สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการออกเสียงประชามติและระยะเวลาการตราพระราชกฤษฎีกา และเสนอให้มีการประชามติเพื่อความเห็นชอบก่อนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าควรที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ ผู้ขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๕ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามาตรา ๕ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นั้นมีสาระสําคัญดังนี้ครับ
ในวาระเรื่องแรก เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าสมควรที่จะให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ หากผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ภายใน ๓๐ วันนับแต่ วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ สรุปกราบเรียนท่านประธานครับว่าสาระสําคัญที่ผมขอแก้ไขในมาตรา ๕ นั้นมีทั้งหมด ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือผมขอให้มีการจัดออกเสียงประชามติว่าสมควรจะมีการ จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมขอแก้ไขเรื่องของระยะเวลาในการตราพระราช กฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ จากเดิมภายใน ๑๕ วันเป็น ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ
และประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องกรอบระยะเวลาในการเลือกตั้ง สสร. หรือว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้ขอแก้ไขเรื่องระยะเวลา ๙๐ วันนับจากวันที่รัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับเป็น ๙๐ วันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ แต่เนื่องจากประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ นั้นจากการพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ที่ประชุมได้ เห็นชอบตามกรอบระยะเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบไปแล้ว กระผมจึงไม่ติดใจ ที่จะอภิปรายในประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ คือกรอบระยะเวลาในการประกาศใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกากับกรอบระยะเวลาเรื่องของการเลือกตั้ง ผมจะใช้สิทธิอภิปรายเพียง ประเด็นที่ ๑ ประเด็นเดียวท่านประธาน ก็คือสาระสําคัญของการเสนอจัดให้มีการออกเสียง ประชามติก่อนที่จะมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยเหตุผลสําคัญ ๒ ประการครับ ที่ผมเสนอให้มีการจัดทําประชามติก่อนนั้นก็ด้วยเหตุผลที่ผมเห็นว่าขณะที่เราได้มีการเสนอ และพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ภาคประชาชนก็มีข้อถกเถียง ในสภาแห่งนี้ ก็มีข้อถกเถียงถึงประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าเป็นเรื่องที่ทําได้ หรือทําไม่ได้ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งยังมีข้อถกเถียง ว่าสมควรที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอย่างไร ก็สมควรที่จะไปแก้ไขข้อบกพร่องหรือประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือข้อถกเถียงที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าหากเราจะลงมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนลงมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปทําประชามติให้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินใจก่อนจะดีกว่าหรือไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็จะได้ข้อยุติในปัญหาที่มีข้อถกเถียงกันมาโดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีปัญหา ถึงขนาดที่จะต้องไปยกเลิกแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นก่อนที่เราจะยกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเราควรให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เหตุผลก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานก็ทราบดีแล้วว่าเกิดจากการลงประชามติของพี่น้องประชาชน เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งขณะนั้นมีประชาชนที่มีสิทธิที่จะออกเสียงลงประชามติ ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือตัวเลขที่ ๔๕ ล้านคนเศษ มีประชาชนใช้สิทธิลงประชามติ ๒๕ ล้านคนเศษ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ แล้วมีประชาชน เห็นชอบอยู่ทั้งหมด ๑๔.๗ ล้านคนท่านประธาน คิดเป็นสัดส่วนก็มากกว่าครึ่งหนึ่งอีกเช่นกัน ตัวเลขนี้มันมีนัยสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าคนที่ไปออกเสียง ประชามติเพื่อที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ นั้นมีมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง และเสียง ที่เห็นชอบก็มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนประชาชนที่มาออกเสียง เพราะฉะนั้นเมื่อประกอบ กับกรณีที่ผมได้อภิปรายกราบเรียนท่านประธานไปแล้วในเหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือมีปัญหา ข้อถกเถียงกันอยู่ในสังคมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นสมควรที่จะนําไปสู่การยกเลิก แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผมจึงเห็นว่าด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาจากการออกเสียงประชามติของพี่น้องประชาชนก่อนประกาศใช้ เพราะฉะนั้นถ้าจะ ยกเลิกก็ควรที่จะให้เกียรติประชาชน กลับไปถามพี่น้องประชาชน อย่างน้อย ๑๔.๗ ล้านคน ที่เขาเห็นชอบในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าถึงเวลาที่ควรจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้วหรือยัง เพื่อนําไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ควรที่จะไปทําประชามติเสียก่อน นอกจากนี้ นอกเหนือไปจากการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านประชามติของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นฉบับแรกนะครับ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการทําประชามติของพี่น้องประชาชนมาก่อนเลย ประเด็นปัญหาการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองซึ่งเป็นหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมก็เห็นว่ากฎกติกานี้ควรที่จะถือปฏิบัติ เมื่อการตัดสินใจที่จะเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นประเด็นทางการเมือง และเป็นเรื่องสําคัญทางการเมือง เราควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ถ้าเราไปทําประชามติเสียก่อน นอกจากจะเป็นการยุติปัญหาข้อถกเถียง ในทางสังคม ข้อถกเถียงในทางภาคประชาชนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ควรยกเลิกหรือไม่ เรายังได้เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสําคัญก็คือ ให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดตัดสินใจครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สมควรที่จะยกเลิกแล้ว หรือยัง เพื่อนําไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้วยเหตุผลทั้ง ๒ ประการที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมจึงได้ใช้สิทธิ ขอแปรญัตติว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบและมีผลใช้ บังคับแล้ว เราควรที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าควรที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่า ทั้งหมดจะได้ประโยชน์เมื่อถึงคราวที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ เนื่องจากกฎ กติกา ตามร่างแก้ไขฉบับนี้ก็เสนอให้มีการทําประชามติตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ถึงตอนนั้นเราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่สมควรที่จะมีหรือไม่สมควรมี หรือควรที่จะไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะเราผ่านการทําประชามติมาแล้ว ๑ รอบ ถ้ารอบแรกประชามตินั้นเห็นควรว่าใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อไปก็จะไม่ต้องไปเสีย เรื่องงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานในการที่จะไปจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ก็ยุติ ก็จบครับ ก็เดินหน้าประเทศไทยต่อไป แต่ถ้ารอบแรกเห็นว่าสมควรจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อทําเสร็จเราก็จะมาถกเถียงกันเฉพาะเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปรียบเทียบกันว่า ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ถ้าไม่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนก็ไม่ต้องรับ ถ้าดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนก็รับ ประเด็นในการที่จะต้องมาเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชนตอนทําประชามติรอบหลังมันก็จะแคบลง ข้อถกเถียง ที่จะนําไปสู่ความขัดแย้งของสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราทํากระบวนการเป็นขั้นตอนอย่างนี้ ผมเชื่อว่าเราจะช่วยกันรักษาสังคมไว้ได้ด้วย ก็คือไม่ทําให้ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ประเด็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลายเป็นข้อขัดแย้งของสังคม คือให้สังคมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองเสียก่อน ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียน ผมจึงได้ใช้สิทธิแปรญัตติในมาตรา ๕ ตามที่ได้เรียนท่านประธานไป คือเสนอให้มีการทํา ประชามติเสียก่อนที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ