วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องเสรีภาพสื่อและเสนอแนวทางการกำกับดูแลสื่อมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโดยสื่อตนเองและภาคประชาชน เพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อและผลประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ยังเสนอว่าควรจะมีการรวบรวมกฎหมาย กฎระเบียบและข้อมูลทางวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลสื่อ และจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นองค์กรกลางเพื่อกำกับกันเอง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะครับ เสรีภาพคือลมหายใจของประชาธิปไตยและ ถือเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละสังคมนะครับ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ ๓ ผู้ซึ่งเขียนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาก็เคย กล่าวไว้ว่าเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการป้องกัน การกดขี่ข่มเหงพลเมืองโดยรัฐบาลของตนเอง อัลแบร์ กามูร์ นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศส ก็เคยกล่าวไว้ว่าเสรีภาพสื่อมีทั้งดีและแย่ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าปราศจากซึ่งเสรีภาพก็จะหาสื่อที่ดี ไม่ได้เลย เสรีภาพสื่อเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพที่เราพูดถึง อยู่นี้ไม่ได้หมายความว่าสื่อจะทำอะไรก็ได้เพราะว่านั่นอาจจะทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายได้ ดังนั้นเสรีภาพจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปด้วย เสรีภาพเป็นหัวใจอันสำคัญยิ่ง ของสื่อมวลชนนะครับ เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินกิจการสื่อในระบอบประชาธิปไตย สื่อมีหน้าที่ที่สำคัญก็คือการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ดำเนินการอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม เหมาะสม อยู่ในร่องในรอยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็คอย ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ในเมื่อสื่อมวลชนมีเสรีภาพผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ จากเสรีภาพของสื่อก็คือประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งฝ่ายบริหารเองด้วยนะครับ อาจกล่าวได้ว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนก็คือเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงการที่สื่อจะต้องมี เสรีภาพ เราไม่ได้หมายความว่าสื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อตัวเอง แต่เรากำลังพูดถึงว่าสื่อ จะต้องมีเสรีภาพเพื่อสังคม เพื่อประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน นั่นเองนะครับ
ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เรายืนยันครับว่าสื่อ จะต้องมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ที่ผ่านมาเรามีปัญหาในเรื่องความเป็นอิสระและเรื่องเสรีภาพของสื่อ เนื่องจาก โครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อมวลชนในระบบทุนนิยมนายทุนเป็นเจ้าของสื่อนะครับ ในขณะเดียวกันรัฐก็เป็นเจ้าของสื่อส่วนหนึ่ง โครงสร้างการเป็นเจ้าของสื่อนี้ทำให้สื่อมวลชน ขาดหลักประกันในเรื่องเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนที่เป็น พนักงานของรัฐหรือสื่อมวลชนที่ทำงานในองค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือ โทรทัศน์ หรือสื่ออื่น ๆ สื่อของรัฐมักจะมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามได้นะครับ แต่ถ้าเมื่อใดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็จะถูกปิดปากหรือว่าถูกตักเตือน สื่อเอกชนเองซึ่งอยู่ใน ระบบทุนนิยม แล้วก็ต้องพึ่งพารายได้จากโฆษณาก็มักจะไม่กล้านำเสนอข่าวหรือเรื่องราว ด้านลบของเจ้าของเงิน เจ้าของทุน หรือว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเงินโฆษณา บ่อยครั้งมีการใช้เม็ดเงิน ซื้อโฆษณาแทรกแซงเนื้อหาและความเป็นอิสระของสื่อ มีการใช้เงินภาครัฐปีละหลายพันล้านบาท เพื่อที่จะสนับสนุนสื่อในสังกัดหรือที่เป็นพวกเดียวกัน ขณะที่สื่อที่ไม่ยอมเล่นด้วยมักจะถูก ลงโทษด้วยการตัดโฆษณาหรือว่าถอนโฆษณาออกไป
ในส่วนของนักหนังสือพิมพ์หรือบรรณาธิการ สมัยก่อนต้องถือว่าเป็นผู้ที่มี อุดมการณ์สูงส่ง ปัจจุบันหลายต่อหลายคนอาจจะต้องเซ็นเซอร์ (Censor) ตัวเองสูงขึ้นนะครับ เนื่องจากระบบสื่อทุนนิยม ซึ่งผลประกอบการธุรกิจหรือรายได้จากโฆษณามีส่วนสำคัญ ต่อการอยู่รอดขององค์กร เดี๋ยวนี้คนทำงานสื่อมีแรงจูงใจด้านอุดมการณ์น้อยลง คนรุ่นหลัง บางครั้งอยากเป็นสื่อ เพราะว่าอยากดังหรือไม่ก็อยากรวย วันนี้เสียงของนักวิชาชีพจึงเบาลง ไปมาก ขณะที่นายทุนเสียงดังสั่งซ้ายหันขวาหันได้มากกว่า นอกจากนี้สื่อยังถูกกดดันจากรัฐ กลุ่มการเมือง แล้วก็กลุ่มผลประโยชน์ ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราคงเห็นกลุ่มการเมือง ม็อบ (Mob) หรือบรรดาผู้ชุมนุมไปปิดล้อมองค์กรหรือว่าหน่วยงานสื่ออยู่เป็นประจำอยู่บ่อย ๆ ครั้ง สำหรับสถานการณ์ด้านจริยธรรมสื่อในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมานะครับ ก็พบว่ามีปัญหา อยู่มาก ที่มักจะพบบ่อยก็ได้แก่ปัญหาเรื่องความไม่เป็นกลาง การนำเสนอเนื้อหาไม่ถูกต้อง การนำเสนอเนื้อหารุนแรง การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการตัดสินผู้ตกเป็นข่าว ที่หนักกว่านั้นก็คือการรับอามิสสินจ้าง การรับทรัพย์ รับซอง อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของคนในวงการเท่านั้นเอง เนื่องจากว่าสื่อที่ดีก็ยังมี อยู่มาก ผมเชื่อว่าสื่อส่วนใหญ่มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพอยู่นะครับ การไม่ปฏิบัติตามหรือว่า ละเมิดจริยธรรมของสื่อมวลชนมีสาเหตุมาจากการที่ไม่มีเกณฑ์ทางด้านจริยธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการขาดความเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมอย่างจริงจังขององค์กรสื่อและ ผู้ปฏิบัติงานสื่อเอง เมื่อพิจารณาจากเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและ กิจโทรทัศน์นะครับ พบว่าปัญหาจริยธรรมที่พบมากที่สุดก็คือการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ขายสินค้าที่ไม่มีข้อมูลความจริงหรือว่าเกินความจริง การนำเสนอเนื้อหาหรือภาพข่าว ที่ล่อแหลม ที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือแม้กระทั่งละเมิดสิทธิมนุษยชน การขาดความเป็นกลาง ในการนำเสนอข้อมูล นำเสนอเนื้อหาที่ยั่วยุสร้างความเกลียดชังก่อให้เกิดความแตกแยก ในสังคมโดยเฉพาะข่าวสารทางการเมือง แม้จะมีความพยายามที่จะกำกับดูแลกันเองในช่วง ที่ผ่านมาโดยองค์กรวิชาชีพ อาทิเช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติซึ่งมีอายุเกือบจะ ๒๐ ปี สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่การกำกับกันเองของคนในวงการสื่อก็เป็นการกำกับ โดยสมัครใจคือใครจะเข้ามาเป็นสมาชิกก็ได้ และใครไม่พอใจจะเดินออกไปก็ได้นะครับ การร้องเรียนเข้ามาที่สภาวิชาชีพหรือสภาการหนังสือพิมพ์ ที่ผ่านมาตัวเลขก็มีไม่มากนะครับ อันนี้อาจจะสะท้อนถึงการที่ประชาชนยังไม่รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และอาจจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อองค์กรวิชาชีพสื่อว่ายังมีไม่มาก นอกจากนั้นบางคนยังวิพากษ์วิจารณ์ว่า สภาวิชาชีพหรือองค์กรกำกับกันเองของสื่อมีสถานะคล้ายกับเสือกระดาษ บางคนก็ค่อนแคะ ว่ามีลักษณะเป็นแบบแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน คือเรื่องที่กระทบกันเองบ่อยครั้งก็หลิ่วตาหรือว่า ไม่ได้เอาจริงเอาจังกัน เราก็เลยเห็นการละเมิดจริยธรรมปรากฏอยู่บนพื้นที่ของสื่อตลอดมา แล้วก็ยังมีความถี่ที่สูงอยู่นะครับ การปลูกจิตสำนึกเสรีภาพบนความรับผิดชอบและมี จริยธรรมในการประกอบวิชาชีพแก่บุคลากรสื่อจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ประกอบ อาชีพอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งบรรดานิสิตนักศึกษาหรือคนที่จะเข้ามาสู่แวดวงวิชาชีพ สื่อมวลชนในอนาคตนะครับ เนื่องจากว่าคนเหล่านี้จะต้องเข้ามาทำวิชาชีพที่ไม่ใช่วิชาชีพ ที่เพียงแต่การยังชีพของตัวเอง แต่เป็นวิชาชีพที่จะมีผลต่อสังคมโดยรวมด้วย อย่างไรก็ดีนะครับ การกำกับดูแลด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นหากใช้การกำกับดูแลโดยรัฐก็จะถือว่าสุ่มเสี่ยง ต่อเรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชน จึงได้มีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการกำกับกันเอง แต่ที่ผ่านมาการกำกับกันเองก็อาจจะยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ บางคนอาจจะพูดว่าเป็น ความล้มเหลวด้วยซ้ำไปนะครับ นอกจากนั้นที่ผ่านมาภาคประชาชนก็ยังไม่มีส่วนร่วมในการ เข้ามากำกับดูแลสื่ออย่างเต็มที่และอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบนี้เราคิดว่ามีสิ่งที่จะต้องดำเนินการหลายประการด้วยกันนะครับ
ประการแรกก็คือในเรื่องของระบบและกลไกทางด้านกฎหมาย เราเห็นว่า ควรจะมีกฎหมายที่จะประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบโดยพิจารณาร่างกฎหมาย หรือว่าแก้กฎหมายที่จำเป็นนะครับ อาทิเช่น ตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชนเพื่อปกป้องเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการของ สื่อมวลชน รวมถึงการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสังกัดเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพที่มี มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดแล้วก็เป็นสากลโดยสภาวิชาชีพ สื่อมวลชน
ประการที่ ๒ เราคิดว่าจะต้องมีระบบและกลไกด้านมาตรฐานทางวิชาชีพ นะครับ ในเรื่องที่ ๒ นี้เราเสนอว่าควรจะกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมีพันธะสัญญากับ องค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อด้วยจริยธรรมวิชาชีพ อีกทั้งจะต้องมีการบรรจุเรื่องจริยธรรมสื่อ ในหลักสูตรวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยด้วยนะครับ เพื่อการเตรียม ความพร้อมเพื่อที่จะฝึกฝนการตัดสินใจหรือวิจารณญาณในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ก่อนที่คนเหล่านั้นจะก้าวเข้าสู่วงการวิชาชีพสื่อสารมวลชน รวมทั้งจัดให้มีกลไกส่งเสริม งานวิจัยทางด้านเสรีภาพและจริยธรรมสื่อโดยมีการมอบรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นทางด้านนี้ด้วย
ประการที่ ๓ ในเรื่องของระบบกลไกด้านเสริมจิตสำนึก เราเห็นว่าควรจะจัด ให้มีกลไกที่รณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกเสรีภาพบนความรับผิดชอบแก่บุคลากรในวิชาชีพสื่อ รวมถึงจัดให้มีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณธรรม ประชาธิปไตย การรักในเสรีภาพ การคิด และการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ การยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างและจิตสำนึก เพื่อสาธารณะ ปลูกฝังทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและมีจริยธรรมเพื่อพัฒนา คุณภาพของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ก็ควรจะให้มีระบบการศึกษาทั้ง ในและนอกโรงเรียนที่จะสร้างวิธีคิดแบบใหม่ สร้างเสริมทักษะใหม่ที่จะพัฒนาสังคมไทยไปสู่ สังคมที่ให้ความสำคัญกับมนุษยภาพที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพต่อกัน
ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน เนื่องจากสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะ สื่อเชิงพาณิชย์หรือว่าสื่อชุมชน ต่างก็มีพันธกิจต่อสังคมด้วยกัน ทั้งสิ้น การดำรงอยู่ของสื่อมวลชนก็เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งลักษณะ ของเนื้อหาที่สะท้อนประโยชน์สาธารณะประการหนึ่งก็คือว่า ควรจะต้องมีความหลากหลาย และมีคุณภาพในมิติของการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น การให้ความสนใจกับกลุ่มคนด้อยโอกาส การนำเสนอเนื้อหาที่คำนึงถึงความเหมาะสม ศีลธรรมและรสนิยมอันดี รวมถึงการมีบทบาททางการศึกษาด้วยนะครับ เราคิดว่าจะต้องมี การวางระบบและกลไกที่เข้มแข็งและยั่งยืนด้านการเสริมบทบาทหน้าที่ของสื่อให้เป็น สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้สื่อมีบทบาทเป็นโรงเรียนของสังคม มุ่งเน้นการเสริมบทบาทสื่อ ในการให้ความรู้นอกระบบ และเป็นโรงเรียนของสังคม อีกทั้งมีระบบส่งเสริมและอุดหนุน การผลิตเนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรจะมีกลไกส่งเสริมสื่อด้วยการให้รางวัล อย่างเช่น รางวัลข่าวสืบสวนสอบสวนนะครับ ซึ่งปัจจุบันข่าวประเภทสืบสวนสอบสวน ในสื่อทั้งหลายต้องถือว่าน้อยมากเพราะสื่อมักจะไม่ค่อยลงทุนในเรื่องนี้กัน การให้รางวัล กับสื่อสันติภาพ สื่อสร้างสรรค์ โฆษณาที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือรางวัล บุคลากรสื่อที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม นอกจากนั้นควรจะมี การจัดสรรเวลาของสื่อในแต่ละประเภทเพื่อให้มีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ส่งเสริมทัศนคติที่ดีโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย เราคงอยากเห็นว่าสื่อประเภท โทรทัศน์จัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสื่อที่ดี มีสื่อที่สร้างสรรค์ที่เขาสามารถดูได้หรือดูไปพร้อม ๆ กับครอบครัวได้
ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือยุทธศาสตร์ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ เราเห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาสื่อโดนแทรกแซงโดยเฉพาะจากรัฐ และทุนมาก เสรีภาพของสื่อซึ่งควรจะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมาถูกรัฐแทรกแซง ถูกทุนแทรกแซง ซึ่งถ้าสื่อถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐ สื่อก็จะกลายเป็นกระบอกเสียงในการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ที่มีอำนาจ ประชาชนก็จะรับรู้ได้ เฉพาะเรื่องผู้ที่มีอำนาจต้องการให้ประชาชนรู้เท่านั้นเอง การปิดปากสื่อมวลชนก็เท่ากับ เป็นการปิดหู ปิดตาประชาชนด้วย การป้องกันการแทรกแซงสื่อจากอำนาจรัฐและทุน จึงมีความสำคัญแล้วก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขเพื่อเป็นหลักประกันให้กับสื่อมวลชน ให้มีเสรีภาพและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสารสู่สาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้สื่อสามารถทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างอิสระและเสรี ไม่ถูกชี้นำ ไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกขัดขวางหรือครอบงำด้วยอำนาจรัฐหรืออำนาจเงินจากผู้ใด ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนที่ดีก็ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความเป็นอิสระจากรัฐบาลและทุนด้วย ในการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อ
ประการที่ ๑ ในเรื่องของระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ คุ้มครองความเป็นอิสระ ขององค์กรสื่อภาครัฐ รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมายที่จำเป็น อาทิเช่น มีการตรากฎหมายที่จะให้มีการกำกับดูแลกันเองของสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อ แล้วก็ยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ มีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐปีหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูกนำไปใช้โดยที่ส่วนหนึ่งมีการเบียดบัง มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ส่วนหนึ่ง มีการนำไปใช้เพื่อโฆษณาตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง และอีกส่วนหนึ่งมีการนำไปใช้ เพื่อแทรกแซงสื่อเพื่อที่จะต้อนสื่อเข้าคอกเข้าค่ายของตัวเอง เราคิดว่าควรจะมีการตรากฎหมาย ในเรื่องนี้ออกมาเพื่อที่จะให้เงินภาครัฐที่จะใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกิดประโยชน์ กับสาธารณะมากที่สุด เราเห็นว่าควรจะมีการประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการนะครับ เคยมีการพูดกันเรื่อง เอดิทอเรียล บอร์ด (Editorial board) ในสื่อหนังสือพิมพ์หรือสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ควรจะมีเอดิทอเรียล บอร์ด ซึ่งประกอบด้วยคนในวิชาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมา ช่วยประกันความเป็นอิสระของคนทำงานสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ให้ถูกแทรกแซงจากนายทุน
ประการที่ ๒ ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจทุน เราเสนอว่าให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ควบรวม ครอบงำ หรือแทรกแซงสื่อ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ ที่เรากำลังร่างกันอยู่ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าเจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองและพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน หรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะที่อาจเป็นผลเป็นการครอบงำ หรือผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวาง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นของสังคม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ วรรคห้า เจตนารมณ์ที่สำคัญก็คือว่าต้องการสร้างหลักประกันไม่ให้มีการผูกขาดครอบงำสื่อ แทรกแซงสื่อ ซึ่งจะทำให้ประชาชนขาดโอกาสที่จะได้รับข้อมูลที่หลากหลายและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะทางการเมือง หรือไม่ว่าจะในเรื่องใด ๆ ด้วยตัวเองได้นะครับ
ในเรื่องที่ ๒ นี้เรายังเห็นว่าควรจะจัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคม ผู้ประกอบธุรกิจสื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือว่าเจ้าของทุนสื่อได้ร่วมแสดงความรับผิดชอบ ในการดำเนินธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างมีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และประกาศหลักประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการแก่สาธารณชน
ประการที่ ๓ ในเรื่องของระบบและกลไกด้านการเฝ้าระวังจากภาคประชาชน เราเห็นว่าควรจะสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชน รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังในลักษณะที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า มีเดีย วอท์ช (Media watch) การถูกครอบงำหรือแทรกแซงสื่อโดยอำนาจรัฐและทุนให้ภาคประชาชนได้ช่วย เป็นหูเป็นตา และช่วยส่งเสียงออกมา เวลาสื่อถูกครอบงำหรือว่าถูกแทรกแซงเพื่อที่จะให้สื่อ มีพลังที่จะรักษาความเป็นอิสระของตัวเองได้ แล้วก็ให้มีการรายงานต่อองค์กรรับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับสื่อมวลชน
ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านการดูแลสื่อด้วยสวัสดิภาพและสวัสดิการ เราเสนอว่าควรจัดให้มีระบบอุดหนุนสวัสดิภาพและสวัสดิการแก่บุคลากรสื่อ โดยเฉพาะ ในการทำข่าวหรือว่าสารคดีที่เสี่ยงอันตราย และจัดให้มีกลไกที่เหมาะสมในการคุ้มครอง ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ ให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อ วิทยุและโทรทัศน์ โดยระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชนและประชาชน เพื่อที่จะให้สื่อสร้างสรรค์ รวมทั้ง สื่อขนาดเล็ก ๆ สามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันทางด้านธุรกิจที่เชี่ยวกราก และสามารถที่จะ ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้นะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการของสื่อนี้ ทางฝ่ายวิชาชีพสื่อเองก็ได้สะท้อนมาว่าฝ่ายวิชาชีพสื่อเองไม่ได้ประสงค์หรือต้องการที่จะมีอภิสิทธิ์ หรือต้องการที่จะได้สวัสดิการต่างจากวิชาชีพอื่น ๆ สิ่งที่เราพูดกันที่สำคัญก็คือว่าสื่อ ในฐานะที่เป็นคนกลาง ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนควรจะต้องมีสวัสดิภาพ ในการทำงานไม่ถูกคุกคาม ไมว่าจะในการทำงานในสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในม็อบ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์การทำข่าวสงครามหรือท่ามกลางความขัดแย้งต่าง ๆ นะครับ เราเองก็ไม่ได้หวังว่าสื่อจะต้องมีอภิสิทธิ์ต่างจากคนอื่นนะครับ
ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่เราคิดว่าสำคัญ ในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ ๒ ข้อแรกที่ผมได้กราบเรียนนำเสนอไปแล้ว ก็คือยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ในช่วงที่ผ่านมาการกำกับดูแลสื่อ ต้องพูดว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนะครับ ทั้งเรื่องของการกำกับดูแลกันเอง ทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อสารมวลชน การกำกับโดยภาคประชาชนหรือการกำกับดูแลโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างเช่น กสทช. การกำกับกันเองทางด้านจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน ในกรณีของสื่อหลัก ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ พบปัญหาการกำกับดูแลกันเองภายใต้ความสมัครใจ อย่างที่ได้เรียน คือสมาชิกสมัครใจที่จะมาร่วมกันแล้วก็ให้กำกับกันเอง ปัญหาการกำกับกันเอง โดยความสมัครใจนี้ก็คือว่าทำให้การกำกับดูแลไม่ทั่วถึงเนื่องจากว่าสื่อจำนวนมาก อาจจะไม่เข้ามา ไม่พร้อมที่จะมาให้กำกับ เมื่อสื่อไม่เข้ามาให้กำกับโดยความสมัครใจ การกำกับโดยองค์กรวิชาชีพก็ก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่าเมื่อมารวมกลุ่มกันด้วย ความสมัครใจที่จะกำกับกันเอง แต่สื่อบางสำนักอาจจะเห็นต่างหรือไม่พอใจกับองค์กรวิชาชีพ ก็จะถอนตัวหรือว่าเดินออกไปก็จะทำให้การกำกับไม่สามารถที่จะกำกับได้ อันนี้เป็นปัญหา ของการกำกับกันเองในช่วงที่ผ่านมา การละเมิดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมวิชาชีพ การบังคับใช้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้อย่างเต็มที่ เพราะว่า ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่จะไปบังคับ เมื่อมีการพิจารณาหรือตัดสินเรื่องใด ๆ แล้ว องค์กรวิชาชีพก็จะส่งเรื่องไปที่สื่อแต่ละสำนักหรือสื่อแต่ละหัว แต่ละแขนง สื่อนั้น ๆ ก็จะต้องเป็นคนไปพิจารณาครับว่าจะดำเนินการตามคำวินิจฉัยหรือการพิจารณาที่ออกมาหรือไม่ ก็ต้องขอชมเชยนะครับ สื่อหลายสำนักก็ได้พยายามที่จะกำกับกันเองแล้วก็ยอมรับ การพิจารณาขององค์กรวิชาชีพ แต่สื่อบางสำนักก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรนะครับ
ปัญหาที่องค์กรวิชาชีพไม่อาจให้คุณให้โทษกับสมาชิกได้ สมาชิกที่ถูกตัดสินว่า ผิดก็ไม่ปฏิบัติตามหรือว่าอาจจะลาออกไป อันนี้ก็เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ในขณะที่การกำกับ โดยภาคประชาชนที่ผ่านมาก็อาจจะเรียกว่า ยังไม่เข้มแข็ง ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ในสังคมเสรีประชาธิปไตยมักจะพูดกันว่าประชาชนจะเป็นคนกำกับสื่อ สื่อไหนไม่ดี ก็อย่าไปซื้ออ่าน อย่าไปดู อย่าไปฟัง อย่าไปติดตาม สื่อนั้น ๆ ก็จะอยู่ไม่ได้เอง อันนั้นคงเป็นอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงแล้วพลังของประชาชนที่จะกำกับสื่อยังไม่มากพอ เราจะต้องส่งเสริมให้มี เครือข่ายภาคประชาชนในการติดตามแล้วก็จะต้องส่งเสริมให้ประชาชนแสดงพลังออกมา เพื่อที่จะให้สื่ออยู่ในร่องในรอย เพื่อที่จะให้สื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม และประชาชน ในส่วนขององค์กรกำกับดูแลตามกฎหมายคือ กสทช. อันนี้ต้องถือว่า เป็นก้าวกระโดดสำคัญของการปฏิรูปสื่อ หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หลังจากเหตุการณ์ เดือนพฤษภาคม เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งก็เลยมาเกือบจะ ๒๐ กว่าปี เรามีการปฏิรูปสื่อ ในหลายครั้งด้วยกัน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีการปิดหูปิดตาประชาชน ก็เลยทำให้มีเสียง เรียกร้องให้มีสื่อเสรี เพราะว่าสื่อภาครัฐถูกควบคุมมาก ก็เป็นที่มาของไอทีวี (ITV) ไอทีวีนี้ จะต้องเป็นสื่อเสรี จะต้องปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ อย่างไรก็ตามในตอนหลังทุนก็เข้าไปมีบทบาท ฝ่ายการเมืองก็เข้าไปมีบทบาท สื่อเสรีที่เรา คาดหวังก็อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น หลังจากนั้นก็เลยเป็นที่มาของสื่อสาธารณะที่ถือว่าเป็น อีกทางเลือกหนึ่งของสังคมไทยนอกเหนือจากสื่อที่อยู่ได้ด้วยโฆษณา โดยเฉพาะสื่อทีวี สื่อวิทยุ เรามีสื่อที่ไม่ต้องอยู่ด้วยโฆษณา เพื่อที่จะให้มีหลักประกันว่าการแทรกแซงจากรัฐ และทุนไม่เกิดขึ้น อันนี้เป็นก้าวที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็คือเรามีองค์กรกำกับคือ กสทช. เป็นก้าวที่สำคัญของการปฏิรูปสื่อ เป็นองค์กรอิสระที่จะมากำกับดูแลกิจการวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มาดูแลเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ แต่ที่ผ่านมา กสทช. ก็มีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของประสิทธิภาพและ ในเรื่องของธรรมาภิบาล เรื่องการใช้เงินใช้ทอง อย่างไรก็ตามเราคิดว่าองค์กรอิสระยังจำเป็น ที่จะต้องอยู่และจะต้องปรับปรุง จะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องแก้ให้ตรงจุด เรายังจะต้องให้มีองค์กรอิสระและจะต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องของการใช้เงินใช้ทอง อย่างไม่สมเหตุสมผล หรือปัญหาของธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นนะครับ ข้อจำกัดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของการกำกับดูแลโดย กสทช. โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองเด็ก และเยาวชนก็ได้แก่เรื่องกลไกการรับและจัดการเรื่องร้องเรียนของ กสทช. ที่ล่าช้า และขาดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกองทุนวิจัยและพัฒนาสื่อที่ควรจะนำมาส่งเสริมสนับสนุน สื่อสร้างสรรค์ สื่อปลอดภัย ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็หวังว่า กสทช. ก็จะต้องถูกปฏิรูปแล้วก็จะต้องถูกทำให้ดีขึ้นเพื่อที่จะให้เป็นอีกก้าวหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปในวาระของการกำกับดูแลสื่อจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้ได้กลไก การกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน โปร่งใสและอิสระ อันจะเป็นการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ทำให้ผู้บริโภค เกิดความเชื่อมั่นในกลไกการกำกับดูแลกันเองมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาระบบ และกลไกการกำกับดูแลโดยภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาร่วมกำกับดูแล รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ
การขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพนี้นะครับ
ในประการแรกในเรื่องของระบบและกลไกด้านกฎหมายและวิชาการ เราก็เสนอนะครับว่าควรจะมีการรวบรวมกฎหมาย กฎระเบียบและข้อมูลทางวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลสื่อรวมทั้งพิจารณาร่างกฎหมายหรือว่าแก้กฎหมายที่จำเป็น อาทิเช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน รวมทั้งคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ ด้วยนี่นะครับ กฎหมายว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ของประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ แล้วก็จะต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ. กสทช. เป็นต้น
ประการที่ ๒ ในเรื่องของโครงสร้างระบบกลไกด้านองค์กรที่เข้มแข็ง และยั่งยืนด้วยการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เป็นการกำกับกันเองโดยฝ่ายวิชาชีพ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นองค์กรกลาง เป็นร่มใหญ่ของการกำกับกันเองที่ครอบคลุมสื่อทั้งหมด แล้วก็ทุกแขนง เป็นอิสระ จากรัฐและทุน มีกรรมการจากฝ่ายวิชาชีพ มีผู้ทรงคุณวุฒิและมีนักวิชาการ รวมทั้งตัวแทนของประชาชน ผู้บริโภคสื่ออยู่ด้วยนะครับ เราเห็นว่าจะต้องสร้างกลไกพัฒนามาตรฐานจริยธรรม ในการกำกับดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อที่เป็นมาตรฐาน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างทั้งมิติ ประเภท รูปแบบ เนื้อหา และมิติของประเภทสื่อด้วย อีกทั้งมีกลไก ส่งเสริมการกำกับดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งในกรุงเทพมหานคร ส่วนกลาง แล้วก็ในภูมิภาค ในต่างจังหวัดด้วยนะครับ
ประการที่ ๓ ระบบและกลไกด้านการกำกับโดยประชาชน เราเสนอว่าต้องมี การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และส่งเสริม การรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบ และกำกับดูแลสื่อและการรู้เท่าทันสื่อ จัดให้มีระบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ เพื่อช่วยสะท้อนผลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน และการกำกับดูแล ของสื่อมวลชน
ประการที่ ๔ ระบบและกลไกด้านการกำกับโดยภาครัฐและองค์กรภาครัฐ ที่เป็นอิสระ เราเสนอว่าต้องปรับปรุงองค์กรกำกับดูแลสื่อภาครัฐในเชิงโครงสร้างและวิธีการทำงาน โดยกำหนดรูปแบบองค์กรให้เป็นองค์กรอิสระตามกฎหมายที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ องค์กรกำกับดูแลจะต้องคำนึงถึงการกำกับดูแลในมิติต่าง ๆ และคำนึงถึงการจัดสรรและ แบ่งปันทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึง และใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน เพิ่มพื้นที่สาธารณะบน สื่อมวลชน แล้วก็ส่งเสริมความหลากหลายในสื่อทั้งด้านเนื้อหา ประเภท และความเป็นเจ้าของ และจะต้องจัดให้มีกองทุนด้านการให้บริการที่ทั่วถึง กองทุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสื่อ ส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นอกจากนี้สิ่งที่เราเสนออาจจะดูเหมือนว่ามีอยู่ หลายอย่างด้วยกัน ผมคิดว่าระบบและกลไกทั้ง ๔ ประการข้างต้นนี้จะดำเนินการ อย่างประสานสัมพันธ์กันระหว่างองค์กรของรัฐ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อที่จะให้ การกำกับดูแลสื่อมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานที่สื่อมีเสรีภาพ บนพื้นฐานความรับผิดชอบและ จริยธรรมปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าจากรัฐหรือทุนนะครับ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๓ ที่ได้นำเสนอนี้นะครับต้องทำควบคู่กันไป ส่งเสริมเสรีภาพสื่อบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และจริยธรรม ป้องกันการแทรกแซงสื่อทั้งจากรัฐและทุน และปฏิรูปการกำกับดูแลสื่อให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งเราเน้นที่การกำกับดูแลกันเองเป็นสำคัญ เสริมด้วยการกำกับโดยภาคประชาชน และการกำกับโดยองค์กรกำกับตามกฎหมาย ทั้งนี้การปฏิรูปสื่อมีความสำคัญ สื่อเป็นได้ทั้งปัญหา และสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา นำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและการพัฒนา ที่ยั่งยืน เราเห็นว่าการปฏิรูปสื่อไม่ใช่เรื่องที่จะทำเพื่อสื่อฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่จะต้องทำ เพื่อสังคมโดยรวม โดยหวังว่าสื่อจะได้รับศรัทธาความเชื่อมั่นจากสาธารณชน และมีส่วนที่จะ ยกระดับให้สังคมดีขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ