พนา ทองมีอาคม หารือเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ถูกละเมิด ทั้งในบุคคลสาธารณะและประชาชนทั่วไป โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการลงโทษซ้ำเติมผู้เสียหาย พร้อมทั้งเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเก่าที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เช่น อินเทอร์เน็ตและดิจิทัล เพื่อสร้างสังคมที่มีข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรง ไหลลื่น ไร้มลพิษ และการสื่อสารที่สะดวกปลอดภัย โดยเน้นว่ากฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้อย่างเสมอหน้าและยุติธรรม และต้องการให้สื่อมีจริยธรรม ดูแลตัวเองได้ แต่เมื่อใดที่ดูแลตัวเองไม่ได้ การกำกับดูแลจะต้องเข้าไปโดยเริ่มจากมาตรการเบาไปหาหนัก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพนา ทองมีอาคม จะเสนออีกส่วนหนึ่งของแนวทางการปฏิรูปของเรา ถ้าท่านผู้มีเกียรติ รับฟังผ่านไปแล้วจะเห็นว่าแนวทางการกำกับที่คณะกรรมาธิการของเราเสนอ ก็คือกำกับเป็น ๓ ประสานนะครับ จะเรียกว่าเป็นแบบ ๓ ขาก็ได้ ก็คือในส่วนของการกำกับโดยวิชาชีพ การกำกับโดยภาคประชาชน แล้วก็การกำกับโดยภาครัฐ ก็ต้องขอขอบพระคุณ แล้วก็ ขอความสนับสนุนด้วยในส่วนนี้ ผมคงเป็นคนเสนอในส่วนที่ ๓ ซึ่งก็เป็นส่วนสุดท้าย ก็จะพยายามให้สั้นไม่ให้เสียเวลาอภิปรายของท่าน ในฐานะคนสุดท้ายเวลาตอนนี้ มันใกล้เที่ยงนะครับ แต่ว่าในทางการสื่อสารเราถือว่าเวลาหิว ๆ นี่นะครับเป็นเวลาที่ประสาทสัมผัส ว่องไว รับฟังอะไรได้ดี แต่ก็มีอันตรายอยู่บ้าง พวกท่านกำลังหิวก็อาจจะอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่ว่าก็จะลองพยายามให้ดีที่สุด ท่านผู้มีเกียรติคงได้ฟังไปแล้วในเรื่องของสิทธิเสรีภาพสื่อ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของเรานะครับ เพราะสื่อก็คือ ผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ปราศจากข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ ที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นภววิสัย หากปราศจากสิ่งเหล่านี้การตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล เกิดขึ้นไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตยไปไม่ได้ ความย้อนแย้งของเราอันหนึ่งก็คือเราเลือกใช้ ระบอบประชาธิปไตย แต่เราเองก็ไม่ได้ระมัดระวังเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง แต่ว่าภายใต้เหรียญเดียวกันสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพ เราก็ต้องคำนึงถึง ด้วยเหมือนกันว่าประชาชนเองก็มีสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนกัน และบ่อยครั้ง การทำหน้าที่ของสื่อก็มีผลไปกระทบสิทธิของประชาชนนะครับ เราจะเห็นว่าบ่อยครั้งเสียงสังคม ตำหนิติฉิน กล่าวโทษสื่อ ว่าไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะสื่อที่ดี บางครั้งสื่อไปละเมิดของบุคคลอื่น ไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นในหลักคิดของประชาธิปไตยเราเชิดชูสิทธิเสรีภาพ ของสื่อก็จริง แต่การใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะการใช้สิทธิเกินส่วนก็ย่อมถือว่าเป็นเรื่องของการผิดกฎหมายอยู่ดี ในแง่ของการกำกับ ดูแลตรงนี้ ถ้าเราปล่อยโดยเสรีและไม่มีการดูแลเลย ประชาชนก็อาจจะขาดไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีใครที่จะเข้ามาช่วยปกป้องสิทธิของประชาชน ในแนวทางการปฏิรูปของเราสิ่งใหม่ ที่เราพยายามจะให้มีขึ้น ก็คือการเข้ามาร่วมกำกับดูแลโดยประชาชน ส่วนนี้สำคัญ แต่นี่เป็นสิ่งใหม่ ที่เพิ่งจะมีขึ้น แล้วในระดับโลกก็ยังถือว่าเป็นของใหม่อยู่เหมือนกัน เราคาดว่าจะช่วยให้เกิดผลดี จะได้รับผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้นะครับ แนวความคิดเรื่องการกำกับดูแลสื่อ ด้วยตัวเองนะครับ การจัดให้มีสภาวิชาชีพก็เป็น แนวความคิดที่อยู่มานานและในบ้านเราก็เคยมี ความพยายามทำ แต่อยากจะกราบเรียนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ครั้งนี้เป็นความพยายามที่สมจริงที่สุดที่เราพยายามจะทำและหวังว่าเราจะได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม ในสังคมนิติรัฐซึ่งเรายึดหลักกฎหมายในการอยู่ร่วมกัน ถ้าการกำกับดูแลตัวเองหรือการกำกับ โดยประชาชนเกิดความล้มเหลว ถึงตอนนั้นกฎหมายจะต้องเข้ามานะครับ เราจะเห็นว่า สิทธิประชาชนมีมากมายเหมือนกัน แล้วก็ถูกละเมิดอยู่บ่อย ๆ นะครับ ผมจะไปสั้น ๆ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บางครั้งถูกละเมิด เอาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของคนมากล่าวในฐานะ เป็นเรื่องตลกโปกฮาบ้าง หรือพูดโดยที่ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นมนุษย์ จิตใจของเขานะครับ ตรงนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตด้วย ผู้เสียชีวิตเองก็เป็นผู้มีเกียรติ แล้วก็มีครอบครัวอยู่ข้างหลัง เรามีเรื่องสิทธิเสรีภาพในเคหสถานพื้นที่ส่วนตัว สื่อเองบางทีบุกเข้ามาในสถานที่ต่าง ๆ นำเสนอในเรื่องที่เจ้าของเคหสถาน เจ้าของสถานที่ไม่ได้มีความยินดีด้วยนะครับ
สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นอยู่ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นว่าถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งบุคคลที่เป็นสาธารณะและบุคคลที่ไม่ได้เป็นสาธารณะ บุคคลที่เป็นสาธารณะอาจจะโดนละเมิดบ่อยหน่อย แต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปพลาดพลั้ง มีเรื่องมีราวขึ้นมาก็โดนละเมิดอยู่เป็นประจำ บางครั้งเป็นการลงโทษซ้ำเติมบุคคลที่เขาได้รับ ทุกข์ทรมานอยู่แล้ว
สิทธิการได้รับความคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันนี้ก็เป็น เรื่องชัดนะครับ ถ้าเผื่อเราดูรายการบนเคเบิล ทีวี (Cable TV) ต่าง ๆ เราจะเห็นว่ามีโฆษณา มีการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงบ้าง ไม่เป็นจริงบ้าง บ่อยครั้งละเมิดกฎหมายโดยที่เจ้าหน้าที่ เองก็มีความสับสนว่าใครเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายฉบับนั้นแน่ เห็นโฆษณายาที่เพิ่งผ่าน อย. บนโทรทัศน์ ตกลงแล้วเป็นเรื่องของ อย. หรือเป็นเรื่องของ กสทช. หรือเป็นเรื่องของ สคบ. ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการดูแลกันให้ดี เพราะว่าปราศจากการดูแลแล้วประชาชนเอง ก็ถูกเอาเปรียบ ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะ เช่น สิทธิในเรื่องของการสื่อสาร สิทธิของผู้บริโภค ต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งนี้ต้องการองค์กรกำกับซึ่งมีอำนาจกฎหมายถ้าจำเป็นก็สามารถใช้กฎหมาย เข้ามาปกป้องประชาชนได้ ผมเข้าใจครับ ว่าการใช้กฎหมายนี้บางครั้งเป็นเรื่องของ ความหยาบกระด้างเพราะการใช้กฎหมายเป็นเรื่องของการบังคับ แต่ถ้าเลือกได้เราก็จะเลือก ให้สื่อกำกับกันเอง แต่ถ้าสื่อกำกับกันเองไม่ได้ถึงเวลานั้นกฎหมายจะต้องเข้ามาแทรกแซงแล้ว สามารถปกป้องสังคมได้ อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญ ในการกำกับดูแลในอนาคตสังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก สื่อทุกวันนี้ไม่เหมือนสื่อเมื่อก่อน สื่อเมื่อก่อนนี้เป็นระบบแอนะล็อก แยกกันอยู่ ปัจจุบันสื่อเกิดการหลอมรวม การกำกับดูแลกิจการในยุคของการหลอมรวมสื่อ จำเป็นที่จะต้องยึดหลักประโยชน์สูงสุดของประชาชน การกำกับโดยองค์กรกำกับรวม ที่เรียกว่าเป็นคอนเวอร์เจนท์ เรกกูเลเตอร์ (Convergent regulator) อันนี้เป็นแนวทางการกำกับ ที่ชาวโลกเดินหน้าไปในทิศทางนี้ เราจะเห็นว่าถ้าประเทศที่เก่าแก่หน่อยอย่างที่ใช้ระบบการกำกับ โดยองค์กรอิสระเก่าแก่หน่อย อย่างเช่นเอฟซีซี (FCC) ของอเมริกันก็จะกำกับทั้ง ๓ อย่าง มาแต่ไหนแต่ไร แต่ประเทศที่เดิมอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานหรือกำกับโดยองค์กรรัฐ แล้วแยกออกมาใหม่อย่างอังกฤษซึ่งเป็นออฟคอม (OFCOM) เมื่อก่อนนี้มีการแยกการกำกับ วิทยุโทรทัศน์ กำกับทางโทรคมออกจากกัน ส่วนอินเทอร์เน็ตสมัยโบราณนั้นไม่มี แต่เมื่อเขา เปิดให้มีการแข่งขันเสรีในกิจการเหล่านี้ เลิกระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต ก่อตั้งสำนักงานกำกับดูแลที่เรียกว่าออฟคอมขึ้นมา ออฟคอมเป็นองค์กรกำกับรวม ดูทั้งกิจการโทรคมนาคม กิจการสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์และดูในเรื่องของสารสนเทศด้วย หมายถึงสิ่งที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตทั้งหมด นี่เป็นการกำกับรวม ตรงนี้ต้องฝากขอความสนับสนุน จากที่ประชุมนี้ ถ้าเผื่อเราแยกการกำกับตรงนี้ออกไปเราจะมีปัญหา ผมขอยกตัวอย่าง นิดเดียวเท่านั้นเองนะครับ เป็นของจริงทุกวันนี้ ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าการกำกับอินเทอร์เน็ต มีปัญหามาก ข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตนี่เยอะมาก เกินกำลัง แต่กฎหมายของเรา เนื้อหาที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตกำกับดูแลโดยไอซีที (ICT) แต่อินเทอร์เน็ตจริง ๆ แล้ว เป็นโครงข่ายการสื่อสารชนิดหนึ่งจะเรียกว่าเป็นซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Soft infrastructure) ก็ได้ ซึ่งวิ่งอยู่บนโครงข่ายฟิซิคัล อินฟราสตรัคเจอร์ (Physical infrastructure) อีกทีหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหา เพราะว่าเมื่อบุคคลขอใบอนุญาตประกอบกิจการอินเทอร์เน็ต ขอกับ กสทช. ขอประกอบกิจการโครงข่ายการสื่อสาร ขอกับ กสทช. แต่พอการกำกับเนื้อหาไปอยู่กับ ไอซีที ตรงนี้คือความเชื่อมต่อของอำนาจในการกำกับดูแลของประชาชน เกิดตะเข็บ ผู้ประกอบการเองบางทีก็ไม่ได้แคร์ไอซีทีเท่าไร นอกจากใช้อำนาจอาญาเข้าไปปิด แต่เมื่อใช้ อำนาจอาญาเข้าไปปิดก็เกิดความรุนแรง จนตอนนี้ประเทศเราเองก็ถูกจับตามองจากสังคมชาวโลกว่าเรามีการควบคุมดูแลอินเทอร์เน็ต จนละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและของสื่อหรือเปล่านะครับ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นเองว่าการแยกการกำกับมันมีปัญหานะครับ แล้วก็ควรจะรวมอยู่ใน ที่เดียวกัน เพราะทั้งหมดจริง ๆ แล้วก็คือสัญญาณดิจิทัล ซึ่งวิ่งอยู่บนโครงข่าย ไม่ว่ามันจะออกมา ในรูปของโทรคมนาคม ออกมาในรูปของโทรทัศน์ วิทยุ หรือออกมาในรูปของอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดก็คือดิจิทัล โคด (Digital code) ซึ่งวิ่งอยู่บนนั้นนะครับ
ทีนี้เป้าหมายในการกำกับ ผมอยากจะนำไปสู่เป้าหมายในการกำกับ ซึ่งคณะกรรมาธิการของเราพิจารณากัน เรามองนะครับว่าเป้าหมายในการกำกับของเราแล้ว เมื่อจำเป็นจะต้องใช้กฎหมาย เรามองว่ากฎหมายจะต้องศักดิ์สิทธิ์ ต้องบังคับใช้อย่างเสมอหน้า และยุติธรรม นี่เป็นเรื่องของการเอนฟอร์ซ (Enforce) กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่ดีเท่าไร แล้วก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่อันนี้คงจะต้องดูรายละเอียดอีกทีนะครับ กฎหมายบางฉบับ เป็นกฎหมายเก่า มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ปี ๒๔๙๗ นะครับ ซึ่งยังไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วก็ยังไม่มี ดิจิทัล ตรงนั้นอาจจะได้รับการปรับปรุงดูแลด้วย เรามองว่าสื่อมีเสรีภาพและมีความรับผิดชอบ ตรงนี้สำคัญ เราต้องการสื่อซึ่งมีจริยธรรมและดูแลตัวเองได้ แต่เมื่อไรที่สื่อดูแลตัวเองไม่ได้ การกำกับดูแลจะต้องเข้าไป ซึ่งมาตรการในการกำกับก็อาจจะมีตั้งแต่เบาไปหาหนักนะครับ แล้วส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือสังคม เรามองว่าสังคมควรจะมีข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรงนะครับ ไหลลื่น ไร้มลพิษ มีการสื่อสารที่สะดวกปลอดภัย อันนี้เป็นเป้าที่เราต้องการ
ทีนี้ในแง่ของการกำกับดูแลนะครับ เราจะเห็นว่าในแง่ของการกำกับดูแลนั้น การกำกับโดยรัฐในเรื่องของกิจการสื่อสารโทรคมนาคมและกิจการของวิทยุ โทรทัศน์ ต้องกราบเรียนว่ามันมีความซ้ำซ้อนอยู่เยอะ เป็นเรื่องที่จะต้องใช้มาตรการหลายประการเข้ามา ตัวอย่างสไลด์ (Slide) ที่ผมโชว์ให้ดูนี้เป็นตัวอย่างเพียงคร่าว ๆ จะเห็นว่าการกำกับกิจการ ทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ ต้องการทั้งการแข่งขันและต้องการการกำกับในเชิงของทางสังคม วิทยุ โทรทัศน์เป็นโครงข่ายแบบหนึ่ง ถ้าในทางการกำกับดูแลเรียกว่าเป็นเน็ตเวิร์ก (Network) ชนิดหนึ่งซึ่งก็มีการกำกับดูแลซึ่งมีลักษณะเฉพาะของมัน ทีนี้ถ้าเผื่อเรามองตรงนี้ว่า การกำกับสื่อวิทยุ โทรทัศน์มันกำกับทางด้านเนื้อหา ส่วนเนื้อหานี่ล่ะครับ บางคนเรียกว่า เป็นคัลเจอรัล โพรดัคท์ (Cultural product) มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม วัฒนธรรม ความคิดความอ่านของประชาชน ตรงนี้เป็นการกำกับทางด้านสังคม บางครั้งเราไม่สามารถ ที่จะไปชี้ชัดว่าอะไรดี อะไรไม่ดีแทนประชาชนในสังคมเสรีประชาธิปไตย แต่เราเองจะต้องมี ทางเลือกที่ดีพอให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นบางครั้งอาจจะต้องส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสื่อในซีกของภาคประชาชนเอง หรือสื่อที่เป็นสาธารณะ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ แต่ขณะเดียวกันการแข่งขันตรงนี้มันก็จะต้องไม่มีการผูกขาดและไม่มีการครอบงำสื่อ ตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกำกับการครอบงำสื่อนี้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ทุกวันนี้บางครั้ง เราปล่อยให้เรื่องต่าง ๆ กลายเป็นการสร้างกระแสสังคม ซึ่งกระแสสังคมบางทีไม่ได้เป็นไปด้วย ความเชี่ยวชาญแต่เป็นไปด้วยอารมณ์ เราบอกว่าต้องการไม่ให้เกิดการครองสิทธิข้ามสื่อ ทุกคนก็มีความรู้สึกว่าครองสิทธิข้ามสื่อไม่ดี แต่เราก็เห็นว่าสื่อใดสื่อหนึ่งครอบคลุมกิจการ หลายประเภท เช่น ทำทั้งหนังสือพิมพ์ ทำทั้งวิทยุ ทำทั้งโทรทัศน์ ทำแมกกาซีน (Magazine) แล้วก็ยังมีเว็บไซต์ของตัวเองอีก ไม่เป็นอะไร แต่วันดีคืนดีบางสื่อเกิดการควบรวมบ้าง หรือเกิดการเปิดสาขาแขนงใหม่ขึ้นมา เราก็มีการกล่าวหากันว่าครองสิทธิข้ามสื่อ สังคม เราเหมือนสังคมที่ขาดหลัก วันหนึ่งเราอาจจะชี้เรื่องหนึ่งได้ แต่อีกวันหนึ่งเราก็รู้สึกเฉย ๆ เราไม่ได้รู้สึกอะไร ตรงนี้มันฟ้องว่าองค์กรกำกับเองก็ขาดความเชี่ยวชาญแล้วไม่สามารถออกมาอธิบายแล้วก็ ชี้นำสังคมได้ ปล่อยให้สังคมเองชี้นำกันไปเองในฐานะไม่รู้ต่อไม่รู้ เราบอกว่าเราไม่ต้องการให้เกิด การครอบงำตลาด แต่เสร็จแล้วเราไม่รู้ว่าอะไรคือครอบงำตลาด เพราะฉะนั้นได้แต่พูดกันไป เรารู้ว่ามันเป็นปีศาจ แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับ หลอกผีกันไปแล้วแต่ว่าใครจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เราบอกว่าครอบงำตลาดก็คือ มาร์เก็ต แชร์ (Market share) ผมอยากจะเรียนถามว่าแล้วมาร์เก็ต แชร์ นี่มันคืออะไร มาร์เก็ต แชร์ของโทรทัศน์ คืออะไร ตัวสะท้อนที่ดีที่สุดก็คือ เรทติง (Rating) ในโทรทัศน์ แต่เรทติงโทรทัศน์นี้มันไม่ค่อยมีใคร ที่มีเรทติงเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ น้อยมาก เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี้ยังน้อยนะครับ เพราะฉะนั้น มันครอบงำหรือเปล่า เราบอกว่ารายการโทรทัศน์ที่มีคนดูเยอะ ๆ นั่นล่ะครับครอบงำ ถ้าอย่างนั้นรายการโทรทัศน์นี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ช่องสถานีหนึ่งรายการหนึ่ง มันมีคนดูเยอะ รายการหนึ่งไม่มีคนดู น้อย แล้วตกลงใครเป็นคนครอบงำ รายการหรือตัวสถานี ตรงนี้ผมไม่ขออธิบายลึกนะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ แล้วจริง ๆ แล้วมันมีเทคนิคที่ดำเนินการให้เป็นไปได้ แต่ปัจจุบันเราไม่มี อิชชู (Issue) ที่ควรจะตัดสินกันในฐานะผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาในตลาดแล้วก็มีการสร้างกระแส แต่กระแสในสังคมนี้มันมีผิดมีถูก บางครั้งก็อาจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดได้ ผมขออนุญาต มาดูด้านโทรคมนาคมนะครับ โทรคมนาคมนี้เราเน้นเรื่องการแข่งขันมาก เพราะจริง ๆ แล้ว โทรคมนาคมนี้สิ่งที่โทรคมนาคมขายก็คือการเชื่อมต่อ โพรดัคท์ (Product) ของโทรคมนาคม ก็คือการให้บริการเชื่อมต่อ ไม่ได้มีเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่วิ่งอยู่บนโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นเนื้อหาที่ผู้ผลิตหรือผู้ส่งผลิตขึ้นแล้วส่งกันไปส่งกันมา ความเชื่อมต่อตรงนี้สำคัญ เมื่อเป็นความเชื่อมต่อตรงนี้เทคนิคการกำกับจะไม่ได้เน้นในเรื่องสังคม เรื่องสังคมจะมีบ้าง ก็ในแง่เรื่องของการเข้าถึงและช่วยให้คนที่ด้อยโอกาสได้รับโอกาสบ้างนะครับ ได้มีสิทธิใช้ หรือประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานทางด้านการสื่อสารในราคาที่เป็นธรรม รับได้ เข้าถึงได้ แต่หลัก ๆ แล้วเรื่องการแข่งขันเสรีสำคัญแต่ตรงนี้ก็กลับกลายมาเป็นเรื่องของ เทคนิคที่สำคัญอีก เพราะโทรคมนาคมเป็นธุรกิจโครงข่าย เราไม่ได้สามารถบอกว่าวันนี้ ให้เขาเลิก แล้ววันต่อไปให้สร้างขึ้นใหม่ เพราะใครมีโครงข่ายแล้วก็มีเลย และในสังคมเดียวเอง ก็ไม่สามารถที่จะมีโครงข่ายได้ซ้ำซ้อน บางครั้งเราเอาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างกระแสในตลาดว่า การแข่งขันน้อย แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมไปมาแล้วหลายประเทศมาก ๆ ดูในเรื่อง โทรคมนาคม เอาแค่เฉพาะมือถืออย่างเดียว มีผู้ให้บริการน้อยมากที่จะมีเกิน ๓ เจ้า ในประเทศหนึ่ง แล้วถ้าเมื่อไรที่มีเกิน ๓ เจ้า เจ้าที่ ๔ จะร่อแร่ ถ้ามี ๕ เจ้า เจ้าที่ ๕ จะโคม่า ส่วนใหญ่จะอยู่ ๓ หรือน้อยกว่า จำนวนเท่าไร จำนวนเท่าไรก็อยู่ที่ระบบเศรษฐกิจนี้ จะรองรับได้กี่เจ้า แล้วสังคมนี้จะมีโครงข่ายกี่โครงข่าย เพราะโครงข่ายที่ซ้ำซ้อนเกินไป ก็เกิดความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ แล้วก็ทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน จนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ มีระบบที่ซ้ำซ้อนกันมากปัญหาการเชื่อมต่อก็ตามมาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้การแข่งขัน ทางด้านโทรคมนาคมก็คือสำคัญ แล้วการแข่งขันตรงนี้ทำให้กำไรของผู้ประกอบการมาจาก ประสิทธิภาพไม่ได้มีกำไรส่วนเกินที่มาจากการครอบงำหรือผูกขาดตลาด ประสิทธิภาพตรงนี้ ที่เราหวังว่าให้เขาจะได้มีกำไรบ้าง เราไม่ได้มองที่ราคาถูกที่สุด เพราะนั่นไม่สมจริง ถ้าถูกที่สุดผู้ประกอบการจะไม่ลงทุนต่อไป แต่ถ้าเขากำไรเกินส่วนประชาชนก็จะเดือดร้อน เพราะฉะนั้นการกำกับตรงนี้ก็เป็นเทคนิคที่สำคัญเหมือนกันให้เขามีประสิทธิภาพมีกำไร ที่จะไปลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและพัฒนาการเข้าถึง และคิดค้นหาบริการใหม่ ๆ แต่ขณะเดียวกันก็พอมีกำไรอยู่บ้าง ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราว่ากันไปทางไอดีล (Ideal) เราก็อยากให้อยู่ที่แถว ๆ ประมาณดอกเบี้ยหรือจะมากกว่านิดหน่อยนะครับ เป็นแรงจูงใจ ตรงนี้ก็เป็นเทคนิคทั่วไป ๆ โดยทั่วไป ๆ มาตรการในการกำกับตรงนี้ องค์กรกำกับสามารถใช้ มาตรการทางกฎหมายได้ในการบังคับ แต่กฎหมายไม่ใช่วิธีเดียวกันเท่านั้นเอง บางครั้ง การเจรจาต่อรองจำเป็น บางครั้งการให้อินเซ็นทีฟ (Incentive) ท่านที่เป็นนักเศรษฐกิจก็จะรู้ว่า อินเซ็นทีฟทางด้านภาษีอำนวยให้ อินเซ็นทีฟทางด้านค่าธรรมเนียมอำนวยให้ นอกจากการเจรจา ต่อรองการให้อินเซ็นทีฟแล้ว การส่งเสริมสนับสนุนก็สำคัญอีกเหมือนกัน มาตรการที่ส่งเสริม สนับสนุนตรงนี้เราจะเห็นชัด ๆ ว่ารัฐอุดหนุนทีวีสาธารณะ เอาเงินไปให้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำทีวี ตรงนี้เป็นการอุดหนุนจริง ๆ แล้วมีหลายอย่างที่ควรจะมีการอุดหนุน โทรทัศน์ ที่มีคนออกมาใช้ภาษามือหรือมีวิดีโอ เดสคริพชัน (Video description) เพื่อคนพิการ พวกนี้เองก็ต้องการเงินอุดหนุน เพราะองค์กรเอกชน องค์กรธุรกิจทำเองเขามีแต่ค่าใช้จ่าย กิจการเหล่านี้ที่สำคัญ ผมขออนุญาตไปต่อนะครับ ในธุรกิจทางด้านโทรคมนาคม อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจสำคัญของชาติ โทรคมนาคม เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ตรงนี้เป็นส่วนได้เสียของประเทศปีละหลายแสนล้านบาท นอกจากว่าตัวรายได้จากโทรคมนาคมแล้ว โทรคมนาคมเองเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความสำคัญ ตรงนี้จะอำนวยให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถแข่งขันได้ ทุกวันนี้ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราไม่ได้สูงนะครับ แล้วเราเองในการปฏิรูปครั้งนี้ เรามีการพูดกันในหลายคณะว่าเราพยายามจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ เทเลคอม (Telecom) เป็นเซคเตอร์ (Sector) ที่สำคัญอันหนึ่งที่สามารถมีบทบาทตรงนี้ได้ วิทยุ โทรทัศน์เงินไม่เยอะเท่าไร ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง แต่ว่าอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ตรงนี้เราเน้นกำกับในเรื่องของสังคม แล้วก็เรื่องของความหลากหลาย อันที่น่าสนใจก็คือ อันที่เป็นสารสนเทศ ปัจจุบันกิจกรรมด้านข้อมูลเนื้อหาที่ส่งในรูปดิจิทัลมีมากขึ้นทุกวัน ในแง่ของ อินเทอร์เน็ตเรามีคนใช้อยู่ ๒๖ ล้านคนขึ้นไป แล้วกำลังเติบโตในอัตรา ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเผื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพลเมืองเราอยู่ที่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถือว่าสูงที่สุดของ ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็ถือว่าเป็นดี แต่ถ้าเทียบกับชาวโลก ชาวโลกอยู่ที่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรายังไล่ตามคนอื่นเขาอยู่ แต่ด้วยอัตรา ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเรามีการเติบโต ที่น่าพอใจ แต่ทำอย่างไรเราถึงจะเน้นให้การเติบโตนี้คงเส้นคงวาต่อไป แล้วในอีกส่วนหนึ่ง ก็กลับมาดูผู้ใช้ด้วย นี่คือเรื่องที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมพูดเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ หมายความว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเยอะเป็นเรื่องดี แต่หมายความว่าต้องใช้ไปในทางที่ดีด้วย การใช้ตรงนั้นอาจจะเป็นเรื่องโพรดัคทิวิตี (Productivity) ทางด้านเศรษฐกิจ หรือในแง่ การเพิ่มพูนความรู้ หรือในแง่ของการติดต่อสื่อสารซึ่งไปลดโลจิสติกส์ (Logistics) ทางด้านอื่น ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไปเพื่อความบันเทิงเพื่อจะไปประกาศหาคู่ หรือเพื่อที่จะโชว์ รูปร่างหน้าตาตัวเอง ตรงนี้มันอาจจะเป็นความสุขใจเล็ก ๆ ของผู้ใช้ แต่ว่าที่จริงแล้วมันก็เป็น ความสูญเสียเหมือนกันถ้าเผื่อเราไม่ดูแลให้ตรงนี้เป็นไปอย่างเป็นประโยชน์ อันที่น่าสำคัญ ก็คือธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้ผมมองว่าเป็นอนาคต ปัจจุบันนี้โลกเราเคลื่อนไปทางนี้มากขึ้น คนสมัยใหม่เวลาน้อยลง แล้วก็มีสิ่งที่มาแย่งความสนใจมาก เวลาที่ไปเดินชอปปิง (Shopping) ตามห้างไปเป็นมอลล์ แทรเวลเลอร์ (Mall traveler) ไม่มีแล้ว ปัจจุบันนี้คนเวลาน้อยลง แล้วไม่ต้องการการชอปปิงซึ่งบางทีเป็นภาระ ในส่วนรีเทล (Retail) เอง การเรียกเก็บค่าส่วนลด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นเยอะ ธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การสั่งซื้อสินค้า ผ่านอิเล็กทรอนิกส์จะตัด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ออกไป แล้วอาจจะมีผลลดในเรื่องของ การคมนาคม แล้วก็ในเรื่องสุขภาพจิตการใช้เอ็นเนอร์จี (Energy) ใช้พลังงานอะไรอีกเยอะ ตรงนี้เป็นแนวทางในอนาคตและมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาเจอว่าประชาชนไทย ๙๒ เปอร์เซ็นต์มีอุปกรณ์โมบาย (Mobile) ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือไอแพด (iPad) หรือเป็น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป (Laptop) หรืออะไรก็ตาม ในจำนวนนี้จากการสำรวจ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์เคยทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อครั้ง แต่ผมอยากกราบเรียนว่านี่เป็นค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นบางครั้งการถ่ายโอนเงินจำนวนเยอะ ๆ หรือการใช้จ่ายซึ่งเป็นบิก ทิคเก็ต ไอเท็มส์ (Big ticket items) ตรงนี้ก็อาจจะดึงให้ค่าเฉลี่ยเยอะขึ้น แต่การซื้อของทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเงินไม่มากมันมีเยอะแล้วเยอะขึ้นทุกวัน แล้วมันกำลังเป็นต่อล่อหรือเชิญชวน ให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงนะครับ ตัวเลขคร่าว ๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นที่ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ใช้โอนเงิน ๔๓ เปอร์เซ็นต์ใช้ในเรื่องบัตรเครดิตและเกี่ยวกับบัตรเครดิต ๑๗ เปอร์เซ็นต์ใช้ในเรื่องเคาน์เตอร์ เซอร์วิส (Counter service) ๑๒ เปอร์เซ็นต์ใช้กับบัตร เดบิต แล้วที่เหลือเป็นอื่น ๆ กราบเรียนตรงนี้สิ่งเหล่านี้มันบอกว่าประชาชนเองใช้ตรงนี้ มากขึ้นทุกที แล้วตรงนี้มีความจำเป็น ถ้าระบบอินเทอร์เน็ตเราเร็วไม่พอ และไม่สามารถ รองรับได้ เราจะมีปัญหาตรงนี้ในอนาคต ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจของเรา แล้วเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในเรื่องของความรู้และข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งผ่านในระบบของอินเทอร์เน็ตด้วย การปฏิรูปการกำกับกิจการกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ตรงนี้ผมขอเน้นหัวข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง การปฏิรูปของเราแม้ว่าเราจะมีกรรมาธิการและ อนุกรรมาธิการแยกกันไปในหลาย ๆ ส่วน อยากจะกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติครับ เราไม่สามารถคิดโดยแยกจากกันได้ การปฏิรูปทุกส่วนจะต้องขับเคลื่อนและมีความสัมพันธ์ กันไปเพื่อที่จะเกิดการเสริมพลังซึ่งกันและกัน หรือที่เราเรียกกันว่ามีซินเนอร์จี (Synergy) ระหว่างกัน โทรคมนาคมเป็นเซคเตอร์สำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ แต่ไม่สามารถพิจารณาโดยโดดเดี่ยวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนา ประสานกันไปกับการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าในเรื่องที่ผมจะพูด ต่อไปนี้เรากำลังจะพูดถึงเรื่องว่าโทรคมนาคมเองไม่สามารถแยกออกจากเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมของประเทศได้ แต่การปฏิรูปตรงนี้สิ่งที่ทางซูเปอร์ บอร์ด (Super board) ของด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังพิจารณาทำ และในกรรมาธิการเศรษฐกิจ กำลังพิจารณาทำ เรากำลังพูดกันเรื่องการแยกงานนโยบายออกให้มีความชัดเจน ไม่อุ้ยอ้าย ตรงนี้ชัดเจนว่าเป็นส่วนของรัฐ เป็นส่วนของผู้ที่รับอาณัติมาจากประชาชนจะกำหนดนโยบาย ของรัฐบาลโดยแถลงไว้ต่อสภาและอยู่ภายใต้แนวนโยบายแห่งรัฐ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง เรามองว่า มีองค์กรที่เป็นเจ้าของสร้างความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพให้กับองค์กรปฏิบัติการ ของรัฐ องค์กรปฏิบัติการของรัฐก็คือพวกรัฐพาณิชย์ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พวกเหล่านี้ ก็เป็นองค์กรสำคัญเป็นมือปฏิบัติการของรัฐ ท่านผู้มีเกียรติครับ ไม่ใช่ธุรกิจทุกอย่างรัฐ จะปล่อยให้เอกชนทำหมด เพราะบางธุรกิจเอกชนทำไม่ได้ บางธุรกิจบางครั้งก็อาจจะสำคัญ เกินกว่าที่จะให้เอกชนทำ บางครั้งเพื่อการจัดระเบียบ การกำกับดูแลตรงนี้ต้องมีความสำคัญครับ ผมอยากจะกราบเรียน เช่น บริษัทการท่าอากาศยานอย่างนี้นะครับท่านจะเห็นว่า นี่เป็นบริษัท และถือไปอีกทีก็มีรูปแบบการบริหารแบบธุรกิจ ท่านอยากให้มีการแข่งขันไหมครับ เราสร้างสุวรรณภูมิขึ้นมาอีกอันหนึ่งแล้วก็ให้อีกบริษัทหนึ่งเข้ามาดูแลตรงนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ ธุรกิจพวกนี้ละครับที่เขาเรียกว่าเป็นเนเจอร์รัล โมโนโพลี (Natural monopoly) เป็นผูกขาดโดย ธรรมชาติ แต่ตรงนี้ถ้าเผื่อเราบังคับแบบไม่เข้าใจเราก็จะให้มีการแข่งขันหรือไปออกกฎหมายซึ่ง เท่าที่ผ่านมานะครับ เช่น กฎหมายการใช้คลื่นความถี่ทางด้านพาณิชย์ ทางด้านธุรกิจ ต้องใช้การประมูลเท่านั้น ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าแล้วคลื่นความถี่ที่บริษัทวิทยุการบิน กับบริษัทการท่าอากาศยานใช้เราจะให้เขาประมูลหรือเปล่า แล้วมันประมูลได้ไหม เพราะฉะนั้นบางครั้งโมโนโพลี (Monopoly) ก็อาจจะเป็นความจำเป็น แล้วมันก็ไม่ได้ชั่วร้ายทั้งหมด แต่ในที่ที่จะต้องมีการแข่งขันเราก็จะต้องมีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นเวลาการกำกับดูแลพวกนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ มิใช่ก่อกระแสสังคมขึ้นมาแล้ว ไปกระทบกับทรัพยากรสำคัญของชาติ อันนี้สำคัญ ผมกล่าวไปแล้วว่าเราต้องมีการแยกงานนโยบาย ออกมาเพื่อให้ชัดเจนแล้วไม่อุ้ยอ้ายนะครับ เราแยกองค์กรที่เป็นเจ้าของ ตรงนี้เพื่อสร้าง ความเป็นมืออาชีพ ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจเองไม่มีองค์กร ไม่มีเจ้าของ รัฐก็เพียงแต่ส่งคนเข้าไป เป็นกรรมการ ยิ่งในยุคการเมืองก็เหมือนกับส่งคนไปนั่งเมือง เป็นการตอบแทนหรืออะไร ประมาณนั้น แล้วผลสุดท้ายองค์กรไม่ได้มีแอคเคาทะบีลิตี (Accountability) คนที่ขึ้นมาสู่อำนาจ ก็ไม่ได้ประเมินด้วยผลงาน นโยบายที่ฝ่ายปฏิบัติการเสนอลงไปก็อาจจะไม่ได้รับการดูแล ถูกบิดเบือน ตรงนี้ล่ะครับต้องมีองค์กรเจ้าของมาเพื่อดูแลสำหรับหน่วยงานที่จำเป็นนะครับ เราต้องแยกองค์ประกอบกิจการและการปฏิบัติออกไปต่างหาก นี่หมายความว่าองค์กรที่เป็น ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติจริง ๆ ต้องมีความต่อเนื่องและมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีการวัด ประเมินผลงานอย่างถูกต้อง แล้วถ้าเผื่อดำเนินการโดยไม่มีประสิทธิภาพจำเป็นจะต้องเปลี่ยน ก็อาจจะต้องเปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนซีอีโอ (CEO) เปลี่ยนบอร์ด หรืออะไร ซึ่งเป็นหน้าที่ ที่องค์กรเจ้าของจะต้องเข้ามาดูแลตรงนั้น ผมก้าวล่วงไปในเรื่องเศรษฐกิจนิดหนึ่งเพื่อที่จะพูดถึง ความเชื่อมโยงตรงนี้เพราะเดี๋ยวท่านจะเห็นว่าองค์กรกำกับดูแลต้องแยกออกมา ตรงนี้ล่ะครับ เราจะได้ยินคำพูดคุยของพวกเรากันเองในห้องอาหารอยู่บ่อยว่าแยกเรกกูเลเตอร์ออกมาจาก โอเปอเรเตอร์ (Operator) นั่นคือแยกองค์กรกำกับออกมาจากองค์กรปฏิบัติการ ในอดีต เราไม่แยกครับ วันหนึ่งรัฐบอกว่ามีนโยบายลดค่าไฟช่วยคน นี่เป็นนโยบาย ซีกนโยบาย เสร็จแล้วก็มาบอกโอเปอเรเตอร์ให้ไปยกเว้นค่าใช้จ่าย ค่าไฟที่ไม่เกิน เซย์ (Say) เสียว่า ๖๐ บาทก็อย่าไปเก็บเขา แล้วใครเป็นคนรับเงินตรงนี้ล่ะครับ ใครเป็นคนเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ โอเปอเรเตอร์รับไปเขาก็ขาดทุนสิครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่การแยกโอเปอเรเตอร์ออกจากโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) สำคัญ
ในส่วนของเรกกูเลเตอร์อีกเหมือนกันท่านลองนึกนะครับ ว่าสมัยก่อนนี้นะครับ ทีโอที (TOT) กำกับดูแลเอไอเอส (AIS) ให้สัมปทานกับเอไอเอสด้วย แล้วทีโอทีก็มีบริษัทของตัวเอง ที่ประกอบกิจการมือถือด้วย มันแข่งกัน ตรงนี้เป็นธรรมไหม ถ้าเราจะใช้ระบบการแข่งขัน แบบเสรีเราจะใช้ระบบทุนนิยมเข้ามาให้เอกชนเข้ามาลงทุนเพื่อที่จะลดภาระของรัฐ ตรงนี้ การแข่งขันต้องเป็นธรรม มิใช่เสรีอย่างเดียว ต้องเป็นธรรม แล้วทุกคนแข่งขันกันอยู่บนพื้นฐาน ของความเท่าเทียม ในอดีตไม่ใช่นะครับ แม้กระทั่งสิ่งที่ผูกพันมาปัจจุบัน ท่านลองนึกดูว่า ค่าสัมปทานของช่อง ๗ กับค่าสัมปทานของช่อง ๓ มันไม่เท่ากัน แล้วมันจะแข่งอย่างไร ในอดีตค่าตอบแทนส่วนแบ่งรายได้ของแคท (CAT) อยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของทีโอทีอยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์และมันจะเกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องการ การแก้ไข เรกกูเลเตอร์จะต้องมีหนึ่งเดียว แล้ววางกฎซึ่งใช้ได้กับทุกคน แล้วสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ตรงนี้นำมาสู่แนวความคิดที่ว่าความเป็นองค์กรกำกับที่อิสระสำคัญ การกำกับ ดูแลกิจการที่สำคัญหลายชนิดในโลกนี้นะครับจัดทำเป็นรูปองค์กรอิสระของรัฐ มีความกังวล ในพวกเราว่าเรามีองค์กรอิสระเยอะไปหมด ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรอิสระ โดยตัวมันเองมันไม่ได้เป็นสิ่งเสียหายอะไร ผมเองผมก็ไม่อยากให้มีองค์กรอิสระในฐานะเป็น องค์กรตามรัฐธรรมนูญรุงรังเยอะไปหมด ซึ่งผมว่าไม่ใช่ แต่ถ้าองค์กรอิสระตามกฎหมายเกิดได้ ยุบได้ เล็ก ๆ ทำงานแบบโปร่งใสที่ทุกคนสามารถเข้าไปสอดส่องเข้าไปดูแลได้ แล้วทำหน้าที่กำกับไปอย่างเที่ยงธรรมต่อเนื่อง โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก อันนี้ทำได้และในต่างประเทศเยอะแยะไปหมดเลยครับ ของอเมริกัน เอสอีซี (SEC) กำกับหลักทรัพย์ เอฟทีซี (FTC) กำกับทางการค้า พวกนี้เป็นองค์กรอิสระทั้งนั้น ในอังกฤษ ก็เยอะแยะไปหมด มีทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ของเราเองก็มีได้ ใช้ให้ถูกเถอะครับ แล้วก็ กำกับดูแลพวกองค์กรพวกนี้อีกทีหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าการตรวจสอบโดยรัฐสภา เราต้องการ ความต่อเนื่องในนโยบายของการกำกับดูแล อันนี้หลายท่านพูดไปแล้ว โดยเฉพาะท่านที่จัดเจน ในเรื่องแนวคิดทางด้านยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปมาได้ครับ พิสัย ในการมองทางยุทธศาสตร์นี่ ๑๐ ปี หรืออาจจะมากกว่า การที่ปล่อยให้พรรคการเมืองเข้ามา และเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงมา ลำบาก ท่านจะเห็นครั้งหนึ่งรัฐบอกว่าการประกอบ กิจการทางด้านการศึกษาอุดมศึกษารัฐควรจะเชื้อชวนให้เอกชนเข้ามาประกอบกิจการ เพราะรัฐแบกรับภาระไม่ไหว แต่หลังจากนั้นเอกชนเข้ามาและไม่นานรัฐเปลี่ยนแปลง รัฐส่งเสริมสถาบันในลักษณะราชภัฏหรือราชมงคลเต็มไปหมด เอกชนที่ตั้งตัวไม่ทัน ประสบความเดือดร้อนลำบาก ที่รอดไปแล้วก็รอด นโยบายแบบนี้ผมว่าระยะยาวมันไม่ได้ ผมยกตัวอย่างของการศึกษาเพราะเห็นได้ชัด แต่ว่ามันเกิดทั่วไป การบริหารจัดการ ทรัพยากรสำคัญของชาติบางครั้งไม่เหมาะกับการเมืองระบบพรรค ผมไม่ยกตัวอย่าง แต่ท่านก็ทราบกันดี การเอาเข้าไปแบ่งสรรกัน เพราะตรงนี้เป็นเรื่องของการให้โควตา การออกใบอนุญาต การเจรจาต่อรองให้เกิดความสะดวกในการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นว่าถ้าท่านสามารถแยกองค์กรกำกับออกมาได้ ท่านก็จะแยกบทบาทของนักการเมือง ให้จำกัดอยู่ในเรื่องของนโยบาย แต่ในเรื่องของการกำกับดูแล ในเรื่องของการให้ใบอนุญาต การสิ้นสุดใบอนุญาต การบังคับให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะออกมา ออกโดยองค์กรวิชาชีพซึ่งเป็นอิสระ แต่ไม่ใช่อิสระแบบหลุดโลกนะครับ อิสระภายใต้การตรวจสอบของสภา อิสระภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาล แล้วองค์กรพวกนี้ สามารถตรวจสอบได้ด้วยองค์กรตรวจสอบอื่น ๆ เช่น เป็นหน่วยรับตรวจของ สตง. หรือก็เป็น ผู้บริหารที่จะต้องอยู่ใต้กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นต้น อันนี้ผมขออนุญาตไปเร็วนิดหนึ่ง พวกนี้ต้องการความตัดสินใจที่เป็นเชี่ยวชาญ อันนี้ผมกล่าวไปแล้ว ต้องการเทิร์ม (Term) การทำงานที่แน่นอนภายใต้การกำกับ อันนี้ก็สำคัญเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนรัฐบาลที เปลี่ยนบอร์ดทีหนึ่ง อย่างหน่วยงานหลายหน่วยที่เราเห็น ตรงนี้มันไม่เหมาะสำหรับการ กำกับดูแลกิจการที่เป็นกิจการสำคัญของประเทศ
ทั้งหมดก็ขอสรุปในสไลด์แผ่นสุดท้ายนะครับ พูดถึงเรื่อง กสทช. องค์กรอิสระ หลายท่านจะสนใจว่าองค์กรนี้ก็มีทั้งชื่อเสียง มีทั้งอื้อฉาว อยากจะกราบเรียนครับว่า องค์กร กสทช. ปัจจุบันมีปัญหาอยู่เยอะ แต่มีปัญหาก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไปทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า นี่คือองค์กรอิสระทางด้านกำกับดูแลเพียงองค์กรเดียว ที่เรามี แล้วก็มีอายุมาแล้วพอสมควร ดี ไม่ดี มีข้อเสียจุดอ่อนหลายอย่าง ตรงนี้ปรากฏให้เห็น เหตุที่มันปรากฏให้เห็นก็เพราะว่าองค์กรเล็ก ๆ เหล่านี้โปร่งใสตรวจสอบได้ จะเห็นว่า สตง. ก็ออกมาแถลง ประชาชนก็ใช้สิทธิข้อมูลข่าวสารเข้าไปดูอะไรต่ออะไรของเขา เพราะเขาเล็ก และโปร่งใส เขาถึงมีเรื่องไม่น่าพอใจให้เราเห็นเยอะ ดีกว่าปล่อยให้เขาเป็นองค์กรใหญ่ ซึ่งมืดมองไม่เห็น แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เราเห็นแล้วว่าองค์กรอิสระ อย่างนี้ล่ะครับที่โปร่งใสและเราสามารถตรวจสอบได้ ถ้าไม่ดีเราแก้ แต่ไม่ใช่ไปยุบเขา เพราะฉะนั้นองค์กรกำกับอิสระตรงนี้ยังเป็นส่วนสำคัญ แต่ว่าโครงสร้างทางกฎหมายก็ต้อง ได้รับการปรับปรุง จะเห็นว่าแต่เดิมสภาเองหลัก ๆ ก็วุฒิสภานะครับ ก็ไม่ได้เข้าไปดูแล มากมายเท่าไร กฎหมายกำหนดให้มีซูเปอร์ บอร์ด ซูเปอร์ บอร์ดเองดันต้องไปขอพึ่งพิง ทางด้านทรัพยากรบุคลากรจาก กสทช. เอง ก็ขาดอิสระในการกำกับดูแลตรงนี้ กฎหมาย กำหนดให้มีกองทุน กองทุนมีเงินอยู่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่าแต่ไม่สามารถ ใช้ได้ เพราะติดขัดไปด้วยกฎระเบียบอะไรใช้เงินไม่ได้ จนหนสุดท้ายมีมือดีจะเอากองทุนนี้ไป อยากจะวิงวอนนะครับว่าที่ผ่านมาเงินใช้ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี จะเห็นผู้อภิปรายก่อน หน้าผมก็พูดไปแล้วว่าการกำกับดูแลในซีกของวิชาชีพ ในซีกของประชาชนยังต้องการเงิน ทางด้านนี้ การเข้าถึงของประชาชนในซีกส่วนต่าง ๆ การเข้ามามีส่วนร่วมในทรัพยากรเช่น สื่อชุมชนของประชาชนก็ยังต้องการการสนับสนุนทางด้านนี้ รวมถึงงาน เงินวิจัยและเงิน พัฒนาวิชาชีพอีกจำนวนมากตรงนี้ต้องแก้ไข ปัญหาบางปัญหาเป็นปัญหาที่คน ปัญหาที่คนก็ เป็นบทเรียนของสภา เป็นบทเรียนของคณะกรรมการสรรหาซึ่งจะต้องแก้ต่อไป บางส่วน อาจจะเป็นที่มาของคณะกรรมการสรรหา บางส่วนอาจจะเป็นคุณสมบัติและที่มาของ คณะกรรมการ ตรงนี้รายละเอียดทางคณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการอยู่เพื่อที่จะแก้ไขตรง นี้ให้ดีขึ้น ตรงนี้ขอความเห็นใจเหมือนกันว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรใหม่ อย่างที่บอกว่าเป็น องค์กรเดียวขององค์กรอิสระทางด้านการกำกับดูแล คนเข้ามาก็เป็นคนใหม่ ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เคยมีใครมีประสบการณ์ทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาเป็นบอร์ดบางคนไม่ได้มีความรู้ บางคนคิดว่าตรงนี้เป็นงานสบาย ๆ ก็มาเป็นบอร์ดเหมือนบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แต่ความจริง ไม่ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่บอร์ดบริหารทั่ว ๆ ไป ตรงนี้เป็นคอมมิชชันเนอร์ (Commissioner) คำว่า คอมมิชชัน เนอร์ก็คือเหมาไปทำ งานคอมมิชชันเนอร์ ๒๔ ชั่วโมง เป็นงานฟูลไทม์ (Full time) และ กฎหมายไม่ให้ทำงานอื่นด้วย เราต้องไดรฟว์ (Drive) งาน ต้องทำงานให้ออก ไม่ใช่บอร์ด กสทช. ประชุมเดือนละครั้ง ท่านผู้มีเกียรติครับปีหนึ่ง ๑๒ ครั้งเองแล้วจะบริหารอะไร ประเทศชาติได้ จุดอ่อนเหล่านี้ละครับที่ต้องการการแก้ไข และต้องการการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุที่พวกเรามาชุมนุมกันอยู่ตรงนี้ก็เพื่อที่เราจะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ แล้วอย่างที่ผม กล่าวไปแล้วว่าองค์กร กสทช. เป็นองค์กรต้นแบบของการกำกับดูแลเป็นอิสระ เรากำลังมี องค์กรอย่างนี้ขึ้นมาอีกหลายองค์กรนะครับ องค์กรทางการแพทย์ ทางด้านการศึกษาหลาย คนก็บอกว่าบทบาทในแง่ของเรกกูเลเตอร์ควรจะแยกออกมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ก็เสนอขอให้แยกคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้ออกมาเป็นอิสระซึ่งก็มีทั้งเหตุผลและ ความชอบธรรมที่ออกมาเป็นอย่างนั้น เพราะเขาไม่เป็นอิสระเราถึงมีธุรกิจผูกขาดเต็มบ้าน เต็มเมือง ถ้าเขาเป็นอิสระเขาสามารถดำเนินการอำนาจตรงนี้ได้ แล้วถ้าเขาไม่ทำองค์กร ตรวจสอบจะไป แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นขอให้ดู กสทช. เป็นตัวอย่าง ขอให้เราเรียนรู้จากเขา แล้วขอให้เห็นว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากเขามันมีอยู่เยอะเหมือนกัน แต่มันมีสิ่งไม่ดีอยู่ด้วย เพราะมันไม่ดีอยู่ด้วยเราถึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ ผมก็ขอขอบคุณท่าน ผู้มีเกียรตินะครับ นี่คือส่วนท้ายของผมแล้ว ขอขอบพระคุณที่ท่านอดทนรับฟังแล้วก็ใคร่ วิงวอนขอความสนับสนุนจากท่านสำหรับการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์กร กำกับดูแลโดยภาครัฐ แล้วพวกเราจะน้อมรับคำแนะนำและคำติชมจากท่านนะครับ ขอบพระคุณมากครับ