รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องระยะเวลาการเกิดขึ้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเกิดขึ้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ในปัจจุบันไม่ถูกต้อง และขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการนี้ เนื่องจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ 90 วันไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่เพียงพอในการเตรียมตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และอาจทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๕ ซึ่งเป็น มาตราสุดท้ายของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยถ้อยคําสั้น ๆ นิดเดียวเองครับ ก็คือว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาในการเกิดขึ้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ตัวเลขที่ผมได้ ขอแปรเปลี่ยนจาก ๙๐ วัน เป็น ๑๓๕ วันนั้นมีที่มาที่ไป ซึ่งกระผมจะขออนุญาตพูดกับ ท่านประธานโดยใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือว่า ท่านก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จะถึง บทอวสานในอีกไม่ช้านี้ เพราะทันทีที่รัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่มีผลบังคับให้รัฐธรรมนูญ ที่จัดทําขึ้นใหม่มีผลบังคับใช้ก็ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมดสภาพไปโดยปริยาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมานั้นเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่าจะต้องจบลง และในมาตรา ๕ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็เป็นบทเฉพาะกาลที่บีบบังคับให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดขึ้น โดยเร็ว ซึ่งมีประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะขัดกับเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ตามมาตราที่เราได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ นี้ เราพูดถึงวาระเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ ซึ่งตามร่างของท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ผ่านความเห็นชอบมาสู่สภาแห่งนี้บอกว่า

๑. ให้ตามพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลใช้บังคับ

๒. คือให้ดําเนินการให้ได้มาซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ ประเภทภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลบังคับ ผูกมัดอย่างไรครับ ผูกมัดก็คือว่า เป็นบทเฉพาะกาล ที่จะต้องให้ทําทันที ผมคิดว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ก็คือ การเขียนเพื่อที่จะเปิดช่องไว้ว่าหากรัฐสภาจะมีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ก็ให้ ดําเนินการตามหมวดนี้ ความในข้อนี้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเป็นเรื่องที่สภาเรา ก็ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการก็ได้แก้ไขจากร่างเดิมในระหว่างการประชุม รัฐสภาแห่งนี้ เจตนารมณ์ของมาตรา ๒๙๑/๕ ก็คือในวรรคสอง ให้ดําเนินการให้มีการ ตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือภาวะปกติ แต่ว่าเมื่อเรา มีมาตรา ๕ ขึ้นมาซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลก็แปลความว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่จําเป็นจะต้องไป เปิดประชุมเพื่อที่จะลงมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่อีกแล้ว เรากําลังใช้มาตรา ๕ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลนี้เป็นบทที่บอกว่านี่ล่ะคือมติของรัฐสภาที่จะให้จัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ขณะที่แท้ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่มติ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐสภา เจตนารมณ์ของรัฐสภา คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราได้ไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๕ เป็นเช่นนี้ก็คือการบีบบังคับว่าภายใน ๙๐ วันจะต้อง มีร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาภายใน ๑๕ วันจะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนด วันเลือกตั้งขึ้นมา ถามว่านี่เป็นกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ ผมคิดว่าอยากจะได้คําตอบจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ตามความเข้าใจของผมนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้น ลงเมื่อไร มีผลบังคับใช้ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๓ นั่นก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้สําเร็จไม่จําเป็นต้องมีมาตรา ๕ ขึ้นมา หลังจากนั้นรัฐสภาของเรา ก็ควรจะเรียกประชุมตามมาตรา ๑๓๖ (๑๗) ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วว่าเราจะมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสนอญัตตินี้โดยใคร โดยรัฐบาลหรือใครก็ตาม ก็แล้วแต่ ก็เสนอเข้ามา เป็นอีกกระบวนการขั้นตอนหลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ และทุกอย่างก็จะดําเนินไปตามกระบวนการที่เราให้ความเห็นชอบมาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาเรื่อย ๆ มา นี่กระบวนการนี้ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่วันนี้เรากําลังรวบรัดโดยใช้มาตรานี้ละ เป็นตัวล็อกว่ามติให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เพิ่มหมวดการจัดทํา รัฐธรรมนูญใหม่นี้คือมติของรัฐสภาที่ให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพครับนั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นว่าการแก้ไขระบุไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งกําหนดวันที่จะให้ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพียง ๙๐ วันนั้น ผมคิดว่าถ้าท่านประธานได้ติดตามการอภิปราย แสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกตลอดการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะ พบว่าเราค่อนข้างที่จะเร่งรัดรีบร้อนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมา และห้วงเวลาที่กําหนดไว้เพียง ๙๐ วันนั้นในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถที่จะทํา ให้เราได้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแทนของความรู้สึกนึกคิด เป็นตัวแทนของ กลุ่มชน กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและหลากหลาย เพราะภายในเวลาที่จํากัดนั้น ท่านประธานครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจาก ๒ ทาง ทางแรก ก็คือการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ๗๗ จังหวัด เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้วเราก็จะพบว่าระยะเวลา ในการเตรียมตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็น้อยเหลือเกิน เตรียมตัวน้อย โอกาสที่จะเข้ามาสู่ในกระบวนการเพื่อที่จะให้ประชาชน ยอมรับ สู่กระบวนการที่ให้ประชาชนสนับสนุนหรือแม้กระทั่งการแสดงออก ซึ่งความคิด ความอ่านของตัวเองที่จะไปแสดงกับประชาชนในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเพื่อให้เป็น สสร. นั้น ก็สั้นไม่มีเวลาเพียงพอ แล้วก็อาจจะทําให้เราได้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ เป็นตัวแทนของประชาชนอย่าง แท้จริง ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่ากระบวนการเลือกตั้ง สสร. นั้นมันไม่ได้จบสิ้นเพียงว่าเมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้ง มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และไปหย่อนบัตรเลือกตั้งและจบภายในกําหนดเวลาเท่านั้น ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไขเพิ่มเติมและให้ความเห็นชอบไปเองนี่ล่ะครับ เราก็ยังเพิ่มระยะเวลาในการ ประกาศผลรับรองการเลือกตั้งอีก ๑๕ วันนับจากวันเลือกตั้ง ในระหว่างที่ต้องรอประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งนั้นเรายังไม่รู้นะครับว่าหลังจากวันหย่อนบัตรแล้วจะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการในการร้องเรียน ในการร้องคัดค้านการเลือกตั้งก็มีอยู่และมีกฎหมายบัญญัติ อยู่หลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการดําเนินการ ท่านประธานครับ แต่ว่า ในมาตรา ๕ ที่คณะกรรมาธิการผ่านให้ความเห็นชอบบอกว่าให้ดําเนินการให้ได้มา ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คําว่าแล้วเสร็จนั้น หมายถึงว่าหมดคําโต้แย้ง เรื่องคําคัดค้าน เรื่องของการประกาศผล หรือเรื่องการเลือกตั้งใหม่ ความสมบูรณ์ของ สสร. ต้องเสร็จภายใน ๙๐ วัน ถามว่าเป็นจริงในทางปฏิบัติหรือไม่ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ ท่านไม่ได้กลับไปอ่าน ในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ท่านได้เขียนไว้ยืดยาวเสียเองว่ามันมีอุปสรรค มีกระบวนการอะไร ที่จะต้องคํานึงถึง ที่จะต้องเผื่อเวลาในการกําหนดการได้มาซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ ประเภท ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมจําเป็นที่จะต้องขอแปรญัตติในเรื่องนี้ไว้ว่าระยะเวลา ๙๐ วันนั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาทั้งหมด กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน