข่าวสารหรือสนองตอบต่อประชาชนในการที่จะ เข้าถึงข่าวสารได้อย่างง่ายดายว่า เทคโนโลยีก็มีส่วนที่จะส่งเสริมในสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นนะครับ

พันธกิจข้อที่ ๓ สื่อต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพ และสวัสดิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรามองเห็นว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหรือสวัสดิภาพ ของสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าการทำงานของสื่อบางครั้งก็ต้องเสี่ยงภัย บางครั้งก็ต้องต่อสู้ กับบุคคลผู้มีอิทธิพลหรือมีอำนาจต่าง ๆ หลาย ๆ ด้าน ซึ่งทำให้การทำงานนี้อาจจะมีอุปสรรค ไม่สามารถที่จะนำเสนอข่าวสารได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน อย่างที่เราพูดกัน เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพดังกล่าว รวมทั้ง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องเป็นหลักการสำคัญที่จะไม่ถูกบังคับ ไม่ถูกชี้นำ ตลอดจนเรื่องสวัสดิการก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องให้การคุ้มครองหรือว่าให้การช่วยเหลือ แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

พันธกิจข้อต่อไปคือข้อที่ ๔ มุ่งเน้นความหลากหลายในสื่อทั้งเนื้อหา ช่องทาง สื่อสารหรือความเป็นเจ้าของ ผมขอเรียนอย่างนี้ก่อนว่าความหลากหลายในสื่อนี้เป็นสิ่งที่ สำคัญในด้านเนื้อหา โดยเฉพาะด้านเนื้อหา เพราะว่าประชาชนจะได้มีสิทธิในเรื่องของ การเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เพื่อที่ตัวเองจะได้ไปใช้ประโยชน์หรือว่านำไป พินิจพิจารณา เพื่อที่จะดำเนินการในการดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างไร หรือเพื่อที่จะช่วยกัน จรรโลงให้สังคมนี้มีความสงบสุข สันติกันได้อย่างไร อันนี้ก็จะต้องให้มีความหลากหลาย ในเรื่องของเนื้อหาข่าวสารพวกนี้อยู่ด้วย เช่นเดียวกันช่องทางจะต้องมีให้มากขึ้น ตอนนี้เรา จะเห็นว่าคนสามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารต่าง ๆ ได้หลายช่องทางมาก แต่เพียงพอหรือยัง หรือสามารถที่จะรับรู้ข่าวสารได้ครบถ้วนหรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นที่เราจะต้องคิดกัน

ถัดมาคือความเป็นเจ้าของ หมายถึงว่าเมื่อเราดูการทำงานด้านสื่อแล้ว บางครั้ง ประชาชนเองอยากจะสะท้อนถึงปัญหาของตัวเอง อยากจะชี้ถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นความเคลื่อนไหว ของข่าวสารของตัวเองบางครั้งก็ไม่มีช่องทางที่จะทำ เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้โอกาส ประชาชนได้เป็นเจ้าของสื่อได้ด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องบอกว่าต้องมีเฉพาะของคนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ หรือเป็นของรัฐเท่านั้น ต่อไปเราจะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนที่มีความสนใจ ที่อยากจะเป็นเจ้าของสื่อก็สามารถทำได้โดยเฉพาะสื่อชุมชน

ต่อด้วยพันธกิจข้อที่ ๕ เลยนะครับว่าจะส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน และเพิ่มพื้นที่สาธารณะบนสื่อมวลชน สื่อทางเลือกบางทีท่านอาจจะมองประเด็นในสื่อต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะเห็นว่ามีสื่อกระแสหลัก มีวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ แต่ว่าสื่อทางเลือกตรงนี้ก็คือสื่ออื่นที่ไม่ใช่เป็นสื่อที่ผมได้พูดไปเลย หมายถึงสื่อออนไลน์ (Online) สื่อในเว็บไซต์ (Website) สื่อทางด้านช่องทางอื่น ๆ ที่ประชาชนสามารถที่จะ เข้าถึงได้นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสื่อที่เราจะสามารถเลือกได้นะครับ อันนี้ก็อยากจะให้มันมี สิ่งพวกนี้ให้มากขึ้นรวมทั้งสื่อชุมชน ผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับว่าสื่อชุมชนมีความสำคัญ ต่อชุมชนอย่างไร อยากจะให้ชุมชนได้มีโอกาสได้ใช้สื่อ ได้มีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เขา มีปัญหา ในสิ่งที่เขาเห็นว่าเขาต้องการแสดงออกหรือว่าเผยแพร่ส่วนที่เป็นความทุกข์ร้อน ของเขาได้นะครับ อันนี้ก็เป็นการส่งเสริมให้มีสื่อชุมชน

นอกจากนั้นยังให้เพิ่มพื้นที่สาธารณะบนสื่อมวลชน คำว่า เพิ่มพื้นที่สาธารณะ ในที่นี้หมายความว่าสื่อทั้งหลายทั้งปวงต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสได้สะท้อนปัญหาของเขา ได้มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อคนอื่นเพื่อช่วยกันจรรโลงสังคมให้เกิดความสุขนะครับ หรือว่าทำให้สังคมสามารถ ขับเคลื่อนเดินหน้ากันต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งหวังอยากจะเห็นพื้นที่เหล่านี้ ให้มากขึ้นบนสื่อมวลชนทั้งหลายนะครับ

ต่อมาพันธกิจที่ ๖ เราก็ได้กำหนดว่าจะส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนมีบทบาทการเป็นโรงเรียนของสังคม อันนี้สำคัญมากครับว่าคำว่า โรงเรียนของสังคม บทบาทนี้เป็นบทบาทที่บางท่านอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเรียนรู้อะไรจากสื่อไปแล้ว ท่านเห็น สิ่งที่เป็นประโยชน์จากสื่อท่านก็เอาไปใช้ บางครั้งท่านอาจจะรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวในสิ่งที่ ท่านนึกไม่ถึงหรือว่าท่านก็ไม่เคยเข้าใจ แต่เมื่อได้มองเห็นในสิ่งต่าง ๆ ผ่านสื่อท่านก็จะรู้ว่ามัน เป็นอย่างนี้เอง นั่นก็หมายความว่าสิ่งเหล่านี้ได้ทำการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร หรือแม้กระทั่งทำให้ ท่านได้เกิดการใช้สื่อนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองได้ โรงเรียนของสังคม จะเป็นได้ตั้งแต่ คือไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีหลักสูตร หรือจะต้องเข้าโรงเรียนให้ตรงต่อเวลา แต่สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ สื่อสามารถทำงานในลักษณะนี้ ในฐานะเป็นโรงเรียนของสังคมได้เช่นเดียวกัน

ถัดมาพันธกิจที่ ๗ เราก็มุ่งหวังในการส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อให้มี เสรีภาพควบคู่จริยธรรมและความรับผิดชอบ ผมได้พูดไปแล้วนะครับ ว่าเสรีภาพของสื่อนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เขาได้รายงานข่าวสารได้ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน แต่ถ้าจะมีอะไร เข้ามาขจัดขัดขวางทำให้เขาไม่สามารถที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือเข้าถึงข่าวสารนั้น ได้อย่างครอบคลุมประเด็นทั้งหมด มันก็จะเกิดเป็นปัญหาว่าทำให้ข่าวสารมีเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือทำให้เกิดเป็นปัญหาในเรื่องรับรู้ข่าวสารด้านเดียว อันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เสรีภาพนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่อง เปิดโอกาสให้เขาได้สามารถเข้าถึงได้ทุก ๆ ด้าน แต่เขา จะต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน ว่าเมื่อนำเอาข่าวสารนั้นมาแล้วมีความครบถ้วนจริงหรือไม่ ถูกต้องจริงหรือไม่ มีเอกสาร มีอ้างอิงได้หรือไม่ว่าหลักฐานอย่างไร มีแน่นอน ตรงนั้นเป็น ความรับผิดชอบที่เขาจะต้องแสวงหา แล้วก็หาข้อมูลให้ครบถ้วน ให้ถูกต้อง ให้รอบด้าน แล้วก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนนั่นเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดความรับผิดชอบเหล่านี้ต้องสามารถยอมรับ โดยสื่อเองต้องยอมรับ การตรวจสอบ การตรวจสอบก็มีตั้งแต่การตรวจสอบด้วยตัวเอง กันเอง แล้วก็รวมทั้งตรวจสอบ โดยสาธารณะหรือประชาชน ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้พยายามที่จะมองหาว่าจะมี กลไกอย่างไร

อันที่ ๘ เราจะมุ่งเน้นความเป็นอิสระของสื่อจากการถูกครอบงำและแทรกแซง จากอำนาจรัฐหรือทุน นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ว่าสื่อเองบางทีก็ ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ เพราะว่าอาจจะถูกแทรกแซงหรือดำเนินการ โดยหน่วยงานของรัฐก็ดีหรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็น คือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นทุนที่เข้ามา เกี่ยวข้องทำให้การทำงานของสื่อนั้นไม่สามารถเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านอย่างที่ผม ได้กล่าวแล้ว อาจจะกลายเป็นว่าสื่ออาจจะถูกชี้นำ อาจจะถูกแทรกแซงโดยให้การชี้นำ บางสิ่งบางอย่าง หรือบังคับให้นำเสนอข่าวสารในบางสิ่งบางอย่างซึ่งความเป็นอิสระก็หายไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งอำนาจรัฐหรือแม้กระทั่งทุน เราคงเคยได้ยินนะครับ ว่าทุนนี่เขาทำได้ง่ายมาก ก็คือว่าไม่ให้โฆษณาเสียอย่าง สื่อก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นสื่อเองถึงแม้ว่าจะทำงาน อย่างเป็นอิสระ แต่ก็ต้องการงบประมาณในการดำเนินกิจการของตัวเองอยู่เช่นเดียวกัน

พันธกิจข้อที่ ๙ จะส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้และบริโภคสื่อให้มีความตระหนัก รู้ถึงสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ อันนี้หมายถึงว่าประชาชนเองจะต้องเข้าใจในการ ทำงานของสื่อ และเช่นเดียวกันแม้กระทั่งตัวเองจะใช้สื่อก็ต้องตระหนักรู้ถึงสิทธิเสรีภาพว่า เมื่อเราจะใช้สื่อเราจะพูดอะไร เราจะเสนอความเห็นอย่างไร เราต้องไม่ไปตัดสิทธิหรือไม่ไป ทำให้คนอื่นเขาเสียสิทธิไปด้วย หมายถึงว่าเสรีภาพนั้นทุกคนก็ย่อมมี แล้วก็สามารถที่จะใช้ เสรีภาพนั้นได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ว่าสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนี้เราจะต้อง ระมัดระวังว่าการใช้เสรีภาพของเราไม่กระทบกระเทือนกับเสรีภาพของคนอื่นเขาด้วย แล้วนอกจากนั้นประชาชนเองเมื่อใช้สื่อแล้วก็จะต้องรู้ว่าสื่อเหล่านี้มีการทำงานอย่างไร เราจะต้องรู้จักวิเคราะห์ เราจะต้องรู้จักว่าข่าวสารต่าง ๆ ที่ออกมาในแต่ละวัน แต่ละครั้งนี่ นะครับ จะต้องมีการวิเคราะห์ จะต้องรู้จักเลือก รู้จักที่จะพิจารณาได้ว่าอะไรมันใช่หรือไม่ใช่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หลักฐานเป็นอย่างไร ประชาชนต้องรู้เท่าทันในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น การทำงานตรงนี้เราเองเราก็พยายามที่จะมองหาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รู้กลไกเหล่านี้ แล้วก็ให้รู้เท่าทันสื่อ นอกจากนั้นยังให้ประชาชนเองได้รู้ว่าจะใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ด้วยวิธี อะไรบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะให้เกิดการตระหนักรู้ ท่านคงเห็น ในสื่อออนไลน์เยอะนะครับ สิ่งเหล่านี้มักจะไม่ค่อยได้เข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ ดังกล่าวนะครับ

พันธกิจข้อที่ ๑๐ ส่งเสริมการรับรู้ เข้าถึงและการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับว่าการรับรู้หรือเข้าถึง หรือการรู้เท่าทันสื่อของประชาชนผมก็ได้ กล่าวไปแล้วนะครับว่าประชาชนเองจะต้องมีความรู้เท่าทันแล้วก็ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นเรา จะสร้างกลไกหรือเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้เกิดมีความรู้ มีความเข้าใจ ในสิ่งเหล่านี้

ในพันธกิจที่ ๑๑ ซึ่งเป็นพันธกิจข้อสุดท้ายนะครับ เราจะเร่งพัฒนามาตรการ และกลไกการกำกับดูแลสื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเดี๋ยวก็จะมีคำอธิบาย ในรายละเอียดว่ากลไกเหล่านี้เราจะกำกับดูแลกันอย่างไร ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการกำกับ ดูแลนั้นอาจจะต้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ตัวเองนะครับ ภายใต้กรอบจริยธรรมอย่างไร แล้วก็รวมทั้ง ในเรื่องของการดูแลกันเองในหมู่วิชาชีพ ที่ทำงานวิชาชีพด้านนี้จะดูแลกันเองด้วยวิธีอย่างไร ที่จะกำกับให้เกิดมีผลในเรื่องของการที่พูดถึงเรื่องความรับผิดชอบของสื่อนะครับว่าสิ่งที่ผ่านมานี้ เราก็มองว่าสภาวิชาชีพก็ดี องค์กรวิชาชีพที่มีอยู่ก็ดี ได้ทำหน้าที่ตรงนี้อย่างสมบูรณ์หรือไม่นะครับ ทำให้เกิดเป็นปัญหา ทำให้เกิดเป็นสิ่งที่ประชาชนสงสัยว่าการดูแลหรือการกำกับตัวเองทำได้ อย่างครบถ้วนหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาและเป็นข้อสงสัย แล้วก็เกิดความไม่มั่นใจ นะครับ

ถัดมาอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าการกำกับดูแลในครั้งนี้เราก็ได้มองถึงประชาชนว่า ประชาชนจะเข้ามากำกับดูแลอย่างไรได้บ้าง ซึ่งอันนี้ก็จะมีผ่านกลไกอย่างไร ที่จะทำให้การ กำกับดูแลนั้นเป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะทำให้สื่อนั้นระมัดระวังในเรื่องของความ รับผิดชอบตัวเองตามกรอบของจริยธรรม และส่วนที่ถ้าสื่อนั้นมีคุณภาพ พูดง่าย ๆ ว่าทำ หน้าที่อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ประชาชนก็มีสิทธิในการที่จะให้การส่งเสริม ให้การสนับสนุน ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นการกำกับดูแลยังมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับ อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งการกำกับดูแลเช่นนี้รัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่กฎหมายได้มีการเขียน เอาไว้เพื่อที่จะให้แก้ปัญหาในเรื่องการกำกับดูแลที่อาจจะเกิดจากการที่สื่อเองไม่สามารถ กำกับดูแลกันเองได้ นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่รัฐ หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายนี้ จะต้องมีการประสาน มีความร่วมมือกันกับสภาวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพของสื่อว่าจะ ดำเนินการหรือมีกลไกแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วการใช้กฎหมาย จะดำเนินการได้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็คือพันธกิจทั้ง ๑๑ ข้อที่เราได้ตกลง เราได้มีการพูดคุย แล้วก็มีมติร่วมกันในหมู่กรรมาธิการชุดนี้นะครับ เพื่อที่จะได้ดำเนินการปฏิรูปต่อไป

ขอบเขตของการปฏิรูปในครั้งนี้เราจะจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะสื่อมวลชน วิชาชีพ ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ แต่เราจะ ไม่รวมถึงสื่อที่ไม่ใช่วิชาชีพ เช่น บุคคลทั่วไปเขามาใช้สื่อออนไลน์หรือว่าใช้เป็นเรื่องส่วนตัว ใช้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอะไรต่าง ๆ พวกนี้ นั่นก็ยังพูดง่าย ๆ ว่าก็สามารถที่จะมีการกำกับ ดูแลโดยกฎหมาย โดยอะไรอย่างอื่นที่สามารถทำได้ การปฏิรูปครั้งนี้เราคงจะไม่ได้เข้าไปดู ตรงนี้นะครับ

ถัดมาคือการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ขอบเขตของเราคือจะดูในเรื่องการปฏิรูปสื่อ ทั้งระบบ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และจะปฏิรูปเนื้อหาของสื่อ อันนี้ก็พูดง่าย ๆ ว่าเราก็คงจะดูศึกษาแล้วก็หาทางว่าจะปฏิรูปอย่างไร จะมีกลไกอย่างไร ที่จะดูแลสื่อทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวสาร เรื่องของการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ภาพยนตร์ ละคร เพลงหรือโฆษณาก็ตาม ซึ่งอันนี้เราจะพยายามที่จะเข้าไปดูว่าจะมีกลไก หรือว่าจะทำอย่างไรให้สื่อต่าง ๆ พวกนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างครบถ้วน รอบด้านอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ อย่างแท้จริงครับ นี่ก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์และมีพันธกิจที่กำหนดลงมาในลักษณะดังกล่าวเพื่อที่จะทำให้เกิดความชัดเจนใน การปฏิรูปต่อไป

ถัดจากนี้ไปผมอยากขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ สุกัญญา สุดบรรทัด ได้ดำเนินการในการรายงานในเรื่องของ คอนเซ็พชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual framework) หรือว่าในเรื่องของความคิดรวบยอดในการปฏิรูปในครั้งนี้ ขออนุญาตครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณค่ะ ท่านจุมพล แล้วก็กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ จากที่ท่านประธาน จุมพลได้กล่าวไปแล้วก็จะนำมาสู่พิมพ์เขียวของการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนทั้งระบบ ซึ่งเรา จะเห็นผลภายใน ๑ ทศวรรษข้างหน้า โดยดิฉันจะได้ให้ภาพรวมของพิมพ์เขียวที่ว่านั้น ด้วยกรอบความคิดโดยสรุปคือเรื่องของประชาชน วงแหวนและกลไก โดยภาพสรุปแล้วจะมีอยู่ ๓ ประเด็นที่สำคัญด้วยกัน ขอภาพวงแหวนและกลไกเลยค่ะ จะต้องขึ้นมาด้วยภาพของ ประชาชนก่อนนะคะ ขอภาพประชาชนก่อนค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ภาพไม่ค่อยเห็นชัด เท่าไรนะคะ แต่ว่าเป็นภาพที่สวยงามมาก เป็นรูปของเด็กผู้หญิงใส่ผ้าถุงค่ะ ซึ่งภาพเด็กผู้หญิง ที่ใส่ผ้าถุงนี้ ศิลปินแห่งชาติคือท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ท่านเป็นผู้วาดให้ โดยใช้เวลาเพียง ๑๐ นาทีนะคะ แต่ว่าเป็นภาพที่สวยงามแล้วก็สื่อความหมายเป็นอย่างดี จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ใส่ผ้าถุงเป็นภาพตัวแทนของประชาชน ถ้าภาพชัดเจนกว่านี้อีกนิดหนึ่งเราไม่กล้า ไปตกแต่งมากนักนะคะ เพราะว่าเป็นฝีมือเขียนของศิลปินแห่งชาติไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่ว่าก็ จะอธิบายให้ฟังว่าในอ้อมแขนของเด็กผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเธอเป็นภาพตัวแทนของประชาชน เธออุ้มนกพิราบตัวหนึ่ง ซึ่งนกพิราบตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของสื่อเสรี สื่อเสรีนั้นเป็นข้อกำหนด ของการสื่อสารมวลชนของโลกว่าสื่อจะต้องมีเสรีภาพ ถามว่าสื่อจะมีเสรีภาพเพื่ออะไร สื่อมี เสรีภาพเพื่อที่จะนำเสรีภาพนั้นไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบเพื่อที่จะรับใช้ประชาชน สื่อจะ เป็นผู้รับใช้ผู้เดียวคือรับใช้ประชาชนนะคะ เพราะฉะนั้นเด็กผู้หญิงคนนี้ก็โอบอุ้มนกพิราบที่มี เสรีภาพตัวนี้อยู่ด้วยความหวังว่านกพิราบตัวนี้จะนำความจริงมามอบให้แก่เธอ แต่ถ้าเราดู ภาพนี้ให้ชัด ๆ ก็จะเห็นว่าภาพผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างเศร้า แล้วก็สายตาก็จะหลุบลงต่ำมองไปที่ นกพิราบตัวนี้ เธอไม่ค่อยแน่ใจเนื่องจากว่าช่วงประมาณทศวรรษที่ผ่านมาสื่อมีปัญหาในเรื่อง ของการนำเสนอข่าวสาร เด็กผู้หญิงคนนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าสื่อนั้นได้นำเสนอความจริงให้แก่เธอ อย่างครบถ้วนหรือเปล่าสื่อทำเพื่อประชาชนหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วสื่อทำเพื่ออย่างอื่น สื่อทำเพื่อตัวเองหรือเปล่า หรือเพื่ออะไรที่มิใช่ประชาชนหรือเปล่า ด้วยคำถามอย่างนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้สร้างกรอบของ การปฏิรูปขึ้นมา ซึ่งเราเชื่อว่าด้วยกรอบแห่งการปฏิรูปนี้จะทำให้ระบบการสื่อสารมวลชน ที่เราจะเห็นในอีก ๑ ทศวรรษข้างหน้าได้เป็นระบบการสื่อสารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนะคะ

ขอภาพของวงแหวนและกลไกนะคะ ในภาพนี้เราจะเห็นวงแหวนที่ล้อมรอบ กลไกที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นว่าสังคมของเราในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เริ่ม ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา มันไม่ใช่เป็นสังคมที่แข็งกระด้างเหมือนก้อนหินอย่างที่มันเคย เป็นมาในอดีต มันไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรที่ชัดเจนที่ทุกคนจะต้องเชื่อตามกันไปเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในศตวรรษที่ ๒๑ เนื่องจากว่ามันมีลักษณะเป็นสังคมที่เลื่อนไหล คล้าย ๆ กับน้ำนะคะ มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันเลื่อนไหลไปเหมือนน้ำ เมื่อเป็นอย่างนี้ถ้ากรอบคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นกรอบคิดที่แข็งกระด้างเหมือนก้อนหิน มันก็จะเป็นเหมือนการที่เราโยน ของแข็งลงไปในน้ำ และมันก็จมหายหรือมันก็ละลายหายไปในที่สุด แล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์โพดผล อะไรขึ้นมามากนัก ดังนั้นสิ่งที่เราคิดจึงเป็นกรอบความคิดที่เลื่อนไหลไปตามกระแสน้ำ เราจะต้องพลิกผันตัวของเราเองไปตามสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการการปรับเปลี่ยนตัวทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งกำลังก้าวไกลก้าวไปอย่างรวดเร็ว เราจะ เห็นโลกแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งบางทีอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเราอาจจะเริ่มงุนงงในฐานะที่เราเป็นคนแก่เราจะไม่เข้าใจว่าขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้น ในสังคมนี้ เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน นี่คือเงื่อนไข ประการแรกที่เราอยากจะชี้แจงให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่าเรากำลังสร้างกลไกที่มันเลื่อนไหลไป ควบคู่ไปกับกระแสน้ำ ควบคู่ไปกับวงแหวนที่ล้อมรอบตัวมันอยู่

ดิฉันจะอธิบายถึงวงแหวนนะคะ วงแหวนแรกก็เป็นวงแหวนของการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยีตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป สื่อขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากระบบ แอนะล็อก (Analog) สู่ระบบดิจิทัล (Digital) จากเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดใหญ่ แล้วก็เคลื่อน ไปไหนไม่ได้ ขณะนี้เราก็เห็นแล้วว่าด้วยมือถืออันเล็ก ๆ เรามีทั้งโทรทัศน์ มีทั้งวิทยุ แล้วก็มี ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือถืออันเล็ก ๆ อันนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค แอนะล็อกไปสู่ยุคของดิจิทัล ซึ่งคณะกรรมาธิการได้คำนึงถึงในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มันเป็น วงแหวนเส้นที่ ๑ ที่เราคำนึงถึงคือการคำนึงถึงภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปนะคะ นอกจากความเปลี่ยนแปลงจากระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลแล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการหลอมรวมการให้บริการ มันเป็นการหลอมรวมการบริการของสื่อสาร โทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต (Internet) และการแพร่ภาพกระจายเสียง ระบบการให้บริการเหล่านี้ มันเกิดการหลอมรวมกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นสื่อออนไลน์อย่างหนังสือพิมพ์เสียงปฏิรูป ซึ่งมันขึ้นมาในโทรศัพท์มือถือ อันนี้ก็เป็นลักษณะของการหลอมรวมการให้บริการ ซึ่งเราได้ เห็นกันอยู่ในขณะนี้แล้ว

และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในระบบการสื่อสารมวลชนของชาติในขณะนี้ คือการหลอมรวมระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ แต่เดิมผู้ส่ง ก็คือสื่อต้องมีสถานีโทรทัศน์ ต้องมีสถานีวิทยุ ต้องมีสำนักพิมพ์ ใครที่จะมาผลิตสื่อเป็นเรื่องที่ ยากเย็นแสนเข็ญมาก แต่ขณะนี้เราทุกคนสามารถที่จะผลิตสื่อได้ เด็ก ๆ เข้าไปในเว็บไซต์ เข้าไปในระบบออนไลน์ เขาก็สามารถที่จะสร้างหนังสือพิมพ์ออนไลน์ขึ้นมาได้ สามารถที่จะ แสดงความเห็นทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมาได้ มันเกิดการหลอมรวมระหว่างผู้ส่งกับผู้รับนะคะ เพราะฉะนั้นแต่เดิมสื่อมวลชนซึ่งเคยเป็นเกทคีพเปอร์ (Gatekeeper) เป็นนายประตูข่าวสาร เป็นคนกรองว่าจะนำเรื่องใดไปเสนอต่อประชาชน บัดนี้ประชาชนไม่แคร์ (Care) เกทคีพเปอร์ อีกต่อไป ประชาชนสามารถที่จะเขียนแล้วก็แสดงความคิดเห็นลงไปในระบบสื่อออนไลน์ได้ อันนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก นี่คือภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นประการแรก

ประการที่ ๒ เป็นวงล้อที่ก้าวไปข้างหน้าหมุนเวียนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเผื่อว่าท่านดูในจอจะเห็นได้ว่าในวงแหวนนั้นมีลูกศรอยู่ ลูกศรนั้นแสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ ของสื่อและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันกำลังเคลื่อนที่เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไป โดยที่เรา ไม่ทราบว่ามันจะมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ตรงไหน นอกจากในเรื่องของการหลอมรวมสื่อแล้วเรายัง ต้องคำนึงถึงพันธกิจการปฏิรูปสื่อมวลชนและสารสนเทศ ซึ่งท่านประธานจุมพลได้กล่าว ไปแล้วทั้ง ๑๑ ด้าน ในขณะที่เราไปจัดการตามภูมิทัศน์สื่อ เราก็ต้องคำนึงด้วยว่าพันธกิจของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นเราจะเดินไปอย่างมีระบบ ภายใต้ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมหาศาล และ

ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของประชาชน ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องสร้าง พลเมืองที่รู้เท่าทันสื่อ พลเมืองต้องไม่ยอมอยู่เป็นพลเมืองที่พาสซีฟ (Passive) แล้วแต่ว่าเขา จะนำเสนออะไรพลเมืองก็รับฟัง แต่ความจริงพลเมืองจะต้องแอคทีฟ (Active) พลเมือง จะต้องรู้เท่าทันสื่อ แล้วต้องรู้ว่าสื่อนั้นมีหน้าที่ที่จะรับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่อง ของประชาชนนะคะ เราจะต้องมีบทบาทที่จะมอบให้ประชาชน ทั้งบทบาทในเชิงลบและ บทบาทในเชิงบวก บทบาทในเชิงลบก็คือการเฝ้าระวังสื่อไม่ให้ทำสิ่งที่บิดเบือนไปจากภาระหน้าที่ เพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นสื่อจะต้องถูกระแวดระวังโดยประชาชน และนอกจากนั้นประชาชน ยังจะต้องมีบทบาทในเชิงบวกก็คือการคอยเฝ้าระแวดระวังมิให้รัฐและทุนเข้ามาแทรกแซงสื่อ อีกด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนจะมีบทบาทหน้าที่ทั้งในเชิงลบและในเชิงบวก ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ กรอบปฏิรูปของเรานั้นทั้งหมดทั้งปวงได้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย มีเส้นรอบวงทั้ง ๓ เส้น หมุนไป ข้างหน้าโดยที่มีกลไกผลักดัน ๓ กลไกด้วยกัน มีกลไก ๓ ชุดด้วยกันที่เข้ามาผลักดัน

กลไกแรกก็คือกลไกเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เนื่องจากว่าการปฏิรูปของเรานั้น เป็นการปฏิรูประบบการสื่อสารเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นกลไกแรกก็คือกลไกของเสรีภาพ บนความรับผิดชอบ ซึ่งในระบบนี้ก็จะประกอบด้วยกฎหมายจะต้องมีกฎหมายที่อำนวยเสรีภาพ ให้แก่สื่อมวลชน แต่ว่าในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ต้องตระหนักด้วยว่าตนนั้นมีความรับผิดชอบ ต่อประชาชน ดังนั้นโดยภาระหน้าที่ของสื่อเพื่อที่จะมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบนั้น นอกจากจะมีเฮด (Head) แล้วยังต้องมีฮาร์ท (Heart) อีกด้วย เฮดนั้นก็คือการทำหน้าที่ ทั้งหลายทั้งปวง มีการพิจารณา มีการวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อที่จะนำเอาความจริงไปมอบให้แก่ ประชาชนเนื่องจากว่าความจริงนั้นเขาบอกว่ามันไม่ใช่ลูกพีชหรือลูกแอปเปิ้ลที่เกาะอยู่บนกิ่งก้าน แล้วรอให้คนมาเด็ด สื่อมวลชนไม่ได้มีหน้าที่ไปคอยเด็ดเอาลูกแอปเปิ้ล แต่สื่อมวลชนจะต้อง ถือไฟฉายแล้วก็ไปสอดส่องดูตามพุ่มไม้ต่าง ๆ เพื่อที่จะมองว่าความจริงนั้นมันซ่อนอยู่ที่ตรงไหน และนำเอาความจริงนั้นไปเสนอต่อประชาชน นั่นก็คือสื่อมวลชนนั้นจะต้องมีศรัทธาต่อภาระหน้าที่ ของตัวเอง มีศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ระบอบของสื่อในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น สื่อมวลชนนั้นจะต้องมีทั้งเฮดและฮาร์ทอันนี้คือกลไกประการแรกที่จะขับเคลื่อนไป

กลไกประการที่ ๒ ก็คือกลไกการป้องกันการแทรกแซงสื่อและการครอบงำสื่อ ในกลไกนี้ก็จะมีกฎหมายที่ป้องกันการแทรกแซงครอบงำจากรัฐและทุน เนื่องจากว่าสถานการณ์ ที่ผ่านมาทั่วโลก รัฐอยากที่จะเข้ามาแทรกแซงสื่อเพื่อภาพลักษณ์ของตัวเองหรือเพื่ออะไรก็ตาม รัฐคอยจะหาช่องทาง หาโอกาสเข้ามาแทรกแซงสื่อ ในขณะเดียวกันทุนก็คอยหาช่องทาง ที่จะแทรกแซงสื่อแล้วก็ครอบงำสื่อด้วยเช่นเดียวกันก็จะมีกฎหมายที่จะมาป้องกันการแทรกแซงสื่อ โดยรัฐและทุน

ประการต่อมาก็คือการดูแลสวัสดิภาพของสื่อ เนื่องจากว่าสื่อนั้นมีหน้าที่ที่จะ ไปแสวงหาความจริงให้แก่ประชาชน ดังนั้นสื่อก็จะต้องถือไฟฉายแล้วก็เที่ยวลดเลี้ยวมองไป ตามพุ่มไม้ต่าง ๆ เพื่อที่จะแสวงหาความจริง ตรงนั้นสื่ออาจจะเกิดอันตราย เพราะฉะนั้นเรา ก็จะให้มีกฎหมายที่ป้องกันสวัสดิภาพของสื่อมวลชนด้วย ให้สื่อมีกำลังใจการที่จะปฏิบัติ หน้าที่เพื่อประชาชน และในขณะเดียวกันทางประชาชนก็จะต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้สื่อถูก แทรกแซงด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนกลไกประการที่ ๓ คือกลไกของการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ

ประการแรก ก็คือต้องมีกฎหมายแน่นอนนะคะ แต่เราจะไม่ให้กฎหมาย เป็นเพียงอย่างเดียวที่เข้ามาปฏิรูปสื่อ เพราะว่าได้พูดแล้วว่าเราจะใช้ทั้งเฮด และฮาร์ท เราจะต้องช่วยกันปลูกฝังจิตสำนึกของสื่อมวลชนด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกันเราก็จะให้มี การกำกับสื่อมวลชนนะคะ การกำกับนี้ไม่ใช่เป็นการกำกับโดยรัฐดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเรา พยายามที่จะป้องกันไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เพราะฉะนั้น กลไกแรกของเราก็คือการที่จะให้สื่อนั้นได้กำกับกันเองนะคะ ซึ่งในเบื้องต้นเท่าที่ได้คุยกัน ในคณะกรรมาธิการก็คือการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ตอนนี้เป็นการตั้งเอาไว้ลอย ๆ ก่อน แล้วเราจะค่อย ๆ ปรึกษาหารือกัน ทั้งในคณะกรรมาธิการเองแล้วก็การปรึกษาหารือกันกับ บรรดาสื่อมวลชนซึ่งเป็นเพื่อนของเรา เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ มันไม่ใช่เป็นสภาที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับราชการ ทำอย่างไรจะให้เป็นสภากำกับดูแลที่มี ประสิทธิภาพแล้วก็เป็นที่ยอมรับในบรรดาพี่น้องสื่อโดยทั่วไป ก็คือเราจะต้องมีการกำกับ กันเองในวิชาชีพสื่อ มีการกำกับโดยองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ ก็คือ กสทช. ซึ่งตรงนี้ ท่านอาจารย์พนาจะได้พูดต่อไป จะมีการกำกับโดยภาคประชาชนซึ่งอาจจะอยู่ในรูปต่าง ๆ จากการที่ประชาชนนั้นได้รู้เท่าทันสื่อ เขาก็จะคอยเฝ้าระวัง แล้วในขณะเดียวกันก็คอย ปกป้องคุ้มครองสื่อในขณะเดียวกันด้วยนะคะ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ ตนเองโดยสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน หรือจะโดยองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ หรือโดยภาคประชาชน ทั้งหมดนี้ก็จะมีเส้นทางที่สัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องแล้วก็ต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นแล้ว ก็นำไปสู่ภาพสุดท้าย คือภาพของพลเมืองเป็นภาพพลเมืองที่ขออนุญาตแปลงจากภาพของ ท่านอาจารย์ปรีชานะคะ เมื่อกี้หลับตา ตอนนี้เธอลืมตา เพราะเธอเริ่มที่จะเห็นความหวัง เธอติดปีกแล้วเธอก็เริ่มมองขึ้นไปบนฟ้า มองเห็นความหวังว่าต่อไปนี้ประชาชนจะได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วถ้วนนะคะ จะในระดับใดมากน้อยเพียงใดก็ตามแต่เธอก็เริ่มมีความหวัง นกพิราบก็จะติดปีกแห่งเสรีภาพความรับผิดชอบและการกำกับดูแลก็จะพากันโบยบินไป เพื่อที่จะช่วยกันสร้างสังคมที่มีความสุข ประชาชนและสื่อมวลชนก็จะจับมือกันเพื่อที่จะสร้าง สังคมที่ดีงามและสังคมที่มีความสุข และเราก็มุ่งหวังที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ในอนาคต สื่อจะต้อง ทำงานเพื่อประชาชน มิใช่ทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ใช่ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่สื่อจะต้องทำงานเพื่อประชาชน ในรายละเอียดดิฉันจะขอให้คุณวสันต์ได้อธิบายต่อนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะที่ให้โอกาส

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญต่อครับ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะครับ เสรีภาพคือลมหายใจของประชาธิปไตยและ ถือเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละสังคมนะครับ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ ๓ ผู้ซึ่งเขียนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาก็เคย กล่าวไว้ว่าเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการป้องกัน การกดขี่ข่มเหงพลเมืองโดยรัฐบาลของตนเอง อัลแบร์ กามูร์ นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศส ก็เคยกล่าวไว้ว่าเสรีภาพสื่อมีทั้งดีและแย่ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าปราศจากซึ่งเสรีภาพก็จะหาสื่อที่ดี ไม่ได้เลย เสรีภาพสื่อเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพที่เราพูดถึง อยู่นี้ไม่ได้หมายความว่าสื่อจะทำอะไรก็ได้เพราะว่านั่นอาจจะทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายได้ ดังนั้นเสรีภาพจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปด้วย เสรีภาพเป็นหัวใจอันสำคัญยิ่ง ของสื่อมวลชนนะครับ เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินกิจการสื่อในระบอบประชาธิปไตย สื่อมีหน้าที่ที่สำคัญก็คือการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ดำเนินการอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม เหมาะสม อยู่ในร่องในรอยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็คอย ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ในเมื่อสื่อมวลชนมีเสรีภาพผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ จากเสรีภาพของสื่อก็คือประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งฝ่ายบริหารเองด้วยนะครับ อาจกล่าวได้ว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนก็คือเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงการที่สื่อจะต้องมี เสรีภาพ เราไม่ได้หมายความว่าสื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อตัวเอง แต่เรากำลังพูดถึงว่าสื่อ จะต้องมีเสรีภาพเพื่อสังคม เพื่อประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน นั่นเองนะครับ

ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เรายืนยันครับว่าสื่อ จะต้องมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ที่ผ่านมาเรามีปัญหาในเรื่องความเป็นอิสระและเรื่องเสรีภาพของสื่อ เนื่องจาก โครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อมวลชนในระบบทุนนิยมนายทุนเป็นเจ้าของสื่อนะครับ ในขณะเดียวกันรัฐก็เป็นเจ้าของสื่อส่วนหนึ่ง โครงสร้างการเป็นเจ้าของสื่อนี้ทำให้สื่อมวลชน ขาดหลักประกันในเรื่องเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนที่เป็น พนักงานของรัฐหรือสื่อมวลชนที่ทำงานในองค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือ โทรทัศน์ หรือสื่ออื่น ๆ สื่อของรัฐมักจะมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามได้นะครับ แต่ถ้าเมื่อใดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็จะถูกปิดปากหรือว่าถูกตักเตือน สื่อเอกชนเองซึ่งอยู่ใน ระบบทุนนิยม แล้วก็ต้องพึ่งพารายได้จากโฆษณาก็มักจะไม่กล้านำเสนอข่าวหรือเรื่องราว ด้านลบของเจ้าของเงิน เจ้าของทุน หรือว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเงินโฆษณา บ่อยครั้งมีการใช้เม็ดเงิน ซื้อโฆษณาแทรกแซงเนื้อหาและความเป็นอิสระของสื่อ มีการใช้เงินภาครัฐปีละหลายพันล้านบาท เพื่อที่จะสนับสนุนสื่อในสังกัดหรือที่เป็นพวกเดียวกัน ขณะที่สื่อที่ไม่ยอมเล่นด้วยมักจะถูก ลงโทษด้วยการตัดโฆษณาหรือว่าถอนโฆษณาออกไป

ในส่วนของนักหนังสือพิมพ์หรือบรรณาธิการ สมัยก่อนต้องถือว่าเป็นผู้ที่มี อุดมการณ์สูงส่ง ปัจจุบันหลายต่อหลายคนอาจจะต้องเซ็นเซอร์ (Censor) ตัวเองสูงขึ้นนะครับ เนื่องจากระบบสื่อทุนนิยม ซึ่งผลประกอบการธุรกิจหรือรายได้จากโฆษณามีส่วนสำคัญ ต่อการอยู่รอดขององค์กร เดี๋ยวนี้คนทำงานสื่อมีแรงจูงใจด้านอุดมการณ์น้อยลง คนรุ่นหลัง บางครั้งอยากเป็นสื่อ เพราะว่าอยากดังหรือไม่ก็อยากรวย วันนี้เสียงของนักวิชาชีพจึงเบาลง ไปมาก ขณะที่นายทุนเสียงดังสั่งซ้ายหันขวาหันได้มากกว่า นอกจากนี้สื่อยังถูกกดดันจากรัฐ กลุ่มการเมือง แล้วก็กลุ่มผลประโยชน์ ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราคงเห็นกลุ่มการเมือง ม็อบ (Mob) หรือบรรดาผู้ชุมนุมไปปิดล้อมองค์กรหรือว่าหน่วยงานสื่ออยู่เป็นประจำอยู่บ่อย ๆ ครั้ง สำหรับสถานการณ์ด้านจริยธรรมสื่อในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมานะครับ ก็พบว่ามีปัญหา อยู่มาก ที่มักจะพบบ่อยก็ได้แก่ปัญหาเรื่องความไม่เป็นกลาง การนำเสนอเนื้อหาไม่ถูกต้อง การนำเสนอเนื้อหารุนแรง การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการตัดสินผู้ตกเป็นข่าว ที่หนักกว่านั้นก็คือการรับอามิสสินจ้าง การรับทรัพย์ รับซอง อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของคนในวงการเท่านั้นเอง เนื่องจากว่าสื่อที่ดีก็ยังมี อยู่มาก ผมเชื่อว่าสื่อส่วนใหญ่มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพอยู่นะครับ การไม่ปฏิบัติตามหรือว่า ละเมิดจริยธรรมของสื่อมวลชนมีสาเหตุมาจากการที่ไม่มีเกณฑ์ทางด้านจริยธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการขาดความเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมอย่างจริงจังขององค์กรสื่อและ ผู้ปฏิบัติงานสื่อเอง เมื่อพิจารณาจากเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและ กิจโทรทัศน์นะครับ พบว่าปัญหาจริยธรรมที่พบมากที่สุดก็คือการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ขายสินค้าที่ไม่มีข้อมูลความจริงหรือว่าเกินความจริง การนำเสนอเนื้อหาหรือภาพข่าว ที่ล่อแหลม ที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือแม้กระทั่งละเมิดสิทธิมนุษยชน การขาดความเป็นกลาง ในการนำเสนอข้อมูล นำเสนอเนื้อหาที่ยั่วยุสร้างความเกลียดชังก่อให้เกิดความแตกแยก ในสังคมโดยเฉพาะข่าวสารทางการเมือง แม้จะมีความพยายามที่จะกำกับดูแลกันเองในช่วง ที่ผ่านมาโดยองค์กรวิชาชีพ อาทิเช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติซึ่งมีอายุเกือบจะ ๒๐ ปี สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่การกำกับกันเองของคนในวงการสื่อก็เป็นการกำกับ โดยสมัครใจคือใครจะเข้ามาเป็นสมาชิกก็ได้ และใครไม่พอใจจะเดินออกไปก็ได้นะครับ การร้องเรียนเข้ามาที่สภาวิชาชีพหรือสภาการหนังสือพิมพ์ ที่ผ่านมาตัวเลขก็มีไม่มากนะครับ อันนี้อาจจะสะท้อนถึงการที่ประชาชนยังไม่รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และอาจจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อองค์กรวิชาชีพสื่อว่ายังมีไม่มาก นอกจากนั้นบางคนยังวิพากษ์วิจารณ์ว่า สภาวิชาชีพหรือองค์กรกำกับกันเองของสื่อมีสถานะคล้ายกับเสือกระดาษ บางคนก็ค่อนแคะ ว่ามีลักษณะเป็นแบบแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน คือเรื่องที่กระทบกันเองบ่อยครั้งก็หลิ่วตาหรือว่า ไม่ได้เอาจริงเอาจังกัน เราก็เลยเห็นการละเมิดจริยธรรมปรากฏอยู่บนพื้นที่ของสื่อตลอดมา แล้วก็ยังมีความถี่ที่สูงอยู่นะครับ การปลูกจิตสำนึกเสรีภาพบนความรับผิดชอบและมี จริยธรรมในการประกอบวิชาชีพแก่บุคลากรสื่อจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ประกอบ อาชีพอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งบรรดานิสิตนักศึกษาหรือคนที่จะเข้ามาสู่แวดวงวิชาชีพ สื่อมวลชนในอนาคตนะครับ เนื่องจากว่าคนเหล่านี้จะต้องเข้ามาทำวิชาชีพที่ไม่ใช่วิชาชีพ ที่เพียงแต่การยังชีพของตัวเอง แต่เป็นวิชาชีพที่จะมีผลต่อสังคมโดยรวมด้วย อย่างไรก็ดีนะครับ การกำกับดูแลด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นหากใช้การกำกับดูแลโดยรัฐก็จะถือว่าสุ่มเสี่ยง ต่อเรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชน จึงได้มีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการกำกับกันเอง แต่ที่ผ่านมาการกำกับกันเองก็อาจจะยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ บางคนอาจจะพูดว่าเป็น ความล้มเหลวด้วยซ้ำไปนะครับ นอกจากนั้นที่ผ่านมาภาคประชาชนก็ยังไม่มีส่วนร่วมในการ เข้ามากำกับดูแลสื่ออย่างเต็มที่และอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบนี้เราคิดว่ามีสิ่งที่จะต้องดำเนินการหลายประการด้วยกันนะครับ

ประการแรกก็คือในเรื่องของระบบและกลไกทางด้านกฎหมาย เราเห็นว่า ควรจะมีกฎหมายที่จะประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบโดยพิจารณาร่างกฎหมาย หรือว่าแก้กฎหมายที่จำเป็นนะครับ อาทิเช่น ตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชนเพื่อปกป้องเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการของ สื่อมวลชน รวมถึงการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสังกัดเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพที่มี มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดแล้วก็เป็นสากลโดยสภาวิชาชีพ สื่อมวลชน

ประการที่ ๒ เราคิดว่าจะต้องมีระบบและกลไกด้านมาตรฐานทางวิชาชีพ นะครับ ในเรื่องที่ ๒ นี้เราเสนอว่าควรจะกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมีพันธะสัญญากับ องค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อด้วยจริยธรรมวิชาชีพ อีกทั้งจะต้องมีการบรรจุเรื่องจริยธรรมสื่อ ในหลักสูตรวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยด้วยนะครับ เพื่อการเตรียม ความพร้อมเพื่อที่จะฝึกฝนการตัดสินใจหรือวิจารณญาณในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ก่อนที่คนเหล่านั้นจะก้าวเข้าสู่วงการวิชาชีพสื่อสารมวลชน รวมทั้งจัดให้มีกลไกส่งเสริม งานวิจัยทางด้านเสรีภาพและจริยธรรมสื่อโดยมีการมอบรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นทางด้านนี้ด้วย

ประการที่ ๓ ในเรื่องของระบบกลไกด้านเสริมจิตสำนึก เราเห็นว่าควรจะจัด ให้มีกลไกที่รณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกเสรีภาพบนความรับผิดชอบแก่บุคลากรในวิชาชีพสื่อ รวมถึงจัดให้มีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณธรรม ประชาธิปไตย การรักในเสรีภาพ การคิด และการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ การยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างและจิตสำนึก เพื่อสาธารณะ ปลูกฝังทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและมีจริยธรรมเพื่อพัฒนา คุณภาพของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ก็ควรจะให้มีระบบการศึกษาทั้ง ในและนอกโรงเรียนที่จะสร้างวิธีคิดแบบใหม่ สร้างเสริมทักษะใหม่ที่จะพัฒนาสังคมไทยไปสู่ สังคมที่ให้ความสำคัญกับมนุษยภาพที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพต่อกัน

ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน เนื่องจากสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะ สื่อเชิงพาณิชย์หรือว่าสื่อชุมชน ต่างก็มีพันธกิจต่อสังคมด้วยกัน ทั้งสิ้น การดำรงอยู่ของสื่อมวลชนก็เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งลักษณะ ของเนื้อหาที่สะท้อนประโยชน์สาธารณะประการหนึ่งก็คือว่า ควรจะต้องมีความหลากหลาย และมีคุณภาพในมิติของการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น การให้ความสนใจกับกลุ่มคนด้อยโอกาส การนำเสนอเนื้อหาที่คำนึงถึงความเหมาะสม ศีลธรรมและรสนิยมอันดี รวมถึงการมีบทบาททางการศึกษาด้วยนะครับ เราคิดว่าจะต้องมี การวางระบบและกลไกที่เข้มแข็งและยั่งยืนด้านการเสริมบทบาทหน้าที่ของสื่อให้เป็น สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้สื่อมีบทบาทเป็นโรงเรียนของสังคม มุ่งเน้นการเสริมบทบาทสื่อ ในการให้ความรู้นอกระบบ และเป็นโรงเรียนของสังคม อีกทั้งมีระบบส่งเสริมและอุดหนุน การผลิตเนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรจะมีกลไกส่งเสริมสื่อด้วยการให้รางวัล อย่างเช่น รางวัลข่าวสืบสวนสอบสวนนะครับ ซึ่งปัจจุบันข่าวประเภทสืบสวนสอบสวน ในสื่อทั้งหลายต้องถือว่าน้อยมากเพราะสื่อมักจะไม่ค่อยลงทุนในเรื่องนี้กัน การให้รางวัล กับสื่อสันติภาพ สื่อสร้างสรรค์ โฆษณาที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือรางวัล บุคลากรสื่อที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม นอกจากนั้นควรจะมี การจัดสรรเวลาของสื่อในแต่ละประเภทเพื่อให้มีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ส่งเสริมทัศนคติที่ดีโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย เราคงอยากเห็นว่าสื่อประเภท โทรทัศน์จัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสื่อที่ดี มีสื่อที่สร้างสรรค์ที่เขาสามารถดูได้หรือดูไปพร้อม ๆ กับครอบครัวได้

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือยุทธศาสตร์ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ เราเห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาสื่อโดนแทรกแซงโดยเฉพาะจากรัฐ และทุนมาก เสรีภาพของสื่อซึ่งควรจะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมาถูกรัฐแทรกแซง ถูกทุนแทรกแซง ซึ่งถ้าสื่อถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐ สื่อก็จะกลายเป็นกระบอกเสียงในการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ที่มีอำนาจ ประชาชนก็จะรับรู้ได้ เฉพาะเรื่องผู้ที่มีอำนาจต้องการให้ประชาชนรู้เท่านั้นเอง การปิดปากสื่อมวลชนก็เท่ากับ เป็นการปิดหู ปิดตาประชาชนด้วย การป้องกันการแทรกแซงสื่อจากอำนาจรัฐและทุน จึงมีความสำคัญแล้วก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขเพื่อเป็นหลักประกันให้กับสื่อมวลชน ให้มีเสรีภาพและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสารสู่สาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้สื่อสามารถทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างอิสระและเสรี ไม่ถูกชี้นำ ไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกขัดขวางหรือครอบงำด้วยอำนาจรัฐหรืออำนาจเงินจากผู้ใด ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนที่ดีก็ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความเป็นอิสระจากรัฐบาลและทุนด้วย ในการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อ

ประการที่ ๑ ในเรื่องของระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ คุ้มครองความเป็นอิสระ ขององค์กรสื่อภาครัฐ รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมายที่จำเป็น อาทิเช่น มีการตรากฎหมายที่จะให้มีการกำกับดูแลกันเองของสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อ แล้วก็ยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ มีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐปีหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูกนำไปใช้โดยที่ส่วนหนึ่งมีการเบียดบัง มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ส่วนหนึ่ง มีการนำไปใช้เพื่อโฆษณาตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง และอีกส่วนหนึ่งมีการนำไปใช้ เพื่อแทรกแซงสื่อเพื่อที่จะต้อนสื่อเข้าคอกเข้าค่ายของตัวเอง เราคิดว่าควรจะมีการตรากฎหมาย ในเรื่องนี้ออกมาเพื่อที่จะให้เงินภาครัฐที่จะใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกิดประโยชน์ กับสาธารณะมากที่สุด เราเห็นว่าควรจะมีการประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการนะครับ เคยมีการพูดกันเรื่อง เอดิทอเรียล บอร์ด (Editorial board) ในสื่อหนังสือพิมพ์หรือสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ควรจะมีเอดิทอเรียล บอร์ด ซึ่งประกอบด้วยคนในวิชาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมา ช่วยประกันความเป็นอิสระของคนทำงานสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ให้ถูกแทรกแซงจากนายทุน

ประการที่ ๒ ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจทุน เราเสนอว่าให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ควบรวม ครอบงำ หรือแทรกแซงสื่อ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ ที่เรากำลังร่างกันอยู่ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าเจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองและพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน หรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะที่อาจเป็นผลเป็นการครอบงำ หรือผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวาง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นของสังคม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ วรรคห้า เจตนารมณ์ที่สำคัญก็คือว่าต้องการสร้างหลักประกันไม่ให้มีการผูกขาดครอบงำสื่อ แทรกแซงสื่อ ซึ่งจะทำให้ประชาชนขาดโอกาสที่จะได้รับข้อมูลที่หลากหลายและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะทางการเมือง หรือไม่ว่าจะในเรื่องใด ๆ ด้วยตัวเองได้นะครับ

ในเรื่องที่ ๒ นี้เรายังเห็นว่าควรจะจัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคม ผู้ประกอบธุรกิจสื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือว่าเจ้าของทุนสื่อได้ร่วมแสดงความรับผิดชอบ ในการดำเนินธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างมีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และประกาศหลักประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการแก่สาธารณชน

ประการที่ ๓ ในเรื่องของระบบและกลไกด้านการเฝ้าระวังจากภาคประชาชน เราเห็นว่าควรจะสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชน รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังในลักษณะที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า มีเดีย วอท์ช (Media watch) การถูกครอบงำหรือแทรกแซงสื่อโดยอำนาจรัฐและทุนให้ภาคประชาชนได้ช่วย เป็นหูเป็นตา และช่วยส่งเสียงออกมา เวลาสื่อถูกครอบงำหรือว่าถูกแทรกแซงเพื่อที่จะให้สื่อ มีพลังที่จะรักษาความเป็นอิสระของตัวเองได้ แล้วก็ให้มีการรายงานต่อองค์กรรับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับสื่อมวลชน

ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านการดูแลสื่อด้วยสวัสดิภาพและสวัสดิการ เราเสนอว่าควรจัดให้มีระบบอุดหนุนสวัสดิภาพและสวัสดิการแก่บุคลากรสื่อ โดยเฉพาะ ในการทำข่าวหรือว่าสารคดีที่เสี่ยงอันตราย และจัดให้มีกลไกที่เหมาะสมในการคุ้มครอง ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ ให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อ วิทยุและโทรทัศน์ โดยระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชนและประชาชน เพื่อที่จะให้สื่อสร้างสรรค์ รวมทั้ง สื่อขนาดเล็ก ๆ สามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันทางด้านธุรกิจที่เชี่ยวกราก และสามารถที่จะ ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้นะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการของสื่อนี้ ทางฝ่ายวิชาชีพสื่อเองก็ได้สะท้อนมาว่าฝ่ายวิชาชีพสื่อเองไม่ได้ประสงค์หรือต้องการที่จะมีอภิสิทธิ์ หรือต้องการที่จะได้สวัสดิการต่างจากวิชาชีพอื่น ๆ สิ่งที่เราพูดกันที่สำคัญก็คือว่าสื่อ ในฐานะที่เป็นคนกลาง ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนควรจะต้องมีสวัสดิภาพ ในการทำงานไม่ถูกคุกคาม ไมว่าจะในการทำงานในสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในม็อบ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์การทำข่าวสงครามหรือท่ามกลางความขัดแย้งต่าง ๆ นะครับ เราเองก็ไม่ได้หวังว่าสื่อจะต้องมีอภิสิทธิ์ต่างจากคนอื่นนะครับ

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่เราคิดว่าสำคัญ ในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ ๒ ข้อแรกที่ผมได้กราบเรียนนำเสนอไปแล้ว ก็คือยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ในช่วงที่ผ่านมาการกำกับดูแลสื่อ ต้องพูดว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนะครับ ทั้งเรื่องของการกำกับดูแลกันเอง ทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อสารมวลชน การกำกับโดยภาคประชาชนหรือการกำกับดูแลโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างเช่น กสทช. การกำกับกันเองทางด้านจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน ในกรณีของสื่อหลัก ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ พบปัญหาการกำกับดูแลกันเองภายใต้ความสมัครใจ อย่างที่ได้เรียน คือสมาชิกสมัครใจที่จะมาร่วมกันแล้วก็ให้กำกับกันเอง ปัญหาการกำกับกันเอง โดยความสมัครใจนี้ก็คือว่าทำให้การกำกับดูแลไม่ทั่วถึงเนื่องจากว่าสื่อจำนวนมาก อาจจะไม่เข้ามา ไม่พร้อมที่จะมาให้กำกับ เมื่อสื่อไม่เข้ามาให้กำกับโดยความสมัครใจ การกำกับโดยองค์กรวิชาชีพก็ก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่าเมื่อมารวมกลุ่มกันด้วย ความสมัครใจที่จะกำกับกันเอง แต่สื่อบางสำนักอาจจะเห็นต่างหรือไม่พอใจกับองค์กรวิชาชีพ ก็จะถอนตัวหรือว่าเดินออกไปก็จะทำให้การกำกับไม่สามารถที่จะกำกับได้ อันนี้เป็นปัญหา ของการกำกับกันเองในช่วงที่ผ่านมา การละเมิดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมวิชาชีพ การบังคับใช้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้อย่างเต็มที่ เพราะว่า ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่จะไปบังคับ เมื่อมีการพิจารณาหรือตัดสินเรื่องใด ๆ แล้ว องค์กรวิชาชีพก็จะส่งเรื่องไปที่สื่อแต่ละสำนักหรือสื่อแต่ละหัว แต่ละแขนง สื่อนั้น ๆ ก็จะต้องเป็นคนไปพิจารณาครับว่าจะดำเนินการตามคำวินิจฉัยหรือการพิจารณาที่ออกมาหรือไม่ ก็ต้องขอชมเชยนะครับ สื่อหลายสำนักก็ได้พยายามที่จะกำกับกันเองแล้วก็ยอมรับ การพิจารณาขององค์กรวิชาชีพ แต่สื่อบางสำนักก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรนะครับ

ปัญหาที่องค์กรวิชาชีพไม่อาจให้คุณให้โทษกับสมาชิกได้ สมาชิกที่ถูกตัดสินว่า ผิดก็ไม่ปฏิบัติตามหรือว่าอาจจะลาออกไป อันนี้ก็เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ในขณะที่การกำกับ โดยภาคประชาชนที่ผ่านมาก็อาจจะเรียกว่า ยังไม่เข้มแข็ง ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ในสังคมเสรีประชาธิปไตยมักจะพูดกันว่าประชาชนจะเป็นคนกำกับสื่อ สื่อไหนไม่ดี ก็อย่าไปซื้ออ่าน อย่าไปดู อย่าไปฟัง อย่าไปติดตาม สื่อนั้น ๆ ก็จะอยู่ไม่ได้เอง อันนั้นคงเป็นอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงแล้วพลังของประชาชนที่จะกำกับสื่อยังไม่มากพอ เราจะต้องส่งเสริมให้มี เครือข่ายภาคประชาชนในการติดตามแล้วก็จะต้องส่งเสริมให้ประชาชนแสดงพลังออกมา เพื่อที่จะให้สื่ออยู่ในร่องในรอย เพื่อที่จะให้สื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม และประชาชน ในส่วนขององค์กรกำกับดูแลตามกฎหมายคือ กสทช. อันนี้ต้องถือว่า เป็นก้าวกระโดดสำคัญของการปฏิรูปสื่อ หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หลังจากเหตุการณ์ เดือนพฤษภาคม เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งก็เลยมาเกือบจะ ๒๐ กว่าปี เรามีการปฏิรูปสื่อ ในหลายครั้งด้วยกัน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีการปิดหูปิดตาประชาชน ก็เลยทำให้มีเสียง เรียกร้องให้มีสื่อเสรี เพราะว่าสื่อภาครัฐถูกควบคุมมาก ก็เป็นที่มาของไอทีวี (ITV) ไอทีวีนี้ จะต้องเป็นสื่อเสรี จะต้องปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ อย่างไรก็ตามในตอนหลังทุนก็เข้าไปมีบทบาท ฝ่ายการเมืองก็เข้าไปมีบทบาท สื่อเสรีที่เรา คาดหวังก็อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น หลังจากนั้นก็เลยเป็นที่มาของสื่อสาธารณะที่ถือว่าเป็น อีกทางเลือกหนึ่งของสังคมไทยนอกเหนือจากสื่อที่อยู่ได้ด้วยโฆษณา โดยเฉพาะสื่อทีวี สื่อวิทยุ เรามีสื่อที่ไม่ต้องอยู่ด้วยโฆษณา เพื่อที่จะให้มีหลักประกันว่าการแทรกแซงจากรัฐ และทุนไม่เกิดขึ้น อันนี้เป็นก้าวที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็คือเรามีองค์กรกำกับคือ กสทช. เป็นก้าวที่สำคัญของการปฏิรูปสื่อ เป็นองค์กรอิสระที่จะมากำกับดูแลกิจการวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มาดูแลเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ แต่ที่ผ่านมา กสทช. ก็มีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของประสิทธิภาพและ ในเรื่องของธรรมาภิบาล เรื่องการใช้เงินใช้ทอง อย่างไรก็ตามเราคิดว่าองค์กรอิสระยังจำเป็น ที่จะต้องอยู่และจะต้องปรับปรุง จะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องแก้ให้ตรงจุด เรายังจะต้องให้มีองค์กรอิสระและจะต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องของการใช้เงินใช้ทอง อย่างไม่สมเหตุสมผล หรือปัญหาของธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นนะครับ ข้อจำกัดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของการกำกับดูแลโดย กสทช. โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองเด็ก และเยาวชนก็ได้แก่เรื่องกลไกการรับและจัดการเรื่องร้องเรียนของ กสทช. ที่ล่าช้า และขาดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อที่ควรจะนำมาส่งเสริมสนับสนุน สื่อสร้างสรรค์ สื่อปลอดภัย ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็หวังว่า กสทช. ก็จะต้องถูกปฏิรูปแล้วก็จะต้องถูกทำให้ดีขึ้นเพื่อที่จะให้เป็นอีกก้าวหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปในวาระของการกำกับดูแลสื่อจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้ได้กลไก การกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน โปร่งใสและอิสระ อันจะเป็นการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ทำให้ผู้บริโภค เกิดความเชื่อมั่นในกลไกการกำกับดูแลกันเองมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาระบบ และกลไกการกำกับดูแลโดยภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาร่วมกำกับดูแล รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ

การขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพนี้นะครับ

ในประการแรกในเรื่องของระบบและกลไกด้านกฎหมายและวิชาการ เราก็เสนอนะครับว่าควรจะมีการรวบรวมกฎหมาย กฎระเบียบและข้อมูลทางวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลสื่อรวมทั้งพิจารณาร่างกฎหมายหรือว่าแก้กฎหมายที่จำเป็น อาทิเช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน รวมทั้งคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ ด้วยนี่นะครับ กฎหมายว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ของประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ แล้วก็จะต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ. กสทช. เป็นต้น

ประการที่ ๒ ในเรื่องของโครงสร้างระบบกลไกด้านองค์กรที่เข้มแข็ง และยั่งยืนด้วยการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เป็นการกำกับกันเองโดยฝ่ายวิชาชีพ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นองค์กรกลาง เป็นร่มใหญ่ของการกำกับกันเองที่ครอบคลุมสื่อทั้งหมด แล้วก็ทุกแขนง เป็นอิสระ จากรัฐและทุน มีกรรมการจากฝ่ายวิชาชีพ มีผู้ทรงคุณวุฒิและมีนักวิชาการ รวมทั้งตัวแทนของประชาชน ผู้บริโภคสื่ออยู่ด้วยนะครับ เราเห็นว่าจะต้องสร้างกลไกพัฒนามาตรฐานจริยธรรม ในการกำกับดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อที่เป็นมาตรฐาน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างทั้งมิติ ประเภท รูปแบบ เนื้อหา และมิติของประเภทสื่อด้วย อีกทั้งมีกลไก ส่งเสริมการกำกับดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งในกรุงเทพมหานคร ส่วนกลาง แล้วก็ในภูมิภาค ในต่างจังหวัดด้วยนะครับ

ประการที่ ๓ ระบบและกลไกด้านการกำกับโดยประชาชน เราเสนอว่าต้องมี การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และส่งเสริม การรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบ และกำกับดูแลสื่อและการรู้เท่าทันสื่อ จัดให้มีระบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ เพื่อช่วยสะท้อนผลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน และการกำกับดูแล ของสื่อมวลชน

ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านการกำกับโดยภาครัฐและองค์กรภาครัฐ ที่เป็นอิสระ เราเสนอว่าต้องปรับปรุงองค์กรกำกับดูแลสื่อภาครัฐในเชิงโครงสร้างและวิธีการทำงาน โดยกำหนดรูปแบบองค์กรให้เป็นองค์กรอิสระตามกฎหมายที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ องค์กรกำกับดูแลจะต้องคำนึงถึงการกำกับดูแลในมิติต่าง ๆ และคำนึงถึงการจัดสรรและ แบ่งปันทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึง และใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน เพิ่มพื้นที่สาธารณะบน สื่อมวลชน แล้วก็ส่งเสริมความหลากหลายในสื่อทั้งด้านเนื้อหา ประเภท และความเป็นเจ้าของ และจะต้องจัดให้มีกองทุนด้านการให้บริการที่ทั่วถึง กองทุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสื่อ ส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นอกจากนี้สิ่งที่เราเสนออาจจะดูเหมือนว่ามีอยู่ หลายอย่างด้วยกัน ผมคิดว่าระบบและกลไกทั้ง ๔ ประการข้างต้นนี้จะดำเนินการ อย่างประสานสัมพันธ์กันระหว่างองค์กรของรัฐ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อที่จะให้ การกำกับดูแลสื่อมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานที่สื่อมีเสรีภาพ บนพื้นฐานความรับผิดชอบและ จริยธรรมปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าจากรัฐหรือทุนนะครับ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๓ ที่ได้นำเสนอนี้นะครับต้องทำควบคู่กันไป ส่งเสริมเสรีภาพสื่อบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และจริยธรรม ป้องกันการแทรกแซงสื่อทั้งจากรัฐและทุน และปฏิรูปการกำกับดูแลสื่อให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งเราเน้นที่การกำกับดูแลกันเองเป็นสำคัญ เสริมด้วยการกำกับโดยภาคประชาชน และการกำกับโดยองค์กรกำกับตามกฎหมาย ทั้งนี้การปฏิรูปสื่อมีความสำคัญ สื่อเป็นได้ทั้งปัญหา และสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา นำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและการพัฒนา ที่ยั่งยืน เราเห็นว่าการปฏิรูปสื่อไม่ใช่เรื่องที่จะทำเพื่อสื่อฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่จะต้องทำ เพื่อสังคมโดยรวม โดยหวังว่าสื่อจะได้รับศรัทธาความเชื่อมั่นจากสาธารณชน และมีส่วนที่จะ ยกระดับให้สังคมดีขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ให้ท่านอาจารย์พนาได้กล่าวรายงานการศึกษาในเรื่องการกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ ที่เป็นอิสระที่ได้รับอำนาจตามกฎหมายครับ ขออนุญาตครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญอาจารย์พนา ครับ

นายพนา ทองมีอาคม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพนา ทองมีอาคม จะเสนออีกส่วนหนึ่งของแนวทางการปฏิรูปของเรา ถ้าท่านผู้มีเกียรติ รับฟังผ่านไปแล้วจะเห็นว่าแนวทางการกำกับที่คณะกรรมาธิการของเราเสนอ ก็คือกำกับเป็น ๓ ประสานนะครับ จะเรียกว่าเป็นแบบ ๓ ขาก็ได้ ก็คือในส่วนของการกำกับโดยวิชาชีพ การกำกับโดยภาคประชาชน แล้วก็การกำกับโดยภาครัฐ ก็ต้องขอขอบพระคุณ แล้วก็ ขอความสนับสนุนด้วยในส่วนนี้ ผมคงเป็นคนเสนอในส่วนที่ ๓ ซึ่งก็เป็นส่วนสุดท้าย ก็จะพยายามให้สั้นไม่ให้เสียเวลาอภิปรายของท่าน ในฐานะคนสุดท้ายเวลาตอนนี้ มันใกล้เที่ยงนะครับ แต่ว่าในทางการสื่อสารเราถือว่าเวลาหิว ๆ นี่นะครับเป็นเวลาที่ประสาทสัมผัส ว่องไว รับฟังอะไรได้ดี แต่ก็มีอันตรายอยู่บ้าง พวกท่านกำลังหิวก็อาจจะอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่ว่าก็จะลองพยายามให้ดีที่สุด ท่านผู้มีเกียรติคงได้ฟังไปแล้วในเรื่องของสิทธิเสรีภาพสื่อ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของเรานะครับ เพราะสื่อก็คือ ผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ปราศจากข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ ที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นภววิสัย หากปราศจากสิ่งเหล่านี้การตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล เกิดขึ้นไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตยไปไม่ได้ ความย้อนแย้งของเราอันหนึ่งก็คือเราเลือกใช้ ระบอบประชาธิปไตย แต่เราเองก็ไม่ได้ระมัดระวังเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง แต่ว่าภายใต้เหรียญเดียวกันสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพ เราก็ต้องคำนึงถึง ด้วยเหมือนกันว่าประชาชนเองก็มีสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนกัน และบ่อยครั้ง การทำหน้าที่ของสื่อก็มีผลไปกระทบสิทธิของประชาชนนะครับ เราจะเห็นว่าบ่อยครั้งเสียงสังคม ตำหนิติฉิน กล่าวโทษสื่อ ว่าไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะสื่อที่ดี บางครั้งสื่อไปละเมิดของบุคคลอื่น ไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นในหลักคิดของประชาธิปไตยเราเชิดชูสิทธิเสรีภาพ ของสื่อก็จริง แต่การใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะการใช้สิทธิเกินส่วนก็ย่อมถือว่าเป็นเรื่องของการผิดกฎหมายอยู่ดี ในแง่ของการกำกับ ดูแลตรงนี้ ถ้าเราปล่อยโดยเสรีและไม่มีการดูแลเลย ประชาชนก็อาจจะขาดไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีใครที่จะเข้ามาช่วยปกป้องสิทธิของประชาชน ในแนวทางการปฏิรูปของเราสิ่งใหม่ ที่เราพยายามจะให้มีขึ้น ก็คือการเข้ามาร่วมกำกับดูแลโดยประชาชน ส่วนนี้สำคัญ แต่นี่เป็นสิ่งใหม่ ที่เพิ่งจะมีขึ้น แล้วในระดับโลกก็ยังถือว่าเป็นของใหม่อยู่เหมือนกัน เราคาดว่าจะช่วยให้เกิดผลดี จะได้รับผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้นะครับ แนวความคิดเรื่องการกำกับดูแลสื่อ ด้วยตัวเองนะครับ การจัดให้มีสภาวิชาชีพก็เป็น แนวความคิดที่อยู่มานานและในบ้านเราก็เคยมี ความพยายามทำ แต่อยากจะกราบเรียนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ครั้งนี้เป็นความพยายามที่สมจริงที่สุดที่เราพยายามจะทำและหวังว่าเราจะได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม ในสังคมนิติรัฐซึ่งเรายึดหลักกฎหมายในการอยู่ร่วมกัน ถ้าการกำกับดูแลตัวเองหรือการกำกับ โดยประชาชนเกิดความล้มเหลว ถึงตอนนั้นกฎหมายจะต้องเข้ามานะครับ เราจะเห็นว่า สิทธิประชาชนมีมากมายเหมือนกัน แล้วก็ถูกละเมิดอยู่บ่อย ๆ นะครับ ผมจะไปสั้น ๆ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บางครั้งถูกละเมิด เอาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของคนมากล่าวในฐานะ เป็นเรื่องตลกโปกฮาบ้าง หรือพูดโดยที่ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นมนุษย์ จิตใจของเขานะครับ ตรงนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตด้วย ผู้เสียชีวิตเองก็เป็นผู้มีเกียรติ แล้วก็มีครอบครัวอยู่ข้างหลัง เรามีเรื่องสิทธิเสรีภาพในเคหสถานพื้นที่ส่วนตัว สื่อเองบางทีบุกเข้ามาในสถานที่ต่าง ๆ นำเสนอในเรื่องที่เจ้าของเคหสถาน เจ้าของสถานที่ไม่ได้มีความยินดีด้วยนะครับ

สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นอยู่ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นว่าถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งบุคคลที่เป็นสาธารณะและบุคคลที่ไม่ได้เป็นสาธารณะ บุคคลที่เป็นสาธารณะอาจจะโดนละเมิดบ่อยหน่อย แต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปพลาดพลั้ง มีเรื่องมีราวขึ้นมาก็โดนละเมิดอยู่เป็นประจำ บางครั้งเป็นการลงโทษซ้ำเติมบุคคลที่เขาได้รับ ทุกข์ทรมานอยู่แล้ว

สิทธิการได้รับความคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันนี้ก็เป็น เรื่องชัดนะครับ ถ้าเผื่อเราดูรายการบนเคเบิล ทีวี (Cable TV) ต่าง ๆ เราจะเห็นว่ามีโฆษณา มีการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงบ้าง ไม่เป็นจริงบ้าง บ่อยครั้งละเมิดกฎหมายโดยที่เจ้าหน้าที่ เองก็มีความสับสนว่าใครเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายฉบับนั้นแน่ เห็นโฆษณายาที่เพิ่งผ่าน อย. บนโทรทัศน์ ตกลงแล้วเป็นเรื่องของ อย. หรือเป็นเรื่องของ กสทช. หรือเป็นเรื่องของ สคบ. ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการดูแลกันให้ดี เพราะว่าปราศจากการดูแลแล้วประชาชนเอง ก็ถูกเอาเปรียบ ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะ เช่น สิทธิในเรื่องของการสื่อสาร สิทธิของผู้บริโภค ต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งนี้ต้องการองค์กรกำกับซึ่งมีอำนาจกฎหมายถ้าจำเป็นก็สามารถใช้กฎหมาย เข้ามาปกป้องประชาชนได้ ผมเข้าใจครับ ว่าการใช้กฎหมายนี้บางครั้งเป็นเรื่องของ ความหยาบกระด้างเพราะการใช้กฎหมายเป็นเรื่องของการบังคับ แต่ถ้าเลือกได้เราก็จะเลือก ให้สื่อกำกับกันเอง แต่ถ้าสื่อกำกับกันเองไม่ได้ถึงเวลานั้นกฎหมายจะต้องเข้ามาแทรกแซงแล้ว สามารถปกป้องสังคมได้ อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญ ในการกำกับดูแลในอนาคตสังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก สื่อทุกวันนี้ไม่เหมือนสื่อเมื่อก่อน สื่อเมื่อก่อนนี้เป็นระบบแอนะล็อก แยกกันอยู่ ปัจจุบันสื่อเกิดการหลอมรวม การกำกับดูแลกิจการในยุคของการหลอมรวมสื่อ จำเป็นที่จะต้องยึดหลักประโยชน์สูงสุดของประชาชน การกำกับโดยองค์กรกำกับรวม ที่เรียกว่าเป็นคอนเวอร์เจนท์ เรกกูเลเตอร์ (Convergent regulator) อันนี้เป็นแนวทางการกำกับ ที่ชาวโลกเดินหน้าไปในทิศทางนี้ เราจะเห็นว่าถ้าประเทศที่เก่าแก่หน่อยอย่างที่ใช้ระบบการกำกับ โดยองค์กรอิสระเก่าแก่หน่อย อย่างเช่นเอฟซีซี (FCC) ของอเมริกันก็จะกำกับทั้ง ๓ อย่าง มาแต่ไหนแต่ไร แต่ประเทศที่เดิมอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานหรือกำกับโดยองค์กรรัฐ แล้วแยกออกมาใหม่อย่างอังกฤษซึ่งเป็นออฟคอม (OFCOM) เมื่อก่อนนี้มีการแยกการกำกับ วิทยุโทรทัศน์ กำกับทางโทรคมออกจากกัน ส่วนอินเทอร์เน็ตสมัยโบราณนั้นไม่มี แต่เมื่อเขา เปิดให้มีการแข่งขันเสรีในกิจการเหล่านี้ เลิกระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต ก่อตั้งสำนักงานกำกับดูแลที่เรียกว่าออฟคอมขึ้นมา ออฟคอมเป็นองค์กรกำกับรวม ดูทั้งกิจการโทรคมนาคม กิจการสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์และดูในเรื่องของสารสนเทศด้วย หมายถึงสิ่งที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตทั้งหมด นี่เป็นการกำกับรวม ตรงนี้ต้องฝากขอความสนับสนุน จากที่ประชุมนี้ ถ้าเผื่อเราแยกการกำกับตรงนี้ออกไปเราจะมีปัญหา ผมขอยกตัวอย่าง นิดเดียวเท่านั้นเองนะครับ เป็นของจริงทุกวันนี้ ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าการกำกับอินเทอร์เน็ต มีปัญหามาก ข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตนี่เยอะมาก เกินกำลัง แต่กฎหมายของเรา เนื้อหาที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตกำกับดูแลโดยไอซีที (ICT) แต่อินเทอร์เน็ตจริง ๆ แล้ว เป็นโครงข่ายการสื่อสารชนิดหนึ่งจะเรียกว่าเป็นซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Soft infrastructure) ก็ได้ ซึ่งวิ่งอยู่บนโครงข่ายฟิซิคัล อินฟราสตรัคเจอร์ (Physical infrastructure) อีกทีหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหา เพราะว่าเมื่อบุคคลขอใบอนุญาตประกอบกิจการอินเทอร์เน็ต ขอกับ กสทช. ขอประกอบกิจการโครงข่ายการสื่อสาร ขอกับ กสทช. แต่พอการกำกับเนื้อหาไปอยู่กับ ไอซีที ตรงนี้คือความเชื่อมต่อของอำนาจในการกำกับดูแลของประชาชน เกิดตะเข็บ ผู้ประกอบการเองบางทีก็ไม่ได้แคร์ไอซีทีเท่าไร นอกจากใช้อำนาจอาญาเข้าไปปิด แต่เมื่อใช้ อำนาจอาญาเข้าไปปิดก็เกิดความรุนแรง จนตอนนี้ประเทศเราเองก็ถูกจับตามองจากสังคมชาวโลกว่าเรามีการควบคุมดูแลอินเทอร์เน็ต จนละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและของสื่อหรือเปล่านะครับ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นเองว่าการแยกการกำกับมันมีปัญหานะครับ แล้วก็ควรจะรวมอยู่ใน ที่เดียวกัน เพราะทั้งหมดจริง ๆ แล้วก็คือสัญญาณดิจิทัล ซึ่งวิ่งอยู่บนโครงข่าย ไม่ว่ามันจะออกมา ในรูปของโทรคมนาคม ออกมาในรูปของโทรทัศน์ วิทยุ หรือออกมาในรูปของอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดก็คือดิจิทัล โคด (Digital code) ซึ่งวิ่งอยู่บนนั้นนะครับ

ทีนี้เป้าหมายในการกำกับ ผมอยากจะนำไปสู่เป้าหมายในการกำกับ ซึ่งคณะกรรมาธิการของเราพิจารณากัน เรามองนะครับว่าเป้าหมายในการกำกับของเราแล้ว เมื่อจำเป็นจะต้องใช้กฎหมาย เรามองว่ากฎหมายจะต้องศักดิ์สิทธิ์ ต้องบังคับใช้อย่างเสมอหน้า และยุติธรรม นี่เป็นเรื่องของการเอนฟอร์ซ (Enforce) กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่ดีเท่าไร แล้วก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่อันนี้คงจะต้องดูรายละเอียดอีกทีนะครับ กฎหมายบางฉบับ เป็นกฎหมายเก่า มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ปี ๒๔๙๗ นะครับ ซึ่งยังไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วก็ยังไม่มี ดิจิทัล ตรงนั้นอาจจะได้รับการปรับปรุงดูแลด้วย เรามองว่าสื่อมีเสรีภาพและมีความรับผิดชอบ ตรงนี้สำคัญ เราต้องการสื่อซึ่งมีจริยธรรมและดูแลตัวเองได้ แต่เมื่อไรที่สื่อดูแลตัวเองไม่ได้ การกำกับดูแลจะต้องเข้าไป ซึ่งมาตรการในการกำกับก็อาจจะมีตั้งแต่เบาไปหาหนักนะครับ แล้วส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือสังคม เรามองว่าสังคมควรจะมีข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรงนะครับ ไหลลื่น ไร้มลพิษ มีการสื่อสารที่สะดวกปลอดภัย อันนี้เป็นเป้าที่เราต้องการ

ทีนี้ในแง่ของการกำกับดูแลนะครับ เราจะเห็นว่าในแง่ของการกำกับดูแลนั้น การกำกับโดยรัฐในเรื่องของกิจการสื่อสารโทรคมนาคมและกิจการของวิทยุ โทรทัศน์ ต้องกราบเรียนว่ามันมีความซ้ำซ้อนอยู่เยอะ เป็นเรื่องที่จะต้องใช้มาตรการหลายประการเข้ามา ตัวอย่างสไลด์ (Slide) ที่ผมโชว์ให้ดูนี้เป็นตัวอย่างเพียงคร่าว ๆ จะเห็นว่าการกำกับกิจการ ทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ ต้องการทั้งการแข่งขันและต้องการการกำกับในเชิงของทางสังคม วิทยุ โทรทัศน์เป็นโครงข่ายแบบหนึ่ง ถ้าในทางการกำกับดูแลเรียกว่าเป็นเน็ตเวิร์ก (Network) ชนิดหนึ่งซึ่งก็มีการกำกับดูแลซึ่งมีลักษณะเฉพาะของมัน ทีนี้ถ้าเผื่อเรามองตรงนี้ว่า การกำกับสื่อวิทยุ โทรทัศน์มันกำกับทางด้านเนื้อหา ส่วนเนื้อหานี่ล่ะครับ บางคนเรียกว่า เป็นคัลเจอรัล โพรดัคท์ (Cultural product) มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม วัฒนธรรม ความคิดความอ่านของประชาชน ตรงนี้เป็นการกำกับทางด้านสังคม บางครั้งเราไม่สามารถ ที่จะไปชี้ชัดว่าอะไรดี อะไรไม่ดีแทนประชาชนในสังคมเสรีประชาธิปไตย แต่เราเองจะต้องมี ทางเลือกที่ดีพอให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นบางครั้งอาจจะต้องส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสื่อในซีกของภาคประชาชนเอง หรือสื่อที่เป็นสาธารณะ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ แต่ขณะเดียวกันการแข่งขันตรงนี้มันก็จะต้องไม่มีการผูกขาดและไม่มีการครอบงำสื่อ ตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกำกับการครอบงำสื่อนี้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ทุกวันนี้บางครั้ง เราปล่อยให้เรื่องต่าง ๆ กลายเป็นการสร้างกระแสสังคม ซึ่งกระแสสังคมบางทีไม่ได้เป็นไปด้วย ความเชี่ยวชาญแต่เป็นไปด้วยอารมณ์ เราบอกว่าต้องการไม่ให้เกิดการครองสิทธิข้ามสื่อ ทุกคนก็มีความรู้สึกว่าครองสิทธิข้ามสื่อไม่ดี แต่เราก็เห็นว่าสื่อใดสื่อหนึ่งครอบคลุมกิจการ หลายประเภท เช่น ทำทั้งหนังสือพิมพ์ ทำทั้งวิทยุ ทำทั้งโทรทัศน์ ทำแมกกาซีน (Magazine) แล้วก็ยังมีเว็บไซต์ของตัวเองอีก ไม่เป็นอะไร แต่วันดีคืนดีบางสื่อเกิดการควบรวมบ้าง หรือเกิดการเปิดสาขาแขนงใหม่ขึ้นมา เราก็มีการกล่าวหากันว่าครองสิทธิข้ามสื่อ สังคม เราเหมือนสังคมที่ขาดหลัก วันหนึ่งเราอาจจะชี้เรื่องหนึ่งได้ แต่อีกวันหนึ่งเราก็รู้สึกเฉย ๆ เราไม่ได้รู้สึกอะไร ตรงนี้มันฟ้องว่าองค์กรกำกับเองก็ขาดความเชี่ยวชาญแล้วไม่สามารถออกมาอธิบายแล้วก็ ชี้นำสังคมได้ ปล่อยให้สังคมเองชี้นำกันไปเองในฐานะไม่รู้ต่อไม่รู้ เราบอกว่าเราไม่ต้องการให้เกิด การครอบงำตลาด แต่เสร็จแล้วเราไม่รู้ว่าอะไรคือครอบงำตลาด เพราะฉะนั้นได้แต่พูดกันไป เรารู้ว่ามันเป็นปีศาจ แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับ หลอกผีกันไปแล้วแต่ว่าใครจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เราบอกว่าครอบงำตลาดก็คือ มาร์เก็ต แชร์ (Market share) ผมอยากจะเรียนถามว่าแล้วมาร์เก็ต แชร์ นี่มันคืออะไร มาร์เก็ต แชร์ของโทรทัศน์ คืออะไร ตัวสะท้อนที่ดีที่สุดก็คือ เรทติง (Rating) ในโทรทัศน์ แต่เรทติงโทรทัศน์นี้มันไม่ค่อยมีใคร ที่มีเรทติงเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ น้อยมาก เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี้ยังน้อยนะครับ เพราะฉะนั้น มันครอบงำหรือเปล่า เราบอกว่ารายการโทรทัศน์ที่มีคนดูเยอะ ๆ นั่นล่ะครับครอบงำ ถ้าอย่างนั้นรายการโทรทัศน์นี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ช่องสถานีหนึ่งรายการหนึ่ง มันมีคนดูเยอะ รายการหนึ่งไม่มีคนดู น้อย แล้วตกลงใครเป็นคนครอบงำ รายการหรือตัวสถานี ตรงนี้ผมไม่ขออธิบายลึกนะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ แล้วจริง ๆ แล้วมันมีเทคนิคที่ดำเนินการให้เป็นไปได้ แต่ปัจจุบันเราไม่มี อิชชู (Issue) ที่ควรจะตัดสินกันในฐานะผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาในตลาดแล้วก็มีการสร้างกระแส แต่กระแสในสังคมนี้มันมีผิดมีถูก บางครั้งก็อาจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดได้ ผมขออนุญาต มาดูด้านโทรคมนาคมนะครับ โทรคมนาคมนี้เราเน้นเรื่องการแข่งขันมาก เพราะจริง ๆ แล้ว โทรคมนาคมนี้สิ่งที่โทรคมนาคมขายก็คือการเชื่อมต่อ โพรดัคท์ (Product) ของโทรคมนาคม ก็คือการให้บริการเชื่อมต่อ ไม่ได้มีเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่วิ่งอยู่บนโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นเนื้อหาที่ผู้ผลิตหรือผู้ส่งผลิตขึ้นแล้วส่งกันไปส่งกันมา ความเชื่อมต่อตรงนี้สำคัญ เมื่อเป็นความเชื่อมต่อตรงนี้เทคนิคการกำกับจะไม่ได้เน้นในเรื่องสังคม เรื่องสังคมจะมีบ้าง ก็ในแง่เรื่องของการเข้าถึงและช่วยให้คนที่ด้อยโอกาสได้รับโอกาสบ้างนะครับ ได้มีสิทธิใช้ หรือประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานทางด้านการสื่อสารในราคาที่เป็นธรรม รับได้ เข้าถึงได้ แต่หลัก ๆ แล้วเรื่องการแข่งขันเสรีสำคัญแต่ตรงนี้ก็กลับกลายมาเป็นเรื่องของ เทคนิคที่สำคัญอีก เพราะโทรคมนาคมเป็นธุรกิจโครงข่าย เราไม่ได้สามารถบอกว่าวันนี้ ให้เขาเลิก แล้ววันต่อไปให้สร้างขึ้นใหม่ เพราะใครมีโครงข่ายแล้วก็มีเลย และในสังคมเดียวเอง ก็ไม่สามารถที่จะมีโครงข่ายได้ซ้ำซ้อน บางครั้งเราเอาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างกระแสในตลาดว่า การแข่งขันน้อย แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมไปมาแล้วหลายประเทศมาก ๆ ดูในเรื่อง โทรคมนาคม เอาแค่เฉพาะมือถืออย่างเดียว มีผู้ให้บริการน้อยมากที่จะมีเกิน ๓ เจ้า ในประเทศหนึ่ง แล้วถ้าเมื่อไรที่มีเกิน ๓ เจ้า เจ้าที่ ๔ จะร่อแร่ ถ้ามี ๕ เจ้า เจ้าที่ ๕ จะโคม่า ส่วนใหญ่จะอยู่ ๓ หรือน้อยกว่า จำนวนเท่าไร จำนวนเท่าไรก็อยู่ที่ระบบเศรษฐกิจนี้ จะรองรับได้กี่เจ้า แล้วสังคมนี้จะมีโครงข่ายกี่โครงข่าย เพราะโครงข่ายที่ซ้ำซ้อนเกินไป ก็เกิดความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ แล้วก็ทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน จนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ มีระบบที่ซ้ำซ้อนกันมากปัญหาการเชื่อมต่อก็ตามมาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้การแข่งขัน ทางด้านโทรคมนาคมก็คือสำคัญ แล้วการแข่งขันตรงนี้ทำให้กำไรของผู้ประกอบการมาจาก ประสิทธิภาพไม่ได้มีกำไรส่วนเกินที่มาจากการครอบงำหรือผูกขาดตลาด ประสิทธิภาพตรงนี้ ที่เราหวังว่าให้เขาจะได้มีกำไรบ้าง เราไม่ได้มองที่ราคาถูกที่สุด เพราะนั่นไม่สมจริง ถ้าถูกที่สุดผู้ประกอบการจะไม่ลงทุนต่อไป แต่ถ้าเขากำไรเกินส่วนประชาชนก็จะเดือดร้อน เพราะฉะนั้นการกำกับตรงนี้ก็เป็นเทคนิคที่สำคัญเหมือนกันให้เขามีประสิทธิภาพมีกำไร ที่จะไปลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและพัฒนาการเข้าถึง และคิดค้นหาบริการใหม่ ๆ แต่ขณะเดียวกันก็พอมีกำไรอยู่บ้าง ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราว่ากันไปทางไอดีล (Ideal) เราก็อยากให้อยู่ที่แถว ๆ ประมาณดอกเบี้ยหรือจะมากกว่านิดหน่อยนะครับ เป็นแรงจูงใจ ตรงนี้ก็เป็นเทคนิคทั่วไป ๆ โดยทั่วไป ๆ มาตรการในการกำกับตรงนี้ องค์กรกำกับสามารถใช้ มาตรการทางกฎหมายได้ในการบังคับ แต่กฎหมายไม่ใช่วิธีเดียวกันเท่านั้นเอง บางครั้ง การเจรจาต่อรองจำเป็น บางครั้งการให้อินเซ็นทีฟ (Incentive) ท่านที่เป็นนักเศรษฐกิจก็จะรู้ว่า อินเซ็นทีฟทางด้านภาษีอำนวยให้ อินเซ็นทีฟทางด้านค่าธรรมเนียมอำนวยให้ นอกจากการเจรจา ต่อรองการให้อินเซ็นทีฟแล้ว การส่งเสริมสนับสนุนก็สำคัญอีกเหมือนกัน มาตรการที่ส่งเสริม สนับสนุนตรงนี้เราจะเห็นชัด ๆ ว่ารัฐอุดหนุนทีวีสาธารณะ เอาเงินไปให้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำทีวี ตรงนี้เป็นการอุดหนุนจริง ๆ แล้วมีหลายอย่างที่ควรจะมีการอุดหนุน โทรทัศน์ ที่มีคนออกมาใช้ภาษามือหรือมีวิดีโอ เดสคริพชัน (Video description) เพื่อคนพิการ พวกนี้เองก็ต้องการเงินอุดหนุน เพราะองค์กรเอกชน องค์กรธุรกิจทำเองเขามีแต่ค่าใช้จ่าย กิจการเหล่านี้ที่สำคัญ ผมขออนุญาตไปต่อนะครับ ในธุรกิจทางด้านโทรคมนาคม อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจสำคัญของชาติ โทรคมนาคม เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ตรงนี้เป็นส่วนได้เสียของประเทศปีละหลายแสนล้านบาท นอกจากว่าตัวรายได้จากโทรคมนาคมแล้ว โทรคมนาคมเองเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความสำคัญ ตรงนี้จะอำนวยให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถแข่งขันได้ ทุกวันนี้ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราไม่ได้สูงนะครับ แล้วเราเองในการปฏิรูปครั้งนี้ เรามีการพูดกันในหลายคณะว่าเราพยายามจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ เทเลคอม (Telecom) เป็นเซคเตอร์ (Sector) ที่สำคัญอันหนึ่งที่สามารถมีบทบาทตรงนี้ได้ วิทยุ โทรทัศน์เงินไม่เยอะเท่าไร ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง แต่ว่าอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ตรงนี้เราเน้นกำกับในเรื่องของสังคม แล้วก็เรื่องของความหลากหลาย อันที่น่าสนใจก็คือ อันที่เป็นสารสนเทศ ปัจจุบันกิจกรรมด้านข้อมูลเนื้อหาที่ส่งในรูปดิจิทัลมีมากขึ้นทุกวัน ในแง่ของ อินเทอร์เน็ตเรามีคนใช้อยู่ ๒๖ ล้านคนขึ้นไป แล้วกำลังเติบโตในอัตรา ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเผื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพลเมืองเราอยู่ที่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถือว่าสูงที่สุดของ ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็ถือว่าเป็นดี แต่ถ้าเทียบกับชาวโลก ชาวโลกอยู่ที่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรายังไล่ตามคนอื่นเขาอยู่ แต่ด้วยอัตรา ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเรามีการเติบโต ที่น่าพอใจ แต่ทำอย่างไรเราถึงจะเน้นให้การเติบโตนี้คงเส้นคงวาต่อไป แล้วในอีกส่วนหนึ่ง ก็กลับมาดูผู้ใช้ด้วย นี่คือเรื่องที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมพูดเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ หมายความว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเยอะเป็นเรื่องดี แต่หมายความว่าต้องใช้ไปในทางที่ดีด้วย การใช้ตรงนั้นอาจจะเป็นเรื่องโพรดัคทิวิตี (Productivity) ทางด้านเศรษฐกิจ หรือในแง่ การเพิ่มพูนความรู้ หรือในแง่ของการติดต่อสื่อสารซึ่งไปลดโลจิสติกส์ (Logistics) ทางด้านอื่น ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไปเพื่อความบันเทิงเพื่อจะไปประกาศหาคู่ หรือเพื่อที่จะโชว์ รูปร่างหน้าตาตัวเอง ตรงนี้มันอาจจะเป็นความสุขใจเล็ก ๆ ของผู้ใช้ แต่ว่าที่จริงแล้วมันก็เป็น ความสูญเสียเหมือนกันถ้าเผื่อเราไม่ดูแลให้ตรงนี้เป็นไปอย่างเป็นประโยชน์ อันที่น่าสำคัญ ก็คือธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้ผมมองว่าเป็นอนาคต ปัจจุบันนี้โลกเราเคลื่อนไปทางนี้มากขึ้น คนสมัยใหม่เวลาน้อยลง แล้วก็มีสิ่งที่มาแย่งความสนใจมาก เวลาที่ไปเดินชอปปิง (Shopping) ตามห้างไปเป็นมอลล์ แทรเวลเลอร์ (Mall traveler) ไม่มีแล้ว ปัจจุบันนี้คนเวลาน้อยลง แล้วไม่ต้องการการชอปปิงซึ่งบางทีเป็นภาระ ในส่วนรีเทล (Retail) เอง การเรียกเก็บค่าส่วนลด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นเยอะ ธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การสั่งซื้อสินค้า ผ่านอิเล็กทรอนิกส์จะตัด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ออกไป แล้วอาจจะมีผลลดในเรื่องของ การคมนาคม แล้วก็ในเรื่องสุขภาพจิตการใช้เอ็นเนอร์จี (Energy) ใช้พลังงานอะไรอีกเยอะ ตรงนี้เป็นแนวทางในอนาคตและมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาเจอว่าประชาชนไทย ๙๒ เปอร์เซ็นต์มีอุปกรณ์โมบาย (Mobile) ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือไอแพด (iPad) หรือเป็น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป (Laptop) หรืออะไรก็ตาม ในจำนวนนี้จากการสำรวจ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์เคยทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อครั้ง แต่ผมอยากกราบเรียนว่านี่เป็นค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นบางครั้งการถ่ายโอนเงินจำนวนเยอะ ๆ หรือการใช้จ่ายซึ่งเป็นบิก ทิคเก็ต ไอเท็มส์ (Big ticket items) ตรงนี้ก็อาจจะดึงให้ค่าเฉลี่ยเยอะขึ้น แต่การซื้อของทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเงินไม่มากมันมีเยอะแล้วเยอะขึ้นทุกวัน แล้วมันกำลังเป็นต่อล่อหรือเชิญชวน ให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงนะครับ ตัวเลขคร่าว ๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นที่ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ใช้โอนเงิน ๔๓ เปอร์เซ็นต์ใช้ในเรื่องบัตรเครดิตและเกี่ยวกับบัตรเครดิต ๑๗ เปอร์เซ็นต์ใช้ในเรื่องเคาน์เตอร์ เซอร์วิส (Counter service) ๑๒ เปอร์เซ็นต์ใช้กับบัตร เดบิต แล้วที่เหลือเป็นอื่น ๆ กราบเรียนตรงนี้สิ่งเหล่านี้มันบอกว่าประชาชนเองใช้ตรงนี้ มากขึ้นทุกที แล้วตรงนี้มีความจำเป็น ถ้าระบบอินเทอร์เน็ตเราเร็วไม่พอ และไม่สามารถ รองรับได้ เราจะมีปัญหาตรงนี้ในอนาคต ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจของเรา แล้วเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในเรื่องของความรู้และข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งผ่านในระบบของอินเทอร์เน็ตด้วย การปฏิรูปการกำกับกิจการกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ตรงนี้ผมขอเน้นหัวข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง การปฏิรูปของเราแม้ว่าเราจะมีกรรมาธิการและ อนุกรรมาธิการแยกกันไปในหลาย ๆ ส่วน อยากจะกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติครับ เราไม่สามารถคิดโดยแยกจากกันได้ การปฏิรูปทุกส่วนจะต้องขับเคลื่อนและมีความสัมพันธ์ กันไปเพื่อที่จะเกิดการเสริมพลังซึ่งกันและกัน หรือที่เราเรียกกันว่ามีซินเนอร์จี (Synergy) ระหว่างกัน โทรคมนาคมเป็นเซคเตอร์สำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ แต่ไม่สามารถพิจารณาโดยโดดเดี่ยวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนา ประสานกันไปกับการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าในเรื่องที่ผมจะพูด ต่อไปนี้เรากำลังจะพูดถึงเรื่องว่าโทรคมนาคมเองไม่สามารถแยกออกจากเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมของประเทศได้ แต่การปฏิรูปตรงนี้สิ่งที่ทางซูเปอร์ บอร์ด (Super board) ของด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังพิจารณาทำ และในกรรมาธิการเศรษฐกิจ กำลังพิจารณาทำ เรากำลังพูดกันเรื่องการแยกงานนโยบายออกให้มีความชัดเจน ไม่อุ้ยอ้าย ตรงนี้ชัดเจนว่าเป็นส่วนของรัฐ เป็นส่วนของผู้ที่รับอาณัติมาจากประชาชนจะกำหนดนโยบาย ของรัฐบาลโดยแถลงไว้ต่อสภาและอยู่ภายใต้แนวนโยบายแห่งรัฐ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง เรามองว่า มีองค์กรที่เป็นเจ้าของสร้างความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพให้กับองค์กรปฏิบัติการ ของรัฐ องค์กรปฏิบัติการของรัฐก็คือพวกรัฐพาณิชย์ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พวกเหล่านี้ ก็เป็นองค์กรสำคัญเป็นมือปฏิบัติการของรัฐ ท่านผู้มีเกียรติครับ ไม่ใช่ธุรกิจทุกอย่างรัฐ จะปล่อยให้เอกชนทำหมด เพราะบางธุรกิจเอกชนทำไม่ได้ บางธุรกิจบางครั้งก็อาจจะสำคัญ เกินกว่าที่จะให้เอกชนทำ บางครั้งเพื่อการจัดระเบียบ การกำกับดูแลตรงนี้ต้องมีความสำคัญครับ ผมอยากจะกราบเรียน เช่น บริษัทการท่าอากาศยานอย่างนี้นะครับท่านจะเห็นว่า นี่เป็นบริษัท และถือไปอีกทีก็มีรูปแบบการบริหารแบบธุรกิจ ท่านอยากให้มีการแข่งขันไหมครับ เราสร้างสุวรรณภูมิขึ้นมาอีกอันหนึ่งแล้วก็ให้อีกบริษัทหนึ่งเข้ามาดูแลตรงนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ ธุรกิจพวกนี้ละครับที่เขาเรียกว่าเป็นเนเจอร์รัล โมโนโพลี (Natural monopoly) เป็นผูกขาดโดย ธรรมชาติ แต่ตรงนี้ถ้าเผื่อเราบังคับแบบไม่เข้าใจเราก็จะให้มีการแข่งขันหรือไปออกกฎหมายซึ่ง เท่าที่ผ่านมานะครับ เช่น กฎหมายการใช้คลื่นความถี่ทางด้านพาณิชย์ ทางด้านธุรกิจ ต้องใช้การประมูลเท่านั้น ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าแล้วคลื่นความถี่ที่บริษัทวิทยุการบิน กับบริษัทการท่าอากาศยานใช้เราจะให้เขาประมูลหรือเปล่า แล้วมันประมูลได้ไหม เพราะฉะนั้นบางครั้งโมโนโพลี (Monopoly) ก็อาจจะเป็นความจำเป็น แล้วมันก็ไม่ได้ชั่วร้ายทั้งหมด แต่ในที่ที่จะต้องมีการแข่งขันเราก็จะต้องมีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นเวลาการกำกับดูแลพวกนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ มิใช่ก่อกระแสสังคมขึ้นมาแล้ว ไปกระทบกับทรัพยากรสำคัญของชาติ อันนี้สำคัญ ผมกล่าวไปแล้วว่าเราต้องมีการแยกงานนโยบาย ออกมาเพื่อให้ชัดเจนแล้วไม่อุ้ยอ้ายนะครับ เราแยกองค์กรที่เป็นเจ้าของ ตรงนี้เพื่อสร้าง ความเป็นมืออาชีพ ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจเองไม่มีองค์กร ไม่มีเจ้าของ รัฐก็เพียงแต่ส่งคนเข้าไป เป็นกรรมการ ยิ่งในยุคการเมืองก็เหมือนกับส่งคนไปนั่งเมือง เป็นการตอบแทนหรืออะไร ประมาณนั้น แล้วผลสุดท้ายองค์กรไม่ได้มีแอคเคาทะบีลิตี (Accountability) คนที่ขึ้นมาสู่อำนาจ ก็ไม่ได้ประเมินด้วยผลงาน นโยบายที่ฝ่ายปฏิบัติการเสนอลงไปก็อาจจะไม่ได้รับการดูแล ถูกบิดเบือน ตรงนี้ล่ะครับต้องมีองค์กรเจ้าของมาเพื่อดูแลสำหรับหน่วยงานที่จำเป็นนะครับ เราต้องแยกองค์ประกอบกิจการและการปฏิบัติออกไปต่างหาก นี่หมายความว่าองค์กรที่เป็น ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติจริง ๆ ต้องมีความต่อเนื่องและมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีการวัด ประเมินผลงานอย่างถูกต้อง แล้วถ้าเผื่อดำเนินการโดยไม่มีประสิทธิภาพจำเป็นจะต้องเปลี่ยน ก็อาจจะต้องเปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนซีอีโอ (CEO) เปลี่ยนบอร์ด หรืออะไร ซึ่งเป็นหน้าที่ ที่องค์กรเจ้าของจะต้องเข้ามาดูแลตรงนั้น ผมก้าวล่วงไปในเรื่องเศรษฐกิจนิดหนึ่งเพื่อที่จะพูดถึง ความเชื่อมโยงตรงนี้เพราะเดี๋ยวท่านจะเห็นว่าองค์กรกำกับดูแลต้องแยกออกมา ตรงนี้ล่ะครับ เราจะได้ยินคำพูดคุยของพวกเรากันเองในห้องอาหารอยู่บ่อยว่าแยกเรกกูเลเตอร์ออกมาจาก โอเปอเรเตอร์ (Operator) นั่นคือแยกองค์กรกำกับออกมาจากองค์กรปฏิบัติการ ในอดีต เราไม่แยกครับ วันหนึ่งรัฐบอกว่ามีนโยบายลดค่าไฟช่วยคน นี่เป็นนโยบาย ซีกนโยบาย เสร็จแล้วก็มาบอกโอเปอเรเตอร์ให้ไปยกเว้นค่าใช้จ่าย ค่าไฟที่ไม่เกิน เซย์ (Say) เสียว่า ๖๐ บาทก็อย่าไปเก็บเขา แล้วใครเป็นคนรับเงินตรงนี้ล่ะครับ ใครเป็นคนเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ โอเปอเรเตอร์รับไปเขาก็ขาดทุนสิครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่การแยกโอเปอเรเตอร์ออกจากโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) สำคัญ

ในส่วนของเรกกูเลเตอร์อีกเหมือนกันท่านลองนึกนะครับ ว่าสมัยก่อนนี้นะครับ ทีโอที (TOT) กำกับดูแลเอไอเอส (AIS) ให้สัมปทานกับเอไอเอสด้วย แล้วทีโอทีก็มีบริษัทของตัวเอง ที่ประกอบกิจการมือถือด้วย มันแข่งกัน ตรงนี้เป็นธรรมไหม ถ้าเราจะใช้ระบบการแข่งขัน แบบเสรีเราจะใช้ระบบทุนนิยมเข้ามาให้เอกชนเข้ามาลงทุนเพื่อที่จะลดภาระของรัฐ ตรงนี้ การแข่งขันต้องเป็นธรรม มิใช่เสรีอย่างเดียว ต้องเป็นธรรม แล้วทุกคนแข่งขันกันอยู่บนพื้นฐาน ของความเท่าเทียม ในอดีตไม่ใช่นะครับ แม้กระทั่งสิ่งที่ผูกพันมาปัจจุบัน ท่านลองนึกดูว่า ค่าสัมปทานของช่อง ๗ กับค่าสัมปทานของช่อง ๓ มันไม่เท่ากัน แล้วมันจะแข่งอย่างไร ในอดีตค่าตอบแทนส่วนแบ่งรายได้ของแคท (CAT) อยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของทีโอทีอยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์และมันจะเกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องการ การแก้ไข เรกกูเลเตอร์จะต้องมีหนึ่งเดียว แล้ววางกฎซึ่งใช้ได้กับทุกคน แล้วสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ตรงนี้นำมาสู่แนวความคิดที่ว่าความเป็นองค์กรกำกับที่อิสระสำคัญ การกำกับ ดูแลกิจการที่สำคัญหลายชนิดในโลกนี้นะครับจัดทำเป็นรูปองค์กรอิสระของรัฐ มีความกังวล ในพวกเราว่าเรามีองค์กรอิสระเยอะไปหมด ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรอิสระ โดยตัวมันเองมันไม่ได้เป็นสิ่งเสียหายอะไร ผมเองผมก็ไม่อยากให้มีองค์กรอิสระในฐานะเป็น องค์กรตามรัฐธรรมนูญรุงรังเยอะไปหมด ซึ่งผมว่าไม่ใช่ แต่ถ้าองค์กรอิสระตามกฎหมายเกิดได้ ยุบได้ เล็ก ๆ ทำงานแบบโปร่งใสที่ทุกคนสามารถเข้าไปสอดส่องเข้าไปดูแลได้ แล้วทำหน้าที่กำกับไปอย่างเที่ยงธรรมต่อเนื่อง โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก อันนี้ทำได้และในต่างประเทศเยอะแยะไปหมดเลยครับ ของอเมริกัน เอสอีซี (SEC) กำกับหลักทรัพย์ เอฟทีซี (FTC) กำกับทางการค้า พวกนี้เป็นองค์กรอิสระทั้งนั้น ในอังกฤษ ก็เยอะแยะไปหมด มีทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ของเราเองก็มีได้ ใช้ให้ถูกเถอะครับ แล้วก็ กำกับดูแลพวกองค์กรพวกนี้อีกทีหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าการตรวจสอบโดยรัฐสภา เราต้องการ ความต่อเนื่องในนโยบายของการกำกับดูแล อันนี้หลายท่านพูดไปแล้ว โดยเฉพาะท่านที่จัดเจน ในเรื่องแนวคิดทางด้านยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปมาได้ครับ พิสัย ในการมองทางยุทธศาสตร์นี่ ๑๐ ปี หรืออาจจะมากกว่า การที่ปล่อยให้พรรคการเมืองเข้ามา และเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงมา ลำบาก ท่านจะเห็นครั้งหนึ่งรัฐบอกว่าการประกอบ กิจการทางด้านการศึกษาอุดมศึกษารัฐควรจะเชื้อชวนให้เอกชนเข้ามาประกอบกิจการ เพราะรัฐแบกรับภาระไม่ไหว แต่หลังจากนั้นเอกชนเข้ามาและไม่นานรัฐเปลี่ยนแปลง รัฐส่งเสริมสถาบันในลักษณะราชภัฏหรือราชมงคลเต็มไปหมด เอกชนที่ตั้งตัวไม่ทัน ประสบความเดือดร้อนลำบาก ที่รอดไปแล้วก็รอด นโยบายแบบนี้ผมว่าระยะยาวมันไม่ได้ ผมยกตัวอย่างของการศึกษาเพราะเห็นได้ชัด แต่ว่ามันเกิดทั่วไป การบริหารจัดการ ทรัพยากรสำคัญของชาติบางครั้งไม่เหมาะกับการเมืองระบบพรรค ผมไม่ยกตัวอย่าง แต่ท่านก็ทราบกันดี การเอาเข้าไปแบ่งสรรกัน เพราะตรงนี้เป็นเรื่องของการให้โควตา การออกใบอนุญาต การเจรจาต่อรองให้เกิดความสะดวกในการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นว่าถ้าท่านสามารถแยกองค์กรกำกับออกมาได้ ท่านก็จะแยกบทบาทของนักการเมือง ให้จำกัดอยู่ในเรื่องของนโยบาย แต่ในเรื่องของการกำกับดูแล ในเรื่องของการให้ใบอนุญาต การสิ้นสุดใบอนุญาต การบังคับให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะออกมา ออกโดยองค์กรวิชาชีพซึ่งเป็นอิสระ แต่ไม่ใช่อิสระแบบหลุดโลกนะครับ อิสระภายใต้การตรวจสอบของสภา อิสระภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาล แล้วองค์กรพวกนี้ สามารถตรวจสอบได้ด้วยองค์กรตรวจสอบอื่น ๆ เช่น เป็นหน่วยรับตรวจของ สตง. หรือก็เป็น ผู้บริหารที่จะต้องอยู่ใต้กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นต้น อันนี้ผมขออนุญาตไปเร็วนิดหนึ่ง พวกนี้ต้องการความตัดสินใจที่เป็นเชี่ยวชาญ อันนี้ผมกล่าวไปแล้ว ต้องการเทิร์ม (Term) การทำงานที่แน่นอนภายใต้การกำกับ อันนี้ก็สำคัญเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนรัฐบาลที เปลี่ยนบอร์ดทีหนึ่ง อย่างหน่วยงานหลายหน่วยที่เราเห็น ตรงนี้มันไม่เหมาะสำหรับการ กำกับดูแลกิจการที่เป็นกิจการสำคัญของประเทศ

ทั้งหมดก็ขอสรุปในสไลด์แผ่นสุดท้ายนะครับ พูดถึงเรื่อง กสทช. องค์กรอิสระ หลายท่านจะสนใจว่าองค์กรนี้ก็มีทั้งชื่อเสียง มีทั้งอื้อฉาว อยากจะกราบเรียนครับว่า องค์กร กสทช. ปัจจุบันมีปัญหาอยู่เยอะ แต่มีปัญหาก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไปทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า นี่คือองค์กรอิสระทางด้านกำกับดูแลเพียงองค์กรเดียว ที่เรามี แล้วก็มีอายุมาแล้วพอสมควร ดี ไม่ดี มีข้อเสียจุดอ่อนหลายอย่าง ตรงนี้ปรากฏให้เห็น เหตุที่มันปรากฏให้เห็นก็เพราะว่าองค์กรเล็ก ๆ เหล่านี้โปร่งใสตรวจสอบได้ จะเห็นว่า สตง. ก็ออกมาแถลง ประชาชนก็ใช้สิทธิข้อมูลข่าวสารเข้าไปดูอะไรต่ออะไรของเขา เพราะเขาเล็ก และโปร่งใส เขาถึงมีเรื่องไม่น่าพอใจให้เราเห็นเยอะ ดีกว่าปล่อยให้เขาเป็นองค์กรใหญ่ ซึ่งมืดมองไม่เห็น แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เราเห็นแล้วว่าองค์กรอิสระ อย่างนี้ล่ะครับที่โปร่งใสและเราสามารถตรวจสอบได้ ถ้าไม่ดีเราแก้ แต่ไม่ใช่ไปยุบเขา เพราะฉะนั้นองค์กรกำกับอิสระตรงนี้ยังเป็นส่วนสำคัญ แต่ว่าโครงสร้างทางกฎหมายก็ต้อง ได้รับการปรับปรุง จะเห็นว่าแต่เดิมสภาเองหลัก ๆ ก็วุฒิสภานะครับ ก็ไม่ได้เข้าไปดูแล มากมายเท่าไร กฎหมายกำหนดให้มีซูเปอร์ บอร์ด ซูเปอร์ บอร์ดเองดันต้องไปขอพึ่งพิง ทางด้านทรัพยากรบุคลากรจาก กสทช. เอง ก็ขาดอิสระในการกำกับดูแลตรงนี้ กฎหมาย กำหนดให้มีกองทุน กองทุนมีเงินอยู่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่าแต่ไม่สามารถ ใช้ได้ เพราะติดขัดไปด้วยกฎระเบียบอะไรใช้เงินไม่ได้ จนหนสุดท้ายมีมือดีจะเอากองทุนนี้ไป อยากจะวิงวอนนะครับว่าที่ผ่านมาเงินใช้ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี จะเห็นผู้อภิปรายก่อน หน้าผมก็พูดไปแล้วว่าการกำกับดูแลในซีกของวิชาชีพ ในซีกของประชาชนยังต้องการเงิน ทางด้านนี้ การเข้าถึงของประชาชนในซีกส่วนต่าง ๆ การเข้ามามีส่วนร่วมในทรัพยากรเช่น สื่อชุมชนของประชาชนก็ยังต้องการการสนับสนุนทางด้านนี้ รวมถึงงาน เงินวิจัยและเงิน พัฒนาวิชาชีพอีกจำนวนมากตรงนี้ต้องแก้ไข ปัญหาบางปัญหาเป็นปัญหาที่คน ปัญหาที่คนก็ เป็นบทเรียนของสภา เป็นบทเรียนของคณะกรรมการสรรหาซึ่งจะต้องแก้ต่อไป บางส่วน อาจจะเป็นที่มาของคณะกรรมการสรรหา บางส่วนอาจจะเป็นคุณสมบัติและที่มาของ คณะกรรมการ ตรงนี้รายละเอียดทางคณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการอยู่เพื่อที่จะแก้ไขตรง นี้ให้ดีขึ้น ตรงนี้ขอความเห็นใจเหมือนกันว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรใหม่ อย่างที่บอกว่าเป็น องค์กรเดียวขององค์กรอิสระทางด้านการกำกับดูแล คนเข้ามาก็เป็นคนใหม่ ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เคยมีใครมีประสบการณ์ทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาเป็นบอร์ดบางคนไม่ได้มีความรู้ บางคนคิดว่าตรงนี้เป็นงานสบาย ๆ ก็มาเป็นบอร์ดเหมือนบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แต่ความจริง ไม่ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่บอร์ดบริหารทั่ว ๆ ไป ตรงนี้เป็นคอมมิชชันเนอร์ (Commissioner) คำว่า คอมมิชชัน เนอร์ก็คือเหมาไปทำ งานคอมมิชชันเนอร์ ๒๔ ชั่วโมง เป็นงานฟูลไทม์ (Full time) และ กฎหมายไม่ให้ทำงานอื่นด้วย เราต้องไดรฟว์ (Drive) งาน ต้องทำงานให้ออก ไม่ใช่บอร์ด กสทช. ประชุมเดือนละครั้ง ท่านผู้มีเกียรติครับปีหนึ่ง ๑๒ ครั้งเองแล้วจะบริหารอะไร ประเทศชาติได้ จุดอ่อนเหล่านี้ละครับที่ต้องการการแก้ไข และต้องการการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุที่พวกเรามาชุมนุมกันอยู่ตรงนี้ก็เพื่อที่เราจะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ แล้วอย่างที่ผม กล่าวไปแล้วว่าองค์กร กสทช. เป็นองค์กรต้นแบบของการกำกับดูแลเป็นอิสระ เรากำลังมี องค์กรอย่างนี้ขึ้นมาอีกหลายองค์กรนะครับ องค์กรทางการแพทย์ ทางด้านการศึกษาหลาย คนก็บอกว่าบทบาทในแง่ของเรกกูเลเตอร์ควรจะแยกออกมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ก็เสนอขอให้แยกคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้ออกมาเป็นอิสระซึ่งก็มีทั้งเหตุผลและ ความชอบธรรมที่ออกมาเป็นอย่างนั้น เพราะเขาไม่เป็นอิสระเราถึงมีธุรกิจผูกขาดเต็มบ้าน เต็มเมือง ถ้าเขาเป็นอิสระเขาสามารถดำเนินการอำนาจตรงนี้ได้ แล้วถ้าเขาไม่ทำองค์กร ตรวจสอบจะไป แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นขอให้ดู กสทช. เป็นตัวอย่าง ขอให้เราเรียนรู้จากเขา แล้วขอให้เห็นว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากเขามันมีอยู่เยอะเหมือนกัน แต่มันมีสิ่งไม่ดีอยู่ด้วย เพราะมันไม่ดีอยู่ด้วยเราถึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ ผมก็ขอขอบคุณท่าน ผู้มีเกียรตินะครับ นี่คือส่วนท้ายของผมแล้ว ขอขอบพระคุณที่ท่านอดทนรับฟังแล้วก็ใคร่ วิงวอนขอความสนับสนุนจากท่านสำหรับการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์กร กำกับดูแลโดยภาครัฐ แล้วพวกเราจะน้อมรับคำแนะนำและคำติชมจากท่านนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ก่อนจบ รายงานในครั้งนี้กระผมขอมีอะไรอีกนิดหน่อยในเรื่องของว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการ ชุดเรานี้เราได้ดำเนินการไปจนถึงในเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติตามกรอบวิสัยทัศน์ ตามกรอบการปฏิรูปสื่อของเราว่าเราจะดำเนินการอะไรบ้างอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ขอเติมตรงนี้ นิดหนึ่งว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราได้วางแนวทางเอาไว้เป็น ๔ เฟส (Phase) ด้วยกัน

เฟสแรก เราจะดำเนินการเป็นเวลาประมาณ ๑ ปีนะครับ โดยใน ๑ ปีนี้เรา จะมีการร่างปรับแก้กฎหมาย ทำความเข้าใจกับองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ ผู้ประกอบการสื่อ แล้วก็สร้างความตระหนักรู้แก่สังคมถึงการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ

ในเฟสที่ ๒ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ ๓ ปี เราจะมีการตั้งสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแล้วก็สร้างกลไกการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนด้วย แล้วก็จะมีการปรับปรุง เชิงโครงสร้างองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ ที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสื่อ จะจัดทำจริยธรรม วิชาชีพสื่อที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งอันนี้ที่จริงแล้วจริยธรรมนี้ก็มีอยู่แล้ว เราเองก็จะพยายามที่จะ ปรับปรุงหรือว่าช่วยทำให้สิ่งเหล่านี้มันชัดเจนขึ้น พัฒนาศักยภาพสื่อและได้ให้ความรู้กับ ประชาชนให้รู้เท่าทันสื่อ อันนี้ก็เป็นโครงการอีกอันหนึ่งในเฟสที่ ๒

นอกจากนั้นก็ยังมีการตั้งกองทุนสวัสดิภาพ สวัสดิการว่าเราจะจัดตั้งกองทุนนี้ อย่างไร

อีกอันหนึ่งก็คือมีระบบสารสนเทศเรื่องร้องเรียนสื่อและข้อมูลวิชาการ อันนี้เราพยายามที่จะจัดทำระบบสารสนเทศตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในเฟสที่ ๒

ในเฟสที่ ๓ นี้เราจะมีการดูแลว่าเราจะพูดถึงในเรื่องการกำกับกันเอง โดยสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพทั่วประเทศนี้จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพจะ สร้างกลไกอย่างไร การเกิดกลไกส่งเสริมให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมและอุดหนุนการเกิด เนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ นี่ก็จะเป็นอยู่ในเฟสที่ ๓ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน หน่อยประมาณสัก ๕ ปี

ต่อมาก็คือสถาบันการศึกษาทุกระดับ หมายถึงสถาบันการศึกษาที่สอน ทางด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ก็อาจจะพูดง่าย ๆ มุ่งปลูกจิตสำนึกในเรื่องวิญญาณ วารสารศาสตร์ด้วยการให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่มีอยู่ในคลาส (Class) หรือว่าอยู่ ในชั้นเรียนให้เข้าใจในเรื่องจริยธรรมของสื่อที่ชัดเจนขึ้น

อีกอันหนึ่งก็คือให้เกิดระบบการเรียนการสอนรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชนทั้งใน สถาบันการศึกษาและสถาบันสื่อด้วย

สุดท้ายเลยเฟสที่ ๔ เราจะใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ก็จะให้มีการประเมินผล การดำเนินงานตามขั้นตอนการปฏิรูปสื่ออย่างเป็นอิสระ และจะมีการปรับปรุงและพัฒนา โครงสร้างและระบบสื่อให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน อันนี้ก็เป็นขั้นตอนการปฏิบัติการตาม กรอบวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเราได้วางแนวทางแล้วก็ได้จัดทำกันเรียบร้อยแล้ว นะครับ ก็จะนำเสนอในโอกาสต่อไป ขอกราบเรียนท่านประธาน เราจะขอจบในการรายงาน การศึกษาในครั้งนี้ ก็อยากจะฝากท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นอภิปรายในสิ่งที่เราจะ นำไปประกอบในเรื่องของการปฏิรูปสื่อต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ต่อจากนี้ก็จะเป็นบทอภิปรายให้ความเห็นของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ที่มีรายชื่ออยู่แล้วตอนนี้ผมขออนุญาตอ่านไว้สัก ๕ รายชื่อก่อนนะครับ คุณอลงกรณ์ พลบุตร พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร คุณสมเกียรติ ชอบผล พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก คุณเตือนใจ สินธุวณิก เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ก่อนนะครับ ผมเข้าใจว่าตั้งหลักไม่ทัน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ครับ คุณอลงกรณ์ มาแล้วใช่ไหมครับ เรียนเชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ต้องยอมรับว่าวาระปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นทำมาได้สมบูรณ์มาก ๆ ทีเดียว ถือได้ว่าเป็นพิมพ์เขียวที่เป็นอนาคต ผมมีข้อสังเกตเพื่อฝากไว้เพราะว่าในโลกปัจจุบันนั้นสื่อสารมวลชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่เราพูดกันเสมอว่าถ้าคิดเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน ในยุคเปลี่ยนผ่านของยุคปฏิรูปที่ สปช. กำลังขับเคลื่อนประเทศอยู่ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสื่อสารมวลชนเป็นพลังขับเคลื่อน เป็นเครื่องยนต์การขับเคลื่อนที่เป็นเอ็นจิน (Engine) สำคัญมากและบริบทของปัญหาที่ได้ สรุปไว้ในรายงานที่ส่งมานั้นก็ได้ประมวลถึงจุดอ่อนจุดด้อยพร้อมกับเสนอแนวทางไว้หลาย แนวทาง สิ่งที่จะทดสอบในแนวทางการปฏิรูปเร็ว การปฏิรูปภายใน ๑ ปี หรือการปฏิรูป แบบยั่งยืนหลังจาก ๑ ปีเป็นต้นไปนั้น

ประการแรก ก็คือเรื่องของการปฏิรูปสื่อกับร่างรัฐธรรมนูญ ทำอย่างไรที่จะ ให้มีการออกเสียงประชามติโดยช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะต้องมีเสรีภาพของการสื่อสารเพื่อให้ เกิดการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ การรับรู้ต่อสารัตถะสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เป็น ประเด็นที่สำคัญมากว่าจะเป็นบททดสอบของการปฏิรูปสื่อที่โยงกับตัวร่างรัฐธรรมนูญและ การออกเสียงประชามติ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการออกเสียงประชามติภายใต้บรรยากาศที่ปิด กั้นหรือจำกัด ก็เป็นเรื่องที่จะท้าทายสำหรับข้อเสนอการปฏิรูปเร็ว แล้วนี่ก็เหมือนกับหินลอง ยาที่จะทดสอบ

ประการที่ ๒ ก็คือวาระปฏิรูปที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่าคงจะ ไม่สามารถที่จะนำรายงานทั้งฉบับหรือแม้แต่ย่อลงไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ คงจะต้องให้ กรรมาธิการตอบคำถามว่าเรามีตัวร่างกฎหมายที่จะเขียนไว้สักบรรทัด ๒ บรรทัด แล้วก็ไปว่า ไว้รายละเอียดอยู่ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ต้องเรียนท่านประธานว่าใน ๒ ประเด็นนั้นสำคัญมาก ทั้งระยะเฉพาะหน้า และระยะต่อไป ทราบว่าท่านประธานเน้นมากว่าในกรณีได้มีการลงประชามติคงไม่ใช่เป็น เพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่จะทำให้เป็นกระบวนการที่ประชาชนจะยอมรับ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ก็เป็นเรื่องที่กรรมาธิการ คงจะต้องเดินหน้าแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติในกรณีของเรื่องสื่อมวลชนกับเรื่องของการลง ประชามติ

ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตก็คือว่าการแทรกแซงครอบงำสื่อถือว่ามีความสำคัญ และเป็นปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การที่กลุ่มทุน กลุ่มการเมืองได้เข้าไปอุดหนุน หรือแม้แต่การเข้าไปครอบครอง ครอบงำหรือเป็นเจ้าของมี มากขึ้น ๆ แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๔๖ ได้เขียนในการค้ำประกันการปฏิบัติ หน้าที่ของพนักงานและลูกจ้างในสถานประกอบการของสื่อให้มีอิสระ แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว อิทธิพลของทุน อิทธิพลของสปอนเซอร์ (Sponsor) อิทธิพลของความสัมพันธ์ระหว่าง เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่กับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มทุนใหญ่นั้นปัจจุบันนั้นเป็นปัญหาใหญ่ เหลือเกิน การใช้ตัวบทกฎหมายหรือองค์กรวิชาชีพไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ เว้นแต่ว่ามี องค์กรภายในสื่อเท่านั้น ๓๐ ปีที่แล้วมีสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อ สร้างสวัสดิภาพ สวัสดิการเท่านั้น แต่ต้องการคานอำนาจการไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพความเป็น อิสระและความเป็นกลางในกองบรรณาธิการ นี่คือประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าในตัวรายงาน อยากให้เพิ่มเติมศึกษา นำองค์กรภายในที่จะคะคานการรักษาซึ่งสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพของ กองบรรณาธิการให้สามารถดำรงไว้และต่อสู้ต่อต้านเหมือนกรณีเดอะเนชันที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นตัวอย่างที่จะมองเพียงแค่การเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองสถานะความเป็นสื่อที่ถูกคุกคาม ถูกแทรกแซง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร เรียนเชิญครับ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๑๐๑ ในฐานะที่ผมเคยเป็นประธานตรวจสอบ กสทช. เรื่องสื่อผม อยากจะเรียนข้อเท็จจริงว่าที่กระผมเป็นอยู่ประมาณ ๗ เดือน แล้วผมก็ได้ลาออกไปเพราะว่า ดูแล้วไปไม่ได้ในขั้นต้น เพราะว่าการที่จะไปตรวจสอบ กสทช. แต่ผมต้องของบประมาณของ เขาไปตรวจสอบ อันนี้ไม่ทราบว่ากฎหมายอันนั้นออกมาได้อย่างไรนะครับ แล้วผมก็พยายาม ไปล็อบบี (Lobby) ในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถจะดูแลสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ โดยเฉพาะทางโทรคมนาคมได้มาหารือกับผมเป็นอย่างมาก แต่ว่าเราไม่สามารถทำ อะไรได้เลย เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วคณะกรรมการตรวจสอบถ้ามีอำนาจแค่นี้ผมว่าต้องยุบ ไปดีกว่าในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นการตรวจสอบต้องเป็นผลประโยชน์ของประชาชนและ ประเทศชาติจริง ๆ แต่ผมดูแล้วประเทศไทยเท่าที่ผ่านมาเรายังขาดเรื่องการศึกษาและเรื่อง วินัยคนในชาติ เพราะฉะนั้นถ้า ๒ อย่างนี้ไม่เริ่มก่อนผมว่าไม่ต้องไปทำอะไรเราจะแพ้ ประเทศบ้านข้างเคียง เพราะสมัยก่อนไม่ว่าประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศเกาหลีก็มาดูงาน ประเทศไทย แต่ตอนนี้เขานำเราไป ๔๐-๕๐ ปี เพราะเรามี ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองและ คนอะไรต่าง ๆ ก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ได้ดูผลประโยชน์ ประเทศชาตินะครับ สภาต่าง ๆ ถ้าดูประเทศอื่นเขาบางอย่างเมื่อผลประโยชน์ของชาติเขา จะไม่มีใครค้านสักคนทุกคนลงมติเห็นชอบหมด แต่บ้านเราคือพรรคฝ่ายค้านก็ต้องทำล้ม รัฐบาลให้ตัวเองเป็นรัฐบาลในอนาคตต่อไป ไม่มีผลประโยชน์ของชาติมีแต่ผลประโยชน์ของ กลุ่ม ในส่วนของเราเองที่เราได้มาอยู่จุดนี้ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าอาจารย์เขาให้เราเป็นนักเรียน เพื่อจะมาหาระดมความคิดเพื่อจะให้กำหนดกรอบต่าง ๆ เพื่อจะให้ชาติอยู่รอดต่อไป โดยเฉพาะเรื่องสื่อนะครับ จะเห็นว่าเท่าที่ผมติดตามทางประเทศสิงคโปร์เขาตั้งแต่ตั้ง ประเทศมาเขาจะออกกฎหมายเป็นภาคบังคับว่าสื่อทุกชนิดที่อยู่ในประเทศเขารัฐบาลต้องมี หุ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเขาไม่มีปัญหาเรื่องสื่อที่จะไปโจมตีรัฐบาลเลย แต่บ้านเราเองสื่อเราก็บอกว่าเสียงประชาชนแต่จริง ๆ ก็เป็นเสียงของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ละพรรคก็มีสื่อของตัวเอง ที่ผมประสบการณ์มาผมทำงานในสนามมาทั้งชีวิตในส่วนนี้ เพราะว่าปัญหาจุดนี้มันไม่ใช่ประโยชน์ของชาติ เพราะฉะนั้นจะแก้อย่างไรให้คนมีจิตสำนึก เหมือนว่าตั้งแต่เด็ก ๆ มาการศึกษานี้เป็นสิ่งสำคัญ และผมก็ยืนยันเสมอว่าชายไทยทุกคน ต้องฝึกทหาร ปัจจุบันเป็นทหารอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญแต่ไม่ได้ฝึกเลยฝึกประมาณแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทุกคนเป็นทหารหมดผมว่าจะแก้ปัญหาต่าง ๆ เยอะ ถ้าเราดูประเทศ เกาหลีเขาใช้ระบบนี้ทำให้ประเทศเขาเจริญ สมัยก่อนเขาตีกันเยอะแยะหมดตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ที่ผมเคยไปดูงาน ในส่วนนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าอาจจะไม่เกี่ยวข้องในเรื่องทาง กสทช. มาก แต่ผมได้ไปสัมผัสผมก็เลยเพียงแต่ว่าอยากจะนำเรียนและเสนอทางสมาชิกทุกคนว่าการจะ แก้ประเทศไทยผมว่าต้องวินัยคนในชาติและการศึกษา จบปริญญาตรีการศึกษาคณะอื่นก็ อาจจะ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเป็นครูต้อง ๕๐,๐๐๐ บาทไปเลย แล้วเราจะได้คนดี ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันคนที่เป็นครูก็สอบเข้าเอนทรานซ์ (Entrance) ไม่ได้อยู่แล้วนะครับ แล้วก็ไปสอบเข้าราชภัฏก็เป็นครู เพราะฉะนั้นเป็นชนชั้น ๒ แต่เริ่มเป็นครู ถ้าย้อนหลังใน อดีตเก่า ๆ ครูจบมาจากประสานมิตรคือสอบพร้อมกันแล้วเขามีความเป็นครูที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เราจะแก้ปัญหาประเทศชาติได้นะครับ ผมคงจะมีเรื่องเรียนให้สภาทราบ ในส่วนแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญดอกเตอร์สมเกียรติ ชอบผล ครับ

นายสมเกียรติ ชอบผล

ขอบคุณท่านประธาน ผม สมเกียรติ ชอบผล ผมมี ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องความเป็นไปได้ ความคาดหวังต่อความสำเร็จ ประเด็นที่ ๒ ผมมองในสื่อที่เชื่อมโยงกับการศึกษาของชาติ เพราะว่าเรื่องสื่อผมคิดว่ามีความสำคัญต่อ การเปลี่ยนแปลงสังคม คนที่บริโภคสื่ออาจจะเพื่อความบันเทิง เพื่อความรู้ เพื่อนำไป ปรับปรุงคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการไปถึงให้ไกล ๆ มากกว่านั้น ความเป็นไปได้ผมเข้าใจว่าคณะก็ได้พยายามออกแบบ แล้วก็ทำไว้หลายเรื่อง แต่ผมไปดูที่ เรื่องของการประเมินผลซึ่งไปอยู่ในเฟส ๔ ผมคิดว่ามันช้าเกินไป แล้วก็อีกประการหนึ่ง อาจจะพูดถึงการศึกษาวิจัยเรื่องของระบบสื่อของประเทศไทยให้มันเป็นเรื่องเป็นราว มันจะ ได้มีระดับของการพัฒนาที่มองเห็นเทียบเคียงกับนานาอารยประเทศได้ ถ้ามีการวิจัยแล้วก็ มาเผยแพร่ข้อมูล มีการถกกัน ผมเข้าใจว่ามันทำให้มีการพัฒนามากขึ้น อันนี้เรื่องของ ความสำเร็จ ทีนี้เรื่องที่จะมาเกี่ยวกับการศึกษา ผมเข้าใจว่าก็มีความสำคัญมากเพราะว่า ประการที่ ๑ ถ้าเราดูหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ระบุนี้ ขอใช้ภาษาอังกฤษว่า ฮิดเดน เคอร์ริคิวลัม (Hidden curriculum) มันค่อนข้างแรงมาก ในประเทศเราหลายอย่าง ผมยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่างกรณีอดีตประธานาธิบดีของประเทศเพื่อนบ้านของ เราตอนที่ท่านเสียชีวิต สื่อประเทศไทยจะพูดในแง่ที่ดีหมดเลย บังเอิญช่วงนั้นผมมีโอกาสไป ต่างประเทศ ที่จริงก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ นอกจากความดี การพัฒนาแล้ว เขาก็มีมุมมองในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันมี ความสำคัญที่จะทำให้คนเขาได้มีแง่คิด และมุมมองอะไรที่ดีขึ้น แล้วก็มีหลายเรื่อง อย่างกรณี ประเทศไทยบางทีมีการแต่งงานของดารา ใช้เงินมากมหาศาล พวกนี้เป็นฮิดเดน เคอร์ริคิวลัมหมดเลย คนก็จะเอาอย่าง แต่ในต่างประเทศดาราที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมก็จะ ได้รับการยกย่อง แล้วก็ถ้าทำผิดก็จะถูกลงโทษอย่างจริงจัง อะไรประมาณนี้ แล้วก็ที่ท่าน พลเอก ธวัชชัยพูดนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมเคยดูหลักสูตรของหลายประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศแคนาดา เขามีหลักสูตรให้เด็ก ๆ เรียน ที่เรียกว่า มีเดีย ลิเทอเรซี (Media literacy) ฝึกตั้งแต่เด็กให้รู้จักวิเคราะห์ข่าวสาร ที่จริงของประเทศไทยก็มี มูลนิธิไทยรัฐที่พี่มานิจ ก็รู้สึก เดินอยู่แถวนี้ก็ทำให้เด็กได้เข้าใจเรื่องการทำระบบของหนังสือพิมพ์ เด็กโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ก็ได้เรียนรู้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี

อีกประเด็นที่ผมอยากเรียนก็คือว่าในตอนที่เราเรียนหนังสือมานี้ ครูบาอาจารย์ก็สอนว่าเวลาจะวิเคราะห์ข่าวนี้ให้อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับหรืออาจจะดูทีวี ฟังวิทยุ แต่เดี๋ยวนี้ผมสังเกตดูว่าข่าวมันจะเหมือนกัน ดูทีวี วิทยุอะไรมันไม่ค่อยมีแง่มุม ที่แตกต่างให้เราวิเคราะห์ได้ อันนี้ก็เป็นข้อคิดเห็นเผื่อจะเป็นแนวทางให้ท่านไปพิจารณาต่อ สุดท้ายประเด็นหนึ่งที่พูดกันมากนี้ว่าการทำข่าวมันจะแชร์ (Share) หรือจะแข่งขัน ผมว่าที่ จริงมันแชร์กัน มันก็ดี มันทำให้คนได้รับข่าวสารรวดเร็ว แต่ที่จริงแต่ละคนมันควรจะมี มุมมอง มีจุดยืนของตัวเองในการที่ให้คนสามารถดู แล้วก็วิเคราะห์ข่าวอย่างที่เรียนนำไปสู่ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตหรือทำให้มีวิจารณญาณในการที่จะเชื่อ ไม่เชื่อ ได้มากขึ้นเป็นสังคม ที่มีเหตุมีผลผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นบทบาทของสื่อที่พวกเราก็คาดหวังจะให้ เกิดนะครับ ขอบพระคุณท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ค่ะ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก 🔗

เรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปราย รายงานข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ต่อไปนี้เป็นส่วน หนึ่งของเอกสาร กรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทยด้านสื่อมวลชนของสำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งบางตอนผมขออนุญาตอ่านด้วย ในห้วงวิกฤติความขัดแย้งที่ผ่าน มาเริ่มจากสื่อสารมวลชนกระแสหลักที่ไม่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ เนื่องจากไม่พยายาม แสวงหาความจริงหรือตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ระดับชาติ ก็ถูกครอบงำทางโครงสร้างจากความเป็นเจ้าของหรือการควบคุมโดยรัฐ นายทุนและ นักการเมือง ขณะที่หนังสือพิมพ์ระดับชาติก็ถูกมองว่าเลือกข้างด้วยอคติ ด้วยผลประโยชน์ แอบแฝง ตามด้วยสื่อกระแสรองอย่างโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี วิทยุชุมชนและวิทยุธุรกิจ ท้องถิ่น ซึ่งมีจำนวนอยู่ไม่น้อยที่ไม่เป็นกลางให้ข้อมูลข่าวสารด้านเดียว แถมยังเผยแพร่ความ เกลียดชังให้สังคมแบ่งแยกกันมากขึ้น ความคาดหวังจากประชาชนต่อการปฏิรูปสื่อมวลชน อยากให้สื่อสารมวลชนรักษาจรรยาบรรณ มีความเป็นกลาง มีหน่วยงานเฝ้าระวังการ นำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชน ไม่สร้างความขัดแย้งแตกแยก ควรมีบทลงโทษ หากมีการ นำเสนอข้อมูลเท็จ บิดเบือนหรือสร้างกระแสปลุกปั่นเพื่อให้ทำหน้าที่ในกรอบตามมาตรฐาน วิชาชีพ กรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนคือ ปัจจัยสำคัญอย่าให้มีการ นำเสนอข้อมูลและการใช้ภาษาที่ปลุกเร้า กระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง หรือที่เรียกว่า เฮท สปีช (Hate speech) หรือการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมให้มวลชนเกิดความแตกแยก ทำให้คู่ขัดแย้งใช้ความรุนแรงต่อกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่รอบด้านก่อให้เกิด ความเข้าใจผิด ในการนี้คณะเตรียมการปฏิรูปของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้สรุป ประเด็นหลักในการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนไว้ ๓ ประการ คือ ปฏิรูปกิจการและการ ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบ เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อและ คุณธรรม จริยธรรมของสื่อ ที่กล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้นก็เพื่อที่จะเสนอแนะหรือตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ การป้องกันการแทรกแซงสื่อแล้ว ในเรื่องการกำกับดูแล สื่อ ประชาชนมีความคาดหวังว่าสื่อจะต้องเป็นกลาง ไม่อยากให้มีการกระทำในลักษณะ เฮท สปีช หรือปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง และการแบ่งแยกกันของทางสังคม และที่สำคัญคือความมีคุณธรรมและจริยธรรมของสื่อ รวมทั้งควรมีบทบาทในการลงโทษด้วย ในการนี้ขอเรียนว่าจากการศึกษารายงานข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการแล้ว ในภาพรวม ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ควรให้เพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไว้แล้วด้วย และนอกจากนี้อยากจะขอเสนอแนะเพิ่มเติมคือในกรอบความคิดรวบยอดในการกำกับดูแล สื่อที่มีการออกแบบระบบและกลไกไว้ ๔ ประการคือ ระบบกลไกด้านกฎหมายและวิชาการ ระบบกลไกด้านการกำกับกันเองโดยวิชาชีพที่จะมีสภาวิชาชีพแห่งชาติ ระบบกลไกด้านการ กำกับโดยภาครัฐและองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ และระบบกลไกด้านการกำกับโดยประชาชน ทั้ง ๔ ระบบกลไกนี้ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะครอบคลุมทุกประเด็น แต่อย่าลืมเมื่อมีสภา วิชาชีพแห่งชาติแล้ว อาจมีการออกใบอนุญาตวิชาชีพ มีจรรยาบรรณ มีมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมแล้วก็น่าจะมีบทลงโทษไว้ด้วย และในการนี้ผมใคร่ขอเสนอแนะเพิ่มเติมอีกคือ องค์กรที่จะมีในอนาคต เป็นภาคประชาชนที่ควรให้ทำหน้าที่ตรวจสอบดูแลสื่อด้านคุณธรรม จริยธรรมคือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ทั้งนี้แม้ว่าองค์กรใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นตามร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวนี้ จะมีหน้าที่ที่ระบุไว้คือการกำหนดและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐาน คุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของทุกองค์กรที่ใช้ อำนาจรัฐ ตลอดจนเอกชนที่เกี่ยวข้องนั้น สื่อสารมวลชนในฐานะผู้เชื่อมโยงในสังคม การทำ หน้าที่ของสื่อสารมวลชนจะมีผลกระทบต่อทั้งนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน ดังนั้นจะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในระดับสูงด้วย เมื่อทำอะไรไม่ดี ผิดกฎหมายหรือ ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ก็น่าจะต้องพิจารณาตัวเองไปประกอบอาชีพอื่น และที่สำคัญเพื่อ เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังไว้ ดังนั้นจึงน่าจะเข้าข่ายการถูกตรวจสอบในระดับเดียวกัน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ในเมื่อตรวจสอบกำกับดูแลด้านคุณธรรม จริยธรรมของฐานันดรที่ ๓ และบางส่วนในฐานันดรที่ ๑ แล้ว ก็น่าจะให้ตรวจสอบดูแลฐานันดรที่ ๔ ด้วย ซึ่งก็สามารถจะกระทำได้ เพราะทุกอย่างขณะนี้อยู่ในขั้นการร่าง และอาจกลับไปเพิ่มบทบาท หน้าที่ที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้ อันนี้ก็อยากจะฝากให้ผู้เกี่ยวข้อง และคณะกรรมาธิการได้พิจารณาด้วย กระผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๐๘๔ ดิฉันเป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ อยากจะ ขอเรียนท่านประธานและคณะกรรมาธิการว่าดิฉันดีใจที่ได้มีโอกาสอภิปรายต่อจากท่าน พลเรือเอก ศุภกร ขออภัยที่ได้เอ่ยนามท่าน อยากจะขอเรียนย้ำเพิ่มเติมค่ะว่า สำหรับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นเราตระหนักดีค่ะว่า สื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และในปัจจุบันคือ โซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social network) ต่าง ๆ นั้นเป็นสื่อสารมวลชนที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อ ผู้ชมและเยาวชนโดยทั่วไปค่ะ แล้วเราก็ตระหนักดีอย่างยิ่งว่าสำหรับการดำเนินตามหน้าที่ ของสื่อมวลชนเท่าที่ผ่านมานั้นได้นำข้อคิดเห็นหรือข้อปฏิรูปที่ได้มีการแนะนำ ซึ่งท่าน พลเรือเอก ศุภกร ได้เรียนแล้วว่านำมาพิจารณาหมดเลยค่ะว่าจุดอ่อนของการดำเนินงานของ สื่อมวลชน ขอเรียนย้ำว่าเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ทำให้เกิดเป็นสาเหตุหนึ่งหรือมีส่วนในการ สนับสนุนให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองของเรา จนกระทั่งมีความคิดและมีเสียงเรียกร้อง ว่าควรจะมีการปฏิรูปสื่อในภาพรวม แล้วก็จะเห็นว่าเราจะเน้นย้ำในการปฏิรูปสื่อในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องของเสรีภาพของสื่อซึ่งยังคงอยู่นะคะ แต่ต้องควบคู่ไปด้วย จริยธรรมและความรับผิดชอบค่ะ แล้วก็คิดอย่างรอบคอบว่าสื่อเองนั้นก็ต้องมีการปรับตัว ในการที่จะนำเสนอข่าวสารทุกอย่างอย่างเป็นกลาง ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชนนะคะ ในขณะเดียวกันพี่น้อง สื่อมวลชนของเราทุกคนก็จะต้องยอมรับว่าในบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนนั้นในปัจจุบันเท่าที่ ผ่านมายังมีพี่น้องบางคน บางส่วน ซึ่งอาจจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของสื่อโดยตรง หรือว่าเพิ่ง จะเข้ามาร่วมในวงการสื่อ และเรียกตัวเองว่าสื่อนั้น มีการประพฤติปฏิบัติที่เป็นที่ครหานินทา ทั่วไป คือเลือกข้าง หรืออาจจะมีการรับอามิสสินจ้างต่าง ๆ หรือแม้แต่การใช้วิชาชีพ สื่อสารมวลชน สร้างอิทธิพลแล้วก็สร้างรายได้ผลประโยชน์ให้กับตนเอง ดังนั้นดิฉันขอเรียน ว่าอยากจะขอเรียนพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านให้ไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับการปฏิรูปในครั้งนี้ แต่ขอให้ถือว่าในการปฏิรูปสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติในครั้งนี้นั้นเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เรา กำลังจะร่วมกันกอบกู้ศักดิ์ศรีของวิชาชีพสื่อมวลชนพี่น้องทุกคนให้มีศักดิ์ศรีในการที่จะเรียก ได้เต็มปากว่าเราเป็นสื่อสารมวลชนที่มีเสรีภาพ ในขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ ด้วย ดิฉันอยากจะขอถือโอกาสนี้เรียนไปยังพี่น้องสื่อมวลชน ซึ่งอาจจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องของการที่จะมีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อนั้น หลายท่าน เข้าใจผิดว่าจะเป็นการที่เราจะมีองค์กรมาควบคุมกำกับสื่อ ขอให้เข้าใจใหม่ค่ะว่าองค์กรนั้น จะเป็นเพียงองค์กรที่จะมาดูแล แล้วก็เชื่อมโยงกับสมาคม มูลนิธิต่าง ๆ ของสื่อซึ่งมีอยู่เดิม แล้ว เริ่มแรกจะให้ท่านได้กำกับกันเองเหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ว่าในการกำกับดูแลของท่าน นั้นก็จะมีหลักที่จะร่างขึ้นมาว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร แล้วดิฉันขอเรียนย้ำตรงนี้ว่าเราเน้น ย้ำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญของไทยที่มีการกำหนดว่า พูดถึงเรื่องของ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ ในขณะเดียวกันมีการพูดและดำริ มีการตราไว้ในรัฐธรรมนูญถึงเรื่องสวัสดิภาพและสวัสดิการ ของสื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในภาวะคับขันต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ไม่เคยมีปรากฏขึ้นมาเลย ดังนั้นอยากจะ ขอให้พี่น้องสื่อสารมวลชนทุกท่านถือโอกาสนี้นะคะในการช่วยกับสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะ กำจัดคนที่เป็นเหมือนกับทำให้ปลาในข้องของเรา ในข้องสื่อมวลชนเกิดการเน่าเหม็น ถือว่าเป็นโอกาสดีของเราที่จะสร้างศักดิ์ศรีและความมีเกียรติในการทำหน้าที่เป็นโรงเรียน ของสังคม ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง โดยคำนึงถึงประเทศชาติ ความสุขสงบของชาติบ้านเมือง โดยพร้อมเพรียงกันและขอให้เชื่อมั่นว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการ สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและ ประเทศชาติอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดคำนึงถึงการดำเนินงานตามวิชาชีพของพี่น้อง สื่อมวลชนทุกสาขาทุกประเภทด้วยความบริสุทธิ์ใจและจริงใจ และคาดว่าเราจะก้าวไป ด้วยกันเพื่อให้สื่อมวลชนนั้นอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ แล้วรายนามอีก ๕ ท่านถัดไปนี่นะคะ มีท่านทิวา การกระสัง ท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ท่านดอกเตอร์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แล้วก็ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการว่า ด้วยการปฏิรูปสื่อ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดบุรีรัมย์ หมายเลข ๐๙๒ นะครับ สำหรับเอกสารรายงานของท่าน จำนวน ๘๒ หน้านี้ต้องขอความกรุณาอ่านวันหลังนะครับ แต่ที่ผมสนใจก็คือขอบเขตการ ปฏิรูปในเอกสารที่ท่านทำมาสั้น ๆ นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากอ่านแล้วเข้าใจนะครับ ขอบเขตการปฏิรูปของท่านมีอยู่ ๓ ข้อ ๓ จุดดำ ๆ ด้วยกันนะครับ

ข้อที่ ๑ ก็คือจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะสื่อวิชาชีพ ประเด็นนี้ผมจะไม่พูด

ข้อที่ ๒ ปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ผมก็จะไม่ ขออภิปรายนะครับ

ผมสนใจประเด็นที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าการปฏิรูปเนื้อหาสื่อทั้งระบบ ทั้งข่าว สารคดี ภาพยนตร์ ละคร เพลง และโฆษณา กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับที่ผมสนใจ ก็คือภาพยนตร์นะครับ สื่อภาพยนตร์นี้ถ้าแยกออกเป็นส่วน ๆ แล้วก็มีภาพยนตร์สั้น ก็คือ ภาพยนตร์ที่จบเฉพาะเรื่อง ฉายในโรงหนังทั่วไป ภาพยนตร์ประเภทซีรีส์ (Series) ยาว ๆ ในทีวี ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการทุกท่านการสร้างประเทศในโลกนี้ประเทศที่เป็น มหาอำนาจเขาใช้สื่อภาพยนตร์ในการสร้างคน สร้างประเทศ สร้างอำนาจ ผมยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นในเอเชียเราเป็นประเทศแรก เขาสร้างทีมฟุตบอลของเขาด้วยการทำการ์ตูน ซึบาสะใช่ไหมครับ เขาสร้างเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีกว่า ๆ ทุกวันทีมฟุตบอลของ ประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียไปฟุตบอลโลกได้ นี่ก็คือการใช้ภาพยนตร์เพื่อสร้างฝัน สร้างคนในประเทศ สร้างอำนาจของประเทศ เขาสร้างการ์ตูนชื่อ ถ้าท่านเคยดูนะครับ สาวน้อยโอลิมปิก นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวอลเล่ย์บอลหญิงของญี่ปุ่น ปัจจุบันวอลเล่ย์บอลหญิง ของญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ ๔ ของโลกนะครับ เพราะอะไร เขาสร้างฝันด้วยการสร้างภาพยนตร์ เขาสร้างศีลธรรม จริยธรรมด้วยการสร้างการ์ตูนชื่อเณรน้อยอิคคิวซัง เขาสร้างการต่อสู้ของ ชีวิตได้สร้างซีรีย์สงครามชีวิตโอชิน ภาพยนตร์ ๔ เรื่องนี้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจได้ แล้วประเทศเราละครับ ถ้าท่านจะปฏิรูปภาพยนตร์ก็ขอให้มีการสร้างภาพยนตร์ในเรื่องที่ ขายความคิด ในการสร้างคนและสร้างชาติมากกว่าขายความสวยงาม

อีกเรื่องหนึ่งไปทางประเทศจีนนะครับ ประเทศจีนเขาปฏิรูปประเทศด้วยการ สร้างภาพยนตร์เรื่องฉินซีเป็นแนวคิดของการปฏิรูปในยุคของแคว้นฉินสมัยแรก การปฏิรูป เรียกว่าปฏิรูปซางเอียง แล้วก็ปฏิรูปครั้งที่ ๒ เรื่องหานเฟย ซีรีส์นี้มีอยู่ประมาณ ๓ ชุด ชุดละ ๖ แผ่น ขายทั่วโลก ขายในประเทศจีนก่อนแล้วก็ขายทั่วโลก ลงทุนโดยรัฐบาลนะครับ เพื่ออะไรครับ เขาจะปฏิรูปประเทศเขาต้องให้ประชาชนเขารู้ก่อนว่าประเทศของเขานั้นผ่านการปฏิรูป อย่างไร สร้างเป็นหนัง ในอเมริกาล่ะครับ อเมริกาสร้างอำนาจของตัวเองโดยภาพยนตร์ ทั้งนั้น ท่านอาจจะเคยดูเรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ส มนุษย์ต่างดาวถล่มโลก แต่ประเทศที่ปกป้อง โลกได้คืออเมริกา เขาสอนอะไรครับ เขาสอนว่าโลกนี้ถ้าไม่มีอเมริกาอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยากจะขอความกรุณาท่านนะครับ ท่านจะต้องกำหนดมาเลยว่ารัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน คนที่สร้างภาพยนตร์ในรูปของการปลูกฝังความคิด ท่านจะต้องให้นักสร้างภาพยนตร์ โดยเฉพาะทีวี หนังยาวนี่นะครับ ให้สร้างภาพยนตร์ที่ขายความคิดของคน ให้เด็กมีความฝัน มากกว่าเรื่องของผัว ๆ เมีย ๆ ตีกันอะไรพวกนี้ อย่าไปคิดถึงเรทติงมากกว่าโดยเฉพาะ ในช่วงเวลา ๕ โมงเย็นนี่นะครับ อย่างรายการทีวีรายการหนึ่ง ผมไม่ได้หาเสียงให้เขานะครับ สามเณรน้อยปลูกปัญญาธรรมอะไรพวกนี้ เป็นรายการดีมาก แต่เป็นการสร้างในเรื่องที่น่าเบื่อ ถ้าทำเป็นภาพยนตร์เหมือนอิกคิวซังขึ้นมา ผมเชื่อว่าเด็กก็ดูได้เนื่องจากว่าเด็กสมาธิสั้น สนใจ อะไรที่เป็นเรื่องบันเทิง บันเทิงสัก ๖๐ สาระความรู้สัก ๔๐ ในภาพยนตร์เรื่องเดียวนะครับ ถ้าใครที่สร้างภาพยนตร์ในลักษณะนี้ควรจะได้รับการลดหย่อนเรื่องภาษี เรื่องรายได้ แล้วสนับสนุนให้มีการโฆษณา รัฐบาลนี่นะครับ ท่านเคยจะมีการกำหนดว่ารัฐไม่ควรใช้สื่อ ในการโฆษณา ผมว่าใช้ได้ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างคน การสอนคนโดยระบบโรงเรียน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ การสอนคนในระบบโรงเรียนทำให้คนประสบความสำเร็จ เหมือนกัน แต่ไม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอความกรุณาถ้าท่านจะปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับ ภาพยนตร์ขอให้ใช้ภาพยนตร์นั้นในการสร้างคนและสร้างชาติ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ค่ะ

นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาในการที่จะให้ข้อมูลในการอภิปรายเชิง สนับสนุน แต่ว่ามีข้อมูลที่เป็นถ้อยคำและเอกสารบางอย่างเพื่อที่จะให้ทางท่านกรรมาธิการ นำไปใช้เพื่อประกอบในการปฏิรูปครั้งนี้ ท่านพนา ทองมีอาคม ท่านได้กล่าวถึงสื่ออันหนึ่ง ซึ่งผมกำลังจะพูดเรื่องสื่อนี้ นั่นก็คือสื่อที่ประชาชนเข้าถึงอย่างสะดวกที่สุด บ่อยครั้งที่สุด แล้วก็มีอิทธิพลมากที่สุด นั่นก็คือสื่อทางออนไลน์ครับ ข้อมูลที่มาจากออนไลน์มีทั้งมาจาก ภายในประเทศ แล้วก็มาจากต่างประเทศ ส่วนข้อมูลที่เข้ามาก็เป็นข้อมูลที่ดีและเป็นข้อมูล ที่เป็นพิษ แต่ในขณะที่ผมฟังอยู่ในขณะนี้ยังไม่มีมาตรการอันใดเลยที่จะปกป้องข้อมูลที่เป็น พิษจากภายนอกที่จะเข้ามาทำร้ายประชาสังคมของเรา มันมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข ซึ่งผมเข้าใจว่าได้ผ่านกฤษฎีกาแต่ยังไม่ได้เข้า สู่ สนช. แต่ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าตัวพระราชบัญญัติอันนี้จะเพียงพอในการที่จะปกป้องสังคม จากข้อมูลอันเป็นพิษที่มาจากภายนอกได้หรือไม่ เพราะอย่างที่เราทราบครับ ว่าในประเทศ ไทยเรา เรามีเกทเวย์ (Gateway) ที่จะนำเข้าซึ่งข้อมูลจากภายนอกประมาณ ๑๐ เกทเวย์ ถ้าเราสามารถที่จะดำเนินการบางอย่างในการที่จะบล็อก (Block) หรือว่าจำกัด ปกป้อง ข้อมูลที่เป็นพิษไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้ก็จะช่วยให้กับสังคมไทยเรามีข้อมูลที่ดี ๆ มากขึ้น มันมีรายงานครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตนำเสนอแล้วก็นำส่งต่อไปให้ทางท่านกรรมาธิการต่อไป ก็เป็นรายงานของทางดอกเตอร์พอล เอ วิคเตอร์ จากมหาวิทยาลัยแมสซี่ เป็นยูนิเวอร์ซิตี ออฟ นิวซีแลนด์ ท่านได้ทำรายงานถึงผลกระทบของการโฆษณาความเสี่ยงสูงที่มีต่อค่านิยม ของสังคมไทย เป็นรายงานที่น่าสนใจครับ ทางดอกเตอร์พอลทำรายงานอยู่หลายประเทศ ด้วยกันในอาเซียน แล้วก็ในเอเชีย แล้วก็มีการพูดถึงว่าในเว็บไซต์ที่ใช้อยู่ในขณะนี้มีการใช้ โฆษณาและในโฆษณาที่ปรากฏอยู่ถ้าเราดูจะมีอยู่ ๓ หลักใหญ่ ๆ อันซ้ายมือก็จะเป็นโฆษณา ที่ว่าด้วยเรื่องปาร์ตี พิลล์ (Party pill) หรือว่ายาที่ใช้เพื่อสร้างความสนุกในการปาร์ตี ในการ มีความสนุกสนาน กับ ๒ ก็คือเว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องการพนัน แล้วอีกอันหนึ่งก็คือโฆษณาที่ว่า ด้วยเรื่องสื่อลามกอนาจาร ในรายงานของทางดอกเตอร์พอลนี่ครับ บอกเลยว่าในย่าน อาเซียนนี่นะครับ ส่วนใหญ่โฆษณาที่โฆษณาในเว็บไซต์เถื่อนนี้ก็คือโฆษณาว่าด้วยเรื่องการพนัน แต่จาก ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของเว็บไซต์เถื่อน ๖๔ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทยเป็นโฆษณาที่ว่าด้วยสื่อลามก อนาจาร อันนี้เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างจะกังวลครับ เพราะว่าสื่อลามกอนาจารนี่นะครับ ถ้าเราไป ดูมีเคส สตัดดี (Case study) อยู่ที่อเมริกาชื่อ นายเท็ด บันดี้ นายเท็ด บันดี้ เป็นฆาตกร ต่อเนื่อง ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตโดยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าที่มลรัฐฟลอริดา เขาข่มขืนแล้วฆ่ามา ประมาณ ๓๖ คดี แต่เขารับเองในการที่เขาให้สัมภาษณ์ ๗ วันก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต ว่าเขาทำมาแล้วประมาณ ๑๐๐ คดี นายเท็ดเป็นคนซึ่งมาจากครอบครัวซึ่งค่อนข้างจะดี ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อนบ้านที่ดี เขาบอกเองครับว่าจุดที่เปลี่ยนเขาคือตอนที่เขาเริ่มไป ฝักใฝ่แล้วก็ชอบดูในสื่อลามกอนาจาร เขาบอกเลยครับว่าสื่อลามกอนาจารมีอิทธิพลในการ เปลี่ยนบุคลิกภาพ เปลี่ยนความคิดในการเป็นอาชญากรของเขา แล้วจากการที่เขาติดคุกอยู่ ๑๐ กว่าปีก่อนที่จะถูกประหาร เขาได้เคยถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแดนเดียวกันแล้วสรุปออกมา ได้เลยครับว่าทุกคนมีจุดเกาะเกี่ยวกันในเรื่องสื่อลามกอนาจาร ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรามี ความจำเป็นที่จะต้องปกป้องไม่ให้ข้อมูลพิษที่จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศของเรา นะครับ คือสิ่งที่ผมจะพยายามสื่อก็คือว่าอยากจะนำเสนอไปยังท่านกรรมาธิการว่าเราจะทำ อย่างไรที่จะบล็อก ไซต์ (Block site) หรือว่าบล็อกข้อมูลที่เป็นภัยกับเยาวชนของเราที่จะ ไม่ให้เข้ามาในประเทศนี้ แล้วหลังจากที่ผมได้อภิปรายจบ ผมขออนุญาตที่จะฝากข้อมูลนี้ ผ่านทางท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการเพื่อท่านจะได้ศึกษา เป็นทั้งภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่ดีและน่าที่จะมีประโยชน์ในการปฏิรูปวงการสื่อของเรา ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ค่ะ

นายประสาร มฤคพิทักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ท่านประธานครับ ถ้าผมจำไม่ผิดมีพุทธวจนซึ่งเป็นศัพท์บาลีอยู่ใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐแม้กระทั่งวันนี้นะครับ ศัพท์บาลีนี้มีว่า นิคคันเห นิคคะหาระหัง ปัคคันเห ปัคคะหาระหัง ถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือว่าชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ผมคิดว่า นี่เป็นจิตวิญญาณของสื่อมวลชนและเป็นใจกลางสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน สอดคล้องกับบทกวีบทหนึ่งของ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นกวี เป็นนักวิชาการชั้นเลิศคนหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ ล่วงลับไปแล้วนะครับ จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าวิญญาณหนังสือพิมพ์คือปลายคมแห่งปากกา เป็นทวนอันคมกล้าและโคมทอง วับวาววาม เป็นปากและเป็นเสียงของมวลชนอยู่ทุกยาม เปิดโปงที่เลวทรามและเทอดทูน พิทักษ์ธรรม เปิดโปงที่เลวทรามและเทอดทูนพิทักษ์ธรรม ผมจับใจกวีบทนี้รวมทั้งพุทธวจน ที่เอ่ยถึงมาเป็นเวลานาน ๔๐-๕๐ ปี และผมคิดว่านี่เป็นจิตวิญญาณที่สำคัญของความเป็น สื่อมวลชน ซึ่ง ณ วันนี้ก็ต้องตั้งคำถามว่ามันกลายเป็นเพียงอุดมการณ์หรือกลายเป็นเพียง ความฝันเท่านั้นใช่หรือไม่ที่หยิบยกกวีบทนี้มา เนื่องจากว่า

ประเด็นที่ ๑ สื่อในวันนี้ถูกครอบงำด้วยทุนและถูกครอบงำด้วยรัฐ คำว่าถูก ครอบงำด้วยทุน ตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ก็คือกลุ่มเนชันกรุ๊ปที่มีการเข้าไปแทรกแซงด้วยการซื้อ ซื้อแล้วก็ซื้อ ตัวเลขอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าก็ไปผ่านกองทุนที่จะเรียกว่า นอมินี (Nominee) หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ ยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่ทุกวันนี้ครับ แล้วก็ยัง ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ในเมื่อทุนเข้าไปมีบทบาท ในเมื่อสื่อเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พอเข้าไปอยู่ ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว การที่จะควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยในจิตวิญญาณของความเป็น สื่อมวลชนที่แท้จริง มันก็จะกลายเป็นปัญหาเพราะว่าทุนเข้าไปมีบทบาทที่สำคัญ อันนี้ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ รัฐก็มีบทบาท คำว่า รัฐมีบทบาท นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามีรูปรัฐมนตรีลงในสื่อเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วก็บอกว่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้นะครับ แล้วก็บอกว่ามี ผลงานนั่น โน่น นี่ เยอะแยะมากมาย นอกจากในหนังสือพิมพ์ก็ยังมีป้ายเป็นคัตเอาท์ (Cutout) ริมถนน ริมทางด่วนอีกเยอะแยะมากมาย ใช้เงินมหาศาลครับ แล้วก็ยังในสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์อีกมากมายมหาศาล นั่นเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้องค์กรของรัฐที่ใช้เงินโฆษณา ได้เปรียบที่จะทำหน้าที่ในการที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองจนกระทั่งคนที่ไม่มีพื้นที่ หรือภาคประชาชนที่อาจจะเห็นแย้งกับองค์กรรัฐนั้นก็กลายเป็นผู้ที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะไปสู้กับเงินเป็นล้านบาท เป็นสิบล้านบาท เป็นร้อยล้านบาทที่มาลงในสื่อนะครับ ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาอันหนึ่งซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็ทราบว่าทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปชุดนี้ ได้หยิบยกเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งด้วย ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการกำกับกันเองที่ได้รับคำชี้แจงจากท่านกรรมาธิการ ผมขอเรียนว่าเรื่องการกำกับกันเองนั้นในทางปฏิบัตินี้ค่อนข้างทำได้ยาก เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ถ้าผมคาดเวลาไม่ผิด สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้มีมติมาต่อสาธารณะ ในเรื่องหนึ่ง แต่แล้วสื่อมวลชนสำนักหนึ่งไม่เห็นด้วยกับมตินั้นก็เลยลาออกจากความเป็น สมาชิกของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ อันนี้ก็คือปรากฏการณ์ใกล้ ๆ สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อไม่พอใจก็ออกไป พอออกไปก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กำกับ เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่าถ้าเผื่อ เพียงแต่องค์กรวิชาชีพที่จะจัดตั้งขึ้น ทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมโยงและไม่มีอำนาจบังคับ ที่เป็นจริง มันจะเกิดผลหรือไม่ แพทยสภาก็ตาม สภาทนายความก็ตาม เขามีบทบัญญัติ ที่กำหนดได้นะครับว่าเขาสามารถปลดออกจากตำแหน่งของการเป็นทนายความ ปลดออก จากงดใบอนุญาตได้ แต่ว่าถ้าสื่อมวลชนยังไม่สามารถทำหน้าที่ถึงตรงนั้นได้คือไม่สามารถใช้ กฎหมายบังคับได้ก็เป็นปัญหาว่าในที่สุดจะทำให้สื่อกลายเป็นสื่อที่เป็นไปเพื่อประชาชน ได้หรือไม่ นี่คือข้อที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ค่ะ

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทุกท่านนะครับ ผม ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในครั้งนี้ผมอ่านในเรื่องเกี่ยวกับสื่อแล้วก็จริง ๆ โดยส่วนตัวเอง ก็เคยทำงานเกี่ยวกับสื่อมาตลอดนะครับ เป็นคอลัมนิสต์ (Columnist) มา ๒๐ ปี ทำออกทีวี ทำรายการทีวี ทำรายการวิทยุมาก็ค่อนข้างนานมากนะครับ ผมเห็นด้วยกับเรื่องในหลาย ประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอมา กับประเด็นหนึ่งที่ตอนหลัง ๆ นี้ ผมเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องเยอะ แล้วก็ได้เจอกับตัวเองค่อนข้างเยอะนะครับ ก็คือในเรื่องของโซเชียล มีเดีย สื่อต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันอาจจะเป็นการจุดที่พลิกผันไปเรียบร้อยแล้ว เดิมทีนี้เราก็จะมี หนังสือพิมพ์ เราจะมีทีวีอะไรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าข่าวแชร์กันในเน็ต (Net) ในไลน์ (Line) นี้ กลับมีอิทธิพลมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างปัจจุบันหลายเดือนที่ผ่านมา ถ้าเกิดอยากให้เป็นข่าวนี้ ผมโพสต์ (Post) ลงเฟซ (Face) ส่วนตัว สักเรื่องหนึ่ง รอให้มันถูกประเด็น แป๊บเดียวก็จะมีนักข่าวโทรมา อย่างวันนี้โพสต์ เรื่องรูปปลาฉลามก็มีนักข่าวโทรมา ๒-๓ รายแล้ว นั่นก็คือจุดหนึ่งที่อยากเรียน ท่านกรรมาธิการว่า นอกจากจะไปดูองค์กรเรื่องต่าง ๆ สื่อที่มันมีอิทธิพลจริง ๆ ก็คือโซเชียล มีเดีย ซึ่งใครก็โพสต์ได้ ใครก็ทำให้เกิดการแชร์ต่อเนื่องได้ และมันมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ การแชร์แต่ละเรื่องก็มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรอบประมาณสัก ๒-๓ อาทิตย์ หลังจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลขึ้นมา สิ่งที่ผมทำอยู่แทบทุกวันจนแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นก็คือตามแก้ข่าว เมื่อเช้านี้เองขออภัย ที่เอ่ยนามท่านบวรศักดิ์เองก็มาถามผมว่าภูเขาไฟที่อยู่ในอ่าวไทยมันเรื่องจริงหรือเปล่าแชร์ กันเต็มไปหมดจะระเบิดจริงหรือเปล่า นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องพยายามหาแนวทางสักทางหนึ่งไป จัดการกับเหตุการณ์พวกนั้น ข่าวบางข่าวแชร์กันในเน็ตหายไปแล้ว ๒ ปีก็กลับขึ้นมาใหม่ผุด ขึ้นมาทุกครั้งที่จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่เกี่ยวข้อง อย่างตอนนี้ภัยพิบัติกำลังฮิต (Hit) ก็จะมีเรื่องต่าง ๆ บางเรื่อง ๒ ปีแล้ว ๓ ปีแล้วหายเงียบไปแล้วกลับมาใหม่เสร็จแล้วก็ทำให้ เขาวนกันอยู่ในเน็ตเราก็ทนไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนก็ทนไม่ได้ก็ต้องไป พยายามแก้ข่าว แก้ข่าวเสร็จแล้วก็หายไปอีก ๖ เดือนก็กลับมาใหม่อีก ตรงนั้นมันเป็น ประเด็นที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกส่งผลกระทบต่อสังคมแน่นอน เพราะว่าผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวก็โทรกันมามากมายบอกว่าไม่มีใครกล้าไปทะเลแล้วจะเกิดสึนามิ จะเกิดโน่น นี่ นั่น ตรงนั้นผมยังไม่เห็นกลไกหรือเห็นรูปแบบใด ๆ ที่อาจจะใช้ในรูปแบบว่าบางอันที่มันแชร์ ๆ กันนั้นมันชัวร์ (Sure) ว่าไม่ใช่เป็นความจริงแน่ มันจะปล่อยให้มันฝังอยู่ในระบบโซเชียล ให้มันโผล่ขึ้นมาสร้างความสับสนกับประชาชนอยู่เรื่อย ๆ มันต้องมีกลไกในการจัดการพวก สิ่งเหล่านั้นให้มันหายไป ที่มั่นใจว่ามันไม่จริงแน่ ๆ อย่างภูเขาไฟในอ่าวไทยมันไม่จริงแน่ ๆ มันก็ควรจะจบไปได้แล้วไม่ใช่วนกลับมา วนกลับมา หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นความเชื่อ เพื่อนผม อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ วันหนึ่งไม่รู้กี่ข่าวต่อกี่ข่าวทำไปหมด แก้ไปทีละเรื่อง ปลาแซลมอนเรื่องโน่นเรื่องนี้เต็มไปหมด ถ้าเกิดเราไม่มีกลไกที่จะทำให้ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการและภาคอื่น ๆ เข้ามามีกลไกในการแก้ไขกับข่าวที่แชร์กัน ไลน์ ที่แชร์กัน ฟังหูไว้หูก็เขาว่าอย่างนั้น โดยที่เราหลงลืมความที่สำคัญที่สุดก็คือข้อเท็จจริง คนไทยอาจจะอ่านแค่ ๗ บรรทัดแล้วก็ไม่พิจารณาแชร์ต่อไป นั่นมันอาจจะเป็นนิสัยของเรา หรือเป็นอะไรก็ตาม เพียงแต่ว่าถ้าเกิดเราจะปฏิรูปนี่คือจุดสำคัญ นี่คือสิ่งที่ทำให้สังคมตื่น ตระหนกทุกวี่ทุกวันไม่ว่าจะเข้าใจผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น มันเป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นอยู่ทุกวันและมันจะเกิดขึ้นมาก ขึ้นมาก ขึ้นมากขึ้น ถ้าเกิดเราไม่มีกลไกใด ๆ ก็ตามไป จัดการกับการแชร์ข่าวแพร่ข่าวพวกนี้มันไม่ใช่เป็นของสื่อมวลชน สื่อมวลชนบางคนอาจจะ ไม่ใช่คนแพร่ อาจจะเป็นแค่คนใดสักคนหนึ่งที่นึกตลกอยากทำให้สังคมสับสน เท่ห์ดีหรืออื่น ๆ อีกมากแต่มันก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม เกิดทำให้สังคม ที่เราควรจะเป็นวิทยาศาสตร์เราก็ไปเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ไปเชื่อเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่องนั้น นั่นก็คือหัวใจ สำคัญผมคิดว่ามันต้องมีกลไก กลไกอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ให้คนที่ทนไม่ได้ บอกมันเบื่อแล้วมันผิด แล้วเขาต้องมานั่งแก้ มานั่งตอบคำถามมานั่งแก้กันทุกวี่ทุกวัน กลไกเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีความ จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดเราต้องการจะปฏิรูปสื่อก็คือความเชื่อ ความตระหนก ความเข้าใจของ คนในสังคม ผมเน้นย้ำกลไกเหล่านั้นว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่ง และอยากฝากความหวังไว้ อย่างยิ่งว่ามันจะมีกลไกสักกลไกที่จะช่วยให้สังคมไทยตัดสินด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง พิจารณา วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและกำจัดริ้นไรที่อยู่ในการแชร์กันในโซเชียลนี้ออกไปให้สิ้นซากครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากอาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ เชิญค่ะ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. ๒๑๘ ที่จริงผมเป็นกรรมาธิการ ในชุดนี้ด้วยครับ แต่ว่าต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องสื่อ ในฐานะผู้ที่เป็นสื่ออาชีพครู มาเป็นเวลา ๑๖ ปี วิทยุ โทรทัศน์ก็อยู่ในวงการนี้ มีใบอนุญาตผู้ประกาศ เพราะฉะนั้นก็เลย รู้จักสื่อค่อนข้างมาก ในความเป็นสื่อนั้นที่จริงมีอยู่มาก ไม่ว่าวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ตหรืออื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งที่ประกาศต่าง ๆ ก็เป็นสื่อครับ ผมว่าที่จริงสื่อนั้น น่าจะรวมไปถึงสื่อของแต่ละภาคด้วย ไม่ว่าจะเป็นลิเก หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก เหล่านี้สื่อทั้งนั้นละครับ และเป็นสื่อสำคัญ ด้วย อย่างหมอลำอย่างนี้เป็นสื่อสำคัญครับ เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาสื่อข่าว หรือเพลงบอกบ้าน ผม เมื่อถึงเวลาสงกรานต์ก็ใช้เพลงบอกนี่ละครับทอก คำว่า ทอก ก็คือการขับเพื่อบอกกล่าว ว่าสงกรานต์ปีนี้นางสงกรานต์ชื่ออะไร เป็นอย่างไร เหล่านี้เป็นต้น นี่คือเรื่องของสื่อ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วสื่อมีมากมายนะครับ ต้องขอขอบคุณ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าครูนั่นล่ะที่จริงคือสื่อสำคัญที่สุดในบรรดาคนที่ทำสื่อทั้งหลาย เพราะครู คือผู้สร้างความรู้ สร้างความคิด แล้วการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ มาสู่ลูกศิษย์และไปสู่คนจำนวน ไม่น้อย เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นผู้ที่เป็นสื่อที่สำคัญ เพราะฉะนั้นแท้จริงแล้วความเป็นสื่อนั้นก็ ควรจะมีความเป็นครูอยู่เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นจึงมีจรรยาบรรณของสื่อ คุณธรรมสื่อ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงพยายามเน้นในเรื่องนี้ว่า เรื่องของสื่อนั้นเป็นเรื่องของ จริยธรรม และหลายท่านในกรรมาธิการนั้นเน้นในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมของสื่อกัน ค่อนข้างจะละเอียดนะครับ ก็คิดว่าก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันในเรื่องจริยธรรมสื่อ เพราะฉะนั้นผมจึงตั้งประเด็นเพื่อย้ำในเรื่องนี้ ที่จริงผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยน่าจะพูดใน กรรมาธิการ แต่ว่ากรรมาธิการมีหลายท่าน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะพูดให้ได้มาก ๆ ก็คงจะ ไม่เพียงพอ ผมก็เลยขอใช้สิทธิตรงนี้ว่า

อันที่ ๑ สื่อสำคัญนั้นคือจริยธรรมสื่อครับ มีสื่อส่วนหนึ่งที่เอาเปรียบ ประชาชน ใช้ความได้เปรียบทางความเป็นสื่อนี่ครับไปทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ เขียนหรืออะไร ก็แล้วแต่ที่บางทีก็ไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง และไม่ได้คำนึงถึงเหตุถึงผลว่าควรจะเขียน ควรจะบอกไปสู่สังคมหรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือจริยธรรมสำคัญที่ผมเข้าใจกรรมาธิการ ชุดที่ผมอยู่ด้วย ท่านเน้น แล้วผมก็อยากให้เน้นต่อไปให้มากครับ เพราะว่าจริยธรรมสื่อ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องฐานันดรของสื่อจะเป็นฐานันดรที่เท่าไรก็แล้วแต่ ซึ่งเราว่ากันว่า เป็นฐานันดรหนึ่งที่พิเศษนะครับ แต่สื่อต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จะไม่สร้างความกระทบ การกระทบหรือสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เขียนไปก่อนแล้วว่า ค่อยขอโทษกัน ลงพิมพ์ ๑ อาทิตย์อย่างนี้มันไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นต้องรอบคอบตรงนี้นะครับ ผู้เป็นสื่อ ก็ต้องมีจริยธรรมในข้อที่ ๑

ทีนี้ข้อ ๒ ต้องสร้างคุณภาพสื่อ ซึ่งพูดกันมากเรื่องนี้ เรื่องของความเป็นสื่อ พี่น้องชาวสื่อของเราส่วนใหญ่ก็มีความรู้ความเข้าใจ มีพื้นฐานที่ผมก็เชื่อมั่นละครับ แต่ส่วนหนึ่งพี่น้องชาวสื่อที่ยังไม่ถึงคุณภาพก็ต้องพูดกันอย่างนี้ เมื่อไม่ถึงคุณภาพพี่น้องชาวสื่อ ต้องสร้างคุณภาพในตัวเองให้เกิดขึ้น ไม่ว่าในเรื่องการใช้ภาษา ในเรื่องความรู้ความคิด อันนี้ ต้องสร้างครับ คุณภาพ ซึ่งกรรมาธิการชุดนี้ก็พยายามอย่างยิ่งที่บอกว่าสื่อต้องมีคุณภาพ เพราะสื่อสำคัญมาก เขียนออกไปออกทั่วประเทศครับ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับ เขียนออกไปแล้วผิดเท่ากับเอายาพิษให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก็อยากจะพูดว่าคุณภาพสื่อเป็นเรื่องที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษ

อีกประการหนึ่งครับ เราต้องให้โอกาสกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสื่อของรัฐ เปิดโอกาสเถอะครับให้ประชาชนได้มีส่วน ไม่ว่าวิทยุ โทรทัศน์หรืออื่น ๆ ก็แล้วแต่ให้โอกาส ประชาชน โดยเฉพาะศิลปะการแสดงต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มาก เท่ากับทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม อันนี้ลำบากครับ กว่าจะออกรายการทีวีสักครั้งหนึ่งต้องขอกันนานนะครับ แต่ผมโชคดี ที่มีเครือข่ายอยู่ผมก็เลยได้ออกทีวีบ่อยนะครับ โดยเฉพาะ สวท. หรือโทรทัศน์ของ กรมประชาสัมพันธ์นี่ต้องขอบคุณ ก็ได้ออกบ่อย ๆ รายการ “รอบภูมิภาค” บ้าง รายงาน “วลัยลักษณ์สู่สังคม” บ้าง ขอเวลาเขาเอาค่าเวลาไม่เต็มหรอกครับ อันนี้คือเรื่องหนึ่ง ต้องขอขอบคุณกรมประชาสัมพันธ์ สื่อสำคัญมาก เพราะฉะนั้นฝากพี่น้องสื่อนะครับ คุณธรรม จริยธรรม เรื่องคุณภาพและฝากรัฐว่า ให้โอกาสพี่น้องประชาชนให้มากขึ้นในการใช้สื่อ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความคิดและศิลปวัฒนธรรมครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ๕ ท่านถัดไปนะคะ มีท่านนิมิต สิทธิไตรย์ ท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ท่านดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ แล้วก็ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ต่อไปขอเชิญท่านนิมิต สิทธิไตรย์ เชิญค่ะ

นายนิมิต สิทธิไตรย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เคารพทุกท่านครับ ในโลกของสื่อนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ผมถือว่าปัจจัยเรื่องสื่อจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันนั้น ค่อนข้างที่จะละเอียดอ่อนมากขึ้น ทุกวันนี้การใช้สื่อเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตไปแล้ว หลายคน เสพเรื่องสื่อขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสื่อส่วนตัวหรือว่าการใช้สื่อสาธารณะ ผมเองตระหนัก เรื่องนี้ตั้งแต่แรกที่เข้ามาเป็น สปช. พยายามคิดว่าการที่ทำให้คนใกล้หรือไกลได้ยินเท่ากันนั้น จำเป็นจะต้องมีวิธีการ จึงได้แลเห็นว่าสื่อนี้ล่ะคือสิ่งจำเป็น ผมได้มีการชักชวนสื่อมวลชน ในพื้นที่ในฐานะที่ผมเป็น สปช. จากต่างจังหวัด สื่อก็ขานรับตอบรับจนมีทิศทางเรียกว่า รวมพลังสื่อมวลชนร่วมปฏิรูปประเทศไทย การที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสื่อในทางเบื้องต้นนั้น ก็คงเป็นเรื่องการประสานงานทำงานร่วมกัน แต่เมื่อได้เข้าไปใกล้ชิด ได้ไปสัมผัสแล้วจึงพบว่า การเป็นสื่อนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควรในเรื่องของสื่อส่วนกลางและสื่อภูมิภาค สื่อทางเลือก หรือเรียกว่าสื่อท้องถิ่น ตรงนี้ทำให้ได้มีโอกาสได้พูดคุยเสวนากัน มีการแลกเปลี่ยนกันในฐานะ ที่เป็น สปช. ก็คิดว่าส่วนหนึ่งก็คงจะต้องรับรู้ความต้องการของทุก ๆ มิติ ก็พบว่าสื่อท้องถิ่นนั้น มีความลำบากอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเรื่องของการประกอบวิชาชีพที่จะต้องมีเรื่องของ การดำรงชีพ สวัสดิการของชีวิต คุณภาพชีวิตมาเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องของความมั่นคงในชีวิต ในการประกอบวิชาชีพ จนได้กล่าวว่าแม้แต่เงินค่าสมาชิกที่จะไปสมัครเป็นสมาชิกของ สมาคมสื่อก็ยังไม่มี โดยใช้คำพูดว่าจะมีได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่เป็นค่าใช้จ่ายในการทำ สื่อสิ่งพิมพ์นั้นที่ตัวเองประกอบวิชาชีพอยู่ก็ยังหาได้ยาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นปัจจัย สำคัญที่จะต้องคิดและดูแล

อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการที่สังคมสื่อจะต้องได้รับการยอมรับ เขาพูดในประเด็นที่สะท้อนความรู้สึกที่ผมคิดว่าสะท้อนแล้วเข้าใจในส่วนหัวใจลึก ๆ คือเวลาไปสมัคร เวลาไปยื่นเอกสาร เวลาที่จะไปขอเครดิตอะไร ในช่องที่กรอกว่าทำอาชีพ อะไรเขาไม่กล้าที่จะกรอกลงไปว่าเป็นอาชีพวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะว่าอาชีพนี้ใช้คำว่า ไม่แน่นอน แล้วอีกอย่างหนึ่งในการประกอบวิชาชีพนี้มีความหลากหลายใครเข้ามาอยู่อาชีพนี้ ก็เป็นไปได้ง่าย การกำกับดูแลกันเองที่ทำให้คนส่วนน้อยที่ทำให้เกิดปัญหาสำหรับสื่อมวลชน ส่วนใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในระดับภูมิภาค และการกำกับดูแลกันเองในเชิงของการเป็น สภาวิชาชีพนั้นเป็นความคิดเริ่มต้นจากสื่อมวลชนท้องถิ่นเอง อันนี้กรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศก็ลงพื้นที่ได้รับข้อมูลนั้นมาอย่างชัดเจนว่าเขามี ความต้องการในระดับที่เป็นระดับพื้นฐาน ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และรวมตัวกันนั้น จะเป็นรูปแบบต่างหากไม่เหมือนกับสภาทนายความ ไม่เหมือนกับสภาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งมี ความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและให้รายละเอียด แต่ที่แน่ ๆ เขาพร้อมที่จะดูแลกันเอง พร้อมที่จะ กำกับกันเองเพื่อที่จะให้คุณภาพชีวิต เครดิตของทางเป็นวิชาชีพนั้นได้ถูกการยอมรับ สามารถที่จะกรอกในช่องที่เรียกว่าประกอบวิชาชีพใดด้วยความมั่นคง ปากกาจดลงไป เขียนลงไปให้ชัดเจนว่าประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนและได้รับการยอมรับ ตรงนี้ก็คือ เป็นสิ่งที่ผมในฐานะ สปช. ได้สัมผัสในพื้นที่แล้วอยากจะสนับสนุนผ่านไปยังรัฐสภาไปถึง กรรมาธิการว่าเรื่องนี้ต้องเร่งด่วน เรื่องนี้ต้องหนักแน่น และจำเป็นจะต้องไปให้มีวิชาชีพนี้ เป็นสภาวิชาชีพที่ทำให้เขามีจุดหลัก จุดยืน และกำกับคนที่ไม่ดีให้ออกไปจากในระบบ และ คนที่เหลือก็จะสามารถพัฒนาไปได้โดยองค์กรที่เรียกว่า สภาวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าเรื่องสวัสดิการ ไม่ว่าเรื่องการพัฒนา ซึ่งหลายเรื่องนั้นผมได้ดำเนินการภายใต้กรอบของการเป็น สปช. ไปบ้างแล้ว เช่น การชี้ให้เห็นว่าการเข้าสู่ในโลกออนไลน์ โลกมีเดียนั้น เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เขาก้าวหน้า ที่จะหลีกหนีในสิ่งที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้นทุนที่สูงจากรูปแบบเดิม ๆ เพราะฉะนั้นการที่ระบุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ในแผนปฏิรูปนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างกำลังใจให้กับสื่อมวลชน ระดับท้องถิ่น สื่อทางเลือกค่อนข้างที่มาก จึงอยากจะให้ยืนหยัดยืนยันที่จะดำเนินการเรื่องนี้ จริงจัง แล้วก็คิดว่าจะเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทั้งประเทศได้มีโอกาสกรอกลงไปในช่อง วิชาชีพว่า ฉันมีวิชาชีพสื่อสารมวลชน ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ค่ะ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือบุญเลิศ ช้างใหญ่ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเองเป็นกรรมาธิการในชุดของการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ด้วย เมื่อเช้าทางกรรมาธิการได้นำเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อ แล้วก็มีฟันเฟือง กระผมขอพูด เพิ่มเติมอย่างหนักแน่นและจริงจังว่า การปฏิรูปสื่อต้องดำเนินกันไปตามยุทธศาสตร์ ๓ ด้าน คือ

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การป้องกันการแทรกแซงและครอบงำสื่อ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ

ทั้ง ๓ ยุทธศาสตร์ ผมและกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศให้ความหมายว่า นี่คือเครื่องจักรของการปฏิรูปสื่อ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๓ ด้าน เป็นเสมือน ฟันเฟืองที่ขบเกลียวกันอยู่ แล้วก็เชื่อมโยงในการที่จะทำให้การปฏิรูปสื่อดำเนินไปได้ ดังนั้น การปฏิรูปสื่อจึงขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ ก็ด้วยการอาศัยฟันเฟือง ๓ ชิ้น ๓ ตัวที่จะขับเคลื่อนไป

ท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ การป้องกันการแทรกแซงและการ ครอบงำสื่อก็มุ่งที่จะให้สื่อมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กฎบัตรกฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรมมาทำให้การปฏิบัติหน้าที่ขาดความเป็นอิสระ รวมไปถึงเงินทุน เงินทางธุรกิจ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบทำให้ไม่มีความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพของคนทำสื่อ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนแล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือ การที่จะทำให้วงวิชาชีพสื่อ มีมาตรฐาน เป็นที่เชื่อถือยอมรับศรัทธาของประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อ และเขาควรจะมี ความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของสื่อที่เขาบริโภคข่าวสารด้วย แต่การที่สื่อจะมีมาตรฐานเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมต้องสร้างคุณภาพของคนทำสื่อด้วย เนื่องจากว่าคนทำสื่อมีมากมายหลายประเภท หลายด้านอยู่ในส่วนกลางและอยู่ในต่างจังหวัด เรื่องของสวัสดิภาพ สวัสดิการ เราจึงคำนึงถึงครับ

เรื่องสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่มีอยู่จำนวนเป็นร้อย เป็นพัน และ หลายพันคนทั่วทั้งประเทศ ต้องยอมรับว่าสื่อมีความแตกต่างกันขององค์กรสื่อ สำนักงานสื่อ สถานีแต่ละสถานี แต่ละคลื่น มีทั้งยักษ์ใหญ่ ร่ำรวยมหาศาลจากการประกอบธุรกิจสื่อ ระดับกลาง ๆ และระดับย่อย ๆ ที่แทบจะเอาตัวไม่รอด แม้ว่าองค์กรวิชาชีพสื่อในรูปของสมาคมจะพยายามพัฒนาสื่อแต่ทำไม่ทั่วถึงและไม่เกิดผล ในการที่จะสร้างคุณภาพให้กับสื่อและสร้างขวัญกำลังใจ ดังนั้นการปฏิรูปสื่อที่จะขับเคลื่อน ไปได้จึงต้องดูแลในจุดนี้ เป็นที่น่ายินดีว่าทางรัฐธรรมนูญคณะกรรมาธิการได้บัญญัติในเรื่อง ที่จะให้มีกฎหมายมารองรับในการปฏิรูปสื่อ และขณะนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งไปศึกษาเพื่อที่จะจัดทำ ร่างกฎหมายเพื่อที่จะขับเคลื่อนสื่อและให้ดูในเรื่องของสวัสดิภาพและสวัสดิการของคนทำสื่อ ต่อไปเราจะไม่เห็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่เป็นวิทยุชุมชนพูดออกอากาศทุกวัน สวมรองเท้า ฟองน้ำมาทำงานใส่เสื้อขาด ๆ นี่ก็ด้วยความเข้าใจ เห็นใจว่าถึงเวลาที่เราจะขับเคลื่อนการ ปฏิรูปสื่อและดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพของสื่อกันอย่างจริงจังเสียทีหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ และท่านผู้มีเกียรติ ทุกท่าน ดิฉันนางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี การปฏิรูปสื่อดิฉันขอเสนอแนะ ๕ ข้อ

๑. สื่อจะต้องเป็นกลาง ต้องมีพื้นฐานที่เป็นกลาง ต้องมีพื้นที่ที่เป็นกลาง และแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้

๒. มีการสร้างสรรค์นำเสนอข่าวเชิงบวก สื่อจะต้องปลอดภัย

๓. กลไกกำกับดูแลสื่อจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ แล้วก็ต้องมี ผู้ที่ทำหน้าที่ที่รู้จักหน้าที่นะคะ

๔. การดูแลผู้บริโภคสื่อ ผลกระทบจากการบริโภคสื่อ กระบวนการกลั่นกรองสื่อ ข่าวสาร และรูปแบบการนำเสนอ

๕. ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติก็คือ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ สร้างสื่อที่บริสุทธิ์เพื่อสังคม สะท้อนความจริงรับผิดชอบต่อสังคม สื่อสันติสุขก็คือสื่อไม่มีอคติ สื่อที่ไม่มีอนุมานนะคะ สาว่า สาว่า คิดว่า คิดแทนเขา สื่อความหมายเพื่อการอยู่ร่วมกัน ความเหมือน ความต่าง ความแตกต่างแต่เราไม่แตกแยก สื่อความสมานฉันท์เกิดความปรองดอง ในฐานะที่ดิฉันอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดระเบิดมา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในจังหวัดยะลาประมาณ ๓๐ กว่าจุดขอแสดงความ เสียใจกับประชาชนชาวจังหวัดยะลาด้วยเพราะดิฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ นะคะ

ข้อที่ ๑ ผลกระทบซับซ้อน ขอพูดตามความเป็นจริงก็คือของเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด การเมือง ความแตกแยก

ข้อที่ ๒ การเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร คนในพื้นที่รู้สึกเสียเปรียบ และเสียความเป็นเจ้าของ

ข้อที่ ๓ เหตุที่เกิดขึ้นในจังหวัดยะลาอยากให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือ ผู้อยู่เบื้องสูงได้วิเคราะห์สังเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ควรให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม มากกว่านี้ บอกได้เลยว่าผลประโยชน์ การแก้ปัญหาเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เราจะต้อง มาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็คือ เพราะมีเหตุการณ์แล้ว ก็ย้ายข้าราชการ ต้องคิดใหม่ วางแผนใหม่ แต่ปฏิบัติไม่ได้เหมือนเดิมก็แบบเหมือน ๆ เดิม อยากจะให้มี การปฏิรูป เพื่ออยากให้ประเทศไทยสงบ ไม่กี่วันแล้วประชาคมอาเซียนก็จะมา ถ้ามีเหตุการณ์ อย่างนี้งบประมาณไปลงทางภาคใต้ก็มากมาย แต่ทำไมไม่สงบ ขอฝากปัญหาตรงนี้ถามถึง ประเทศชาติผู้รับผิดชอบด้วย ไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาแล้วผู้ที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ที่รับผิดชอบ ทหาร ตำรวจต้องย้าย การย้ายไม่ใช่การแก้ปัญหา ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้ง ๆ ที่รู้ ทั้ง ๆ ที่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ดิฉันก็เป็นคนไทยที่รักประเทศชาติคนหนึ่งที่อาสาสมัคร เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราอยากเกิดการเปลี่ยนแปลง เราอยากจะไม่ให้บอมบ์ (Bomb) หรือเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มันเสียสุขภาพจิตด้วย แล้วก็การเยี่ยมเยือน ดังนั้นฝากถึง ทุก ๆ ท่านนะคะ ขอให้ส่วนหนึ่งของประเทศชาติเกิดสงบสักที นี่คือการปฏิรูป เราฝาก ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านที่เสียสละทั้งเหนื่อย ทั้งอะไร ให้กำลังใจค่ะ สวัสดีค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ อยากเสนอความคิดเห็นเพื่อที่จะสนับสนุน ความคิดของท่านคณะกรรมาธิการนะครับ โดยหลักคิด หลักวิชา แล้วก็หลักปฏิบัติในโลก ของเรานั้นสื่อมวลชนนั้นจะมีบทบาทมากในการสร้างค่านิยม ความเชื่อวัฒนธรรม หรือเรียกรวมกันว่าวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางการเมืองของคนในสังคมในสิ่งที่ดีนะครับ แต่ว่าทั้งโลกเวลานี้กำลังประสบต่อภาวะที่คล้ายกันก็คือว่า สื่อมวลชนมีบทบาทที่จะ สร้างสรรค์ในเรื่องอย่างนี้น้อยไปเรื่อย ๆ เพราะว่าโอกาสที่สื่อจะสร้างพื้นที่สาธารณะที่เป็น อิสระเสรี ที่สามารถที่จะนำเอาความคิดเห็นที่เป็นกลาง ทำให้คนเกิดพุทธิปัญญานั้นได้ บ่อยครั้ง หรือได้มากพอน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าอิทธิพลของทุนการเมือง ทุนทางธุรกิจ แล้วก็ความซับซ้อนของความคิดหลากหลายของวิถีชีวิตของคนเป็นตัวทำให้บทบาทของสื่อ โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักลดน้อยลงไป นอกจากจะมีการแข่งขันจากสื่อกระแสรองอื่น ๆ ผมขอเรียนว่ารายงานการศึกษาของท่านนั้นทำได้ครอบคลุมที่ดีมากถือว่าเป็นการแก้ไขซ่อมแซม ความชำรุดบกพร่องของระบบสื่อมวลชนของไทยเรานะครับ ท่านพยายามที่จะสร้างดุลยภาพ ให้เกิดขึ้นเสียใหม่ระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนเอง แล้วก็ภาคประชาชน แล้วก็เสนอ ยุทธศาสตร์หลัก ๆ สำคัญ ๓ ประการที่ผมเห็นด้วยว่าเป็นกุญแจสำคัญพื้นฐาน ซึ่งถ้าทำให้ดี ก็เหมือนจะรีเซ็ท (Reset) หรือเริ่มต้นกันใหม่ให้แก่ระบบสื่อของเรา ท่านตอบคำถาม รวบยอดในประเด็นปัญหาที่เราประสบกันมาจนนำมาถึงการที่มีสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งนี้ ได้ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอว่าอยากจะขอให้ท่านได้ให้น้ำหนักมากขึ้นกับ การแยกแยะกลุ่มผู้บริโภคสื่อให้มากขึ้นกว่านี้ คือต้องยอมรับว่าเวลานี้พลังของทุนโลก การเมืองโลก การทหารโลกที่กดดันเรา มันทำให้คนไทยเราบริโภค แล้วก็รู้เท่าทันสื่อแตกต่างกัน ถ้าจะว่าไปแล้วสื่อกระแสหลักอยู่ระหว่างคนผู้บริโภคสื่อ ๓ กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรกก็คือกลุ่มผู้ที่อ่อนแอทางด้านเงินทุน ด้านความรู้ ด้านข้อมูล พวกนี้ ไม่ค่อยเท่าทันสื่อนัก ต้องพึ่งพาสื่อ แล้วก็มักถูกครอบงำง่าย ๆ โดยเฉพาะสื่อที่มีเจ้าของเป็นทุน ธุรกิจการเมือง สื่อที่มีวาระซ่อนเร้น

กลุ่มที่ ๒ เป็นคนชั้นกลางในเมือง เป็นพวกข้าราชการ พวกทำงานตามห้างร้าน คนวัยกลางคน คนสูงอายุ คนที่เป็นคนอนุรักษ์นิยม พวกนี้ก็จะตื่นตัว แล้วก็คาดหวังสูง พวกนี้ ก็มักจะเป็นผู้ที่ออกมาร่วมไม้ร่วมมือทางการเมือง พวกนี้เป็นพวกกลุ่มใหญ่ที่บริโภคสื่อวิชาชีพ

กลุ่มที่ ๓ เป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากขึ้น ที่เราเรียกเจน แซด (Gen Z) เป็นคนชั้นสูง ลูกคนชั้นกลางในเมือง พวกนี้มีค่านิยมต่างไปจากสิ่งที่สื่อเคยมี ความคาดหวังกับสื่อต่างกับที่สื่อกระแสหลักกำลังคิดอยู่ พวกนี้ชอบอิสระ ชอบอะไรที่ง่ายเร็ว แล้วก็เป็นผู้ที่เสพสื่อระดับโลกมากกว่าสื่อในประเทศเรา พวกนี้เป็นพวกที่มีพลังการเมืองสูง แบบมีศักยภาพ และจะกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะในอนาคต ทีนี้คำถามก็คือว่าใน การปฏิรูปสื่อที่เรานำเสนอกันมา ๓ ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดูเหมือนว่าเรากำลังจะไปตอบ โจทย์เฉพาะกลุ่มคนที่ ๑ กับที่ ๒ โดยเฉพาะกลุ่มที่ ๒ คือคนชั้นกลางในเมืองค่อนข้างจะมาก ผมคิดว่าเราอาจจะต้องวิจัยให้มันเข้าใจมากกว่านี้ว่าคน ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมพยายามแบ่งกัน ขึ้นมาชั่วคราว เขามีการรับรู้ มีความคาดหวัง แล้วก็มีแนวโน้มที่จะบริโภคสื่อกระแสหลัก ที่เรากำลังเป็นเป้าหมายการปฏิรูปนี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าการวิจัยที่เรามีอยู่เวลานี้ยังไม่พอ ยังไม่พอที่จะเป็นพื้นฐานนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นที่ท่านนำเสนอในแนวทางที่จะเป็น โรดแมพ (Road map) ใน ๓-๔ ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง ผมคิดว่าอยากจะขอให้ความร่วมมือ สถาบันการศึกษาหรือกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ทำความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะว่านับวันนับวันสื่อ กระแสหลัก สื่อวิชาชีพจะมีพื้นที่น้อยลง ๆ เพราะมันมีสื่อทางเลือก สื่ออะไรต่อมิอะไรตาม เทคโนโลยีเกิดขึ้นอีกเยอะ อันนี้เป็นข้อเสนอเพื่อจะทำให้งานของเรานั้นมันบรรลุผล แม้ว่า เราจะต้องแย่งพื้นที่ผู้บริโภคก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามรักษาหลักเสรีภาพ คุณภาพ แล้วก็ ความเป็นธรรมไว้ ผมเสนอว่าอาจจะต้องสร้างดุลยภาพ หาสูตรที่จะสร้างดุลยภาพระหว่างรัฐ สื่อกับภาคประชาชนให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มผู้บริโภค คือถ้าเราเอากลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม มาตั้ง คำถามก็คือว่าเราจะออกแบบบทบาทของสื่อกระแสหลัก สื่อวิชาชีพ เสรีภาพของสื่อ ความรับผิดชอบของสื่อ การกำกับดูแล การป้องกันการแทรกแซงให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม อย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมเองฟังท่านไปแล้วก็คิดไปด้วย แล้วก็น่าจะมีคำถามวิจัย เกิดขึ้นมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ท่านให้ความคุ้มครองหรือให้ความสำคัญกับ คนที่อ่อนแอมากที่สุดเสียก่อน เพราะว่าคนที่อ่อนแอในต่างจังหวัดเขาอยากจะให้เน้น ความรับผิดชอบของภาครัฐกับภาคสมาคมของสื่อเองในการที่จะเข้าไปควบคุมกันเองหรือ ควบคุมในภาครัฐ ให้ภูมิคุ้มกัน ให้เขารู้เท่าทันแล้วปลูกฝังความเป็นพลเมือง ปลูกฝัง อุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเวลานี้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ของกลุ่มคนอ่อนแอในต่างจังหวัดนั้นเป็นที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเขาสับสนว่า อะไรคืออะไร เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ผมคิดว่าเราควรจะเอาหลักการของเราที่เสนอรีบลงไป ทำเป็นเหมือนกับนำร่อง ทำร่องทดลองทำไปเป็นกระบวนการวิจัยเพื่อจะเข้าใจความเป็นจริง มากขึ้น แล้วโดยการทำอย่างนั้นจะทำให้เกิดการเข้าใจสื่อร่วมกันระหว่างคนชั้นกลางในเมือง กับคนชั้นเกิดใหม่ หรือคนชั้นล่างในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีจุดอ่อนแอมาก เขาเรียกว่า ถูกครอบงำโดยสื่อต่าง ๆ มากมาย แล้วก็สับสนอลหม่านมาก สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เป็น เจน แซด นั้นผมคิดว่าคงจะไม่ต้องเท่าไร เพราะเขาเป็นคนไทย ตัวอยู่ในเมืองไทย แต่ใจเขา อยู่ต่างประเทศ เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่กลุ่มนั้น ส่วนคนชั้นกลางในเมืองก็จะเป็นแนวหนุนที่สำหรับ ทำให้กระบวนการที่ท่านเสนอมาใน ๓ ข้อนั้นเดินไปได้ ให้เขาได้มาช่วยสนับสนุนครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เมื่อเราบอกว่าปฏิรูปสื่อเพื่อประชาชน สื่อเพื่อสังคม เราก็ต้องให้สื่อ ให้ประชาชนและให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อได้ ผมว่าเรื่องนี้สำคัญ ซึ่งในข้อเสนอแนะ ในการปฏิรูปสื่อไม่ได้พูดเอาไว้เลย ผมว่าในการปฏิรูปสื่อโดยเฉพาะในข้อเสนอข้อ ๓ ใน ๔ ข้อ ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพสื่อที่พูดถึงสื่อเพื่อประชาชนหรือสื่อเพื่อสังคม ก็จะต้องพูดถึงสื่อ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเรากำลังเป็นสังคมที่ก้าวไปสู่สังคม ผู้สูงอายุ เราก็จะมีผู้สูงอายุที่ตาฝ้าฟาง หรือมีคนตาบอดแบบผมแล้วก็ต้องการเข้าถึงสื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์ ในต่างประเทศนั้นอย่างในประเทศเกาหลีกำหนดไว้ชัดครับ ท่านประธานครับว่าสื่อสิ่งพิมพ์ แบบหนังสือพิมพ์ก็ต้องมีคิวอาร์โคด (QR code) ครับ ซึ่งมันไม่ได้มีต้นทุนอะไรมากมาย ต้นทุนมันก็แค่ตัวซอฟแวร์ (Software) ที่จะบีบอัดต้นฉบับให้เป็นคิวอาร์โคดแล้วก็มาแปะไว้ที่ หน้าหนังสือพิมพ์ เวลาพิมพ์ออกมามันก็มีคิวอาร์โคดติดมาหมด แล้วคนตาบอด หรือผู้สูงอายุ ที่สายตาฝ้าฟางก็ใช้สมาร์ทโฟน (Smartphone) หรืออุปกรณ์เข้ามาช่วย เอาคิวอาร์โคดนั้น ขึ้นมาอ่านให้ฟังได้อย่างสบาย ซึ่งในประเทศเกาหลีนั้นบังคับว่าสื่อสิ่งพิมพ์นี้ต้องมีคิวอาร์โคด หรือสื่อออนไลน์ที่เป็นเท็กซ์ (Text) ก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเขามีมาตรฐานสากลอยู่แล้วที่เราเรียกว่าอีผับ ๓ (EPUB 3) อีผับ ๓ นั้นมันก็เป็น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปแบบเหมือนที่เราเรียกว่าเวิร์ด (Word) ที่จะให้ไอโฟน (iPhone) หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั้งหลายสามารถที่จะเข้าไปอ่านให้คนสายตาเลือนรางหรือ คนตาบอดฟังได้ แล้วมันก็มีภาพที่จะเอื้อให้กับทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์มันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ และเหมือนที่ กรรมาธิการได้พูดไปไว้บ้างแล้วว่า ทางทีวี มันต้องมีออดิโอ เดสคริพชัน (Audio description) ก็คือต้องมีการพากย์ให้คนตาบอดฟัง เวลามันเงียบ ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่าความเงียบ มันทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้บ่อยนะครับ ผมเคยนั่งดูทีวีกับเพื่อน ตอนพระเอกนางเอก ทะเลาะกัน แล้วก็เห็นเขาปรับความเข้าใจกันในห้อง แล้วเราได้ยินเสียงประตูปิดดังปัง ตาบอดก็จินตนาการว่าเรียบร้อยแล้ว แต่เพื่อนบอกว่านางเอกได้เปิดประตู ปิดประตูหนีไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีออดิโอคอยอธิบายไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด อันนี้มันก็เป็นที่ทำกันทั่วไป แล้วในระบบของเราก็เปิดโอกาสที่พวกละครถ้ามีออดิโอเข้าไปก็มีช่อง เพราะเดี๋ยวนี้มันเป็น ดิจิทัลครับท่านประธาน มันก็สามารถที่จะกดตรงออดิโอดูได้ หรือของคนหูหนวก มันก็มี ภาษามือหรือมีโคลส แคพชัน (Close caption) คือตัววิ่งแต่ไม่ไปรบกวนคนอื่น เมื่อมันเป็น ระบบดิจิทัลมันก็เปิดโอกาสให้เราเปิดไปเหมือนกับเปิดไปดูเสียงในฟิล์ม แล้วคนอื่นก็ไม่ได้ รบกวนจากล่ามภาษามือหรือโคลส แคพชันนี้แต่อย่างใด แล้วผมก็เห็นด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นต้นทุน หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ก็ควรจะมาให้การสนับสนุนบ้าง ถ้าต้นทุนมันสูงเกินไป อันนี้ผมคิดว่ามันต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเปิดโอกาส ให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ และท่านประธานอย่าลืมนะครับ ยิ่งเราเป็นเออีซี (AEC) โคลส แคพชัน มันก็จะเป็นที่ฝึกในการเรียนรู้ภาษาไทยของคนในเออีซีได้ด้วย เพราะว่าทุกวันนี้เวลาลูกหลานคนไทยอยากจะฝึกภาษาอังกฤษก็นี่ล่ะครับ ก็ดูหนังภาษาอังกฤษ แล้วก็ดูตัวหนังสือที่เป็นโคลส แคพชันก็ทำให้เราเข้าใจภาษาได้ดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็ขอให้ท่านกรรมาธิการได้คิดถึงในส่วนนี้ด้วยครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ ค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ก่อนที่จะไปอภิปราย ให้ความเห็นผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เผอิญผมคิวที่ ๑๐ กว่า ไม่ได้ตั้งแต่ตอนต้น เนื่องจากวันนี้กรรมาธิการท่านได้เสนอ ๓ วาระการปฏิรูป แล้วก็เป็นให้ความเห็นรวดเดียว ทั้งสาม เราไม่ได้ตกลงกันว่าใช้เวลาเท่าไร เพราะปกติแล้วที่เราเคยมีคือถ้า ๓ วาระปฏิรูป เราก็สามารถที่จะอภิปรายได้วาระละ ๕ นาที แต่วันนี้ตั้งแต่อภิปรายมานี้ สภาจะกำหนดให้ คนละ ๕ นาทีนะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ไม่ใช่ค่ะ สภาให้วาระละ ๕ นาทีค่ะ แต่ว่าสมาชิกจะอภิปรายตรงไหนก็ได้ท่าน ถ้าเผื่อท่านอภิปราย วาระหนึ่งไป ๕ นาที คือปกติแล้วก็จะต่อไปได้ค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ คงไม่ใช้เวลา ๑๕ นาที แต่ผมเข้าใจว่าทางสมาชิกที่อภิปรายไปที่ผ่านมาผมเข้าใจว่า ๕ นาที ก็ไม่เป็นไรครับ ผมเองจะไม่รบกวนเวลาสภามาก แต่เผอิญมันเป็น ๓ ระเบียบวาระ แล้วก็เป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้น ก็จะขอใช้เวลาซึ่งไม่ถึง ๑๕ นาทีแน่นอนนะครับ แต่ก็อาจจะเกิน ๕ นาทีไปบ้าง ก็จะได้ ไม่ถูกเตือน คราวที่แล้วผม ๕ นาทีแล้วเกินไป ท่านประธานเตือนก็ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่าถ้าพูด ๕ นาทีมันเป็นการอภิปรายแบบรถด่วนทุกที ความดันขึ้น หัวใจจะวายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้วันนี้สบายใจเพราะว่ากรรมาธิการท่านเสนอทีละ ๓ วาระ แล้วก็สำคัญ แล้วก็ เชื่อมโยงกันหมด ผมจึงขออนุญาตไปแบบช้า ๆ นะครับ ท่านประธานด้วยความขอบพระคุณ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการครับว่ารายงาน ๓ วาระนี้ ซึ่งก็คือ วาระการกำกับ สิทธิเสรีภาพและการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ๓ วาระท่านได้มาจัดใหม่ โดยเรียกว่า เป็นการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อประชาชน แค่ตรงนี้ผมก็ต้องขออนุญาตชื่นชมแล้ว ท่านได้ขมวด ๓ วาระซึ่งมันสัมพันธ์กัน แล้วก็มาเขียนเป็นเรื่องปฏิรูปสื่อสารมวลชน เพื่อประชาชน อันนี้มันพูดถึงเป้าหมายเลยนะครับ เป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วท่านก็มาร้อยเรียง ออกมาโดยมีการสังเคราะห์ทางวิชาการอย่างดีมาก ผมชื่นชมด้วยความจริงใจครับว่า ได้นั่งอ่านอย่างละเอียด รายงาน ๓ เรื่องนี้ ท่านได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการและ เสนออย่างครอบคลุมรอบด้านอย่างยิ่งนะครับ ท่านได้ทำออกมาเป็นกรอบความคิดรวบยอด ๓ วาระ มาอยู่ในเรื่องเดียวกัน ที่อยู่ในกรอบความคิดรวบยอด การปฏิรูประบบการสื่อสาร เพื่อประชาชนอยู่ในรายงานหน้า ๒๒ ดีมากนะครับ ก็คือมี ๓ เรื่อง เสรีภาพบนความรับผิดชอบ การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ซึ่งก็คือ ๓ วาระ แล้วท่านนำมาเชื่อมโยงกันเป็นฟันเฟือง แล้วมีระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มี การเชื่อมโยง ผมคิดว่ากรอบความคิดอันนี้ท่านคงใช้การสังเคราะห์ทางวิชาการและการคิด รวบยอดอย่างสูงที่ได้วางออกมาในหน้า ๒๒ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นกรอบความคิดรวบยอดที่จะไป ทำงานในขั้นถัดไปที่มีความชัดเจนนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียน ด้วยความชื่นชม ท่านใช้ทั้งฐานความรู้และจินตนาการและความคิดว่าถ้าระบบสื่อสารมวลชนนั้น จะทำเพื่อประชาชนนั้น จะต้องคิดถึงอะไรบ้างนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตกราบเรียนมาสู่ในประเด็น เรื่องของเสรีภาพบน ความรับผิดชอบอยู่บนวาระที่ ๓๓ แต่ท่านเอามาเรียงก่อนเพราะว่าโดยขั้นตอน โดยระบบแล้ว ควรจะมาพูดก่อนซึ่งท่านก็ได้แยกออกมาพูดก่อน ไม่ได้เรียงติดตามตัวเลขว่าจะต้องวาระที่ ๓๒ มาก่อนนะครับ ท่านได้ทำกรอบความคิดออกมาอีก อยู่ในหน้า ๒๖ ในรายงาน แล้วก็มี ๔ ขา ด้วยกัน แตกออกมาเป็นขาต่าง ๆ ผมจะไม่ลงรายละเอียด แล้วท่านก็ไปวิเคราะห์เชื่อมโยงว่า มันอยู่ในพันธกิจใด อันนี้เป็นกรอบความคิดที่ผมคิดว่าสุดยอดนะครับ ดีจริง ๆ ผมจะขออนุญาต มาแตะตรงแค่ระบบและกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน ๑ ใน ๔ ขาเท่านั้นที่ขออนุญาต กราบเรียนพูดถึง ท่านพูดถึงระบบส่งเสริมสื่อให้เป็นบทบาทโรงเรียนของสังคม ผมคิดว่า ตรงนี้มีคุณค่ามากเหลือเกินครับ ในโรงเรียนของสังคมที่ท่านพูดถึงนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ ในความเห็นของผมนั้น ผมคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่ามนุษย์เรานั้นอยู่ในสังคมมากกว่า อยู่ในโรงเรียนครับ เราอยู่ในบ้าน อยู่ในโรงเรียน อยู่ในสังคม ๒๔ ชั่วโมง ทุกวันทุกเวลา เราอยู่ในสังคมที่ได้มีการรับสื่อทุกสาขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปทางไหน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็รับสื่อครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านตั้งประเด็นเรื่องของว่าเราต้องทำให้สื่อเป็นโรงเรียนสังคมนั้นดีจริง ๆ ครับ สังคมเราจะไปทิศไหน สังคมเราจะเรียนรู้อะไร คนในสังคมจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสื่อ มากมายเหลือเกินครับ เราเสนอเรื่องดี ๆ สร้างคุณธรรม สร้างคนดี ส่งเสริมคนดี สังคมเรา ก็จะไปในทางดี เราสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมมันก็จะไปทางดี สื่อเราเจาะลึกเรื่องเนื้อหา ยาก ๆ มาเสนอง่าย ๆ เอาสาระมากกว่าเอากระพี้ คือเอาแก่นมากกว่าเอากระพี้ สังคมเรา ก็จะเป็นสังคมที่มีสาระครับ ทุกวันนี้อาจจะตรงกันข้าม สังคมเรานั้นเน้นกระพี้เยอะมาก รูปแบบมากมายมากกว่าเนื้อหา เราไม่ค่อยจะเข้าสู่เนื้อหาที่ยาก ๆ สื่อก็จะไม่ค่อยทำเรื่อง ยาก ๆ ที่เป็นเนื้อหา เราส่งเสริมละครต่าง ๆ มากมาย เรื่องอิจฉาริษยา รุนแรง แตกแยก ชิงดีชิงเด่นเต็มไปหมด สื่อนี้ก็เป็นตัวสนับสนุนอยู่ทุกวันนี้ มันเหมือนการสะกดจิตใหญ่ ของสังคมนะครับ สังคมเราถูกสะกดจิตโดยสื่อ ถ้าเกิดมาตั้งแต่เล็ก แล้วเราอยู่ในสังคมที่สื่อ มีแต่ละคร พูดแต่เรื่องอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่น อยากมั่งอยากมี อยากมีอำนาจ อยากมี ความร่ำรวย คนในสังคมจะเป็นอย่างนี้ล่ะครับ ไก่กับไข่มันวนกันอยู่อย่างนี้ เราก็ไปบอกว่าคน ในสังคมเป็นอย่างนี้ ก็เลยชอบบริโภคสื่อแบบนี้ แต่ถ้าสื่อวนอยู่อย่างนี้มันก็จะทำให้สังคมเป็น แบบนี้ล่ะ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าในเรื่องของการที่มองสังคมเป็นโรงเรียนนั้น ผมคิดว่าสำคัญ เหลือเกิน แล้วโรงเรียนนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าระบบการศึกษา เพราะอาจจะเรียกว่า สำคัญมากกว่า เพราะเรามีชีวิตอยู่ในระบบการศึกษาไม่ยาว แต่เรามีชีวิตอยู่ในระบบสังคมที่มีสื่อ เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนนี้มากมายมโหฬารมหาศาลครับ ประเด็นนี้ก็กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่า แค่ประเด็นเดียวเราตีให้แตกเป็นจุดคานงัดการปฏิรูปนะครับ อันนี้ก็ วิเศษมาก ๑ ใน ๔ ที่ท่านได้เขียนไว้ในกรอบที่ ๑

ผมขออนุญาตไปประเด็นถัดมาเรื่องของวาระถัดไปแล้วนะครับ กลับมาที่ วาระ ๓๒ ที่ท่านพูดถึงกำกับและดูแลสื่อ วาระนี้ท่านได้เขียนกรอบไว้อยู่ในหน้า ๓๔ ดีจริง ๆ อีกเช่นกัน แต่ถ้าเป็นวาระตามสภาเรียกว่า วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ ท่านเขียน ในลักษณะเดียวกัน แล้วก็แตกออกเป็น ๔ ระบบและกลไก ท่านมองการปฏิรูปเชิงระบบและ กลไกได้ดีจริง ๆ ครับ ผมกราบเรียนว่าบางครั้งบางคราวเราพูดกันเรื่องการปฏิรูปในสภาแห่งนี้ เราไปมองการปฏิรูปที่ประเด็นหรือการแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องของฝ่ายภาคบริหารคือภาครัฐ ราชการคือภาครัฐบาลเสียเยอะ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอ แล้วก็บังเอิญวันนี้โชคดี ที่มีเวลาพอสมควรในการพูด ผมคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่างการคิดเรื่องประเด็นการปฏิรูป เพราะท่านมองที่ระบบกลไก แล้วท่านพยายามค้นว่าคานงัดคืออะไร วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ มา แล้วก็มองไปข้างหน้า ผมขออนุญาตพูด ๒ ประเด็นในส่วนของกำกับสื่อที่มีประสิทธิภาพ

อันที่ ๑ คือเรื่องระบบและกลไกด้านกำกับภาครัฐและองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ ปรับปรุงองค์กรกำกับสื่อ ตรงนี้โทษทีผมผิดนะครับ ผมจะพูดถึงระบบกลไกวิชาชีพที่ดูแลกันเอง กราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ พอพูดถึงวิชาชีพดูแลกันเอง เป็นเรื่องที่ดีที่วิชาชีพสื่อควรจะดูแลกันเอง เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่สังคมยอมให้มีองค์กรสภาวิชาชีพดูแลกันเอง แต่ท่านดูหน้า ๓๕ สิครับ ท่านออกแบบการวางระบบและกลไกกำกับวิชาชีพกันเองที่ทันสมัยอย่างมาก ทันสมัย อย่างมากครับ ท่านเสนอการวางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนโดยมีกฎหมายจัดตั้ง ท่านต้องมีอิสระ จากรัฐและทุนครับ ท่านบอกกรรมการมาจากวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อ นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรภาคประชาชนผู้ใช้และบริโภคสื่อ อันนี้คือความก้าวหน้าอย่างยิ่งครับ ประสบการณ์ในบ้านเราที่ผ่านมาสภาวิชาชีพมักจะยอมให้แต่พวกตัวเองเป็นกลไกปกครองกันเอง ดูแลกันเอง แล้วเราจะพบว่านานวันไปเป็นการปกป้องตนเอง ห่างจากสังคมออกไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ยอมที่จะให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม แล้วสิ่งที่เขาจะไม่ยอมให้มีส่วนร่วมเสมอ เขาบอกว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องเท่ากับคนในวิชาชีพ แต่วิชาชีพสื่อของท่านทำไมเสนอก้าวหน้าได้ อย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุนกันเต็มร้อยเลยครับ ท่านบอกมีทั้งคนในวิชาชีพ มีทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ มีทั้งผู้แทนภาคประชาชนที่เป็นทั้งผู้ใช้และผู้บริโภคสื่อ ก้าวหน้าอย่างยิ่ง ผมคิดว่า เรื่องนี้ถ้าผลักดันจนสำเร็จ ท่านจะเป็นสภาวิชาชีพที่เป็นตัวอย่างให้กับสภาวิชาชีพอื่นที่ต้องคิดว่า ในสภาวิชาชีพนั้นต้องมีผู้มีส่วนร่วมที่มากกว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพครับ อันนี้ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าดีเหลือเกิน

ผมขออนุญาตไปพูดในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ของท่านก็คือเรื่องของ ระบบและกลไกกำกับโดยประชาชน ท่านก็เสนอก้าวหน้าจริง ๆ ในสภาวิชาชีพท่านเสนอให้มี คนอื่นอยู่แล้วด้วยนะครับ แต่ท่านยังเสนอให้มีองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมกำกับดูแลสื่อ ภาคประชาชน อันนี้พูดไปก็คือนัยเดียวกันกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นองค์กรอิสระ ผมพูดในสภานี้หลายครั้งแล้วว่ามีความชัดเจนว่าถ้าวิชาชีพดูแลกันเอง แล้วมีธุรกิจเจ้าของสื่อ เข้ามาอีก มีรัฐกำกับแค่นั้นไม่พอ ต้องให้ประชาชนที่เป็นทั้งผู้ใช้และบริโภคสื่อนี่มีส่วนร่วม ในการกำกับเรื่องนั้น ๆ ด้วยเหมือนกีฬาฟุตบอลนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอนี้ ผมเรียนด้วยความจริงใจว่าท่านเสนอได้ดีแล้วใจกว้างมาก แล้วก็มีจุดคานงัดที่จะนำไปสู่ การปฏิรูปสื่อเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริงนะครับ

และอันสุดท้ายมาถึงวาระปฏิรูปที่ ๓๔ นะครับ วาระการปฏิรูปที่ ๓๔ ก็คือ การป้องกันแทรกแซงสื่อ ผมจะไม่ลงลึก ท่านได้แตกออกไปเป็น ๔ ระบบและกลไก อีกเช่นเดียวกัน แล้วก็มีความชัดเจนอย่างมาก ในขณะเดียวกันท่านก็มีอีกนะครับว่ามีระบบ และกลไกเฝ้าระวังภาคประชาชนเข้าไปอีกชั้นหนึ่งนะครับ มีการส่งเสริมให้ประชาชนเฝ้าระวัง เป็นมีเดีย วอท์ช (Media watch) เพื่อรายงานการถูกแทรกแซงครอบงำสื่อ นี่คือความคิด การปฏิรูปที่ใจกว้าง แล้วมองกว้างจริง ๆ แล้วก็มองจุดคานงัดต่าง ๆ ไม่ได้มองว่าจะให้แค่รัฐ มากำกับสื่อ ไม่ได้มองแค่ให้คนที่อยู่ในสื่อมาควบคุมกันเอง แต่ท่านมองให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม อย่างชัดอย่างเจนในการที่เสนอไว้นะครับ ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ที่จะกราบเรียน ด้วยความชื่นชม แล้วก็คิดว่าระยะที่ ๒ ที่ท่านจะไปทำให้มันประสบความสำเร็จนั้นยากกว่านี้ เหลือเกิน แต่ท่านตั้งลำไว้ได้อย่างดีมากแล้วนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและสภา ที่กรุณาให้เวลา วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้อภิปรายโดยที่ไม่ต้องวิ่ง ๑๐๐ เมตร แล้วก็หัวใจ ไม่เต้นแรงเหมือนทุกครั้งครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ และดีใจที่ท่านไม่หัวใจวาย ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจำนวน ๑๖ ท่าน ที่ได้แสดงความประสงค์จะอภิปรายให้ความเห็นในการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนเพื่อประชาชน ที่ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศได้นำเสนอนะคะ ท่านได้อภิปราบครบแล้วค่ะ ต่อไปก็คงจะขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณา ตอบชี้แจงค่ะ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมใคร่ขอให้คุณประดิษฐ์ได้ทำหน้าที่ในเรื่องของการชี้แจงในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกมีข้อสงสัย นะครับ ขอเชิญคุณประดิษฐ์ครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ สมาชิก สปช. ก่อนอื่นผมขอบคุณสมาชิกที่ได้อภิปรายให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศและวงการสื่อมวลชนของประเทศไทย นะครับ ก่อนที่จะสรุปผมคิดว่าสมาชิกที่อภิปรายทั้ง ๑๖ คน และไม่อภิปรายนะครับ ล้วนแต่ มีความคิดเห็นของตัวเองนะครับ กรรมาธิการยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นเหมือนประชาชน ส่งข้อมูลมาให้เราจำนวนมากว่าจะปฏิรูปสื่ออย่างไรที่จะให้ประชาชนหรือสังคมได้ประโยชน์ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อก็ยินดีที่จะรับข้อมูลของสมาชิก สปช. ทุกคนที่จะช่วยกันแนะนำให้ การปฏิรูปสื่อครั้งนี้เดินไปข้างหน้าได้สำเร็จนะครับ ก่อนอื่นผมยืนยันคำพูดของคุณมานิจ สุขสมจิตรนะครับ ว่าสื่อมวลชนไม่ใช่ฐานันดรที่ ๔ นะครับ เราเป็นพลเมืองธรรมดา แต่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องรอบด้านเพื่อรักษา ผลประโยชน์สาธารณะแล้วก็อยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคมนะครับ เราไม่ต้องการฐานะ พิเศษไปมากกว่าการเป็นพลเมืองไทยธรรมดานะครับ

สำหรับประเด็นที่สมาชิก สปช. ได้พูดผมสรุปแล้วก็รับไปทำต่อนะครับ มีการพูดเรื่องสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนนะครับ อันนี้เป็นเรื่องยากมากตามที่ คุณอลงกรณ์ พลบุตร พูดไว้นะครับ เราพยายามให้นักข่าวรวมตัวเป็นสหภาพ วันนี้สหภาพ แรงงานกลางที่มีอยู่ คือของบางกอก โพสต์ของเครือเนชั่น แล้วก็ของ อ.ส.ม.ท. สื่ออื่น ๆ ไม่มีเลยนะครับ สมาคมนักข่าวได้ก่อตั้งสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนในสมาคมนักข่าว เพื่อเอาสื่อทุกสังกัดมารวมกัน ก็ยังไม่มีใครกล้ามาสมัครเป็นสมาชิก กล้านะครับ เป็นสมาชิก เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของสื่อมวลชนนอกจากเราต้องปกป้อง เสรีภาพของสื่อมวลชน ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนคือความกล้ากบฏของสื่อมวลชน ความกล้าหรือความเป็นอิสระนี่ก็สำคัญมาก สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนวันนี้อยู่ที่สมาคม นักข่าวนะครับ กำลังรอเพื่อนร่วมวิชาชีพทุกสื่อทุกประเภทไปสมัครเป็นสมาชิกนะครับ มีการพูดเรื่องสื่อต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ ผมคิดว่าประเด็นนี้ทุกคน เห็นตรงกันนะครับ มีการพูดเรื่องสมัชชาคุณธรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับสื่อ เราบอก กำกับกันเองโดยองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ องค์กรที่มีกฎหมายรองรับ มีสมาชิกเสนอว่า ควรคิดถึงสมัชชาคุณธรรมที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของรัฐธรรมนูญ มีการพูดเรื่องการใช้ สื่อภาพยนตร์ในการสร้างคน สร้างชาติ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่เราจะรับไปคิดต่อ เพราะว่า ในกรรมาธิการชุดปฏิรูปสื่อได้พูดเรื่องการมีกองทุนผลิตสื่อสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ให้กับสังคม แต่ว่าคนที่คิดในทางสร้างสรรค์แบบนี้อยู่ไม่ได้เมื่อแข่งขันกับธุรกิจหรือจำเป็นต้องลงทุน เราจะตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งนะครับ มีอาจารย์สุกัญญา สุดบรรทัด จะทำหน้าที่ ในการศึกษาและจะเอาเรื่องนี้เข้ามาศึกษาต่อว่าเราจะสร้างหนังสั้น ภาพยนตร์สั้นอย่างไร ที่ช่วยสร้างคน สร้างชาติให้ได้ตามที่สมาชิกคาดหวังนะครับ พ.ร.บ. ภาพยนตร์มีอยู่แล้ว เพียงพอไหม ก็อาจจะต้องหยิบขึ้นมาดูให้มากขึ้น มีการพูดเรื่องการปกป้องข้อมูลที่เป็นพิษ มาจากต่างประเทศหรือมาจากภายนอกเพื่อปกป้องเยาวชนหรือเด็กของเรานะครับ อันนี้เป็น เรื่องดีมาก ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. ความผิดว่าด้วยคอมพิวเตอร์และกำลังมีการแก้ไข ล่าสุดมี พ.ร.บ. สื่อลามกอนาจารสำหรับเด็กและเยาวชนนะครับ จะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีเป้าหมาย ชัดเจนที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนจากสื่อลามก อันนี้ต้องขอบคุณสมาชิกนะครับ แล้วก็ยินดี รับข้อมูลของสมาชิก สปช. คุณเทียนชัยมาศึกษา แล้วก็มาทำให้เป็นรูปธรรมต่อไปนะครับ มีการพูดเรื่องสื่อถูกครอบงำจากรัฐ การกำกับกันเองเป็นไปได้ไหม อันนี้เราก็พูดไว้เยอะแล้วนะครับ มีการพูดเรื่องข้อมูลที่ไม่จริงในโซเชียล มีเดียทั้งหลายนะครับ จะมีกลไกอะไรจัดการ สิ่งที่ กรรมาธิการคิดกันมากเรื่องนี้ เพราะมันมีเส้นแบ่งบาง ๆ ก็คือเสรีภาพในการแสดงออกของ ประชาชน ถ้าเราไปทำมากไปกระทบเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน สิ่งหนึ่งที่ทำได้และ ต้องทำและต้องร่วมกันทำคือการรู้เท่าทันสื่อ กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศให้ความสำคัญกับประชาชนในการรู้เท่าทันสื่อก่อนกดแชร์ กดไลค์ (Like) ต้องรู้ ต้องอ่าน ไม่ใช่เห็นปั๊บกดเลย สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้น แล้วก็สมาคมผู้ผลิต สื่อออนไลน์ซึ่งอยู่ในเครือข่ายวิชาชีพก็ได้วางแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ว่าจะทำอย่างไรให้มี ความรับผิดชอบต่อจริยธรรมของคนใช้สื่อออนไลน์หรือการแสดงออกบนสื่อออนไลน์นะครับ อันนี้ก็ต้องเป็นมาตรการทางสังคมที่ต้องช่วยกันรณรงค์ก่อนกดไลค์ กดแชร์ ต้องรู้เท่าทันสื่อ ไม่ใช่คุณกดอะไร ล่าสุดมีการฟ้องร้องกันแล้วนะครับ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์รวมตัวกัน ฟ้องร้องคนที่ก๊อบปีข่าว ละเมิดลิขสิทธิ์ในการใช้ข้อมูลข่าวสาร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิด มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประชาชนรู้เท่าทันสื่อนะครับ มีการพูดเรื่องสื่อท้องถิ่น ศักดิ์ศรีสื่อมวลชน ท้องถิ่น มีการพูดเรื่องสภาวิชาชีพของสื่อท้องถิ่นที่ต้องส่งเสริมให้เกิดการกำกับกันเอง ทางด้านจริยธรรม อันนี้กรรมาธิการเองก็ได้ไปรับฟังความเห็นที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่จังหวัดสงขลา สื่อมวลชนในท้องถิ่นพวกเขาก็คือสื่อมวลชน พวกเราไป เจอสื่อมวลชนจำนวนมาก ทุกคนอ้างว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนแต่ดูเหมือนจะห่างไกล จากส่วนกลางไป เราจะทำอย่างไรที่จะไปลงส่งเสริม มีการส่งเสริม มีการส่งเสริมให้พวกเขา รวมตัวกัน ส่งเสริมให้เขากำกับกันเองด้านจริยธรรม อยู่ในส่วนกลางอย่างเดียวเอื้อมมือไปไม่ถึง เรามีสื่ออยู่ทั่วประเทศเยอะมาก อันนี้จะทำอย่างไร กลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งชุดของคุณวสันต์ ซึ่งตั้ง อนุกรรมาธิการอยู่แล้วก็จะนำไปคิดต่อนะครับ มีการพูดเรื่องพื้นที่สาธารณะบนสื่อมวลชนน้อยลงไป อันนี้เป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องที่กรรมาธิการตระหนักมากเพราะว่ามีพันธกิจหนึ่งเราต้องเพิ่ม พื้นที่สาธารณะสำหรับการแลกเปลี่ยนส่งผ่านข้อมูลข่าวสารของประชาชนบนสื่อมวลชน ให้เพิ่มขึ้น มีการแยกแยะกลุ่มผู้บริโภคสื่ออย่างชัดเจน ความคิดเห็นของอาจารย์ชาติชาย มีประโยชน์มากนะครับ เราจะจัดดุลความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้บริโภคสื่อต่าง ๆ แล้วก็วางกลไก เหล่านี้อย่างไร แต่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในทางปฏิบัติ เพราะว่าประชาชนเองก็คิดว่าตัวเอง ก็มีเสรีภาพที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ทำอย่างไรให้รู้เท่าทันสื่อนะครับ ดุลยภาพระหว่างรัฐ สื่อมวลชน ประชาชนและผู้บริโภค การแยกแยะผู้บริโภคให้ชัดเจน การคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ ที่ถูกสื่อละเมิด โดยเฉพาะด้านสินค้าโฆษณา กรรมาธิการปฏิรูปสื่อเองก็ให้ความสำคัญแล้วก็ กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคเองก็ได้ศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะว่าเราจะมีกลไกอะไรที่จะ คุ้มครองผู้บริโภคสื่อไม่ให้ผู้บริโภคสื่อถูกละเมิดแล้วก็เอาเปรียบในเรื่องสินค้าบริการทั้งหลาย ทั้งแหล่ มีการพูดเรื่องคิวอาร์ โคด เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่กรรมาธิการปฏิรูปสื่อจะได้นำไปคิด แล้วก็ต่อยอดให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เรายังมีเวลาไม่กี่เดือนที่จะทำเรื่องเหล่านี้ต่อนะครับ แล้วก็ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้ตั้งอนุเพื่อรองรับกรอบความคิดเหล่านี้นะครับ อนุชุดหนึ่งก็คือ องค์กรวิชาชีพสื่อมีคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เป็นประธาน กำลังทำอยู่ ชุดอาจารย์พนากำลังศึกษา เรื่ององค์กรกำกับทั้งหมดนะครับ เขาตั้งอนุชุดใหม่ขึ้นมา ลงรูปธรรมเลยว่าจะทำอย่างไร จะปฏิรูป กสทช. อย่างไร ชุดอาจารย์สุกัญญาจะสร้างสื่อสร้างสรรค์ สื่อทางเลือก สื่อชุมชน เพิ่มพื้นที่สื่อสาธารณะได้ด้วยวิธีการไหน อย่างไร นี่คือทิศทางของกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมจึงอยากเชิญชวนสมาชิก สปช. ประชาชน แล้วก็พี่น้องสื่อมวลชนของเราเข้ามาร่วมกับกระบวนการปฏิรูปสื่อเพื่อทำให้สื่อสารมวลชน เป็นของประชาชน สื่อสารข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ของประชาชนนะครับ ผมขอบคุณท่านประธานนะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ ท่านประธาน

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

ขอสรุปแล้วก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิก ท่านประธานที่กรุณาให้พวกเราได้มีโอกาสได้มาเสนอรายงานในครั้งนี้ ต้องขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดดี ๆ แล้วก็มีข้อเสนอแนะที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ที่จะนำไป ใช้ประกอบในเรื่องของการฮาว ทู (How-to) ต่อไป โอเปอเรชัน ดีไซน์ (Operation design) เราก็ดีไซน์กันไป ๙๕ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์ที่อยากจะเอามาเติมเต็ม ให้เพียงพอในครั้งนี้ว่าเราจะเขียนอย่างไร ให้มันสมบูรณ์ที่สุดนะครับ อันนี้ก็เรียนให้ ท่านสมาชิกทราบ ท่านประธานครับ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน การปฏิรูปสื่อคราวนี้ ถ้าสื่อมวลชนไม่มีหลักประกันในเรื่องความเป็นอิสระหรือเสรีภาพก็จะทำให้การปฏิรูปนี้ ก็ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ แต่ถ้าสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพหรือว่ามีอิสระ ความมีอิสระเสรีภาพแล้ว สิ่งที่เขาจะดำเนินการหรือว่าสิ่งที่เขาจะปฏิบัติหน้าที่ของเขานี่ต้องอยู่บนความรับผิดชอบด้วย ถ้า ๒ สิ่งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นไปอย่างสมบูรณ์จริง ๆ แล้วการปฏิรูปก็อาจจะไม่ต้องไป ปฏิรูปอะไรมากมาย แต่สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าประชาชนก็ต้องได้มีส่วนร่วมในเรื่องการรับรู้ เรื่องของการกำกับดูแล ทั้งส่งเสริมและเป็นส่วนที่ต้องเฝ้าระวังสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ อยู่ด้วย ถ้าประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ประชาชนใช้สื่ออย่างเข้าใจในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและ ความรับผิดชอบว่าเมื่อไรก็ตามที่ใช้สื่อ เมื่อไรก็ตามที่ท่านเอาสื่อเป็นเครื่องมือ แล้วท่าน ไม่รับผิดชอบนั่นก็แสดงว่าท่านขาดความเข้าใจ แต่ถ้าท่านเข้าใจ ท่านรู้ว่าการใช้สื่อใด ๆ ก็ตามนั้น ท่านตระหนักอยู่เสมอว่ามันเป็นเรื่องของเสรีภาพและความรับผิดชอบร่วมกัน เช่นเดียวกันกับการประกอบอาชีพสื่อมวลชนเหมือนกัน ตรงนี้ก็จะทำให้บ้านเมืองมีความสุข ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะไม่ต้องปฏิรูปกันอย่างนี้

ผมเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เราได้พยายาม อย่างเต็มที่ในการที่จะมองหาหนทางในเรื่องของการที่จะทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารตามสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนนั้นเป็นไปอย่างมีเสรีภาพ มีความครบถ้วนรอบด้าน แล้วก็นำเสนออยู่ บนพื้นฐานของความจริง ซึ่งตรงนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความเป็นสุข แล้วก็ทำให้สังคม มีความสงบสุขต่อไป ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ และขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นดี ๆ ต่าง ๆ แล้วเราจะเอาสิ่งที่เป็นข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปประกอบ ในเรื่องของการปฏิรูปหรือประกอบในเรื่องของการเขียนโอเปอเรชัน ดีไซน์ กันต่อไป ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดำเนินการของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้ง ๓ วาระปฏิรูปแล้ว คือวาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ และทั้งนี้ท่านยังได้รับทราบความเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำไป เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไปค่ะ เป็นอันจบการพิจารณาในวาระปฏิรูปที่ ๓๒ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ นะคะ ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ดิฉันใคร่อยากจะขอเรียนแจ้งเพิ่มจากเมื่อเช้านี้ ซึ่งได้ชี้แจงไปแล้วเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นควรให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจาก ต่างประเทศด้านการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องของ การจัดทำรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปภายหลังวิกฤติของประเทศและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางการเมืองนะคะ เพื่อมาให้ประสบการณ์และความเข้าใจในการพัฒนาและการปฏิรูป ประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยคำนึงถึงสภาพและความเหมาะสม ของประเทศไทยนั้น บัดนี้คณะทำงานดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การจัดทำรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปได้เห็นควรให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเทศไทย ๓ ครั้งด้วยกัน ครั้งที่ ๑ เรื่องถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูป ประเทศในระบอบประชาธิปไตย เป็นกรณีศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดย โปรเฟสเซอร์ โดมินิค รุสโซ ในวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา นะคะ เมื่อเช้านี้ดิฉันได้แจ้งว่าวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ดิฉันเพิ่งได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการว่า ทางผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเชิญมีปัญหาเรื่องของการเดินทางเล็กน้อย คือได้ตั๋ว คงจะมาได้ แล้วก็พูด ในวันที่ ๒๒ แทนวันที่ ๒๑ นะคะ ซึ่งพรุ่งนี้เราจะมีหนังสือแจกให้ท่านเพื่อที่จะให้ท่านเช็ก (Check) ว่าท่านจะไปวันไหนได้บ้างนะคะ

ครั้งที่ ๒ เรื่องถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤติทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกันค่ะ เป็นกรณีศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐ ฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน โดย โปรเฟสเซอร์ ไมเคิล ทรูเปอร์ ในวันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา

ส่วนครั้งที่ ๓ เรื่องเดียวกันคือถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมือง สู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นกรณีศึกษาของประเทศเยอรมนีค่ะ โดย โปรเฟสเซอร์ อูลริช คาร์เพน เป็นวันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา เช่นเดียวกัน ที่ห้องประชุมใหญ่กระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นพรุ่งนี้จะแจกให้ แล้วท่านกรุณาเช็กกลับมา ซึ่งท่านคืนพรุ่งนี้เลยนะคะ เพื่อที่จะจัดที่นั่ง ให้กับท่านค่ะ การประชุมจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่จะมีการแปลเป็นหูฟัง คือเป็นการแปลทันที โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาเช่นเดียวกัน ส่วนคำถามที่ท่านจะถามนั้นจะเป็นคำถามที่จะ รวบรวมจากท่านอีกครั้งหนึ่งนะคะว่าท่านจะถามกับวิทยากรท่านไหนในวันไหน แล้วก็จะ รวบรวมอีกทีหนึ่งค่ะ จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านได้จัดเวลาสำหรับการเข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้ ทั้ง ๓ ครั้ง ท่านจะไปได้วันไหนท่านกรุณาแจ้งด้วยค่ะ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ดิฉัน ขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๒๒ นาฬิกา