สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด เสนอแนวคิดการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน เพื่อสร้างสังคมที่มีความสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพบนความรับผิดชอบของสื่อมวลชน และกลไกที่จะป้องกันการแทรกแซงสื่อและการครอบงำสื่อ พร้อมเสนอให้มีกฎหมายป้องกันการถูกแทรกแซง และกลไกการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ

ขอบคุณค่ะ ท่านจุมพล แล้วก็กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ จากที่ท่านประธาน จุมพลได้กล่าวไปแล้วก็จะนำมาสู่พิมพ์เขียวของการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนทั้งระบบ ซึ่งเรา จะเห็นผลภายใน ๑ ทศวรรษข้างหน้า โดยดิฉันจะได้ให้ภาพรวมของพิมพ์เขียวที่ว่านั้น ด้วยกรอบความคิดโดยสรุปคือเรื่องของประชาชน วงแหวนและกลไก โดยภาพสรุปแล้วจะมีอยู่ ๓ ประเด็นที่สำคัญด้วยกัน ขอภาพวงแหวนและกลไกเลยค่ะ จะต้องขึ้นมาด้วยภาพของ ประชาชนก่อนนะคะ ขอภาพประชาชนก่อนค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ภาพไม่ค่อยเห็นชัด เท่าไรนะคะ แต่ว่าเป็นภาพที่สวยงามมาก เป็นรูปของเด็กผู้หญิงใส่ผ้าถุงค่ะ ซึ่งภาพเด็กผู้หญิง ที่ใส่ผ้าถุงนี้ ศิลปินแห่งชาติคือท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ท่านเป็นผู้วาดให้ โดยใช้เวลาเพียง ๑๐ นาทีนะคะ แต่ว่าเป็นภาพที่สวยงามแล้วก็สื่อความหมายเป็นอย่างดี จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ใส่ผ้าถุงเป็นภาพตัวแทนของประชาชน ถ้าภาพชัดเจนกว่านี้อีกนิดหนึ่งเราไม่กล้า ไปตกแต่งมากนักนะคะ เพราะว่าเป็นฝีมือเขียนของศิลปินแห่งชาติไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่ว่าก็ จะอธิบายให้ฟังว่าในอ้อมแขนของเด็กผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเธอเป็นภาพตัวแทนของประชาชน เธออุ้มนกพิราบตัวหนึ่ง ซึ่งนกพิราบตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของสื่อเสรี สื่อเสรีนั้นเป็นข้อกำหนด ของการสื่อสารมวลชนของโลกว่าสื่อจะต้องมีเสรีภาพ ถามว่าสื่อจะมีเสรีภาพเพื่ออะไร สื่อมี เสรีภาพเพื่อที่จะนำเสรีภาพนั้นไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบเพื่อที่จะรับใช้ประชาชน สื่อจะ เป็นผู้รับใช้ผู้เดียวคือรับใช้ประชาชนนะคะ เพราะฉะนั้นเด็กผู้หญิงคนนี้ก็โอบอุ้มนกพิราบที่มี เสรีภาพตัวนี้อยู่ด้วยความหวังว่านกพิราบตัวนี้จะนำความจริงมามอบให้แก่เธอ แต่ถ้าเราดู ภาพนี้ให้ชัด ๆ ก็จะเห็นว่าภาพผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างเศร้า แล้วก็สายตาก็จะหลุบลงต่ำมองไปที่ นกพิราบตัวนี้ เธอไม่ค่อยแน่ใจเนื่องจากว่าช่วงประมาณทศวรรษที่ผ่านมาสื่อมีปัญหาในเรื่อง ของการนำเสนอข่าวสาร เด็กผู้หญิงคนนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าสื่อนั้นได้นำเสนอความจริงให้แก่เธอ อย่างครบถ้วนหรือเปล่าสื่อทำเพื่อประชาชนหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วสื่อทำเพื่ออย่างอื่น สื่อทำเพื่อตัวเองหรือเปล่า หรือเพื่ออะไรที่มิใช่ประชาชนหรือเปล่า ด้วยคำถามอย่างนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้สร้างกรอบของ การปฏิรูปขึ้นมา ซึ่งเราเชื่อว่าด้วยกรอบแห่งการปฏิรูปนี้จะทำให้ระบบการสื่อสารมวลชน ที่เราจะเห็นในอีก ๑ ทศวรรษข้างหน้าได้เป็นระบบการสื่อสารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนะคะ

ขอภาพของวงแหวนและกลไกนะคะ ในภาพนี้เราจะเห็นวงแหวนที่ล้อมรอบ กลไกที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นว่าสังคมของเราในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เริ่ม ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา มันไม่ใช่เป็นสังคมที่แข็งกระด้างเหมือนก้อนหินอย่างที่มันเคย เป็นมาในอดีต มันไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรที่ชัดเจนที่ทุกคนจะต้องเชื่อตามกันไปเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในศตวรรษที่ ๒๑ เนื่องจากว่ามันมีลักษณะเป็นสังคมที่เลื่อนไหล คล้าย ๆ กับน้ำนะคะ มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันเลื่อนไหลไปเหมือนน้ำ เมื่อเป็นอย่างนี้ถ้ากรอบคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นกรอบคิดที่แข็งกระด้างเหมือนก้อนหิน มันก็จะเป็นเหมือนการที่เราโยน ของแข็งลงไปในน้ำ และมันก็จมหายหรือมันก็ละลายหายไปในที่สุด แล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์โพดผล อะไรขึ้นมามากนัก ดังนั้นสิ่งที่เราคิดจึงเป็นกรอบความคิดที่เลื่อนไหลไปตามกระแสน้ำ เราจะต้องพลิกผันตัวของเราเองไปตามสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการการปรับเปลี่ยนตัวทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งกำลังก้าวไกลก้าวไปอย่างรวดเร็ว เราจะ เห็นโลกแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งบางทีอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเราอาจจะเริ่มงุนงงในฐานะที่เราเป็นคนแก่เราจะไม่เข้าใจว่าขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้น ในสังคมนี้ เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน นี่คือเงื่อนไข ประการแรกที่เราอยากจะชี้แจงให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่าเรากำลังสร้างกลไกที่มันเลื่อนไหลไป ควบคู่ไปกับกระแสน้ำ ควบคู่ไปกับวงแหวนที่ล้อมรอบตัวมันอยู่

ดิฉันจะอธิบายถึงวงแหวนนะคะ วงแหวนแรกก็เป็นวงแหวนของการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยีตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป สื่อขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากระบบ แอนะล็อก (Analog) สู่ระบบดิจิทัล (Digital) จากเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดใหญ่ แล้วก็เคลื่อน ไปไหนไม่ได้ ขณะนี้เราก็เห็นแล้วว่าด้วยมือถืออันเล็ก ๆ เรามีทั้งโทรทัศน์ มีทั้งวิทยุ แล้วก็มี ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือถืออันเล็ก ๆ อันนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค แอนะล็อกไปสู่ยุคของดิจิทัล ซึ่งคณะกรรมาธิการได้คำนึงถึงในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มันเป็น วงแหวนเส้นที่ ๑ ที่เราคำนึงถึงคือการคำนึงถึงภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปนะคะ นอกจากความเปลี่ยนแปลงจากระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลแล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการหลอมรวมการให้บริการ มันเป็นการหลอมรวมการบริการของสื่อสาร โทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต (Internet) และการแพร่ภาพกระจายเสียง ระบบการให้บริการเหล่านี้ มันเกิดการหลอมรวมกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นสื่อออนไลน์อย่างหนังสือพิมพ์เสียงปฏิรูป ซึ่งมันขึ้นมาในโทรศัพท์มือถือ อันนี้ก็เป็นลักษณะของการหลอมรวมการให้บริการ ซึ่งเราได้ เห็นกันอยู่ในขณะนี้แล้ว

และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในระบบการสื่อสารมวลชนของชาติในขณะนี้ คือการหลอมรวมระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ แต่เดิมผู้ส่ง ก็คือสื่อต้องมีสถานีโทรทัศน์ ต้องมีสถานีวิทยุ ต้องมีสำนักพิมพ์ ใครที่จะมาผลิตสื่อเป็นเรื่องที่ ยากเย็นแสนเข็ญมาก แต่ขณะนี้เราทุกคนสามารถที่จะผลิตสื่อได้ เด็ก ๆ เข้าไปในเว็บไซต์ เข้าไปในระบบออนไลน์ เขาก็สามารถที่จะสร้างหนังสือพิมพ์ออนไลน์ขึ้นมาได้ สามารถที่จะ แสดงความเห็นทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมาได้ มันเกิดการหลอมรวมระหว่างผู้ส่งกับผู้รับนะคะ เพราะฉะนั้นแต่เดิมสื่อมวลชนซึ่งเคยเป็นเกทคีพเปอร์ (Gatekeeper) เป็นนายประตูข่าวสาร เป็นคนกรองว่าจะนำเรื่องใดไปเสนอต่อประชาชน บัดนี้ประชาชนไม่แคร์ (Care) เกทคีพเปอร์ อีกต่อไป ประชาชนสามารถที่จะเขียนแล้วก็แสดงความคิดเห็นลงไปในระบบสื่อออนไลน์ได้ อันนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก นี่คือภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นประการแรก

ประการที่ ๒ เป็นวงล้อที่ก้าวไปข้างหน้าหมุนเวียนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเผื่อว่าท่านดูในจอจะเห็นได้ว่าในวงแหวนนั้นมีลูกศรอยู่ ลูกศรนั้นแสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ ของสื่อและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันกำลังเคลื่อนที่เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไป โดยที่เรา ไม่ทราบว่ามันจะมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ตรงไหน นอกจากในเรื่องของการหลอมรวมสื่อแล้วเรายัง ต้องคำนึงถึงพันธกิจการปฏิรูปสื่อมวลชนและสารสนเทศ ซึ่งท่านประธานจุมพลได้กล่าว ไปแล้วทั้ง ๑๑ ด้าน ในขณะที่เราไปจัดการตามภูมิทัศน์สื่อ เราก็ต้องคำนึงด้วยว่าพันธกิจของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นเราจะเดินไปอย่างมีระบบ ภายใต้ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมหาศาล และ

ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของประชาชน ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องสร้าง พลเมืองที่รู้เท่าทันสื่อ พลเมืองต้องไม่ยอมอยู่เป็นพลเมืองที่พาสซีฟ (Passive) แล้วแต่ว่าเขา จะนำเสนออะไรพลเมืองก็รับฟัง แต่ความจริงพลเมืองจะต้องแอคทีฟ (Active) พลเมือง จะต้องรู้เท่าทันสื่อ แล้วต้องรู้ว่าสื่อนั้นมีหน้าที่ที่จะรับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่อง ของประชาชนนะคะ เราจะต้องมีบทบาทที่จะมอบให้ประชาชน ทั้งบทบาทในเชิงลบและ บทบาทในเชิงบวก บทบาทในเชิงลบก็คือการเฝ้าระวังสื่อไม่ให้ทำสิ่งที่บิดเบือนไปจากภาระหน้าที่ เพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นสื่อจะต้องถูกระแวดระวังโดยประชาชน และนอกจากนั้นประชาชน ยังจะต้องมีบทบาทในเชิงบวกก็คือการคอยเฝ้าระแวดระวังมิให้รัฐและทุนเข้ามาแทรกแซงสื่อ อีกด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนจะมีบทบาทหน้าที่ทั้งในเชิงลบและในเชิงบวก ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ กรอบปฏิรูปของเรานั้นทั้งหมดทั้งปวงได้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย มีเส้นรอบวงทั้ง ๓ เส้น หมุนไป ข้างหน้าโดยที่มีกลไกผลักดัน ๓ กลไกด้วยกัน มีกลไก ๓ ชุดด้วยกันที่เข้ามาผลักดัน

กลไกแรกก็คือกลไกเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เนื่องจากว่าการปฏิรูปของเรานั้น เป็นการปฏิรูประบบการสื่อสารเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นกลไกแรกก็คือกลไกของเสรีภาพ บนความรับผิดชอบ ซึ่งในระบบนี้ก็จะประกอบด้วยกฎหมายจะต้องมีกฎหมายที่อำนวยเสรีภาพ ให้แก่สื่อมวลชน แต่ว่าในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ต้องตระหนักด้วยว่าตนนั้นมีความรับผิดชอบ ต่อประชาชน ดังนั้นโดยภาระหน้าที่ของสื่อเพื่อที่จะมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบนั้น นอกจากจะมีเฮด (Head) แล้วยังต้องมีฮาร์ท (Heart) อีกด้วย เฮดนั้นก็คือการทำหน้าที่ ทั้งหลายทั้งปวง มีการพิจารณา มีการวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อที่จะนำเอาความจริงไปมอบให้แก่ ประชาชนเนื่องจากว่าความจริงนั้นเขาบอกว่ามันไม่ใช่ลูกพีชหรือลูกแอปเปิ้ลที่เกาะอยู่บนกิ่งก้าน แล้วรอให้คนมาเด็ด สื่อมวลชนไม่ได้มีหน้าที่ไปคอยเด็ดเอาลูกแอปเปิ้ล แต่สื่อมวลชนจะต้อง ถือไฟฉายแล้วก็ไปสอดส่องดูตามพุ่มไม้ต่าง ๆ เพื่อที่จะมองว่าความจริงนั้นมันซ่อนอยู่ที่ตรงไหน และนำเอาความจริงนั้นไปเสนอต่อประชาชน นั่นก็คือสื่อมวลชนนั้นจะต้องมีศรัทธาต่อภาระหน้าที่ ของตัวเอง มีศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ระบอบของสื่อในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น สื่อมวลชนนั้นจะต้องมีทั้งเฮดและฮาร์ทอันนี้คือกลไกประการแรกที่จะขับเคลื่อนไป

กลไกประการที่ ๒ ก็คือกลไกการป้องกันการแทรกแซงสื่อและการครอบงำสื่อ ในกลไกนี้ก็จะมีกฎหมายที่ป้องกันการแทรกแซงครอบงำจากรัฐและทุน เนื่องจากว่าสถานการณ์ ที่ผ่านมาทั่วโลก รัฐอยากที่จะเข้ามาแทรกแซงสื่อเพื่อภาพลักษณ์ของตัวเองหรือเพื่ออะไรก็ตาม รัฐคอยจะหาช่องทาง หาโอกาสเข้ามาแทรกแซงสื่อ ในขณะเดียวกันทุนก็คอยหาช่องทาง ที่จะแทรกแซงสื่อแล้วก็ครอบงำสื่อด้วยเช่นเดียวกันก็จะมีกฎหมายที่จะมาป้องกันการแทรกแซงสื่อ โดยรัฐและทุน

ประการต่อมาก็คือการดูแลสวัสดิภาพของสื่อ เนื่องจากว่าสื่อนั้นมีหน้าที่ที่จะ ไปแสวงหาความจริงให้แก่ประชาชน ดังนั้นสื่อก็จะต้องถือไฟฉายแล้วก็เที่ยวลดเลี้ยวมองไป ตามพุ่มไม้ต่าง ๆ เพื่อที่จะแสวงหาความจริง ตรงนั้นสื่ออาจจะเกิดอันตราย เพราะฉะนั้นเรา ก็จะให้มีกฎหมายที่ป้องกันสวัสดิภาพของสื่อมวลชนด้วย ให้สื่อมีกำลังใจการที่จะปฏิบัติ หน้าที่เพื่อประชาชน และในขณะเดียวกันทางประชาชนก็จะต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้สื่อถูก แทรกแซงด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนกลไกประการที่ ๓ คือกลไกของการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ

ประการแรก ก็คือต้องมีกฎหมายแน่นอนนะคะ แต่เราจะไม่ให้กฎหมาย เป็นเพียงอย่างเดียวที่เข้ามาปฏิรูปสื่อ เพราะว่าได้พูดแล้วว่าเราจะใช้ทั้งเฮด และฮาร์ท เราจะต้องช่วยกันปลูกฝังจิตสำนึกของสื่อมวลชนด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกันเราก็จะให้มี การกำกับสื่อมวลชนนะคะ การกำกับนี้ไม่ใช่เป็นการกำกับโดยรัฐดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเรา พยายามที่จะป้องกันไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เพราะฉะนั้น กลไกแรกของเราก็คือการที่จะให้สื่อนั้นได้กำกับกันเองนะคะ ซึ่งในเบื้องต้นเท่าที่ได้คุยกัน ในคณะกรรมาธิการก็คือการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ตอนนี้เป็นการตั้งเอาไว้ลอย ๆ ก่อน แล้วเราจะค่อย ๆ ปรึกษาหารือกัน ทั้งในคณะกรรมาธิการเองแล้วก็การปรึกษาหารือกันกับ บรรดาสื่อมวลชนซึ่งเป็นเพื่อนของเรา เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ มันไม่ใช่เป็นสภาที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับราชการ ทำอย่างไรจะให้เป็นสภากำกับดูแลที่มี ประสิทธิภาพแล้วก็เป็นที่ยอมรับในบรรดาพี่น้องสื่อโดยทั่วไป ก็คือเราจะต้องมีการกำกับ กันเองในวิชาชีพสื่อ มีการกำกับโดยองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ ก็คือ กสทช. ซึ่งตรงนี้ ท่านอาจารย์พนาจะได้พูดต่อไป จะมีการกำกับโดยภาคประชาชนซึ่งอาจจะอยู่ในรูปต่าง ๆ จากการที่ประชาชนนั้นได้รู้เท่าทันสื่อ เขาก็จะคอยเฝ้าระวัง แล้วในขณะเดียวกันก็คอย ปกป้องคุ้มครองสื่อในขณะเดียวกันด้วยนะคะ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ ตนเองโดยสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน หรือจะโดยองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ หรือโดยภาคประชาชน ทั้งหมดนี้ก็จะมีเส้นทางที่สัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องแล้วก็ต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นแล้ว ก็นำไปสู่ภาพสุดท้าย คือภาพของพลเมืองเป็นภาพพลเมืองที่ขออนุญาตแปลงจากภาพของ ท่านอาจารย์ปรีชานะคะ เมื่อกี้หลับตา ตอนนี้เธอลืมตา เพราะเธอเริ่มที่จะเห็นความหวัง เธอติดปีกแล้วเธอก็เริ่มมองขึ้นไปบนฟ้า มองเห็นความหวังว่าต่อไปนี้ประชาชนจะได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วถ้วนนะคะ จะในระดับใดมากน้อยเพียงใดก็ตามแต่เธอก็เริ่มมีความหวัง นกพิราบก็จะติดปีกแห่งเสรีภาพความรับผิดชอบและการกำกับดูแลก็จะพากันโบยบินไป เพื่อที่จะช่วยกันสร้างสังคมที่มีความสุข ประชาชนและสื่อมวลชนก็จะจับมือกันเพื่อที่จะสร้าง สังคมที่ดีงามและสังคมที่มีความสุข และเราก็มุ่งหวังที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ในอนาคต สื่อจะต้อง ทำงานเพื่อประชาชน มิใช่ทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ใช่ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่สื่อจะต้องทำงานเพื่อประชาชน ในรายละเอียดดิฉันจะขอให้คุณวสันต์ได้อธิบายต่อนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะที่ให้โอกาส