สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

จุมพล รอดคำดี แสดงรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของสื่อและเรื่องการกำกับดูแลสื่อ จุดมุ่งหมายเพื่อหาจุดที่เป็นจุดที่เรียกว่า เป็นจุดคานงัด เมื่อสื่อได้รับหลักประกันสิทธิเสรีภาพมีหลักประกันแท้จริงหรือไม่ และการปฏิรูปสื่อเพื่อมาตรฐานคุณภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สาธารณะ

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายจุมพล รอดคำดี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จะขอนำเสนอรายงานการศึกษาในเรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง ๓ วาระรวดเลยนะครับ ซึ่งในการศึกษาของเรานี้ก็ได้มีการจัดลำดับในเรื่องของการศึกษาโดยเราดูในเรื่องของวาระ ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบเป็นอันดับแรก

อันที่สอง เป็นเรื่องการป้องกันการแทรกแซงสื่อ และ

อันที่สาม เป็นเรื่องของการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งในการทำงานในครั้งนี้เราก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมา ๓ ชุดแล้วก็ได้มีการดำเนินการในแต่ละหัวข้อ ซึ่งจะเป็นเรื่องของ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เรื่องของการกำกับดูแลโดยภาคประชาชน และรวมทั้ง การป้องกันการแทรกแซงสื่อ ตลอดจนการกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับอำนาจ ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีนะครับ การดำเนินการของเราเราก็ได้ตอบคำถามในเรื่องของที่เป็น วาระในการปฏิรูปในครั้งนี้ทั้ง ๓ เรื่อง ในการนำเสนอในครั้งนี้ผมขออนุญาตท่านประธานนอกจากผมนำเสนอแล้ว ก็มีศาสตราจารย์ กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ร่วมเสนอในครั้งนี้ด้วยนะครับ ก่อนอื่นผมอยากเรียนอย่างนี้นะครับว่า ก่อนที่จะเริ่มในเรื่อง ของการนำเสนออยากจะให้ท่านได้ชมคลิปวิดีโอ (Clip video) ที่เราได้ตัดต่อ แล้วก็เพื่อที่จะ เป็นการนำเสนอในครั้งนี้เพื่อให้ท่านได้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เป็นที่ไปที่มาของการปฏิรูป ในครั้งนี้ด้วย ขอให้ท่านได้ชมวิดีโอ (Video) ก่อนครับ ขอบคุณครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

นั่นก็เป็นการเปิดฉากในเรื่อง ของการที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันว่าปัญหาของสังคมนี้เป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดจากสื่อที่เราได้พูด ถึงกันมาโดยตลอด และเราอยากจะเรียนให้ทุกท่านได้ทราบด้วยนะครับว่าเรื่องของสื่อนั้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเองอาจจะไม่สอดคล้องกับจริยธรรมจรรยาวิชาชีพ ที่กำกับอยู่ ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปในครั้งนี้ก็คือการกำกับดูแล ในเรื่องของความรับผิดชอบของสื่อเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นแนวทาง ในการที่เรานำมาซึ่งการปฏิรูปเพื่อที่จะหาจุดที่เป็นจุดที่เรียกว่า เป็นจุดคานงัด เมื่อสื่อได้รับ หลักประกันสิทธิเสรีภาพมีหลักประกันแท้จริงหรือไม่

อันที่ ๒ เมื่อได้รับสิทธิเสรีภาพไปแล้วสื่อมีความรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่

อันที่ ๓ ประชาชนผู้ที่มีสิทธิในการที่จะเข้าถึงข่าวสารหรือการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้านเป็นไปได้อย่างจริงจังหรือไม่ และจะกำกับดูแลสื่อด้วยกัน อย่างไร ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมตรงนี้ได้อย่างไรหรือไม่นะครับ มันเป็นคำถามที่ การปฏิรูปของเราในครั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบนะครับ ผมก็อยากจะขอเรียนว่า ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของเราก็ได้มี การกำหนดวิธีคิด วิธีการดำเนินการเพื่อที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้โดยกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูป แล้วก็ เมื่อมีวิสัยทัศน์เสร็จแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปตามวิสัยทัศน์นั่นก็คือพันธกิจ ถัดมาก็คือว่า เราจะมีกรอบความคิดรวบยอดอย่างไร คือ คอนเซ็พชวล ดีไซน์ (Conceptual design) ที่เราได้ถูกกำหนดมาว่าเราจะต้องคิดในเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะดำเนินการอย่างไร กระผมขอเริ่มเรื่องของวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบการสื่อสารไว้ก่อนเลยนะครับว่า สื่อสารมวลชนเราได้มีข้อตกลง อันนี้ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมาธิการ แล้วก็ตกลงว่า จะเขียนวิสัยทัศน์ดังต่อไปนี้นะครับ “สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย ต้องมีมาตรฐานคุณภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพควบคู่กับ จริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเป็นที่เชื่อถือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึง ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ เข้าถึง เท่าทันสื่อ และมีส่วนในการสื่อสารที่สร้างสรรค์” นั่นก็เป็น สิ่งที่เราเห็นว่าในการปฏิรูปคราวนี้เราจะต้องให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของสื่อสารมวลชนหรือสื่อมวลชนในการทำงานเพื่อที่จะได้นำเสนอข่าวสารได้ครบถ้วน ถูกต้องรอบด้านนะครับ แล้วก็เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของประชาชนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และนอกจากนั้นแล้วประชาชนเองก็ควร จะต้องมีโอกาสเข้าถึงสื่อ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นได้อย่างง่าย แล้วก็ต้องรู้เท่าทันสื่อด้วย รวมทั้งมีส่วนในการที่จะใช้สื่อนั้นอย่างสร้างสรรค์ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่เราได้กำหนดขึ้นนะครับ

ต่อมาในพันธกิจเราก็ได้คิดร่วมกันว่าพันธกิจนั้นควรจะมีอะไรบ้าง เราก็คิดขึ้นได้มา ๑๑ ประการด้วยกัน

ประการแรก สื่อมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็คงจะเป็นคำตอบที่แน่นอนนะครับว่าในสังคม ประชาธิปไตยของเรา สื่อเรานี้จะต้องทำหน้าที่อย่างไร เพราะสังคมของเราเป็นสังคมที่เลือก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ

ถัดมาพันธกิจข้อที่ ๒ เราจะยกระดับมาตรฐานของสื่อให้มีคุณภาพทั้งด้าน เนื้อหา วิชาการ บุคลากร และเทคโนโลยี นี่ก็หมายความว่ามาตรฐานของสื่อนี้จะต้องได้รับ การรับรองว่ามันมีคุณภาพทั้งทางด้านเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านได้ดูคลิปวิดีโอ ไปแล้วนี่ท่านก็จะสังเกตเห็นได้ว่าเนื้อหานั้นมีหลากหลายมาก มีทั้งขาวหรือดำ มีทั้งดี ไม่ดี มีทั้งสิ่งที่เป็นคำถามหรือเป็นโจทย์ที่อยู่ในใจของประชาชนอยู่เสมอว่ามาตรฐานของสื่อ เป็นอย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง นั่นก็ต้องการที่อยากให้เราได้มีการยกระดับ มาตรฐานตรงนี้ ตลอดจนบุคลากรของสื่อเองก็จะต้องได้มีการพัฒนา ได้มีการเรียนรู้ว่า การทำงานด้านสื่อเพื่อสนองตอบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญอีกอันหนึ่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศก็เป็นเทคโนโลยีที่จะมา สนองตอบในเรื่องของการเลือกรับข้อมูลข่าวสารหรือสนองตอบต่อประชาชนในการที่จะ เข้าถึงข่าวสารได้อย่างง่ายดายว่า เทคโนโลยีก็มีส่วนที่จะส่งเสริมในสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นนะครับ

พันธกิจข้อที่ ๓ สื่อต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพ และสวัสดิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรามองเห็นว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหรือสวัสดิภาพ ของสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าการทำงานของสื่อบางครั้งก็ต้องเสี่ยงภัย บางครั้งก็ต้องต่อสู้ กับบุคคลผู้มีอิทธิพลหรือมีอำนาจต่าง ๆ หลาย ๆ ด้าน ซึ่งทำให้การทำงานนี้อาจจะมีอุปสรรค ไม่สามารถที่จะนำเสนอข่าวสารได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน อย่างที่เราพูดกัน เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพดังกล่าว รวมทั้ง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องเป็นหลักการสำคัญที่จะไม่ถูกบังคับ ไม่ถูกชี้นำ ตลอดจนเรื่องสวัสดิการก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องให้การคุ้มครองหรือว่าให้การช่วยเหลือ แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

พันธกิจข้อต่อไปคือข้อที่ ๔ มุ่งเน้นความหลากหลายในสื่อทั้งเนื้อหา ช่องทาง สื่อสารหรือความเป็นเจ้าของ ผมขอเรียนอย่างนี้ก่อนว่าความหลากหลายในสื่อนี้เป็นสิ่งที่ สำคัญในด้านเนื้อหา โดยเฉพาะด้านเนื้อหา เพราะว่าประชาชนจะได้มีสิทธิในเรื่องของ การเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เพื่อที่ตัวเองจะได้ไปใช้ประโยชน์หรือว่านำไป พินิจพิจารณา เพื่อที่จะดำเนินการในการดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างไร หรือเพื่อที่จะช่วยกัน จรรโลงให้สังคมนี้มีความสงบสุข สันติกันได้อย่างไร อันนี้ก็จะต้องให้มีความหลากหลาย ในเรื่องของเนื้อหาข่าวสารพวกนี้อยู่ด้วย เช่นเดียวกันช่องทางจะต้องมีให้มากขึ้น ตอนนี้เรา จะเห็นว่าคนสามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารต่าง ๆ ได้หลายช่องทางมาก แต่เพียงพอหรือยัง หรือสามารถที่จะรับรู้ข่าวสารได้ครบถ้วนหรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นที่เราจะต้องคิดกัน

ถัดมาคือความเป็นเจ้าของ หมายถึงว่าเมื่อเราดูการทำงานด้านสื่อแล้ว บางครั้ง ประชาชนเองอยากจะสะท้อนถึงปัญหาของตัวเอง อยากจะชี้ถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นความเคลื่อนไหว ของข่าวสารของตัวเองบางครั้งก็ไม่มีช่องทางที่จะทำ เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้โอกาส ประชาชนได้เป็นเจ้าของสื่อได้ด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องบอกว่าต้องมีเฉพาะของคนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ หรือเป็นของรัฐเท่านั้น ต่อไปเราจะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนที่มีความสนใจ ที่อยากจะเป็นเจ้าของสื่อก็สามารถทำได้โดยเฉพาะสื่อชุมชน

ต่อด้วยพันธกิจข้อที่ ๕ เลยนะครับว่าจะส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน และเพิ่มพื้นที่สาธารณะบนสื่อมวลชน สื่อทางเลือกบางทีท่านอาจจะมองประเด็นในสื่อต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะเห็นว่ามีสื่อกระแสหลัก มีวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ แต่ว่าสื่อทางเลือกตรงนี้ก็คือสื่ออื่นที่ไม่ใช่เป็นสื่อที่ผมได้พูดไปเลย หมายถึงสื่อออนไลน์ (Online) สื่อในเว็บไซต์ (Website) สื่อทางด้านช่องทางอื่น ๆ ที่ประชาชนสามารถที่จะ เข้าถึงได้นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสื่อที่เราจะสามารถเลือกได้นะครับ อันนี้ก็อยากจะให้มันมี สิ่งพวกนี้ให้มากขึ้นรวมทั้งสื่อชุมชน ผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับว่าสื่อชุมชนมีความสำคัญ ต่อชุมชนอย่างไร อยากจะให้ชุมชนได้มีโอกาสได้ใช้สื่อ ได้มีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เขา มีปัญหา ในสิ่งที่เขาเห็นว่าเขาต้องการแสดงออกหรือว่าเผยแพร่ส่วนที่เป็นความทุกข์ร้อน ของเขาได้นะครับ อันนี้ก็เป็นการส่งเสริมให้มีสื่อชุมชน

นอกจากนั้นยังให้เพิ่มพื้นที่สาธารณะบนสื่อมวลชน คำว่า เพิ่มพื้นที่สาธารณะ ในที่นี้หมายความว่าสื่อทั้งหลายทั้งปวงต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสได้สะท้อนปัญหาของเขา ได้มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อคนอื่นเพื่อช่วยกันจรรโลงสังคมให้เกิดความสุขนะครับ หรือว่าทำให้สังคมสามารถ ขับเคลื่อนเดินหน้ากันต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งหวังอยากจะเห็นพื้นที่เหล่านี้ ให้มากขึ้นบนสื่อมวลชนทั้งหลายนะครับ

ต่อมาพันธกิจที่ ๖ เราก็ได้กำหนดว่าจะส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนมีบทบาทการเป็นโรงเรียนของสังคม อันนี้สำคัญมากครับว่าคำว่า โรงเรียนของสังคม บทบาทนี้เป็นบทบาทที่บางท่านอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเรียนรู้อะไรจากสื่อไปแล้ว ท่านเห็น สิ่งที่เป็นประโยชน์จากสื่อท่านก็เอาไปใช้ บางครั้งท่านอาจจะรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวในสิ่งที่ ท่านนึกไม่ถึงหรือว่าท่านก็ไม่เคยเข้าใจ แต่เมื่อได้มองเห็นในสิ่งต่าง ๆ ผ่านสื่อท่านก็จะรู้ว่ามัน เป็นอย่างนี้เอง นั่นก็หมายความว่าสิ่งเหล่านี้ได้ทำการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร หรือแม้กระทั่งทำให้ ท่านได้เกิดการใช้สื่อนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองได้ โรงเรียนของสังคม จะเป็นได้ตั้งแต่ คือไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีหลักสูตร หรือจะต้องเข้าโรงเรียนให้ตรงต่อเวลา แต่สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ สื่อสามารถทำงานในลักษณะนี้ ในฐานะเป็นโรงเรียนของสังคมได้เช่นเดียวกัน

ถัดมาพันธกิจที่ ๗ เราก็มุ่งหวังในการส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อให้มี เสรีภาพควบคู่จริยธรรมและความรับผิดชอบ ผมได้พูดไปแล้วนะครับ ว่าเสรีภาพของสื่อนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เขาได้รายงานข่าวสารได้ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน แต่ถ้าจะมีอะไร เข้ามาขจัดขัดขวางทำให้เขาไม่สามารถที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือเข้าถึงข่าวสารนั้น ได้อย่างครอบคลุมประเด็นทั้งหมด มันก็จะเกิดเป็นปัญหาว่าทำให้ข่าวสารมีเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือทำให้เกิดเป็นปัญหาในเรื่องรับรู้ข่าวสารด้านเดียว อันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เสรีภาพนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่อง เปิดโอกาสให้เขาได้สามารถเข้าถึงได้ทุก ๆ ด้าน แต่เขา จะต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน ว่าเมื่อนำเอาข่าวสารนั้นมาแล้วมีความครบถ้วนจริงหรือไม่ ถูกต้องจริงหรือไม่ มีเอกสาร มีอ้างอิงได้หรือไม่ว่าหลักฐานอย่างไร มีแน่นอน ตรงนั้นเป็น ความรับผิดชอบที่เขาจะต้องแสวงหา แล้วก็หาข้อมูลให้ครบถ้วน ให้ถูกต้อง ให้รอบด้าน แล้วก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนนั่นเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดความรับผิดชอบเหล่านี้ต้องสามารถยอมรับ โดยสื่อเองต้องยอมรับ การตรวจสอบ การตรวจสอบก็มีตั้งแต่การตรวจสอบด้วยตัวเอง กันเอง แล้วก็รวมทั้งตรวจสอบ โดยสาธารณะหรือประชาชน ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้พยายามที่จะมองหาว่าจะมี กลไกอย่างไร

อันที่ ๘ เราจะมุ่งเน้นความเป็นอิสระของสื่อจากการถูกครอบงำและแทรกแซง จากอำนาจรัฐหรือทุน นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ว่าสื่อเองบางทีก็ ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ เพราะว่าอาจจะถูกแทรกแซงหรือดำเนินการ โดยหน่วยงานของรัฐก็ดีหรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็น คือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นทุนที่เข้ามา เกี่ยวข้องทำให้การทำงานของสื่อนั้นไม่สามารถเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านอย่างที่ผม ได้กล่าวแล้ว อาจจะกลายเป็นว่าสื่ออาจจะถูกชี้นำ อาจจะถูกแทรกแซงโดยให้การชี้นำ บางสิ่งบางอย่าง หรือบังคับให้นำเสนอข่าวสารในบางสิ่งบางอย่างซึ่งความเป็นอิสระก็หายไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งอำนาจรัฐหรือแม้กระทั่งทุน เราคงเคยได้ยินนะครับ ว่าทุนนี่เขาทำได้ง่ายมาก ก็คือว่าไม่ให้โฆษณาเสียอย่าง สื่อก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นสื่อเองถึงแม้ว่าจะทำงาน อย่างเป็นอิสระ แต่ก็ต้องการงบประมาณในการดำเนินกิจการของตัวเองอยู่เช่นเดียวกัน

พันธกิจข้อที่ ๙ จะส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้และบริโภคสื่อให้มีความตระหนัก รู้ถึงสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ อันนี้หมายถึงว่าประชาชนเองจะต้องเข้าใจในการ ทำงานของสื่อ และเช่นเดียวกันแม้กระทั่งตัวเองจะใช้สื่อก็ต้องตระหนักรู้ถึงสิทธิเสรีภาพว่า เมื่อเราจะใช้สื่อเราจะพูดอะไร เราจะเสนอความเห็นอย่างไร เราต้องไม่ไปตัดสิทธิหรือไม่ไป ทำให้คนอื่นเขาเสียสิทธิไปด้วย หมายถึงว่าเสรีภาพนั้นทุกคนก็ย่อมมี แล้วก็สามารถที่จะใช้ เสรีภาพนั้นได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ว่าสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนี้เราจะต้อง ระมัดระวังว่าการใช้เสรีภาพของเราไม่กระทบกระเทือนกับเสรีภาพของคนอื่นเขาด้วย แล้วนอกจากนั้นประชาชนเองเมื่อใช้สื่อแล้วก็จะต้องรู้ว่าสื่อเหล่านี้มีการทำงานอย่างไร เราจะต้องรู้จักวิเคราะห์ เราจะต้องรู้จักว่าข่าวสารต่าง ๆ ที่ออกมาในแต่ละวัน แต่ละครั้งนี่ นะครับ จะต้องมีการวิเคราะห์ จะต้องรู้จักเลือก รู้จักที่จะพิจารณาได้ว่าอะไรมันใช่หรือไม่ใช่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หลักฐานเป็นอย่างไร ประชาชนต้องรู้เท่าทันในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น การทำงานตรงนี้เราเองเราก็พยายามที่จะมองหาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รู้กลไกเหล่านี้ แล้วก็ให้รู้เท่าทันสื่อ นอกจากนั้นยังให้ประชาชนเองได้รู้ว่าจะใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ด้วยวิธี อะไรบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะให้เกิดการตระหนักรู้ ท่านคงเห็น ในสื่อออนไลน์เยอะนะครับ สิ่งเหล่านี้มักจะไม่ค่อยได้เข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ ดังกล่าวนะครับ

พันธกิจข้อที่ ๑๐ ส่งเสริมการรับรู้ เข้าถึงและการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับว่าการรับรู้หรือเข้าถึง หรือการรู้เท่าทันสื่อของประชาชนผมก็ได้ กล่าวไปแล้วนะครับว่าประชาชนเองจะต้องมีความรู้เท่าทันแล้วก็ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นเรา จะสร้างกลไกหรือเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้เกิดมีความรู้ มีความเข้าใจ ในสิ่งเหล่านี้

ในพันธกิจที่ ๑๑ ซึ่งเป็นพันธกิจข้อสุดท้ายนะครับ เราจะเร่งพัฒนามาตรการ และกลไกการกำกับดูแลสื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเดี๋ยวก็จะมีคำอธิบาย ในรายละเอียดว่ากลไกเหล่านี้เราจะกำกับดูแลกันอย่างไร ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการกำกับ ดูแลนั้นอาจจะต้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ตัวเองนะครับ ภายใต้กรอบจริยธรรมอย่างไร แล้วก็รวมทั้ง ในเรื่องของการดูแลกันเองในหมู่วิชาชีพ ที่ทำงานวิชาชีพด้านนี้จะดูแลกันเองด้วยวิธีอย่างไร ที่จะกำกับให้เกิดมีผลในเรื่องของการที่พูดถึงเรื่องความรับผิดชอบของสื่อนะครับว่าสิ่งที่ผ่านมานี้ เราก็มองว่าสภาวิชาชีพก็ดี องค์กรวิชาชีพที่มีอยู่ก็ดี ได้ทำหน้าที่ตรงนี้อย่างสมบูรณ์หรือไม่นะครับ ทำให้เกิดเป็นปัญหา ทำให้เกิดเป็นสิ่งที่ประชาชนสงสัยว่าการดูแลหรือการกำกับตัวเองทำได้ อย่างครบถ้วนหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาและเป็นข้อสงสัย แล้วก็เกิดความไม่มั่นใจ นะครับ

ถัดมาอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าการกำกับดูแลในครั้งนี้เราก็ได้มองถึงประชาชนว่า ประชาชนจะเข้ามากำกับดูแลอย่างไรได้บ้าง ซึ่งอันนี้ก็จะมีผ่านกลไกอย่างไร ที่จะทำให้การ กำกับดูแลนั้นเป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะทำให้สื่อนั้นระมัดระวังในเรื่องของความ รับผิดชอบตัวเองตามกรอบของจริยธรรม และส่วนที่ถ้าสื่อนั้นมีคุณภาพ พูดง่าย ๆ ว่าทำ หน้าที่อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ประชาชนก็มีสิทธิในการที่จะให้การส่งเสริม ให้การสนับสนุน ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นการกำกับดูแลยังมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับ อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งการกำกับดูแลเช่นนี้รัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่กฎหมายได้มีการเขียน เอาไว้เพื่อที่จะให้แก้ปัญหาในเรื่องการกำกับดูแลที่อาจจะเกิดจากการที่สื่อเองไม่สามารถ กำกับดูแลกันเองได้ นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่รัฐ หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายนี้ จะต้องมีการประสาน มีความร่วมมือกันกับสภาวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพของสื่อว่าจะ ดำเนินการหรือมีกลไกแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วการใช้กฎหมาย จะดำเนินการได้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็คือพันธกิจทั้ง ๑๑ ข้อที่เราได้ตกลง เราได้มีการพูดคุย แล้วก็มีมติร่วมกันในหมู่กรรมาธิการชุดนี้นะครับ เพื่อที่จะได้ดำเนินการปฏิรูปต่อไป

ขอบเขตของการปฏิรูปในครั้งนี้เราจะจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะสื่อมวลชน วิชาชีพ ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ แต่เราจะ ไม่รวมถึงสื่อที่ไม่ใช่วิชาชีพ เช่น บุคคลทั่วไปเขามาใช้สื่อออนไลน์หรือว่าใช้เป็นเรื่องส่วนตัว ใช้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอะไรต่าง ๆ พวกนี้ นั่นก็ยังพูดง่าย ๆ ว่าก็สามารถที่จะมีการกำกับ ดูแลโดยกฎหมาย โดยอะไรอย่างอื่นที่สามารถทำได้ การปฏิรูปครั้งนี้เราคงจะไม่ได้เข้าไปดู ตรงนี้นะครับ

ถัดมาคือการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ขอบเขตของเราคือจะดูในเรื่องการปฏิรูปสื่อ ทั้งระบบ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และจะปฏิรูปเนื้อหาของสื่อ อันนี้ก็พูดง่าย ๆ ว่าเราก็คงจะดูศึกษาแล้วก็หาทางว่าจะปฏิรูปอย่างไร จะมีกลไกอย่างไร ที่จะดูแลสื่อทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวสาร เรื่องของการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ภาพยนตร์ ละคร เพลงหรือโฆษณาก็ตาม ซึ่งอันนี้เราจะพยายามที่จะเข้าไปดูว่าจะมีกลไก หรือว่าจะทำอย่างไรให้สื่อต่าง ๆ พวกนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างครบถ้วน รอบด้านอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ อย่างแท้จริงครับ นี่ก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์และมีพันธกิจที่กำหนดลงมาในลักษณะดังกล่าวเพื่อที่จะทำให้เกิดความชัดเจนใน การปฏิรูปต่อไป

ถัดจากนี้ไปผมอยากขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ สุกัญญา สุดบรรทัด ได้ดำเนินการในการรายงานในเรื่องของ คอนเซ็พชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual framework) หรือว่าในเรื่องของความคิดรวบยอดในการปฏิรูปในครั้งนี้ ขออนุญาตครับท่านประธาน ขอบคุณครับ