อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างหลักประกันในเรื่องของความเป็นอิสระของศาล องค์กรอิสระ และการนิรโทษกรรมความผิดในอดีต พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคต ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่ออดีต
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเพื่อที่จะให้มีการ แปรญัตติในมาตรา ๕ ในมาตรา ๕ นั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นเสมือนบทเฉพาะกาล ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นบทเฉพาะกาลที่จะใช้เฉพาะครั้งแรกและครั้งเดียว เท่านั้น โดยสาระสําคัญของมาตรา ๕ ที่เป็นคําแปรญัตติของกระผมก็คือการให้มีการออก เสียงประชามติหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่สาม เพื่อที่จะถามความเห็นของประชาชนว่าสมควรที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ กระผมใคร่ของแสดงเหตุผลไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ไปถึงสมาชิกรัฐสภา ว่าบัดนี้เราได้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของวาระที่สอง หลังจากนั้นไปเราจะใช้เวลา ๑๕ วัน ในการพิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะมีการลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้มีการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับได้ ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อมั่นว่าตั้งแต่วันที่ ๒๓ ถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาในชั้นรับหลักการวาระที่หนึ่ง เราได้ฟังเหตุและผล ของคณะรัฐมนตรีของผู้เสนอร่างอีก ๒ ท่าน แล้วรัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ผมเอง เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวใช้เวลา ๖ สัปดาห์ในที่สุด วันที่ ๖ เมษายนที่ผ่านมา ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็มีหนังสือส่งรายงานของ คณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พร้อมด้วยคําแปรญัตติของสมาชิก กว่าร้อยท่าน และรวมถึงกรรมาธิการที่สงวนความเห็น เราได้ใช้เวลาถึงวันที่ ๑๔ ณ บัดนี้ ก็เข้าสู่มาตราสุดท้ายของร่างแก้ไข ผมทบทวนลําดับเวลาเพื่อให้ท่านประธานได้ทราบว่า กระผมเองได้แปรญัตติในหลายมาตรา แล้วก็ได้แปรญัตติด้วยความหวังว่าการพิจารณาของ รัฐสภาเพื่อให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งสําคัญ ผมจึงต้องใช้โอกาสของมาตรา ๕ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลนั้นเสนอให้รัฐสภาได้ให้การสนับสนุน เสนอให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้การสนับสนุนคําแปรญัตติของกระผม เพราะเมื่อเรา ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในอีก ๑๕ วันข้างหน้า ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เปิดโอกาสให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ จะมีรูปแบบ สสร. ที่มาจากจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน จากผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒๒ ท่าน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก สสร. ๙๙ คน จะทําการออกแบบประเทศไทย เราจะถือเป็นพิมพ์เขียวประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญนั้น จะกําหนดรูปแบบโครงสร้างและระบบของประเทศนี้ โดยเฉพาะใน ๓ อํานาจ และสถาบัน ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือการเสร็จสิ้นภารกิจที่ผู้เสนอร่างได้เสนอมา แต่ก่อนที่จะ มีการดําเนินการตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปี ๒๕๕๐ กระผมเห็นว่า การจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นจําเป็นที่จะต้องถามประชาชน ด้วยเหตุผล ๔ ประการ ในคําแปรญัตติของกระผมที่จะสนับสนุนและอธิบายว่าทําไมกระผมเห็นว่าเราจําเป็นจะต้อง ขอความเห็นของประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออก เสียงประชามติ
เหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือว่าประชาชนจะได้รับการสอบถามและใช้ดุลยพินิจว่า มันถึงเวลาหรือไม่ เป็นวาระเร่งด่วนหรือเปล่าที่จะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศ มีวาระแห่งชาติและมีวาระที่เราผูกพันไว้ เช่นการเตรียมความพร้อมของประเทศในการก้าวสู่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การว่างงาน การตกงานของพี่น้องประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) นั้นจะอยู่ได้หรือไม่ นี่เป็นวาระเร่งด่วนประการหนึ่ง ถามบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความจําเป็นแค่ไหน หรือปัญหาเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูประเทศจากภัยพิบัติธรรมชาติโดยเฉพาะน้ําท่วม และการเตรียมรับมือหากว่าฤดูฝนจะเกิดมหาอุทกภัยอีกหรือไม่ รัฐบาลได้ลงแรงในการ เตรียมความพร้อมและแนวป้องกันไว้ พร้อมแล้วหรือจึงมาหมกมุ่นให้ความสนใจในเรื่อง การเมือง ในเรื่องของรัฐธรรมนูญซึ่งยังต้องมีแรงเสียดทานและความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก พอสมควร หรือว่าปัญหาในเรื่องของแพง ค่าครองชีพซึ่งเป็นความเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้เป็น เรื่องที่ถามบอกว่าเป็นประเด็นวาระเร่งด่วนใช่หรือไม่ อันนี้จะเป็นประเด็นที่จะสนับสนุนว่า ทําไมกระผมเห็นว่าเราควรจะถามประชามติของประชาชน
ประการที่ ๒ คือความกังวลต่อฉนวนความขัดแย้ง ในระหว่างการพิจารณา ทั้งในชั้นของวาระที่หนึ่ง ๓ วัน ๓ คืน หรือว่าในชั้นของกรรมาธิการ ๖ สัปดาห์ แล้วก็ ๑๔ วัน ของการพิจารณาในรัฐสภาวาระที่สอง ความเห็นต่าง ความเห็นสนับสนุน ความเห็นที่เป็นกลาง ล้วนแล้วแต่ได้แสดงออก ณ รัฐสภาแห่งนี้ แต่ถ้าเราจับความรู้สึกความเห็นนั้นก็จะทราบว่า ยังมีความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาความขัดแย้งอันเกิดจากการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กําลังจะเกิดขึ้น ประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พยายามตอบโจทย์ระดับหนึ่ง ในแง่ของข้อกังวลก็คือในเรื่องของการไม่แตะต้องหมวด ๒ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ว่า หมวดอื่น ๆ ที่ยังเป็นข้อกังวลอย่างยิ่งไม่ว่าเรื่องของความเป็นอิสระของศาล องค์กรอิสระ หรือแม้แต่ในเรื่องของการนิรโทษกรรมความผิดในอดีตนั้นยังไม่มีใครตอบโจทย์ตรงนี้ ไม่มีใครการันตีได้แม้แต่ประธานคณะกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ปฏิเสธ คําแปรญัตติของสมาชิกจํานวนนับร้อยคน และกรรมาธิการที่ต้องการให้เพิ่มเติมเพื่อสร้าง หลักประกันในร่างแก้ไขที่ผ่านมาไม่ว่าจะในเรื่องของการไม่แตะต้องหมวดว่าด้วยศาล หมวดว่าด้วยองค์กรอิสระ หรือว่าการตรวจสอบอํานาจรัฐ เป็นต้น และล่าสุดเมื่อสักครู่ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ เป็นต้นมา ข้อกังวลเหล่านั้นกระผมได้รับฟังเช่นเดียวกับท่านสมาชิก ทั้งหลาย กรรมาธิการทั้งเสียงข้างมากข้างน้อย แต่นี่คือสิ่งหนึ่งที่กระผมก็ยังเห็นว่าเรายัง ตอบโจทย์ไม่ได้ สร้างหลักประกันไม่ได้ ความกังวลดังกล่าวนั้นยากจะหมดไป และนี่คือ เหตุผลข้อที่ ๒
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่กระผมได้สงวนคําแปรญัตติและต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็คือในเรื่องของเช็คเปล่า ความจริงหลายคนพูดประเด็นนี้แล้วก็มองว่า เป็นความเป็นวิตกเกินไป ตีตนก่อนไข้หรือไม่ แต่วันนี้เราเห็นชัดเจนแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการแก้ไขใหม่นั้นรูปโฉมโนมพรรณเป็นอย่างไร จะเข้าสู่การลงมติในวาระที่สามในอีก ๑๕ วันข้างหน้า เราจะมี สสร. ๒ ประเภท จากเลือกตั้งและจากสรรหาคัดเลือก เรามีจํานวน เพียง ๙๙ คน ในขณะที่การคลายปมตรงนี้อยากให้มีมากกว่า เกรงว่าจะมี สสร. ร่างทรง หรือล็อกสเปก แต่ตรงนี้ก็ได้รับคําอธิบายว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยัน วันข้างหน้า เราก็จะมี สสร. และเราได้พยายามที่จะสร้างกรอบบางประการที่ยึดโยงได้สําหรับคลี่คลาย ความกังวลในเรื่องของเช็คเปล่า แต่ผมก็เชื่อว่าท่านประธานเองก็ไม่สามารถจะการันตีได้ เพราะคําอธิบายที่บอกว่า สสร. นั้นควรมีอิสระในการที่จะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และ เราต้องไว้วางใจ เพราะมาจากการเลือกตั้ง เพราะมาจากการคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมด ๙๙ คน แต่ถามว่าความกังวลนั้นหมดไปหรือไม่ สําหรับฝ่ายที่คัดค้านและฝ่ายที่ยัง ไม่เห็นด้วย ซึ่งแน่นอนการเคลื่อนไหวคัดค้านยากที่จะปฏิเสธว่ามันจะไม่เกิดขึ้น แล้ววันนี้ ก็มีความชัดเจนว่าทางรัฐบาลก็ดี กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันว่าจะใช้ร่างเดิม แต่ท่าน ก็ก้าวออกมาในเรื่องของหมวด ๒ แต่ตรงนั้นเป็นกรอบเพียงประการเดียวเท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้วผมเชื่อว่ามันไม่เพียงพอ และผมก็เชื่อว่าตรงนี้ยังก่อให้เกิดประเด็นที่ควร จะต้องถามว่าเราไว้วางใจได้หรือไม่ ถ้าหากว่าการร่างรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ แล้วก่อนที่จะ เดินหน้ากระบวนการดังกล่าวนั้นถามประชาชนว่าเอาหรือไม่เอา มันเป็นเดิมพันของประเทศ เดิมพันของอนาคต เพราะถ้าหากว่ามันเกิดเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างที่เรากังวลถึงวันนั้น หลุดมือออกไปแล้วทําอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเดิมของประเทศ เดิมพันอนาคตนั้นจะกําหนด โดยประชาชนที่ออกเสียงประชามติถ้าเห็นว่าเอาด้วย เดินหน้าไป เราจะรับผิดชอบประเทศนี้ ร่วมกัน รับผิดชอบชะตากรรมข้างหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะเดินไปด้วยกัน
เหตุผลประการที่ ๔ ซึ่งเป็นเหตุผลประการสุดท้าย การออกแบบประเทศ ครั้งใหม่ด้วยการมีพิมพ์เขียวที่เป็นรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่นั้น มันเหมือนแผ่นกระดาษ ที่ว่างเปล่า ทั้งที่เรารู้ว่าตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แผนการของเราล้มลุกคลุกคลาน เราพยายามออกแบบแก้ไข มีรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ถูกฉีกทิ้งด้วยการรัฐประหารซึ่งถือว่า เป็นดีเอ็นเอ (DNA) ที่เป็นมะเร็งร้ายสําหรับระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง แม้แต่ปี ๒๕๔๙ แล้วเราหวังว่าการที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะสามารถยุติการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วหวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๑๙ ของประเทศ ท่านประธานครับ เราหวังอย่างนี้มาหลายยุค หลายสมัย หลายรอบ หลายปีหลายทศวรรษ บัดนี้ ๘๐ ปี ความหวังเหล่านั้นก็ยังสร้างขึ้นเป็นความหวัง อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าจะออกแบบหรือจะมีพิมพ์เขียวใหม่นั้นโดยที่ยังไม่รู้ ไม่เห็นเลยว่าอะไร อยู่ตรงนั้น ผมถามว่า สสร. ที่มาเขาจะเขียนอย่างไรละครับ แน่นอนจะต้องออกไปสอบถามความเห็น ของประชาชนในแต่ละภูมิภาค แต่ละจังหวัด แล้วก็พยายามประมวลความเห็นเหล่านั้น ออกมา แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็หวังว่าการออกแบบประเทศครั้งใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญที่เป็น พิมพ์เขียวใหม่นี้เราจะสามารถกําจัดดีเอ็นเอ (DNA) ทั้งหมดครับ ดีเอ็นเอที่เป็นพิษร้าย เป็นมะเร็งร้าย เป็นเนื้อร้ายออกทั้งหมด ๑. ก็คือรากเหง้าของเผด็จการ ๒. ก็คือธุรกิจ การเมืองทุนนิยมสามานย์ที่เข้ามาซื้อประชาชน ซื้อพรรคการเมือง ซื้อนักการเมือง นั่นเป็น เพียงมะเร็งร้ายที่รัฐธรรมนูญที่จะออกแบบใหม่นั้นจําเป็นที่จะต้องให้ประชาชนนั้นได้ แสดงความคิดเห็นในระหว่างของการที่จะมีการออกเสียงประชามติ ฝ่ายที่ต้องการมีการยกร่าง ก็จะต้องอย่างน้อยยืนยันสร้างกรอบพอเป็นสารัตถะสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สามารถมองเห็นจับต้องได้ ผมเชื่อว่าการที่เราจะเริ่มต้นก้าวใหม่นั้นเราต้องก้าวใหม่จริง ๆ ไม่ใช่ก้าวเก่า เราต้องมีรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตจริง ๆ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่ออดีต ไม่อย่างนั้น เราไม่สามารถนําประเทศก้าวไปข้างหน้า ไม่สามารถสร้างประเทศดังที่พวกเราหวัง ผมก็เพียงแต่ใช้สิทธิในช่วงโอกาสที่เป็นมาตราสุดท้ายครับ เพราะว่าได้พยายามที่จะขอแล้ว ขออีกจากกรรมาธิการเสียงข้างมากโดยเฉพาะท่านประธาน และเราต้องคิดทบทวนให้ดี จากนี้ไปเมื่อเรือออกจากท่าเราไม่สามารถที่จะดึงกลับมาได้ เราไม่มีแผนที่นําทาง เราไม่มี เข็มทิศเลย เราร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ให้มี สสร. มีกรอบเดียวที่อยู่ในหมวดทั่วไป ๒ ข้อ และหมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์เท่านั้น จากนี้ไปเราไม่มีสิทธิที่จะทําอะไรได้ แต่กระผม เพียงแต่ขอให้ทบทวนว่าเรายังมีครับ นั่นก็คือการให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติว่า จะดําเนินการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ สมควรแล้ว หรือไม่ สุดท้ายผมคงไม่ต่างจากท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกคนที่เราทํางาน ร่วมกันมา ๖ สัปดาห์ เมื่อเราได้อ่านผลการสํารวจความเห็นประชาชนที่ตีพิมพ์เมื่อเช้านี้ พอประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองที่มีแต่ความขัดแย้ง เบื่อหน่ายการเมืองที่มีแต่การแย่งชิง อํานาจและผลประโยชน์ เบื่อหน่ายไปหมดและนั่นคือลางร้ายที่สุดของระบอบประชาธิปไตย เพราะวันนี้เราไม่สามารถสร้างความมั่นใจฟื้นฟูความเชื่อมั่น เราเท่ากับทําลายความหวัง หรือฟางเส้นสุดท้ายต่อไปยากที่พวกเราจะสบตาประชาชนได้ในยามที่เราเดินออกไปหาเสียง หรือยามที่เราขอความไว้วางใจมาทําหน้าที่ที่เป็นฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ตาม ผมจึงขอให้ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวนว่าเมื่อเราไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ ไปถาม ประชาชนเถอะครับ ถ้าประชาชนบอกว่าเดินหน้าเราเดินหน้า อย่าให้เราเดินหน้าล้ําประชาชน โดยไม่ถาม แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะมีหน้าไปตอบประชาชนได้อย่างไร ผมก็เรียกว่าเราได้ ทําหน้าที่มาสมบูรณ์แล้วครับ ท่านก็ทําหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาส ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ไม่ใช่เพียงแค่แก้ไข แต่ก่อนที่จะเดินหน้าก้าวต่อไปนั้น อนาคตประเทศอยู่ในมือไม่ใช่ของเราเท่านั้นครับ ของประชาชนทั้งประเทศ ขอบคุณ ท่านประธานที่ให้ผมได้มีโอกาสได้เสนอความเห็นและอธิบายคําแปรญัตติของกระผม ในมาตรา ๕ ขอบพระคุณครับ