สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

อำพล จินดาวัฒนะ ชื่นชมการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อประชาชน และมองว่าควรปฏิรูปการกำกับดูแลสื่อ โดยให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ พร้อมมีการป้องกันแทรกแซงสื่อ และส่งเสริมให้ประชาชนเฝ้าระวังและรายงานการถูกแทรกแซง

นายอำพล จินดาวัฒนะ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ คงไม่ใช้เวลา ๑๕ นาที แต่ผมเข้าใจว่าทางสมาชิกที่อภิปรายไปที่ผ่านมาผมเข้าใจว่า ๕ นาที ก็ไม่เป็นไรครับ ผมเองจะไม่รบกวนเวลาสภามาก แต่เผอิญมันเป็น ๓ ระเบียบวาระ แล้วก็เป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้น ก็จะขอใช้เวลาซึ่งไม่ถึง ๑๕ นาทีแน่นอนนะครับ แต่ก็อาจจะเกิน ๕ นาทีไปบ้าง ก็จะได้ ไม่ถูกเตือน คราวที่แล้วผม ๕ นาทีแล้วเกินไป ท่านประธานเตือนก็ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่าถ้าพูด ๕ นาทีมันเป็นการอภิปรายแบบรถด่วนทุกที ความดันขึ้น หัวใจจะวายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้วันนี้สบายใจเพราะว่ากรรมาธิการท่านเสนอทีละ ๓ วาระ แล้วก็สำคัญ แล้วก็ เชื่อมโยงกันหมด ผมจึงขออนุญาตไปแบบช้า ๆ นะครับ ท่านประธานด้วยความขอบพระคุณ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการครับว่ารายงาน ๓ วาระนี้ ซึ่งก็คือ วาระการกำกับ สิทธิเสรีภาพและการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ๓ วาระท่านได้มาจัดใหม่ โดยเรียกว่า เป็นการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อประชาชน แค่ตรงนี้ผมก็ต้องขออนุญาตชื่นชมแล้ว ท่านได้ขมวด ๓ วาระซึ่งมันสัมพันธ์กัน แล้วก็มาเขียนเป็นเรื่องปฏิรูปสื่อสารมวลชน เพื่อประชาชน อันนี้มันพูดถึงเป้าหมายเลยนะครับ เป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วท่านก็มาร้อยเรียง ออกมาโดยมีการสังเคราะห์ทางวิชาการอย่างดีมาก ผมชื่นชมด้วยความจริงใจครับว่า ได้นั่งอ่านอย่างละเอียด รายงาน ๓ เรื่องนี้ ท่านได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการและ เสนออย่างครอบคลุมรอบด้านอย่างยิ่งนะครับ ท่านได้ทำออกมาเป็นกรอบความคิดรวบยอด ๓ วาระ มาอยู่ในเรื่องเดียวกัน ที่อยู่ในกรอบความคิดรวบยอด การปฏิรูประบบการสื่อสาร เพื่อประชาชนอยู่ในรายงานหน้า ๒๒ ดีมากนะครับ ก็คือมี ๓ เรื่อง เสรีภาพบนความรับผิดชอบ การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ซึ่งก็คือ ๓ วาระ แล้วท่านนำมาเชื่อมโยงกันเป็นฟันเฟือง แล้วมีระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มี การเชื่อมโยง ผมคิดว่ากรอบความคิดอันนี้ท่านคงใช้การสังเคราะห์ทางวิชาการและการคิด รวบยอดอย่างสูงที่ได้วางออกมาในหน้า ๒๒ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นกรอบความคิดรวบยอดที่จะไป ทำงานในขั้นถัดไปที่มีความชัดเจนนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียน ด้วยความชื่นชม ท่านใช้ทั้งฐานความรู้และจินตนาการและความคิดว่าถ้าระบบสื่อสารมวลชนนั้น จะทำเพื่อประชาชนนั้น จะต้องคิดถึงอะไรบ้างนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตกราบเรียนมาสู่ในประเด็น เรื่องของเสรีภาพบน ความรับผิดชอบอยู่บนวาระที่ ๓๓ แต่ท่านเอามาเรียงก่อนเพราะว่าโดยขั้นตอน โดยระบบแล้ว ควรจะมาพูดก่อนซึ่งท่านก็ได้แยกออกมาพูดก่อน ไม่ได้เรียงติดตามตัวเลขว่าจะต้องวาระที่ ๓๒ มาก่อนนะครับ ท่านได้ทำกรอบความคิดออกมาอีก อยู่ในหน้า ๒๖ ในรายงาน แล้วก็มี ๔ ขา ด้วยกัน แตกออกมาเป็นขาต่าง ๆ ผมจะไม่ลงรายละเอียด แล้วท่านก็ไปวิเคราะห์เชื่อมโยงว่า มันอยู่ในพันธกิจใด อันนี้เป็นกรอบความคิดที่ผมคิดว่าสุดยอดนะครับ ดีจริง ๆ ผมจะขออนุญาต มาแตะตรงแค่ระบบและกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน ๑ ใน ๔ ขาเท่านั้นที่ขออนุญาต กราบเรียนพูดถึง ท่านพูดถึงระบบส่งเสริมสื่อให้เป็นบทบาทโรงเรียนของสังคม ผมคิดว่า ตรงนี้มีคุณค่ามากเหลือเกินครับ ในโรงเรียนของสังคมที่ท่านพูดถึงนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ ในความเห็นของผมนั้น ผมคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่ามนุษย์เรานั้นอยู่ในสังคมมากกว่า อยู่ในโรงเรียนครับ เราอยู่ในบ้าน อยู่ในโรงเรียน อยู่ในสังคม ๒๔ ชั่วโมง ทุกวันทุกเวลา เราอยู่ในสังคมที่ได้มีการรับสื่อทุกสาขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปทางไหน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็รับสื่อครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านตั้งประเด็นเรื่องของว่าเราต้องทำให้สื่อเป็นโรงเรียนสังคมนั้นดีจริง ๆ ครับ สังคมเราจะไปทิศไหน สังคมเราจะเรียนรู้อะไร คนในสังคมจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสื่อ มากมายเหลือเกินครับ เราเสนอเรื่องดี ๆ สร้างคุณธรรม สร้างคนดี ส่งเสริมคนดี สังคมเรา ก็จะไปในทางดี เราสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมมันก็จะไปทางดี สื่อเราเจาะลึกเรื่องเนื้อหา ยาก ๆ มาเสนอง่าย ๆ เอาสาระมากกว่าเอากระพี้ คือเอาแก่นมากกว่าเอากระพี้ สังคมเรา ก็จะเป็นสังคมที่มีสาระครับ ทุกวันนี้อาจจะตรงกันข้าม สังคมเรานั้นเน้นกระพี้เยอะมาก รูปแบบมากมายมากกว่าเนื้อหา เราไม่ค่อยจะเข้าสู่เนื้อหาที่ยาก ๆ สื่อก็จะไม่ค่อยทำเรื่อง ยาก ๆ ที่เป็นเนื้อหา เราส่งเสริมละครต่าง ๆ มากมาย เรื่องอิจฉาริษยา รุนแรง แตกแยก ชิงดีชิงเด่นเต็มไปหมด สื่อนี้ก็เป็นตัวสนับสนุนอยู่ทุกวันนี้ มันเหมือนการสะกดจิตใหญ่ ของสังคมนะครับ สังคมเราถูกสะกดจิตโดยสื่อ ถ้าเกิดมาตั้งแต่เล็ก แล้วเราอยู่ในสังคมที่สื่อ มีแต่ละคร พูดแต่เรื่องอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่น อยากมั่งอยากมี อยากมีอำนาจ อยากมี ความร่ำรวย คนในสังคมจะเป็นอย่างนี้ล่ะครับ ไก่กับไข่มันวนกันอยู่อย่างนี้ เราก็ไปบอกว่าคน ในสังคมเป็นอย่างนี้ ก็เลยชอบบริโภคสื่อแบบนี้ แต่ถ้าสื่อวนอยู่อย่างนี้มันก็จะทำให้สังคมเป็น แบบนี้ล่ะ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าในเรื่องของการที่มองสังคมเป็นโรงเรียนนั้น ผมคิดว่าสำคัญ เหลือเกิน แล้วโรงเรียนนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าระบบการศึกษา เพราะอาจจะเรียกว่า สำคัญมากกว่า เพราะเรามีชีวิตอยู่ในระบบการศึกษาไม่ยาว แต่เรามีชีวิตอยู่ในระบบสังคมที่มีสื่อ เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนนี้มากมายมโหฬารมหาศาลครับ ประเด็นนี้ก็กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่า แค่ประเด็นเดียวเราตีให้แตกเป็นจุดคานงัดการปฏิรูปนะครับ อันนี้ก็ วิเศษมาก ๑ ใน ๔ ที่ท่านได้เขียนไว้ในกรอบที่ ๑

ผมขออนุญาตไปประเด็นถัดมาเรื่องของวาระถัดไปแล้วนะครับ กลับมาที่ วาระ ๓๒ ที่ท่านพูดถึงกำกับและดูแลสื่อ วาระนี้ท่านได้เขียนกรอบไว้อยู่ในหน้า ๓๔ ดีจริง ๆ อีกเช่นกัน แต่ถ้าเป็นวาระตามสภาเรียกว่า วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ ท่านเขียน ในลักษณะเดียวกัน แล้วก็แตกออกเป็น ๔ ระบบและกลไก ท่านมองการปฏิรูปเชิงระบบและ กลไกได้ดีจริง ๆ ครับ ผมกราบเรียนว่าบางครั้งบางคราวเราพูดกันเรื่องการปฏิรูปในสภาแห่งนี้ เราไปมองการปฏิรูปที่ประเด็นหรือการแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องของฝ่ายภาคบริหารคือภาครัฐ ราชการคือภาครัฐบาลเสียเยอะ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอ แล้วก็บังเอิญวันนี้โชคดี ที่มีเวลาพอสมควรในการพูด ผมคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่างการคิดเรื่องประเด็นการปฏิรูป เพราะท่านมองที่ระบบกลไก แล้วท่านพยายามค้นว่าคานงัดคืออะไร วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ มา แล้วก็มองไปข้างหน้า ผมขออนุญาตพูด ๒ ประเด็นในส่วนของกำกับสื่อที่มีประสิทธิภาพ

อันที่ ๑ คือเรื่องระบบและกลไกด้านกำกับภาครัฐและองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ ปรับปรุงองค์กรกำกับสื่อ ตรงนี้โทษทีผมผิดนะครับ ผมจะพูดถึงระบบกลไกวิชาชีพที่ดูแลกันเอง กราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ พอพูดถึงวิชาชีพดูแลกันเอง เป็นเรื่องที่ดีที่วิชาชีพสื่อควรจะดูแลกันเอง เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่สังคมยอมให้มีองค์กรสภาวิชาชีพดูแลกันเอง แต่ท่านดูหน้า ๓๕ สิครับ ท่านออกแบบการวางระบบและกลไกกำกับวิชาชีพกันเองที่ทันสมัยอย่างมาก ทันสมัย อย่างมากครับ ท่านเสนอการวางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนโดยมีกฎหมายจัดตั้ง ท่านต้องมีอิสระ จากรัฐและทุนครับ ท่านบอกกรรมการมาจากวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อ นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรภาคประชาชนผู้ใช้และบริโภคสื่อ อันนี้คือความก้าวหน้าอย่างยิ่งครับ ประสบการณ์ในบ้านเราที่ผ่านมาสภาวิชาชีพมักจะยอมให้แต่พวกตัวเองเป็นกลไกปกครองกันเอง ดูแลกันเอง แล้วเราจะพบว่านานวันไปเป็นการปกป้องตนเอง ห่างจากสังคมออกไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ยอมที่จะให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม แล้วสิ่งที่เขาจะไม่ยอมให้มีส่วนร่วมเสมอ เขาบอกว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องเท่ากับคนในวิชาชีพ แต่วิชาชีพสื่อของท่านทำไมเสนอก้าวหน้าได้ อย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุนกันเต็มร้อยเลยครับ ท่านบอกมีทั้งคนในวิชาชีพ มีทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ มีทั้งผู้แทนภาคประชาชนที่เป็นทั้งผู้ใช้และผู้บริโภคสื่อ ก้าวหน้าอย่างยิ่ง ผมคิดว่า เรื่องนี้ถ้าผลักดันจนสำเร็จ ท่านจะเป็นสภาวิชาชีพที่เป็นตัวอย่างให้กับสภาวิชาชีพอื่นที่ต้องคิดว่า ในสภาวิชาชีพนั้นต้องมีผู้มีส่วนร่วมที่มากกว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพครับ อันนี้ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าดีเหลือเกิน

ผมขออนุญาตไปพูดในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ของท่านก็คือเรื่องของ ระบบและกลไกกำกับโดยประชาชน ท่านก็เสนอก้าวหน้าจริง ๆ ในสภาวิชาชีพท่านเสนอให้มี คนอื่นอยู่แล้วด้วยนะครับ แต่ท่านยังเสนอให้มีองค์กรอิสระเพื่อการมีส่วนร่วมกำกับดูแลสื่อ ภาคประชาชน อันนี้พูดไปก็คือนัยเดียวกันกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นองค์กรอิสระ ผมพูดในสภานี้หลายครั้งแล้วว่ามีความชัดเจนว่าถ้าวิชาชีพดูแลกันเอง แล้วมีธุรกิจเจ้าของสื่อ เข้ามาอีก มีรัฐกำกับแค่นั้นไม่พอ ต้องให้ประชาชนที่เป็นทั้งผู้ใช้และบริโภคสื่อนี่มีส่วนร่วม ในการกำกับเรื่องนั้น ๆ ด้วยเหมือนกีฬาฟุตบอลนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอนี้ ผมเรียนด้วยความจริงใจว่าท่านเสนอได้ดีแล้วใจกว้างมาก แล้วก็มีจุดคานงัดที่จะนำไปสู่ การปฏิรูปสื่อเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริงนะครับ

และอันสุดท้ายมาถึงวาระปฏิรูปที่ ๓๔ นะครับ วาระการปฏิรูปที่ ๓๔ ก็คือ การป้องกันแทรกแซงสื่อ ผมจะไม่ลงลึก ท่านได้แตกออกไปเป็น ๔ ระบบและกลไก อีกเช่นเดียวกัน แล้วก็มีความชัดเจนอย่างมาก ในขณะเดียวกันท่านก็มีอีกนะครับว่ามีระบบ และกลไกเฝ้าระวังภาคประชาชนเข้าไปอีกชั้นหนึ่งนะครับ มีการส่งเสริมให้ประชาชนเฝ้าระวัง เป็นมีเดีย วอท์ช (Media watch) เพื่อรายงานการถูกแทรกแซงครอบงำสื่อ นี่คือความคิด การปฏิรูปที่ใจกว้าง แล้วมองกว้างจริง ๆ แล้วก็มองจุดคานงัดต่าง ๆ ไม่ได้มองว่าจะให้แค่รัฐ มากำกับสื่อ ไม่ได้มองแค่ให้คนที่อยู่ในสื่อมาควบคุมกันเอง แต่ท่านมองให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม อย่างชัดอย่างเจนในการที่เสนอไว้นะครับ ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ที่จะกราบเรียน ด้วยความชื่นชม แล้วก็คิดว่าระยะที่ ๒ ที่ท่านจะไปทำให้มันประสบความสำเร็จนั้นยากกว่านี้ เหลือเกิน แต่ท่านตั้งลำไว้ได้อย่างดีมากแล้วนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและสภา ที่กรุณาให้เวลา วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้อภิปรายโดยที่ไม่ต้องวิ่ง ๑๐๐ เมตร แล้วก็หัวใจ ไม่เต้นแรงเหมือนทุกครั้งครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน