สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของคนในสังคม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกแยะกลุ่มผู้บริโภคสื่อ และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อ โดยเน้นการทำความเข้าใจมากกว่าเกี่ยวกับกลุ่มคนชั้นล่างในต่างจังหวัดที่มีการรับรู้ ความคาดหวัง และแนวโน้มในการบริโภคสื่อกระแสหลัก และรักษาหลักเสรีภาพ คุณภาพ และความเป็นธรรมไว้

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ อยากเสนอความคิดเห็นเพื่อที่จะสนับสนุน ความคิดของท่านคณะกรรมาธิการนะครับ โดยหลักคิด หลักวิชา แล้วก็หลักปฏิบัติในโลก ของเรานั้นสื่อมวลชนนั้นจะมีบทบาทมากในการสร้างค่านิยม ความเชื่อวัฒนธรรม หรือเรียกรวมกันว่าวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางการเมืองของคนในสังคมในสิ่งที่ดีนะครับ แต่ว่าทั้งโลกเวลานี้กำลังประสบต่อภาวะที่คล้ายกันก็คือว่า สื่อมวลชนมีบทบาทที่จะ สร้างสรรค์ในเรื่องอย่างนี้น้อยไปเรื่อย ๆ เพราะว่าโอกาสที่สื่อจะสร้างพื้นที่สาธารณะที่เป็น อิสระเสรี ที่สามารถที่จะนำเอาความคิดเห็นที่เป็นกลาง ทำให้คนเกิดพุทธิปัญญานั้นได้ บ่อยครั้ง หรือได้มากพอน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าอิทธิพลของทุนการเมือง ทุนทางธุรกิจ แล้วก็ความซับซ้อนของความคิดหลากหลายของวิถีชีวิตของคนเป็นตัวทำให้บทบาทของสื่อ โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักลดน้อยลงไป นอกจากจะมีการแข่งขันจากสื่อกระแสรองอื่น ๆ ผมขอเรียนว่ารายงานการศึกษาของท่านนั้นทำได้ครอบคลุมที่ดีมากถือว่าเป็นการแก้ไขซ่อมแซม ความชำรุดบกพร่องของระบบสื่อมวลชนของไทยเรานะครับ ท่านพยายามที่จะสร้างดุลยภาพ ให้เกิดขึ้นเสียใหม่ระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนเอง แล้วก็ภาคประชาชน แล้วก็เสนอ ยุทธศาสตร์หลัก ๆ สำคัญ ๓ ประการที่ผมเห็นด้วยว่าเป็นกุญแจสำคัญพื้นฐาน ซึ่งถ้าทำให้ดี ก็เหมือนจะรีเซ็ท (Reset) หรือเริ่มต้นกันใหม่ให้แก่ระบบสื่อของเรา ท่านตอบคำถาม รวบยอดในประเด็นปัญหาที่เราประสบกันมาจนนำมาถึงการที่มีสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งนี้ ได้ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอว่าอยากจะขอให้ท่านได้ให้น้ำหนักมากขึ้นกับ การแยกแยะกลุ่มผู้บริโภคสื่อให้มากขึ้นกว่านี้ คือต้องยอมรับว่าเวลานี้พลังของทุนโลก การเมืองโลก การทหารโลกที่กดดันเรา มันทำให้คนไทยเราบริโภค แล้วก็รู้เท่าทันสื่อแตกต่างกัน ถ้าจะว่าไปแล้วสื่อกระแสหลักอยู่ระหว่างคนผู้บริโภคสื่อ ๓ กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรกก็คือกลุ่มผู้ที่อ่อนแอทางด้านเงินทุน ด้านความรู้ ด้านข้อมูล พวกนี้ ไม่ค่อยเท่าทันสื่อนัก ต้องพึ่งพาสื่อ แล้วก็มักถูกครอบงำง่าย ๆ โดยเฉพาะสื่อที่มีเจ้าของเป็นทุน ธุรกิจการเมือง สื่อที่มีวาระซ่อนเร้น

กลุ่มที่ ๒ เป็นคนชั้นกลางในเมือง เป็นพวกข้าราชการ พวกทำงานตามห้างร้าน คนวัยกลางคน คนสูงอายุ คนที่เป็นคนอนุรักษ์นิยม พวกนี้ก็จะตื่นตัว แล้วก็คาดหวังสูง พวกนี้ ก็มักจะเป็นผู้ที่ออกมาร่วมไม้ร่วมมือทางการเมือง พวกนี้เป็นพวกกลุ่มใหญ่ที่บริโภคสื่อวิชาชีพ

กลุ่มที่ ๓ เป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากขึ้น ที่เราเรียกเจน แซด (Gen Z) เป็นคนชั้นสูง ลูกคนชั้นกลางในเมือง พวกนี้มีค่านิยมต่างไปจากสิ่งที่สื่อเคยมี ความคาดหวังกับสื่อต่างกับที่สื่อกระแสหลักกำลังคิดอยู่ พวกนี้ชอบอิสระ ชอบอะไรที่ง่ายเร็ว แล้วก็เป็นผู้ที่เสพสื่อระดับโลกมากกว่าสื่อในประเทศเรา พวกนี้เป็นพวกที่มีพลังการเมืองสูง แบบมีศักยภาพ และจะกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะในอนาคต ทีนี้คำถามก็คือว่าใน การปฏิรูปสื่อที่เรานำเสนอกันมา ๓ ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดูเหมือนว่าเรากำลังจะไปตอบ โจทย์เฉพาะกลุ่มคนที่ ๑ กับที่ ๒ โดยเฉพาะกลุ่มที่ ๒ คือคนชั้นกลางในเมืองค่อนข้างจะมาก ผมคิดว่าเราอาจจะต้องวิจัยให้มันเข้าใจมากกว่านี้ว่าคน ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมพยายามแบ่งกัน ขึ้นมาชั่วคราว เขามีการรับรู้ มีความคาดหวัง แล้วก็มีแนวโน้มที่จะบริโภคสื่อกระแสหลัก ที่เรากำลังเป็นเป้าหมายการปฏิรูปนี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าการวิจัยที่เรามีอยู่เวลานี้ยังไม่พอ ยังไม่พอที่จะเป็นพื้นฐานนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นที่ท่านนำเสนอในแนวทางที่จะเป็น โรดแมพ (Road map) ใน ๓-๔ ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง ผมคิดว่าอยากจะขอให้ความร่วมมือ สถาบันการศึกษาหรือกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ทำความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะว่านับวันนับวันสื่อ กระแสหลัก สื่อวิชาชีพจะมีพื้นที่น้อยลง ๆ เพราะมันมีสื่อทางเลือก สื่ออะไรต่อมิอะไรตาม เทคโนโลยีเกิดขึ้นอีกเยอะ อันนี้เป็นข้อเสนอเพื่อจะทำให้งานของเรานั้นมันบรรลุผล แม้ว่า เราจะต้องแย่งพื้นที่ผู้บริโภคก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามรักษาหลักเสรีภาพ คุณภาพ แล้วก็ ความเป็นธรรมไว้ ผมเสนอว่าอาจจะต้องสร้างดุลยภาพ หาสูตรที่จะสร้างดุลยภาพระหว่างรัฐ สื่อกับภาคประชาชนให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มผู้บริโภค คือถ้าเราเอากลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม มาตั้ง คำถามก็คือว่าเราจะออกแบบบทบาทของสื่อกระแสหลัก สื่อวิชาชีพ เสรีภาพของสื่อ ความรับผิดชอบของสื่อ การกำกับดูแล การป้องกันการแทรกแซงให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม อย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมเองฟังท่านไปแล้วก็คิดไปด้วย แล้วก็น่าจะมีคำถามวิจัย เกิดขึ้นมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ท่านให้ความคุ้มครองหรือให้ความสำคัญกับ คนที่อ่อนแอมากที่สุดเสียก่อน เพราะว่าคนที่อ่อนแอในต่างจังหวัดเขาอยากจะให้เน้น ความรับผิดชอบของภาครัฐกับภาคสมาคมของสื่อเองในการที่จะเข้าไปควบคุมกันเองหรือ ควบคุมในภาครัฐ ให้ภูมิคุ้มกัน ให้เขารู้เท่าทันแล้วปลูกฝังความเป็นพลเมือง ปลูกฝัง อุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเวลานี้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ของกลุ่มคนอ่อนแอในต่างจังหวัดนั้นเป็นที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเขาสับสนว่า อะไรคืออะไร เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ผมคิดว่าเราควรจะเอาหลักการของเราที่เสนอรีบลงไป ทำเป็นเหมือนกับนำร่อง ทำร่องทดลองทำไปเป็นกระบวนการวิจัยเพื่อจะเข้าใจความเป็นจริง มากขึ้น แล้วโดยการทำอย่างนั้นจะทำให้เกิดการเข้าใจสื่อร่วมกันระหว่างคนชั้นกลางในเมือง กับคนชั้นเกิดใหม่ หรือคนชั้นล่างในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีจุดอ่อนแอมาก เขาเรียกว่า ถูกครอบงำโดยสื่อต่าง ๆ มากมาย แล้วก็สับสนอลหม่านมาก สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เป็น เจน แซด นั้นผมคิดว่าคงจะไม่ต้องเท่าไร เพราะเขาเป็นคนไทย ตัวอยู่ในเมืองไทย แต่ใจเขา อยู่ต่างประเทศ เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่กลุ่มนั้น ส่วนคนชั้นกลางในเมืองก็จะเป็นแนวหนุนที่สำหรับ ทำให้กระบวนการที่ท่านเสนอมาใน ๓ ข้อนั้นเดินไปได้ ให้เขาได้มาช่วยสนับสนุนครับ ขอบคุณมากครับ