รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๓ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันจันทร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๖๗ คน
เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาจํานวนทั้งสิ้น ๓๔๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมคราวที่แล้ว นะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประชุมที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาผมจะ ขออนุญาตเรียนหารือท่านประธานถึงวิธีการพิจารณาและวิธีการลงมติในสิ่งที่เรากําลัง จะพิจารณากันต่อไป ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๔ มาตรา ๔ ซึ่งมีมาตราย่อยทั้งหมด ๑๗ มาตรา คือมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ นั่นคือ เราพิจารณาจบไปแล้ว แต่ว่ามีเพื่อนสมาชิกและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น และสงวนคําแปรญัตติเพิ่มเติมมาตราขึ้นก็เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ เรื่อยไปทราบว่าถึง มาตรา ๒๙๑/๒๓ ผมก็อยากจะเรียนหารือท่านประธานถึงวิธีการพิจารณาแล้วก็วิธีการลงมติ ถ้าเป็นไปได้ถ้าสภาไม่มีความเป็นอย่างอื่น ผมอยากใคร่เสนอท่านประธานว่าในการพิจารณา เราก็ยึดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เป็นหลัก ก็คือพิจารณาเรียงลําดับตามมาตราไป ขณะนี้ก็คือ มาตรา ๔ แต่เป็นมาตราย่อยคือมาตรา ๒๙๑/๑๘ หลังจากพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑๘ เสร็จ มาตรา ๒๙๑/๑๘ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๓ ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมมาตรา ผมอยากจะเรียนหารือ ท่านประธานว่าในการลงมติ ถ้าสมมุติว่าเราจะลงมติเป็น ๒ นัยก็คือคําถามแรกสุด เนื่องจาก ร่างกรรมาธิการมีถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ เราต้องใช้ร่างกรรมาธิการเป็นหลัก ก็ถามท่านสมาชิก มีความเห็นที่จะเพิ่มมาตรามากกว่ามาตรา ๒๙๑/๑๗ หรือไม่ ตามที่มีผู้สงวนความเห็น ก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็นแล้วก็มีผู้แปรญัตติให้เพิ่มเติมมาตรา ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๓ ก็ถามเป็น ๒ คําถาม คําถามแรก ถ้าเห็นกับกรรมาธิการก็คือคงร่าง กรรมาธิการไว้ คือไม่เพิ่ม กับถ้าเห็นว่าควรเพิ่มก็ให้เพิ่มตามที่สมาชิกได้สงวนคําแปรญัตติไว้ หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้ ถามคําถามแรกเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่า ถ้าสมมุติมติของรัฐสภาเราส่วนใหญ่เห็นว่าควรเพิ่มเติมมาตรามากกว่ามาตรา ๒๙๑/๑๗ ในมาตรา ๔ นั่นก็คือเสียงข้างมากก็ไปมีความเห็นเป็นการเพิ่มเติมมากกว่า ทีนี้ก็มาดู รายละเอียดว่าจะเพิ่มเติมมาตราใดก็มาถามเป็นรายละเอียดไป ถ้าถามอย่างนี้จะทําให้ การลงมติเราเป็นไปอย่างราบรื่น ก็เรียนหารือท่านประธานว่าถ้าสภาเราไม่มีข้อคิดเห็นเป็นอื่น ผมก็เชื่อว่าเป็นการกระทําได้ เพราะการพิจารณาเราเรียงตามลําดับมาตราอยู่แล้ว แต่การลงมติ เป็นการลงมติรวมลงครั้งที่หนึ่งแล้วแยกเท่านั้นเอง หารือท่านประธานในประเด็นนี้ครับ
เชิญท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นาย ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อหารือของคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมเกรงว่า จะมีปัญหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและแนวทางปฏิบัติซึ่งรัฐสภาได้ถือปฏิบัติกันตลอดมา ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณหมอชลน่านให้ฟังอยู่ ๒ ประเด็นครับ ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่เราใช้ปฏิบัติแล้วก็ใช้เป็นแนวทางในการจัดทํารัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในฉบับนี้ มาตรา ๒๙๑ ได้บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ การพิจารณาในวาระที่สอง พิจารณาเรียงลําดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมด้วย การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สอง ขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตราให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ซึ่งท่านประธานที่เคารพ จะเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัดเจนว่าการพิจารณาในวาระที่สองนั้น ให้พิจารณาเรียงมาตรา เรียงมาตราอย่างไร ก็เรียงมาตราตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ ทํารายงานเสนอที่ประชุมรัฐสภา แล้วท่านประธานก็ใช้รายงานของกรรมาธิการเสียงข้างมาก อ่านมาตราแต่ละมาตราเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็ขอมติของที่ประชุม ส่วนสิ่งที่คุณหมอชลน่าน ได้หยิบยกขึ้นมา เนื่องจากร่างของกรรมาธิการนั้นมีเพียงแค่มาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่มีสมาชิก ขอแปรญัตติเพิ่มเติมเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ หรือจนถึง มาตรา ๒๙๑/๒๔ ก็ตาม นั่นเป็นสิ่งที่ท่านสมาชิกเสนอความเห็นว่าควรจะมีการเพิ่มเติม จากร่างของกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติก็ดําเนินการไปตามปกติของรายงานของคณะกรรมาธิการก็คือ เมื่อถึงมาตรา ๒๙๑/๑๘ พิจารณาเสร็จแล้วไม่มีผู้อภิปรายท่านประธานก็ถามมติครับว่า ๑. จะคงไว้ตามร่างของกรรมาธิการหรือไม่ ก็คือไม่มีการเพิ่มเติม หรือจะให้มีการเพิ่มเติม ตามที่สมาชิกได้ขอแปรญัตติไว้ ถ้าเสียงข้างมากพิจารณาเห็นว่าควรคงไว้ตามร่างเดิมก็จบไป สิ่งที่สมาชิกขอแปรญัตติก็ตกไป แต่ถ้าสมาชิกที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติเห็นด้วยตามเสียงข้างน้อย ที่มีการแปรญัตติก็จะมีการพิจารณากันต่อไปว่าจะเอาของใครมาแทนของกรรมาธิการ เสียงข้างมากแล้วก็ให้ระบุไว้เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ สิ่งที่ผมจะอภิปรายสนับสนุนความเห็น ของผมก็คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ในการลงมติแต่ละครั้งนั้นจะต้องเป็นการเรียกมติ ในเรื่องเดียวกัน การที่ท่านจะบอกว่าให้พิจารณา มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ มาตรา ๒๙๑/๒๑ มาตรา ๒๙๑/๒๒ มาตรา ๒๙๑/๒๓ ให้เสร็จก่อน แล้วมาลงมติครั้งเดียว ผมกราบเรียนว่าทําไม่ได้ ที่ทําไม่ได้ก็เพราะว่ากรรมาธิการที่เขาไป แปรญัตติไว้เขาไปแปรญัตติไว้คนละเรื่อง คนละเหตุการณ์ คนละความคิดเห็น เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะเรียกมติทั้งหมดคราวเดียวกันไม่ได้ สมมุติง่าย ๆ ครับ ถ้าสมมุติว่าท่านเอา ทั้งหมดเลยถึงมาตรา ๒๙๑/๒๔ มาเป็นมติ แล้วสมมุติว่าที่ประชุมรัฐสภามีความเห็น ให้เปลี่ยนแปลงตามเสียงข้างน้อยที่แปรญัตติไว้ ท่านประธานจะเอาร่างไหนมาละครับ มันมีความเห็นคนละเรื่องคนละราวเลย บางคนแปรญัตติเรื่องไม่ให้ตัดองค์กรอิสระ บางคนไปแปรญัตติเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญของท่านสมาชิก บางคนไปแปรญัตติ เรื่องอื่น เพราะฉะนั้นมันไม่สามารถเรียกมติในเรื่องเดียวกันซึ่งมีข้อเท็จจริงต่างกันได้ ผมกราบเรียนคุณหมอชลน่านครับ ผมเข้าใจว่าท่านอยากให้การทํางานของรัฐสภามันรวดเร็ว ยิ่งขึ้น แต่ว่าถ้ามันรวดเร็วแล้วจะเกิดปัญหา ผมกราบเรียนว่าให้เดินตามแนวทางปฏิบัติ ที่ประชุมรัฐสภาได้ดําเนินการตามรายงานของกรรมาธิการนี่ล่ะครับจะไม่เกิดปัญหาเลย แล้วผมเชื่อว่าอย่างไรก็ตามเสียงข้างมากท่านก็ชนะแต่ละมาตราอยู่แล้ว แต่สมมุติว่าท่านไป หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วให้ลงมติพร้อมกันครั้งเดียว ผมเกรงว่าจะเกิดปัญหา ผมท้วงติง ด้วยความเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอก่อนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นข้อหารือของกระผม ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้ให้ความเห็นที่เป็นความเห็นต่างไปเพื่อความรอบคอบ ต้องกราบขอบพระคุณ ประเด็นข้อหารือของผมเองมันอยู่ญัตติครับ ผมอาศัยข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๒ กรณีที่เราจะมีมติให้รวมหรือแยกประเด็นเพื่อพิจารณาหรือลงมติ ก็ย่อมกระทําได้ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมเสนอก็คือว่าญัตตินี้จะเป็นญัตติว่าเห็นควร เพิ่มเติมจากร่างกรรมาธิการหรือไม่ อันนี้คือญัตติครับ ถ้าเห็นควรเพิ่มก็ไปดูรายละเอียดว่า ท่านจะเพิ่มเติมมาตราใด ในเรื่องใด อันนั้นก็แยกลงไปในรายละเอียด กระผมเชื่อว่าทําได้ ถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่มีความเห็นเป็นอื่น ยกเว้นว่าเห็นเป็นอื่น เช่นเมื่อมีการลงคะแนนแล้ว ไม่ให้กระทําด้วยวิธีการอย่างนี้ เพราะญัตติคือญัตติเดียวนะครับ เห็นคงร่างกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑/๑๗ นี่คือคงร่างกรรมาธิการหรือว่าเห็นควรเพิ่มเติม นี่เป็นญัตติเดียวครับ ก็ฝากท่านประธานเพื่อพิจารณาเท่านั้นเอง ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นการประหยัดเวลาแต่ว่าเป็น วิธีการที่จะเอื้ออํานวยกับการหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกได้สะดวกขึ้น ผู้ที่ได้เสนอความเห็น สงวนความเห็นเอาไว้ หรือผู้เสนอคําแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ก็จะได้อภิปรายไป เมื่อจบแล้วเราก็มาลงมติในคราวเดียวกัน เป็นการรวมมาลงมติ เป็นลักษณะของรวมญัตติ เป็นญัตติเดียว แล้วก็มาดูรายละเอียด เสมือนกับมาพิจารณารายมาตรา อย่างมาตรา ๒๙๑/๕ มีผู้แปรญัตติทั้งหมด ๘๕ ท่าน ก็คือ ๘๕ ญัตตินะครับ เมื่อถามว่าเห็นชอบกับกรรมาธิการ หรือจะเห็นชอบกับผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นชอบกับกรรมาธิการก็จบไป ก็ไม่ต้องมาไล่เลียง รายละเอียดนะครับ แต่ถ้าเห็นชอบกับผู้แปรญัตติท่านก็ต้องมาดูอยู่ดีว่าท่านจะเอาญัตติ ของท่านใดที่ท่านเห็นชอบก็ต้องถามใน ๒ ลักษณะอย่างนี้ ฝากท่านประธานช่วยพิจารณา เท่านั้นเอง กราบขอบคุณครับ
ท่านธนาก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ความคิดเห็นของคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ท่านก็มีความคิดของท่านว่ารัฐธรรมนูญเดินได้อย่างนั้นเพราะมีข้อบังคับเปิดช่องให้ แต่ผมเรียนว่าท่านกลับมาดูรัฐธรรมนูญให้ดี สิ่งที่ผมทักท้วงผมทักท้วงด้วยเจตนาบริสุทธิ์ว่า เราทํางานกันมา ๑๐ กว่าวันอย่างเต็มที่ ทํางานเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปแล้วไม่เกิดปัญหา สิ่งที่ผมทักท้วงท่านประธานก็คือในมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ นั่นประเด็นที่ ๑ ที่ผมกราบเรียนว่าท่านจะยกข้อบังคับ มาไม่ได้ เพราะข้อบังคับไปออกตามความในรัฐธรรมนูญ ถ้าเมื่อไรมีการตีความว่าข้อบังคับนั้น ไปขัดสิ่งที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจน ไม่มีผลในทางปฏิบัติและไม่มีผลบังคับเลย
ประเด็นที่ ๒ ผมเรียนว่าในการลงมติมันต้องเป็นการลงมติในเรื่องเดียวกัน ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ผมแปรญัตติไว้ว่าห้ามไปตัดทอนอํานาจขององค์กรอิสระหรือว่า ไปเพิกถอนการนิรโทษกรรมหรือไปทําให้อํานาจของศาลต่าง ๆ ลดลง แต่ว่ามีคนอื่น เขาจะแปรญัตติในอีกหลายมาตรา ยกตัวอย่างมาตราที่ท่านกร จาติกวณิช แปรญัตติไว้ เมื่อมีประชามติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานําร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับ โดยอนุโลมและให้ประธานรัฐสภาลงนามสนองพระบรมราชโองการ ในขณะที่ยังมีท่านอื่นอีก ไปแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒๐ ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานจะเห็นได้เลยนะครับว่า ถ้าท่านไปพิจารณารวมกันทั้งหมดแล้ว ท่านมาขอมติคราวเดียวกัน ในทางปฏิบัติมันทําไม่ได้ เพราะการลงมติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น จะต้องเป็นการลงมติในเรื่องทํานองเดียวกันหรือแบบเดียวกัน แต่ท่านไปเอาเรื่องทั้งหมด มาลงมติแล้วท่านจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ท่านจะไปหยิบเรื่องข้อความคําแปรญัตติของ แต่ละคนอย่างไร ผมแปรญัตติตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ มาตรา ๒๙๑/๒๑ มาตรา ๒๙๑/๒๒ แสดงว่าผมมีญัตติค้างในที่ประชุมรัฐสภาเกินกว่า ๑ ญัตติ แล้วท่านจะหยิบยกญัตติของผมอันไหน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ผมไม่ติดใจ ถ้าท่านจะใช้เสียงข้างมากชี้ขาดว่าสามารถทําได้ผมไม่ติดใจ ผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมได้ทักท้วงท่านแล้ว แต่ถ้าท่านยังใช้เสียงข้างมากเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปก็ไม่เป็นอะไร ผมในฐานะเสียงข้างน้อยก็จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งที่ดําเนินการ อยู่นี้ถูกต้อง ชอบธรรมด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ติดใจนะครับท่านประธาน แต่ได้ลุกขึ้นทักท้วงให้ท่านฟังเหตุและผลแล้ว ถ้าท่านไม่ฟังเราก็เคารพแล้วผมก็จะใช้สิทธิ ในส่วนของผมต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมยกขึ้นหารือก็เพื่อที่จะ ฟังเสียงสมาชิกในความเห็นของท่านประธาน ความเห็นของสมาชิกว่าเห็นเป็นอย่างไร ในมุมของผมผมก็เชื่อว่าสามารถกระทําได้ สมาชิกหลายท่านก็อาจจะสนับสนุน กับประเด็น ถ้ามีเพื่อนสมาชิกทักท้วงนะครับ ผมก็บอกว่าถ้ามีเพื่อนสมาชิกทักท้วงด้วยเป็นเหตุเป็นผล ก็จะเป็นพระคุณ เพื่อที่จะดูกันอย่างรอบคอบ ต้องขอบคุณท่านธนา ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม เสียงข้างน้อยก็มีสิทธิที่จะทักท้วง มีสิทธิที่จะตรวจสอบ เราไม่ติดใจกันครับ ผมเองเพียงแต่ ยกขึ้นหารือ ถ้าสภาแห่งนี้จะเสียเวลาโดยเฉพาะเรื่องนี้โดยที่ไม่ต้องเข้าเรื่องอื่น ๆ ผมก็ขออนุญาต ที่จะถอนคําปรึกษาหารือผมครับ ผมไม่ติดใจครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เพื่อความรอบคอบ นะครับ เรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ เมื่อสักครู่คุณหมอถอนแล้วนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่าเพื่อที่จะเป็นข้อยุติ ผมยังสงสัยอยู่นะครับ เพระว่าในขั้นหลักการ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เราบัญญัติไว้ชัดเจนนะครับ ในหลักการ (๒) นี่เราบอกว่าร่างนี้ หมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่มีมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๑
ท่านขจิตรครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ นะครับ เรื่องนี้จบแล้วครับ การหารือเอาไว้ค่อยคุยนอกรอบนะครับ
ไม่ใช่ครับ ผมมีความเห็นแตกต่างกับ ๒ ท่าน
ไม่เป็นอะไรครับ มันเสียเวลา
ไม่ใช่เสียเวลาครับ
เสียครับ ผมขอดําเนินการ ต่อครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๔ มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นและแปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ เพิ่มความเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๓ มาตรา ๒๙๑/๑๘
เชิญนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานสมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ซึ่งผมแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรานี้เพิ่มเติม ความคิดเห็นของกระผมก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีกหลายท่าน แต่ท่านอื่น ๆ ท่านก็ได้ไปแปรญัตติไว้ในมาตราอื่น ๆ แต่ใจความเนื้อหาสาระแล้วเหมือนกัน ก็คือว่าผมแปรญัตติว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ นั้นบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ จะเข้ารับตําแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้เป็นเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๓) ท่านประธานครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องการ สสร. ให้เว้นวรรค ทางการเมือง ๕ ปี เหตุผลนะครับ เพื่อป้องกัน สสร. เขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ แก่ตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าไม่อยากให้ สสร. ชงเอง แล้วกินเอง เพราะว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องหวังจะใช้โอกาสทาง การเมืองจากรัฐธรรมนูญที่ตนเองมีส่วนในการร่างและแก้ไขเพื่อเข้ามามีอํานาจทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการเลือกตั้ง ๗๗ คนจาก ๗๗ จังหวัดนั้น แน่นอนครับ เขาก็ฝ่าฟัน การเลือกตั้งมา ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าเป็นที่รู้แล้วก็เข้าใจกันดีว่าการเลือกตั้งกว่าจะฝ่าฟัน เข้ามาได้เป็นเรื่องที่ลําบาก แล้วก็เลือดตาแทบกระเด็น ในแต่ละคนที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งใด ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเข้ามาเป็น สสร. แล้ว การออกแบบ การยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ ของมาตรา ๔ ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งมาตราดังกล่าวก็ได้ผ่านมติรัฐสภาไปแล้ว ตรงนี้ เขาก็จะเขียนรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการที่เขาจะสมัครกลับมาเป็น ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมือง ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ยอมแก้ ทั้ง ๆ ที่ว่าก็ได้เสนอแล้วก็แปรญัตติ ในมาตรานี้เข้าไป ก็อยากจะถามกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเหตุผลของท่านคืออะไรครับ เพราะโดยปกติแล้ว หลังสมาชิกภาพของ สสร. สิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งเราได้พิจารณาไปแล้ว แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านยังต้องการให้ สสร. ไม่เว้นวรรคทางการเมือง ท่านยัง ต้องการให้ สสร. สามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกใช่ไหมครับ ด้วยเหตุผลใดผมก็อยาก จะทราบ เพราะว่าโดยหลักการแล้วท่านออกแบบ สสร. มาให้ห่างไกลไม่ยึดโยงกับการเมือง ท่านออกแบบ สสร. มาไม่ได้ผูกพันกับการเมือง ท่านไม่ต้องการให้ สรร. มาจาก ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมืองในขณะนั้น แต่น่าเสียดายนะครับท่านประธานเราผ่านมาตรา ๒๙๑/๓ ก็บอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตรงนี้ก็คือ ท่านต้องการให้ ๒๒ คนที่เป็นนักวิชาการ เป็นข้าราชการ หรือว่าเป็นพนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการได้ ตรงนี้เป็นการออกแบบที่จะเอาคนที่เป็นข้าราชการหรือพนักงาน ราชการในปัจจุบันเข้ามาเป็น สสร. ๒๒ คนได้ ทีนี้ สสร. ๒๒ คนนี้มาจากไหน ก็มาจาก ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๑๐ คน สสร. สรรหาหรือว่า นักวิชาการทั้ง ๒๒ คนนี้จะเข้ามาทําหน้าที่เป็น สสร. ในจํานวน ๙๙ คน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ในกรณีที่เป็น สสร. นักวิชาการเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาภายใต้การออกระเบียบของ ท่านประธานรัฐสภาซึ่งตรงนี้สมาชิกก็ได้อภิปรายไป ๑๓ วันที่ผ่านมาก็ได้อภิปรายไปกัน เรียบร้อยแล้วว่ามันมีลักษณะบล็อกโหวต (Block vote) แล้วปัญหาก็คือว่ามันมีลักษณะ ต่างตอบแทนหวังว่าจะลงเลือกตั้งได้เมื่อ สรร. หมดอายุลงตามมาตรา ๒๙๑/๘ ตรงนี้ ผมต้องการให้เว้นวรรคทางการเมืองสําหรับ สสร. ไป ๕ ปี ผมต้องการทั้ง สสร. สรรหาและ สสร. เลือกตั้ง แน่นอนครับท่านประธานเรามี สสร. ทั้งหมด ๙๙ คน ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้งถึงแม้ว่าจะมีการบล็อก (Block) หรือจะเป็นตัวของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม สสร. ทั้ง ๗๗ คนนั้นก็ผ่านการเลือกตั้งผ่านมติของประชาชนในจังหวัด ๑ จังหวัดเลือกได้ ๑ คน เราอภิปรายไปแล้วแต่ว่า สสร. ทั้ง ๗๗ คนนั้น ผมยอมรับได้แม้ว่าในสัดส่วนที่ได้ สสร. มา เพียง ๗๗ คนก็ได้อภิปรายไปแล้ว ตอกย้ําอีกทีหนึ่งก็คือว่า สสร. ๗๗ คนนั้นผ่านการเลือกตั้ง ของประชาชนในแต่ละจังหวัดมาโดยชอบธรรม แม้ว่าเสียดายว่าจํานวน สสร. ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นน้อยเกินไปควรจะเป็น สสร. ที่ผ่านการเลือกตั้งจาก ๒๐๐ คน เพื่อจะได้ทําประชาพิจารณ์นะครับ ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วประเทศได้ ตรงนี้เราก็ได้ผ่าน การพิจาณาไปแล้ว แต่ว่าในประเด็นก็คือว่า สสร. เลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วก็สรรหา ๒๒ คนนั้น ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เขียนกฎหมายว่าให้เว้นวรรคทางการเมืองไม่ว่าจะ ๒ ปี หรือ ๕ ปีก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าพอไม่มีเว้นวรรคก็เท่ากับตอกย้ําให้ความมั่นใจกับ ตัวผมเองว่าอย่างนั้นแสดงว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านรู้เห็นเป็นใจหรือท่านวางคน ของท่านเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งหรือสรรหาก็ตาม ท่านมีคนของอยู่ในใจแล้ว ท่านต้องการ คนเหล่านี้เข้ามาทํางานทางการเมืองให้กับท่าน ท่านต้องการคนเหล่านี้ให้มาทําการยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความต้องการของท่าน ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่อยากจะให้คําครหานี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงต้องการให้ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนี้ เว้นวรรคทางการเมืองจะได้ไม่ผูกยึดกับความเชื่อมั่นว่า สสร. ทั้ง ๙๙ คนนั้นมาจากรัฐบาล ผมต้องการให้คําครหานี้หมดสิ้นไปส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมต้องการให้ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนั้น เว้นวรรคทางการเมืองดังกล่าว ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมแปรญัตตินั้นสอดคล้องกับ เนื้อความในบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้ ในปัจจุบัน ก็คือในวรรคสองที่เขียนว่าเพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดํารง ตําแหน่งสมาชิกรัฐสภาภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พ้นตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้ในปัจจุบันยังเขียนให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีการเว้นวรรค ๒ ปี แล้วทําไมเหตุผลใดท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงไม่ใส่รายละเอียดตรงนี้ลงไป ผมก็อยากจะรับฟังเหตุผลให้กรรมาธิการเสียงข้างมากนี่ชี้แจงในรัฐสภาแห่งนี้ให้กับ เพื่อนสมาชิกทราบด้วย เพราะว่าเหตุผลที่ท่านชี้แจงให้ผม ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทําให้ผมจําเป็นที่จะต้องแปรญัตติแล้วสงวนคําแปรญัตติในมาตรานี้ ท่านประธานครับ มีการบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามมาตรา ๒๙๔ ในบทเฉพาะกาล ตามที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น แต่เนื้อความอาจจะผิดแผกแตกต่างจากที่ผมแปรญัตติไปบ้าง ผมก็สามารถอธิบายเหตุผลให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกฟังได้ว่าผมแปรญัตติให้ สสร. ทั้งหมดเว้นวรรค แต่ สสร. มี ๙๙ คน ๗๗ คนมาจากเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด ๒๒ คนมาจาก ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเชื่อว่าแทบทั้งหมดจะถูกกําหนดตัวมาจากรัฐบาล ผมอภิปรายไปแล้วไม่พูดซ้ํานะครับ คนทั้งหมดเหล่านี้จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ แต่ท่านออกแบบ สสร. นักวิชาการ ๒๒ คน ท่านเว้นการเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นข้าราชการหรือพนักงานสามารถเข้ามาเป็น สสร. ได้ ตรงนี้ดูเหมือนกับว่า ท่านวางตัว สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนนั้นเพื่อมาทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะเรียกว่ากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ ดูคล้าย ๆ กับว่าท่านวางตัวคน ๒๒ คนนั้น เอาไว้ แต่ว่าไม่ได้มีมาตราใดมาตราหนึ่งที่เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนนั้น ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ๖ บวก ๖ บวก ๑๐ ตามที่ผมได้พูดไปแล้วนี่ไม่มีมาตราใด ที่เขียนเอาไว้ว่า สสร. นักวิชาการจะได้มาทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแต่เพียงความเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เนื่องจากกฎหมายไมได้เขียนในรายละเอียด เอาไว้ ขึ้นกับ สสร. ทั้ง ๙๙ คนจะมาออกแบบว่าจะออกแบบกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากไหนก็ได้ จะมาจาก ๒๒ คนหรือว่าจะเพิ่ม ๒๒ คนเป็น ๒๕ คน เป็น ๓๐ คนก็ได้ แล้วแต่ สสร. จะออกแบบ ท่านประธานครับมีผู้ประท้วง
เชิญท่านขจิตรครับ ประท้วง นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนี่ไม่อยากประท้วงเลย แต่ความเห็นของผมว่าท่านประธานกําลังทําผิดข้อบังคับในการ ดําเนินการประชุม และท่านผู้อภิปรายแปรญัตติกําลังผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เรียงลําดับมาตรา เสร็จแล้ว ในสิ่งที่ท่านกําลังแปรญัตติแล้วมันไม่ใช่เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ ได้ มันต้องอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๓ ว่าด้วยคุณสมบัติของข้อห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะ ถามท่านประธานครับ ถ้าท่านจะพิจารณาต่อไปนะ มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ ผมอยากถามเป็นบรรทัดฐานไว้ ถ้าอย่างนั้นเวลาทํากฎหมายผมคนเดียวแปรญัตติเพิ่มมาตรา ไป ๒๐ มาตรา ท่านก็จะต้องมาให้ผมอภิปรายใช่ไหม ผมเป็นห่วงว่าการประชุมของสภา หลักการมันไม่ถูกครับ อันนี้มันเป็นหมวดคุณสมบัติ มันพูดกันไปแล้วในมาตรา ๒๙๑/๓ แล้วจะมาเขียนเป็นมาตราเดียว เรื่องห้าม สสร. มันก็คือข้อห้ามใช่ไหมล่ะครับ แล้วสภาแห่งนี้ จะทําไปอย่างนั้นหรือครับ เห็นว่ายิ่งจะเสียเวลา ผมมีความเห็นว่ามาตรา ๒๙๑ ในหลักการ ที่เราเขียนเป็นตัวหนังสือเลยนะครับ เขียนเป็นตัวหนังสือ (๒) เลย บอกว่ามาตรา ๒๙๑ มีตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗
ท่านขจิตรประท้วงตรงไหนครับ กรุณาอธิบายสั้น ๆ ครับ
ผมประท้วงว่า ท่านประธานกําลังดําเนินการผิดหลักการพิจารณากฎหมายเพราะว่ามันเลยมาแล้ว เรื่องคุณสมบัติ มาตรา ๒๙๑/๓ ท่านปล่อยให้มาพิจารณาอีกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นทางที่ถูก ที่ประชุมต้องถามว่ามีกรรมาธิการสงวนความเห็นเกินกว่าที่หลักการรับมา มาตรา ๒๙๑/๑๗ เรารับมาเท่านั้น แล้วก็เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยในหลักการ ท่านไปเปิดดูสิ แล้วใคร จะมาแปรญัตติเกินหลักการอีกละ ถ้าอย่างนั้นสภานี้ถ้าถืออย่างนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อไป กฎหมายทุกฉบับผมเป็นกรรมาธิการคนเดียว ผมต้องแปรญัตติเพิ่มมาตราเป็นสิบก็ต้อง พิจารณาให้ผมใช่ไหม ผมต้องการข้อยุติเป็นบรรทัดฐานไว้
เอาละครับ ผมวินิจฉัย นะครับ โดยเหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านทราบว่าเป็นกฎหมายที่สําคัญที่สุดของบ้านเมืองเรา ดังนั้นอะไรก็ตามที่อยู่ในร่างของกรรมาธิการที่เสนอขึ้นมาที่อยู่กับพวกเราทุกคน ณ ขณะนี้ ก็จะเป็นโอกาสที่พวกเราทุกคนจะใช้สิทธิได้ สําหรับการอภิปรายของผู้อภิปรายขณะนี้ ท่านยังอภิปรายในส่วนที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้แล้วบังเอิญเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยมีการ พูดในประเด็นนี้มาก่อน ผมจึงได้อนุญาตให้ท่านอภิปรายได้ เชิญท่านต่อครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงจะไม่ย้อนกลับไปอภิปรายใหม่ตั้งแต่ต้นนะครับ เพราะว่าผมเองคํานึงถึงเวลาของ รัฐสภาแห่งนี้ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์แล้วก็คุ้มค่า แต่ผมเข้าใจ เจตนารมณ์ของท่านที่ประท้วงขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ครับว่าเจตนารมณ์ของท่านเป็นอย่างไร แต่ผมขอกล่าวว่าในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้ว ผมทราบดีว่าผมกําลังทําอะไร ผมกําลังแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเรื่องอะไร ท่านประธานครับ หลักการและเหตุผล ยังมีผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ในเบื้องสุดท้ายนี้อีกมากมาย ถ้าหากว่าเป็นไปตามที่ท่านยกมือ ประท้วง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยกมือประท้วงเมื่อสักครู่นี้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็สมาชิกทั้งหมดจะอภิปรายหลักการและเหตุผลไม่ได้เลย แต่ในการประชุมเรานี้มาถึง วันที่ ๑๔ เราพูดกันมากมาย ท่านประธานท่านต้องเข้าใจผู้ที่เขาอภิปรายนะครับว่าเขายอม เสียเวลามากมายเพื่อจะชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจว่าอะไรกําลังเป็นอยู่ อะไรกําลังเกิดขึ้น กรรมาธิการเสียงข้างมากกําลังทําอะไร ตรงนี้เป็นเหตุผลที่เขาต้องอภิปรายชี้แจงให้กับ ประชาชนฟังครับ ท่านประธานครับ ผมจะต่อเลยนะครับ อันนี้ผิดกับ สสร. ปี ๒๕๕๐ ที่ให้เว้นวรรคเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ห้าม สสร. อื่น ท่านประธานครับ เนื่องจากไม่มีมาตราที่เขียนถึง
ท่านคุณหมอเจตน์ครับ เชิญท่านขจิตรครับ พาดพิง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอใช้สิทธิพาดพิง เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้แปรญัตติอภิปรายว่าแม้แต่หลักการ ในกรรมาธิการชุดนี้ยังให้เสียงข้างน้อยแปรญัตติไว้ การร่างกฎหมายไม่เคยมีการแปรญัตติ
ท่านขจิตรครับ เอาในส่วนที่ ท่านเสียหาย
ผมเสียหาย เพราะท่านพูด
ท่านว่าพาดพิงเสียหายอะไร เชิญครับ
ท่านอ้างอิงว่า ผมนี่ไม่ทราบเรื่องจริง และมองว่าผมพูดเพราะอะไร ท่านเควสชั่น (Question) เป็นคําถามไว้ ทํานองว่าผมพูดเพราะไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีเจตนาดี ผมพูดเพราะเจตนาดีต่อสภานี้ แล้วจะยืนยันว่าหลักการ ผมเป็นกรรมาธิการกฎหมายมา ๑๐๐ ฉบับในสภานี้ไม่เคยมีการ อนุญาตให้แปรญัตติเรื่องหลักการโดยเด็ดขาดเพราะเรารับวาระที่หนึ่งแล้ว การแปรญัตติ ในวาระที่สองนั้นกรรมาธิการไปทําไม่เคยมีอะไรที่จะต้องมาแก้หลักการของสภาได้ เพราะฉะนั้นผมยังยืนยัน แม้ท่านจะอ้างว่าในชั้นต่อไปจะแปรญัตติหลักการในความเห็นผม เป็นข้อผิดพลาดของกรรมาธิการเสียงข้างมากและข้างน้อยที่ให้มีการสงวนคําแปรญัตติ ของหลักการ ผมไม่เคยเห็นครับ
ท่านได้ชี้แจงแล้วเป็นอันจบ นะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ต่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ซึ่งตรงนี้ ก็อยากจะ
คุณหมอสุกิจประท้วงเชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนแรกว่าจะประท้วงผู้ที่มาใช้สิทธิพาดพิงครับ แต่ตอนนี้ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ เพราะว่าท่านประธานปล่อยให้เขาใช้สิทธิ พาดพิงโดยที่ฟังแล้วไม่ได้มีความเสียหายแล้วก็ถือโอกาสขึ้นมาอภิปรายเสียมากกว่า ซึ่งอันนี้จะทําให้การประชุมเสียเวลาเนื่องจากก็เป็นที่ทราบว่าตอนนี้เราอยากจะเร่งรัดใช้เวลา ให้เป็นประโยชน์ให้มาก ๆ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานดูแลผู้ประท้วงคนนี้ด้วยนะครับ เพราะว่ามักจะประท้วงบ่อย ๆ ทําให้อภิปรายเสียสมาธิแล้วก็เสียเวลาของสภาครับ
เข้าใจแล้วครับ เชิญคุณหมอ พอแล้วกระมังครับท่านขจิตร ผมให้โอกาสท่านเยอะนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมให้โอกาส ท่านเยอะแล้วนะครับ พอแล้วกระมังครับท่าน เชิญครับสั้น ๆ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม เสียหายครับ ให้ดูแลผู้ประท้วงท่านนี้คือดูแลผม ผมประท้วงมีหลักการ ทุกอย่างอธิบายได้ ผมไม่ใช่เข้ามาเสียเวลา การเสียเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ว่า ผู้ประท้วงทําให้เสียเวลา ผู้อภิปรายไม่เข้าประเด็นทําให้เสียเวลามากยืดเยื้อ นี่เป็นเรื่องจริง ตลอดเวลา ผมประท้วงเพื่อรักษามาตรฐาน เพื่อรักษาเวลา เพราะฉะนั้นอย่าใช้คําพูดแบบนี้ กับผม
ครับ เรื่องนั้นเป็นเรื่องของผม เชิญคุณหมอเจตน์ต่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน แต่ผมว่า ผมไม่ได้พูดอะไรที่นอกประเด็นเลยนะครับ เพราะว่าผมเองนี้แปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้
คุณหมอเชิญต่อเถอะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมวินิจฉัยแล้วว่าท่านอยู่ในประเด็นครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ตรงนี้ ก็ผิดกับ สสร. ปี ๒๕๕๐ ที่เขาให้เว้นวรรคเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ห้าม สสร. อื่น ท่านประธานครับเนื่องจากในร่างรัฐธรรมนูญที่เราพิจารณากันมา ๑๔ วันนี้ ไม่มีมาตราที่เขียนถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากคน ๒๒ คนเท่านั้น จะมีกรรมาธิการแทรกมาจาก สสร. เลือกตั้งหรือไม่ เพราะว่าผลสุดท้ายก็จะอาจจะต้อง พิจารณาคนเป็นรายบุคคลไป ว่าแต่ละคนที่ผ่านการเลือกตั้งมาถ้าหากว่าเขามีคุณวุฒิ มีความสามารถที่เพียงพอ แล้วก็ภายใต้การออกแบบของ สสร. ในด้านของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็สามารถที่จะเป็นหนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ตรงนี้ผมจึงเสนอให้เว้นวรรคทั้ง ๒ ส่วนไปเลย ทั้ง ๙๙ คน ทั้งเลือกตั้งและสรรหาไปเลย
อีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ แม้ว่า สสร. ส่วนหนึ่งไปเป็นกรรมาธิการยกร่าง สสร. ที่เหลือทําหน้าที่เป็นสมาชิกให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างนั้นเสนอขึ้นมา แต่เนื่องจากการที่ทํางานใกล้ชิดกัน ถึง ๒๔๐ วัน ในรัฐสภาแห่งนี้เท่าที่ทราบในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คนจํานวนเพียง ๙๙ คน เดินสวนกันอยู่ร่วมกันด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นจะขออะไรกันก็ไม่ใช่เรื่อง ที่ยากในสังคมไทย ทั้งการขอจากผู้ที่ไม่ได้เป็น สสร. หรือการขอมาจากผู้มีอํานาจที่อยู่ เบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมจึงแปรญัตติให้ห้ามทั้ง ๙๙ คนไปเลย ส่วนเหตุผล ที่กําหนดไว้ ๕ ปี แทนที่จะเว้นวรรค ๒ ปีให้เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ก็ด้วยเหตุผลว่าระยะเวลา ๒ ปีนั้นสั้นเกินไป แล้วก็ผมมีความเชื่อลึก ๆ ว่าการเขียนโดย สสร. ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นการจํากัดประโยชน์ของตนเอง จึงกําหนดเวลาที่เว้นวรรคไว้เป็นระยะเวลา ที่สั้น ไม่ใช่เว้นวรรคตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่เสนอให้เว้นวรรค ๑ สมัย หมายถึงว่าเว้นวรรค ๔ ปีของ ส.ส. ผมก็ไม่แน่ใจว่าแล้ว ส.ว. เลือกตั้งใหม่ผมไม่แน่ใจว่าจะยังคงมีอยู่หรือไม่ แล้ว ส.ว. เลือกตั้งใหม่จะมีอายุ ๖ ปีหรือเปล่า รวมทั้ง ส.ว. สรรหาใหม่ก็ไม่ทราบว่าจะยังมีอยู่หรือยุบเลิกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงเห็นว่า ให้เว้นวรรคไว้ ๕ ปี แทนที่จะ ๒ ปี นอกจากนี้ยังมีปัญหาการนับอายุระหว่างวันที่เข้ามา หรือนับวันที่รักษาการเป็นหลักดังที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ในฐานะที่สมาชิกรัฐสภาพวกเราเป็นผู้กําหนด จึงควรกําหนดระยะเวลาที่เหมาะสม จึงเสนอ เป็นระยะเวลา ๕ ปีดังกล่าว ตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลที่เป็นความชอบธรรม เพราะว่า การที่จะให้ สสร. เว้นวรรคไป ๕ ปี ไม่ให้กลับมาดํารงตําแหน่ง ส.ส. ส.ว. และนักการเมือง ที่เกิดตามรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนใหม่นี้เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปี เพื่อป้องกันผลประโยชน์ ทับซ้อนดังกล่าว ป้องกัน สสร. ที่จะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง เขียนแล้วกลับมาสมัครเป็น ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมือง ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ตัวเองแก้ไขต่อไป เพราะฉะนั้นผมจึงแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติให้ สสร. ทั้ง ๙๙ คน เว้นวรรคไป ๕ ปี ขอบคุณครับ
ก่อนที่จะอภิปรายต่อไป ผมขอทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับ คือขณะนี้เราอยู่ในวาระที่สอง ทุกท่านทราบนะครับ ก็จะขอเรียนย้ําอีกนิดหนึ่งว่าขอให้ท่านได้อภิปรายอยู่ในประเด็น ที่ท่านได้สงวนความเห็นหรือสงวนคําแปรญัตติไว้ สําหรับประเด็นใหม่ ๆ ที่เป็นประเด็นใหม่ อย่างกรณีของคุณหมอเจตน์ ผมก็คิดว่าพวกเราคงยินดีให้ท่านอภิปรายได้เต็มที่เพื่อที่จะได้ แสดงเหตุผลให้เกิดความชัดเจน สําหรับประเด็นที่เราได้พูดกันมาตลอด ๑๐ กว่าวันแล้ว ที่ท่านผู้ฟังก็อาจจะเข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว ผมก็อยากจะขอให้โดยเฉพาะบางเรื่องที่ได้ มีการลงมติมาแล้วครับ ก็อยากจะขอให้เป็นดุลยพินิจของท่านผู้อภิปรายเถอะครับ ที่ท่านจะ พิจารณาว่าสมควรจะอภิปรายโดยสรุปหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าก็จะช่วยประหยัดเวลา ของที่ประชุมแห่งนี้ด้วยนะครับ
และที่สําคัญประการสุดท้ายที่ผมอยากจะขอเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งขอความกรุณา เพื่อนสมาชิกโปรดอย่าได้อภิปรายพาดพิงถึงบุคคลอื่นหรือผู้อื่นให้เกิดความเสียหายนะครับ ผมก็ขอเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ สําหรับท่านต่อไปขอเชิญท่านอภิชาต การิกาญจน์ เชิญท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช สมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติเพิ่มเป็น มาตรา ๒๙๑/๑๘ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลกระทบต่อ องค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญที่สังคมเฝ้ามอง รอการวิพากษ์วิจารณ์ ผมเชื่อว่าสังคมนี่อยากให้คณะกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ในแนวเดียวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่กําหนดเรื่องหลัก ๆ ๓ เรื่อง คือเรื่องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เรื่องการไม่กระทบกับโครงสร้างการปกครองของประเทศ เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เหตุผลเพราะว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ การไม่กําหนดไว้ในกรอบนี่อาจจะเป็นข้อวิพากษ์ว่า คณะกรรมาธิการมีเจตนาที่จะยกเรื่องนี้ออกไป หรือเลิกเรื่องขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นนวัตกรรมการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ คือ การเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองของนักการเมือง
เรื่องที่ ๒ คือ การควบคุมและการตรวจสอบนักการเมือง ทําไมถึงต้องมีการ ควบคุมและตรวจสอบนักการเมือง เพราะปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นในทางการเมือง ๓-๔ เรื่อง ที่ผมจะให้เหตุผลในการสนับสนุนประเด็นนี้ ก็คือ ๑. ที่มาอันหลากหลายของนักการเมือง แต่ละคน นักการเมืองที่มาเป็นผู้แทนราษฎรในประเทศนี้ ในสภาแห่งนี้เรามีที่มาที่แตกต่างกัน ออกไป บางคนมาจากเป็นข้าราชการเกษียณอายุและตัดสินใจมาทําการเมือง บางคนมาจาก การเมืองท้องถิ่นแล้วกระเถิบขึ้นมาทําการเมืองระดับชาติ บางคนมาจากประสบความสําเร็จ ในการประกอบการ ในการทําธุรกิจ แล้วมาทําการเมือง บางคนมาจากการมีการศึกษาดี จบการศึกษาจากต่างประเทศหรือในประเทศในระดับที่พอจะทําการเมือง ความคาดหวัง ของสังคมในการที่อยากเห็นนักการเมืองในสภา ผมเชื่อว่าเราต้องการนักการเมืองดี มีความรู้ มีความสามารถทํางานการเมืองได้ ในขณะเดียวกันเราไม่สามารถสกัดคนชั่ว ไม่ให้เข้าสู่ การเมืองได้ เพราะถ้าเขาบอกว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะลงรับสมัคร มีคนเลือกด้วย เสียงข้างมากกว่าคนอื่นในการลงสมัครคราวนั้นเขาก็มีสิทธิเป็นผู้แทนได้ เพราะฉะนั้น ความคาดหวังของสังคมที่บอกว่าคนในสภานั้นเป็นคนดี เป็นผู้ทรงเกียรติจึงน่าจะไม่ใช่ เป็นความปนเปกันไปทั้งดีและร้าย แต่เราก็ภูมิใจกันทุกคนว่าที่มาที่เรามีโอกาสได้เป็น ผู้แทนราษฎรนั้น จะดีจะชั่วอย่างไรคนเลือกเรามาเป็นหมื่นคน เป็นแสนคน เพราะฉะนั้น เป็นที่มาหลากหลายแบบนี้นะครับจึงทําให้จําเป็นต้องมีการควบคุมนักการเมือง
ประเด็นที่ ๒ นอกเหนือจากความหลากหลายแห่งที่มาบนความแตกต่าง ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาของสังคมและในสายตาของพี่น้อง ประชาชนกับบทบาทหน้าที่และการปฏิบัติตนในฐานะนักการเมือง ผมคิดว่าขัดแย้งกัน โดยสิ้นเชิง บนความคาดหวังของพี่น้องประชาชน บนความคาดหวังของสังคม เราเชื่อว่า นักการเมืองเป็นคนดี แต่สิ่งที่คนได้เห็นแนวทางในการปฏิบัติที่นํามาสู่ความเสียหาย ขาดความเชื่อถือต่อสังคมต่อพี่น้องประชาชน เป็นความขัดแย้งในบทบาทของคนที่เป็น ผู้แทนราษฎร นั่นหมายความว่าเป็นคนที่พร้อมจะทําหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีเรื่อง ที่เป็นข้อบกพร่องในการทําหน้าที่ในทางการเมือง นั่นหมายความว่าวันเวลาที่ผ่านมาจาก การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านมาเกือบจะ ๘๐ ปี ถ้ามองในลักษณะของการพัฒนาของ ความก้าวหน้า เรามีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นคนมีความรู้ดี ประสบความสําเร็จในการทํางาน ในการประกอบการตัดสินใจมาทําหน้าที่ในทางการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทํา สิ่งที่ควรจะ เป็นผลในทางการเมืองควรจะเป็นทางบวกตามไปด้วย ควรจะทําให้การเมืองในบ้านเมืองนี้ ดีขึ้นด้วย ควรจะทําให้สภานี้น่าเชื่อถือไว้วางใจมากขึ้นด้วย แต่ความขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ ที่ทําให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงต้องกําหนดว่าเมื่อนักการเมืองเข้าสู่การเมืองแล้วจําเป็น จะต้องมีการควบคุมและการตรวจสอบในทางการเมือง
ประเด็นที่ ๓ เรื่องนักการเมืองของประเทศไทยกับปัญหาเรื่องการโกงกิน การคอร์รัปชัน (Corruption) เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด การเมืองผ่านไปก้าวมา สู่ยุคใหม่ มีคนรุ่นใหม่ที่ดูดี ดูน่าเชื่อถือ ดูน่าไว้วางใจ แต่เมื่อเข้าสู่การเมืองแล้วกลับทําการเมือง ที่เลวร้ายโกงกิน หาประโยชน์คอร์รัปชัน และการคอร์รัปชันจะพัฒนาไปตามความก้าวหน้า ตามช่วงเวลาของการเมืองนะครับ นั่นหมายความแต่เดิมกินจอบ กินเสียม มาถึงยุคหลัง เป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ซึ่งเลวร้ายที่สุด นักการเมืองยุคใหม่กล้าที่จะเสนอกฎหมาย ในการที่จะใช้สภาเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตน ตัวอย่างพวกเรา อยู่ในสภานี้นะครับ วันที่สภาเสนอกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับการแปลงสัญญาสัมปทาน มาเป็นการเสียภาษีสรรพสามิต เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดครับ เราใช้สภาในการเสนอ กฎหมายที่จะแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมมาเป็นการจ่ายภาษีให้กับรัฐโดยจ่ายเป็น ภาษีสรรพสามิต ทําให้รัฐขาดรายได้ ผู้ประกอบการได้ประโยชน์
ท่านอภิชาตมีผู้ประท้วงครับ
ประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ พูดนอกประเด็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่อยากเสียเวลาเลย ขอให้ท่านควบคุมการประชุมให้ไปตามข้อบังคับด้วย ท่านประธานครับ ขอขอบคุณครับ
คือผมเข้าใจนะครับว่า การอภิปรายก็คงจะต้องมีการกล่าวนําบ้าง แต่ว่าประเด็นหลักที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ก็อยู่ในหน้า ๓๒๔ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอให้ท่านเข้าสู่ประเด็นเถอะครับท่าน เชิญครับ
ผมกําลังให้เหตุผล ด้วยเหตุผลที่ว่าผมกําลังเสนอแปรญัตติเพิ่มเพื่อให้บรรจุเรื่ององค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญไปกระทบกับเรื่องนี้ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ ในการตรวจสอบนักการเมือง แล้วเหตุที่นักการเมืองในยุคปัจจุบันกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ในทางการเมืองก็เพราะแบบนี้ละครับ เป็นคนดี ดูภาพลักษณ์ดี แต่ใช้อํานาจล้นเกินรัฐธรรมนูญ ออกแบบการเมืองเพื่อหาประโยชน์ ทําความเลวร้ายให้กับสังคม แล้วสิ่งที่ผู้ประท้วง ๒-๓ ท่านที่ประท้วงอยู่ทุกวันนี่ครับ นี่คือแบบหนึ่งของความชั่วร้ายทางการเมืองแบบใหม่ ระยะเวลาสั้น ๆ ที่เข้าสู่การเมือง ได้ทําให้สภาเสียหายไปมากเกินกว่าเราจะกู้นะครับ
ท่านไม่พาดพิงนะครับ เอาประเด็นที่ท่านสงวนคําแปรญัตติเถอะครับ เชิญท่านวรชัยประท้วง ประท้วงหรือว่า ถูกพาดพิงท่านขจิตรรอท่านวรชัยนิดหนึ่งครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. มา ๖ เดือน ผมเป็น ส.ส. ผมไม่เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วผมไม่เคย ทําผิดอะไรเลยครับ มีใครเห็นผมทําผิดอะไรบ้าง ช่วยชี้แจงหน่อย ต่างกับนักการเมืองที่เขา เป็นรัฐบาลมานานครับ
ท่านวรชัยครับ เอาส่วนที่ ท่านประท้วง ท่านถูกพาดพิง
ผมพาดพิงว่า ผมเป็นนักการเมืองชั่วร้ายครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ใช่เป็นนักการเมืองชั่วร้าย ผมทําหน้าที่ สมาชิกรัฐสภามา ๙ เดือนครับ ผมทําอะไรชั่วช้าบ้าง ชั่วร้ายบ้างครับ ผมถามท่านหน่อยครับ
ท่านวรชัย เมื่อสักครู่ผมเตือนแล้ว ก็ไม่ให้พูด
ขอให้ท่าน เตือนด้วยครับ ถอนคําพูดเถอะครับ ท่านประธานครับ
ผมเตือนไปแล้วครับ ผมได้ วินิจฉัยเตือนไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ ท่านขจิตรเรื่องเดียวกันหรือเปล่า เชิญครับ
ต่างกับคน ที่เป็นรัฐบาลท่านประธาน ที่ทําอะไรมาหลายอย่างเลยที่ส่อให้เห็นว่าชั่วช้าหลายอย่างครับ ผมไม่อยากพูดตอนนี้ครับ
ไม่เป็นอะไรครับ เพราะเมื่อสักครู่ ท่านพูดมาแล้วผมวินิจฉัยแล้วว่าไม่ให้ท่านพูดนะครับ เชิญท่านครับ
ท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปรายไม่ทราบว่าเจตนาหรือกลอนพาไป ผมเสียหาย เพราะท่านบอกว่า ผู้ประท้วง ๒-๓ ท่าน เป็นสิ่งชั่วร้ายทางการเมือง ต้องถอนคําพูดครับ การประท้วงเป็นสิทธิ ที่จะต้องทําตามข้อบังคับ
ท่านขจิตร ด้วยความเคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเตือนไปแล้ว ผมได้สั่งห้ามไปแล้วด้วยนะครับ
ไม่ครับ ต้องถอนครับ เพราะว่าพูดไปแล้วผมได้ยิน ชาวบ้านได้ยินหมดแล้วครับ
ผมอาจจะวินิจฉัยผิดนะครับ แต่วินิจฉัยไปแล้วครับ เชิญต่อครับ
ผมขยายความของผมนิดเถอะนะครับ เพื่อความเข้าใจของท่านขจิตรนะครับ ความชั่วร้าย ของผมที่ว่านี่ไม่ได้หมายถึงการโกงกิน การหาประโยชน์ แต่การที่นักการเมือง
ท่านอภิชาตครับ ผมว่า พอเถอะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
เพราะฉะนั้นประเด็นผมใน ๔ ประเด็นที่ว่านี่ผมจึงคิดว่าเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่เรื่อง เกี่ยวเนื่องกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นเรื่องที่ถูกกําหนดไว้ในกรอบ เช่นเดียวกับ ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ขนาดเรามีการควบคุมแบบนี้บ้านเมืองยังเสียหายแบบนี้ ถ้าเราไม่มีองค์กรเข้ามาควบคุมบ้านเมืองจะเสียหายไปอีกขนาดไหนนะครับ เพราะฉะนั้น ความจําเป็นอย่างนี้ผมจึงต้องขอแปรญัตติเพิ่มในมาตราดังกล่าวเพื่อให้ท่านคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาว่าแนวทางในเรื่องแบบนี้ในวันที่เราไม่รู้ว่า สสร. ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นใครบ้าง เขามีแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร ถ้าเราไม่กําหนดไว้เช่นเดียวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ผมเชื่อว่าเรื่องนี้อาจจะถูกละเลย แล้วกลไกในการควบคุมนักการเมืองซึ่งเป็นนวัตกรรม ทางการเมืองใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ เราไม่สามารถที่จะควบคุม มาตรฐานของนักการเมืองได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้น การขาดความเชื่อถือ ขาดความไว้วางใจ ของสภาในสายตาของสังคม ในสายตาของพี่น้องประชาชน เพราะผมเชื่อว่าบนความหลากหลาย ของนักการเมืองเราไม่สามารถควบคุมได้โดยระบบธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ยังจําเป็นที่เรา จะต้องใช้กลไกทางการเมือง โดยมีองค์กรอิสระเหล่านี้มาควบคุมนักการเมือง แม้ว่า จะมีนักการเมืองเพียงคนเดียวที่ใช้อํานาจล้นเกินเราก็เห็นแล้วว่าผลกระทบต่อประเทศชาติ ทุกมิติ
ท่านอภิชาตเหตุผลของท่าน ชัดเจนแล้วนะครับ ขณะนี้ท่านใช้เวลาไปแล้วประมาณ ๑๐ กว่านาทีนะครับ เชิญท่านสรุป เถอะครับ
ผมสรุปแล้วครับ นักการเมืองถ้าเราไม่สามารถควบคุมได้แม้แต่คนเดียวจะทําให้เกิดผลเสียได้ ในทุกมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาใหญ่ ของชาติวันนี้คือการแตกแยกของคนในชาติ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมนักการเมืองได้ ผมเชื่อว่า ความแตกแยกของคนในชาติเราไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วผมเองในชีวิตที่เหลืออยู่รอพิสูจน์ เท่านั้นเองว่าการเมืองกระแสหลัก กับการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาอันไหนจะประสบความสําเร็จ เฝ้าดูครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีคณะครูและนักเรียนโรงเรียนเดอะรีเจ้นท์ กรุงเทพมหานคร จํานวน ๕๑ คน มาร่วมฟัง การประชุมนะครับ เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ นะครับว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการ แก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แม้ว่าทางคณะกรรมาธิการ และทางเสียงส่วนใหญ่นั้นได้บรรจุไว้แล้ว ในส่วนที่ว่าจะไม่มีการแก้ไขในเรื่องของ
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ และ
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมไปถึงหมวด ๒ ของพระมหากษัตริย์แล้ว แต่ผมยังขอยืนยันต่อ ท่านประธานไปยังกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ครับว่าเพื่อให้เกิดความไว้วางใจนะครับว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนั้นในหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๑ นั้นมีอยู่ถึง ๗ มาตรา ขออนุญาตท่านประธานได้อ่านมาตรา ๓-๗ สั้น ๆ ว่า
มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เพิ่มเติมในวรรคสองไว้ด้วยครับว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลัก นิติธรรมครับ เรื่องนี้สําคัญนะครับ
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ใน ความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
มาตรา ๖ ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ และ
มาตรา ๗ ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาได้รับฟังนะครับว่า สิ่งที่ผมขอให้บัญญัติ เพิ่มเติมก็คือในหมวด ๑ และหมวด ๒ นี้ ถ้าบัญญัติไว้ บรรจุไว้ เราย่อมมีความไว้วางใจครับว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่ถูกแตะต้อง จะไม่ถูกมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซึ่งก็อาจจะมีการเพิ่มเติม อะไรต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าไม่บรรจุไว้ละครับ หรือไม่ระบุไว้นะครับ เราไม่มีความมั่นใจครับว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นใครก็ไม่ทราบ อย่างที่ท่านพูดนะครับ เรายังไม่ทราบว่า วันนี้เป็นใคร ครับ เรายังไม่ทราบว่าแต่ละคนมาจากกลุ่มใด มีความคิดเห็นทางการเมือง อย่างไร มีอุดมการณ์อย่างไร ดังนั้นผมจึงขออนุญาตต่อท่านประธาน และท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าขอให้บรรจุไว้เพื่อความไว้วางใจเถอะครับ บรรจุย่อมดีกว่าไม่บรรจุไว้ หรือระบุไว้ให้ชัดเจน ทําไมเราจะไม่ทําการระบุหรือว่าแก้ไขในหมวดนี้อย่างชัดเจนที่สุดเท่า ที่เราจะทําได้ในวันนี้เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงต่อความผิดพลาดหรือว่าความขัดแย้งกัน ต่อไปในอนาคต ผมจึงขอเรียกร้องต่อท่านอีกครั้งครับว่าขอให้ท่านระบุเอาไว้ให้ชัดเจนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญ ท่านผุสดี ตามไท ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า ๓๒๗ ของรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ ซึ่งดิฉันขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังว่าดิฉันสงวนคําแปรญัตติไว้ดังนี้ หลังการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่ง ส.ส. ส.ว. หรือตําแหน่งใด ๆ ในทุกองค์กรตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในวาระแรกของการดํารงตําแหน่งนั้น ๆ ท่านประธานคะแม้ว่าสาระโดยหลักดิฉันจะแปรญัตติคล้าย ๆ กันกับท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านคุณหมอเจตน์ซึ่งได้อภิปรายไปแล้วแต่ว่าจะมีข้อเหตุผล แล้วก็มีรายละเอียดต่างกันอยู่นิดหนึ่งนะคะ ท่านประธานคะอันนี้ดิฉันสงวนคําแปรญัตติ เอาไว้เพราะดิฉันคิดว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่รัฐสภาจะร่วมกันลดความกังวล ลดความกังขา แล้วก็ลดข้อคําถามที่ประชาชนจํานวนไม่น้อยมีอยู่ในใจว่าเรารีบร้อน เร่งรัด แล้วก็ลุกลี้ลุกลน ทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อใคร เพื่ออะไร ดิฉันอยากจะอย่างนี้ค่ะ เป็นโอกาสสุดท้าย เช่นเดียวกันที่ทางกรรมาธิการและทางรัฐสภานั้นจะช่วยกันสร้างความมั่นใจให้กับสังคม จริง ๆ ว่า ตั้งใจจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดสําหรับประชาชน ให้ได้คิดอย่างรอบคอบ เหตุผลที่ดิฉันกราบเรียนท่านประธานก็มีดังนี้นะคะว่าก็อยากจะให้ มั่นใจค่ะที่เขียนไว้อย่างนี้อยากจะให้มั่นใจจริง ๆ ว่า ผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกันหรือมีเจตนาแอบแฝงแต่ประการใด ตรงนี้เป็นการให้ความมั่นใจจริง ๆ กับประชาชนที่เป็นห่วงอยู่ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเผื่อว่าไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องคิดว่าจะมีประโยชน์การเข้ามาเป็น ส.ส. ส.ว. หรือว่า ผู้ดํารงตําแหน่งอื่น ๆ ก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะมีโอกาสร่วมคิดร่วมทํา แล้วก็ร่วมสร้างกรอบกติกาสําหรับประชาชนและสังคมโดยรวมจริง ๆ ถึงได้ระบุไว้อย่างนี้ แล้วถ้าไม่มีผลประโยชน์มาหลอกล่ออยู่ข้างหน้าหรือคิดวางแผนคิดฝันไว้ก็ทําให้ สสร. แต่ละท่านนั้นต้องสําเหนียกในความรับผิดชอบต่อประชาชนโดยรวมไม่ต้องคิดเลยในใจว่า เผื่อว่าเราจะลงสมัคร ส.ส. เผื่อว่าเราจะลงสมัคร ส.ว. หรือเผื่อว่าเราจะลงสมัครในตําแหน่ง อื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในองค์กรตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ยัง ไม่ทราบได้ ท่านสมาชิกเหล่านี้จะได้ใช้สติปัญญา ใช้วิจารณญาณ และใช้หัวใจเต็มร้อยจริง ๆ เพื่อจะดําเนินการให้กับประชาชน ท่านประธานคะเพื่อให้มั่นใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาร่างเหล่านี้กระทําไปเพื่อส่วนรวมโดยแท้ ๆ ไม่ใช่ทําเพื่อคนใดคนหนึ่งแล้วก็ ไม่ได้ตั้งใจจะไปเป็นการเขียนกติกาเพื่อให้ผู้นํานั้นได้ใช้อํานาจตามอําเภอใจ ไม่ต้องถูก ตรวจสอบแล้วก็โดยอาศัยเพียงข้างมากในสภาเท่านั้น สําคัญที่สุดก็คือว่าเพื่อให้มั่นใจว่า สสร. จะไม่ไปเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อจะสร้างรัฐไทยใหม่ที่ผู้นําเป็นเผด็จการภายใต้เสื้อคลุม ประชาธิปไตย ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๘ เพิ่มเติมจากที่ร่างของกรรมาธิการที่ได้พิจารณาผ่านไปแล้ว เนื่องจากผมได้รับฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนมีความกังวลว่าคณะของ สสร. ซึ่งจะไปยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่ จะได้ไปยกเว้นความผิดของบุคคลซึ่งองค์กรทางด้านตุลาการ หรือองค์กรที่ได้ พิจารณาโทษต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วให้ได้พ้นผิดจากการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นมา ในอนาคตนะครับ สาเหตุที่พี่น้องประชาชนมีความกังวลและผมก็ได้สะท้อนถึงความกังวล เหล่านั้นมาถึงท่าน แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้บรรจุในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ไว้ มีเหตุผลประกอบการหลายประการด้วยกัน ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าผู้มีอํานาจต่าง ๆ ในทางการเมืองก็ดี ในทางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ดี หรือบุคคลที่มีอํานาจในทางสังคม ไม่ว่าจะ เป็นทางด้านธุรกิจ หรือทางด้านอื่น ๆ ก็ดี มักจะมีการกระทําความผิดต่าง ๆ แล้วก็สังเกตดูว่า การกระทําความผิดต่าง ๆ เหล่านั้นบุคคลเหล่านั้นก็ไปรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนกันมากขึ้น จนน่ากลัวว่าบุคคลเหล่านั้นจะไปรวมกลุ่มก้อนกันเพื่อที่จะได้อํานาจทางการเมือง และเมื่อได้อํานาจทางการเมืองแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดในการที่จะพ้นผิดก็อาจจะใช้กลไก ทางด้านนิติบัญญัติหรือการยกร่างกฎหมายต่าง ๆ แล้วก็การยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการ รื้อทั้งระบบของกฎหมายใหญ่ แล้วก็เกรงว่าไม่ได้กล่าวหาใคร เกรงว่า สสร. จํานวน ๙๙ ท่าน ถ้ามีกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบ แล้วก็ที่ไม่ได้ อยู่ในหูในตาของพี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ก็เกรงว่าจะสอดแทรกบทมาตราใด มาตราหนึ่งเข้าไปเพื่อที่จะให้บุคคลที่ได้รับโทษ หรือได้พิจารณาโทษในกระบวนการยุติธรรม ในกฎหมายปัจจุบันนี้ให้ได้รับการพ้นผิดพ้นโทษไป ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์ทางสังคม ที่เรียกว่ากฎหมายได้กําหนดไปแล้ว และผู้ใดที่ประพฤติผิดไปแล้วถ้ากระทําความผิด ได้รับโทษแล้ว ไม่ควรที่จะได้รับการยกเว้นโทษ เว้นแต่ว่าบุคคลนั้นได้รับการลงโทษ ตามกฎหมายนั้น ส่วนการอภัยโทษนั้นก็เป็นตามกระบวนการ เพราะฉะนั้นยกตัวอย่าง ในวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ได้กระทําความผิดวินัย เช่นอาบัติต่าง ๆ พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาในที่ประชุมสงฆ์ได้ ยกเว้นว่าได้ไปชําระอาบัติ ด้วยความผิดนั้นเสียก่อน ก็เช่นเดียวกันในปัจจุบันผู้ที่กระทําความผิด ถ้าไม่ยอมรับผิด ทางบ้านเมืองก็ต้องนํามาลงโทษ ส่วนการอภัยโทษนั้นก็มีกระบวนการซึ่งยอมรับได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รับโทษแล้วถูกยกเว้นโทษไปโดยปริยายทางกฎหมาย ผมสะท้อนว่า ในส่วนนี้พี่น้องประชาชนจํานวนมาก อย่างน้อยก็ในพื้นที่ที่ผมสามารถที่จะรับรู้รับทราบ ข้อมูลจากพี่น้องประชาชน สะท้อนมาเลยทีเดียวว่าต้องบรรจุในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ เพื่อที่จะให้ สสร. ได้พึงระวังเป็นอย่างยิ่งว่าอย่าได้มีกฎหมายที่เอื้ออํานวยให้บุคคลนั้น ได้พ้นผิด พ้นโทษไป ผมขออนุญาตอ่านในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ก็คือว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ขอเพิ่มเติมถ้อยคําว่า การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องไม่จัดทําในลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้น มีความผิดได้มีการตัดสินคดี ก็ขอความเมตตาความเห็นใจจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ว่าการบรรจุถ้อยคําต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ได้แสลงอะไรเลย แล้วมันเป็นการเปิดใจเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนในทุกซอกทุกมุมของประเทศไทยที่จะมีการถูกบังคับใช้โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าจะเกิดขึ้นมีให้ได้สบายใจ ไม่เสียหายที่ท่านจะบรรจุเข้าไว้ แต่ท่านไม่บรรจุเข้าไว้เราจะ มั่นใจได้อย่างไรว่า สสร. ซึ่งเกิดใหม่ทั้ง ๙๙ ท่าน จะมีความรอบคอบเพียงพอ ซึ่งท่านใด ที่มีความเห็นว่าไม่ควรจะบรรจุไว้ก็ต้องขอเหตุผลว่าทําไมท่านถึงไม่บรรจุเหตุผลตรงนี้ไว้ แล้วก็ทําให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกิดความไม่สบายใจ ปัจจุบันผู้กระทําความผิดมีมากหลาย กรณีในสังคมที่ผ่านมาในช่วง ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมา บางครั้งไม่รับโทษไม่รับผิดแต่ใช้ กระบวนการในเรื่องของการปฏิบัติการจิตวิทยา ในเรื่องของสื่อสารมวลชนก็ดี เรื่องการให้ ข่าวก็ดีทําร้ายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมเราก็ได้เห็นกันอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้น ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าเป็นความวิตกกังวลที่มีเหตุมีผล ไม่ใช่อยู่ในภาวะวิตกจริตของกระผม หรือพี่น้องประชาชนที่กระผมได้รับฟังมา ก็ขอฝากท่านประธานรัฐสภาถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้โปรดกรุณาเมตตาให้น้ําใจแก่กระผมได้บรรจุในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ไว้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไป เชิญท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนั้นได้แปรญัตติในหน้า ๓๒๕ ซึ่งเป็นการที่ แปรญัตติเพิ่มเติมจากร่างของรัฐบาลในมาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ผมเองนั้นได้แปรญัตติเพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ ขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ในเหตุผลของผมในการที่ขอแปรญัตติเพิ่ม ในหมวดนี้ขึ้นมา เพื่อความมั่นใจแล้วก็เพื่อเป็นการวางกรอบของ สสร. ในเมื่อมี สสร. แล้ว จะต้องมาทําการยกร่างในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเองนั้นซึ่งเป็น คนจังหวัดสุโขทัยในฐานะเป็นถิ่นกําเนิดเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น ต้นกําเนิดของพระมหากษัตริย์ก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่กรุงสุโขทัยมากรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ มาจนยุคนี้ของเรานั้นก็มีสถาบันกษัตริย์เป็นที่เชิดหน้าชูตา และเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาแผ่นดิน รักษาอธิปไตย เป็นจุดศูนย์รวมของคนไทยรวมจิตใจ ท่านพระองค์นั้นใช้สติปัญญาในการรักษาแผ่นดิน แล้วก็มีคุณูปการต่าง ๆ มากมาย ผมจึงได้ขอความมั่นใจกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านก็ได้ยืนยันว่าจะต้องคงหมวด ๑ และหมวด ๒ นี้ไว้ ผมเองนั้น ในอาทิตย์นี้กลับไปบ้านที่จังหวัดสุโขทัยเขาก็เป็นห่วงกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญเห็นว่า แก้ทั้งฉบับแล้วก็จะมีการล้มล้างเกี่ยวกับเรื่องสถาบันไหม ผมเองจึงต้องมาขอคํายืนยันต่อประธานคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในหมวด ๑ ในบททั่วไป เกี่ยวกับเรื่องของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีทั้งหมด ๗ มาตรา โดยเฉพาะ มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจในทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สําคัญ อยากให้คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าในหมวดนี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แล้วโดยเฉพาะในหมวด ๒ เกี่ยวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าคนไทยทุกคนก็หวาดวิตกว่าการแก้รัฐธรรมนูญในฉบับนี้นั้นจะมีผลต่อการล้มล้าง สถาบันหรือไม่ ท่านประธานก็จะเห็นว่าแม้กระทั่งที่เกิดเรื่องมาวัน ๒ วันที่หน้าศาลอาญา ที่กรุงเทพมหานครท่านก็เห็นอยู่ ก็เริ่มออกมาอีกแล้วในการล้มล้างที่จะไม่ให้มีมาตรา ๑๑๒ ในครั้งนี้อีกเช่นกัน ก็มีการที่จะปลุกปั่นกันขึ้นมา แต่ผมก็คิดว่ารัฐบาลชุดนี้แล้วโดยเฉพาะ กรรมาธิการชุดนี้ก็ไม่คิดที่จะมีการล้มล้างถึงขนาดนั้น เหตุทําตามที่มีกระแสในกลุ่มที่ไม่หวังดี จะล้มล้างสถาบันอย่างนี้เป็นต้นครับ กระผมจึงขอคํายืนยันจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก อีกครั้งหนึ่งในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผู้อภิปรายจบแล้วครับ ท่านประสิทธิ์ มันจะเสียเวลานะครับ ผ่านไปเถอะครับ สั้น ๆ นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากจังหวัดสุรินทร์ครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว อย่างที่ท่านประธานพูดผมไม่อยากประท้วงให้เสียเวลา เพราะผู้อภิปรายหลายท่าน ก็อภิปรายอยู่ในประเด็น แต่ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้เน้นคําว่า ล้มล้างสถาบัน เน้นมาก เดี๋ยวผู้ฟัง ที่ฟังอยู่จะหาว่ากรรมาธิการหรือรัฐบาลจะมีนโยบายในการที่จะล้มล้างสถาบัน ไม่ใช่นะครับ เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ท่านประสิทธิ์ประท้วง ในประเด็นที่ท่านจะประท้วง
ประเด็นก็คือที่กล่าวหาว่ามีบุคคลไปชุมนุมกันที่หน้าศาลอาญา อันนั้นเขาไปชุมนุม เพื่อเรียกร้องขอความยุติธรรม เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าใครจะไปล้มล้างสถาบันนะครับ
ขอบคุณครับ เข้าใจแล้วครับ ต่อไปเป็นท่านชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร เชิญท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันเอง ได้ขอเสนอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๘ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็เป็นที่ทราบดีนะคะว่าสมาชิกรัฐสภาในที่นี้ก็มีการ แปรญัตติในเรื่องราวเดียวกัน ก็คือในหมวด ๑ และหมวด ๒ จึงเป็นเรื่องราวที่จะต้องขอฝาก ท่านกรรมาธิการ ไม่ว่าเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย รวมกันเป็นกรรมาธิการในส่วนของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ว่าหมวด ๑ และหมวด ๒ นี้มีความสําคัญกับชาติบ้านเมืองเป็น อย่างยิ่ง ดิฉันโดยส่วนตัวในนามพรรคภูมิใจไทยแล้วก็พี่น้องประชาชนจากเขตอําเภอบ้านโป่ง ในฐานะที่มีประชาชนประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ คน ไม่ได้ติดใจเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ที่ผ่านมาแล้วก็มีการเสนอที่จะโหวตให้กับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วย แต่ส่วนหนึ่งก็จะต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ สสร. วันนี้ท่านกรรมาธิการก็นั่งฟังอยู่และในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะต้องมีว่าที่หรือแคนดิเดท (Candidate) ซึ่งจะต้องเป็น สสร. นั่งฟังอยู่ในฐานะที่เรื่องราวนี้ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับกฎหมายที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าในหมวด ๑ นั้นหลายท่านก็ได้ชี้แจงแถลงความเข้าใจ ส่วนตัวดิฉันเองที่ได้เสนอคําแปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีความสําคัญตรงนี้เพราะว่า ในหมวด ๑ นั้นเป็นบททั่วไปที่มีมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ เรื่องราวที่สําคัญที่เกี่ยวข้องนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่สําคัญยิ่งกับเรื่องของรัฐนั่นก็คือประเทศชาติ เพราะในมาตรา ๑ นั้น เกี่ยวกับราชอาณาจักรไทย ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะ แบ่งแยกไม่ได้ มาตรา ๒ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา ๓ เกี่ยวกับอํานาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภานะคะ แล้วก็มาตรา ๔ เกี่ยวกับความคุ้มครองซึ่งเกี่ยวกับศักดิ์และศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ในมาตรา ๕ ประชาชน ชาวไทยไม่ว่าเกิดที่ไหน ชาติ ศาสนาใดย่อมอยู่ในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๖ ก็เป็นมาตราที่เกี่ยวกับว่าถ้าข้อความใดของกฎหมายใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันบังคับใช้ไม่ได้ ในมาตรา ๗ ท่านในฐานะที่อยู่ในห้องนี้ก็เปิดลิ้นชักได้นั่นก็คือ หมวด ๑ ในส่วนของหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ดิฉันเข้าใจได้ว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอมาแล้วในที่ประชุมและผ่านไปแล้ว โดยการลงมติด้วยคะแนนที่ท่วมท้นนะคะ ในวรรคห้านั้นปรากฏได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดที่ว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ขอกราบขอบพระคุณในข้อบัญญัติตรงนี้ และวรรคต่อมา ก็คือในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป อันนั้นก็เป็นความรวมที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอไว้ แต่ข้อห่วงใยของดิฉัน จากพี่น้องประชาชน ๑๗๐,๐๐๐ คนนั้นได้ห่วงใยว่าปัจจุบันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์นี้ ต้องบอกว่าในอดีตที่ผ่านมาและถึงปัจจุบันเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทยทั้งชาติ แล้วก็ จะมีอะไร ๆ ที่พี่น้องประชาชนได้เห็นกันในข่าวต่าง ๆ ที่พยายามทําให้เป็นอะไร ๆ อย่างไร ก็ว่าไปก็พิจารณากัน และในหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์นี้ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านกรรมาธิการได้รับฟังและได้ฟังไปถึงท่าน สสร. ในอนาคตซึ่งมาจากจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน และมาจากการคัดสรร ๒๒ คน นั่นก็คือการคัดสรรจากรัฐสภานะคะ ถ้าอนาคต อันใกล้นี้ท่านได้นั่งฟังกันอยู่ก็ได้โปรดเอาเนื้อความตรงนี้ใส่ไว้ในหัวใจด้วยเพราะว่าในหมวด ของพระมหากษัตริย์นั้นเป็นหมวดที่ ๒ ซึ่งถ้าบอกว่ามาตรา ๘ ของปัจจุบันนี้เป็นความรวม ที่เรียกว่าครอบคลุมได้หมดทุกอย่างว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็น ที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ นั่นก็เป็นความรวมที่พระราชอํานาจของพระองค์นั้น มีครอบคลุมหมดทุกอย่างนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงจะขอฝากบอกว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ มีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องและเป็นความละเอียดอ่อนที่พระราชอํานาจของ พระองค์นั้นก็ยังทรงมีถึง ไม่ว่าจะเป็นมาตราในหมวดของคณะรัฐมนตรี แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอํานาจในการทําสัญญาต่าง ๆ นะคะ แล้วก็ส่วน ๑ บททั่วไป หลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ตลอดจนในฐานะที่เกี่ยวกับองค์กรต่าง ๆ ตรงนี้จึงเป็นความห่วงใย ที่จะฝากท่านกรรมาธิการไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยว่าตรงนี้แม้ท่านจะวางไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไปเป็นบทสรุปรวมความแล้วแต่ข้อเสนอการแปรญัตติของดิฉันก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๘ เหมือนที่ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้มีความห่วงใยว่าขอให้ไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ในหมวด ๑ แล้วก็หมวด ๒ ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติซึ่งมีถึง ๖๐ กว่าล้านคน ถ้าเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง เลือกตั้งได้ก็อาจจะประมาณ ๔๐ กว่าล้านคน ในที่สุดแล้วก็คงจะเสนอไปในเรื่องที่เกี่ยวกับ การทําประชามติ ถ้าหลาย ๆ ท่านสามารถทํารัฐธรรมนูญออกมาได้เป็นที่ยอมรับของ ปวงชนชาวไทย ดิฉันมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งนะคะ ขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตในเบื้องต้น ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญท่านณรงค์ ดูดิง ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติไว้หลายมาตรา ได้พูดไว้บ้างแล้ว บางมาตราผมก็สละไม่พูดเพราะผมเห็นว่าหลายท่านได้พูดซ้อนกันแล้ว ด้วยเหตุด้วยผลนั้น ได้พูดไปแล้วครับ แต่ว่าทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า จะฟังหูซ้ายออกหูขวา หูขวาออกหูซ้ายหรือเปล่า ผมคิดว่าหลายมาตราที่ควรแก่การพิจารณา โดยเฉพาะในการพิจารณาในห้องนี้นั้นเรามีสมาชิกอาวุโสหลายท่านไม่ว่าจะเป็นสภาสูง แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรล้วนแต่มีเหตุมีผล อย่างไรก็แล้วแต่วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะอภิปราย เรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่คณะกรรมาธิการ ส่วนใหญ่ได้รับชัยชนะในการลงมติที่ผ่านมา เนื่องจากว่าหลายมาตราที่มีความกังวล ไม่ว่าจะ เป็นผมเองหรือประชาชนที่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ที่ผมไปสดับรับฟังแล้วมีความกังวลเป็น อย่างมากว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนลักษณะอย่างนี้นั้นน่าจะมีปัญหา แล้วก็ยังไม่ยืนยันที่ชัดเจนว่า จะมีผลในทางที่ดีหรือไม่ โดยเฉพาะการมอบอํานาจให้กับ สสร. ๗๗ ท่าน กับอํานาจของ รัฐสภาแห่งนี้ ๒๒ ท่าน เป็น ๙๙ ท่านนั้นเป็นส่วนน้อยมากนะครับในการที่จะไปจัดทํา รัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นสิ่งที่กังวลอย่างยิ่ง แล้วกรอบที่เราให้ก็ยังไม่ชัดเจนมากนักนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ในส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นผมก็ได้ลงมติไปแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านไม่เห็นด้วย กับมติที่ผ่านมา และผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้นั้นผมก็จะต้องคัดค้านจนถึงที่สุดว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ผมไม่อยากจะพูดถึง แต่ประการสําคัญที่ผมจะ พูดถึงก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้ไม่ใช่เรื่องการแก้ไข เป็นการลบล้างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดทั้งฉบับ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว เราใช้สิทธิ ของคนส่วนหนึ่งที่ประชาชนไม่ได้มอบหมายให้มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เราก็ใช้สิทธิเพื่อสร้าง ความเห็นชอบในการกระทําเท่านั้นเอง แต่โดยความเป็นจริงแล้วเราก็ต้องถามเจ้าของประเทศ เจ้าของอํานาจเสียก่อนว่าเขาเห็นด้วยไหมในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรารับนะครับ ผมไม่อยากจะพูดว่าเป็นการลุกลี้ลุกลน แต่ว่าได้ตั้งประเด็นที่ผ่านมาท่านประธานก็ทราบดีว่า กําหนดเวลาแน่นอนว่าจะต้องเสร็จเท่าโน้นเท่านี้ แล้วก็มีการกําชัยตลอดเวลา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่สบายใจทั้งสิ้นครับท่านประธาน
ท่านณรงค์กรุณาเข้าประเด็น นะครับ
อย่างไรก็แล้วแต่ ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องของเหตุผลว่าทําไมผมไม่เห็นด้วย ผมไม่ได้ไม่เห็นด้วย ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่บอกว่ารัฐธรรมนูญมาตราไหนล่ะ ๓๐๐ กว่ามาตรา ที่รัฐบาลหรือว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถจะดําเนินงานได้ จะทํางานได้ ไม่สามารถจะบริหาร ประเทศได้ มีอุปสรรคแล้วก็มาแก้กัน แต่วันนี้นะครับท่านประธานมันเป็นเหตุผลว่าทําไมเราเป็นฝ่ายการเมือง เราเป็นฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลเรือนจะเป็นคนปฏิวัติเสียเองหรือ ปฏิวัติรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมเสียเองหรือ อันนี้ต่างหากละครับ รัฐธรรมนูญนั้นผมยืนยันตลอดเวลาว่าเราพิจารณาที่เนื้อหามากกว่า พิจารณาที่ที่มา แต่ด้วยเหตุด้วยผลหลายอย่างที่พูดถึงว่าพิจารณาที่มาว่าเป็นพิษอะไรต่าง ๆ ผมถึงไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ ท่านประธานครับ วันนี้มาตรา ๒๙๑/๑๘ นั้นผมได้แปรญัตติ ในส่วนที่แปรญัตติไว้นะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๘ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จัดทําในลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้น มีความผิดหรือได้มีการตัดสินคดีแล้ว อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับท่านประธานด้วยความเป็นห่วง ในการจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น
ประการที่ ๑ ที่ผมถึงได้แปรญัตติอย่างนี้เนื่องจากเกรงว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ดีที่เรากําลังจะมีขึ้นในอนาคตด้วยจํานวนอันน้อยนิดเกรงว่าจะไปออกกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลย้อนหลังเพื่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันนี้เป็น เรื่องสําคัญครับ การที่ให้ผลย้อนหลังนั้นไม่มีหรอกครับ ย่อมให้มีผลที่เกิดประโยชน์ส่วนใด ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน ผมถึงไม่เห็นด้วยครับ การทํากฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีผลย้อนหลังนั้น สิ่งที่จะบอกไว้ชัดเจนก็คือเพื่อลบล้างความผิดใด ๆ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศที่เราควรมีและควรปฏิบัติตามและควรดํารงไว้นะครับ เกรงว่าการลบล้าง เพื่อไปลบล้างทําให้มีลบล้างความผิดใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นเราพอจะเห็นลาง ๆ ว่าจะมีการ ทําโน้นทํานี่อยู่แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ อยากฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อว่า คณะกรรมาธิการก็มีความรักต่อประเทศชาติ อย่าลืมสิครับรัฐธรรมนูญนั้นเรานั่งตรงนี้ไม่นาน หรอกครับ ไม่กี่สมัยหรอกครับ เราก็ไปแล้ว แต่ประเทศชาติจะต้องอยู่ตลอดไปตราบใด ที่มีสยามประเทศหรือประเทศไทย เราจะยอมให้ประเทศเรานี้ตกอยู่ภายใต้อํานาจที่สุ่มเสี่ยง ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรืออย่างไรครับ เพราะอย่างนั้นกติกาผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ กติกา ไม่ใช่ว่าคิดจะแก้ได้ง่าย ๆ เพราะถ้าเราเขียนกฎหมายแก้กฎหมายต้องเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะมีขึ้นนั้นได้กําหนดให้ชัดเจน ผมถึงแปรญัตติในส่วนนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะยกตัวอย่างในส่วนนี้อีกว่าในการลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการ อันนี้สําคัญครับ เนื่องจากว่าที่ผ่านมานั้นหลายต่อหลายองค์กรตุลาการได้ ตัดสินได้ชี้ขาดว่ามีความผิดมากมาย บุคคลมากมายที่มีความผิดมาแล้ว ได้ชี้ขาดมาแล้ว เราจะยอมให้สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายที่จะออกในสภาแห่งนี้ก็ดี ไปลบล้างความผิด เหล่านั้นหรือครับ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ใช่ไหมครับ ท่านประธาน ผมเชื่อว่าไม่ยอมแน่นอนเพราะท่านประธานเป็นผู้อาวุโสตรงนี้นะครับ ท่านประธานย่อม ไม่ยอมแน่นอนและผมก็ได้สดับตรับฟังไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างก็ถามเห็นด้วย ถามทั้งเลยด้วยความเป็นห่วงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความผิดใหญ่ ๆ โต ๆ ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ความผิดต่อสถาบันทั้งหลายอีกมากมายนะครับ สิ่งที่เป็นห่วงเหล่านี้ถ้าหากมีการ กระทําอย่างนี้มันจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับประเทศชาติ มันจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ควรมี ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในฐานะที่ประเทศของเรานั้นการปกครองในระบบนิติรัฐ ไม่ใช่ระบบคณะบุคคลหรือส่วนบุคคลนะครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดถึงนะครับ องค์กรตุลาการ หรือองค์กรตามกฎหมายก็คือกฎหมายที่ผ่านมานั้นมีการพิจารณาการตัดสิน การพิจารณาคดีมิได้หมายถึงการตัดสินครับ
ท่านณรงค์มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็ข้อ ๙๙ นะคะ ท่านแปรญัตติเอาไว้เพียงแค่ช่วงต้น ๆ ที่ท่านอภิปรายตอนนี้ออกไปนอกเหนือจากที่อภิปราย เยอะแล้วค่ะ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยค่ะ
คือผมพยายามฟังว่า ท่านณรงค์กําลังกล่าวนําที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่าทําไมท่านถึงเขียนคําแปรญัตติเอาไว้ อย่างนี้นะครับ แต่ว่าด้วยความเคารพท่าน ไกลไปนิดหนึ่งครับ ท่านช่วยกระชับเข้ามา สู่ประเด็นของท่านครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน แสดงว่าผมยังไม่ได้ออกไปนะเพียงแต่ไกล ยังไม่ได้ออกครับ อยากจะให้ผู้ประท้วงได้ฟังด้วย บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่เป็นของฝ่ายค้าน ไม่ใช่เป็นของรัฐบาล ด้วยความเป็นห่วงครับท่านประธาน สิ่งที่ผมแปรญัตตินี้ผมจะพยายามไปอย่างเร็วนะครับ ด้วยความเห็นใจท่านประธานนะครับ องค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคล หรือคณะบุคคลนั้นมีความผิด หรือได้มีการตัดสินคดีแล้ว องค์กรของคณะบุคคลผมอยากจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็นชัด ๆ เพื่อท่านจะได้รู้ว่ามันเป็นอะไร คตส. อย่างไรครับ ที่ผ่านมาลงมติหลายเรื่องเลย ลงมติแล้ว เพื่อจะไปส่งไปยังอัยการ ส่งไปยังศาล วันนี้อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ว่าท่านเห็นด้วยไหมในการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นหมื่น ๆ ล้านบาทที่ผ่านมา หรือว่าท่านจะ ยอมไปอย่างนั้น ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าของประเทศเหมือนผม เหมือนกับพี่น้องประมาณ ๗๐ กว่าล้านคนในประเทศนั้นล้วนแต่เป็นเจ้าของประเทศ รวมทั้งผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่ด้วย อยากจะถามว่าท่านมีความรู้สึกอย่างไร เป็นห่วงไหม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมถึงได้แปรญัตติ เอาไว้ท่านประธาน ถึงแปรญัตติว่าไม่อยากจะให้มีผลย้อนหลัง ไม่อยากจะให้มีผลกระทบ กระเทือนกับสิ่งเหล่านี้ อยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องให้ดํารงไว้ซึ่งองค์กรเหล่านี้ ต่างหากครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานจะพูดอะไรเมื่อสักครู่ครับ
เชิญท่านอภิปรายแต่ว่า อย่าไปกระทบถึงผู้อื่นเลยครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าผมอยู่พื้นที่นะครับ เสร็จจากการประชุมต้องไปอยู่พื้นที่ ประชาชนเป็นห่วงตลอดเวลาเลยครับ เป็นห่วงอย่างมากว่าประเทศไทยเราอนาคตจะเป็น อย่างไร จะไปเขียนกติกากันอย่างไร น่าเป็นห่วงอย่างไร เราอยู่ได้เพราะมีประเทศ ไม่มีชาติ เราอยู่ไม่ได้ ท่านประธานก็ทราบดีนะครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมไม่โทษพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน ส่วนไหน เพราะประเทศไทยก็คือประเทศของเขา สมบัติของเขา เขามีสิทธิจะหวงแหน เราแค่เป็นตัวแทน เป็นเสมือนทูตหรือเป็นตัวแทนของเขาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่เขาพูด เขาสะท้อน ผมก็จําเป็นจะต้องมาสะท้อนต่อท่านประธาน เพื่อสะท้อนไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อเอาสิ่งเหล่านี้ใส่เกล้าใส่หัวเพื่อจะได้หาหนทาง ในการคลายความกังวลของพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมจะไปอย่างเร็ว
อีกประเด็นหนึ่งก็คือได้มีการตัดสินคดีแล้วครับ เมื่อครู่นี้พูดถึงอํานาจของ คณะกรรมการที่ผ่านมาตามกฎหมายได้ตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ถึงขั้นพิจารณาคดี ไม่ถึงขั้น ส่งฟ้องศาล วันนี้มี ๒ ส่วน ส่วนที่พิจารณาคดีแล้ว ส่วนที่ตัดสินคดีแล้ว จะเอาอย่างไรครับ ในฐานะท่านประธานคณะกรรมาธิการเองผมเข้าใจว่ารู้กฎหมายดีถึงกล้าที่จะมาเป็นประธาน คณะกรรมาธิการ ทราบว่าเป็นทนายความเสียด้วยซ้ําไป เป็นนักกฎหมาย สิ่งที่ตัดสินคดีแล้ว ท่านจะทําอย่างไร ท่านจะต้องคงไว้ในการแก้ไขนี้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ท่านจะต้องไม่แตะต้อง รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องไม่แตะต้อง ใครทําผิดถูกดําเนินคดีนะครับ เพราะลูกชาวบ้านเล็ก ๆ ทําผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แถวบ้านผม ตํารวจจับหมด ถามผมวิ่ง ๆ บอกหาไม่ได้ คุณต้องเคารพ กฎหมาย เราอยู่ได้ภายใต้กติกาของกฎหมายเท่านั้นนะครับ ถ้าไม่มีกฎหมายเราอยู่ไม่ได้ ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะกังวลท่านมากนะครับ คงจะสรุป ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้เพื่อพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านจะได้เข้าใจนะครับว่าวันนี้เรา ในฐานะฝ่ายค้านเราคัดค้าน มิได้คัดค้านในการแก้ไขทั้งหมด แต่คัดค้านประเด็นที่ ๑ ก็คือ ท่านไม่ได้เสนอว่าตรงไหนบ้างที่ควรแก่การแก้ไข
ประเด็นที่ ๒ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการลบล้างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับซึ่งไม่มีเหตุผลอย่างยิ่งครับท่านประธาน
ผมขอสรุปการอภิปรายของผมในวันนี้ด้วยพระวจนะที่ท่านได้กล่าวไว้ เพื่อเป็นสติกับพวกเราทุกคนรวมทั้งผมด้วยครับ ท่านบอกไว้ว่าบุคคลที่จะเป็นคนกลอกกลิ้ง ไม่น่าเชื่อถือนั้นมีอยู่ ๓ ประการนะครับ
ประการที่ ๑ เมื่อเขาพูดแล้วเขาชอบโกหก
ประการที่ ๒ เมื่อเขาได้รับอํานาจ ไม่ว่าจะอํานาจทางการเมืองหรือฝากสิ่งของ อะไร เขาชอบทําลาย
ประการที่ ๓ เมื่อเขาให้สัญญาแล้วเขาไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา ๓ ประการนี้ ท่านศาสดาได้ห้ามไว้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๘ เพิ่มเติม การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่จัดทําในลักษณะ ให้มีผลย้อนหลังลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย ได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดหรือได้มีการตัดสินคดี ท่านประธานคะ คนที่กล้าทําผิดก็ต้องกล้ารับผิด ในวันนี้มีความพยายามที่จะออกมาท้วงติง ออกมาทวงถาม ถึงความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกจองจําในกรณีเผาบ้านเผาเมืองค่ะ มีความพยายามที่จะออกมา ลบล้างความผิดให้กับคนเหล่านี้ที่เคยกระทําผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยด้วยกัน ชีวิตอันบริสุทธิ์ที่ต้องถูกสังเวยนะคะ บ้านเมืองที่ถูกเผาเป็นว่าเล่น เศรษฐกิจพังพินาศ สิ่งเหล่านี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าคนที่กระทําผิดแล้วถูกลบล้างความผิด ไม่ต้องรับผิด ดิฉันขอย้อนหลังไปเมื่อ ๓ ปีก่อน ในช่วงสงกรานต์แบบนี้ค่ะ ช่วงเดือนเมษายน เมื่อปี ๒๕๕๒ หลายคนอาจจะลืมเหตุการณ์วันนั้นไปแล้ว แต่สําหรับญาติมิตรของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์เหล่านั้นได้ ดิฉันก็เป็นคนคนหนึ่งที่ฝังใจกับเหตุการณ์ในวันนั้น แล้วก็ยังค้างคาใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นคนที่กระทําผิดต้องรับโทษไหม หรือจะปล่อย ให้ลอยนวล ในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ เหตุเกิดช่วงเวลาสาย ๆ ที่แฟลตดินแดงนะคะ ดิฉันจะเล่าอย่างพอสังเขปแล้วก็พูดแต่ความจริงค่ะ ในช่วงสาย ๆ วันนั้นที่แฟลตดินแดงค่ะ
อย่างนี้นะครับท่านเจิมมาศ คืออยากจะฟังเหตุผลที่ว่าทําไมท่านจะต้องเขียนว่า ต้องไม่ทําในลักษณะอะไร อย่างที่ ท่านอ่านเมื่อสักครู่นี้ กรุณาอย่าให้ตัวอย่างมันไกลออกไปนะครับ
ไม่ไกลเลยค่ะท่านประธาน ก่อนที่ดิฉันจะเข้าถึงเหตุผลว่าทําไมถึงต้องแปรญัตติอย่างนั้น ดิฉันก็ต้องให้เหตุและผลว่าเพราะเหตุใดนะคะ ในวันนั้นมีการยึดรถแก๊สที่แฟลตดินแดง แล้วก็ยึดตัวประกันไว้แล้ว เตรียมเปิดวาล์วแก๊สเพื่อที่จะเผานะคะ แล้วถามว่าแฟลตดินแดง ที่นั่นมีประชาชนอยู่หลายพันคน แต่โชคดีที่สถานการณ์สามารถควบคุมได้ แล้วคนเหล่านั้น เขาก็ถอยร่นมาตามเส้นทาง มาถึงเพชรบุรี ซอย ๕ ซอย ๗ มีการทําร้าย มีการยิงใส่รถ ใส่อาคารบ้านเรือน มีวัตถุต้องสงสัยตกเข้าไปในมัสยิดเพชรบุรี ซอย ๗ ด้วย มาถึงอุรุพงษ์ มีการยึดรถเมล์ เผารถเมล์แล้วก็สุดท้ายที่นางเลิ้งค่ะ มีผู้ประท้วงค่ะ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นอกประเด็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ คือถ้าเล่าแบบนี้ มันไม่จบ ถ้าท่านเล่าจบก็ยังไม่เข้าใจแล้วที่มูกาเบ มันฆ่า ๙๑ ศพล่ะ ท่านจะเอามาพูดไหม ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมขอท่านเจิมมาศ ช่วยกรุณาสรุปโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่ผมได้เตือนท่านไปแล้วเมื่อสักครู่นี้นะครับ เชิญครับ
ดิฉันมาถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็คือแถว ๆ นางเลิ้งนี้เองค่ะ ไม่ได้ไปไกลเลย ก็ใกล้จะจบอยู่แล้ว ก็มีประท้วงก็ทําให้เสียเวลา คือเหตุการณ์ที่นางเลิ้งนี้นะคะ การที่ผู้ชุมนุมยึดรถเมล์จะมา เผาบ้านเผาเมืองของเขา คนที่เป็นเจ้าของบ้านเขาก็ต้องออกมาปกป้อง แต่ผลที่เขาได้รับ ก็คือลูกกระสุนที่ยิงใส่ทําให้เกิดผู้บาดเจ็บไป ๑๐ กว่าราย ผู้เสียชีวิต ๒ ราย ดิฉันทวงถามว่า ใครจะรับผิดชอบชีวิตอันบริสุทธิ์ของพวกเขาเหล่านั้นนะคะ ถ้าคนที่กระทําความผิด แล้วสามารถลบล้างความผิดได้ไม่ต้องรับโทษ ดิฉันถึงต้องกล่าวนําเช่นนั้นให้เห็นว่าคนทําผิด ก็ต้องรับผิด กล้าทําผิดก็ต้องกล้ารับผิด ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น ชนชั้นใด ร่างรัฐธรรมนูญก็เพื่อชนชั้นนั้น แต่ว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านโดยที่ไม่ฟังเสียง ท้วงติงของตัวแทนประชาชนในรัฐสภาแห่งนี้ ดิฉันถือว่ามีวาระซ่อนเร้นค่ะ เหมือนกับว่า ท่านมีเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วถึงแม้สมาชิกรัฐสภาจะอภิปรายให้เหตุผลอย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามเวลาท่านตอบท่านก็ไม่ได้ตอบตามที่เขาทวงถาม ท่านตอบตามที่ท่านคิดไว้แล้ว มีเป้าหมายไว้แล้ว เหตุผลดี ๆ หลายเรื่อง อย่างเช่นการขอให้คงไว้ซึ่งหมวดพระมหากษัตริย์ และพระราชอํานาจ การคงไว้ซึ่งองค์กรอิสระต่าง ๆ องค์กรอัยการ ศาล การตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ การที่ให้ สสร. ต้องเว้นวรรค ๕ ปี ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง การที่หลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วขอให้ส่งกลับมาที่สภาก่อนที่จะไปทําประชาพิจารณ์ เหตุผลดี ๆ เหล่านี้แต่ท่านไม่รับฟังเลย ดิฉันจึงสงสัยว่าการที่ท่านตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะต้องให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เป้าหมายเป็นอย่างไร ดิฉันไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่า เป้าหมายของท่านคืออะไร แต่ดิฉันแน่ใจแน่ ๆ ก็คือว่าไม่ได้ทําเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ ของประเทศนะคะ แล้วก็คนทั่วประเทศจะต้องจําใจยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ในหลายประเด็นน่าเป็นห่วง ถ้าคนทําผิดแล้วไม่ต้องรับผิด ผลบาปจะตกอยู่กับใคร ตกอยู่กับประเทศของเรา ประเทศจะเสียหายขนาดไหน คดีทุจริต สุวรรณภูมิ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใครรับผิดชอบท่านคงจะลืมไปแล้วหลาย ๆ ท่าน แต่ว่า ดิฉันอยากจะบอกให้ทราบว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําอะไรได้บ้าง
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม นายสุนัย จุลพงศธร ในนามสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประทานโทษคุณเจิมมาศนิดเดียวครับ จริง ๆ ผมเอง ไม่ควรจะประท้วงคุณเจิมมาศเลยครับ เขาก็เป็น ส.ส. ใหม่รุ่นน้อง แต่ผมมีความรู้สึกว่า การอภิปรายที่ท่านประธานให้กรุณาตีความว่าเอาเถอะ ดูจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้ถูกเรื่องเท่าไร แต่ว่าก็ให้อภิปรายไป อย่างกรณีที่ท่านพูดถึงเรื่องสุวรรณภูมิพูดถึงเรื่องอะไรต่าง ๆ จะว่าเป็น การยกตัวอย่างประกอบมาตรา ๒๙๑/๑๘ ในหน้า ๓๒๕ ก็ยังไม่ใกล้ท่านประธานครับ ถ้าจะเป็นการฝึกพูดบอกกันให้ชัด ๆ เลย เพื่อจะฝึกพูดกันไปอย่างนี้ไม่ว่าครับ แต่นี่มันเป็น เวลาสําคัญที่ประชาชนเขาจับตาดูอยู่ ผมเลยอยากให้ท่านประธานกรุณาหน่อยเถอะครับว่า ข้อ ๔๓ กับ ข้อ ๙๙ การไปพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดีในมาตรา ๒๙๑/๑๘ หน้า ๓๒๕ ก็ไม่มี ลักษณะอย่างนี้ผมว่าอยากจะให้ท่านประธานช่วยกรุณาหน่อยเถอะครับ ขอบคุณครับ
ผมขอเรียนท่านเจิมมาศ อีกครั้งหนึ่งครับว่าขอความกรุณาให้ท่านกระชับแล้วก็อยู่ในสิ่งที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ นะครับ สําหรับตัวอย่างผมได้เรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าขอหลีกเลี่ยงตัวอย่างที่บางตัวอย่าง มันก็ยังไม่ชัดเจน มันยังอยู่เป็นคดีความอยู่มันยังไม่จบ ผมว่าอย่าไปเอาอะไรมาเลยนะครับ
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านสมบูรณ์ต่อครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกรัฐสภารุ่นพี่ผู้อาวุโส จริง ๆ แล้วผมไม่คิดว่า จะได้ยินจากปากของรุ่นพี่อย่างนี้เลยครับ หมิ่นเพื่อนสมาชิกด้วยกันว่าเป็นการฝึกพูด ขณะนี้ สมาชิกรัฐสภาท่านเจิมมาศกําลังใช้บทบาทหน้าที่ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกรัฐสภาทําหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญช่วยเหลือประเทศชาติ แต่กลับถูกดูหมิ่น จากสมาชิกรุ่นพี่ ผมคิดว่าคงไม่ต้องถอนคําพูดแต่ผมจะได้รู้นิสัยของรุ่นพี่ ขอบคุณครับ
ท่านก็ได้อธิบายชี้แจงแล้ว เชิญท่านเจิมมาศต่อเลยครับ
ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายต่อ ดิฉันขอประท้วงนะคะ
ท่านสุนัยมีอะไรต่อครับ
ท่านประธานครับ ต้องขอประทานโทษ ผมไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนอะไรน้อง ๆ นะครับ ต้องขออภัย แต่ว่าการประท้วงเสริมเพื่อจะให้ อีกคนหนึ่งเสียหายมันเป็นเทคนิคเก่า ๆ แก่ ๆ เหลือเกินครับ ซึ่งผมก็แสดงต่อท่านประธาน มาตลอดเวลาว่าผมเองอยากจะให้การประชุมเป็นที่ศรัทธาของประชาชนเขา และท่านแปรญัตติ แค่ ๓ บรรทัด ไม่ใช่คนเดียวครับ หลายคนละครับ อภิปรายวนเวียนท่านประธานก็เกรงใจ ก็ให้เกียรติทุกอย่าง ผมที่นําเสนออย่างนี้มันน่าจะเป็นทางออกที่ดีด้วยกันครับ
ท่านได้อธิบายซึ่งกันและกันแล้ว ผมว่าท่านเจิมมาศต่อเถอะครับ อย่าต่อปากต่อคํา ต่อเลยครับ เชิญอภิปรายเถอะครับ
ดิฉัน ขอประท้วงค่ะ ผู้ที่ประท้วงดิฉันว่าฝึกพูด ดิฉันไม่สนใจนะคะว่าการอภิปรายของดิฉันเป็น การฝึกพูดหรือไม่ แต่ที่ดิฉันมั่นใจก็คือดิฉันทําหน้าที่ของดิฉันในสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภา แห่งนี้ เพื่อตัวแทนที่ดิฉันเป็นตัวแทนให้กับปวงชนชาวไทย
ท่านเจิมมาศได้ชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่ได้ฝึกพูด เชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ
ต้องถอนด้วยค่ะ
ไม่เป็นอะไรครับ นิดหน่อยเอง
ต้องถอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้มาฝึกพูดนะคะ ดิฉันมาอภิปรายทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาค่ะ
เชิญท่านต่อเถอะครับ
ถือว่าเป็นการดูหมิ่นค่ะ ดิฉันต้องขอให้ถอนค่ะ
ร้ายแรงขนาดนั้นหรือครับ เชิญต่อเถอะครับ
ยืนยันว่าดิฉันขอให้ถอนค่ะท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นท่านสุนัยช่วยหน่อย
ท่านครับ ไม่มีเจตนาครับ ยินดีครับ ถอนครับ เพียงแต่บอกว่าขอให้อภิปรายเข้าประเด็นไม่อย่างนั้น มันจะมองเป็นอย่างนั้นไปได้เท่านั้นเองครับ
เชิญครับ
ดิฉัน พูดไปแค่เพียง ๖ นาที ยังไม่ถึง ๗ นาที
เชิญท่านอภิปรายเถอะครับ ท่านถอนแล้วครับ
ดิฉันเลยลืมก็ต้องเริ่มต้นใหม่ไหมนะคะ เมื่อสักครู่ดิฉันพูดถึงคดีทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านนั้นมีความหมาย ต่อประเทศขนาดไหน
เรื่องนั้นจบไปแล้วหรือครับ คดีจบไปหรือยังครับ
เดี๋ยวท่านประธานฟังดิฉันพูดค่ะ นิดเดียวค่ะ จะได้จบเร็วค่ะ ถ้าประท้วงก็จะจบช้านะคะ
ผมอยากจะขอให้ท่านเจิมมาศ อยู่ในเรื่องที่ท่านขอแปรญัตติไว้เถอะครับ ท่านตั้งตัวอย่าง
ท่านประธานต้องฟังก่อนว่าอยู่ในเรื่องหรือไม่ ถ้าไม่ให้ดิฉันพูดท่านประธานก็ไม่ทราบว่า อยู่ในเรื่องหรือเปล่า
เอาละครับ ผมให้โอกาสท่าน ท่านกรุณาพูดสั้น ๆ นะครับ
ไม่ต้องประท้วงแล้วนะคะ ดิฉันชี้ให้ดูว่างบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นทําประโยชน์ ให้กับประเทศชาติได้มากเพียงใด ยกตัวอย่างนิดเดียวคะ ถ้าเราจะสร้างศูนย์อนามัยพร้อม อุปกรณ์ครบครัน ๑ แห่ง ใช้เงินสมมุติว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เราสร้างได้ ๓๐๐ แห่ง หรือเราจะสร้างถนนจากจังหวัดเชียงใหม่ไปสุไหงโก-ลก จากเหนือสุด ไปใต้สุด เราสามารถสร้างถนนได้ ๑๕ รอบด้วยกันนะคะ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายนะคะ ท่านประธานคะ ผู้กําลังอภิปรายทําผิด ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ซึ่งให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไข เพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติที่มีการสงวนความเห็นไว้เท่านั้นนะคะ แต่สิ่งที่ผู้กําลัง อภิปรายพูดนั้นนอกประเด็นค่ะ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ
ท่านเจิมมาศ ผมได้เตือน หลายหนแล้วนะครับ ขอให้ท่านอยู่ในประเด็นเถอะครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ถ้าผู้ประท้วงฟังให้ดีจะรู้ว่าไม่นอกประเด็นเลยนะคะ ใกล้จะจบ อีกนิดเดียวค่ะ
ท่านโปรดอย่าเถียง คําวินิจฉัยนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ถ้าอย่างนั้นดิฉันต้องขออ่านญัตติที่ดิฉันแปรญัตติให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จัดทําในลักษณะให้มีผลย้อนหลังลบล้าง ความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคล หรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดหรือได้มีการตัดสินคดี ท่านประธานคะ คนจนทําผิดติดคุกค่ะ คนรวยทําผิดแก้กฎหมายไม่ต้องติดคุกนะคะ สังคมเราทุกวันนี้ควรจะต้องแยกแยะความดี ความชั่วออกจากกันนะคะ เอามาปนกันไม่ได้ คนทําความดีต้องได้รับการยกย่อง เชิดชู คนทําความชั่วจะต้องได้รับโทษ กล้าทําผิดก็ต้องยอมรับผิด กล้ารับผิด ไม่ใช่ทําให้สังคม สับสน อีกหน่อยสังคมก็จะมองว่าคนทําความผิดแล้วประสบความสําเร็จ คนทําความผิดแล้ว ได้ดีนะคะ ไม่ต้องเกรงกลัวความผิด เราจะปล่อยให้สังคมไทยเราเป็นเช่นนั้นหรือคะ ทําดีได้ดี มีที่ไหน ทําชั่วได้ดีมีถมไปค่ะท่านประธาน
เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๘ โดยขออนุญาตท่านประธานได้อ่านข้อความ ผมได้แปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๘ เพิ่มเติม มีข้อความดังนี้ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็น การแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ เราคงใช้เวลากันมา ๑๐ กว่าวันแล้วในการแปรญัตติ ผมก็เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาจํานวน ๑๐๐ กว่าท่านด้วยกันที่ได้นําเสนอประเด็นต่าง ๆ ให้กับท่านคณะกรรมาธิการ แล้วก็คิดว่าคงจะต้องฝากไปถึงสมาชิก สสร. ที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ หลายคําตอบที่เราได้รับก็คือหลายท่านก็บอกว่าโดยส่วนใหญ่เราก็คิด ไปเองทั้งสิ้น ขณะนี้ สสร. ยังไม่เกิดเลย เราก็ไม่รู้ว่า สสร. เขาจะร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไร อย่าคิดไปเองก่อน ท่านประธานครับ แน่นอนครับมันมีภาษิตโบราณบอกไว้ว่า ไม่มีไฟก็คือ ไม่มีควัน ไม่มีมูลสุนัขไม่ขี้ ง่าย ๆ ก็คือเนื่องจากมันมีสิ่งชี้นํา มันมีสิ่งที่บอกเหตุไว้ว่าอนาคต ข้างหน้ามันน่าจะเป็นอย่างไร วันนี้ถ้าเกิดไม่มีแผ่นดินไหวก็คงไม่มีสึนามิ ถูกไหมครับ ท่านประธานครับ จํานวน ๑๐ กว่าที่สมาชิกรัฐสภาของเราพยายามแปรญัตติแล้วก็ชี้แจงให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้รับทราบ ผลปรากฏว่าเราไม่เคยรับการแก้ไขในการแก้รัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้เลยครับ ผมก็เชื่อว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วก็คณะกรรมาธิการ ทุกท่านใช้เสียงข้างมากในการนํากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปให้ได้ ท่านประธาน สิ่งที่ผมขอแปรญัตติ ด้วยความเป็นห่วง วันนี้ผมเชื่อว่าท่านคณะกรรมาธิการก็คงไม่เพิ่มเติมให้กระผมแน่นอนครับ ก็คงเป็นเพียงประเด็นฝากไปถึงสมาชิก สสร. ในอนาคตก็แล้วกันนะครับ ที่ผมขอเพิ่มเติม ก็คือจะต้องไม่มีการแก้ไขในส่วนของหมวด ๑ แล้วก็หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑ เกี่ยวกับบททั่วไป ว่ากันด้วยมาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ก็คงมีหลายท่านได้ชี้แจงตั้งแต่มาตรา ๑ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วก็มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไม่อ่านเนื่องจากมีหลายท่านได้พูดถึงไปแล้ว อยากเรียนว่า ท่านคณะกรรมาธิการก็ได้มีการแก้ไขสอดคล้องกับที่ผมได้แปรญัตติไป ก็คือมีการแก้ไข ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับเพื่อผมจะได้ไม่ต้อง ใช้เวลาในการอภิปราย คณะกรรมาธิการได้แก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้นะครับ ท่านประธานจะสังเกตว่า มันจะเข้าสู่หมวด ๑ แล้วก็หมวด ๒ แต่ทีนี้เนื่องจากที่ผมได้อภิปรายในมาตรา ๔ ที่ผ่านมา ผมขออนุญาตคําชี้แจงจากท่านประธานหรือคณะกรรมาธิการนิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงให้สภาของเราในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โอเค เราเข้าใจเหมือนกัน หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐครับ ตรงนี้ผมพยายามที่จะดูรูปแบบ ของรัฐธรรมนูญว่าคํานี้มันหมายถึงเรื่องใด มันมีคําจํากัดความว่าอย่างไร คําว่าการเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐนะครับ ถ้าเกิดท่านสามารถชี้แจงให้สมาชิก หรือกระผม หรือพี่น้องประชาชน ได้รับทราบอย่างชัดเจน ผมคิดว่าในการเพิ่มมาตราของผมผมเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ
หมวด ๒ ผมเป็นห่วงมากก็คือเรื่องของว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์นะครับ ท่านประธานก็คงทราบว่าเราอยู่ในระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ๘๔ พรรษา ท่านได้ทําเพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ พระราชดําริ แม้แต่พระราชวังของท่านครับ ก็ยังเป็นที่ทดลองในการทําเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าเป็นเรื่องของการเกษตรหรือโครงการน้ําทั้งหลาย แต่ว่าหลังจากเปลี่ยนรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมา ท่านประธานทราบไหมครับ มีการชุมนุมในประเทศของเรา ในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนั้นเกิดคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือหมิ่นสถาบันขึ้นมามากมายครับ วันนี้ท่านประธานจะเห็นว่า คดีเริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเข้าข่ายหมิ่น วันนี้รูปแบบรัฐ เมื่อรัฐเปลี่ยนอํานาจไป คดีก็อาจจะเปลี่ยน และโดยเฉพาะเมื่อช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ชี้นําในการที่จะ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา๑๑๒ นะครับท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงครับ ท่านประธาน เพราะว่าถ้าเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นคนที่วินิจฉัยว่า มันผิดมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็คือประธานรัฐสภา ถ้าเกิดประธานรัฐสภาเป็น ท่านประธาน ขณะนี้ผมก็ให้การเคารพศรัทธาท่านมากครับ ท่านเคยเป็นผู้ตรวจการรัฐสภา เราให้การยอมรับนับถือ แต่ถ้าเกิดเป็นประธานรัฐสภาที่มาจากพรรคการเมือง เป็นสมาชิก พรรคการเมือง ผมก็เลยไม่มั่นใจ ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ หมวดที่ผมขออนุญาตแปรญัตติ เพิ่มเติมนะครับ
หมวด ๑ เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ก็อยากจะขอความคิดเห็นจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการ
หมวด ๒ ผมก็ต้องขอขอบคุณทางรัฐสภาของเราที่ได้เพิ่มเติมในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เข้าไปในกฎหมายฉบับนี้แล้ว อย่างไรก็แล้วแต่ เนื่องจากการลงมติจําเป็นจะต้องใช้เสียงของสมาชิกนะครับ ผมอยากฝาก ท่านสมาชิกทุกท่านว่าเราอย่ายกประเทศของเราให้ใครเลยครับ อย่ายอมเป็นเครื่องมือ ของใคร อย่าเห็นแก่อามิสสินจ้างจากใครก็แล้วแต่ที่เป็นโจรปล้นเงินประเทศของเราไปครับ รักประเทศของเราเถอะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ไม่มีผู้อภิปรายในประเด็นนี้แล้วนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายครับ ท่านประธาน สามารถเชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียนว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเราได้คงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาถึงเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๗ เท่านั้นเองตามร่างเดิมของรัฐบาลที่รับหลักการไป ส่วนที่ท่านสมาชิกได้ขอแปรญัตติ แล้วขอสงวนความเห็นโดยกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือท่านสมาชิกได้สงวนคําแปรญัตติไว้ จะเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ มาตรา ๒๙๑/๒๑ มาตรา ๒๙๑/๒๒ มาตรา ๒๙๑/๒๓ อะไรก็ตามนะครับ ถ้าท่านทั้งหลายจะไปอ่านดูส่วนใหญ่ก็จะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน เช่นท่านก็ไปเติมข้อห้าม เรื่องไม่ให้ สสร. ไปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทางที่จะไปแตะหมวดตุลาการบ้าง ไปแตะ หมวดองค์กรอิสระบ้าง หรือไปเขียนในทํานองที่จะไปลบล้างคําตัดสินของศาลที่ได้ทําไปแล้วบ้าง นอกจากนั้นแล้วบางท่านก็ยังห่วงใยอยากจะให้บัญญัติเรื่องของการห้ามไม่ให้ สสร. ซึ่งทําหน้าที่ไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองหลังจากที่ได้ทําหน้าที่ไปแล้ว ล่าสุดที่ท่าน ผู้อภิปรายเพิ่งนั่งลงก็คือท่านก็ยังเสนอว่าน่าจะเขียนเรื่องห้ามไม่ให้ไปแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือหมวดทั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งจริง ๆ ท่านประธานครับ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสาระที่เราได้พูดกันมาแล้วในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ซึ่งผมก็ได้เรียนตอบหลายครั้งว่าในข้อห้ามที่เราได้ห้าม สสร. ไว้ เราห้ามไว้เฉพาะ ๓ เรื่องหลัก ๆ ในเรื่องห้ามไปเขียนรัฐธรรมนูญในกรณีที่จะไปกระทบต่อรูปแบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ และห้ามไปเปลี่ยนแปลงหมวดพระมหากษัตริย์ ก็คือหมวด ๒ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านถามผมว่า เรื่องรูปของรัฐมันหมายความว่าอย่างไร ก็อยากกราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าท่านดูหมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑ ท่านก็จะเห็นชัดเจน จะบัญญัติบอกว่าประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ คําว่ารูปของรัฐ ก็แปลว่าประเทศไทยเรา เป็นรัฐเดี่ยว มีรัฐบาลกลางรัฐบาลเดียวที่กํากับดูแลนโยบายทั้งหลาย ดูแลการบริหารราชการ แผ่นดิน เราไม่กระจายอํานาจให้ออกไปในลักษณะเป็นมลรัฐ เป็นสาธารณรัฐที่มีความเป็นอิสระ แม้เราจะมีหมวดที่ว่าด้วยท้องถิ่นและเรากระจายอํานาจไปให้ท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายความว่า ท้องถิ่นนั้นจะมีอิสระโดยเด็ดขาด ยังคงต้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐ อาจจะผ่านไป ทางราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคก็แล้วแต่นะครับ หรือให้มีอํานาจเฉพาะตามที่กฎหมาย ของรัฐบาลกลางให้อํานาจไว้ ไม่ว่าเรื่องของการจัดเก็บภาษี การดูแลปัญหาของพี่น้องในท้องถิ่น ฉะนั้นในการที่ สสร. จะไปเขียนรัฐธรรมนูญให้ผิดเพี้ยน ไปแบ่งประเทศไทยเป็นมลรัฐ เป็นสหพันธรัฐอะไรก็แล้วแต่มันทําไม่ได้ ซึ่งก็ชัดเจนนะครับ เราถึงเอาเฉพาะหลัก ๆ มาบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างที่ผมได้กราบเรียนให้ทราบ
ส่วนประเด็นที่ว่าทําไมไม่ไปห้าม สสร. ที่เขาทําภารกิจเขาเสร็จแล้วห้ามไป ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ผมอยากกราบเรียนครับว่าการจะห้ามแบบนี้มันต้องเป็น สสร. ซึ่งเป็นคนทํารัฐธรรมนูญแล้วเขาเห็นว่าเขาควรจะห้ามตัวเขาเองนั่นนะครับ ซึ่งมองว่า เหมือนมีส่วนได้เสียไปดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนั้นเป็นความรับผิดชอบของเขา แต่กรณีที่เรากําลังจะให้เขามาทํางาน จะให้เขามาเป็น สสร. ไปจัดทํารัฐธรรมนูญ แล้วเราไป เขียนห้ามทุกอย่างไว้ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะชอบ แม้กระทั่ง สสร. ชุดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ ตัว สสร. เองขณะที่เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ยังพูดกันเลยว่าพวกเรา ควรจะเขียนห้ามพวกเราไหมไม่ให้ไปดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือห้ามไปสมัคร ส.ว. ห้ามไปสมัคร ส.ส. ในที่สุดมติส่วนใหญ่ก็ออกมาว่าการไปสมัคร ส.ส. ไปสมัคร ส.ว. เป็นสิทธิ ของประชาชนที่มีคุณสมบัติที่จะไปสมัครได้ ส่วนจะได้รับเลือกหรือไม่อันนั้นก็ให้เป็นเรื่อง ของประชาชนผู้ที่เขามีสิทธิที่เขาจะเลือก ฉะนั้นในชั้นที่เราทําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อจะให้มี สสร. ขึ้นมาทํารัฐธรรมนูญ เราคงไม่ไปห้ามท่านเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ท่านต้องไป ว่ากันในรัฐธรรมนูญที่ท่านจะทํานะครับ ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานว่ากรรมาธิการ ไม่ได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากร่างที่รับไปจากรัฐสภา คือเรามีแค่มาตรา ๒๙๑/๑๗ ส่วนที่ ท่านสมาชิกแปรญัตติขอเพิ่มเติมมา กรรมาธิการไม่เห็นชอบด้วยนะครับ ขอยืนตามเดิม ของกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วโปรดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้ได้ไหมครับ เชิญท่านวิชาญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งก่อนการลงมติ ผมกําลัง สงสัยว่าสิ่งที่เรากําลังจะลงมตินี้มันอยู่นอกหลักการและเหตุผลที่เราได้รับในวาระที่หนึ่ง หรือไม่นะครับ เพราะผมอ่านในหลักการและเหตุผลของร่างประกอบรัฐธรรมนูญ
๒. กําหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทําหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ และกําหนดกระบวนการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗) ขณะนี้เรากําลังพิจารณาในส่วน ของมาตรา ๒๙๑/๑๘ ซึ่งจะมีไปถึงมาตรา ๒๙๑/๒๓ ด้วย ก็เลยสงสัยว่าสิ่งที่เรากําลัง พิจารณาอยู่นี้อยู่นอกหลักการที่เราได้รับไปในวาระที่หนึ่งแล้วหรือไม่อย่างไรครับ ขออนุญาต ปรึกษาท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ จริง ๆ แล้ว ที่ท่านสมาชิกได้ยกประเด็นมาก็เป็นเรื่องชัดเจนว่าการแปรญัตติเป็นการแปรญัตติที่เกินกว่า หลักการที่เรารับไปจากรัฐสภา แต่เนื่องจากการพิจารณารัฐธรรมนูญหรือกฎหมายก็ตาม ถ้าสมาชิกท่านจะแปรญัตติแก้ไขหลักการ ในชั้นกรรมาธิการ เราก็ไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ สมาชิกท่านนั้นก็มีสิทธิที่จะสงวนแล้วเอาเข้ามาสู่รัฐสภาใหญ่ซึ่งเป็นผู้รับหลักการ ถ้ากรณี มาตรา ๒๙๑/๑๘ ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่ลงมติไม่รับเรื่องก็จบ เช่นเดียวกันมาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ มาตรา ๒๙๑/๒๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/ ๒๓ แต่ถ้าท่านสมาชิกฟังแล้วท่านรับ ก็แปลว่าท่านประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนหลักการก็ต้องไปเพิ่มเติมในหลักการว่ามาตรา ๒๙๑/๑ อาจจะเกินมาตรา ๒๙๑/๑๗ อาจจะเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๙ ก็แล้วแต่ ตรงนี้เป็นอํานาจของที่ประชุมรัฐสภาในเรื่องของการที่พิจารณาเกินหลักการในชั้นกรรมาธิการ เราไม่สามารถที่จะทําได้เพราะว่ามีข้อบังคับห้ามไว้ แต่สมาชิกก็มีสิทธิที่จะสงวนไว้ เพื่อขอให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน ฉะนั้นก็ชอบแล้วที่ท่านประธานจะได้ถามว่าเห็นชอบด้วยไหม กรณีมาตรา ๒๙๑/๑๘ ถ้าที่ประชุมไม่เห็นชอบด้วยก็ตกไป ก็แปลว่ายังคงหลักการเดิม ของเราไว้ครับท่านประธาน
เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมเพียงแต่ขอแก้ไข ให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับว่า ผมแปรญัตติถึงมาตรา ๒๙๑/๒๖ ไม่ใช่แค่มาตรา ๒๙๑/๒๓ ของผมมีมาตรา ๒๙๑/๒๔ มาตรา ๒๙๑/๒๕ และ มาตรา ๒๙๑/๒๖ อยู่ด้วย ตามใบแก้ใหม่ เพราะว่าใบเสนอมาตอนแรกนั้นตกไปครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนิคมครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอหารือไปยังท่านประธานผ่านไปที่ท่านคณะกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ ท่าน ส.ว. วิชาญได้หารือเรื่องของการพิจารณา ที่เกินเลยไปจากหลักการและเหตุผล ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง แต่ผมก็ยังข้องใจว่าในการ พิจารณากฎหมายนั้นไม่ว่ามาตราใดที่มติที่ประชุมได้ผ่านไปแล้ว แต่ว่ามีมาตราอื่นที่ขอแก้ไข เพิ่มเติมหรือมาตราที่เกี่ยวข้องนั้นย่อมต้องตกไปด้วยในข้อที่สมาชิกได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เฉกเช่นกรณีของมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ นั้น มีสาระครบถ้วน แต่ว่ายังมีสมาชิก ที่ขอเพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๒๓ และเมื่อสักครู่ บอกว่าถึงมาตรา ๒๙๑/๒๖ ในหลายมาตรานั้นก็คือเนื้อหานั้นได้พูดไปแล้ว อภิปรายไปแล้ว อย่างเช่นคุณสมบัติของคนเป็น สสร. เช่นองค์กรอิสระ เช่นหลาย ๆ อย่างที่ผ่านไปแล้ว และมติที่ประชุมนั้นได้เห็นชอบตามที่ร่างของกรรมาธิการ เหตุไฉนถึงจะต้องมีการมาเพิ่ม มาพิจารณาเพิ่มเติมอีก ซึ่งปกติแล้วโดยมรรยาทแล้วเมื่อรายละเอียดมาตราใดที่ประชุม เห็นชอบผ่านไปแล้ว อะไรที่ค้านหรืออะไรที่ไม่ถูกต้องในมาตราอื่นนั้นที่เกี่ยวข้องมานั้น มันตกไปด้วย ผมก็จะขอหารือไปยังท่านประธานว่ากรรมาธิการนั้นมีหลักวิธีการคิดอย่างไร ในเรื่องของการที่หยิบประเด็นเหล่านี้เข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาเพื่อที่ประชุมพิจารณา ถ้าสิ่งที่ขอเพิ่มวันนั้นชนะการโหวตทําอย่างไรละครับ มิต้องกลับไปย้อนมาแก้ใหม่ มิต้อง กลับไปย้อนที่จะต้องกลับไปพิจารณาในมาตราที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมก็ขอหารือ เว้นเสียแต่ว่าการขอเพิ่มนั้นเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่ปรากฏอยู่ในร่างที่ได้เสนอต่อที่ประชุม หรือที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่กรรมาธิการอาจจะเผลอเรอหรือตกไป แล้วอย่างนี้เสนอ ขึ้นมานั้นผมคิดว่าอย่างนั้นน่าจะทําได้ แต่กรณีเช่นนี้ผมก็ขอคําตอบจากกรรมาธิการ หน่อยครับ
เชิญท่านประธานสามารถครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ จริง ๆ แล้ว ท่านอาจจะเห็นว่าถ้อยคําบางถ้อยคําที่มีการขอสงวนแปรญัตติไว้ มันน่าจะไปอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) เช่นการห้าม สสร. ทําโน่นทํานี่ แต่ทีนี้ท่านสมาชิกที่ผู้แปรญัตติแล้ว ที่ท่านสงวนเอาไว้หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านสงวนเอาไว้ ท่านมองว่าตําแหน่ง ที่จะบัญญัติไว้มันไม่ควรจะไปอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ท่านก็เลยเอามาเพิ่มเติมไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๙ หรือมาตรา ๒๙๑/๒๐ อะไรก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งตรงนั้นก็เป็นสิทธิที่ท่านจะทําได้ เพราะท่านเห็นว่าบัญญัติแบบนี้มันเหมาะสมกว่าจะไป ใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ฉะนั้นก็เป็นอํานาจของรัฐสภาที่ประชุมใหญ่ว่าจะเห็นชอบด้วย หรือไม่เห็นชอบด้วยครับ ท่านประธานครับ
มีท่านใดจะถามอีกไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมมีประเด็นสั้น ๆ นิดเดียวครับ แล้วก็เป็น ประเด็นที่ห่วงใยทุกคราวในการร่างกฎหมายแบบนี้ เนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ เป็นการแก้ไขทั้งฉบับ แก้นิดเดียวครับ แต่นําไปสู่การแก้ไขทั้งฉบับซึ่งเป็นข้อเสนอโดยรัฐบาล ผมเรียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ทําหน้าที่ในการตรวจร่างให้ท่านที่เป็นต้นร่าง ทุกครั้งมักจะใส่ข้อความแบบนี้ลงไปในหลักการครับ ก็คือวงเล็บว่าเพิ่มเติมมาตราใดบ้าง แก้ไขมาตราใดบ้าง ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่กฤษฎีกามีความเห็นทางกฎหมายแล้วก็ใส่วงเล็บ ข้างหลังนี่ทําให้เกิดอาการล็อก (Lock) ลักษณะเหมือนวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมพูดนี่ เพื่อให้บันทึกเอาไว้เลยครับว่าเวลาคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอกฎหมายต่อรัฐบาลอย่าบีบ โดยการใส่วงเล็บข้างหลังแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีปัญหาในการถกเถียงกันอยู่วันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านจะตอบหรือว่าจะให้ ถามกันให้ครบ ๆ ก่อน มีผู้จะตอบอยู่ ๒ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าผมก็ได้ชี้แจงครบถ้วนแล้ว อยากจะให้ท่านประธานได้ดําเนินการลงมติเลยครับ เพราะว่ากรรมาธิการก็ยืนตามร่างเดิม คือไม่มีมาตรา ๒๙๑/๑๘ นะครับ ท่านก็เพียงแต่ถามว่าจะเอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็คือมีแค่มาตรา ๒๙๑/๑๗ หรือจะเพิ่มเติมถ้อยคําตามมาตรา ๒๙๑/๑๘ ที่มีผู้แปรญัตติ เท่านั้นครับ ท่านประธานครับ
เมื่อกี้มีผู้ยกมือจะถามอยู่ ๒ ท่าน ผมเห็นชื่ออยู่ตรงนี้นะครับ ผมให้ท่านถามอีกคนละท่านก็แล้วกันนะครับ ถามนะครับ ไม่ใช่อภิปรายนะครับ ท่านอลงกรณ์ต่อด้วยท่านสุนัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงท่านประธานอนุญาตให้ถาม ความจริงกระผมยกมือนี่ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เผอิญประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาบางท่านได้ตั้งประเด็น ในลักษณะว่าถามท่านประธาน แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ตอบว่าการแปรญัตติ ในลักษณะของการเพิ่มไปจากร่างคณะรัฐมนตรีที่รับหลักการนั้นทําได้หรือไม่ แต่ว่าการชี้แจง บางประเด็นอาจจะยังไม่ตรงนัก แล้วกระผมก็มีความเห็นต่าง อยากทําความเข้าใจกับ ท่านประธาน เพราะว่าตรงนี้ยังมีมาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ ถึง มาตรา ๒๙/๑๒๖ นะครับ ซึ่งมีสมาชิกได้มีการแปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามา ความจริงสั้น ๆ ตรงนี้ครับท่านประธาน
๑. ก็คือเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะอยู่ในฐานะของสมาชิกหรือว่า กรรมาธิการที่จะแปรญัตติ แต่อยู่ในกรอบหลักการและเหตุผล ส่วนอนุมาตราไม่ได้เป็น ตัวกําหนดว่าจะเกินหรือมากกว่าหลักการและเหตุผล
๒. ก็คือว่าการแปรญัตติในส่วนของสมาชิกหรือกรรมาธิการนั้นท่านประธาน ก็จะเห็นว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ที่ท่านประธานจะขอให้มีการลงมติในส่วนนี้จะมีความ แตกต่างกันอยู่หลายคําแปรญัตติ ไม่ได้เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เกิดขึ้น ได้ยืนยันว่าสมาชิกที่มีการสงวนคําแปรญัตติดังกล่าวนั้นเขามีการออกแบบแตกต่างกัน ขออภัยต้องเอ่ยนาม อย่างนายแพทย์เจตน์ซึ่งท่านเป็นกรรมาธิการร่วมคณะกับผมนั้น ท่านก็ออกแบบในเรื่องของตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๕ ส่วนในมาตรา ๔ ที่มีมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นต้นมา ท่านก็มีการแปรญัตติตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๑ เรื่อยมา แม้แต่เลยจากมาตรา ๒๙๑/๑๗ มาเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ เพราะเห็นว่าในเรื่องของคุณสมบัติข้อห้ามนั้นไม่ใช่จุดเหมาะสม ที่ท่านจะแปรญัตติในสิ่งที่ท่านแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ในเรื่องของข้อห้าม สสร. ไม่ใช่คุณสมบัติข้อห้าม ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการอาจจะชี้แจง ไม่ตรงนักแล้วอาจจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนต่อการรับรู้ของสมาชิกรัฐสภานะครับ ขณะเดียวกันกรรมาธิการอีก ๔ ท่านก็ได้มีการแปรญัตติในลักษณะที่น่าจะไปอยู่ในวรรคห้า แต่ว่าตอนที่ท่านแปรญัตติถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดูในวรรคห้าท่านก็ออกแบบการเขียน คําแปรญัตติไว้แล้วก็มาใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ตรงกันจะได้มีการถามประเด็นที่ซ้ําซ้อนตรงนี้อีก กระผมคิดว่าไม่ได้ขัดต่อหลักการและ เหตุผล ๒. ก็คือว่าเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาหรือกรรมาธิการที่จะแปรญัตติ
และ ๓. ก็คือแต่ละท่านต้องย้อนไปดูว่าก่อนหน้านั้นท่านแปรญัตติไว้อย่างไร มาถึงตรงนี้ท่านก็แปรญัตติในลักษณะที่เป็นชุดของความคิดของท่าน ผมก็เลยจะกราบเรียน ท่านประธานว่าไม่ได้ตั้งคําถาม แต่อธิบายความเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความตรงกันในความเข้าใจ
เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าการพิจารณาที่ผ่านมาทั้งหมด ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑๘ นี้ขัดกับหลักการ ผมขอแสดงความเห็นชัดเจน ขัดกับหลักการ และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมเห็นใจท่านประธาน เมื่อท่านประธานให้โอกาส อภิปรายไปแล้วมีบุคคลบางคนบอกว่าถ้าไม่ให้อภิปรายก็จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการพิจารณาขัดกับหลักการ
ท่านสุนัยจะถามหรือว่าจะ อภิปรายครับ
ผมจะขอถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับว่า ๑. มันขัดกับหลักการอย่างนี้ เมื่อท่านว่าให้เดินได้ สมมุติว่า ถ้าเราลงมติกันรับหรือไม่รับ ถ้าไม่รับมาตรา ๒๙๑/๑๘ ต่อไปพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑๙ อีก มันจะต่อได้อย่างไรในกฎหมายลายลักษณ์อักษร ผมจึงมีความเห็นว่าจริง ๆ แล้วเมื่อขัดกับ หลักการอย่างนี้แล้วผมเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าถ้าโหวตมาตรา ๒๙๑/๑๘ แล้วไม่รับ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ น่าจะต้องตกไปทั้งขบวน อันที่ ๑
อันที่ ๒ กรณีถ้าท่านจะดูการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ในหน้า ๓๒๕ และแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ในหน้า ๓๒๘ มาตรา ๒๙๑/๒๐ เนื้อความจะเกือบเป็น เรื่องเดียวกันเลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าในพรรคเดียวกันท่านไม่ได้ตกลงกัน แปรญัตติแต่ละ อนุมาตรา แต่ละอนุมาตราเกือบเหมือนกันเลย กรณีอย่างนี้ยิ่งเห็นชัดครับท่านประธานว่า ถ้าเราจะอภิปรายต่อไปเห็นชัดว่าเรากําลังทําผิดข้อบังคับอย่างยิ่ง ผมกราบเรียนท่านครับว่า การประชุมวันนี้มันน่าจะจบได้แล้ว ทุกคนก็คาดหวังว่ามันเหลือมาตราเดียว แต่เมื่อท่านมา ตีความอย่างนี้ผมเองเห็นว่าน่าจะขัดกับหลักการ ถามท่านประธานว่าถ้าสมมุติว่าเราไม่รับ มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ เรายังจะไม่รับอีก ถ้าเกิดไปรับมาตรา ๒๙๑/๑๙ มันจะ ต่อกันได้หรือครับ มันไร้ผลโดยสิ้นเชิงแล้วครับ ท่านประธานครับ
ท่านประธานจะตอบไหมครับ หรือพอแล้ว จะตอบก็เชิญ ท่านประธานตอบแล้วเป็นจบนะครับ เพราะว่าเราปิดอภิปราย ไปแล้วนะครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการครับ ด้วยความเคารพ ในความคิดของท่านสมาชิกนะครับ แต่ประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการอยากจะ กราบเรียนว่าเนื่องจากถือเป็นสิทธิของท่านสมาชิกที่ท่านจะแปรญัตติแม้มันจะเป็นเรื่องที่ นอกหลักการ ผมได้กราบเรียนครับว่าหลักการนี้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้รับ เมื่อจะมีการแปรญัตติ นอกเหนือจากหลักการก็ต้องเอากลับมาให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติ ที่ประชุมรัฐสภาไม่รับ ๒๙๑/๑๘ เกิดไปรับมาตรา ๒๙๑/๑๙ ท่านถามว่ามันจะมีปัญหา ก็ไม่มีหรอกครับ วิธีก็ขยับอันที่รับขึ้นมาแทน ทีนี้ประเด็นว่าบางถ้อยคําใน ๒๙๑/๑๘ ที่ท่านสงวนไว้ ผมก็ตรวจดูครับ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ มาตรา ๒๙๑/๒๑ บางถ้อยคําเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงตอนนั้นท่านที่สงวนถ้อยคําที่มันเหมือนกับ มาตรา ๒๙๑/๑๘ ไว้ ท่านก็คงไม่มีสิทธิที่จะต้องมาอภิปรายอีกแล้วเพราะถือว่าที่ประชุม รัฐสภาไม่ได้รับของท่านแต่ต้นแล้วครับ ก็จะพูดได้เฉพาะที่มีถ้อยคําเนื้อหาแตกต่างไปจาก ที่รัฐสภายังไม่ได้พิจารณานะครับ ท่านประธานก็ขอกราบเรียนยืนยันครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว
ประเดี๋ยวผมจะขอมตินะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๘ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วก็มีผู้สงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติตามที่ได้อภิปรายกันไปแล้ว ผมจะถามอย่างนี้ครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ คือมีแค่ มาตรา ๒๙๑/๑๗ กดเห็นด้วยนะครับ หากท่านไม่เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการและเห็นด้วยกับ มาตรา ๒๙๑/๑๘ ให้กดปุ่ม ไม่เห็น ด้วย เชิญครับ ไม่เข้าใจใช่ไหมครับ เอาใหม่นะครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ กดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านได้ออกเสียงลงมติแล้ว นะครับ ปิดการลงมติครับ ขอผลครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๔๔๘ ท่าน เห็นด้วยกับร่าง ของกรรมาธิการ ๓๓๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๙ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการนะครับ
เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๑๙ มีกรรมาธิการ สงวนความเห็นและผู้สงวนคําแปรญัตติ
เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๙ ผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมไว้ดังนี้ครับ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ท่านบุญยอดครับ สักครู่หนึ่ง เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ เมื่อสักครู่นี้ถ้าผมเข้าใจ ไม่ผิดนะครับ ท่านประธานได้กรุณาถามว่าท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่จะคงไว้เพียงแค่ มาตรา ๒๙๑/๑๗ พวกเราก็กดกันไป คะแนนก็ขึ้นแล้ว ก็ถือว่าตกไปแล้ว ท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ มาตรา ๒๙๑/๒๐ อะไรนี้ก็ไม่น่าจะมีแล้ว เพราะถ้ายืนตามมาตรา ๒๙๑/๑๗ ต่อไปก็จะถามแบบนี้ละครับ ก็จะยืนตามมาตรา ๒๙๑/๑๗ มาตรา ๒๙๑/๑๗ อย่างนี้ ให้ท่านประธานช่วยโปรดวินิจฉัยก่อนที่ท่านบุญยอดจะกรุณา อภิปรายครับ
คืออย่างนี้นะครับ ในร่างนี้ เรายังมีอีกนะครับ ตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๑๘ มาตรา ๒๙๑/๑๙ ไปจนกระทั่งถึง มาตรา ๒๙๑/๒๖ เราคงจะต้องพิจารณาตามนั้นล่ะครับ เชิญท่านบุญยอดครับ
ผมต่อ นะครับท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๑๙ ผมแปรญัตติไว้อย่างนี้นะครับ การจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กร ตามรัฐธรรมนูญตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ผมขออนุญาตยืนยันตามคําแปรญัตติของผมนะครับ ผมไม่ขอใช้เวลาในรัฐสภาแห่งนี้ในการ อภิปราย เพราะผมเชื่อว่าอภิปรายให้ตายอย่างไรก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับ ผมขอจบ การอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้ไม่มี ผู้ขออภิปรายนะครับ ผมขอปิดอภิปรายแล้วก็ขอมติครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมติครับ เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวนะครับ ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานถามผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้เลยได้ไหมครับว่า ท่านจะอภิปรายทีเดียวไปเลยได้ไหม แล้วถามทีเดียว เพราะว่าในเสียงข้างมากก็ยืนยันในกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะลงทีละมาตรา ๆ ผมว่ามันก็เหมือนเดิมท่านประธานครับ เพื่อประหยัดเวลา ของสภาด้วยครับ
ท่านครับ เรื่องนี้เราพูดกัน ตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนเปิดประชุมนะครับ แล้วเราก็เห็นตรงกัน คุณหมอก็ถอนเรื่องนี้ไปแล้ว แป๊บเดียวท่านไม่กี่นาทีครับ เชิญท่านแสดงตนด้วยนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมตินะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วโปรดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขณะนี้มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๕๐ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมแล้วครับ
ผมขอมตินะครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการโปรดกด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ คือให้มีการเพิ่มเติมก็กด ไม่เห็นด้วย เชิญออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ขอผลครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๔๓๘ ท่าน เห็นด้วยกับ ร่างคณะกรรมาธิการ ๓๓๓ ไม่เห็นด้วย ๙๖ งดออกเสียง ๙ ไม่ลงคะแนน ๐ นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๒๙๑/๒๐ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ
เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๒๙๑/๒๐ ผมได้แปรญัตติไว้และสงวนความเห็นไว้เพิ่มเติมดังนี้ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจัดทํา เพื่อแก้โทษหรือนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิด ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ใน กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใด ผมยังคงเจตนารมณ์นี้นะครับว่าผมอยากจะเห็นแบบนี้ ถ้าท่านไม่ให้มีการแก้ไขแบบนี้แสดงว่าท่านต้องการจะเปิดช่องให้มีการนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ที่มีความผิด หรือจะทําให้เกิดการแก้ไขความผิดในกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้ไม่มี ผู้ประสงค์จะอภิปรายในประเด็นนี้นะครับ ผมขอปิดการอภิปรายแล้วก็ขอลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกอยู่ข้างนอกห้องเข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาแล้ว โปรดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกแสดงตนแล้ว นะครับ ขณะนี้องค์ประชุม ๓๕๐ องค์ประชุมครบครับ
ผมจะขอมตินะครับ หากท่านผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการให้กด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับ ร่างของคณะกรรมาธิการกด ไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญออกเสียงลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านผู้ใดไม่ได้ออกเสียงครับ ปิดการลงคะแนนนะครับ ขอผลครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๔๔๐ นะครับ เห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการ ๓๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๔ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการครับ
เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๒๑ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ
เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๒๑ ผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมไว้ว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่ออํานาจตุลาการและองค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐ ทุกองค์กรตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ครับ เหตุผลสําคัญก็คือว่าสิ่งที่ได้บัญญัติเอาไว้แล้วหรือว่าทําเอาไว้แล้วนั้นน่าจะมีอิสระ และมีการทํางานที่โปร่งใสต่อไป ถ้า สสร. ที่กําลังจะมีขึ้นมาใหม่นี้ไปลดทอนอํานาจต่าง ๆ นั้น ก็เท่ากับว่าเขาก็มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ครับ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ผมจึงขอคงความคิดเห็น ในเรื่องนี้เอาไว้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ
กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒๑ บอกว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่จัดทําให้ ผลประโยชน์ของประชาชนในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหมวด ๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่นะคะ ลดน้อยลงกว่าที่มีอยู่เดิม ท่านประธานคะ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ที่พวกเราพูดกันเต็มปากเต็มคําว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็ตาม ที่เด่นที่สุด ที่ชัดเจนที่สุดก็คือหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนี่ละ เป็นรัฐธรรมนูญที่บัญญัติ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากที่สุดแล้วก็ในทุก ๆ ด้าน ด้วยความห่วงใยว่าทําอย่างไร ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของท่าน ถือว่าเป็นของท่านนะคะ ไม่ใช่ของดิฉัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของท่านทําอย่างไรถึงจะมีหลักประกันว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนมันจะไม่น้อยลงไป กว่าเดิม ท่านประธานคะ ที่เราพูดกันมาตั้งมากมายส่วนใหญ่มันก็จะเป็นเรื่องของการเข้าสู่ อํานาจ เข้าสู่ตําแหน่งของสภา ของตําแหน่งต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของประชาชนโดยตรง มันเกี่ยวข้องกับประชาชนก็จริง แต่มันไม่ใช่โดยตรงแล้วก็จับต้องได้เหมือนกับหมวดว่าด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชน หมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนดิฉันก็จะเป็น คณะกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่ออกไปเผยแพร่รัฐธรรมนูญแล้วเราก็จะเน้นหมวดสิทธิ เสรีภาพ แล้วจําได้ว่าตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมการยกร่างกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพของประชาชนแนวนโยบายแห่งรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ พอเริ่มต้นก็ได้ ตกลงกันว่าหลักการของการยกร่างหมวดนี้ว่าด้วยเรื่อง ๓ เรื่องนี้จะต้องมีสิทธิไม่น้อยกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ไม่น้อยกว่าจริง ๆ แถมส่วนใหญ่ยังได้ตัดคําว่า ทั้งนี้ตามกฎหมาย บัญญัติออกไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกกฎหมายมารองรับในหลายเรื่อง ดิฉันก็เลยด้วยความห่วงใยอยากจะขอให้คณะกรรมาธิการ ถ้ากรรมาธิการไม่ฟังอยากจะ ขอให้ประชาชนได้รับทราบว่าหมวดนี้เป็นหมวดสําคัญเป็นหมวดว่าด้วยสิทธิประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนจริง ๆ รูปแบบในการยกร่างดิฉันไม่ติดใจ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่ว่า เป็นรายมาตราไปเลย แต่พอมาถึงปี ๒๕๕๐ ก็จะจัดหมวดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยไว้ เป็นกลุ่ม ๆ เช่นบททั่วไป บททั่วไปก็จะพูดถึงสิทธิของชนชาวไทยให้คุ้มครอง ให้รับรอง หน่วยงานองค์กรไหนก็ตามถ้าจะใช้สิทธิ หรือว่าถ้าจะใช้อํานาจใดแล้วไปละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของประชาชนจะทําไม่ได้ รวมทั้งพูดถึงจัดหมวดความเสมอภาค มาตรา ๓๐ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ มาตรา ๓๑ รูปแบบของปี ๒๕๕๐ จัดไว้เป็นหมวด ๆ แต่ว่าปี ๒๕๔๐ ว่าด้วยเป็นมาตรา พอพูดถึงมาตรา ๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐ พูดถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมแล้วก็รวมกันเข้ามาหมด ที่จริงตอนรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ ก็ดีมากเลย ที่จะให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าใครก็ตามได้รับผลกระทบ จากคดีอาญาที่ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรัฐต้องชดเชยนะคะ แต่ตอนนี้ในปี ๒๕๕๐ ไม่มี ไม่เป็นอะไร แต่ดิฉันไม่อยากจะให้มีน้อยไปกว่านี้ ยิ่งถ้าเราสามารถที่จะกระจายออกไปได้ ก็จะทําให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอยู่ในเกือบจะทุกเรื่องที่เวลาเราออกไปรณรงค์ กับพี่น้องประชาชน เมื่อก่อนตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออก พวกเราจะออกไปรณรงค์ เรื่องรัฐธรรมนูญ นักวิชาการ นักการเมืองหลายคนเยาะเย้ยเรา บอกว่าไปให้ความรู้เหล่านี้ กับประชาชน เขาไม่สนใจหรอก เพราะมันเป็นเรื่องไกลตัว ที่จริงแล้วหมวดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนเป็นหมวดที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด เพราะมันกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องหมายจับ หมายค้น เรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งประชาชนเข้า ไม่ค่อยถึง เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านว่าทําอย่างไรที่เราจะมีหลักประกัน ท่านประธาน คณะกรรมาธิการอย่าบอกดิฉันนะคะว่าเดี๋ยวเวลา สสร. เขายกร่างเขาก็ใส่เข้าไปเอง ท่านอย่าจินตนาการไปอย่างนั้น ดิฉันกําลังหารือว่าเราต้องมีหลักประกันที่จะให้ประชาชน ได้รับสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้กระทั่งทุกวันนี้ ดิฉันเพิ่งไปอบรม ไปเป็นวิทยากรมานี่นะคะ ว่าด้วยเรื่องข้อมูลข่าวสาร แม้กระทั่งชาวบ้าน ยกตัวอย่างขึ้นมาว่าในหมู่บ้านเขาถนนมันเพิ่งสร้างไม่ถึงปีแล้วมันไม่ดี เขาขับมอเตอร์ไซค์ไป แล้วก็ล้ม ล้มแล้วเขาก็ไปร้องเรียน ไปพบนายก อบต. แล้วก็ไปถามว่างบประมาณนี้ ทําอย่างไร ขอดูหน่อยได้ไหมว่าใครมาทํา แล้วทําอย่างไร มีอะไรบ้าง งบประมาณใช้ไปเท่าไร แค่นี้ เรื่องเหล่านี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบอกประชาชนต้องรู้ ปรากฏว่านายก อบต. ก็ไม่ให้ประชาชนรู้ อย่างนี้เป็นต้น ก็แสดงว่าว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งหลายทั้งปวงนี่นะคะ ประชาชนบางส่วนยังจะเข้าใจมากกว่าหน่วยราชการเสียด้วยซ้ําไป จึงเป็นเรื่องสําคัญว่าต้องบรรจุเอาไว้นะคะ แล้วมีหลักประกันด้วย สิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน รวมทั้งมาตราที่พูดเรื่องการชุมนุม ให้มีเสรีภาพ ที่จะชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ยกเว้นเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติเพื่ออะไร ๆ นี่นะคะ ถึงตอนนี้มาเรายังเถียงกันอยู่เลยว่าอะไรที่บอกว่าเป็นการชุมนุมที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของผู้อื่นหรือไม่ เราก็ยังถกเถียงกันอยู่เลย บางคนอาจจะบอกว่าทําอะไรก็ได้ เป็นสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วอย่างไรเรียกว่าละเมิดสิทธิของผู้อื่น การชุมนุมทางการเมือง การชุมนุม ทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านว่าแม้กระทั่งเสรีภาพของสื่อมวลชน ดิฉันอยู่ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เหล่านี้เป็นสิทธิของประชาชน รัฐบาลต้องไม่แทรกแซง รวมทั้งรัฐธรรมนูญบอกเอาไว้ ปี ๒๕๕๐ ต้องไม่ไปยกเลิก ต้องไม่ไปเปลี่ยนแปลง ที่เขาห้ามสื่อมวลชนทั้งหลาย ห้ามเจ้าของสื่อ เป็นเจ้าของสื่อหลายประเภท ห้ามครองสิทธิข้ามสื่อ แล้วก็ยังบอกด้วยว่าห้ามนักการเมือง เป็นเจ้าของสื่อทุกประเภท ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ห้ามเป็น เพราะมันทําให้เกิดความ ได้เปรียบเสียเปรียบกัน จนกระทั่งถึงวันนี้รัฐธรรมนูญประกาศใช้มา ๕ ปีแล้วเรามี กสทช. ดิฉันถาม กสทช. ตรวจสอบหรือยังว่ามีการเป็นเจ้าของสื่อที่เรียกว่าครองสิทธิข้ามสื่อ มากน้อยแค่ไหน แล้วตรวจสอบหรือยังว่านักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อมากน้อยแค่ไหน ที่รัฐธรรมนูญห้าม กสทช. กรรมการบางท่านตอบดิฉันว่ายังไม่ได้ตรวจสอบ เพราะว่า ถ้าตรวจสอบแล้วมันจะเป็นกันหมดเลย มันจะเป็นเยอะมาก ดิฉันบอกนี่ไม่ใช่ข้ออ้าง เยอะหรือน้อยต้องทําเพราะนี่คือรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคะ ดิฉันห่วงใยในเรื่องหมวดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมากที่สุด เพราะว่า สสร. จะไปพบหลายอย่าง ตอนที่ดิฉันไป ยกร่างของปี ๒๕๕๐ อย่างน้อยที่สุดการศึกษาต้องให้ฟรี ให้เรียนฟรี ๑๒ ปี หน่วยงาน ด้านการศึกษาหลายหน่วยงานมากเลยทําเรื่องเสนอเข้ามาว่า ๑๒ ปีมันไม่เป็นจริง ไม่มีคุณภาพ ต้องเอาแค่ ๙ ปี ไม่น้อยกว่า ๓ หน่วยงานที่เป็นหลักด้านการศึกษา บางคนถ้า สสร. ไปฟังข้อเสนอของหน่วยงาน หน่วยราชการ จํานวนไม่น้อยดิฉันพบแล้วว่า ก็จะเสนอตามความสะดวกของตัวเอง จะเสนอตามความเข้าใจของตัวเอง ไม่ได้รับรอง คุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพคะ ประเทศเราเรียกว่าเป็นเสรีนิยม ใครอยากทําอะไรก็ได้ ไม่ได้ ใครมีปัญญาเรียนแค่ไหนก็ได้ ไม่ได้ รัฐยังต้องจัดการให้ เพื่อความเป็นธรรม ถ้าปล่อยให้มือใครยาวสาวได้สาวเอาก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่จะถูกละเมิดสิทธิ เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องจัดการให้ด้วยเพื่อความเป็นธรรม ผู้ที่ด้อยโอกาสรัฐต้องจัดการ ไม่อย่างนั้นเราจะมีทุนยากจนแต่เรียนดีไปทําไม เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านว่า ดิฉันห่วงใยจริง ๆ ฝากท่านกรรมาธิการด้วยค่ะว่าสิทธิเสรีภาพ ต้องให้เขาเข้าใจว่าสิทธิ คืออะไร ถ้ากําหนดเป็นสิทธิแล้วรัฐต้องจัดให้แล้วต้องพยายามจัดให้เร็วด้วย ถ้าเป็นเสรีภาพ ก็อย่าไปกีดกันเขา ไม่จัดให้เขาก็อย่าไปกีดกันเขา เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังเรียนนะคะสิทธิ ของพี่น้องประชาชนในการที่จะได้รับบริการสาธารณสุขคือสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายนี้ ต้องดูว่าท่านจะทําอย่างไรให้มากกว่าเดิมได้ แต่ให้น้อยกว่าเดิมไม่ได้นะคะ นอกจากนั้น ก็ยังมีในหมวด ๓ เฉพาะหมวด ๓ มีทั้งหมด ๔๔ มาตราท่านประธาน
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับท่าน
ท่านประธานครับ กระผม สุนัยครับ สมาชิกรัฐสภา บรรยากาศกําลังดีมากเลยครับ โหวตได้รวดเร็วและต้องกราบขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท มากที่เป็นห่วงสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ผมขออนุญาต นําเสนอ ข้อ ๔๓ ในส่วนที่ว่าผมว่ามันน่าจะสมบูรณ์แล้ว และไม่น่าจะฟุ่มเฟือยเกินไป ถ้าท่านจะต้องแจงหลักการสิทธิเสรีภาพยังจะต้องไปพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในหลาย ๆประเด็น ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเพื่อให้ความร่วมมือกันเถอะครับ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเราไม่มี เจตนาอย่างอื่นจริง ๆ ในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ เราอยากจะให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์ ท่านก็ได้ พูดให้สมบูรณ์แล้ว ถ้าท่านประธานเห็นว่าจะให้พูดต่อไป มันจะเป็นเรื่องเสรีภาพคนพิการ เสรีภาพคนไทยในต่างประเทศ เสรีภาพอีกเยอะทีเดียว ผมว่าน่าจะสมบูรณ์แล้วนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ผมก็ฟังท่านอยู่นะครับ ท่านก็ยังอยู่ในประเด็นนะครับ เพียงแต่ว่าท่านเล่าให้พวกเราเห็นภาพนะครับ ท่านก็ใช้เวลา ไปยังไม่มากมายเท่าไร ขอความกรุณาท่านเชิญต่อเถอะครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันห่วงใย ดิฉันพูดได้ ถ้าใครไม่ห่วงใยก็ไม่เป็นอะไร แล้วก็ดิฉันกําลังพูดถึงว่าทําไมถึงต้องห่วงใยด้วย บางทีมันกําหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญมา ๒ ฉบับแล้ว แต่มันก็ยังไม่เป็นจริงอย่างไร ดิฉันห่วงใยก็พูด เพราะว่าดิฉันออกไปเจอ พี่น้องประชาชนมากค่ะท่านประธาน ก็เรียนท่านว่ามันมีหลายเรื่องอย่างที่ดิฉันเรียน มีมาตรา ๑๙๐ นี่ก็เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน ถ้าพูดถึงมาตรา ๑๙๐ นี้ เวลามีเรื่องราว มีข้อสัญญาอะไรต่าง ๆ เข้ามา ดิฉันเคยเรียนว่าดิฉันเคยซักถาม ถามเสมอว่านี่ก็เป็นการ คุ้มครองสิทธิของประชาชนนะคะ มาตรา ๑๙๐ รัฐไม่ใช่อยู่ ๆ ก็จะไปทําสัญญาไปเจรจาอะไร ก็ได้ ต้องเข้ามาบอกในรัฐสภาแล้วยังต้องหาทางเยียวยาแล้วต้องให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ได้ทราบด้วย แต่เท่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นช่วงเป็นวิปรัฐบาลหรือวิปฝ่ายค้าน ดิฉันถาม หน่วยงานที่เป็นผู้เสนอเข้ามานี้ก็ไม่ได้ไปรับฟังพี่น้องประชาชน แล้วส่วนหนึ่งคิดว่าไม่เกี่ยวข้อง กับประชาชน อย่างนี้ค่ะเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงที่จะทราบว่ารัฐไป เจรจาอะไร แล้วจะกระทบกับเขาอย่างไร ถึงเวลาเขาจะต้องเอากระเทียมไปเททิ้งหรือเปล่า ถึงเวลามาเขาจะต้องทําอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเหล่านี้ประชาชนต้องทราบ แล้วดิฉันยังได้ยิน บางคนบอกว่าตัดมันทิ้งไปเสีย ดิฉันด้วยความห่วงใยก็เรียนว่าหมวดสิทธิเสรีภาพในวรรคสาม แล้วมันยังมีอยู่ทั่วไป สิทธิเสรีภาพแทบจะถือว่าอยู่ในทุกมาตราเลยค่ะท่านประธาน ก็อยากจะเรียนว่าอยากจะให้ทราบว่าเราจะมีหลักประกันอย่างไร เพื่อที่พี่น้องประชาชน จะได้รับสิทธิเหล่านี้เขาตามไม่ทันท่านหรอกค่ะ พูดอะไรเขาก็เชื่อทั้งนั้นล่ะพี่น้องประชาชน น่ารักจะตาย ปกติแล้วไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย พูดอะไรก็เชื่อ ยกเว้นจะมากระทบกับเขาจริง ๆ เขาถึงจะ ทราบว่านั่นล่ะมันเกิดข้อเสียหายกับเขา เพราะฉะนั้นเราก็มีหน้าที่ต้องคุ้มครองเขาตั้งแต่แรก แล้วเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน เป็นสิทธิอันยิ่งใหญ่เลย เป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่เราทั้งหลายจะมีหลักประกันให้เขาได้รับ ความคุ้มครอง เขาต้องกระจายอํานาจอย่างแท้จริงได้อย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นดิฉันขอเรียน ท่านประธานเลยว่าถ้าท่านย้อนไปตอนที่ท่านเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พูดเรื่องการกระจายอํานาจ พูดเรื่องการปกครองท้องถิ่น มันมีความขัดแย้งดิฉันชอบ ไปยุ่งกับทุกครั้ง ปี ๒๕๔๐ ดิฉันไปเป็นคณะเลขานุการของ สสร. ต่างจังหวัด ถ้าท่านจําได้ และยอมรับว่าเรามี สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนหรือ ๒๓ คน แล้วก็มี สสร. จากต่างจังหวัด แล้วสุดท้ายเมื่อมาถึงเรื่องการปกครองท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นอํานาจของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ที่ส่วนกลางจะกระจายอํานาจไปไม่รวมศูนย์อํานาจมันมีความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วก็มีข้อถกเถียงระหว่าง สสร. นักวิชาการกับ สสร. ท้องถิ่น มันทําให้ตอนหลังมา มีหลายมาตราที่ต้องโหวตตาม สสร. ท้องถิ่นเพราะจํานวนเขามากกว่า เพราะฉะนั้นก็เรียน ท่านว่าช่วยกรุณาดูให้หน่อยท่านจะมีหลักประกันอย่างไร กรุณาอย่าจินตนาการว่าถึงเวลา เขาก็ทําให้เอง แล้วก็อย่าให้ประชาชนต้องลงแรงมากนักที่จะบอกว่าถึงเวลาคุณก็มาผลักดัน คุณก็เรียกร้องเอาเอง ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะกําหนดเอาไว้แล้วก็คุ้มครองให้พี่น้อง ประชาชนได้ เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน สักวันหนึ่งสิทธิเหล่านั้น ก็จะเอื้อประโยชน์แล้วก็คุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ไม่มีผู้ขออภิปรายแล้วนะครับ ผมขอปิดอภิปรายครับ ท่านประธานมีอะไรไหมครับ ไม่มีนะครับ ไม่มีผมจะขอลงมตินะครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
เชิญท่านที่อยู่นอกห้องประชุม เข้าห้องเพื่อลงมตินะครับ ท่านเข้ามาแล้วโปรดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขอทราบจํานวนด้วยครับ ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๔๕ ท่าน
เดี๋ยวผมขอมติเลยนะครับ หากท่านสมาชิกเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ กด เห็นด้วย หากท่านเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกด ไม่เห็นด้วย เชิญออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๔๔๘ ท่าน เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ๓๔๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๓ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธาน รัฐสภา ผม ส.ส. บุญแก้ว สมวงศ์ จังหวัดยโสธร เห็นด้วยครับ
เพิ่มเห็นด้วยอีก ๑ ท่านครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๒๒ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๒๒ ผมได้แปรญัตติไว้ดังนี้ครับ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จัดทําในลักษณะ ให้มีผลย้อนหลังลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย ได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้นมีความผิด หรือได้มีการตัดสินคดีครับ ขออนุญาต ยืนตามความคิดเห็นนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้ไม่มีผู้ใด ประสงค์จะอภิปรายนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย แล้วก็ขอลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องเพื่อลงมตินะครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
ท่านสมาชิกโปรดแสดงตน ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เจ้าหน้าที่ข้างบนขอผลด้วยครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุมเท่าไร ขณะนี้มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๕๖ ท่าน
ผมขอมตินะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการกด เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกด ไม่เห็นด้วยนะครับ เชิญออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๔๔๒ ท่าน เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ๓๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๐ ท่าน งดออกเสียง ๑๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการนะครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อ
มาตรา ๒๙๑/๒๓ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมเรียนถามท่านประธานก่อนนะครับว่าในมาตราตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๒๓ มาตรา ๒๙๑/๒๔ มาตรา ๒๙๑/๒๕ มาตรา ๒๙๑/๒๖ นั้นมีผมเพียงคนเดียวใช่ไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมจะได้ช่วยให้รัฐสภาแห่งนี้ทํางานได้กระชับมากยิ่งขึ้น ผมจะขออนุญาตอ่านทั้งหมด ถ้าผมมีผมคนเดียวนะครับ ผมอ่านทั้งหมดแล้วผมก็จะแสดงความเห็นสุดท้ายเลยครับ
ผมขอถามที่ประชุมนะครับ มีผู้ใดประสงค์จะขออภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๒๓ มาตรา ๒๙๑/๒๔ มาตรา ๒๙๑/๒๕ มาตรา ๒๙๑/๒๖
ผมเข้าใจอย่างนี้ครับท่านประธานว่าไม่มีผู้ใดได้แปรญัตติไว้ ผมเป็นคนที่แปรญัตติจํานวน ที่มากกว่าคนอื่นครับ
ถ้าอย่างนั้นไม่มีท่านผู้ใด ขัดข้อง ตามที่ท่านบุญยอดเสนอ เชิญท่านบุญยอดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๒๓ ผมแปรญัตติไว้ดังนี้ครับ ภายหลังเมื่อมีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วก่อนดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กําหนดประเด็นที่จะต้องทําการแก้ไขให้ชัดเจนและต้องมีการนําประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ไปทําประชาพิจารณ์ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก่อนที่จะดําเนินการแก้ไขต่อไป มาตรา ๒๙๑/๒๔ เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขดังกล่าวออกทําประชามติภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ต้องไม่เกิน ๑๒๐ วัน นับแต่วันจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ทั้งนี้หากมีการยื่น คําคัดค้านการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นับระยะเวลาดังกล่าว นับจาก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยแล้ว ประเด็นนี้ผมขออนุญาตนิดเดียวครับว่าผมเขียน ตามตัวของพระราชบัญญัติการออกเสียงและการทําประชามติ แล้วก็รวมทั้งผมเห็นว่า น่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินครับ มาตรา ๒๙๑/๒๕ ภายหลังจากที่สมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดแล้ว ห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว สมัครรับเลือกตั้งตําแหน่งทางการเมืองทุกตําแหน่งภายในกําหนด ๕ ปี นับจากวันสิ้นสุด สมาชิกภาพ ประเด็นนี้ผมขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของการเว้นวรรคทางการเมืองนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็นนะครับ เพราะว่าใน สสร. ชุดก่อนหน้านี้ผมจําได้ว่ามีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีการเว้นวรรค ๒ ปีเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมขออนุญาตท่านว่าถ้าท่านจะพิจารณา สสร. ชุดนี้ควรจะมี ความศักดิ์สิทธิ์หรือมีความสง่างามไม่น้อยกว่า สสร. ชุดก่อนหน้านี้ ผมขออนุญาตไว้ ๕ ปี แต่ถ้าท่านจะให้เวลาสัก ๒ ปี ผมก็ยินดีครับ สุดท้ายที่มาตรา ๒๙๑/๒๖ ครับ ห้ามมิให้ พรรคการเมืองและนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม โดยไม่สุจริต ในกรณีที่มีการกระทําดังกล่าวให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งพิจารณาดําเนินการไต่สวน หากเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นที่เชื่อได้ว่ามีการเข้าไป เกี่ยวข้องโดยไม่สุจริต นักการเมืองดังกล่าวต้องถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งนะครับ หากนักการเมืองดังกล่าวมีตําแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้มีโทษต้องถูกเว้นวรรค ทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปีด้วยครับ ในประเด็นนี้ผมขอยืนยันนะครับว่า ผมคิดว่าอันนี้ ตรงกับเจตนารมณ์ของกรรมาธิการเสียงส่วนมาก นั่นก็คือว่า สสร. นั้นไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับ พรรคการเมือง ซึ่งท่านก็ได้ปรับหรือว่าได้แสดงเจตนารมณ์นี้ไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้แล้วนะครับว่า สสร. ต้องไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ดังนั้นขอให้ท่านประธาน ได้ยืนยันอีกสักครั้งว่าถ้าหากว่าท่านยืนยันในเจตนารมณ์ในครั้งนี้ชัดเจนนะครับ สสร. กับพรรคการเมืองนั้นต้องเป็นอิสระต่อกัน ผมก็ยินดีนะครับว่าถ้าท่านยืนยัน ผมขออนุญาต ตั้งแต่มาตราที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็ไม่จําเป็นต้องลงมติแต่อย่างใดครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธานสามารถ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ได้เคยชี้แจงเหตุผลในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งท่านได้สงวนคําแปรญัตติของท่านไว้ ก็กล่าวโดยสรุปก็คือกรรมาธิการก็ขอยืนยันเหตุผลที่เคยให้กับท่านไว้แล้ว แล้วก็คิดว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราได้ดําเนินการจัดทําร่างที่จะประกาศใช้เพื่อให้เกิด สสร. แล้วกระบวนการได้มา ซึ่ง สสร. และการทํางานของ สสร. ตลอดจนสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดทํารัฐธรรมนูญก็คงจะช่วยทําให้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายที่เราปรารถนาจะเห็นในการ จัดทํารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าทั้งกระบวนการและผลสําเร็จของการทํารัฐธรรมนูญก็คงจะน่าเป็น ที่พึงพอใจ และที่สําคัญผมได้กราบเรียนนะครับว่า การไปบัญญัติห้าม สสร. ว่าหลังจาก ทํารัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าหากไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือการไปห้ามผู้สมัครที่จะเป็น สสร. ว่าห้ามสังกัดพรรคอะไรก็ตาม เราถือว่ามันเป็นการไปจํากัดสิทธิของเขา ส่วน สสร. ขณะทํารัฐธรรมนูญเองเขาจะไปห้ามตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่เขาจะใช้ดุลยพินิจของเขา ก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่นะครับ ที่มีบทบัญญัติว่าคณะกรรมาธิการยกร่างห้ามไป ดํารงตําแหน่งทางการเมืองภายใน ๒ ปี นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นความริเริ่มของ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เขาทําร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นกรรมาธิการก็เห็นว่าร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมากก็สมบูรณ์นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านบุญยอด เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาอีกครั้งครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นการ ประหยัดเวลาของการประชุมรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๒๓ มาตรา ๒๙๑/๒๔ มาตรา ๒๙๑/๒๕ และ มาตรา ๒๙๑/๒๖ ผมไม่ติดใจครับ ไม่ต้องลงมติครับ
ขอบคุณท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย อย่างมากเลยครับ ท่านได้ช่วยประหยัดเวลาของที่ประชุมของเราได้มากเหลือเกินครับ ขอบคุณจริง ๆ ครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๔/๑ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการผู้ได้สงวนความเห็นไว้ ผมสงวนความเห็นมาตรา ๔/๑ ครับ ผมไม่ติดใจเนื่องจากมีการพิจารณาไปในมาตรา ๒๙๑/๕ เสร็จสิ้นเรียบร้อย ไม่ติดใจครับ
ขอบคุณนะครับท่าน เชิญท่านเลขาธิการ
มาตรา ๕ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการ กระผมได้สงวน
ขอประทานโทษนะครับ ท่านอลงกรณ์ ดูเหมือนจะคุณหมอเจตน์จะก่อนใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมต้องไป ต่อคิวสุดท้ายครับท่านประธาน
เชิญคุณหมอเจตน์ก่อนครับ ท่านอลงกรณ์ครับ บังเอิญเจ้าหน้าที่มองไม่เห็น เชิญคุณหมอเจตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ มาตราสุดท้ายนี่ก็คือมาตรา ๕ ในที่สุดเราก็ผ่าน การประชุมกันมาจนถึงมาตราสุดท้าย เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าในฐานะผู้ที่ฟังการประชุมหนึ่ง ในคณะกรรมาธิการก็เห็นว่ามันมีเหตุผลที่ผมจําเป็นจะต้องแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๕ ตรงนี้ไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าสาเหตุหรือเหตุผลผมเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา ๑ ใน ๑๙๙ คน ที่โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมยังยืนยันความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้เขียนใหม่ทั้งฉบับ แต่เจตนารมณ์เป็นแต่เพียงให้แก้ไขเพิ่มเติม เป็นบางมาตราเท่านั้น การพลิกแพลงให้แก้ไขเพิ่มเติมโดยการไปเพิ่มหมวดใหม่คือหมวด ๑๖ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะโดยปกติแล้วรัฐธรรมนูญทั่วโลกเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าแก้ไขยาก ดังนั้น การพลิกแพลงใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าไม่น่าจะกระทําได้ การออกแบบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ด้วยเสียงกึ่งหนึ่ง โดยเจตนารมณ์ที่ค้นได้จากเอกสารบันทึกการประชุม ประกอบกับการฟังจากอดีต สสร. หลายท่าน พบว่าเจตนารมณ์ของมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นเพียงให้แก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น ไม่มีเจตนารมณ์ให้แก้ไขยกร่างทั้งฉบับ เพราะว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทิ้งจึงจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับได้ รัฐธรรมนูญถ้าแก้ง่ายเมื่อเลือกตั้งใหม่ก็เป็นเรื่องของปกติที่เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย ถ้าเลือกตั้งใหม่ประชาชนเขาก็อาจจะตัดสินใจเปลี่ยนไปจากเดิม เสียงข้างมากอาจจะเป็น เสียงข้างน้อย เสียงข้างน้อยก็อาจจะพลิกกลับเป็นเสียงข้างมาก เกิดการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งที่ผมกลัวอยู่ก็คือว่าถ้าหากว่ารัฐบาล พลิกขั้ว รัฐบาลใหม่ก็อาจจะรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็อาจจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่อีก ตรงนั้นละครับท่านประธาน ผมมีความกังวลและผมมีความห่วงใย ประเทศชาติในกรณีที่ประชาธิปไตยเราเดินหน้าแล้วก็ต้องถอยหลังแล้วก็สะดุดเหมือนกับ รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับที่ผ่านไป ก็มีการปฏิวัติแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญกันขึ้นใหม่ ก็คือแทนที่ เราจะเดินไปข้างหน้า เราก็ต้องเดินหน้าแล้วก็ถอยหลังเป็นอย่างนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่อยากให้เกิดภาพอย่างนี้ ผมอยากให้มีการพัฒนารัฐธรรมนูญ มีการพัฒนาในระบอบ ประชาธิปไตย คือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ถ้าหากเห็นว่ามาตราใดเป็นปัญหาและอุปสรรค ก็แก้ไขเป็นเฉพาะรายมาตราไป ไม่ใช่เขียนใหม่ขึ้นทั้งฉบับ เพราะว่าถ้ารัฐบาลนี้สามารถเขียน รัฐธรรมนูญใหม่ได้ทั้งฉบับตามที่เลือกตั้ง สสร. ๗๗ คน แล้วก็สรรหา ๒๒ คนนั้น ก็ปรากฏว่า จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ผมเป็นห่วงว่าเมื่อพลิกขั้วก็จะเป็นรัฐธรรมนูญของ รัฐบาลใหม่ ตรงนั้นก็จะมีปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าประชาชนทั้งประเทศควรจะเป็น ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นผมเห็นว่าถ้าหากว่าเราจะ ทําประชามติก่อนที่เราจะมี สสร. จึงจะเป็นความชอบธรรม ที่ผ่านมาถึงผมไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับ แต่ถ้าหากว่า ทําประชามติถามประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนทั้งประเทศออกเสียงยอมรับให้มีการแก้ไขใหม่ ทั้งฉบับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ เสียงประชาชน มีความสําคัญกว่าสมาชิกรัฐสภาเราในที่แห่งนี้ แน่นอนครับ ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นตัวแทน ของประชาชนโดยชอบธรรมมาจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประชาชน โดยการลงมติ ของเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้แท้ที่จริงควรจะเป็นคําตอบของประชาชน แต่ว่าตัวแทน ของประชาชนก็ไม่ใช่ประชาชนที่แท้จริง ถ้าหากว่าตัวแทนของประชาชนสามารถเป็น ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนได้แล้ว ท่านก็ไม่ต้องทําประชามติตามร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราเขียนขึ้นมานี้ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่เราผ่านมติของรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการที่ ท่านเขียนว่าจะต้องถามประชาชนด้วยการทําประชามติ ก็แสดงว่าท่านเห็นความสําคัญ ของการถามประชาชน ผมเพียงแต่ว่าเพิ่มเติมขึ้นมาว่าก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ท่านถามประชาชนก่อนได้ไหมครับ ประชาชนเขาจะยอมรับให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ ที่สําคัญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยผ่านการทําประชามติ ได้รับการรับรองจากประชาชนถึง ๑๔.๗ ล้านคน ถ้าจะฉีกทิ้งแล้วตั้ง สสร. ขึ้นมายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ท่านต้องถามประชาชน ๑๔.๗ ล้านคนที่ให้อนุมัติ ที่ให้ความเห็นชอบ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นี้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่ถามประชาชน จํานวน ๑๔.๗ ล้านคนนั้น ผมเห็นว่าไม่เป็นการถูกต้องแล้วก็ไม่ชอบธรรม เพียงแต่ว่าท่านไปถามประชาชนเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นเรียบร้อยแล้ว ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อันนั้นผมก็เห็นด้วย แต่ผมเพิ่มเติมขึ้นมาว่าในมาตรา ๕ นี้ ก่อนที่ท่านจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาท่านไปถามประชาชนเสียงครั้งหนึ่งก่อน ผมคิดว่าน่าจะเป็นความชอบธรรม ท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ผมเชื่อว่า ทําไม่ได้ แต่เมื่อเป็นประชามติแล้วจึงจะชอบธรรมที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ อันนี้ ผมก็ได้กล่าวไปแล้วแต่ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็หมดความชอบธรรมในการยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับผมจึงเห็นความสําคัญในการทําประชามติก่อนที่จะให้มี สสร. จริงอยู่ครับท่านประธาน การทําประชามติแต่ละครั้งใช้เงินค่อนข้างมาก ตัวเลขจาก กกต. อยู่ที่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท เป็นจํานวนเงินไม่น้อยก็อาจจะมีผู้สงสัยว่าถ้าเราทําประชามติ ๒ ครั้ง ใช้เงิน ๒,๕๐๐ ล้านบาท ๒ ครั้ง รวมเป็นเงินถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็นเงินที่มากเกินไป สําหรับการทําประชามติถึง ๒ ครั้งแต่ท่านประธานครับในท่ามกลางเกิดความแตกแยก อย่างมากในประเทศ ความแตกแยกในหมู่ประชาชนมีการแบ่งขั้วความคิดทางการเมือง มีความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากประชาชนจํานวนมาก ผมยอมรับครับมีการต้องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจากประชาชนจํานวนมาก แต่ว่าในขณะเดียวกันประชาชนที่ไม่ต้องการให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีจํานวนไม่น้อย ผมจึงเห็นว่าการทําประชามติจะเป็นตัวตัดสินที่ถูกต้องที่สุด ที่ชอบธรรมที่สุดและที่สําคัญมันจะเป็นการสร้างประเพณีที่ดีให้เกิดขึ้นต่อไปด้วยการถาม ประชาชนในกรณีที่เกิดรัฐบาลใหม่ต้องการจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเองในใจลึก ๆ ผมไม่อยากให้มันมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นอีกผมอยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับเดียว แล้วก็ใช้ถาวรเหมือนกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้แก้ไขประเด็นใดที่ไม่ทันสมัย ก็แก้เฉพาะประเด็นนั้นไม่ใช่แก้ไขแล้วยกร่างกันทั้งฉบับเพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการถาม ประชาชนด้วยการทําประชามติ ๒ ครั้ง โดยเฉพาะในครั้งแรกก่อนที่จะมี สสร. ผมเห็นว่า มีความสําคัญ ผมไม่เสียดายงบประมาณจํานวนมากนั้นเพราะผมเห็นว่าแลกมาด้วย ความรู้สึกเป็นเจ้าของของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะว่าเป็นผู้ออกเสียง ประชาชนรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้มีสิทธิมีอํานาจในการยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ถ้าหากว่าถามประชาชน ประชาชนยอมให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผมคิดว่าประชาชนที่ออกเสียงประชามติ รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะมีความหวงแหนรัฐธรรมนูญก็จะทําหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้คนฉีกอีกต่อไปและเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยเพิ่มความรู้ให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการเลือกตั้งบ่อย ๆ ไม่ว่าการเลือกตั้งในระดับประเทศหรือว่า การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นมีความสําคัญทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งมันก็มีการสร้างองค์ความรู้ ให้กับประชาชนเป็นการให้ความรู้ที่ดีกว่าการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์อย่างเดียว ผมไม่มีความเชื่อมั่นผมเห็นว่าถ้าเราทําประชามติประชาชนออกเสียงเห็นชอบเราก็มอบให้ กกต. ไปเลือกตั้ง สสร. ๗๗ คน และรัฐสภาไปคัดเลือก สสร. ๒๒ คน ตามมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ ที่เรารัฐสภาแห่งนี้ลงมติเห็นชอบไปแล้ว แล้วก็สําหรับการทําประชามติ หลัง สสร. จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้วก็มอบให้ประธานรัฐสภาดําเนินการส่ง ต่อไปทําประชามติตามร่างมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็สรุปว่าเป็นการทําประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ถามประชามติ ประชามติถามประชาชนว่าจะยินยอมให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา หรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบก็ไม่ต้องมีการจัดตั้ง สสร. ทั้ง ๙๙ คน การทําประชามติครั้งหลัง ก็ไม่เกิด ส่วนครั้งที่ ๒ เป็นการทําประชามติให้ประชาชนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็สามารถที่ดําเนินการต่อไปได้ถ้าประชาชนเห็นชอบกับการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับตามข้อ ๑ แต่ถ้าทําประชามติถามประชาชนว่าจะยอมรับในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่ สสร. ได้จัดทําขึ้นหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเหตุผลในการที่จะทําประชามติครั้งที่ ๒ แล้วก็การจัดทํา ประชามติทั้ง ๒ ครั้ง ถ้าผ่านความเห็นชอบของประชาชนทั้ง ๒ ครั้งย่อมเป็นสิ่งยืนยันถึง ความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน ไม่มีใครหน้าไหนที่จะพูดได้อีกต่อไปว่ารัฐธรรมนูญ ที่มีอยู่ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะประชาชนมีความชอบธรรมที่จะลง ประชามติทั้งยินยอมให้ยกร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็ยืนยันถึงสารบัญญัติที่อยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นด้วยความชอบธรรมตรงนี้ ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงถือว่าอันนี้จึงสามารถยืนยันได้ว่าที่เกิดขึ้นจึงจะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้วที่ผมลงคะแนนเสียงในวาระแรกเมื่อมีการทําประชามติก่อนที่จะมี สสร. ประชาชน ยอมรับ ผมก็เห็นว่าอันนั้นเป็นเสียงสวรรค์ เป็นสิ่งที่ผมยอมรับได้ว่าประชาชนต้องการ ทําประชามติให้มีรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ อันนั้นก็สามารถหักล้างกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผมเชื่อว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขยกร่างขึ้นมาทั้งฉบับได้ ประชามติจากเสียงประชาชนเท่านั้นถึงจะสามารถแก้ไขแล้วก็ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้น ทั้งฉบับ อันนี้คือเหตุผลของผมครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเพื่อที่จะให้มีการ แปรญัตติในมาตรา ๕ ในมาตรา ๕ นั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นเสมือนบทเฉพาะกาล ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นบทเฉพาะกาลที่จะใช้เฉพาะครั้งแรกและครั้งเดียว เท่านั้น โดยสาระสําคัญของมาตรา ๕ ที่เป็นคําแปรญัตติของกระผมก็คือการให้มีการออก เสียงประชามติหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่สาม เพื่อที่จะถามความเห็นของประชาชนว่าสมควรที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ กระผมใคร่ของแสดงเหตุผลไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ไปถึงสมาชิกรัฐสภา ว่าบัดนี้เราได้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของวาระที่สอง หลังจากนั้นไปเราจะใช้เวลา ๑๕ วัน ในการพิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะมีการลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้มีการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับได้ ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อมั่นว่าตั้งแต่วันที่ ๒๓ ถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาในชั้นรับหลักการวาระที่หนึ่ง เราได้ฟังเหตุและผล ของคณะรัฐมนตรีของผู้เสนอร่างอีก ๒ ท่าน แล้วรัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ผมเอง เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวใช้เวลา ๖ สัปดาห์ในที่สุด วันที่ ๖ เมษายนที่ผ่านมา ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็มีหนังสือส่งรายงานของ คณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พร้อมด้วยคําแปรญัตติของสมาชิก กว่าร้อยท่าน และรวมถึงกรรมาธิการที่สงวนความเห็น เราได้ใช้เวลาถึงวันที่ ๑๔ ณ บัดนี้ ก็เข้าสู่มาตราสุดท้ายของร่างแก้ไข ผมทบทวนลําดับเวลาเพื่อให้ท่านประธานได้ทราบว่า กระผมเองได้แปรญัตติในหลายมาตรา แล้วก็ได้แปรญัตติด้วยความหวังว่าการพิจารณาของ รัฐสภาเพื่อให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งสําคัญ ผมจึงต้องใช้โอกาสของมาตรา ๕ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลนั้นเสนอให้รัฐสภาได้ให้การสนับสนุน เสนอให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้การสนับสนุนคําแปรญัตติของกระผม เพราะเมื่อเรา ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในอีก ๑๕ วันข้างหน้า ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เปิดโอกาสให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ จะมีรูปแบบ สสร. ที่มาจากจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน จากผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒๒ ท่าน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก สสร. ๙๙ คน จะทําการออกแบบประเทศไทย เราจะถือเป็นพิมพ์เขียวประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญนั้น จะกําหนดรูปแบบโครงสร้างและระบบของประเทศนี้ โดยเฉพาะใน ๓ อํานาจ และสถาบัน ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือการเสร็จสิ้นภารกิจที่ผู้เสนอร่างได้เสนอมา แต่ก่อนที่จะ มีการดําเนินการตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปี ๒๕๕๐ กระผมเห็นว่า การจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นจําเป็นที่จะต้องถามประชาชน ด้วยเหตุผล ๔ ประการ ในคําแปรญัตติของกระผมที่จะสนับสนุนและอธิบายว่าทําไมกระผมเห็นว่าเราจําเป็นจะต้อง ขอความเห็นของประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออก เสียงประชามติ
เหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือว่าประชาชนจะได้รับการสอบถามและใช้ดุลยพินิจว่า มันถึงเวลาหรือไม่ เป็นวาระเร่งด่วนหรือเปล่าที่จะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศ มีวาระแห่งชาติและมีวาระที่เราผูกพันไว้ เช่นการเตรียมความพร้อมของประเทศในการก้าวสู่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การว่างงาน การตกงานของพี่น้องประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) นั้นจะอยู่ได้หรือไม่ นี่เป็นวาระเร่งด่วนประการหนึ่ง ถามบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความจําเป็นแค่ไหน หรือปัญหาเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูประเทศจากภัยพิบัติธรรมชาติโดยเฉพาะน้ําท่วม และการเตรียมรับมือหากว่าฤดูฝนจะเกิดมหาอุทกภัยอีกหรือไม่ รัฐบาลได้ลงแรงในการ เตรียมความพร้อมและแนวป้องกันไว้ พร้อมแล้วหรือจึงมาหมกมุ่นให้ความสนใจในเรื่อง การเมือง ในเรื่องของรัฐธรรมนูญซึ่งยังต้องมีแรงเสียดทานและความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก พอสมควร หรือว่าปัญหาในเรื่องของแพง ค่าครองชีพซึ่งเป็นความเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้เป็น เรื่องที่ถามบอกว่าเป็นประเด็นวาระเร่งด่วนใช่หรือไม่ อันนี้จะเป็นประเด็นที่จะสนับสนุนว่า ทําไมกระผมเห็นว่าเราควรจะถามประชามติของประชาชน
ประการที่ ๒ คือความกังวลต่อฉนวนความขัดแย้ง ในระหว่างการพิจารณา ทั้งในชั้นของวาระที่หนึ่ง ๓ วัน ๓ คืน หรือว่าในชั้นของกรรมาธิการ ๖ สัปดาห์ แล้วก็ ๑๔ วัน ของการพิจารณาในรัฐสภาวาระที่สอง ความเห็นต่าง ความเห็นสนับสนุน ความเห็นที่เป็นกลาง ล้วนแล้วแต่ได้แสดงออก ณ รัฐสภาแห่งนี้ แต่ถ้าเราจับความรู้สึกความเห็นนั้นก็จะทราบว่า ยังมีความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาความขัดแย้งอันเกิดจากการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กําลังจะเกิดขึ้น ประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พยายามตอบโจทย์ระดับหนึ่ง ในแง่ของข้อกังวลก็คือในเรื่องของการไม่แตะต้องหมวด ๒ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ว่า หมวดอื่น ๆ ที่ยังเป็นข้อกังวลอย่างยิ่งไม่ว่าเรื่องของความเป็นอิสระของศาล องค์กรอิสระ หรือแม้แต่ในเรื่องของการนิรโทษกรรมความผิดในอดีตนั้นยังไม่มีใครตอบโจทย์ตรงนี้ ไม่มีใครการันตีได้แม้แต่ประธานคณะกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ปฏิเสธ คําแปรญัตติของสมาชิกจํานวนนับร้อยคน และกรรมาธิการที่ต้องการให้เพิ่มเติมเพื่อสร้าง หลักประกันในร่างแก้ไขที่ผ่านมาไม่ว่าจะในเรื่องของการไม่แตะต้องหมวดว่าด้วยศาล หมวดว่าด้วยองค์กรอิสระ หรือว่าการตรวจสอบอํานาจรัฐ เป็นต้น และล่าสุดเมื่อสักครู่ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ เป็นต้นมา ข้อกังวลเหล่านั้นกระผมได้รับฟังเช่นเดียวกับท่านสมาชิก ทั้งหลาย กรรมาธิการทั้งเสียงข้างมากข้างน้อย แต่นี่คือสิ่งหนึ่งที่กระผมก็ยังเห็นว่าเรายัง ตอบโจทย์ไม่ได้ สร้างหลักประกันไม่ได้ ความกังวลดังกล่าวนั้นยากจะหมดไป และนี่คือ เหตุผลข้อที่ ๒
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่กระผมได้สงวนคําแปรญัตติและต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็คือในเรื่องของเช็คเปล่า ความจริงหลายคนพูดประเด็นนี้แล้วก็มองว่า เป็นความเป็นวิตกเกินไป ตีตนก่อนไข้หรือไม่ แต่วันนี้เราเห็นชัดเจนแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการแก้ไขใหม่นั้นรูปโฉมโนมพรรณเป็นอย่างไร จะเข้าสู่การลงมติในวาระที่สามในอีก ๑๕ วันข้างหน้า เราจะมี สสร. ๒ ประเภท จากเลือกตั้งและจากสรรหาคัดเลือก เรามีจํานวน เพียง ๙๙ คน ในขณะที่การคลายปมตรงนี้อยากให้มีมากกว่า เกรงว่าจะมี สสร. ร่างทรง หรือล็อกสเปก แต่ตรงนี้ก็ได้รับคําอธิบายว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยัน วันข้างหน้า เราก็จะมี สสร. และเราได้พยายามที่จะสร้างกรอบบางประการที่ยึดโยงได้สําหรับคลี่คลาย ความกังวลในเรื่องของเช็คเปล่า แต่ผมก็เชื่อว่าท่านประธานเองก็ไม่สามารถจะการันตีได้ เพราะคําอธิบายที่บอกว่า สสร. นั้นควรมีอิสระในการที่จะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และ เราต้องไว้วางใจ เพราะมาจากการเลือกตั้ง เพราะมาจากการคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมด ๙๙ คน แต่ถามว่าความกังวลนั้นหมดไปหรือไม่ สําหรับฝ่ายที่คัดค้านและฝ่ายที่ยัง ไม่เห็นด้วย ซึ่งแน่นอนการเคลื่อนไหวคัดค้านยากที่จะปฏิเสธว่ามันจะไม่เกิดขึ้น แล้ววันนี้ ก็มีความชัดเจนว่าทางรัฐบาลก็ดี กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันว่าจะใช้ร่างเดิม แต่ท่าน ก็ก้าวออกมาในเรื่องของหมวด ๒ แต่ตรงนั้นเป็นกรอบเพียงประการเดียวเท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้วผมเชื่อว่ามันไม่เพียงพอ และผมก็เชื่อว่าตรงนี้ยังก่อให้เกิดประเด็นที่ควร จะต้องถามว่าเราไว้วางใจได้หรือไม่ ถ้าหากว่าการร่างรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ แล้วก่อนที่จะ เดินหน้ากระบวนการดังกล่าวนั้นถามประชาชนว่าเอาหรือไม่เอา มันเป็นเดิมพันของประเทศ เดิมพันของอนาคต เพราะถ้าหากว่ามันเกิดเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างที่เรากังวลถึงวันนั้น หลุดมือออกไปแล้วทําอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเดิมของประเทศ เดิมพันอนาคตนั้นจะกําหนด โดยประชาชนที่ออกเสียงประชามติถ้าเห็นว่าเอาด้วย เดินหน้าไป เราจะรับผิดชอบประเทศนี้ ร่วมกัน รับผิดชอบชะตากรรมข้างหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะเดินไปด้วยกัน
เหตุผลประการที่ ๔ ซึ่งเป็นเหตุผลประการสุดท้าย การออกแบบประเทศ ครั้งใหม่ด้วยการมีพิมพ์เขียวที่เป็นรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่นั้น มันเหมือนแผ่นกระดาษ ที่ว่างเปล่า ทั้งที่เรารู้ว่าตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แผนการของเราล้มลุกคลุกคลาน เราพยายามออกแบบแก้ไข มีรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ถูกฉีกทิ้งด้วยการรัฐประหารซึ่งถือว่า เป็นดีเอ็นเอ (DNA) ที่เป็นมะเร็งร้ายสําหรับระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง แม้แต่ปี ๒๕๔๙ แล้วเราหวังว่าการที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะสามารถยุติการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วหวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๑๙ ของประเทศ ท่านประธานครับ เราหวังอย่างนี้มาหลายยุค หลายสมัย หลายรอบ หลายปีหลายทศวรรษ บัดนี้ ๘๐ ปี ความหวังเหล่านั้นก็ยังสร้างขึ้นเป็นความหวัง อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าจะออกแบบหรือจะมีพิมพ์เขียวใหม่นั้นโดยที่ยังไม่รู้ ไม่เห็นเลยว่าอะไร อยู่ตรงนั้น ผมถามว่า สสร. ที่มาเขาจะเขียนอย่างไรละครับ แน่นอนจะต้องออกไปสอบถามความเห็น ของประชาชนในแต่ละภูมิภาค แต่ละจังหวัด แล้วก็พยายามประมวลความเห็นเหล่านั้น ออกมา แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็หวังว่าการออกแบบประเทศครั้งใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญที่เป็น พิมพ์เขียวใหม่นี้เราจะสามารถกําจัดดีเอ็นเอ (DNA) ทั้งหมดครับ ดีเอ็นเอที่เป็นพิษร้าย เป็นมะเร็งร้าย เป็นเนื้อร้ายออกทั้งหมด ๑. ก็คือรากเหง้าของเผด็จการ ๒. ก็คือธุรกิจ การเมืองทุนนิยมสามานย์ที่เข้ามาซื้อประชาชน ซื้อพรรคการเมือง ซื้อนักการเมือง นั่นเป็น เพียงมะเร็งร้ายที่รัฐธรรมนูญที่จะออกแบบใหม่นั้นจําเป็นที่จะต้องให้ประชาชนนั้นได้ แสดงความคิดเห็นในระหว่างของการที่จะมีการออกเสียงประชามติ ฝ่ายที่ต้องการมีการยกร่าง ก็จะต้องอย่างน้อยยืนยันสร้างกรอบพอเป็นสารัตถะสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สามารถมองเห็นจับต้องได้ ผมเชื่อว่าการที่เราจะเริ่มต้นก้าวใหม่นั้นเราต้องก้าวใหม่จริง ๆ ไม่ใช่ก้าวเก่า เราต้องมีรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตจริง ๆ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่ออดีต ไม่อย่างนั้น เราไม่สามารถนําประเทศก้าวไปข้างหน้า ไม่สามารถสร้างประเทศดังที่พวกเราหวัง ผมก็เพียงแต่ใช้สิทธิในช่วงโอกาสที่เป็นมาตราสุดท้ายครับ เพราะว่าได้พยายามที่จะขอแล้ว ขออีกจากกรรมาธิการเสียงข้างมากโดยเฉพาะท่านประธาน และเราต้องคิดทบทวนให้ดี จากนี้ไปเมื่อเรือออกจากท่าเราไม่สามารถที่จะดึงกลับมาได้ เราไม่มีแผนที่นําทาง เราไม่มี เข็มทิศเลย เราร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ให้มี สสร. มีกรอบเดียวที่อยู่ในหมวดทั่วไป ๒ ข้อ และหมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์เท่านั้น จากนี้ไปเราไม่มีสิทธิที่จะทําอะไรได้ แต่กระผม เพียงแต่ขอให้ทบทวนว่าเรายังมีครับ นั่นก็คือการให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติว่า จะดําเนินการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ สมควรแล้ว หรือไม่ สุดท้ายผมคงไม่ต่างจากท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกคนที่เราทํางาน ร่วมกันมา ๖ สัปดาห์ เมื่อเราได้อ่านผลการสํารวจความเห็นประชาชนที่ตีพิมพ์เมื่อเช้านี้ พอประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองที่มีแต่ความขัดแย้ง เบื่อหน่ายการเมืองที่มีแต่การแย่งชิง อํานาจและผลประโยชน์ เบื่อหน่ายไปหมดและนั่นคือลางร้ายที่สุดของระบอบประชาธิปไตย เพราะวันนี้เราไม่สามารถสร้างความมั่นใจฟื้นฟูความเชื่อมั่น เราเท่ากับทําลายความหวัง หรือฟางเส้นสุดท้ายต่อไปยากที่พวกเราจะสบตาประชาชนได้ในยามที่เราเดินออกไปหาเสียง หรือยามที่เราขอความไว้วางใจมาทําหน้าที่ที่เป็นฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ตาม ผมจึงขอให้ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวนว่าเมื่อเราไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ ไปถาม ประชาชนเถอะครับ ถ้าประชาชนบอกว่าเดินหน้าเราเดินหน้า อย่าให้เราเดินหน้าล้ําประชาชน โดยไม่ถาม แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะมีหน้าไปตอบประชาชนได้อย่างไร ผมก็เรียกว่าเราได้ ทําหน้าที่มาสมบูรณ์แล้วครับ ท่านก็ทําหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาส ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ไม่ใช่เพียงแค่แก้ไข แต่ก่อนที่จะเดินหน้าก้าวต่อไปนั้น อนาคตประเทศอยู่ในมือไม่ใช่ของเราเท่านั้นครับ ของประชาชนทั้งประเทศ ขอบคุณ ท่านประธานที่ให้ผมได้มีโอกาสได้เสนอความเห็นและอธิบายคําแปรญัตติของกระผม ในมาตรา ๕ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ เชิญครับท่านอภิชาต
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๕ ซึ่งเป็น มาตราสุดท้ายของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยถ้อยคําสั้น ๆ นิดเดียวเองครับ ก็คือว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาในการเกิดขึ้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ตัวเลขที่ผมได้ ขอแปรเปลี่ยนจาก ๙๐ วัน เป็น ๑๓๕ วันนั้นมีที่มาที่ไป ซึ่งกระผมจะขออนุญาตพูดกับ ท่านประธานโดยใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือว่า ท่านก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จะถึง บทอวสานในอีกไม่ช้านี้ เพราะทันทีที่รัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่มีผลบังคับให้รัฐธรรมนูญ ที่จัดทําขึ้นใหม่มีผลบังคับใช้ก็ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมดสภาพไปโดยปริยาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมานั้นเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่าจะต้องจบลง และในมาตรา ๕ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็เป็นบทเฉพาะกาลที่บีบบังคับให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดขึ้น โดยเร็ว ซึ่งมีประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะขัดกับเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ตามมาตราที่เราได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ นี้ เราพูดถึงวาระเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ ซึ่งตามร่างของท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ผ่านความเห็นชอบมาสู่สภาแห่งนี้บอกว่า
๑. ให้ตามพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลใช้บังคับ
๒. คือให้ดําเนินการให้ได้มาซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ ประเภทภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลบังคับ ผูกมัดอย่างไรครับ ผูกมัดก็คือว่า เป็นบทเฉพาะกาล ที่จะต้องให้ทําทันที ผมคิดว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ก็คือ การเขียนเพื่อที่จะเปิดช่องไว้ว่าหากรัฐสภาจะมีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ก็ให้ ดําเนินการตามหมวดนี้ ความในข้อนี้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเป็นเรื่องที่สภาเรา ก็ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการก็ได้แก้ไขจากร่างเดิมในระหว่างการประชุม รัฐสภาแห่งนี้ เจตนารมณ์ของมาตรา ๒๙๑/๕ ก็คือในวรรคสอง ให้ดําเนินการให้มีการ ตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือภาวะปกติ แต่ว่าเมื่อเรา มีมาตรา ๕ ขึ้นมาซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลก็แปลความว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่จําเป็นจะต้องไป เปิดประชุมเพื่อที่จะลงมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่อีกแล้ว เรากําลังใช้มาตรา ๕ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลนี้เป็นบทที่บอกว่านี่ล่ะคือมติของรัฐสภาที่จะให้จัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ขณะที่แท้ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่มติ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐสภา เจตนารมณ์ของรัฐสภา คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราได้ไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๕ เป็นเช่นนี้ก็คือการบีบบังคับว่าภายใน ๙๐ วันจะต้อง มีร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาภายใน ๑๕ วันจะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนด วันเลือกตั้งขึ้นมา ถามว่านี่เป็นกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ ผมคิดว่าอยากจะได้คําตอบจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ตามความเข้าใจของผมนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้น ลงเมื่อไร มีผลบังคับใช้ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๓ นั่นก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้สําเร็จไม่จําเป็นต้องมีมาตรา ๕ ขึ้นมา หลังจากนั้นรัฐสภาของเรา ก็ควรจะเรียกประชุมตามมาตรา ๑๓๖ (๑๗) ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วว่าเราจะมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสนอญัตตินี้โดยใคร โดยรัฐบาลหรือใครก็ตาม ก็แล้วแต่ ก็เสนอเข้ามา เป็นอีกกระบวนการขั้นตอนหลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ และทุกอย่างก็จะดําเนินไปตามกระบวนการที่เราให้ความเห็นชอบมาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาเรื่อย ๆ มา นี่กระบวนการนี้ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่วันนี้เรากําลังรวบรัดโดยใช้มาตรานี้ละ เป็นตัวล็อกว่ามติให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เพิ่มหมวดการจัดทํา รัฐธรรมนูญใหม่นี้คือมติของรัฐสภาที่ให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพครับนั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นว่าการแก้ไขระบุไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งกําหนดวันที่จะให้ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพียง ๙๐ วันนั้น ผมคิดว่าถ้าท่านประธานได้ติดตามการอภิปราย แสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกตลอดการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะ พบว่าเราค่อนข้างที่จะเร่งรัดรีบร้อนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมา และห้วงเวลาที่กําหนดไว้เพียง ๙๐ วันนั้นในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถที่จะทํา ให้เราได้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแทนของความรู้สึกนึกคิด เป็นตัวแทนของ กลุ่มชน กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและหลากหลาย เพราะภายในเวลาที่จํากัดนั้น ท่านประธานครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจาก ๒ ทาง ทางแรก ก็คือการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ๗๗ จังหวัด เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้วเราก็จะพบว่าระยะเวลา ในการเตรียมตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็น้อยเหลือเกิน เตรียมตัวน้อย โอกาสที่จะเข้ามาสู่ในกระบวนการเพื่อที่จะให้ประชาชน ยอมรับ สู่กระบวนการที่ให้ประชาชนสนับสนุนหรือแม้กระทั่งการแสดงออก ซึ่งความคิด ความอ่านของตัวเองที่จะไปแสดงกับประชาชนในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเพื่อให้เป็น สสร. นั้น ก็สั้นไม่มีเวลาเพียงพอ แล้วก็อาจจะทําให้เราได้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ เป็นตัวแทนของประชาชนอย่าง แท้จริง ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่ากระบวนการเลือกตั้ง สสร. นั้นมันไม่ได้จบสิ้นเพียงว่าเมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้ง มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และไปหย่อนบัตรเลือกตั้งและจบภายในกําหนดเวลาเท่านั้น ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไขเพิ่มเติมและให้ความเห็นชอบไปเองนี่ล่ะครับ เราก็ยังเพิ่มระยะเวลาในการ ประกาศผลรับรองการเลือกตั้งอีก ๑๕ วันนับจากวันเลือกตั้ง ในระหว่างที่ต้องรอประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งนั้นเรายังไม่รู้นะครับว่าหลังจากวันหย่อนบัตรแล้วจะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการในการร้องเรียน ในการร้องคัดค้านการเลือกตั้งก็มีอยู่และมีกฎหมายบัญญัติ อยู่หลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการดําเนินการ ท่านประธานครับ แต่ว่า ในมาตรา ๕ ที่คณะกรรมาธิการผ่านให้ความเห็นชอบบอกว่าให้ดําเนินการให้ได้มา ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คําว่าแล้วเสร็จนั้น หมายถึงว่าหมดคําโต้แย้ง เรื่องคําคัดค้าน เรื่องของการประกาศผล หรือเรื่องการเลือกตั้งใหม่ ความสมบูรณ์ของ สสร. ต้องเสร็จภายใน ๙๐ วัน ถามว่าเป็นจริงในทางปฏิบัติหรือไม่ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ ท่านไม่ได้กลับไปอ่าน ในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ท่านได้เขียนไว้ยืดยาวเสียเองว่ามันมีอุปสรรค มีกระบวนการอะไร ที่จะต้องคํานึงถึง ที่จะต้องเผื่อเวลาในการกําหนดการได้มาซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ ประเภท ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมจําเป็นที่จะต้องขอแปรญัตติในเรื่องนี้ไว้ว่าระยะเวลา ๙๐ วันนั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาทั้งหมด กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ ผู้ขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๕ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามาตรา ๕ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นั้นมีสาระสําคัญดังนี้ครับ
ในวาระเรื่องแรก เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าสมควรที่จะให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ หากผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ภายใน ๓๐ วันนับแต่ วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ สรุปกราบเรียนท่านประธานครับว่าสาระสําคัญที่ผมขอแก้ไขในมาตรา ๕ นั้นมีทั้งหมด ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือผมขอให้มีการจัดออกเสียงประชามติว่าสมควรจะมีการ จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมขอแก้ไขเรื่องของระยะเวลาในการตราพระราช กฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ จากเดิมภายใน ๑๕ วันเป็น ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ
และประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องกรอบระยะเวลาในการเลือกตั้ง สสร. หรือว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้ขอแก้ไขเรื่องระยะเวลา ๙๐ วันนับจากวันที่รัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับเป็น ๙๐ วันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ แต่เนื่องจากประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ นั้นจากการพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ที่ประชุมได้ เห็นชอบตามกรอบระยะเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบไปแล้ว กระผมจึงไม่ติดใจ ที่จะอภิปรายในประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ คือกรอบระยะเวลาในการประกาศใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกากับกรอบระยะเวลาเรื่องของการเลือกตั้ง ผมจะใช้สิทธิอภิปรายเพียง ประเด็นที่ ๑ ประเด็นเดียวท่านประธาน ก็คือสาระสําคัญของการเสนอจัดให้มีการออกเสียง ประชามติก่อนที่จะมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยเหตุผลสําคัญ ๒ ประการครับ ที่ผมเสนอให้มีการจัดทําประชามติก่อนนั้นก็ด้วยเหตุผลที่ผมเห็นว่าขณะที่เราได้มีการเสนอ และพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ภาคประชาชนก็มีข้อถกเถียง ในสภาแห่งนี้ ก็มีข้อถกเถียงถึงประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าเป็นเรื่องที่ทําได้ หรือทําไม่ได้ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งยังมีข้อถกเถียง ว่าสมควรที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอย่างไร ก็สมควรที่จะไปแก้ไขข้อบกพร่องหรือประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือข้อถกเถียงที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าหากเราจะลงมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนลงมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปทําประชามติให้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินใจก่อนจะดีกว่าหรือไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็จะได้ข้อยุติในปัญหาที่มีข้อถกเถียงกันมาโดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีปัญหา ถึงขนาดที่จะต้องไปยกเลิกแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นก่อนที่เราจะยกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเราควรให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เหตุผลก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานก็ทราบดีแล้วว่าเกิดจากการลงประชามติของพี่น้องประชาชน เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งขณะนั้นมีประชาชนที่มีสิทธิที่จะออกเสียงลงประชามติ ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือตัวเลขที่ ๔๕ ล้านคนเศษ มีประชาชนใช้สิทธิลงประชามติ ๒๕ ล้านคนเศษ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ แล้วมีประชาชน เห็นชอบอยู่ทั้งหมด ๑๔.๗ ล้านคนท่านประธาน คิดเป็นสัดส่วนก็มากกว่าครึ่งหนึ่งอีกเช่นกัน ตัวเลขนี้มันมีนัยสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าคนที่ไปออกเสียง ประชามติเพื่อที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ นั้นมีมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง และเสียง ที่เห็นชอบก็มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนที่มาออกเสียง เพราะฉะนั้นเมื่อประกอบ กับกรณีที่ผมได้อภิปรายกราบเรียนท่านประธานไปแล้วในเหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือมีปัญหา ข้อถกเถียงกันอยู่ในสังคมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นสมควรที่จะนําไปสู่การยกเลิก แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผมจึงเห็นว่าด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาจากการออกเสียงประชามติของพี่น้องประชาชนก่อนประกาศใช้ เพราะฉะนั้นถ้าจะ ยกเลิกก็ควรที่จะให้เกียรติประชาชน กลับไปถามพี่น้องประชาชน อย่างน้อย ๑๔.๗ ล้านคน ที่เขาเห็นชอบในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าถึงเวลาที่ควรจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้วหรือยัง เพื่อนําไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ควรที่จะไปทําประชามติเสียก่อน นอกจากนี้ นอกเหนือไปจากการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านประชามติของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นฉบับแรกนะครับ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการทําประชามติของพี่น้องประชาชนมาก่อนเลย ประเด็นปัญหาการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองซึ่งเป็นหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมก็เห็นว่ากฎกติกานี้ควรที่จะถือปฏิบัติ เมื่อการตัดสินใจที่จะเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นประเด็นทางการเมือง และเป็นเรื่องสําคัญทางการเมือง เราควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ถ้าเราไปทําประชามติเสียก่อน นอกจากจะเป็นการยุติปัญหาข้อถกเถียง ในทางสังคม ข้อถกเถียงในทางภาคประชาชนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ควรยกเลิกหรือไม่ เรายังได้เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสําคัญก็คือ ให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดตัดสินใจครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สมควรที่จะยกเลิกแล้ว หรือยัง เพื่อนําไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้วยเหตุผลทั้ง ๒ ประการที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมจึงได้ใช้สิทธิ ขอแปรญัตติว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบและมีผลใช้ บังคับแล้ว เราควรที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าควรที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่า ทั้งหมดจะได้ประโยชน์เมื่อถึงคราวที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ เนื่องจากกฎ กติกา ตามร่างแก้ไขฉบับนี้ก็เสนอให้มีการทําประชามติตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ถึงตอนนั้นเราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่สมควรที่จะมีหรือไม่สมควรมี หรือควรที่จะไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะเราผ่านการทําประชามติมาแล้ว ๑ รอบ ถ้ารอบแรกประชามตินั้นเห็นควรว่าใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อไปก็จะไม่ต้องไปเสีย เรื่องงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานในการที่จะไปจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ก็ยุติ ก็จบครับ ก็เดินหน้าประเทศไทยต่อไป แต่ถ้ารอบแรกเห็นว่าสมควรจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อทําเสร็จเราก็จะมาถกเถียงกันเฉพาะเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปรียบเทียบกันว่า ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ถ้าไม่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนก็ไม่ต้องรับ ถ้าดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนก็รับ ประเด็นในการที่จะต้องมาเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชนตอนทําประชามติรอบหลังมันก็จะแคบลง ข้อถกเถียง ที่จะนําไปสู่ความขัดแย้งของสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราทํากระบวนการเป็นขั้นตอนอย่างนี้ ผมเชื่อว่าเราจะช่วยกันรักษาสังคมไว้ได้ด้วย ก็คือไม่ทําให้ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ประเด็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลายเป็นข้อขัดแย้งของสังคม คือให้สังคมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองเสียก่อน ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียน ผมจึงได้ใช้สิทธิแปรญัตติในมาตรา ๕ ตามที่ได้เรียนท่านประธานไป คือเสนอให้มีการทํา ประชามติเสียก่อนที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ
เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากมาตรานี้ก็เป็นมาตราสุดท้ายแล้วของการพยายามแก้ไขจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่รัฐบาลและพรรคร่วมเป็นผู้ขอแก้แต่ก็ไม่ใช่การแก้ เป็นการจัดทําใหม่ทั้งฉบับนะครับ โดยก็พยายามประดิษฐ์ถ้อยคําว่าเป็นต้นไม้พิษ สมาชิกรัฐสภาทุกคน ๖๐๐ กว่าคนนี้ก็ล้วน กินผลไม้พิษมาด้วยกันทุกคนคือยอมรับกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงได้มานั่งอยู่ที่นี่ได้ แต่พอจะแก้ก็บอกว่าเป็นผลไม้พิษนะครับ เพราะฉะนั้นต้องตัดต้นไม้พิษนี้ให้ตายไปเสีย โดยจัดทํารัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ กระผมก็ไม่เห็นว่าวิธีการอันนี้มันจะถูกต้องอะไร นะครับ ตราบใดถ้าเราไม่ไปถามประชาชนก่อน ซึ่งอันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ จะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นอะไรก็แล้วแต่ จะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ แต่เป็นกฎหมายฉบับเดียว ของประเทศนี้นะครับที่ผ่านการลงประชามติมา อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถจะบิดเบือนได้ ก็ถ้ามีจิตใจเป็นประชาธิปไตยจริงก็ต้องกลับไปถามก่อนว่าประชาชนจะให้แก้ไหม เพราะว่า ประชาชนเสียงข้างมากที่ลงประชามติรับรองมานี้ ก็เท่ากับรับประทานผลไม้พิษนี้ไป ทั้งประเทศเหมือนกัน แต่ไม่ยักตายไม่ยักเป็นอะไรนะครับ เพราะว่าเมื่อมันไม่ได้ไปทําอะไร ที่ไม่ถูกต้องมันก็ไม่เดือดร้อน ท่านจะตอบคําถามนี้ว่าอย่างไร มันก็แค่ว่าเราได้กําหนดวิธีการ จะแก้ไขหรือจัดทําใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ถามเจ้าของนายเรากับประชาชนว่าเขาจะยอม ให้แก้ไหมนะครับ ถ้าไม่ถามจะมีความชอบธรรมอะไร เราก็จะวุ่นวายกันต่อไปอีกนะครับ ผมถึงเพิ่งไปเขียนวรรคสองขึ้นมาว่ากําหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการลงประชามติ คราวก่อน ผมได้บอกไปแล้วว่าประเทศฝรั่งเศสมันถาม ๒ คําถาม แต่ผมนึกว่าประเทศไทยนี้น่าจะถาม ๓ คําถาม ก็คือจะอนุญาตให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ อันนี้พูดถึงแก้ไขก่อนนะ เพราะว่ามาตรา ๒๙๑ จริง ๆ มันให้แก้ไขไม่ได้ให้จัดทําใหม่ใช่ไหมครับ ก็ไม่เป็นอะไร ก็ถาม ให้มันสิ้นกระแสความให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะกันทีหลังเดี๋ยวก็จะมีคนไปฟ้องศาล ไปอะไรอีก เพราะฉะนั้นคําถามแรกอยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไหม คําถามที่ ๒ ก็คือจะอนุญาตให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คําถามที่ ๓ ก็คือไม่อนุญาต ทั้ง ๒ อย่างเป็นเวลา ๕ ปีคือที่ผมเขียนไว้ที่ขอแก้มา ถ้าท่านถามแบบนี้ชัดเจนไม่มีใครจะไป อ้างอะไรได้อีกเลย ไม่ต้องไปศาลไม่ต้องไปตีความอะไรกันอีก เพราะฉะนั้นก็ตามท่านก็ได้ ล็อกวิธีการกระบวนการเอาไว้หมดแล้ว มันเหลือแต่ความชอบธรรมว่าทําไมไม่ถามเขาก่อน ถ้าจะพูดประดิษฐ์ถ้อยคําไปทางโน้นทีทางนี้ทีข้อเท็จจริงที่ลบล้างไม่ได้ก็คือ นี่เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวของประเทศนี้ตั้งแต่มีประเทศมาเลย เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่ผ่านการลงประชามติ เสร็จแล้วถ้าประชาชนอนุญาตหลังจากนั้นและไปแก้อะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอากลับไป ลงประชามติอีกทีหนึ่ง ๒ ครั้งแบบนี้ไม่มีใครว่าอะไรได้ กรรมาธิการก็คงไม่ทําอะไรทั้งสิ้น ผมมองดู เพราะท่านบิดาใหญ่อะไรของใครไม่ได้สั่งมา ประเทศก็จะวุ่นวายต่อไป มันก็จบโศก อย่างนี้ทุกทีประเทศมันหาทางออกจากอันนี้ไม่ได้ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ประเดี๋ยว ผมมีภารกิจจะต้องไปแล้วครับ แล้วท่านประธานท่านมาต่อ ผมขอเรียนว่าจากการปฏิบัติงาน ร่วมกันกับท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกพรรคทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติหน้าที่ จนเป็นผลให้การประชุมดําเนินการไป ด้วยความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาอภัยในความผิดพลาดบกพร่องไม่เหมาะสม หรือล่วงเกินจากการปฏิบัติหน้าที่ของผม แล้วก็ขอน้อมรับคําทักท้วง คําเสนอแนะทุกอย่าง ที่เพื่อนสมาชิกให้กับผมไว้เพื่อปฏิบัติตัวในโอกาสต่อไปนะครับ ผมขอยืนยันในโอกาสนี้ว่า ผมจะปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในความสุจริต ยุติธรรม เที่ยงตรงและเป็นกลางตลอดไป ขอบคุณครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านประธานได้ พูดเมื่อสักครู่เป็นสิ่งที่ประทับใจและพวกเราก็ให้กําลังใจท่าน ท่านรีบไปแล้วท่านรีบมานะครับ พวกเรารอท่านอยู่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับท่าน โชคดี ทุกท่านครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะตัวแทนพรรคฝ่ายค้านครับ ขอเรียนด้วยความจริงใจว่าพวกเราชื่นชมท่านประธานมากที่ท่านประธานได้อดทนทําหน้าที่ ได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดแล้วก็เป็นกลางอย่างที่สุด เหตุการณ์กระทบกระทั่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นบ้าง มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่พวกกระผมได้ล่วงเกินท่าน ท่านได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วยครับ แต่พวกเราทั้งหมดขอชื่นชมท่านที่ท่านทําหน้าที่ได้ดีอย่างที่สุด ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่าน ต่อไปเป็น ท่านรสนา โตสิตระกูล แล้วก็ตามท่านกรรมาธิการวิรัตน์ กัลยาศิริ เชิญท่านรสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๕ ว่าในวาระเริ่มแรก เมื่อรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... นี้ใช้บังคับแล้วภายใน ๗ วัน ให้คณะกรรมการ เลือกตั้งประกาศกําหนดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ โดยมีกําหนดวันออกเสียงภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ไม่เกิน ๑๒๐ วันนับแต่ วันประกาศให้มีการออกเสียง หากผลคะแนนออกเสียงประชามติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ให้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้งดการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และไม่ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ และห้ามมิให้เสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกภายในระยะเวลา ๕ ปี หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงให้ดําเนินการต่อไปนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉัน แปรญัตติในวรรคแรกนะคะ
ส่วนวรรคต่อมานั้นก็คือในวรรคสุดท้ายก็คือหลักเกณฑ์การออกเสียง ประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ การที่ดิฉันขอแปรญัตติให้มีการทําประชามติก่อน ก่อนที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นเป็นส่วนที่ได้มีการทํา ประชามติมาก่อน ซึ่งถ้าหากท่านประธานจะโปรดกรุณาดูในพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีส่วนที่เป็นพระราชปรารภระบุ เอาไว้ว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียง ลงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ประชามติเห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดําริว่าสมควรพระราชทาน พระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชนในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ชัดเจนว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดําริว่าสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นมติของมหาชนแล้วการที่รัฐสภานั้นจะอาศัยการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑ เพื่อนําไปสู่ การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยที่กรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีความชัดเจนอะไร ดิฉันคิดว่าจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องกลับไปหาประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ตามที่ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๓ หมวด ๑ บททั่วไป ที่บัญญัติว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานคะ ในมาตรา ๓ นี้ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลเป็นองค์กรที่รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญ เป็น ๓ องค์กรที่รับอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอํานาจในการที่จะไปล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐสภานั้น ไม่ได้เป็นผู้ให้รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงผู้รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงมีอํานาจเพียงแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่การที่จะมีการออกการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะให้มีการตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อยกร่างใหม่นั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและโดยหลักการของอํานาจแล้วรัฐสภาไม่มี อํานาจที่จะทําเช่นนั้นได้ เพราะเป็นองค์กรที่รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามอํานาจ รัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสภาต้องการที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดิฉันจึงเสนอว่า ควรจะต้องทําประชามติกลับไปที่ประชาชน เพราะว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนเปรียบประดุจแม่ผู้ให้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ายังไม่สายนะคะ ที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้โปรดพิจารณาดูว่า การทําประชามติก่อนที่จะมีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทําให้กระบวนการที่ท่านต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับนั้นเป็นไปโดยถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ขาด ความชอบธรรมนะคะ คือถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ จะถูกตําหนิอยู่เสมอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร เป็นต้นไม้พิษให้ผลไม้พิษ ถ้าจะพูดเช่นนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นผลไม้พิษเหมือนกัน ที่มาจากต้นไม้ต้นเดียวกัน ถึงแม้ว่า ท่านจะตั้ง สสร. สสร. ก็เป็นผลไม้พิษเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้ท่านเห็นนะคะว่า ที่จริงแล้วเมื่อมีการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารได้ตั้ง สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ได้ทําประชามติ หลังจากทําประชามติแล้วจึงได้มีการยกขึ้นมา เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ ซึ่งอันนี้ก็ต้องบอกว่าถ้าเราดู ด้วยใจเป็นกลาง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ ธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ออกโดยคณะปฏิวัติก่อนหน้านี้มีการมอบ อํานาจเบ็ดเสร็จให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจะดูได้นะคะว่าในรัฐธรรมนูญหลายฉบับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ แต่ก็ปรากฏว่ามีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๑ ในการมอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับ นายกรัฐมนตรี ดิฉันจะอ่านให้ท่านฟังนะคะท่านประธาน ในมาตรา ๒๑ นั้นระบุว่าในกรณี ที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันระงับหรือปราบปราม การกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ ของประเทศหรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทําอันเป็นการก่อกวน หรือคุกคามความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทําอันเป็นการทําลายทรัพยากร ของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดก่อน หรือหลังวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มีอํานาจสั่งการหรือกระทําการใด ๆ ก็ได้ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายนะคะ เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือการกระทําใดไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินทราบ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าอันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๙ แต่ได้มีการมอบอํานาจเบ็ดเสร็จไว้ให้กับตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาดูธรรมนูญ การปกครองแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ อีกฉบับหนึ่งก็เหมือนกันนะคะ ถึงแม้ว่า จะมีการบัญญัติว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ในมาตรา ๒๗ ก็ได้นําเอา มาตรา ๒๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๑๙ มาใส่ไว้เหมือนกัน มาตรา ๒๗ บัญญัติไว้อย่างนี้ว่าในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจําเป็นหรือประโยชน์ ในการป้องกันระงับหรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคง ของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทํา อันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทําเป็นการทําลายทรัพยากรของประเทศ หรือการบั่นทอนสุขภาพอนามัย ของประชาชน ทั้งนี้ไม่ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้รัฐธรรมนูญการปกครองนี้ ธรรมนูญนะคะ นี่เป็น ธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และของสภานโยบายแห่งชาติ มีอํานาจสั่งการหรือกระทําการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทําที่หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วย กฎหมาย เพราะฉะนั้นนี่แสดงได้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีนั้นมีอํานาจเท่ากับศาลนะคะ คือคําสั่งแล้วก็เป็นของสภานิติบัญญัติด้วย คือคําสั่งอะไรทั้งหลายถือเป็นอํานาจตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้ากลับไปดู ๒ ฉบับ แล้วนี่ย้อนกลับไปดูอีกฉบับหนึ่งนะคะ ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งใช้ในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อันนี้ อยู่ในมาตรา ๑๗ ในมาตรา ๑๗ อันที่จริงมอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับนายกรัฐมนตรีนะคะ ตั้งแต่มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ระบุว่าก่อนตั้งคณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติปฏิบัติหน้าที่ ของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ส่วนมาตรา ๑๗ ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณี ที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทําอันเป็น การบ่อนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทําอันเป็น การบ่อนทําลายก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งการ หรือกระทําการใด ๆ ก็ได้ และให้ ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําเช่นที่ว่านั้นเป็นคําสั่งหรือการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นว่าในสมัยยุคของ จอมพลสฤษดิ์นั้นมีการนําคนค้ายาเสพติดนั้น ไปยิงเป้าได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการของศาลเลย แต่ถ้าหากว่าเรามาดูรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ นั้น ไม่ได้มีลักษณะของการมอบอํานาจในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ๒๕๐๒ นั้น มาตรา ๑๗ นั้น หลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ใช้มาตรา ๑๗ นี้ ในการยึดทรัพย์นะคะ ยึดทรัพย์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จํานวน ๖๐๔ ล้านบาท แล้วหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ขึ้นมา นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็น นายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์นั้นก็ได้ใช้มาตรา ๑๗ ในการยึดทรัพย์ จอมพลถนอม และ จอมพลประภาส ทั้ง ๒ ท่านในฐานะร่ํารวยผิดปกติเช่นเดียวกัน ท่านจะเห็นได้ว่า ในกระบวนการนั้นนี่เป็นการใช้อํานาจของคณะรัฐประหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากยุค การรัฐประหารหลากหลายครั้งนะคะ สมัย รสช. ก็เช่นเดียวกันนะคะ รสช. หลังจาก ยึดอํานาจจากรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ได้มีการตั้ง คตส. ขึ้นมาเพื่อที่จะ ยึดทรัพย์นักการเมือง ซึ่งก็มีรายชื่อนักการเมือง ๑๐ คน ที่จะถูกยึดทรัพย์ แต่ในภายหลัง ที่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ขึ้นมา บุคคลที่จะถูกยึดทรัพย์ไปร้องต่อศาลว่า คตส. ที่จะมา ยึดทรัพย์พวกของตนนั้นนี่ถือว่าขัดหลักประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากว่า คตส. นั้นไม่ใช่ศาล จึงไม่มีอํานาจในการที่จะยึดทรัพย์นักการเมืองเหล่านั้น เพราะฉะนั้นศาลในสมัยนั้นจึงได้ยกคําร้องการยึดทรัพย์ โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่ามีการร่ํารวย ผิดปกติจริงหรือไม่ แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์โดยศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นคนแรกคืออดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข นายรักเกียรติ สุขธนะ
ท่านรสนามีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมพยายามฟังท่านผู้อภิปราย ก็ได้ความรู้ดีครับ ท่านอภิปรายย้อนหลังไปหลายปีพอสมควร แต่ว่าผ่านมา ๑๕ นาที ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานช่วยดูข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ นี่ครับ จริง ๆ แล้วก็พยายามจะตีความว่าเข้าเกี่ยวข้องกับ ๗ วัน แล้วก็ ๙๐ วัน ๑๒๐ วัน ที่ท่าน แปรญัตติไว้หรือไม่ อย่างไร ท่านไปไกลนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ช่วยกรุณานําเข้า ประเด็นหน่อยครับ ๑๕ นาทีพอดีเป๊ะครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ที่จริง ก็คงเหลือสมาชิกไม่กี่ท่านที่จะอภิปรายนะครับ ผมก็เลยไม่ได้ทักท้วงอะไร แต่ท่านรสนาครับ ถ้ากระชับได้ก็จะขอบคุณครับ ท่านต่อเลยครับ
ขอบคุณค่ะ จริง ๆ ยังอยู่ในประเด็นนะคะว่าเหตุใดจึงจําเป็นที่จะต้องมีการทําประชามติก่อนที่จะมีการ ยกร่าง
ท่านรสนาครับ จริง ๆ ก็อยู่ ในประเด็นครับ เพียงแต่มันจะฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่ง ถ้ากระชับได้ก็จะขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ดิฉันได้พูดไปก่อนหน้านี้คือรัฐสภาเราเป็นเพียงองค์กรที่รับ อํานาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นดิฉันต้องการที่จะแสดงให้ เห็นว่าที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นั้นเกิดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ดิฉันจึงเปรียบเทียบให้เห็นว่ามันมีความต่างกันมาก จากรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครอง ที่ออกโดยคณะรัฐประหารนั้นมันมีการมอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับผู้ทําการรัฐประหาร แต่ในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐นั้น ไม่ได้มีลักษณะของการที่มอบ อํานาจให้กับผู้ที่กระทําการรัฐประหารแต่ประการใด แล้วยังได้มีการทําประชามติด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจะต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จึงจําเป็นที่จะต้องกลับไปหา สิ่งที่เป็นต้นทางก็คือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยตามที่เราได้บัญญัติเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันต้องการที่จะทําให้ท่านได้เกิดความเข้าใจว่า รัฐสภานั้นไม่ได้มีอํานาจในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่าจะโดยการที่พูดตําหนิว่า รัฐธรรมนูญที่ได้มานั้นเป็นต้นไม้พิษที่มาจากคณะรัฐประหาร ดิฉันจึงได้เสนอให้ท่านเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นได้เดินตามแนวทางของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ได้มีการคุ้มครองในส่วนที่เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากบางท่านเคยพูดเอาไว้ว่าการทําประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นกระทําภายใต้กฎอัยการศึก จึงทําให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความเป็นธรรม ดิฉันเองได้ไปเสาะหาข้อมูลมา เพิ่มเติมแล้วก็พบว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบางท่านได้พูดว่าการทําประชามติภายใต้ กฎอัยการศึกนั้นมีจริงค่ะ มีอยู่ทั้งหมด ๓๕ จังหวัด ใน ๓๕ จังหวัดนี้แบ่งเป็น ๒ กลุ่มนะคะ กลุ่มที่ ๑ อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกทั้งจังหวัดมีทั้งหมด ๒๑ จังหวัด ๒๑ จังหวัดนั้นมี ๙ จังหวัด
ท่านรสนามีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมไม่อยากประท้วงเลยครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ ครับด้วยความสัตย์จริงเลย แต่ผมเห็นว่าผู้อภิปรายพูดซ้ําแล้วซ้ําอีก ซ้ําซาก แล้วก็ไปอภิปรายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานช่วยพิจารณา เถอะครับ ผมไม่อยากพูดยาวหรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอภิปรายซ้ําแล้วซ้ําอีก ตอนอภิปรายวาระที่หนึ่งท่านก็พูดแล้วเรื่องนี้ และวันนี้ท่านมาพูดอีก จนพี่น้องประชาชน ฟังจนหูชาหมดแล้วครับ
ขอบคุณครับ ท่านรสนา ถ้าจะกรุณานะครับ ผมว่าเอาเข้าประเด็นที่สงวนไว้มันจะได้กระชับขึ้นมา มันไกลเกินไป
ไม่ค่ะ ท่านประธาน ท่านโปรดกรุณาเข้าใจนะคะ ดิฉันพูดถึงเรื่องการทําประชามตินะคะ
เข้าใจครับ
เนื่องจากว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเคยบอกว่าการทําประชามติในครั้งนั้นมีเอ็กซิทโพลที่ออกมาถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเขากาส่ง ๆ ไปอย่างนั้น ดิฉันจึงเอาข้อมูลมาชี้แจงอย่างไรคะว่าทั้งหมด ที่มีการทําประชามติในครั้งนั้น มี ๓๕ จังหวัดที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ว่าในกลุ่มที่ ๑
ท่านรสนาครับ ผมว่าเอาให้ กระชับอีกหน่อย มันฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่ง
ท่านประธานคะ ไหน ๆ ท่านก็ชนะอยู่แล้วท่านจะให้ประชาชนได้ฟัง หรือดิฉันได้พูดอีกสักนิดหนึ่งมันจะเป็น อะไรไปคะ
ให้กระชับสักหน่อยนะครับ
ดิฉันก็กระชับ มากที่สุดแล้วนะคะท่านประธาน ถ้าท่านไม่ขัดดิฉันอีกนิดเดียวก็จบแล้วนะคะ
อย่าประท้วงเลยครับ เดี๋ยวก็จบแล้ว ท่านบอกว่าเดี๋ยวก็จบครับ ถ้าประท้วงมันก็เสียเวลาเฉย ๆ เชิญครับท่านครับ
กลุ่มที่ ๑ ๒๑ จังหวัด มี ๙ จังหวัดที่เห็นชอบ ๑๒ จังหวัดไม่เห็นชอบ ส่วนกลุ่มที่ ๒ มี ๑๔ จังหวัด มี ๒ จังหวัดที่ไม่เห็นชอบ ๑๒ จังหวัดเห็นชอบ แต่ปรากฏว่าคะแนนทั้งหมดที่ออกมาก็ยัง เป็นคะแนนที่ผู้เห็นชอบนั้นมีมากกว่า คือ ๑๔.๗ ล้านเสียง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่เพื่อจะ ชี้ให้เห็นว่าที่บอกว่าเอ็กซิทโพล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กาส่ง ๆ ไปอย่างนั้น เขาไม่ได้กาส่ง ๆ นะ คนที่ไม่เห็นชอบเขาก็ไม่เห็นชอบ คนที่เห็นชอบเขาก็เห็นชอบ เพราะฉะนั้นที่จะเอา โพลล์ (Poll) อันนี้มาอ้างเพื่อที่จะบอกว่ามีอํานาจ มีสิทธิในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้ก็คือไม่จริงนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าเมื่อมีคนที่เขาได้ลงประชามติไปแล้ว ๑๔.๗ ล้านเสียงเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ เมื่อมีการยกร่างใหม่ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องทําประชามติใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอันนี้ท่านก็ไม่น่าจะต้องกังวลนะคะ เพราะว่าท่านย่อมเชื่อมั่นในประชาชนอยู่แล้วมิใช่หรือ เมื่อท่านเชื่อมั่นในประชาชน เชื่อมั่นในอํานาจอธิปไตยของประชาชนแล้ว ดิฉันคิดว่าการทําประชามติอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่ทําให้เกิดความสบายใจ แล้วดิฉันบอกกับท่านได้เลยว่าถ้าท่านยอมทําประชามติ ก่อนการยกร่างรัฐธรรมนูญดิฉันจะเห็นด้วยกับท่าน เพราะดิฉันถือว่าดิฉันเองเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หลายคนอาจจะบอกว่าดิฉันมีท่าทีที่ไปสนับสนุนกับ พวกคณะรัฐประหาร ดิฉันเองเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตลอด ไม่มีความจําเป็น ที่ดิฉันต้องไปสนับสนุนพวกคณะรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเมื่อดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่โหวต ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เมื่อมติมหาชนยอมรับ และดิฉันมาเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ดิฉันเองเห็นว่ามีหลายมาตราที่ควรแก่การแก้ไขจริง แต่การฉีกทั้งฉบับดิฉันเห็นว่า เราไม่มีอํานาจ เพราะว่าเราเป็นองค์กรที่รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญ เราจึงไม่มีอํานาจที่จะไป ฉีกรัฐธรรมนูญ
อีกประการหนึ่งที่ทาง ส.ส. ของรัฐบาลมักจะอ้างอยู่เสมอก็คือ ๑๕ ล้านเสียง ที่ประชาชนเลือกท่านมา ทําให้ท่านมีสิทธิในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแก้ได้ค่ะ แต่ยกร่างใหม่ทั้งฉบับนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะทําให้ถูกต้องทําประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนต้องการให้แก้ทั้งฉบับหรือไม่ เพราะดิฉันคิดว่าท่านจะนําเอาเจตจํานงทั่วไป ในการที่ประชาชนเลือกรัฐบาลมาเป็นเจตจํานงเฉพาะในการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ค่ะ เพราะว่าเจตจํานงเฉพาะของประชาชนที่ทําประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ๑๔.๗ ล้านเสียง ท่านมี ๑๕ ล้านเสียงที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ว่าเขาเลือกเพราะว่านโยบาย หลากหลาย ดิฉันดูตัวโพลล์ที่มีการเก็บมาว่าประชาชนชอบนโยบายอะไรบ้างของรัฐบาล ๑๑ เรื่องนะคะ ๑. เพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ๒. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ํา เป็น ๓๐๐ บาท ๓. นโยบายการจํานําข้าว
ท่านรสนาครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงอีกครับ ผมว่ากระชับสักนิดเถอะครับ กระชับสักนิดเถอะครับ
คือดิฉันเอง ก็ต้องการจะพูดว่านโยบายทั่วไปนั้น เจตจํานงทั่วไปมาหักล้างเจตจํานงเฉพาะไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่อ้างว่า ๑๕ ล้านเสียง ทําให้ท่านมีสิทธิในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับนั้นเป็นคําอ้างที่ไม่ถูกต้องค่ะ
คงไม่ต้องประท้วงหรอกครับ ผมว่าเดี๋ยวก็คงจบครับ ให้ท่านได้พูดตามสบายท่านเถอะ
ใน ๑๑ เรื่อง ที่คนชอบไม่มีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่เรื่องเดียว เพราะฉะนั้นการที่อ้างว่า ๑๕ ล้านเสียงนั้น ให้มอบอํานาจให้กับรัฐบาลในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนี้ ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ ไม่จริง อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันต้องการอรรถาธิบายเพื่อให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นว่า เหตุใดดิฉันจึงแปรญัตติให้มีการทําประชามติก่อน การทําประชามติก่อนนั้นจะเป็นการที่เรา จะได้ฟังเสียงของประชาชน ซึ่งเขาเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริงว่าเขาพอใจที่จะให้ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ หรือว่าเขาจะให้มีแต่เพียงแค่การแก้ไขเท่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเพราะถ้าหากว่าท่านไม่สามารถแยกแยะระหว่างองค์กร ที่ให้รัฐธรรมนูญกับองค์กรที่เป็นผู้รับอํานาจจากรัฐธรรมนูญแล้วนี่ ดิฉันคิดว่ากระบวนการ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ มีกรรมาธิการ เสียงข้างมากอีกท่านหนึ่งที่พูดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถวินิจฉัยเรื่องนี้ได้ เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยเฉพาะพระราชบัญญัติที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดิฉันเองอยากจะขอชี้แจงอีกนิดเดียวถ้าไม่ประท้วงดิฉันมาก ดิฉันจะจบภายใน ๓ นาทีนี้ค่ะ การที่เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ระบบของเรา ได้ปรับขึ้นมาเป็นระบบศาลคู่ การมีศาลคู่นี้คือมีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองขึ้นมา เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญนั้นที่มีขึ้นมาเพื่ออะไรคะ มีอยู่ ๓ เรื่องการที่เรามีศาลรัฐธรรมนูญ ๑. เพื่อป้องกันมิให้มีการตรากฎหมายที่อาจจะไปละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม
ข้อที่ ๒ ก็คือการมีศาลรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อรักษาดุลยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ของแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มิให้ใช้อํานาจหน้าที่ไปเหลื่อมล้ําหรือขัดแย้งกัน
ข้อที่ ๓ เพื่อพิทักษ์ปกป้องคุ้มครองรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศไว้ ไม่ให้กฎหมายอันใดมาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มีกรรมาธิการ เสียงข้างมากบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจพิจารณาว่าพระราชบัญญัติใดขัดแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถที่จะเอาสิ่งที่ท่านแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า กระบวนการทําเช่นนี้เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดิฉันเองก็อยากจะอุปมาว่า การออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ พระราชกําหนด พระราชกฤษฎีกานั้น อุปมาว่า เป็นมือเป็นเท้าที่ไม่ให้ขัดต่อองคาพยพของร่างกายเรานั้น แต่พอมาถึงหัวใจ เราบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยว่ามือเท้านั้นปกป้องมือเท้าของเราไม่ให้มีปัญหา แต่ไม่มี อํานาจปกป้องหัวใจ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ตลกมากว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นหัวใจ ถ้าคนเอามีด แทงหัวใจเรา หัวใจตายแล้ว มือเท้าไม่มีความหมาย เราจะให้ศาลรัฐธรรมนูญปกป้อง เพียงไม่ให้มือเท้านั้นถูกทําลาย แต่ไม่ปกป้องหัวใจ ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยหลักการ ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นดิฉันเองจึงเห็นว่าถ้าหากกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เห็นกับ สิ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติว่าขอให้มีการทําประชามติ ถามประชาชนก่อนเพื่อว่าจะมีการยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่วนในการทําประชามติหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เป็นเรื่อง ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนนั้นซึ่งเขาเป็นเจ้าของอํานาจได้ตัดสินใจว่าเนื้อหาที่ร่างใหม่นั้น สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ เพราะฉะนั้นการทําประชามติ ๒ ครั้งนั้น เป็นวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ในครั้งต้นก็เพื่อจะให้ประชาชนนั้นได้อนุญาตว่าเขาต้องการให้ ท่านยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ส่วนครั้งหลังก็คือเพื่อดูเนื้อหา เพราะดิฉันคิดว่า ๒ สิ่งนี้ มีความจําเป็นเท่า ๆ กัน
สมควรแล้วนะครับ
ดิฉันใกล้ จะจบแล้วนะคะท่านประธาน กรุณาอย่าขัดเลยอีก ๑ นาที ก็จบแล้วนะคะ
เชิญครับ
ดิฉันคิดว่า ถ้าหากกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่แก้ไขที่จะให้มีการทําประชามติก่อน เรื่องนี้ถึง ศาลรัฐธรรมนูญแน่ค่ะ แล้วดิฉันก็หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ปกป้องเพียงแต่มือเท้า ไม่ให้ถูกทําลาย ท่านต้องปกป้องหัวใจ เพราะเวลานี้เรากําลังปล่อยให้การเมืองผูกขาดนั้น เข้ามายึดครองและทําลายหัวใจค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่มีการปกป้องหัวใจแล้วมันคือ การทําลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ มีเรื่องแจ้ง เพื่อทราบ
ด้วยคณะรัฐมนตรีแจ้งว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ปรึกษาลงมติให้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ พร้อมเอกสารงบประมาณรายจ่าย ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องด่วนแล้วนะครับ ในการนี้จึงเห็นควรแจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ไปรับเอกสารได้ ณ บริเวณชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๓ นะครับ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเข้าใจว่าผมน่าจะเป็น คนสุดท้ายที่อภิปรายในมาตรา ๕ ผมยังยืนหยัดอยู่ตลอดครับว่า ผมพยายามอยู่ในเนื้อหา เพื่อที่จะไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สบายใจ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อหาบางเรื่อง เนื้อหา บางประเด็น หากไปกระทบความรู้สึกของท่านผู้ใดก็ต้องขอโทษ เพราะว่านั่นคือความเชื่อ ทางกฎหมายของผม แล้วสิ่งที่ผมพูดผมก็ทําอย่างนั้น ไม่ใช่นอกเรื่องท่านประธาน แต่อยากจะเรียนว่าในฐานะที่ผมเป็นคนอภิปรายมาตรานี้เป็นคนสุดท้าย ก็อยากจะไล่เลียง สรุปลงมาโดยย่อ โดยสั้นตามสมควรเพื่อให้เห็นว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ในวันนี้มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ถูกต้อง มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ชอบมาพากล มีสิ่งใดบ้างที่ควรจะต้องให้ องค์กรอื่นที่มีอํานาจ มีหน้าที่จะต้องตรวจสอบ ผมขออนุญาตเกริ่นว่า
เรื่องแรก ก็คือว่าเรื่องนี้ผมเห็นว่าไม่ควรแก้มาแต่ต้น ไม่ลึก ไม่มาก แล้วก็ ไม่เยิ่นเย้อครับ เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าฝ่ายเสียงข้างมากก็ดี เสียงข้างน้อยก็ดี เอามาเป็นหลักนั้นก็อยู่ในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งว่าด้วยเป็นหมวดเฉพาะว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติม เขียนชัดครับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นให้ทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ สาระสําคัญไม่มีมากไปกว่านี้ ทําได้ก็คือแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วนะครับ เสียงข้างมากปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เสียงข้างมากปรึกษาผู้รู้ว่า ไม่มีองค์กรใดตรวจสอบ ทําไปเถอะนะครับ สุดท้ายก็ไม่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีศาลหนึ่ง ไม่มีศาลใดมาตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นสบายบรื๋อ ก็คิดได้ครับ แต่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังอยู่ มาตรา ๖ บัญญัติไว้ชัดท่านประธานว่าบทบัญญัติใดขัดหรือแย้ง มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญนี้ครับ บทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าบังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมาตรา ๒๙๑ อนุญาตให้เพียงแก้ไขเพิ่มเติม แต่เรากลับมาทําฉบับใหม่ขึ้น ดูได้ในร่างของรัฐบาลเองนะครับว่า เป็นการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือจุดแรกที่พวกผมกังวลอย่างยิ่งว่ามันจะไปได้หรือ เอาล่ะเมื่อเสียงข้างมากว่า ต้องดําเนินการ พวกผมก็เสนอต่อครับว่าทําไมไม่ทําประชามติก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติ ท่านรสนา ท่าน ส.ว. หลายท่านก็พูดไปก่อนหน้ากระผมไม่กี่คน แค่ถามว่า ให้แก้หรือไม่ให้แก้ ถ้าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าไม่ให้แก้ จบ ไม่ต้องมาเสียเวลาตั้ง สสร. ถ้าว่าให้แก้ถามเลยครับ แก้ประเด็น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จะได้ง่ายขึ้นสําหรับการดําเนินการ ของ สสร. แต่นี่พอเปิด สสร. ปั๊บเราเปิดให้แก้ตั้งแต่มาตรา ๑ จนถึงมาตรา ๓๐๙ ยกเว้น หมวดเดียวคือหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่จัดทําร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับอันนี้ ผมถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เสียงข้างมากเห็นว่าไม่มีองค์กรใดมาตรวจสอบ ท่านก็ว่าไป แต่พวกผมเสียงข้างน้อย เมื่อพวกผมเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายทํามา ไม่ถูกไม่ต้อง ผมก็ต้องหาช่องทาง ไปช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน จะไปช่องทางศาลรัฐธรรมนูญ ไปช่องทางหนึ่งช่องทางใด แต่อย่างน้อยผมต้องบอกพี่น้องประชาชนเจ้าของอํานาจว่ารัฐบาล หรือเสียงข้างมากกําลังทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
อีกมุมหนึ่งที่พวกผมพยายามตลอดว่าอํานาจและหน้าที่ในเรื่องนี้ถ้าจะแก้ไข ในรัฐธรรมนูญ คือ ๖๕๐ คนพวกเรา ท่านก็ไม่ยอมครับ ท่านไปให้ ๙๙ คน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ซึ่งบล็อกโหวต (Block vote) แน่นอน เพราะ ๗๗ จังหวัดท่านก็คํานวณได้ครับว่า ๔๕ จังหวัดอย่างน้อยได้เสียงข้างไหน ๒๒ คน แน่นอนรัฐบาลแน่ เราก็พยายามบอกว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ๒๐๐ คน เลือกตั้งตรงแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ไม่ใช่เท่านั้นนะครับ เราชนะ ในกรรมาธิการ เราเป็นเสียงข้างน้อยที่กลายเป็นเสียงข้างมากในเรื่องนี้กรณี ๒๐๐ เสียง แต่ว่าโดยขัดต่อนิติประเพณี ขัดต่อหลัก ขัดต่อวิธีการ กรรมาธิการก็เปลี่ยนใหม่ นี่ละครับ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรื่อง ๒๐๐ คนเป็นความเห็นของพี่น้องประชาชน หลายภาคส่วน เกือบจะเรียกว่าทุกภาคส่วนของประเทศ ท่านอาจารย์โคทม อารียา ผมขอประทานโทษเอ่ยนาม กับคณะประชุมพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มีกลุ่มทุกกลุ่ม ทุกชมรม ทุกอาชีพมาแสดงความคิดเห็น มาชี้แจงต่อสภาด้วยซ้ําท่านประธาน ก็ไม่เอา หรือแม้กระทั่งของคุณธิดาซึ่งตอนนี้อยู่ที่จังหวัดสงขลาภรรยาท่านหมอเหวง ก็บอกว่า ต้องเลือกตั้งทั้งหมดก็เข้าไปชี้แจง กรรมาธิการก็ไม่เอาอีก นี่คือสิ่งทั้งหลายที่กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านทั้งหลายว่าเราเดินในทางที่ผิดพลาดทุกขั้นตอนมาโดยลําดับและประโยชน์ อะไรละครับ ผมถึงอยากจะตั้งคําถามและอภิปรายไปแล้วว่าเอาละ สสร. ทําเสร็จแล้ว อย่าเข้ามาที่ประธานรัฐสภาคนเดียว ส.ว. สรรหามาจาก ๗ อรหันต์ พวกท่านถล่มด่ากัน จนเสียผู้เสียคน ไม่เป็นประชาธิปไตย โน่น นี่ นั่น ๗ คนนะครับ ประธานศาลหลายคนมีที่มา บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่อันนี้คนคนเดียว ผมไม่ต้องบอกนะครับว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน อย่างไร เดี๋ยวก็ประท้วงกัน แต่ว่าสังคมรู้ดีว่าการที่เราเอาอํานาจของ ๖๕๐ คน สมาชิกรัฐสภาไปไว้ ที่คนคนเดียวมันไปได้หรือครับ
และสําคัญต่อไป กรณีการทําประชามติซึ่งผมก็เคยอภิปรายไปบ้างนะครับว่า มันมีกฎหมายการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นบรรทัดฐาน เป็นกฎหมายขนาดเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สถานะก็สูงกว่าพระราชบัญญัติธรรมดามากมาย ท่านประธานคงทราบแล้วกระมังครับ ณ วันนี้ว่าร่างที่เรายกร่างขึ้นซึ่งอย่างไรก็ต้องผ่าน เสียงข้างมากท่านเอาด้วยผ่านแน่ ไปขัด
ท่านวิรัตน์ครับ จริง ๆ ไม่อยากทักท้วงเลยนะครับ เพราะบรรยากาศก็ดีมาโดยตลอดและคิดว่าใกล้จะจบแล้ว แต่ขอความกรุณาครับ ให้ช่วยกระชับ เพราะตั้งแต่พูดมาท่านยังไม่ได้เข้าประเด็นเพียงแต่ ลําดับ เรื่องราวอะไรต่าง ๆ มาโดยภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมันก็ผิดข้อบังคับอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่อนุโลมกัน ขอให้ท่านกระชับสักนิดเถอะครับ
ดําริของท่านประธานนะถูกแล้ว ผมเรียงเรื่องมานะครับ แต่ว่าเข้าเรื่องในระยะที่ไม่นานนักหรอกครับ ผมกําลังจะบอกว่า สิ่งที่พวกเรายกร่างขึ้น กกต. บอกว่าเดินไม่ได้ เราให้ กกต. เลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. กกต. เขาก็บอกว่าจะต้องมีพระราชบัญญัติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ด้วย ก็ไม่ให้เขา กรณีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชามตินี้ก็เดินไม่ได้ สมมุติว่าตามร่างนี้ภายใน ๑๕ วัน กกต. ประกาศรับรอง แต่ต่อมามีการสอย พอสอยแล้ว อะไรเกิดขึ้น เรื่องใหญ่เลยครับ ท่านประธานไปดูนี่ผมไม่ลงลึกเดี๋ยวก็หาว่านอกเรื่อง นอกประเด็น แต่ว่าด้วยความห่วงใยนะครับว่าพวกเรากําลังเดินทางผิดทางถูกผมไม่รู้
อีกประเด็นเดียวครับ ที่เป็นประเด็นที่ผมสงวนไว้ในมาตรานี้ก็คือผมเชื่อว่า ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น ถ้าเราไม่บล็อก เราไม่กําหนดข้อห้ามไว้นะครับว่า สสร. จะต้องถูกห้ามดํารงตําแหน่งโน่น นี่ นั่น ๕ ปีอย่างน้อย เราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่า สสร. จะไม่ทําเพื่อตน การกําหนดระยะเวลาที่ว่านี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างเช่นว่าพ้นจาก ส.ว. มาแล้วไม่เกิน ๑ ปี ห้ามเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นข้าราชการการเมือง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่าพ้นจาก ส.ว. แล้วไม่เกิน ๒ ปี ห้ามเป็นรัฐมนตรีหรือว่า ข้าราชการการเมือง มาตรา ๑๑๖ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าผู้สมัคร ส.ว. ต้องไม่เป็น สมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคหรือพ้นมาแล้ว ๕ ปี คือมีการกําหนดครับ
ท่านวิรัตน์ผมไม่ขัดข้อง นะครับ แต่ที่จริงผมก็อนุโลมเต็มที่ ผมว่าท่านกระชับกว่านี้หน่อย ชี้เป็นประเด็น ๆ ก็น่าจะ พอนะครับ แล้วก็เข้าสู่ประเด็นที่ท่านต้องการสงวน ผมว่ามันพอสมควรนะครับ ถ้าท่านจะ กรุณาก็เข้าประเด็นได้เลยก็จะขอบคุณ
นี่คือประเด็นแล้วตอนนี้ ตอนแรกใช่ อย่างที่ท่านว่าตอนนี้ไม่ใช่ ประเด็นของผมท่านอ่านแล้วใช่ไหมครับ หน้า ๓๓๓ ท่านประธานครับ
ท่านวิรัตน์ครับ มีผู้ประท้วง แต่คิดว่าคงไม่ต้องประท้วงแล้วกระมังครับ ก็ได้พูดคุยกับท่านแล้วคงเข้าใจกันแล้วละครับ ท่านจะเข้าประเด็นอยู่แล้วครับ เชิญครับ ผมว่าไม่ต้องประท้วงก็ได้กระมังครับ เมื่อสักครู่นี้ ได้พูดคุยกันแล้วครับ ท่านจะเข้าประเด็นอยู่แล้วครับ ท่านวิรัตน์เชิญครับ
ในคําแปรญัตติขอสงวนความเห็น ของผมนี้นะครับ ผมยกเลิกข้อความในมาตรา ๕ ของเสียงข้างมากทั้งหมด ผมเขียนไว้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับแล้วห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนี้ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง สมัครรับเลือกตั้ง หรือรับสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา รับแต่งตั้งหรือสรรหาเป็นกรรมการหรือตําแหน่งอื่นใด ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเข้าไปดํารงตําแหน่งใด ๆ ซึ่งมีอํานาจหยิบยกบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญขึ้นวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้ภายในกําหนด ๕ ปีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลใช้บังคับ นี่คือสาระที่ได้กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราอยากให้เกิดความเป็นกลาง ถ้าเราอยากให้ ๙๙ อรหันต์ที่จะมาไม่มีส่วนได้เสียหรือ ๙๙ อรหันต์ไม่ได้ทําเพื่อตน ผมไม่รู้ว่า ๙๙ คน คือ ๗๗ กับ ๒๒ เป็นผู้ใด แต่ถ้าเขียนให้ชัดไว้ว่าเมื่อเขาสมัครใจมาทําหน้าที่ตรงนี้ เขาก็ต้องมั่นใจว่าเขาก็ต้องไม่เขียนเพื่อประโยชน์ตนเอง มันไม่ยากเลยครับท่านประธาน เรามีตัวอย่างในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีตัวอย่างในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เหตุผลใด ที่เราไม่เขียนไว้ในร่างฉบับนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ แล้วเสียงข้างมากก็สามารถปรับได้ แก้ได้ บล็อกไว้แค่ ๕ ปีนะครับ เราก็จะได้ สสร. ที่คํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าที่จะเปิดกว้างไว้ว่าพ้นจาก สสร. แล้วส่วนหนึ่ง ก็ไปเป็น สส. ส่วนหนึ่งก็ไปเป็น ส.ว. คนไหนอยู่ตําแหน่ง คนไหนสู้เพื่อผู้มีอํานาจมากก็ได้อยู่ ส.ส. บัญชีรายชื่อลําดับต้นอย่างนี้ คือเหมือนกับว่ามีการบล็อกไว้แล้วว่าคนที่มาเป็น สสร. พ้นจาก ส.ส. แล้วก็จะเป็น ส.ว. ก็จะเป็นองค์กรอิสระ ก็จะเป็นกรรมการในองค์กรทั้งหลาย
ผมว่าอย่าประท้วงเลยครับ ผมว่าตอนนี้อยู่ในประเด็นแล้วครับ ผมว่าท่านอยู่ในประเด็น คงจะจบแล้วละครับ อย่าประท้วงเลยครับ เชิญต่อครับ
ผมขอบคุณท่านประธาน ตรงนี้ ใช่ประเด็นนะครับ แต่ว่าที่เรียนมาก็เรียนให้เห็นว่ามันไม่ชอบมาพากลอย่างไร ผมพูดโดยย่อ เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะฝากไปถึงเสียงข้างมากครับว่า โดยประเพณี ปฏิบัติผู้ที่มายกร่างหลักการ หลักเกณฑ์ของบ้านของเมืองจะต้องให้ชัดเจนว่าเมื่อเขายกร่าง แล้วเขาต้องไม่มีส่วนได้ในหลักการและหลักเกณฑ์นั้น มีอยู่ทั่วไปครับ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หรือก่อนนั้นก็มี แล้วถ้าเขียนไว้ก็ไม่เสียหาย เราก็จะได้คนที่เข้ามา ๗๗ คน กับ ๒๒ คนนี่ เขาต้องสมัครใจมาว่าเมื่อมาแล้วเขาต้องทําเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่มาแล้วหมกเม็ดไว้ทํา เพื่อประโยชน์ตน ตรงนี้เองเป็นหลาย ๆ เงื่อนไขที่ผมกราบเรียนว่าเป็นข้อที่ไม่ชอบมาพากล ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ทําไมไว้ที่ประธานรัฐสภาคนเดียวนะครับ ผมใช้เวลาพูดแค่นี้ครับ ไม่มากไม่มายเลย
ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านมณเฑียรเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้พูด แล้วก็ต้องขอประทานโทษ ท่าน ส.ส. วิรัตน์ ที่จริง ๆ แล้วท่านควรจะได้พูดเป็นคนสุดท้าย แต่ว่าท่านประธานได้กรุณา ซึ่งผมก็จะใช้เวลาไม่นานในการที่จะพูดถึงมาตรา ๕ ที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ ผมเชื่อแน่ว่า ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็คงไม่มีใครคิดจะประท้วงแน่นอนตามเรคคอร์ด (Record) เดิมผมนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญ ที่จะทําให้เกิดความสง่างาม ไม่ว่าเราจะถกเถียงกันขนาดไหน ไม่ว่าเราจะชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยประการใดก็ตาม ผมคิดว่าจุดที่พวกเรานับถือเคารพยกย่องว่าเป็น เสียงสวรรค์ก็คือเสียงพี่น้องประชาชนนะครับ และผมเชื่อแน่ว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเกราะ ป้องกันภัยหรือเป็นเกราะป้องกันรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี่ก็คือเสียงของประชาชน ในการลงประชามติ ผมเชื่อแน่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านโดยกระบวนการของรัฐสภา แล้วนําไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีการจัดทําประชามติก่อนนี่จะยัง ไม่สามารถหลุดพ้นจากห่วงโซ่แห่งความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ความเสียใจ เสียดาย แล้วก็ นําไปสู่วงจรที่เราไม่พึงปรารถนา เพราะฉะนั้นเมื่อเราเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายนี้ผมคิดว่า ผมไม่ได้ฟันธงหรือว่าทํานายไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับว่า ถ้าเสียงประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ อย่างแท้จริงแล้วนี่ การทําประชามติภายหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยพลัน ก่อนที่จะไปดําเนินการอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ผมคิดว่าทุกคนจะต้องถอยกลับไปอยู่ในจุดที่เราต้องการก็คือ ต้องการให้สังคมเดินหน้าไป เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดทางให้สังคมไทยมีโอกาสได้หายใจบ้าง ให้คนที่ทั้งสนับสนุน และไม่สนับสนุนได้มีโอกาสอีกสัก ๑ ครั้งนะครับ ผลการลงประชามติผมเชื่อแน่ว่าจะทําให้ สังคมเราก้าวต่อไปได้ด้วยความสงบสุขนะครับ ผู้ที่ต้องการให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็กําลังจะชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นชัยชนะที่นํามาซึ่งความเสียดายหรือความรู้สึกผิดหวัง ก็อาจจะไม่สง่างามเท่าที่ควร ผมจึงขอเชิญชวนนะครับทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็ ทั้งสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณาอีกสัก ๑ ครั้งว่าการที่เราเริ่มต้น โดยเอาชนะใจทุกฝ่ายอย่างน้อยที่สุดเสียงลงประชามติเชื่อแน่ว่าจะได้รับการยอมรับ สังคมไทยเราก็บอบซ้ํามามากแล้ว ผมเชื่อแน่ว่าการลงประชามติครั้งนี้คงไม่ผิดเป้าหมาย เท่าไรนักนะครับ ผมเชื่อว่าโอกาสที่จะได้รับฉันทามติในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็มีสูงนะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับสังคมไทย ท่านที่ได้อ่านสามก๊กก็คงจะ ยังจํานะครับ เมื่อครั้งที่พระเจ้าเล่าปี่ยกไปตีซุนกวนแล้วก็ชนะเกือบทุกสนามครับ ซุนกวนนั้น ยอมแพ้ยอมเป็นข้าในขันธสีมาของพระเจ้าเล่าปี่ ยอมทุกเรื่องครับ จนกระทั่งถึงขนาดส่ง แม่ทัพนายกองให้พระเจ้าเล่าปี่ประหาร แต่พระเจ้าเล่าปี่ก็ไม่ยอมจะประหารซุนกวนให้ได้ จนในท้ายที่สุดการรบก็มีการพลิกผันจากคนที่จะแพ้อยู่แล้วกลายเป็นผู้ชนะ ผมคิดว่า สังคมไทยเราไม่ต้องการผลแบบนั้นเราต้องการให้สังคมไทยนั้นไปสู่สภาวะที่ใกล้กับฉันทามติ ให้มากที่สุดนะครับ แล้วทุกคนจะเป็นผู้ชนะร่วมกัน ผมคิดว่าการทําประชามติครั้งนี้จะไม่ทํา ความผิดหวังให้ใครเลยและผมก็ยังเชื่อว่าทุกคนจะยอมรับผลการทําประชามติก่อนที่จะ มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สสร. นะครับ ขอให้ท่านให้โอกาสสังคมไทยอีกสักครั้งเถอะครับ และทุกคนก็จะสดุดีในความกล้าหาญของท่าน ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ไม่มีท่านใดอภิปรายแล้วขออนุญาตปิดการอภิปรายครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียนครับว่า ในมาตรา ๕ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนะครับ ยังคงตามร่างเดิมซึ่งสาระในมาตรา ๕ นี้ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่กํากับเงื่อนเวลาในการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับนะครับ กล่าวคือเมื่อสภาได้มีมติในวาระที่สามไปแล้วทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ก็จะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็จะต้องมีการ ออกพระราชกฤษฎีกาภายใน ๑๕ วันนะครับเพื่อให้มีการได้มีซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ ประเภท ทั้งประเภทเลือกตั้งแล้วก็ประเภทสรรหานะครับ ซึ่งก็เป็นกระบวนการที่เราได้บัญญัติไว้ ในหมวด ๑๖ ตามมาตรา ๔ ที่ได้พิจารณารายละเอียดกันมาแล้ว สาระก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ทีนี้ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกผู้สงวนความเห็นคือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และเพื่อนสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้หลัก ๆ ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงนะครับ
ประเด็นแรก หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าการแก้รัฐธรรมนูญแบบที่กําลังทํานี้ ทําทั้งฉบับจะชอบไหมนะครับ จะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ หรือจะขัดกับบทบัญญัติ ของมาตราอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๖ หรือไม่ ก็กราบเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้ว แนวการทํารัฐธรรมนูญทั้งฉบับเราเคยทํามาแล้วนะครับเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ฉบับที่ ๖ เมื่อปี ๒๕๓๙ แก้ไขมาตรา ๒๑๑ ก็นํามาซึ่งการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญและจัดทํา รัฐธรรมนูญทั้งฉบับคือฉบับปี ๒๕๔๐ การกระทําคราวนี้ก็เดินตามแนวที่ได้ทํามาแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านถามว่าจะขอให้มีการทําประชามติถามประชาชนก่อนที่จะ ตั้ง สสร. ไปทํารัฐธรรมนูญได้ไหม กราบเรียนนะครับว่ารัฐสภาแห่งนี้ด้วยเสียง ๓๙๙ เสียง ซึ่งประกอบทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยเราได้มีมติเห็นชอบร่วมกันว่าเราจะ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญไปดําเนินการจัดทํารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และในกระบวนการจัดทํานี่ เราก็จะเปิดโอกาสให้ตัวแทนพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับเลือกโดยตรงและโดยทางอ้อม เข้ามาร่วมกันจัดทํา ให้เขามีส่วนร่วมอยู่แล้ว เราก็คิดว่าเมื่อเราทําเสร็จเราก็ค่อยกลับไป ถามประชาชน เพราะเราถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่นี่ท่านทั้งหลายก็คงจะ ตระหนักดีนะครับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นํามาซึ่งความขัดแย้งในสังคม ถ้าท่านจะไปอ่านแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาการปรองดองแห่งชาติที่สถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษา ๑ ใน ๖ ก็จะมีเรื่องนี้ อยู่เรื่องหนึ่งนะครับว่าควรจะปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม ฉะนั้นเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วเราเองถึงไม่ใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑ โดยสมาชิกรัฐสภาไป แก้เอง เราก็มอบเรื่องการทํารัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปให้พี่น้องประชาชนซึ่งเมื่อเขามามีส่วนร่วม ในการจัดทําแล้ว เขาจะยกร่างอย่างไร ภายใต้การทําประชาพิจารณ์ของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ แล้วจากนั้นเราค่อยไปทําประชามติ ฉะนั้นก็เป็นเหตุผลว่าเราคงไม่ไปทํา ประชามติก่อนที่จะตั้ง สสร. นะครับ ให้ตัวแทนประชาชนเขามีโอกาสมาตามรัฐธรรมนูญ ของเขา แล้วไปถามประชาชนว่าเขาจะรับหรือไม่รับนะครับ นี่เป็นกระบวนการที่ได้บัญญัติ
นอกจากนั้นแล้วก็มีบางท่านได้สอบถามว่าทํารัฐธรรมนูญให้มี สสร. ๙๐ วัน เวลาจะสั้นไปไหม ก็กราบเรียนว่าทาง กกต. ซึ่งเราได้เชิญมาชี้แจงมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เขาบอกเวลา ๙๐ วันเขาพร้อมและสามารถดําเนินการได้ครับ ฉะนั้นกรรมาธิการก็ขอยืนยัน ตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านประธานครับ
ผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญสมาชิกข้างนอกด้วย นะครับ เรียบร้อยนะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญใช้สิทธิแสดงตนได้ เลยครับ มาทีหลังแสดงตนได้เลยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมควรนะครับ ส่งผลได้ครับ มีผู้มาประชุม ๓๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมขอมติเลยนะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ ลงคะแนนได้เลยนะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบครับ
ท่านประชามีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วย เพิ่ม ๑ เสียงนะครับ ข้างหลังโน่นเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่กดแล้วไม่ขึ้นครับ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยอีก ๑ ท่านครับ เป็น ๒ ท่านนะครับ ครบนะครับ เพิ่มจากเมื่อสักครู่เห็นด้วยเพิ่มอีก ๒ ท่านครับ ถือว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
มาตรา ๖ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
ท่านสมาชิกครับ มาตรานี้ ส่วนใหญ่ที่สงวนไว้ก็คงจะซ้ํา ๆ กับที่ได้ลงมติไปแล้วนะครับ คงจะใช้เวลาอีกไม่มากครับ คงอภิปรายสักไม่กี่ท่านกระมังครับ เชิญท่านสุริยาครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน เพราะผมกําลังวิตกกังวลว่ามาตรา ๖ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ใน ร่างของคณะกรรมาธิการแต่ท่านประธานก็ให้โอกาส ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ในมาตรา ๖ นั้นเป็นการขอแปรญัตติ กระผมและคณะมีทั้งหมด ๕ ท่านด้วยกัน แต่ที่จะ นําเสนอแสดงความคิดเห็นในวันนี้ก็มีกระผม ท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช และท่านชรินทร์ หาญสืบสาย นะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๖ นี้เพิ่มก็จริงอยู่ครับ แต่มีข้อแม้นิดหนึ่งซึ่งมีข้อแม้ต่างจาก มาตรา ๒๙๑/๑๘ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๖ เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๘ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๖ นั้น มีข้อสงสัยว่าขัดด้วยหลักการหรือไม่ แต่มาตรา ๖ นี้ไม่มีอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น การขอแปรญัตติและขออภิปรายในวันนี้ก็ด้วยความมั่นใจและสนิทใจ ท่านประธานครับ ๑๔ วันกับ ๑๓ คืนที่ผ่านมา มีหลากหลายอารมณ์เหลือเกิน ในบางครั้งเราก็มีรอยยิ้ม บางครั้งก็อ่อนล้า บางครั้งเข่าอ่อนแต่บางครั้งก็ต้องสะดุ้ง เนื่องจากว่าเราในสภาแห่งนี้ เราใช้อารมณ์กันบ้าง เราใช้วาจาที่ปะทะกันบ้าง นั่นคือความหลากหลายความคิดที่กําลังหา วิธีการหลอมรวมเพื่อให้เป็นหนึ่ง นี่คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เสมือนหนึ่ง กับดอกไม้ที่หลากสี ความสวยงามจะปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องอดทนและต้องอดทนเพื่อจะ ได้สิ่งที่ดี ๆ และงามมาใช้ในประเทศชาติต่อไป ท่านประธานครับ กระผมขอแปรญัตติ เพิ่มเติมในหัวข้อดังต่อไปนี้ในมาตรา ๖ ดังนี้ มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีการได้มาเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือฉบับใหม่ ท่านประธานครับ ไม่แปลกเลย ถ้ากระผมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็น สสร. กระผมเข้ามาทําหน้าที่ในฐานะผู้ร่วมกันยกร่างกฎหมายฉบับหนึ่งก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับ ถ้าไม่ให้เงื่อนไขกีดกันในการใช้สิทธิทางการเมืองสําหรับผม ผมก็ย่อมที่จะหาโอกาสถ้าผมจะคิด ท่านประธานครับ ถ้าผมจะคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทับซ้อนจากการไปยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอยกตัวอย่าง อย่างเช่นถ้าสมมุติว่า ผมไม่มีวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในขณะเดียวกันนั้นในบทที่ว่าด้วยคุณสมบัติของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในขณะที่ผมไม่มีวุฒิผมก็อาจจะเขียน หรือร่วมกันเขียนร่วมกันยกร่างกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ต้องจํากัดวุฒิ อย่างนี้ทําให้ผมซึ่งมีความตั้งใจหลังจากที่ผมได้เสร็จภารกิจในการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว หลังจากนั้นผมก็สามารถที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา อันเกิดมา จากน้ํามือและแนวความคิดของผมร่วมกับคณะที่ผมไปร้องขอจากสมาชิกด้วยกัน นี่คือ ตัวอย่างที่ ๑
ตัวอย่างที่ ๒ ถ้าสมมุติในขณะนี้เราได้กําหนดให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น อายุไม่ต่ํากว่า ๓๕ ปี ผมมีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่ผมอาจจะไม่มีสิทธิที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาเนื่องจากตามกฎหมายฉบับเก่า คือรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภาต้องมีอายุไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี ถ้าเป็นอย่างนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพราะผมมีความตั้งใจที่จะสมัครสมาชิกวุฒิสภา แนวคิด ของผมและมือของผมร่วมกับคณะของผม อาจจะเขียนว่าอายุ ๓๕ ปี พอเสร็จภารกิจ ผมก็ไปสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้ อย่างนี้ล่ะครับ
อีกประการหนึ่ง ผมอาจจะไม่สมัครเอง แต่พี่ชายผมจะสมัคร พี่ชายซึ่งยังไม่มี คุณสมบัติ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องหาวิธีเพื่อที่จะให้พี่ชาย น้องชาย พ่อ หรือแม่ผมมีโอกาส สมัครได้เพราะผมเป็นผู้ไปกําหนดคุณสมบัติ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๖ นี้กระผมขอแปรญัตติ ว่า สสร. นั้น ห้ามมิให้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก ไม่ใช่ ๕ ปี ไม่ใช่ ๓ ปี แต่เป็นสมัยแรกของการประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัวอย่างเช่นเมื่อ กกต. ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานวุฒิสภา ประธานวุฒิสภาพิจารณาเห็นว่า ชอบแล้วก็ทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อเสนอลงพระปรมาภิไธยประกาศในราชกิจจานุเบกษา นับจากวันนั้นเป็นต้นไป ถ้าเกิดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือมีการเปิดรับสมัคร สมาชิกวุฒิสภา สสร. ชุดดังกล่าวไม่มีสิทธิที่จะไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา อาจจะเป็นครึ่งปี อาจจะเป็น ๑ ปี อาจจะเป็น ๒ ปีก็ได้ อย่างเช่น สมาชิกวุฒิสภาหมดวาระภายใน ๒ ปี ก็หมดสิทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบสภาภายใน ๑ ปี หลังจากประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็หมดสิทธิเช่นเดียวกัน ตรงนี้ล่ะครับ ท่านประธาน กระผมใคร่ขอวิงวอนไปยังท่านคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง ก็ให้ถือว่าเป็น ครั้งที่ ๕ หลังจากจํานวน สสร. หลังจากวุฒิสภา สสร. หลังจากข้อต้องห้าม สสร. อะไรต่าง ๆ จนถึงมาขณะนี้เป็นครั้งที่ ๕ ที่ขอวิงวอนให้คณะกรรมาธิการได้โปรดช่วยกันพิจารณาอีก สักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่จะไปกีดกัน สสร. แต่ สสร. นั้น มีสิทธิที่จะเป็น สสร. เพราะฉะนั้นถ้าตนเอง มากําหนดคุณสมบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองนั้นไม่น่าจะชอบตามระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนวิงวอนอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย เพราะว่าวาระนี้ มาตรานี้ เป็นมาตราสุดท้ายจริง ๆ ได้โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ โดยความเห็นส่วนตัวของผม เรื่องของการสงวนความเห็นและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๖ มันน่าจะเป็นการสงวนในเรื่องที่ขัดหลักการซึ่งก็ทําไม่ได้นะครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๖ แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเสียผมก็อนุโลม ทีนี้ประเด็นที่ได้สงวนไว้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ประเด็นเดิม ๆ ที่ได้มีการพิจารณากันแล้ว แล้วก็มีมติกันแล้ว ถ้าจะให้ดีก็ต้องขอความกรุณา ถ้าจะไม่อภิปราย หรืออภิปรายน้อยคนก็จะดี เพราะเห็นเสนอชื่อมาก็เยอะพอสมควรนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ ก็ต้องขอความร่วมมือครับ ถ้าไม่อภิปรายได้ก็จะขอบคุณครับ เชิญท่านเจริญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ท่านประธานครับ กระผมจะมีประเด็นที่ต่างที่ไม่เคยมีผู้ได้ตั้งข้อสังเกตจะกราบเรียนท่านประธาน เผื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการ อันนี้เป็นมาตรการสุดท้ายที่เราต้องการที่จะให้ประชาชน ทั้งประเทศยอมรับ สสร. ประชาชนทั้งประเทศได้ยอมรับรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่ กระผม กราบเรียนท่านประธานนะครับ พวกผม ๓-๔ คน ที่ได้แปรญัตติ ซึ่งท่านสุริยาได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว ให้มี สสร. ๒๒๒ คน มติสภาก็เอา ๙๙ คน นั่นเราเสียโอกาสทองที่จะ ให้เกิดความหลากหลาย กระผมไม่อภิปรายซ้ํา
อันที่ ๒ พวกกระผมก็แปรญัตติว่าขอให้ผู้ที่สมัคร สสร. นั้นไม่เป็นสมาชิก พรรคการเมือง ๓ ปี ที่ประชุมแห่งนี้ก็เห็นชอบ กระผมไม่เจาะรายละเอียดซ้ําเติม
อันสุดท้ายเมื่อสักครู่ท่านสุริยาก็ได้นําเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาและท่านชรินทร์ ก็จะได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อร่างเสร็จไม่ให้ สสร. ไปสมัคร ส.ส. หรือ ส.ว. ในวาระแรก ท่านประธานครับ กระผมขอย้ําท่านประธานอีกทีหนึ่งว่าครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย เราจะก้าวเดินไปได้อย่างราบเรียบหรือเราจะขัดแย้งต่อไปนะครับ ซึ่งเพื่อน สมาชิกรัฐสภาก็ได้กราบเรียนท่านประธานไว้แล้ว การที่ สสร. เป็นที่ยอมรับของประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การที่ สสร. เป็นที่ยอมรับของประชาชน นําไปสู่การที่มีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับ ท่านประธานครับ กระผมขอกราบเรียน สิ่งที่กระผมกราบเรียนให้ท่านประธานเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบดังต่อไปนี้นะครับ ขณะนี้ที่เราอภิปรายกันตั้ง ๑๔-๑๕ วัน แล้วก็ทั้งประชาชนมีประเด็นอยู่ ๓-๔ เรื่อง
ประเด็นที่ ๑ ก็คือประชาชนและรัฐสภาแห่งนี้ไม่มั่นใจว่า สสร. เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือที่ประชุมแห่งนี้และประชาชนกลัวว่า สสร. จะถูกครอบงํา ทางการเมือง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือขณะนี้ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเผื่อว่าถ้าสภาแห่งนี้ เราได้มี สสร. ซึ่ง ๙๙ คน จะเกิดปัญหาซึ่งกระผมไม่กล่าวรายละเอียด ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบสภาแห่งนี้ ๒ ครั้ง ที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งที่กระผมและคณะได้ แปรญัตติในวันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ว่าที่จริงเราสามารถแก้ได้เอง ถ้าเราแก้เอง ส.ส. ส.ว. ที่แก้เองนั้นจะมีส่วนได้เสีย และวันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ว่าการที่เราไม่กําหนดสิทธิสมาชิก พรรคการเมืองก็ดีจะเป็นการกําจัดสิทธิของผู้เป็น สสร. และจํากัดสิทธิของผู้ประสงค์จะเลือก นั่นคือเหตุผลที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบต่อสภา กระผมกราบเรียนว่าหลังจาก กระผมและคณะได้ชี้แจงเสร็จท่านประธานคณะกรรมาธิการคิดแล้วต้องตอบแนวนี้อีก อย่างไรก็ตามกระผมขอต่อไปเพื่อเป็นเหตุผลว่าทําไมที่กระผมและคณะแปรญัตติ มาตรา ๖ เพิ่มเติมขึ้นไป ท่านประธานครับ การที่เรากําหนดให้ สสร. นี่พวกกระผมที่ได้แปรนั้นไม่ให้ลง ส.ส. ส.ว.สมัยแรกเป็นการจํากัดคนที่วางแผนจะเป็น ส.ส. ส.ว. ไม่ต้องสมัคร สสร. เพราะฉะนั้นคําตอบก็คือสิ่งที่กระผมได้ตั้งข้อสังเกตอันแรกว่าประชาชนทั้งประเทศ เคลือบแคลง รัฐสภาแห่งนี้เคลือบแคลงว่าการที่ สสร. ถูกครอบงํา การที่พรรคการเมือง ลงสมัครนั้นเขาไม่มั่นใจ แต่ถ้าเรากําหนดคุณสมบัติหรือเราเขียนมาตรา ๖ นี้ไว้ คนที่จะ สมัคร ส.ส. ส.ว. จะได้ตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าถ้าสมัครเป็น สสร. แล้วตัวเองจะเสียสิทธิ ส.ส. ส.ว. ก็เป็นการลดผู้ที่จะเป็น สสร. ไม่ถูกครอบงําทางการเมือง
ประเด็นที่ ๒ บทเรียน สสร. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ร่างเสร็จหลายคนก็ไปเป็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งกระผมไม่เจาะรายละเอียด ซึ่งมีตัวอย่างถ้าท่านประธาน ไปอ่านเจตนารมณ์ในการร่าง กรรมาธิการยกร่างบางคนใช้คําพูดที่รังเกียจนักการเมือง นักเลือกตั้งอย่างรุนแรง ขณะนี้เป็นองค์อิสระ
ประการที่ ๓ ในการร่างนั้น สสร. บางคนก็มาเป็น ส.ว. อันนี้ก็เห็นชัดครับว่า การที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนําไปสู่การกําหนดคุณสมบัติที่ท่านสุริยาได้กราบเรียนต่อ ที่ประชุมแห่งนี้แล้ว
ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนเพิ่มเติมจากท่านสุริยาก็คือเรื่องคุณสมบัติ ท่านประธานครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เราแก้อย่างนี้ว่า สสร. สามารถ ยกรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นร่างก็ได้ที่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นกระผมเข้าใจว่า สสร. น่าจะ น่าจะนะท่านประธาน อาจจะเอาปี ๒๕๔๐ หรือเอาปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีการกําหนด เมื่อสักครู่ท่านสุริยาพูดถึง ส.ว. และ ส.ส. คุณสมบัติ แต่ที่น่าสนใจต่อไปนี้ท่านประธานครับ ซึ่งจะเกิดผลต่อความวิกฤติอย่างรุนแรง ก็คือมาตรา ๑๐๒ กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นต้นร่างบุคคลผู้มีคุณสมบัติ ต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. นะ ข้อ ๕ กับ ข้อ ท่านประธานครับ เคยต้องคําพิพากษาให้จําคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ณ วันนี้มีบางคนที่ถูกต้องโทษไม่ถึง ๕ ปี สมาชิกรัฐสภาก็ตั้งข้อสังเกตว่า สสร. อาจจะร่างและนําไปสู่การที่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มีโอกาสหรือ (๗) ท่านประธานครับ เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่ง ของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ท่านประธานครับ นี่ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ เพราะฉะนั้น สสร. ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองซึ่งเราผ่านมาแล้ว สสร. ซึ่งเป็นตัวแทนซึ่งอาจจะถูกครอบงํา อาจจะแก้เรื่องพวกนี้ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ท่านประธานครับ กระผมขอข้ามไปนะครับ จะไปถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๗๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กระผมกราบเรียนครับ สสร. อาจจะไม่เอาฉบับนี้ มาเป็นต้นร่างก็ได้ ในปี ๒๕๕๐ นั้นรัฐมนตรีมีคุณสมบัติต่อไปนี้ กระผมไม่เอาสัญชาติไทย ไม่กราบเรียนท่านประธานนะครับ จะเอา (๕) ท่านประธานครับ ไม่เคยต้องคําพิพากษา ให้จําคุกโดยพ้นโทษมาไม่ถึง ๕ ปี เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามขาดคุณสมบัติถูกจําคุกไม่ถึง ๕ ปี สสร. ซึ่งเราให้ผ่านไป ๙๙ คน โอกาสที่พรรคการเมืองส่งคนตัวเองไป โอกาสที่จะไปร่าง เรื่องพวกนี้ นําไปสู่อะไรครับท่านประธานครับ ถ้า สสร. เกิดไปร่างตามที่กระผมกราบเรียน ท่านประธาน นําไปสู่ความขัดแย้งแน่นอน นําไปสู่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญแน่นอน กระผมกราบเรียนในประเด็นสุดท้ายในเวลาที่จํากัด นี่เป็นโอกาสของประชาชนครับ ท่านประธาน สภาแห่งนี้มอบอํานาจให้ประชาชนในการเลือก สสร. เราเชื่อใจประชาชน ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ แต่สิ่งที่มันเกิดความบอบช้ํามา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เป็นความเจ็บปวดของประเทศนี้นะครับ ท่านประธานครับไม่มียุคไหน ครั้งไหนที่เกิดเรื่องที่ กระผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ถ้า สสร. ร่างแล้วไม่เกิดการยอมรับ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา คือเป็นความโชคร้ายของประเทศชาติของเรามีความขัดแย้งของคนในชาติอย่างไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน
ประการที่ ๒ เพื่อนร่วมชาติของเราต้องเจ็บ ๔,๐๐๐ กว่าคน ล้มตายไป ๒๐๐-๓๐๐ คน เลือดนองแผ่นดิน ไม่เคยมียุคไหน สมัยไหน ที่คนขัดแย้งกันรุนแรง ทั้งประเทศ เราไม่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีถูกล้อมเกือบเอาชีวิตไม่รอด นายกรัฐมนตรี ของเราไม่สามารถไปนั่งทํางานที่ทําเนียบได้ นี่คือผลจากการที่เราร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นนั่นเองครับ กระผมเป็นห่วงในเรื่องพวกนี้
ประเด็นสุดท้ายที่กราบเรียนท่านประธาน ประชาชน ณ วันนี้ ๑๔-๑๕ วันที่ประชาชนที่รับฟังนั้นเป็นสิทธิความชอบธรรมในการเลือก สสร. ก็ขอกราบเรียน ฝากท่านประธานครับ สสร. ที่เป็นตัวแทนพรรคการเมือง สสร. ที่เป็นอดีตผู้สอบตก ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ผ่านมาเขามีฐานเสียงส่วนหนึ่ง ถ้าประชาชนช่วยคัดกรอง เราเชื่อว่าคนเหล่านี้ เป็นคนดีเหมือนกัน แต่การที่เขามีฐานเสียงเดิมอยู่นั้นเป็นการเอาเปรียบคนอื่น ไม่ใช่ คนเหล่านี้ไม่มีความรู้ประชาธิปไตยครับ แต่การที่เขาเป็นตัวแทนพรรคการเมืองนั้นนํามาสู่ การร่างที่เอื้อประโยชน์กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ท่านประธานครับ รอยเลือดคราบน้ําตา ของคนที่เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่า สสร. ที่จะร่างขึ้นนั้น ประชาชนตอนที่ลงมติ ตอนลงมติเป็น โอกาสสุดท้ายที่เราจะได้ดูว่า สสร. ที่ร่างนั้นรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นหรือไม่ ผมเข้าใจประชาชนที่ติดตาม ๑๔ วัน คงจะได้รู้และได้รับทราบ เพราะถ้าร่างแล้วไม่เป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น นี่คือผิดหวังและความล้มเหลวของประเทศไทยเรา
ประการที่ ๒ ถ้าเผื่อ สสร. ร่างมาแล้วการตรวจสอบอ่อนแอลง ประชาชน ก็อยากลงมติเพื่ออยากให้รัฐธรรมนูญที่เขาร่างขึ้นมาประกาศใช้
ประเด็นที่ ๓ บ้านเมืองของเราที่เกิดความแตกแยก เกิดวิกฤติขึ้นมานั้น นอกจากรัฐประหาร การปกครองที่ไม่เป็นธรรมจะนําไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีที่จบ กระผม ไม่ค่อยเจาะว่าองค์กรอิสระหรือองค์กรตุลาการ ในบางครั้งที่ขาดความน่าเชื่อถือ ในบางครั้ง การปกครองที่ไม่เป็นธรรมนั้นนําไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ประเด็นสุดท้าย เราช่วยกันติดตาม เราช่วยกันติดตามว่าถ้า สสร. เป็นไปตามที่ สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายแห่งนี้ แล้วก็ร่างแล้วไม่สามารถเป็นไปตามที่กระผมกราบเรียน อย่าให้ประเทศของเราบอบช้ําอีกต่อไป ก็ไม่รับรัฐธรรมนูญที่ สสร. ร่างกราบขอบคุณมาก ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ มาตรา ๖ ส่วนใหญ่ที่สงวนไว้มันก็ซ้ํา ๆ กับที่เราพิจารณาแล้ว แล้วก็มีมติไปแล้ว ทีนี้เราพิจารณากันมา ๑๕ วัน วันนี้วันที่ ๑๕ แล้วนะครับ ผมว่าเราเหนื่อยกันมาพอสมควร เพราะฉะนั้นที่เหลือ ถ้าไม่อภิปรายได้ก็จะเป็นพระคุณนะครับ ผมว่ามันพอสมควรครับ ผมหารือปิดการอภิปราย ดีไหมครับ เหนื่อยกันพอสมควรครับ เชิญท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดตาก ผมเข้าใจว่ามาตรานี้ก็คงจะ ไม่มีใครอีกแล้วนะครับ ก็จะขอใช้สิทธิอภิปรายร่วมกับท่าน ส.ว.
ก็เป็นท่านสุดท้ายแล้ว กระมังครับ กระชับหน่อยครับ เชิญครับ
ผมสั้น ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมก็คงจะร่วมอภิปรายกับท่าน ส.ว. เจริญ ภักดีวานิช แล้วก็ ส.ว. สุริยา ปันจอร์ ซึ่งได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่แล้วนะครับ เนื่องจากท่านประธานเร่งรัดให้จบไว ๆ หน่อยนะครับ ผมก็จะสนองท่านประธานด้วยความเต็มใจครับ ในมาตรานี้ผมได้ร่วมกัน อภิปรายมีความเห็นตรงกันว่าคนที่จะลงเป็น สสร. นั้นลงสมัครเลือกตั้งเป็น สสร. ซึ่งมีเพียง ๗๗ ท่านเท่านั้นเองนี่นะครับ ก็ไม่ควรที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ในโอกาส ที่จะมีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งครับ เหตุผลง่าย ๆ นะครับ
ประการแรกนะครับ ซึ่งหลายท่าน ส.ว. ส.ส. หลายท่านได้พูดไปแล้วว่า สสร. ควรจะเป็นกลาง คําว่าเป็นกลางนั่นก็คือว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ถือฝักใฝ่เลือก พรรคใดพรรคหนึ่ง สนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะนะครับ เพราะว่าทุกวันนี้ เราก็เกรงกันอยู่แล้วว่า สสร. ที่จะเข้ามานั้น ถ้าหากว่าเป็นคนของพรรคการเมืองก็จะ ถูกครอบงําได้โดยง่ายครับ เพราะฉะนั้นในลักษณะพรรคการเมืองปัจจุบันนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า คนที่เป็นคนของพรรคการเมืองนั้นก็ย่อมจะต้องปฏิบัติตามคําสั่งหรือว่าคล้อยตามนโยบาย ของพรรคการเมืองนั้น ๆ เราก็ไม่อยากจะเห็นว่า สสร. นั้นเป็นคนที่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าถ้าเลือกเข้ามาเป็น สสร. แล้วก็ควรจะทําหน้าที่ เป็นกลางอย่างแท้จริง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ สสร. ที่ได้รับเลือกเข้ามานั้นมีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือกระทําการใด ๆ เพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนั้น ก็ควรจะห้ามไว้ ในรัฐธรรมนูญเสียเลยว่าไม่ให้สมัครเป็น ส.ส หรือ ส.ว. อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นกลาง อย่างแท้จริง
เหตุผลประการที่ ๒ ครับ การที่ สสร. หรือว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อทําหน้าที่เสร็จแล้วก็ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือว่าดํารงตําแหน่งเป็น ส.ว. เสียเองนะครับ มันเห็นชัดเจนว่า เห็นชัดเจนนะครับท่านประธานว่ามันจะขาดความเชื่อถือว่าคนก็จะพูดกัน ด้วยว่าที่แท้ก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแท้ ๆ เลย อ้ายนี่มันชัดเจน เลยนะครับว่าเป็นการกระทําที่ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัว คนที่เห็นแก่ตัวนะครับท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพรัก ไม่ควรจะให้มาเป็น สสร. หรือแม้กระทั่งไม่ควรจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ด้วยซ้ําไป การที่จะเข้ามาทําหน้าที่เป็น สสร. ซึ่งจะต้องร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า เป็นสูงสุดของประเทศนั้น ก็ควรจะที่เป็นคนกลางอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ได้ดําเนินการอะไร ที่เป็นการเห็นแก่ตัว ที่จริงแล้วท่านประธานครับ ในประเทศไทยเราเรามีคนเก่งเยอะแยะเลย คนเก่งมากมายที่พร้อมที่จะทํางานให้ประเทศชาติ หลายคนคืออยากจะเข้ามาทําหน้าที่ สสร. อยากจะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. แต่เขาอาจจะไม่เคยคิดเลยว่าอยากจะลงเป็น ส.ส. หรือว่าอยากเป็น ส.ว. ให้โอกาสคนพวกนี้เถอะครับ คนที่มีความรู้แล้วก็อยากจะทํางาน เพื่อประเทศชาติจริง ๆ ถ้าหากว่าคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนคือเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว แล้วก็ขอลงสมัคร สสร. เสียเอง เป็นการปิดกั้นโอกาสของคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่เขาน่าจะมาทําหน้าที่ได้ดีกว่านะครับ หลายท่านได้พูดตรงนี้มา ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมาบอกว่า พรรครัฐบาลนี่นะครับ อะไร อะไรก็จะกินรวบไปหมด ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าถ้าหากว่าจะทําให้การทํางานของ สสร. เป็นไปตามแท้จริงแล้ว เสียงข้างมากก็ควรจะให้โอกาสเสียงข้างน้อยที่จะทําหน้าที่ได้โดยเป็นกลางอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่า สสร. นั้นไม่ควรจะลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. อีกนะครับ เพราะว่าดูอย่างไรก็ไม่สง่างาม พูดถึงความไม่สง่างามนะครับ ความสง่างามหมายความว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นก็ควรจะมีจุดข้อบกพร่องที่น้อยที่สุด มีจุดด่างที่น้อยที่สุด สิ่งใดที่จะ เป็นจุดอ่อนหรือถูกโจมตีในภายหลังถ้าป้องกันได้ก็ควรจะป้องกันเสียก่อนนะครับ เหมือนกับ เราไม่สบายใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ใช้ปัจจุบันนั้นดีเหลือเกินครับ ทุกคนยอมรับว่า ดีมากเลย แต่ก็มีจุดอ่อนครับ ถูกตําหนิว่ามีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ในที่สุดก็ต้องมีการ ร่างจัดทําขึ้นใหม่ สสร. ที่เราจะเลือกเข้ามาเรายังไม่รู้เลยว่าจะทําหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมากน้อย แค่ไหน แต่พอเริ่มต้นยกที่ ๑ เลยนี่ปรากฏว่า สสร. ที่เลือกเข้ามา ๗๗ จังหวัดนั้น คนก็รู้กัน ทั้งเมืองว่านี่เป็นคนของพรรคการเมืองพรรคนั้นพรรคนี้ มันก็ขาดความสง่างามตั้งแต่เริ่มต้นเลย ท่านประธานที่เคารพ ประชาธิปไตยนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นการปกครองโดยประชาชนและ เพื่อประชาชน ประชาธิปไตยนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็คือเราจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เราเชื่อถือได้ แล้วก็ไว้ใจได้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราจะออกมาไม่กี่วันนี่นะครับ อีกไม่ช้าไม่นานนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ผมก็อยากจะวิงวอนขอให้ท่านกรรมาธิการ นั้นได้พิจารณาและเมตตาว่าสิ่งที่กระผมได้อภิปรายร่วมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่าน ที่ผ่านมานั้นมีเหตุผลหรือไม่ ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการใช้เหตุผลอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะต้องคล้อยตามว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นมีเหตุผล ถ้ามีเหตุผลแล้วก็น่าจะได้รับการพิจารณา ขอบพระคุณมากครับ ท่านครับ
ผมขอหารือปิดการอภิปราย เลยนะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักครับท่านประธาน ผมขอใช้เวลาไม่เกิน ๓ นาที ต่อเนื่องจากท่านสุริยา ปันจอร์ เจริญ ภักดีวานิช และชรินทร์ หาญสืบสาย ในกรณีมาตรา ๖ ที่เราขอเพิ่มเติมสงวนคําแปรญัตติเอาไว้นั้น เพื่อขจัดส่วนได้เสีย ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ให้เข้ามาสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ผมมีประเด็นนิดหน่อยว่าผมไม่อยากจะให้บุคคลที่รู้เห็นในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการทําผิดวินัยไปเป็นกรรมการสอบสวนทางวินัย และผมไม่อยากจะเห็น คณะกรรมการกําหนดสเปก (Spec) ในการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นกรรมการตรวจการจ้าง เพราะฉะนั้นผมเลยสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรานี้ ถึงแม้จะไปซ้ําซ้อนหรือว่าเกี่ยวพัน กับที่เคยกล่าวมาแล้วก็ตาม ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานมากที่ให้ผม ได้มีโอกาสได้พูดครับ ใช้เวลาไม่เกิน ๓ นาที ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอปิดการอภิปรายนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดขัดข้องนะครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติให้มีการปิดอภิปรายครับ ก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกที่แสดงความจํานง ที่จะอภิปราย ที่ให้ความร่วมมือ ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงไม่ต้องชี้แจงกระมังครับ มันก็เรื่องเดิม ๆ ครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็คงไม่ชี้แจงเหตุผล อะไรแล้วนะครับ เพียงแต่จะยืนยันว่าร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากมีเพียง ๕ มาตรา ซึ่งคิดว่าสมบูรณ์แล้วไม่จําเป็นต้องเพิ่มมาตรา ๖ หรือบัญญัติถ้อยคําอื่นอีกครับ แล้วก็เหตุผล เรื่องการตัดสิทธิ สสร. ผมก็ได้กราบเรียนให้เหตุผลไปก่อนหน้านี้แล้วครับ ท่านประธานครับ
ขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญสมาชิกข้างนอกด้วยนะครับ ท่านสมาชิกครับ พร้อมนะครับใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้ เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๘๓ ท่าน ครบองค์ประชุม
ผมขอมติเลยนะครับ มติครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติ เห็นด้วย ๓๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๕ ท่าน ถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ท่านสมาชิกครับ จบการอภิปรายเรียงตามลําดับมาตราแล้วนะครับ ต่อไป เป็นการพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ จะมีท่านใดแก้ไข ถ้อยคําหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ถือว่าที่ประชุมไม่มีการ แก้ไขนะครับ จบการพิจารณาในวาระที่สองครับ
เนื่องจากในการพิจารณาในวาระที่สาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙๑ (๕) และข้อบังคับ ข้อ ๑๐๓ กําหนดให้รอไว้ ๑๕ วัน วันนี้วันที่ ๑๔ บวก ๑๕ วัน เป็น ๒๙ วัน เราสามารถลงมติได้ในวันที่ ๓๐ ซึ่งตรงกับวันพุธ ผมอยากสงวนไว้วันพุธกับ วันพฤหัสบดี ไว้พิจารณา เพราะเรามีวาระของสภาผู้แทนราษฎรยังตกค้างอยู่พอสมควร ผมขอกําหนดเป็นวันศุกร์ที่ ๑ มิถุนายน เราลงวาระที่สาม ท่านประธานวิป เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นไปตามที่ท่านประธานได้กําหนดไว้ครับ หมายความว่าเมื่อเราเสร็จ การอภิปรายวาระที่สองในวันนี้ เมื่อเว้นเอาไว้ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน เราสามารถที่จะลงมติได้ ในวันที่ ๓๐ แต่ในขณะเดียวกันการที่จะกําหนดวันที่จะลงมติ เนื่องจากองค์ประกอบของ การประชุมรัฐสภาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกวุฒิสภา ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ผมขออนุญาตใช้โอกาสหารือกับท่านประธานอีกสักครั้งนะครับ เพราะถ้าหากว่ามีการลงมติกันวันที่ ๑ อาจจะมีสมาชิกบางส่วนที่อาจจะไม่สะดวกในการ ที่จะมาทําหน้าที่ในวันนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมขออนุญาตใช้โอกาสหารือกับทางตัวแทน วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสมาชิก แล้วก็จะได้นําเรียนท่านประธานอีกครั้งในการที่จะกําหนด วันลงมติ ขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธาน
หมายความว่าจะหารือกัน แล้วค่อยแจ้งอีกทีใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ขออนุญาตหารือเพื่อที่จะได้ ประสานกับท่านอีกที เนื่องจากวันที่ ๓๐ วันที่ ๓๑ ทราบว่ารัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการประชุม เวิร์ลด อีคอนอมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ในขณะเดียวกันวันที่ ๑ ก็ทราบว่า มีท่านวุฒิสมาชิกบางส่วนติดภารกิจ
แปลว่าวันนี้เรายังไม่กําหนดวัน
ยังไม่กําหนดวันเพื่อที่จะขอหารือกัน อีกสักครั้งเพื่อที่จะนําเสนอท่านอีกครับ
ไม่เป็นอะไรครับ ถือว่า ยังไม่ได้กําหนดวันลงมติวาระที่สาม เนื่องจากวิป ๒ ฝ่าย ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หารือ ตกลงกันว่าวันพรุ่งนี้ประชุมร่วมเราจะงดนะครับ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้งดประชุมครับ แล้วก็ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่เราใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่อง สําคัญร่วมกัน ๑๕ วัน ต้องขอขอบคุณทุกท่านครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการ ขอบคุณครับ ปิดประชุมครับ สวัสดีครับ