รสนา โตสิตระกูล เสนอแนวคิดการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขอให้คณะกรรมการเลือกตั้งกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติภายใน 7 วัน หากประชาชนเห็นชอบ จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการประชามติอีกครั้งก่อนการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๕ ว่าในวาระเริ่มแรก เมื่อรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... นี้ใช้บังคับแล้วภายใน ๗ วัน ให้คณะกรรมการ เลือกตั้งประกาศกําหนดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ โดยมีกําหนดวันออกเสียงภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ไม่เกิน ๑๒๐ วันนับแต่ วันประกาศให้มีการออกเสียง หากผลคะแนนออกเสียงประชามติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ให้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้งดการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และไม่ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ และห้ามมิให้เสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกภายในระยะเวลา ๕ ปี หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงให้ดําเนินการต่อไปนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉัน แปรญัตติในวรรคแรกนะคะ
ส่วนวรรคต่อมานั้นก็คือในวรรคสุดท้ายก็คือหลักเกณฑ์การออกเสียง ประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ การที่ดิฉันขอแปรญัตติให้มีการทําประชามติก่อน ก่อนที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นเป็นส่วนที่ได้มีการทํา ประชามติมาก่อน ซึ่งถ้าหากท่านประธานจะโปรดกรุณาดูในพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีส่วนที่เป็นพระราชปรารภระบุ เอาไว้ว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียง ลงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ประชามติเห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดําริว่าสมควรพระราชทาน พระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชนในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ชัดเจนว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดําริว่าสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นมติของมหาชนแล้วการที่รัฐสภานั้นจะอาศัยการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑ เพื่อนําไปสู่ การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยที่กรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีความชัดเจนอะไร ดิฉันคิดว่าจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องกลับไปหาประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ตามที่ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๓ หมวด ๑ บททั่วไป ที่บัญญัติว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานคะ ในมาตรา ๓ นี้ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลเป็นองค์กรที่รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญ เป็น ๓ องค์กรที่รับอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอํานาจในการที่จะไปล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐสภานั้น ไม่ได้เป็นผู้ให้รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงผู้รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงมีอํานาจเพียงแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่การที่จะมีการออกการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะให้มีการตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อยกร่างใหม่นั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและโดยหลักการของอํานาจแล้วรัฐสภาไม่มี อํานาจที่จะทําเช่นนั้นได้ เพราะเป็นองค์กรที่รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามอํานาจ รัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสภาต้องการที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดิฉันจึงเสนอว่า ควรจะต้องทําประชามติกลับไปที่ประชาชน เพราะว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนเปรียบประดุจแม่ผู้ให้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ายังไม่สายนะคะ ที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้โปรดพิจารณาดูว่า การทําประชามติก่อนที่จะมีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทําให้กระบวนการที่ท่านต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับนั้นเป็นไปโดยถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ขาด ความชอบธรรมนะคะ คือถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ จะถูกตําหนิอยู่เสมอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร เป็นต้นไม้พิษให้ผลไม้พิษ ถ้าจะพูดเช่นนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นผลไม้พิษเหมือนกัน ที่มาจากต้นไม้ต้นเดียวกัน ถึงแม้ว่า ท่านจะตั้ง สสร. สสร. ก็เป็นผลไม้พิษเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้ท่านเห็นนะคะว่า ที่จริงแล้วเมื่อมีการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารได้ตั้ง สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ได้ทําประชามติ หลังจากทําประชามติแล้วจึงได้มีการยกขึ้นมา เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ ซึ่งอันนี้ก็ต้องบอกว่าถ้าเราดู ด้วยใจเป็นกลาง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ ธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ออกโดยคณะปฏิวัติก่อนหน้านี้มีการมอบ อํานาจเบ็ดเสร็จให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจะดูได้นะคะว่าในรัฐธรรมนูญหลายฉบับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ แต่ก็ปรากฏว่ามีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๑ ในการมอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับ นายกรัฐมนตรี ดิฉันจะอ่านให้ท่านฟังนะคะท่านประธาน ในมาตรา ๒๑ นั้นระบุว่าในกรณี ที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันระงับหรือปราบปราม การกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ ของประเทศหรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทําอันเป็นการก่อกวน หรือคุกคามความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทําอันเป็นการทําลายทรัพยากร ของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดก่อน หรือหลังวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มีอํานาจสั่งการหรือกระทําการใด ๆ ก็ได้ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายนะคะ เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือการกระทําใดไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินทราบ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าอันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๙ แต่ได้มีการมอบอํานาจเบ็ดเสร็จไว้ให้กับตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาดูธรรมนูญ การปกครองแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ อีกฉบับหนึ่งก็เหมือนกันนะคะ ถึงแม้ว่า จะมีการบัญญัติว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ในมาตรา ๒๗ ก็ได้นําเอา มาตรา ๒๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๑๙ มาใส่ไว้เหมือนกัน มาตรา ๒๗ บัญญัติไว้อย่างนี้ว่าในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจําเป็นหรือประโยชน์ ในการป้องกันระงับหรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคง ของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทํา อันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทําเป็นการทําลายทรัพยากรของประเทศ หรือการบั่นทอนสุขภาพอนามัย ของประชาชน ทั้งนี้ไม่ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้รัฐธรรมนูญการปกครองนี้ ธรรมนูญนะคะ นี่เป็น ธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และของสภานโยบายแห่งชาติ มีอํานาจสั่งการหรือกระทําการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทําที่หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วย กฎหมาย เพราะฉะนั้นนี่แสดงได้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีนั้นมีอํานาจเท่ากับศาลนะคะ คือคําสั่งแล้วก็เป็นของสภานิติบัญญัติด้วย คือคําสั่งอะไรทั้งหลายถือเป็นอํานาจตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้ากลับไปดู ๒ ฉบับ แล้วนี่ย้อนกลับไปดูอีกฉบับหนึ่งนะคะ ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งใช้ในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อันนี้ อยู่ในมาตรา ๑๗ ในมาตรา ๑๗ อันที่จริงมอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับนายกรัฐมนตรีนะคะ ตั้งแต่มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ระบุว่าก่อนตั้งคณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติปฏิบัติหน้าที่ ของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ส่วนมาตรา ๑๗ ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณี ที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทําอันเป็น การบ่อนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทําอันเป็น การบ่อนทําลายก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งการ หรือกระทําการใด ๆ ก็ได้ และให้ ถือว่าคําสั่งหรือการกระทําเช่นที่ว่านั้นเป็นคําสั่งหรือการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นว่าในสมัยยุคของ จอมพลสฤษดิ์นั้นมีการนําคนค้ายาเสพติดนั้น ไปยิงเป้าได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการของศาลเลย แต่ถ้าหากว่าเรามาดูรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช. ๒๕๕๐ นั้น ไม่ได้มีลักษณะของการมอบอํานาจในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ๒๕๐๒ นั้น มาตรา ๑๗ นั้น หลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ใช้มาตรา ๑๗ นี้ ในการยึดทรัพย์นะคะ ยึดทรัพย์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จํานวน ๖๐๔ ล้านบาท แล้วหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ขึ้นมา นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็น นายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์นั้นก็ได้ใช้มาตรา ๑๗ ในการยึดทรัพย์ จอมพลถนอม และ จอมพลประภาส ทั้ง ๒ ท่านในฐานะร่ํารวยผิดปกติเช่นเดียวกัน ท่านจะเห็นได้ว่า ในกระบวนการนั้นนี่เป็นการใช้อํานาจของคณะรัฐประหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากยุค การรัฐประหารหลากหลายครั้งนะคะ สมัย รสช. ก็เช่นเดียวกันนะคะ รสช. หลังจาก ยึดอํานาจจากรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ได้มีการตั้ง คตส. ขึ้นมาเพื่อที่จะ ยึดทรัพย์นักการเมือง ซึ่งก็มีรายชื่อนักการเมือง ๑๐ คน ที่จะถูกยึดทรัพย์ แต่ในภายหลัง ที่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ขึ้นมา บุคคลที่จะถูกยึดทรัพย์ไปร้องต่อศาลว่า คตส. ที่จะมา ยึดทรัพย์พวกของตนนั้นนี่ถือว่าขัดหลักประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากว่า คตส. นั้นไม่ใช่ศาล จึงไม่มีอํานาจในการที่จะยึดทรัพย์นักการเมืองเหล่านั้น เพราะฉะนั้นศาลในสมัยนั้นจึงได้ยกคําร้องการยึดทรัพย์ โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่ามีการร่ํารวย ผิดปกติจริงหรือไม่ แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์โดยศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นคนแรกคืออดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข นายรักเกียรติ สุขธนะ